แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
"หมูหลับ" สูตรเลี้ยงแบบ ประหยัด มงคลเทพ ที่ไชยปราการ

"หมูหลับ" สูตรเลี้ยงแบบ ประหยัด มงคลเทพ ที่ไชยปราการ

"เราต้องเลี้ยงหมูให้นอนหลับ ถ้าหมูนอนไม่หลับ หมูก็จะไม่โต"

ชาย สูงอายุร่างสันทัด ผู้เป็นประธานศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญ คุณลุงประหยัด มงคลเทพ บอกกล่าวถึงสิ่งสำคัญที่นำพาไปสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า การเลี้ยงหมูหลุม ที่สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายหมูและปุ๋ยคอกที่เป็นผลพลอยได้จากการ เลี้ยงมากกว่า 50,000 บาท ต่อปี

และยังเป็นจุดการเรียนรู้ที่ศูนย์ แห่งนี้ได้ถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้สนใจ ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างทั้งอาชีพและรายได้ให้มากขึ้น สามารถยังชีพได้อย่างยั่งยืนตลอดไป



เดินตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศูนย์ เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลปงตำ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มดำเนินการ เมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยได้มีการพัฒนาจากจุดสาธิตศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของ คุณโชคดี อมรวัฒน์ นายอำเภอไชยปราการ และส่วนงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

วัตถุประสงค์สำคัญในการก่อตั้ง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรของชุมชนโดยให้เกษตรกรผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และเพิ่มทักษะอาชีพการเกษตรร่วมกันในลักษณะนำทำ นำพา ภายใต้การทำการเกษตรตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โดยทั้งนี้จะ เปิดโอกาสให้เกษตรกร ประชาชน ยุวเกษตรกร เยาวชน ผู้สนใจได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงในการทำการเกษตร เพื่อยกระดับการสร้างผลผลิตและรายได้ตามความต้องการของศักยภาพพื้นที่อย่าง ยั่งยืน

ในส่วนการดำเนินงาน ได้ทำในรูปแบบของคณะกรรมการ ประกอบด้วย คุณประหยัด มงคลเทพ ประธาน คุณบุญยืน สวนพลู กรรมการ คุณปรานอม เพ็ชรชัย กรรมการ คุณธัญพิสิษฐ์ ศรีทูล กรรมการ คุณจันทร์ติ๊บ กันทะยานัง กรรมการ และ คุณบุญนำ แสงนำชัย เลขานุการ

นอกเหนือจากกิจกรรมการเลี้ยงหมูแบบ เกษตรธรรมชาติแล้ว ศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ อีกมากมาย ทั้งด้านพืช ประมง การอนุรักษ์ดินและน้ำ อาทิ การผลิตลำไยให้ได้คุณภาพมาตรฐาน การผลิตพืชผัก สมุนไพรให้ได้คุณภาพมาตรฐาน การทำการเกษตรแบบธรรมชาติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงไก่พื้นเมือง การเลี้ยงปลา กบ แบบเกษตรธรรมชาติ ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปลูกหญ้าแฝกเพื่อขยายพันธุ์กล้าหญ้าแฝก การปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ เป็นต้น

ซึ่งในพื้นที่ 4 ไร่ ของคุณลุงประหยัดได้มีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าภายใต้กิจกรรมต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้รวมกันมากกว่า 200,000 บาท ต่อปี ประกอบด้วย บ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงกบ เลี้ยงรุ่นละ 350 ตัว โรงเรือนสำหรับเลี้ยงหมูหลุม เลี้ยงรุ่นละ 26 ตัว เล้าไก่พันธุ์พื้นเมือง เล้าเป็ด สำหรับเลี้ยงไว้บริโภคภายในครัวเรือนและขาย

พร้อมกันนี้ ยังแบ่งใช้เป็นพื้นที่ผลิตปุ๋ยหมัก โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์ สารเร่ง พด.1 ในการช่วยย่อยสลายโดยวิธีการพลิกกลับกองปุ๋ยหมัก โรงผลิตน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์สารเร่ง พด. 2 และผลิตน้ำหมักสมุนไพรสำหรับควบคุมโรคและไล่แมลงศัตรูพืช โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์สารเร่ง พด.7 รวมถึงโรงเพาะเลี้ยงไส้เดือนเพื่อนำเอาน้ำหมักจากมูลของไส้เดือนไปรดราดพืช ผัก และเตาผลิตน้ำส้มควันไม้ เพื่อนำมาฉีดพ่นไล่แมลงและควบคุมเชื้อโรคให้กับพืชผัก ผลไม้ที่ปลูก และคอกสัตว์เลี้ยง

พร้อมกันนี้ยังมีสระน้ำในไร่นาขนาดเล็ก ขนาดปริมาตร 1,260 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 บ่อ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ภายในพื้นที่ทำการเกษตรของศูนย์เรียนรู้ฯ และเลี้ยงปลากินพืช เช่น ปลานิล และปลาดุก จำนวน 4,000 ตัว พื้นที่ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำรอบขอบสระน้ำ และพื้นที่ปลูกขยายพันธุ์หญ้าแฝก พื้นที่ปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน เช่น ลำไย มะม่วง มะนาว กล้วย พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรต่างๆ และพื้นที่ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น พืชตระกูลถั่วต่างๆ ประกอบด้วยถั่วพร้า ถั่วดำพุ่ม



ขายได้ทั้งตัวและปุ๋ย ปีละแสน

ก่อน ที่คุณลุงประหยัดจะปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงหมูมาสู่การเลี้ยงแบบหมูหลุม รูปแบบการเลี้ยงแต่เดิมจะเป็นเหมือนกับการเลี้ยงหมูทั่วไป ที่เน้นการเลี้ยงบนพื้นซีเมนต์

"แต่เลี้ยงแล้วก็มีปัญหา เรื่องกลิ่นไปรบกวนชาวบ้าน เดือดร้อนกันไปทั่ว จนมีการร้องเรียนไปที่เทศบาลตำบลปงตำ ซึ่งทางเทศบาลก็ได้เข้ามาช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ ด้วยการเข้ามาสนับสนุนด้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง โดยพาไปศึกษาดูงานการเลี้ยงหมูหลุมของ อาจารย์พงษ์พันธ์ นันทขว้าง ที่จังหวัดลำพูน"

จากข้อมูลที่ได้รับมาเกี่ยวกับการเลี้ยงหมูหลุม ซึ่งมีทั้งวิธีการและรูปแบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงทำให้คุณลุงประหยัดตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงมาสู่การเลี้ยงหมู หลุม และได้ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

"เลี้ยงหมูหลุมนอกจาก หมดปัญหาเรื่องกลิ่นแล้ว เรายังได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ด้วย ซึ่งนอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์ในการใส่ให้กับต้นผลไม้ภายในสวนของเราเองแล้ว ยังสามารถจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย โดยตอนนี้ขายอยู่ที่กระสอบละ 50 บาท"

คุณลุงประหยัด บอกว่า การเลี้ยงหมูในปัจจุบัน ปัญหาที่สำคัญคือ ต้นทุนที่เพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อช่วยให้สามารถดำรงอาชีพอยู่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการลดต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำลงได้มากที่สุด

"อย่าง เรื่องของลูกหมูที่จะนำเข้าเลี้ยง เวลานี้มีราคาสูงมาก ถึงตัวละ 1,200-1,400 บาท ผมมองว่าถ้าเราประหยัดต้นทุนส่วนนี้ลงให้ได้ จำเป็นที่จะต้องมีการเลี้ยงแม่พันธุ์เพื่อผลิตหมูขุนเอง ตอนนี้ผมจึงเริ่มเลี้ยงแม่พันธุ์เพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง โดยจะจ้างพ่อพันธุ์จากฟาร์มเข้ามาผสม ซึ่งคำนวณแล้วต้นทุนค่าลูกหมูผมจะเหลือเพียง ตัวละ 600 บาท เท่านั้น" คุณลุงประหยัด กล่าว

ในรูปแบบการเลี้ยงหมูแบบหมูหลุมที่คุณลุง ประหยัดได้ดำเนินการอยู่ในทุกวันนี้ จะใช้ระยะเวลาเลี้ยงไปจนถึงจับหมูขายได้นานประมาณ 4 เดือนครึ่ง ถึง 5 เดือน โดยรายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายหมูอยู่ที่ ตัวละ 5,000 บาท

"สาย พันธุ์ที่เลี้ยงตอนนี้จะเป็นลูกผสมสามสายเลือด ซึ่งผมจะใช้วิธีการนำเข้าเลี้ยงเป็นชุด ชุดละ 15 ตัว เพื่อให้สามารถหมุนเวียนขายได้อย่างต่อเนื่อง โดยปีหนึ่งจะสามารถเลี้ยงหมูได้ 2 รุ่น รวมทั้งขายตัวหมูและปุ๋ยด้วย ปีหนึ่งจะมีรายได้ประมาณ 100,000 บาท"

สำหรับการเลี้ยงหมูหลุมนั้น คุณลุงประหยัดได้กล่าวถึงขนาดของพื้นที่คอกเลี้ยงว่า สามารถทำได้ใน 2 ขนาด คือ ขนาดพื้นที่ 3 x3 ตารางเมตร จะเลี้ยงหมูได้ 6 ตัว และขนาด 3x3.50 ตารางเมตร จะเลี้ยงหมูได้ 7 ตัว

"พอทำคอกได้ตามขนาดพื้นที่ที่ เลือก ซึ่งขึ้นอยู่กับความสะดวกของเจ้าของว่าต้องการเท่าไร หรือมีพื้นที่เหมาะสมแค่ไหน จากนั้นให้ขุดพื้นคอกให้ลึก ประมาณ 90-100 เซนติเมตร ปรับแต่งขอบให้เรียบร้อย จากนั้นนำวัสดุปูพื้นที่ที่มีส่วนผสมของ แกลบ ขี้วัว และเกลือ ใส่ลงไปให้ โดยให้เติมวัสดุปูพื้นที่เป็นชั้นๆ ชั้นละ 30 เซนติเมตร ทุกชั้นจะต้องราดด้วยปุ๋ยน้ำหมักที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ 3 ประเภท 7 ชนิด ให้ทำหนาประมาณ 3 ชั้น ก็จะเต็มหลุมที่ขุดไว้พอดี"

สำหรับเชื้อ จุลินทรีย์ 3 ประเภท 7 ชนิด ที่คุณลุงประหยัดบอก จะประกอบด้วย หนึ่ง การทำน้ำหมักจากพืช มี 3 ชนิด ได้แก่ จากพืชสีเขียวและสด จากผลไม้สุก และจากพืชสมุนไพร สอง การทำน้ำหมักจากน้ำซาวข้าว มี 3 ชนิด คือ แลกโตบาซิลลัสจากนมสดแคลเซียมจากเปลือกไข่ และฟอสฟอรัสจากถ่านกระดูกสัตว์ และ สาม การทำน้ำหมักจากสัตว์ ได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ไส้เดือน รกหมู ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง

สำหรับเชื้อจุลินทรีย์ที่เพาะขยายพันธุ์ขึ้นนี้ คุณลุงประหยัดยังบอกอีกว่า จะนำมาผสมให้กับหมูกินด้วย เพื่อช่วยป้องกันปัญหาเรื่องท้องร่วง โดยจะใช้เชื้อจุลินทรีย์ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ถัง

นอกจากนี้ คุณลุงประหยัดยังผลิตน้ำหมักสกัดจากพืชสมุนไพรและผลิตน้ำส้มควันไม้เพื่อนำ มาใช้ฉีดพ่นหรือราดรดให้กับพืชผักไม้ผลและภายในโรงเรือน ทั้งหมูหลุม บ่อปลา บ่อเลี้ยงกบ เล้าไก่ เล้าเป็ด เพื่อเป็นการป้องกันโรคและแมลงเข้ารบกวนตลอดจนเป็นการดับกลิ่นของเสียจากการ เลี้ยงสัตว์ เป็นการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนอีกด้วย

"อีก เรื่องที่หายไปเลย เมื่อปรับเปลี่ยนมาสู่การเลี้ยงหมูหลุม นั่นคือ แมลงวัน สาเหตุสำคัญน่าจะเป็นเพราะไข่ของแมลงวันไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ ด้วยเมื่อแมลงวันมาวางไข่ที่วัสดุปูพื้นในคอก ซึ่งภายในจะมีอุณหภูมิถึง 50 องศาเซลเซียส จึงส่งผลให้ไข่ไม่สามารถฟักเป็นตัวได้" คุณลุงประหยัด กล่าว

สำหรับ ในเรื่องของอาหารที่ให้หมูกิน คุณลุงประหยัด บอกว่า ในช่วง 1-2 เดือนแรก จะเน้นให้อาหารข้นที่ผสมขึ้นเอง ให้เป็นหลักก่อน โดยส่วนประกอบจะมีรำกลาง 30 กิโลกรัม ขี้วัว 15 กิโลกรัม ดินแดง 8 กิโลกรัม เปลือกไข่ป่น 1.5 กิโลกรัม กระดูกป่น 1.5 กิโลกรัม และปลาป่น 1.5 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้ากันแล้วให้กินวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น

"พอหมูอายุได้ 3 เดือนจะมีการเปลี่ยนเป็นให้หยวกกล้วยหมัก หยวกกล้วยที่นำมาใช้นั้น ต้องไปตัดในช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะเป็นหยวกกล้วยที่ดี มีสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ ครบถ้วน โดยจะวัดจากก้านใบสุดท้ายลงมา 50 เซนติเมตร แล้วตัดมาใช้"

"หยวกกล้วยหมักนั้น จะมีส่วนประกอบของหยวกกล้วย 50 กิโลกรัม น้ำตาลทรายขาว 4 กิโลกรัม และเกลือ 1 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ในถัง นานประมาณ 5-7 วัน ก็จะสามารถนำไปใช้เป็นอาหารหมูที่เลี้ยงได้" คุณลุงประหยัด กล่าว

จาก สูตรอาหารดังกล่าว คุณลุงประหยัด บอกว่า จะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงลงได้ถึงร้อยละ 50 ทีเดียว และที่สำคัญยังได้หมูที่ปลอดจากสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

"พอเราจับหมู ขายแล้ว ขั้นต่อไปก็จะขุดเอาแกลบขึ้นมา ซึ่งจะมีการผสมคลุกเคล้าของทั้งขี้หมู จุลินทรีย์ต่างๆ ที่รดลงไป ทำให้กลายเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพดี ใส่ต้นไม้แล้วก็จะช่วยทำให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย" คุณลุงประหยัด กล่าว

ด้วยหลักการเลี้ยงที่เน้นการอิงธรรมชาติเป็น หลัก ผนวกกับการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีของคุณลุงประหยัด จึงทำให้หมูที่เลี้ยงอยู่อย่างสุขสบาย ซึ่งคุณลุงประหยัดบอกว่า หมูที่เลี้ยงจะนอนหลับ และเติบโตได้เป็นอย่างดี ซึ่งแนวทางการเลี้ยงเช่นนี้สำหรับผู้สนใจสามารถเรียนรู้ได้ที่ ศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนบ้านมิตรอรัญ โทร. (086) 102-3139 คุณลุงประหยัด บอกพร้อมให้ข้อแนะนำทุกขั้นตอน


Create Date : 14 ตุลาคม 2553
Last Update : 14 ตุลาคม 2553 0:04:36 น. 0 comments
Counter : 17201 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com