แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
ไปเมืองโคราช ชมโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

ไปเมืองโคราช ชมโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล

พลังงานน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติเหลือน้อยเต็มที การใช้พลังงานประเภทแร่ถ่านหิน ไม้ฟืน ก็มีต้นทุนการผลิตที่สูงและเกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม หลายคนจึงกลับไปใช้พลังงานบริสุทธิ์จากธรรมชาติประเภทพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ แต่พลังงานเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดทางธรรมชาติเนื่องจากปัญหาความปรวนแปรของภาวะอากาศตามธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามคิดค้นพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน ยกตัวอย่างเช่น พลังงานชีวมวล

ชีวมวล (Biomass) หมายถึง วัสดุหรือสารอินทรีย์ ประเภทวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เศษไม้ ปลายไม้จากอุตสาหกรรมไม้ มูลสัตว์ ของเสียจากโรงงานแปรรูปทางการเกษตร วัชพืช และขยะของเสียจากชุมชน ฯลฯ ซึ่งวัสดุหรือสารอินทรีย์เหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานได้ เรียกว่า พลังงานชีวมวล เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีปริมาณชีวมวลจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากมาย เช่น ฟางข้าว แกลบ กากอ้อย กาก ใยและทะลายปาล์ม เป็นต้น ทำให้ภาครัฐและสถาบันการศึกษาพยายามคิดค้นวิธีแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้นำกลับมาใช้ในรูปพลังงานชีวมวล เพื่อทดแทนพลังงานน้ำมันที่มีต้นทุนสูง

เมื่อเร็วๆ นี้ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา เพื่อศึกษาดูงานด้านการผลิตพลังทดแทนตามคำเชิญของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับโครงการโรงงานพลังไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบแห่งนี้เป็นโครงการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้คิดค้นและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวลขนาดเล็ก เพื่อใช้เป็นศูนย์ถ่ายทอดการเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนระดับภูมิภาค

เป้าหมายการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล เพื่อกระจายแนวคิดการผลิตพลังงานไฟฟ้าป้อนสู่ชุมชน หรือสถานประกอบการขนาดเล็กให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล "สุรนารี" ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานเขียว สำหรับใช้งานภายในมหาวิทยาลัย และในอนาคตวางแผนที่จะให้บริการสู่ชุมชนและ ระดับประเทศต่อไป

โรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวล "สุรนารี" แห่งนี้ ถือเป็นโรงงานไฟฟ้าต้นแบบขนาดเล็ก มีกำลังการผลิต 100 กิโลวัตต์ โดยนำวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ต้นกระถินยักษ์ กาบมะพร้าว ทางปาล์มน้ำมัน ซังข้าวโพด เปลือกและเหง้ามันสำปะหลัง ฯลฯ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า แต่ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ยังไม่มากพอ เนื่องจากข้อจำกัดของโรงงานไฟฟ้าขนาดเล็กแห่งนี้มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ เพียง 100 กิโลวัตต์ ซึ่งกำลังผลิตดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับบ้านเรือนประชาชนได้ถึง 200 ครัวเรือน ทีเดียว เนื่องจากยังเป็นเพียงโครงการทดลองนำร่องกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ จึงใช้งานได้ภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งผลดีที่เกิดขึ้นก็คือ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านไฟฟ้าได้มากถึง 50% ทีเดียว เรียกว่าช่วยประหยัดงบฯ มหาวิทยาลัยไปได้เยอะมาก

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) บอกว่า โรงงานไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้ ใช้เทคโนโลยีก๊าซซิฟิเคชั่น ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตก๊าซเชื้อเพลิง โดยนำแนวคิดการเผาไหม้ที่ควบคุมปริมาณอากาศมาใช้เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก๊าซเชื้อเพลิงดังกล่าวประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจน และก๊าซมีเทน ที่ให้ค่าความร้อนเฉลี่ย 4.5-5.5 เมกะจูด ต่อลูกบาศ์เมตร สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง ทดแทนเชื้อเพลิงปิโตรเลียมหรือก๊าซธรรมชาติได้ โดยก๊าซเชื้อเพลิงที่ผลิตได้ เมื่อนำมาผ่านกระบวนการทำความสะอาด (กำจัดฝุ่น/ยางเหนียว) และผ่านกระบวนการลดอุณหภูมิแล้ว สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์สันดาป ที่เป็นต้นกำลังให้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้

ผศ.ดร.วีรชัย ยังบอกอีกว่า พลังงานไฟฟ้าดังกล่าวสามารถใช้ทดแทนพลังงานน้ำมันได้ สำหรับโรงงานไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบขนาดเล็ก 100 กิโลวัตต์ แห่งนี้ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้งานภายในบริเวณฟาร์มมหาวิทยาลัย เช่น โรงเพาะเห็ด ฟาร์มปศุสัตว์ ฯลฯ ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันโครงการศึกษาวิจัยแห่งนี้ ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนทั่วไป

สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการแห่งนี้ก็คือ คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่เล็งเห็นความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซซิฟิเคชั่น เพื่อให้เกิดการผลิตพลังงาน หรือกระแสไฟฟ้าขึ้นใช้เองภายในชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงสนับสนุนให้มีโครงการศึกษาวิจัยเรื่องพลังงานชีวมวลและโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กสำหรับชุมชนแบบครบวงจร

สำหรับโครงการโรงงานไฟฟ้าแห่งนี้ ได้ศึกษาทดสอบการผลิตกระแสไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรประเภทต่างๆ เช่น ไม้กระถินยักษ์ เนื้อไม้และเปลือกไม้ยูคาลิปตัส แกลบ ซังข้าวโพด กะลามะพร้าว กาก เปลือกและเหง้ามันสำปะหลัง และทางปาล์มน้ำมัน ดังนั้น โรงงานไฟฟ้าชีวมวลจึงเหมาะสมกับทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ผลการทดสอบโครงการโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานชีวมวลแห่งนี้ พบว่า เชื้อเพลิงชีวมวลทุกชนิดสามารถผลิตก๊าซเชื้อเพลิงได้ แต่มีประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ไม้โตเร็วในกลุ่มไม้ยูคาลิปตัส กระถินเทพา กระถินณรงค์ พบว่า มีศักยภาพสูงสุดในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานชีวมวล หน่วยงานภาครัฐจึงควรสนับสนุนให้มีการปลูกไม้โตเร็วเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตพลังงานทดแทนในอนาคต

ย้อนกลับมาดูเรื่องต้นทุนการผลิตโรงงานไฟฟ้าขนาดเล็กกันดูบ้าง ผลการศึกษายืนยันว่า ต้นทุนการผลิตพลังงานชีวภาพไม่แพงเลย ผศ.ดร.วีรชัย บอกว่า โรงงานไฟฟ้าชีวมวลมีต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าต่ำกว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเสียอีก ปัจจุบันการผลิตกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 2.90 สตางค์ แต่โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังชีวมวลมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเพียง 2.40 สตางค์ เท่านั้น จะเห็นว่าต้นทุนพลังงานชีวมวล ถูกกว่ากันตั้ง 50 สตางค์ ต่อหน่วย ทีเดียว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี วางแผนที่จะดำเนินโครงการผลิตไม้โตเร็ว เช่น ไม้ยูคาลิปตัส กระถินณรงค์ กระถินเทพา ฯลฯ บนเนื้อที่ 500 ไร่ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในอนาคต ทั้งนี้ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานชีวมวลขนาด 100 กิโลวัตต์ จำเป็นต้องใช้วัสดุดิบเชื้อเพลิงไม้ประมาณ 1,500 ตัน ต่อปี ดังนั้น หากปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่ 500-600 ไร่ แบบหมุนเวียน ก็จะมีปริมาณวัตถุดิบสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างเพียงพอตลอดไป

คณะนักวิจัยฝากบอกมาว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในการปลูกต้นไม้โตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน น้ำ อากาศ เมื่อเทียบกับประเทศในเขตหนาว ที่ต้นไม้เติบโตช้ากว่าประเทศไทย ไม้โตเร็วที่ปลูกในประเทศไทยสามารถนำมาใช้งานได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป ฉะนั้น การผลิตวัตถุดิบมาป้อนเข้าสู่โรงงานไฟฟ้าแห่งนี้ จึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

นับว่าโครงการนี้ มีคุณค่าดี เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ที่สำคัญเป็นพลังงานที่ได้จากธรรมชาติ ไม่มีปัญหาด้านมลภาวะ เป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถนำกลับมาใช้งานได้ตลอด ช่วยลดปริมาณการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ประหยัดเงินตราออกนอกประเทศ สิ่งที่สำคัญเป็นการสร้างเพิ่มมูลค่าให้แก่เศษวัสดุที่เหลือใช้ และยังก่อให้เกิดการจ้างแรงงานภายในชุมชน

เรียกว่ามองเห็นข้อดีมากกว่าข้อเสียที่แก้ไขได้ เช่น ของแข็งที่มีคุณสมบัติเป็นถ่าน มีค่าความร้อนสูง สามารถนำมาอัดเป็นแท่งถ่าน ใช้หุงต้มได้ ส่วนน้ำเสียที่เกิดจากการผ่านระบบบำบัดแบบปิด ก็ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กากตะกอนน้ำเสียก็จะนำมาตากแห้ง เผาผ่านกระบวนการก๊าซซิฟิเคชั่น ซึ่งจะได้ใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนกลับมาใช้งานใหม่ได้อีก ส่วนในเรื่องของเสียจากโรงงานไฟฟ้า ก็ยังอยู่ในขั้นปรับปรุงแก้ไข เรียกว่าในอนาคตนี้ คนไทยทั่วประเทศมีโอกาสใช้งานพลังงานไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้แน่นอน



Create Date : 09 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2550 6:58:45 น. 0 comments
Counter : 2429 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com