“Down the drain”-hadashi no pikunikku

“Down the drain”-hadashi no pikunikku
ช่วงนี้ผมหาvcd หนังเก่าญี่ปุ่นเกาหลีที่ซื้อเก็บไว้สองสามปีที่แล้วมาดูอีกครั้ง
พอดี ไปหยิบได้เรื่องนี้ “hadashi no pikunikku” เป็นงานกำกับหนังเรื่องแรกของ
Yaguchi Shinobu ผู้กำกับหนัง “Waterboys” (ที่ไม่ใช่เด็กยกน้ำ แต่เป็นระบำชายใต้น้ำ!!) และ “swing girls”(ที่ไม่ใช่สวิงกิ้ง แต่เป็นกลุ่มนักเรียนสาวที่บังเอิญหลงใหลในการเล่นเพลงแจ๊สโดยไม่ได้ตั้งใจ!!) ที่เพิ่งเข้าฉายบ้านเราเมื่อไม่นานมานี้ครับ
ส่วนหนังที่ผมพูดถึง เป็นหนังในปี ๑๙๙๓ ก็ ๑๐ กว่าปีมาแล้วครับ
เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังเล่นๆครับ

ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะโยงให้เกี่ยวกับหุ้นอย่างไร
แต่ห้องอื่นก็ไม่เคยไปโพสต์ ก็จะว่าที่ห้องนี้แหละ
เดี๋ยวคงโยงให้เข้ากับหุ้นได้เอง อิอิ

“hadashi no pikunikku” ถ้าแปลตรงตัวก็หมายถึง การไปปิกนิกด้วยเท้าเปล่า (ไม่ได้ใบ้หุ้น picni น๊ะ!)
ภาษาอังกฤษใช้ “Down the drain” หมายถึงความสูญเปล่า สูญเสียโดยไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา
ภาษาไทยในวีซีดีใช้ “ไปตามยถากรรม”
ผมชอบชื่อไทยนี้มากที่สุด เดี๋ยวท้ายๆจะโยงให้เกี่ยวกับหุ้นด้วยชื่อไทยนี้แหละ

หนังเสนอในโทน black comedy เล่าถึงชีวิตของเด็กสาวนักเรียน ม ปลายคนหนึ่งชื่อ จุนโกะ ที่พยายามแก้ปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิต ซึ่งยิ่งแก้ ก็ยิ่งผูกให้แน่นขึ้นไปอีก!!
ตลอดเรื่องเราจะไม่ถึงกับหัวเราะออกมาเลย
แต่สำหรับผมเอง ผมชอบนะ ขำๆ ว่า เออ คนเรามันโชคร้ายกันได้ขนาดนั้น!!
มันเป็นหนังที่ไม่สนุกสำหรับคนส่วนใหญ่
และมันไม่สนุกเท่า waterboys และ swing girls
แต่ผมชอบเรื่องนี้มากกว่าครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 15 ต.ค. 48 00:49:29 A:58.136.65.113 X: TicketID:080268 ]




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2548    
Last Update : 15 ตุลาคม 2548 20:33:29 น.
Counter : 173 Pageviews.  

หุ้นวัฎจักร-อะไรเคยดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไม่ได้

หุ้นวัฎจักร-อะไรเคยดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไม่ได้
อาทิตย์นี้ ปอดว่างๆ ฝนก็ตก ไปไหนลำบาก
ก็เลยไปหาหนังสือมาอ่านเล่นๆครับ ได้หนังสือของ ปีเตอร์ ลินช์ ที่แปลจาก beating the street มาอ่านฆ่าเวลา

ก่อนอื่นเลย ผมต้องบอกว่า ผมไม่มีความรู้ในทางการลงทุนเลยนะครับ

ในหนังสือมีหัวข้อหนึ่งเขียนว่า
"หุ้นวัฏจักร: อะไรที่แย่ เดี๋ยวมันก็ดี"

ทำให้ผมสนใจหุ้นกลุ่มนี้มาก
เพราะเห็นว่า ในตลาดหุ้นไทยมีก็เพียงกลุ่มนี้แหละ ที่น่าจะทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงจัง ถ้าเข้าถูกจังหวะ

ส่วนใหญ่ หนังสือที่ผมอ่านทางการลงทุน ก็เป็นหนังสือแปล เป็นแนวคิดของคนอเมริกา ซึ่งตลาดบ้านเรา คนละเรื่องกับตลาดบ้านเขาเลย เช่น
บริษัทเราหาธรรมาภิบาลยาก ถ้าธรรมาภิบาลยังไม่ดี เราจะวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้องอย่างไร
บริษัทบ้านเราไม่มีสินค้าที่เป็น product ที่สามารถทำให้เกิด brand royalty จนสามารถขยายสาขาไปได้มาก หรือมีศักยภาพทำกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง เหมือนที่อเมริกาที่สินค้าเขาขายได้ทั่วโลก
ฯลฯ

ทีนี้มาเรื่องที่ผมกำลังสนใจ แต่ไม่มีความรู้ครับ คือ หุ้นวัฏจักร ถ้าใครมีความรู้ ช่วยเข้ามาชี้ทางกระจ่างให้ผมก็จะขอบคุณมากครับ

หุ้นแบบนี้ สำหรับคนที่เข้าถูกจังหวะ จะรวยไม่รู้เรื่องเลย และมันมีอยู่ในตลาดหุ้นไทยด้วย ส่วนใหญ่เป็นสินค้า commodities ทั้งหลาย
เช่น โลหะพวก เหล็ก ทองแดง สังกะสี ทองคำ เดินเรือ น้ำมัน ปิโตรเคมี
ใครที่เคยซื้อ atc, psl, rcl, tta ตอนขาขึ้น คงได้กันหลายสิบเท่าไปเรียบร้อยแล้ว ในระยะเวลาไม่กี่ปี

แต่แน่นอน ถ้าเข้าผิดจังหวะ ก็เจ๊งแน่นอน

หุ้นกลุ่มนี้ เขาว่า p/e ต่ำๆ ให้ขาย p/e สูงๆ ให้ซื้อ
ตอนนี้ p/e ก็ลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้วทั้งนั้น ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ tta อย่างกลุ่มไทเก้น ได้ขายไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับ บ้านปู ที่ทะยอยขาย atc

สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจในกลุ่มวัฏจักร คงจะขายก่อนที่ราคามันจะลง อาจจะไม่ต้องขายที่จุดสูงสุด แต่ขายเมื่อเห็นว่า upside gain มันเหลือน้อยแล้ว ซึ่งเราไม่มีทางรู้ ยกเว้น เราจะเป็นผู้อยู่ในธุรกิจนั้นๆ และมีความแม่นในการวิเคราะห์ทิศทางของธุรกิจเสียเอง

ทีนี้ ถ้า p/e ดูไม่ได้ เราจะดูอะไรดี ว่า ธุรกิจมันเข้า cycle ขาลงแน่แล้ว

อันนี้ ผมอยากถามผู้รู้มากๆครับ

แต่ถ้าให้ผมเดาเอง ก็
๑ ดู p/bv เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือไม่
๒ ดูกำไรว่า ลดลงหรือไม่

ผมว่า ข้อสอง นี้สำคัญมาก ถ้าธุรกิจเริ่มแสดงว่า ทำกำไรได้น้อยลง นั่นอาจจะมี upside gain เหลือเพียงเล็กน้อยแล้ว หรืออาจจะเริ่มเข้า cycle ขาลงกันเลยก็ได้

ทีนี้ ถ้าเรามาดูการลงทุน ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีการเติบโต แบบที่เข้าสูตรหุ้นชั้นดี คือ มีกำไรทุกปี จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี ฯลฯ

เราจะลงทุนอย่างไร?

เรามองศักยภาพของธุรกิจไทยอยู่ที่ไหน หุ้นในกลุ่มไหน? ในเมื่อประชากรของเรา ไม่มี brand royalty ของสินค้าที่ผลิตในประเทศ ศักยภาพการส่งออกของเราสู้ต่างชาติไม่ได้ สินค้าของเราถูกกำหนดโดยภาพรวมของราคาสินค้าในตลาดโลก คือไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาสินค้าได้เอง ฯลฯ

ยกเว้น หุ้นวัฎจักรที่ต้องเข้าขาขึ้นแล้ว ผมก็แทบหาไม่เจออีกเลย ที่จะมีหุ้นที่ทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการเติบโตของตัวธุรกิจเอง
ส่วนใหญ่ เอาเข้าตลาดมาก็ตอนที่มัน peak แล้ว แถมยังปรับแต่งงบให้ดูดีก่อนเข้ามาอีก
ดังจะเห็น ipo หลายตัวทำวีรเวรเอาไว้

จุดแข็งของเราอยู่ที่ไหนกันนะ? หุ้นกลุ่มไหนที่เราน่าจะซื้อลงทุนกันดีนะ?

ใครรู้ช่วยตอบทีครับ
ผมจะได้เปลี่ยนเป็นนักลงทุน ที่เห็นหุ้นแดงๆแล้วดีใจ เห็นหุ้นเขียวๆ แล้วเซ็ง ได้เสียที

ถ้าให้ผมเดาเอง แบบคนไม่มีความรู้

ผมว่าน่าจะเป็นบริการ การอยู่ในทำเลที่ดี ภาพรวมของประเทศในทางการบริการและการท่องเที่ยวยังดูดี

ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นไทย น่าจะอยู่ที่
๑ รอลงทุนใน cycle ขาขึ้นของหุ้นวัฏจักร
๒ ลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ เพื่อรอ cycle ขาขึ้นรอบใหม่ของหุ้นวัฏจักร คือ
-กลุ่มบริการ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล
-กลุ่มพํฒนาอสังหาฯ ชั้นดี ที่มีประวัติยาวนาน ยิ่งเน้นขายต่างชาติ ยิ่ง work
-กลุ่มที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะมีธุรกิจหลากหลาย คล้าย holding company
-กลุ่มโรงงานที่มีการบริหารจัดการที่ดี
-กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่มีศักยภาพ สามารถขยายงานไปในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

ก็คงคิดได้เท่านี้ครับ เพราะความรู้ผมยังน้อยเหลือเกิน

ผู้รู้ช่วยเติมให้ก็จะขอบคุณมากครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 8 ต.ค. 48 10:20:24 A:58.136.68.244 X: TicketID:080268 ]




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2548    
Last Update : 15 ตุลาคม 2548 20:25:58 น.
Counter : 580 Pageviews.  

ราคากำหนดข่าวสาร ไม่ใช่ข่าวสารกำหนดราคา

ราคากำหนดข่าวสาร ไม่ใช่ข่าวสารกำหนดราคา
หลายครั้งที่หุ้นลง
คนเล่นหุ้นจะรีบหาข่าว ว่าทำไม? อะไร?
เรามักจะเชื่อ ว่ามันมีเหตุผลบางอย่าง ต่อการเคลื่อนไหวของราคา
มากกว่า การเคลื่อนไหวของราคา เป็นแค่เพียงเพราะว่ามันมีคนซื้อและขายไปในทิศทางดังกล่าว

คำถามคือ เราเล่นหุ้น โดยการหาข่าว แล้วเรากำไรจริงหรือ?
คำถามคือ ถ้าหุ้นลง นักวิเคราะห์บอกว่าเป็นเพราะข่าวร้ายอันนั้น อันนี้ มันน่าเชื่อถือจริงหรือ?(ฮ่วย บอกว่าระเบิดที่บาหลี นักลงทุนตกใจเทขาย ที่อินโดฯ หุ้นมันยังขึ้นเลย ฮ่าๆ แล้วเกี่ยวไรกับเมืองไทยเนี่ย ตูต้องเชื่อด้วยเหรอ อธิบายหมูหมากาไก่แบบนี้ วันหลังจะวิเคราะห์บ้าง ว่าหุ้นลงเพราะรถติด ฝนตก น้ำท่วม ไฟดับ คนเลยไม่ไปเล่นหุ้นแล้ว ฮ่าๆ)

คำถามคือ หุ้นขึ้น นักวิเคราะห์บอกว่ามีข่าวดีมากๆ หุ้นจึงขึ้น แล้วทำไม พอเราเข้าไปมะลุมมะตุ้มซื้อ ถึงติดดอยยาวเป็นเถือก?(ข่าวดีมาและ s&p ใครต่อใคร ปรับเครดิตให้ธนาคารไทย แล้วเป็นไง ไหงลงมายกแผงเงี้ยล่ะ เวร)

ภาพในหัวที่เราสร้างขึ้น อคติที่เราสร้างขึ้น สามัญสำนึกของเรา มันไม่ยอมให้เรายอมรับว่า ความจริง หุ้นขึ้นและลง ก็แค่เพราะมีคนขายและซื้อ เมื่อมีกำไรก็เท่านั้นเอง

และบังเอิญว่า คนที่มีอำนาจในการควบคุมข่าวสาร มักจะมีอำนาจในการซื้อและขายนำจริงด้วยครับ
และเขาขายเมื่อไร หุ้นต้องลง
และเขาซื้อเมื่อไร หุ้นต้องขึ้น

process ที่เรานึกเป็นแบบนี้

ข่าวดี-->ราคาขึ้น=คนส่วนใหญ่เกิดอารมณ์โลภ=ดี=น่าขึ้นต่อ=ตัดสินใจซื้อ
ข่าวร้าย-->ราคาลง=คนส่วนใหญ่เกิดอารมณ์กลัว=ไม่ดี=น่าลงต่อ=ตัดสินใจขาย

แต่processที่เกิดขึ้นจริงคือ

ราคาขึ้น-->ข่าวดี=คนส่วนใหญ่เกิดอารมณ์โลภ=ไม่ดี=จะลงแล้ว=ตัดสินใจขาย
ราคาลง-->ข่าวร้าย=คนส่วนใหญ่เกิดอารมณ์กลัว=ดี=จะขึ้นแล้ว=ตัดสินใจซื้อ

ราคากำหนดข่าวสาร ไม่ใช่ข่าวสารกำหนดราคา
และราคาจะเคลื่อนไปในทิศทางที่รายย่อยขาดทุนเสมอ

นี่คือความจริง ที่อยู่คู่ตลาดหุ้นไทยมาตลอดครับ

ดังนั้น
หุ้นขึ้นและลงทุกวันเป็นธรรมดาของมันอยู่เอง

วันนี้ หุ้นลง
มันก็ไม่ได้มีเหตุผลมากไปกว่า
วันนี้มันมีคนขายทำกำไร ก็เท่านั้นเองครับ

ขำๆ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 4 ต.ค. 48 23:35:44 A:58.136.65.22 X: TicketID:080268 ]




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2548    
Last Update : 15 ตุลาคม 2548 20:16:27 น.
Counter : 127 Pageviews.  

อย่าเล่นหุ้นด้วยอารมณ์โดยเด็ดขาด

อย่าเล่นหุ้นด้วยอารมณ์โดยเด็ดขาด

คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นด้วยอารมณ์ และคนส่วนใหญ่เสีย
ดังนั้น เราต้องไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ เราถึงจะไม่เสีย

๑ อารมณ์โลภ คนส่วนใหญ่ เล่นหุ้นด้วยอารมณ์โลภ พอหุ้นขึ้น ก็รีบไล่ซื้อ โดยปราศจากการยับยั้งชั่งใจว่า หุ้นที่ขึ้นมาแล้ว ย่อมมีคนพร้อมจะขายให้เสมอ และเมื่อมีคนขายมากๆ หุ้นมันก็ต้องลงอยู่เอง ไม่ว่าจะเป็นลงจริง หรือลงเพื่อปรับฐานขึ้นต่อก็ตาม โดยธรรมชาติของการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดหุ้น ไม่มีหุ้นตัวไหน ที่ขึ้นโดยไม่ลง ขึ้นโดยไม่ปรับฐาน ธรรมชาติมันเป็นของมันเช่นนี้ เช่นเดียวกับชีวิต และทุกสรรพสิ่งในโลก การซื้อ ควรซื้อหุ้นที่อยู่ในเทรนด์ขาขึ้น โดยปราศจากความโลภ โดยไม่ไล่ราคา ซื้อเมื่อปรับฐานในเทรนด์ขาขึ้น ซื้อได้แล้วก็สบายใจ ไม่กังวล ไม่ติดดอยสั้น ไม่ติดดอยยาว

หรือ พอหุ้นลงหนัก ก็ช้อนซื้อ ด้วยหวังว่า จะขอวัดดวง หวังว่าหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น จะได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ความจริงคือ ไม่มีใครรู้ว่า จุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน และไม่มีใครรู้ว่า หุ้นจะขึ้นไปถึงที่ไหน
การเสี่ยงซื้อที่จุดต่ำสุด เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสี่ยงมากที่สุดด้วยเช่นกัน ซึ่งคนที่จะกระทำเช่นนั้นได้ ถ้าไม่ใช่เซียน ก็ต้องเป็นคนโลภมาก
การตัดสินด้วยอารมณ์โลภ ในระยะยาว คือขาดทุนอย่างสม่ำเสมอ

๒ อารมณ์โกรธ คนส่วนใหญ่ เล่นหุ้นด้วยอารมณ์โกรธ พอหุ้นตก ขาดทุน ก็อยากแก้มือ แก้เผ็ดเร็วๆ เหวยๆ เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับตู ตกมาสิ ตกมาเลย จะช้อนซื้อให้เต็มปอด สุดท้าย ได้หุ้นก้นเหวไปเต็มปอดจริงๆ และรอเป็นเดือน เป็นปี ก็ยังไม่ยอมโผล่ออกมารับแสงตะวันใดๆ หรือรีบเปลี่ยนตัวเล่นเร็วเกินไป เพราะอยากแก้มือ ทั้งๆที่ตลาด กำลังอยู่ในเทรนด์ขาลง ยิ่งอยากแก้มือ ก็ยิ่งรีบหาโอกาสซื้อ ขายขาดทุนตัวนั้น มาซื้อแล้วขายขาดทุนตัวนี้อีก วนเวียนไปเป็นลูกโซ่ ยิ่งเจ๊งเร็วกว่าติดหุ้นด้วยซ้ำ
การชนะหุ้น ในตลาดขาลง ต้องการขันติ คือความอดทนอย่างสูง และความไม่โลภอย่างที่สุด ยิ่งใช้อารมณ์โกรธ ก็ยิ่งร้อนรน พอยิ่งร้อนรน ก็ยิ่งมั่ว ไม่ยอมเข้าใจ ธรรมชาติของชีวิต ของโลก ของมนุษย์ ของตลาดหุ้น
การตัดสินใจด้วยอารมณ์โกรธ ในระยะยาว คือ ขาดทุนอย่างสม่ำเสมอ

๓ อารมณ์หลง คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นด้วยอารมณ์หลง
หลงทั้งตัวหุ้น-หุ้นตัวไหน เคยเล่นแล้วได้กำไร ก็จะชอบมันอยู่อย่างนั้น ตะบี้ตะบัน เล่นแต่ตัวนั้น มันอยู่เช่นนั้น ทั้งๆที่หุ้นยังอยู่ในเทรนด์ขาลง ไม่เข้าใจธรรมชาติ ของชีวิต ของสรรพสิ่ง ของตัวหุ้น ที่เกิดมา เฟื่องฟู ตั้งอยู่ เสื่อมโทรม และดับไป ในหุ้นที่อยู่ในเทรนด์ขาลง ให้ตะบี้ตะบันเล่น มันก็ยังจะคงอยู่ในเทรนด์ขาลงต่อไป หลงเช่นนี้ ทำกำไรยาก เสียโอกาสในการผันเงินไปสู่หุ้นตัวที่มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่า
หลงทั้งตนเอง-ในตลาดขาขึ้น ให้ลิงปาเป้าก็ถูกตัว กลายเป็นเซียนใบ้หุ้นกันเป็นแถว หลงในความสามารถที่มาเพราะโอกาสฟลุ๊คๆเป็นบางสภาวะ ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่โอกาส พื้นความรู้ และระบบ
ปลายปี ตอนผมหัดเล่นหุ้นใหม่ๆ แถวห้องค้าที่ผมไปบ้าง มีอาแปะคนหนึ่งชอบมาเล่าให้ผมฟังว่า วันนี้ อั๊วะเข้าสามครั้ง กำไร สองครั้ง พอค่ากับข้าวแล้ว ฮ่าๆ แกเล่นของแกอย่างนี้ ลงมาก็ซื้อทบไป ไม่นานก็หลุด ขาขึ้นได้บ่อย เล่าให้ผมฟังเรื่อย แกท่าทางดีใจ มั่นใจเต็มเปี่ยม เล่าเทคนิควิธีเล่น บอกตัวหุ้นให้ผมฟังเรื่อย
มาช่วงกลางปี เริ่มเล่าว่า วันนี้ อั๊วะเข้าสามตัว เสียทั้งสามตัว หลักหมื่นเลย chip หายหมดแล้ว ใจเริ่มเสียแล้ว ไม่เก่งแล้ว
เล่นหุ้นเพราะหลงว่าตัวเองเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่มีระบบรองรับ ในระยะยาว ก็มีแต่เสีย ไม่เข้าใจ ความเป็นไปของชีวิต ของโลก ของหุ้น ธรรมชาติ ของมัน ที่มีขึ้นมีลง ไม่แน่นอน ไม่มีจุดเริ่มจุดจบ วนเวียนไปเช่นนั้นเอง
เล่นหุ้นไม่เข้าใจ จังหวะของชีวิต จังหวะของตัวหุ้น ว่ามันเป็นเรื่องของโอกาส ความน่าจะเป็นมากกว่า อะไรที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่า ความเก่ง ความไม่เก่ง
เล่นหุ้นตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องพิสูจน์ แต่เล่นให้ได้กำไรในระยะยาว คือจุดประสงค์ที่เราเข้ามาในตลาดหุ้นกันใช่หรือไม่

๔ อารมณ์กลัว เล่นหุ้นด้วยอารมณ์กลัว กลัวหุ้นจะลง ลงนิดหน่อยก็กลัว รีบขายขาดทุน หุ้นขึ้นนิดหน่อย ก็รีบขายทำกำไร ถือหุ้นเหมือนถือของร้อน ในแต่ละวัน หุ้นมีขึ้นมีลงเป็นธรรมชาติของมันอยู่เอง เป็นไปตามคำสั่งซื้อ-ขาย ถ้ามันอยู่นิ่งสิแปลก ข่าวมากระทบก็กลัวรีบขาย กลัวไปหมด ต้องคอยเปิดหนังสือพิมพ์เช็คทุกวัน ว่ามันมีข่าวร้ายเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือไม่ พอเห็นแล้วว่ามี ก็ขายโดยไม่ ต้องรอการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อ confirm การลงใดๆทั้งสิ้น
เล่นหุ้นด้วยอารมณ์กลัว มักขาดทุนกำไร ในระยะยาว คือขาดทุนเช่นกัน

ดังนั้น เราจะเล่นหุ้นอย่างไร เรายังจะเล่นหุ้นด้วยอารมณ์เหล่านี้ ต่อไปอีกหรือไม่ โลภ โกรธ หลง กลัว คือการปรุงแต่งธรรมชาติ ด้วยจิตใจของเราเองทั้งนั้น การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น มันขึ้นและลง เป็นธรรมชาติของมันอยู่เอง เราจะอยู่จะเล่น หรือไม่ มันก็จะขึ้น และลงเช่นนั้นอยู่เอง (ไม่นับรวมกรณีที่ ปริมาณเม็ดเงินที่เราอัดเข้าไปแล้วกระเทือนตัวหุ้นนะครับ อันนั้น รายละเอียดเกินไป) มันมามีปฏิสัมพันธ์กับตัวเรา กับอารมณ์ของเรา ก็เพราะเรายินยอม รับมันเข้ามาเอง ด้วยการปรุงแต่งมันจนเกินจริง และเมื่อเรายอมให้จิตที่ได้รับการปรุงแต่งนี้ มีอำนาจเหนือเราแล้ว ก็จะเกิดการตัดสินใจ ให้กระทำการซื้อขาย ตามอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งระยะยาวแล้วเป็นผลเสีย ทั้งต่อพอร์ตการลงทุน อารมณ์ของตนเอง ที่อยากเป็น(มีกำไร-ความสุข) ไม่อยากเป็น(ขาดทุน-ความทุกข์) ต่อฐานะทางการเงิน ต่อคนรอบข้าง เกิดความทุกข์มากมายในระยะยาว ฯลฯ

เราอยากเล่นหุ้นอย่างสนุกสนานกันหรือไม่ เล่นหุ้นด้วยจิตเบิกบาน มีสติ เข้าใจธรรมชาติ ของตนเอง ของมนุษย์ ของชีวิต ของตัวหุ้น ว่ามันเป็นเช่นนี้เอง มีเกิด มีตั้งอยู่ มีดับไป ทุกสิ่งที่ดำรงอยู่เป็นตัวเรา เป็นหุ้น เป็นการขึ้นลงของราคา เป็นกำไร เป็นขาดทุน อยู่ที่การรับรู้ของจิตของเราเองทั้งนั้น

เราควรเล่นหุ้น เพราะว่ามันสนุก เล่นอย่างมีสติ มีระบบ กำหนดแผนการทุกครั้งก่อนเทรด หุ้นขึ้นทำอย่างไร หุ้นลงทำอย่างไร ไม่ซีเรียสกับผลลัพธ์ ดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ซื้อขายตามอารมณ์ และในท้ายที่สุดแล้ว ต้องมีกำไร

ผมอยู่ใกล้ตลาดมาก ดูจอเกือบทุกนาที แต่ผมไม่ได้เทรดทุกวัน คนที่อยู่ใกล้ตลาดเกินไป มักมีปฏิกิริยาว่องไว แต่บางครั้ง ก็ว่องไวเกินไป บางครั้งดี บางครั้งไม่ดี(ขึ้นอยู่กับจุดสัมพัทธ์ของราคาซื้อขาย ในแต่ละช่วง )
ธรรมชาติของหุ้นมันมีขึ้นและลงเกือบทุกนาที ถ้าผมเทรดโดยใช้อารมณ์ จะเกิดการซื้อขายได้ในแทบทุกนาทีเช่นกัน ถ้าผมดึงตัวเองออกจากอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ รู้งี้ รู้งี้ อารมณ์กลัวขายหมู รู้งี้ รู้งี้ อารมณ์โลภ รู้งี้ รู้งี้ ฯลฯ
ผมคงจะซื้อๆขายๆ จนเสียค่าคอมฯหมดก่อนได้กำไร
และแน่นอน ไมต้องรอระยะยาวหรอก เอาแค่ระยะสั้นๆ คง chip หายไปพร้อมกับอาแปะคนนั้นแล้วก็ได้ครับ

ขอให้โชคดี มีกำไรครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 26 ก.ย. 48 22:30:33 A:58.136.64.199 X: TicketID:080268 ]




 

Create Date : 27 กันยายน 2548    
Last Update : 27 กันยายน 2548 2:13:53 น.
Counter : 141 Pageviews.  

risk reward ratio

risk reward ratio
อย่างที่เคยเรียนบอกครับ
ว่าผู้ที่มีระบบที่แน่นอนเท่านั้น จึงจะได้กำไรในระยะยาว
ไม่ว่าเราจะมีเพียงระบบง่ายๆ ที่สร้างจาก macd, rsi, หรือ แม้แต่ stochastic

ถ้าเรายีดมั่นในระบบ ระยะยาวแล้ว เราจะเป็นผู้ที่ได้กำไรจากตลาดหุ้นค่อนข้างแน่นอน
ซึ่งระบบที่ดีสำหรับแมงเม่าชอบที่ชอบเล่นเก็งกำไรที่สุด คือ stop loss เมื่อหุ้นไม่เป็นอย่างที่คาดครับ

risk reward ratio คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงครับ

สำหรับผู้ที่รู้ค่า fibonacci และสามารถ หาค่าอย่างคร่าวๆได้ ก็จะสามารถใช้ ข้อมูลนั้นๆในการอ้างอิง คาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่เราอาจจะได้ต่อการซื้อหุ้นตัวนั้นๆ

เพื่อให้เรารู้ว่า เราจะสามารถทำกำไรได้ที่เท่าใด เมื่อเทียบกับโอกาสผิดพลาด เมื่อเกิดการ stop loss ครับ

จะลองยกตัวอย่างง่ายๆครับ

สมมติเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ ๑๐ บาท
แล้วเรากำหนดไว้ว่า ๙ บาท เราจะ stop loss
และเราคาดหวังการทำกำไร จากการซื้อหุ้นนี้ ที่ ๑๑ บาท

risk reward ratio ของการซื้อคราวนี้ จะอยู่ที่ ๑ ต่อ ๑

ถ้าเราชนะ ๑ ครั้ง แพ้ ๑ ครั้ง
ผลตอบแทนจะมีค่าแค่ ๐
ซึ่งในความเป็นจริง จากเงินลงทุน ขาลงจะลดด้วยปริมาณเงินที่สูงกว่า ขาขึ้น รวมกับค่าคอมฯ ด้วย
การลงทุนครั้งนี้ จะมีค่าน้อยกว่า ๐ อีกครับ

ซึ่งตรงนี้ สะท้อนไปในผู้ที่ไม่รู้จักการ let profit run (ถึงแม้จะเป็นผู้ที่มีวินัย stop loss อย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม) แต่ขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ก็รีบทำกำไรเสียแล้ว

ในระยะยาวแล้ว
ค่าความเสี่ยงของการซื้อหุ้นคราวนี้ จะไม่คุ้มเท่ากับการอยู่เฉยๆ ด้วยซ้ำไป

มาดูกรณีต่อไป สมมติ เราซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ราคา ๑๐ บาท โดยมีสตอปลอส ๑ บาท และ ค่าราคาที่น่าจะไปถึงที่ ๑๕ บาท

risk reward ratio ครั้งนี้ จะเท่ากับ ๕ ต่อ ๑
หมายความว่า ถ้าการซื้อหุ้นครั้งนี้ของเราถูก
เราจะได้ ๕ บาทต่อการสูญเสีย ๑ บาท หักค่าคอมฯ อีกเล็กน้อย
สมมติเราซื้อหุ้นถูก เพียง ๑ ตัว แล้วเราซื้อหุ้นผิด ๕ ตัว
ซื้อหุ้นถูก ๑ ตัว ได้ ๕ บาท
ซื้อหุ้นผิด ๑ ตัว เสีย ๑ บาท
ผิด ๕ ตัว ถึงจะเสีย ๕ บาท

เรายังคงขาดทุนเพียงค่าคอมฯ กับอัตราส่วนการลดเงินของเงินก้อนมาก ต่อเงินก้อนน้อยเท่านั้นเองครับ

เพียงวิธีคิดง่ายๆเท่านี้
ก็จะเห็นแล้วว่า ระบบ let profit run , stop loss และ risk reward ratio มีความสำคัญต่อพอร์ตมากขนาดไหน

ผมจะยกตัวอย่างหุ้นตัวหนึ่งที่ผมซื้อนะครับ
ผมซื้อ Bfit ช่วงวันที่ ๑๙-๘ ถึง ๓๐ เดือน ๘ ได้ค่าเฉลี่ยที่ประมาณ ๒๕ บาท
คำนวณ ไฟโบอย่างคร่าวขาขึ้น ไว้ที่ ๐.๖๑๘
ได้ราคาเป้าหมายอย่างคร่าวที่ ๓๒.๗ บาทครับ(วิธีการคำนวณค่าไฟโบฯ ผมคงไม่ลงในรายละเอียด มีหนังสือหลายเล่มเขียนอยู่ครับ)
และกำหนด stop loss ไว้ที่ previous low คือ ๒๓.๓ บาท

หาค่า risk reward ratio ได้ เท่ากับ
ราคาเป้าหมายไฟโบฯ -ราคาซื้อ / ราคาซื้อ - stop loss
=๓๒.๗-๒๕/ ๒๕-๒๓.๓ = ๔.๕ เท่า

ตัวนี้ ตัวเดียว ถ้าราคาไปถึงเป้าหมายจริง(ซึ่งราคาปัจจุบันอยู่ที่ ๓๑ บาท ซึ่ง ๒วันก่อนเคยถึง ๓๒.๗๕ และผมได้ขายไปที่ราคาเฉลี่ย ๓๑.๕ บาทแล้ว ๓๐ เปอร์เซนต์) และอาจไปต่ออีกหรือไม่ ปัจจุบันยังไม่แน่ชัด ผมก็จะขอเก็บที่เหลือไว้ ลุ้นขายที่เป้าหมายต่อไป ที่ไฟโบฯ ๑, ๑.๖๑๘ หรือ ๒.๖๑๘
หรือถ้าอาการไม่ดี หุ้นเกิดลงมา ผมก็จะ stop loss ไปตามระบบครับ ซึ่งจะทำให้ค่า risk reward ratio ขั้นต่ำของผมน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๔ เท่าอยู่ดี(ซึ่งผมอาจมีตัวเลือกที่ดีกว่า ถ้าต้องการหมุนกระแสเงินสดให้ได้เร็วขึ้น ก็จะทำการขายล้าง แล้วไปซื้อหุ้นตัวอื่นที่มีสัญญาณซื้อต่อไป เพราะค่อนข้างแน่ชัดว่าหุ้นตัวนี้ กำลังปรับฐาน ฯลฯ)

เห็นไหมครับว่า ถ้าเราซื้อหุ้นที่มีอัตราส่วนเดียวกัน ด้วยวงเงินเดียวกัน ต่อให้ซื้อ ถูกเพียง ๑ ตัว ผิด ๔ ตัว เรายังสามารถ weight ความสูญเสีย ได้จนแทบไม่เกิด loss กับพอร์ตด้วยซ้ำไปครับ

ขอให้โชคดี รวยๆครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 13 ก.ย. 48 20:09:19 A:58.136.113.148 X: TicketID:080268 ]




 

Create Date : 14 กันยายน 2548    
Last Update : 14 กันยายน 2548 0:15:26 น.
Counter : 302 Pageviews.  

1  2  3  

HolySix
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HolySix's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.