|
อิ่มอุ่น...มาฆบูชา: ญาณเวศกวัน ถิ่นนี้มีมนต์ขลัง...วัดป่าใกล้กรุง...
อยากนำเสนอเรื่องราวของวัดแห่งหนึ่งค่ะ ที่หนึ่งได้ทำความรู้จักและมักจะแวะไปพักใจเสมอๆ รวมปีนี้ก็ ราวๆ 6 ปีแล้วที่แวะไปพักใจ ผ่อนคลาย หลบความวุ่นวาย และทำบุญที่นี่...
ขอให้การทำบุญคล้ายๆ การดื่มเหล้าของบางคน สุข...ก็เมา เศร้า...ก็เมา ลองเปลี่ยนมาเป็นสุข...ก็ทำบุญ เศร้า...ก็ทำบุญ ตอนเศร้า...ทำบุญเพื่อเรียกสติ ตอนสุข...ก็ทำบุญเพื่อขอบคุณอะไรก็ตาม ที่ทำให้สิ่งดีๆ... เกิดขึ้นกับเรา
จากหนังสือ อ่านแล้วขอกอด โดยดีเจนภาพร
ขอเอาพูดดีๆ ของพี่อ้อย แห่งกรีนเวฟ มาโพสต์หน่อยค่ะ เห็นว่าเกี่ยวกับการทำบุญ ตรงมากเพราะตอนแรกหนึ่ง ก็ทำบุญแบบเรียกสติ แต่สุดท้ายเปลี่ยนมาเป็นทำบุญให้เรื่องดีๆที่เราได้เจอ
วัดญาณเวศกวัน วัดที่มีความร่มเย็น ก่อให้เกิดความสบายทั้งกาย และใจ เมื่อไหร่ที่พาสองขาเดินเข้าวัดมา... เหมือนโยนความหนักหนาสาหัสไว้นอกกำแพงวัดยังไง ยังงั้น... พุทธศานิกชนจำนวนมาก หลั่งไหลมาทำบุญ สงบกายและใจที่นี่ บางคนมาไกลมาก จากหลายๆ มุมในกรุงเทพฯ ด้วยศรัทธาในท่านเจ้าอาวาส ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยฺุตฺฺโต ผู้มีจริยาวัตรที่น่าเลื่อมใส และน่าศรัทธามากที่สุดท่านหนึ่งในเมืองไทย... และที่สำคัญท่านเป็นพระนักให้โดยแท้ เพราะงานเขียนทางพุทธศาสนาทุกเรื่องที่ท่านเขียน ใครประสงค์อยากนำไปพิมพ์เพื่อจำหน่ายหรือเผยแพร่เป็นธรรมทาน ท่านไม่เคยเรียกร้องขอค่าลิขสิทธิ์ แม้วันนี้ท่านจะอาพาธด้วยหลายๆ โรค และจำเป็นต้องไปจำพรรษาในต่างจังหวัดเพื่อช่วยเรื่องสุขภาพและการรักษาทางหนึ่ง... ท่านก็ยังคงเดินหน้าทำงานทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยมิเคยกังวลกับอาการทางกายเลยแม้แต่น้อย....

วัดญาณเวศกวัน ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐ หมู่ที่ ๓ ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้รับอนุญาตเป็นทางการ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ เริ่มมีพระสงฆ์เข้าจำพรรษาในปีเดียวกันนั้น และมีประกาศตั้งเป็นวัดในปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มี พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺฺฺโต) เป็นเจ้าอาวาสสืบมาแต่ต้นจนปัจจุบัน
ภายในเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๑ งาน ๘๕ ตารางวา ร่มรื่นด้วยพรรณไม้น้อยใหญ่ ผลิดอกออกใบอยู่ทั่วบริเวณ โอบล้อมด้วยบรรยากาศ แห่งธรรมชาติที่เกื้อกูลกันระหว่างสรรพชีวิต เป็นรมณียสถานที่ให้ความสดชื่นผ่อนคลาย สงบเย็น แก่ผู้ที่แวะเวียนเข้ามาพักพิง ด้วย ความตั้งใจที่จะให้อารามแห่งนี้เป็นป่าที่เหมาะแก่การเข้ามาแสวงหาความรู้ เจริญธรรม เจริญปัญญา สมดังชื่อ "ญาณเวศกวัน" อันมี ความหมายว่า "ป่าที่มีเรือนแห่งความรู้" หรือ "ป่าของผู้เข้าสู่ญาณ" พื้นที่ส่วนใหญ่ของวัดจึงมีไว้สำหรับต้นไม้มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง เพราะธรรมชาติที่อยู่รายล้อมรอบตัวคือแหล่งการศึกษาเรียนรู้อันกว้างใหญ่ ล้ำลึก เป็นธรรมะใกล้ตัวที่ผู้มีปัญญาจะพึงค้นพบ

เมื่อ 6 ปีที่แล้วแวะมาทำบุญช่วงปีใหม่ที่วัดนี้ หลังจากฟังเพื่อนแนะนำมาซักพัก เหตุผลคือว่า ชีวิตเราตอนนั้น มึนๆ งงๆ เหนื่อยๆ ล้าๆ ก็เลยเป็นเหตุให้ลองมาทำบุญที่วัดนี้ ซักครั้ง...... ครั้งแรกมา เดินเข้าวัดมาแบบงงๆ ไปทางไหนดีน๊าเรา เอ... ต้องทำอะไรยังไงเนี่ย จำไม่ได้แล้วค่ะ ว่าวันแรกเนี่ย ใครเป็นบอกให้เราเตรียมอะไรยังไง ขั้นตอนการทำบุญยังไง วันนี้ หนึ่งสรุปคร่าวๆ มาให้ เผื่อมีคนสนใจอยากตามรอยบุญไปด้วยกัน^^

การทำบุญ ถวายสังฆทาน
ช่วงของการทำบุญมีหลายช่วงเวลา ช่วงเช้า ประมาณ 6:00-7:15 พระจะออกบิณฑบาต รอบๆ วัด มีหลายสาย สายที่บิณฑบาตไกลที่สุด จะมาถึงหอฉันประมาณ 7 โมงกว่าๆ ค่ะ ปกติเวลาเราตักบาตรพระ ท่านมักจะให้พรเป็นภาษาบาลี แต่ที่วัดนี้ให้พร สอนเป็น พุทธศาสนสุภาษิต พร้อมคำแปลค่ะ ได้ข้อคิดดีๆ ไปใช้ได้ทั้งวันเลย...

หลังจาก พระกลับมาแล้ว ท่านจะกลับไปพัก สักครู่เพื่อลงหอฉันร่วมกัน ประมาณ 7:45 น. น่าจะได้ค่ะ ระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่วัด จะจัดเตรียมอาหารตั้งโต๊ะรวมไว้ ญาติโยมที่นำภัตตาหารมาถวายจะมาร่วมจัดด้วยก็ได้ค่ะ ร่วมด้วยช่วยกัน หลังจากจัดของเพื่อเตรียมถวายพระแล้ว จะมีตัวแทนพระมารับประเคนอาหารบนโต๊ะก่อนค่ะ หลังจากนั้นก็เป็นเวลาที่ให้พระรูปอื่นมาตักภัตตาหาร ทั้งหมดใส่ลงในบาตรของแต่ละรูป

ใส่รวมหมดค่ะ ทั้งของคาวและของหวาน... เป็นการเตือนใจให้ไม่ติดใจในรสอร่อยของอาหารมากเกินไป เพราะเป็นการฉันภัตตาหารเพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น... (เวลาพาแม่มาที่วัด แม่มักบอกว่าทำใจยากจัง อยากเห็นพระฉันของอร่อยๆ มากกว่ามาเทรวมกันแบบนี้ คงแทบไม่รู้รสชาติอร่อยๆ) ต้องใช้เวลาค่ะ แต่ก็พยายามจับใส่รถมาบ้างถ้ามีโอกาส อยากให้แม่ซึมซับไปเรื่อยๆ พระอาจารย์ที่วัดเคยเทศน์ให้ฟังค่ะ ว่าความกตัญญูต่อพ่อแม่ไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทนเท่านั้น แต่ต้องเลือกที่จะให้ท่านได้เดินอยู่บนวิถีของพระพุทธศาสนาด้วย... กำลังพยายามค่ะ

มาต่อกัน หลังจากที่พระท่านตักภัตตาหารพร้อมกับข้าวลงในบาตรแล้ว ท่านจะมาฉันรวมกันที่หอฉัน พอมีเวลาก่อนฉัน ท่านก็จะให้ญาติโยมที่ยังไม่ได้ถวายทั้งของคาวและหวาน ถวายสังฆทานของก่อน (สำหรับขั้นตอนการกล่าวถวายของนั้นมีเอกสารของทางวัดเตรียมไว้ให้แล้วค่ะ) หลังจากนั้น ท่านจะเทศน์ให้ฟังค่ะ แล้วแต่เรื่องในแต่ละวันก็สับเปลี่ยนพระขึ้นมาเทศน์ เรื่องการเทศน์หลังการถวายของทุกครั้งเป็นธรรรมเนียมปฏิบัติที่ท่านเจ้าคุณฯ เจ้าอาวาสกำหนดไว้ค่ะ หลังจากได้ธรรมะเตือนสติแล้ว พระท่านจะให้พร หลังจากนั้นก็กรวดน้ำ สุดท้ายคือการสวดปลงเรื่องอาหารและ กล่าวให้ญาติโยม มาร่วมรับประทานอาหารที่อยู่บนโต๊ะร่วมกัน หลังจากพระท่านฉันอาหารฉันมือเช้าครบแล้ว... เป็นอันเสร็จพิธีในช่วงเช้าค่ะ

แต่การเริ่มถวายสังฆทานจริงๆ เริ่มประมาณ 9:00 น. ค่ะ โดยวิธีการทำสังฆทาน มีขั้นตอนแจ้งเวลา ตามรูปนี้ค่ะ

ช่วงสาย
ขั้นตอนการถวายสังฆทานช่วงสายๆ จะมีเป็นรอบๆ ค่ะ ส่วนใหญ่ ท่านก็จะจัดให้ถวายเกือบจะทุกครึ่งชั่วโมง โดยขั้นตอนแรก เมื่อญาติโยม รวมกันได้กลุ่มหนึ่ง พระท่านจะให้หยิบกระดาษที่มีทั้งคำถวายสังฆทาน อาราธนาศีล คำอ่านศีล 5 เพื่อให้ญาติโยมกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน เริ่มต้น พระท่านจะให้เรา อาราธนาศีล 5 รับศีล 5 เสร็จแล้วท่านก็จะให้เรากล่าวคำถวายสังฆทาน คำกล่าวมี 2 แบบค่ะ สำหรับที่วัดนี้ มีคำถวายคนตาย กับถวายภัตตาหารก่อนเพล บางครั้งถ้าคนไม่มาก พระท่านมักถามว่ามาทำบุญเนื่องในโอกาสอะไร...

หลังจากกล่าวคำถวายสังฆทานแล้วก็กล่าวคำแปล หลังจากนั้นก็ถวายของค่ะ เช่นเคยตามธรรมเนียม พระอาจารย์ก็จะเทศน์เหมือนเดิมค่ะ เรื่องเทศน์เนี่ย เป็นสิ่งที่หนึ่งชอบมากและอยากฟังที่สุด หลายครั้งที่ชีวิตพลิกฟื้นคืนสติได้ก็เพราะพระอาจารย์เทศน์โดนใจเนี่ยแหละค่า^^
หลังจากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอน การรับพร กรวดน้ำกัน ช่วงเช้าจะปิดรับสังฆทาน ถึงเวลาประมาณ 10:30 น. หลังจากนั้น 11:00 น. พระท่านก็จะมาฉันเพล แล้วก็ทำกิจกรรม เหมือนช่วงเช้าทั้งหมดค่ะ คนช่วงเที่ยงจะแน่นหน่อยค่ะ

นอกจากการทำบุญแล้ว ที่วัดนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกหลายอย่างค่ะ ที่วัดทุกเสาร์-อาทิตย์ มีเรียนการปฏิบัติธรรมใต้โบสถ์ เริ่มเวลา ประมาณ 10:00 น.

พระอาจารย์จะสอน นักเรียนใหม่ที่มีมาในแต่ละอาทิตย์ โดยสอนเรื่องการนั่งสมาธิ การเดินจงกรม และการเตรียมตัวสำหรับมือใหม่หัด ปฎิบัติธรรม ท่านจะเน้นให้กลับไปทบทวนที่บ้านเสมอๆ เพราะแค่ที่วัดยังไม่พอ... ส่วนช่วง 11:00 น. จะเป็นหลักสูตรต่อเนื่องๆ สำหรับผู้ที่มาเรียนสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่สอนเนื้อหาในหนังสือพุทธธรรมค่ะ ยากใช้ได้ แต่พระอาจารย์ก็พยายามสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ ถ้าไม่เข้าใจ ท่านก็โอกาสได้ถามในแต่ละหัวข้อๆ ไป หลังจากนั้น ถ้าใครมีคำถามก็เปิดโอกาสให้สนทนาธรรมกันค่ะ เลิกก็ประมาณ 12:00 น.

นอกจากนี้ ที่วัดยังมีห้องสมุดที่รวมงามเขียนของท่านเจ้าคุณฯ ไว้เกือบหมดค่ะ น่านั่งมากเลย เย็นสบาย แล้วก็สงบมากๆ บริเวณด้านหน้าตึกห้องสมุดมี บ่อปลา มีปลาหลากหลายค่ะ เด็กๆ มักจะชอบมุมนี้มากๆ ด้านข้างศาลาบำเพ็ญกุศลจะมี ลานกว้างๆ มีถนนเล็กๆ ไว้ให้โยมมาเดินจงกรมกัน หลายๆคน ก็ชอบมาปฏิบัติธรรมโดยการมากวาดลานวัด... สำหรับเศษใบไม้ร่วงๆ



ที่วัดนี้ ไม่มีการเน้นการบริจาค หรือเครื่องรางค่ะจะเน้นการปฏิบัติ แล้วก็เรื่องของการเจริญสติ... มุ่งเน้นความเข้าใจและขัดเกลาปัญญามากกว่า...

ปัจจุบัน มีญาติโยมนำของมาถวายสังฆทานเยอะมาก ถ้าเกินความต้องการของทางวัด ก็จะนำไปบริจาค ให้โรงเรียน หรือวัดที่ห่างไกล ที่สำคัญที่วัดไม่มีตู้รับบริจาค แล้วก็มีแจกหนังสือกับซีดีเป็นธรรมทานค่ะ ได้หนังสือดีๆ มาเยอะเลย... แต่ทุกครั้งที่หนึ่งถวายเงินกับทางวัด หนึ่งจะระบุวัตถุประสงค์ของการทำบุญค่ะ ว่าเพื่อพิมพ์หนังสือ หรือทำซีดี เป็นต้น เพราะเงินทำบุญจะแยกบัญชีกันชัดเจน..

จะเห็นได้ว่าที่วัดนี้ มุ่งเน้นการปฏิบัติและให้ความรู้แก่ญาติโยม พระอาจารย์เคยเทศน์แล้วบอกแก่ญาติโยมว่า ถ้ามาที่วัดนี้แล้วต้องออกไปจากวัดพร้อมทั้งสติและปัญญา ไม่อย่างนั้น ต่อให้ทำบุญอย่างไรชีวิตก็กลับมาเป็นทุกข์ได้เสมอๆ เพราะฉะนั้นการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น สะเดาะเคราะห์ หรือว่าแจกน้ำมนต์ จึงไม่มีที่วัดแห่งนี้ค่ะ นอกจากการถวายสังฆทาน และการปฏิบัติธรรม ส่วนญาติโยมท่านไหน อยากสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ ก็สามารถนั่งคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ตลอด

เหตุผลที่หนึ่งแนะนำเพื่อนๆ ไปทำบุญที่วัดนี้ ไม่ใช้เรื่องของการถวายของหรือเงินเป็นหลักหรอกนะค๊ะ เพราะสิ่งเหล่านี้น่าจะเกินความจำเป็นของทางวัด โดยเฉพาะวันสำคัญๆ ทางศาสนา ญาติโยมแน่นวัดเลยทีเดียว แนะนำค่ะ วันธรรมดารวมไปถึงวันเสาร์คนจะน้อย บางทีอาหารก็น้อยไม่พอพระฉัน ส่วนวันอาทิตย์หายห่วง คนแน่นมากๆ สิ่งสำคัญคือหนึ่งอยากให้เพื่อนๆ มีโอกาสได้ฟังธรรมะ และไปอ่านหนังสือที่เป็นงานเขียนดีๆ จากท่านเจ้าคุณฯ ไปเพิ่มปัญญาให้ตัวเองค่ะ เราจะได้กลับออกจากวัดแบบมีสติกับปัจจุบัน... การเข้าใจธรรมะก็เป็นการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน บางเรื่องที่เกิดกับเราก็คือกฎแห่งความเป็นจริงบนโลกใบนี้ ที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจธรรมชาติ เราก็จะเข้าใจธรรมมะของพระพุทธองค์...เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว แต่หลายๆ คนกลับเดินออกมาจากธรรมชาติซะงั้น ยึดติดกับสิ่งของ วัตถุ เงินทอง จนลืมเรื่องของการดูแลบริหารจิตใจด้วยคำสอนที่เป็นจริงของกฎธรรมชาติ...

หนังสือเรื่อง ความสุขทุกแง่ทุกมุม
ความสุข ที่เป็นจุดหมาย ซึ่งใช้คำเรียกว่าเป็นบรมสุขนั้นมากับปัญญาที่รู้แจ้ง ทำจิตใจให้เป็นอิสระ ที่แม้แต่ความสุขอย่างสูงก็ครอบงำไม่ได้ และความสุขนั้นก็เป็นอิสระ สุขแท้ สุขจริงไม่มีพิษไม่เป็นภัย ไม่ต้องหาไม่ต้องพึ่งพา ไม่ขึ้นต่ออะไร มีประจำตัวอยู่กับตัว จะอยู่ไหนไปไหนเมื่อใดก็สดใสเบิกบานเป็นสุขทุกเวลา สำหรับคนทั้งหลายที่ยังไม่ลุถึงสุขสูงสุดนั้น ก็ไม่เป็นไร เมื่อรู้เข้าใจหลักแล้วก็มาพัฒนาความสุขกันต่อไป...
เคยได้ยินคำพูดที่ว่า คนเรากว่าจะได้สวมมงกุฎแห่งปัญญา ต้องรออายุเยอะๆ ก่อน พูดง่ายๆ คือเส้นผมเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว แต่เราเลือกที่จะสวมมงกุฎแห่งปัญญาได้ ก่อนที่สีผมจะเปลี่ยน... ท่านไม่ได้สอนให้เราจมอยู่กับอดีต หรือกังวลไปถึงอนาคต แต่เน้นให้ทำปัจจุบันให้ดี คือมีสติในสิ่งที่ทำและก็ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท แค่นี้ก็เป็นเครื่องการันตีแล้วว่าเราจะมีอดีตที่น่าจดจำ และแนวทางในอนาคตที่สดใสได้ จากการทำปัจจุบันให้ดีนั่นเอง...
พระพุทธศาสนา คือ ระบบการพัฒนาความสุข มนุษย์นี้เป็นสัตว์ซึ่งมีธรรมชาติที่จะต้องฝึก ต้องหัด ต้องพัฒนา ต้องมีการศึกษา และเมื่อศึกษาถูกต้องเป็นไปตามธรรมชาติของเขานั้น สอดคล้องกันแล้ว เขาก็จะยิ่งเจริญงอกงามมีความสุขยิ่งขึ้น การศึกษาก็จึงเป็นการพัฒนาความสุขไปด้วย ถ้าทำเหตุปัจจัยถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปเรียกร้อง ธรรมชาติก็เป็นไปของมันเอง... .... เหมือนแม่ไก่อยากเห็นลูกไก่ ก็ขึ้นไปกกไข่ตามเวลา พอถึงวาระลูกไก่ก็กะเทาะเปลือกไข่ออกมา แต่ถ้าแม่ไก่ ไม่ขึ้นไปกกไข่ ถึงจะไปยืนตะโกนร้องทั้งวันที่หน้าเล้า ทั้งเหนื่อยเปล่าและไข่เน่า ไม่ว่าลูกเต่า หรือลูกไก่ ก็ไม่ออกมา....
ทุกข์มีอยู่ ต้องรู้เท่าทัน สุขคือจุดหมาย ต้องไปถึงให้ได้ทุกวัน... ทุกข์เป็นเรื่องสำหรับปัญญารู้ ทุกข์เป็นเรื่องของปัญญา สำหรับปัญญา จัดการให้จากไป ไม่ใช่สำหรับเอามาใส่เก็บดองไว้ ให้ปูดหรือบูดเน่าอยู่ในหัวใจ ให้หมดความสดใส เบิกบาน....

ข้อคิดเล็กๆ ที่ได้จากวัดวันนี้... การรักษาศีล 5 เป็นฐานสำหรับการเจริญภาวนา สำหรับศีล ข้อ 1-4 (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การไม่ผิดประเวณี การไม่พูดปด) ถ้ารักษาไม่ได้ ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง ไม่สบายใจ
แต่สำหรับศีลข้อ 5 (การดื่มสุราเมรัย) ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นจนขาดสติแล้ว การผิดศีลที่เหลืออีก 4 ข้อก็ง่ายดายอย่างมาก เพราะเวลาเราเสพย์สิ่งของมึนเมา เราจะขาดสติ และปัญญาในการไตร่ตรองในการกระทำต่างๆ ของเรา.... ตัวที่จะกำหนดให้เกิดกิเลสหรือไม่นั้น มีสิ่งบางๆ ที่กั้นไว้ นั่นคือ สติ... เพราะฉะนั้น การรักษาศีล 5 ช่วงแรกๆ อาจฝืนใจแต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นสิ่งเคยชิน ไม่ทำหรือทำผิด เหมือนชีวิตมันมีอะไรแปลกๆ ได้
.
ภาวะของบุญ ทำแล้วก่อให้เกิด ความโปร่ง โล่ง เบา สบาย มีความอิ่มเอิบ
การกรวดน้ำ เป็นการเพ่งสมาธิกับสายน้ำ ก่อให้เกิดสมาธิระหว่างเทน้ำ มีสมาธิก่อให้เกิดกำลังที่จะเราจะอุทิศกุศลได้ง่ายขึ้นกับใจที่ตั้งมั่นกับสายน้ำ
บุญยิ่งทำยิ่งเพิ่ม ถึงแม้จะให้คนอื่น แต่ตัวเราก็ยิ่งจะได้บุญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า ยิ่งให้ ยิ่งได้...

พอรู้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับ ทางวัดฯ แล้วใช่ไหมค๊ะ คราวหน้าถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสอย่าลืมแวะมาพักผ่อน ทำบุญ หรือมาทานข้าวเช้า ข้าวกลางวันที่วัดด้วยกันค่ะ รับประกันของอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย^^
วันนี้ คงต้องลาไปก่อนแล้วค่ะ ธรรมะสวัสดีค่ะ

| Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2554 | | |
| Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2554 16:23:35 น. |
| Counter : 9550 Pageviews. |
| |
|
|
|