บทบาทของพ่อค้าชาวจีนในเมืองท่าของเวียดนาม(ฮอยอัน) ในช่วงศตวรรษที่๑๕-๑๘

ฮอยอันเดิมหรือที่ชาวจีนรู้จักกันดีในนามดินแดนกว๋างนัม (Quang Nam) เกาะจาม(Cham Island) ท่าเรือไดเจียม (DaiChiem) และอ่าวตราเกียว (Tra Nhieu Bay) มาตั้งแต่ยุคแรก ตั้งแต่ชาวจามปา (Champa) ยังปกครองดินแดนเหล่านี้ คนจีนได้เข้ามาทำธุรกิจขนส่งสินค้า จอดเรือพาณิชย์และเรือเล็กเพื่อทำการค้า ในแผนที่โบราณชี้ว่าตั้งแต่อ่าวตราเกียวเรื่อยลงไปถึงทางใต้ของฮอยอันเป็นที่ชุมนุมของเรือสินค้าต่างชาติ ในยุคนั้นการค้าเป็นไปอย่างง่าย ๆ ดังนั้น บริเวณดังกล่าวจึงถูกใช้เป็นคลังเก็บสินค้าชั่วคราว จากที่แห่งนั้นสินค้าจะถูกขนส่งต่อไปยังท่าเรืออื่น ๆ บนฝั่งแม่น้ำคุย (Cui river) ซึ่งเป็นชื่อเดิมของแม่น้ำทูโบน(Thu bon River)



เมืองฮอยอันในช่วงแรก มีชาวญี่ปุ่นและจีนเข้ามาเป็นจำนวนมากจนทางการต้องจัดตั้งเขตการปกครองสองให้ให้กับคนสองชาตินี้ โดยแห่งหนึ่งให้กับพ่อค้าจีนและอีกแห่งหนึ่งให้กับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น แต่ละเขตการปกครองมีตัวแทนฝ่ายบริหารเป็นของตัวเอง ทั้งการดำเนินชีวิตไปตามประเพณีวัฒนธรรมของตน ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนมีความชำนาญในด้านการขนส่งสินค้าที่จำเป็นเพื่อนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเหมือนที่เคยทำอยู่ในประเทศจีนมาก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อการค้ามีการพัฒนาและขยายตัวขึ้น นักธุรกิจเหล่านี้ก็ได้เข้ามาข้องเกี่ยวค้าขายกับผู้คนในท้องถิ่น



และเจ้าของเรือได้ให้คนของตนพักอยู่เพื่อจัดการเรื่องการส่งออกสินค้า และพักรอการมาถึงของฤดูมรสุม ซึ่งต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าเดือนหลังจากเดือนมกราคมตามปฏิทินสุริยคติ นอกจากนี้ ยังรอเทศกาลค้าขายประจำปี ซึ่งในช่วงดังกล่าวจำนวนผู้พักอาศัยจะเพิ่มสูงจนถึงขนาดต้องจัดตั้งเขตปกครองขึ้นสองแห่ง ชาวเวียดนามเรียกเขตปกครองเหล่านี้ว่าไฮโป (Hai Pho) ซึ่งแปลว่าถนนการค้าสองสาย ต่อมาหลังจากญี่ปุ่นถอนตัวออกไปแล้วในเมืองฮอยอันก็ยังเรียกชื่อว่าถนนโป (Pho Street)











สภาพเมืองฮอยอันที่อนุรักษณ์ไว้ในปัจจุบัน



ในคราวแรกญี่ปุ่นมีบทบาทในฮอยอันเหนือจีนมาก แต่หลังจากที่ราชวงค์หมิงถูกแมนจูยึกครองและสถาปานาเป็นราชวงค์ชิงขึ้น ทำให้เกิดการอพยพของคนจีนลงมายังดินแดนทางใต้มากขึ้น ชาวจีนจึงมีบทบาทมากขึ้นในฮอยอัน ชาวจีนนอกจากจะมาทำการค้าในฮอยอันแล้วยังได้สร้างสถาปัตยากรรมมากมายไว้ในฮอยอันไม่ว่าจะเป็น วัดฮกเกี้ยนซึ่งเป็นที่ประชุมคนจีนฮกเกี้ยน บ้านเรือนต่างๆที่สร้างแบบจีน นอกจากนี้ชาวจีนมีวัฒนธรรมคล้ายเวียดนามจึงสามารถค้าขายกับเวียดนามได้ดีกว่าชาติอื่นๆ โดยเฉพาะชาวฝูเจี้ยนก็สามารถเข้ากับคนเวียดนามได้ดีกว่าชนชาติอื่นๆชาวฝูเจี้ยนสามารถมอบหมายธุรกิจหรือกระทั่งเงินทองให้กับผู้คนที่พวกเขาไว้วางใจ ทั้งใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับผู้อื่นซึ่งแตกต่างจากชาวแมนจูหรือหมิง ชาวฝูเจี้ยนมีกริยาสุภาพ ไว้วางใจได้จึงสามารถทำกำไรจากชาวเวียดนามผู้ให้การต้อนรับด้วยรอยยิ้ม






สะพานญี่ปุ่น สัญลักษณ์ของเมืองฮอยอัน ร่วมกันสร้างระหว่างชาวจีนและชาวญี่ปุ่น





เมืองฮอยอันเป็นเมืองท่าโบราณที่เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างเวียดนามกับชาติต่างๆโดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น การเขามาทำการค้าของชาชาติทั้งสองได้ทิ้งร่อยรอยอารยธรรมไว้ให้กับเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม การสร้างบ้านเรือน ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือการนับถือศาสนา ชาวจีนมีบทบาทอย่างมากในการค้า และเป็นตัวกระตุ้นให้เวียดนามเข้าใจการค้ามากขึ้น นอกจากนี้ การอพยพลงมาทางใต้ครั้งใหญ่ในสมัยสิ้นราชวงค์หมิง ทำให้ฮอยอันเจริญเฟื่องฟูขึ้นมาก นับว่าพ่อค้าชาวจีนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการนำอารยธรรมจีน วิทยาการจีนโดยเฉพาะการเดินเรือ นำมาสู่เวียดนาม










 

Create Date : 18 ธันวาคม 2553    
Last Update : 18 ธันวาคม 2553 17:39:31 น.
Counter : 329 Pageviews.  

อารยธรรมจีนในเวียดนาม

อารยธรรมจีนในเวียดนาม



จากการที่เวียดนามหรือที่จีนเรียกว่าอันนัม
อยู่ภายใต้การปกครองของจีนนับพันปี
ย่อมส่งพลอารยธรรมจีนเผยแพร่และมีบทบาทต่อเวียดนามอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม เช่นความเชื่อในโอรสสวรรค์
การจัดระเบียบการเข้ารับราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนโดยการสอบไล่ แต่การรับวัฒนธรรมจีนยังคงอยู่ในระดับชนชั้นสูง
ได้แก่การรับหลักขงจื๊อมาใช้ในการปกครองเวียดนามของกษัตริย์
หรือแม้แต่สถาปัตยากรรมในพระราชวังของกษัตริย์ที่มีรูปแบบมาจากจีน
หรือพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่ได้รับการเผยแพร่มาจากจีน แต่ในส่วนของประชาชนทั่วไป
อารยธรรมเวียดนามยังปรากฏให้เห็นเด่นชัดอารยธรรมจีนยังไม่มีบทบาทในสังคมชั้นล่างทั่วไป
แต่จะมีบทบาทในสังคมชนชั้นปกครองและศาสนา





วัดฮกเกี้ยนในฮอยอันเป็นที่ประชุมของพ่อค้าชาวจีนในอดีต



ส่วนอารยธรรมจีนในเมืองท่าของเวียดนามอย่างฮอยอันนั้น
สิ่งที่เด่นชัดคือสถาปัตยกรรมแบบจีนของชุมชนพ่อค้าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในฮอยอัน
วัดฮกเกี้ยน
ศาลาประชาคม บ้านเรือนแบบจีนหรือแม้แต่ซิโคล่โบราณ (คล้ายกับรถสามล้อแต่ใช้คนหาม)
สิ่งเหล่านี้เป็นอารยธรรมจีนที่หลงเหลืออยู่ปัจจุบันที่เป็นรูปธรรม ส่วนวัฒธรรมที่เป็นประเพณีมีรากฐานจากอารยธรรมจีนอย่างเช่น
การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ หรือแม้แต่พิธีศพ เป็นต้น นอกจากนี้การแต่งกาย และการกินอยู่ของคนเวียดนามก็มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมจีนด้วย
นอกจากนี้พ่อค้าชาวจีนยังได้นำวิทยาการเกี่ยวกับการเดินเรือมาเผยแพร่ให้กับเวียดนามด้วย และยังมีการใช้ลูกคิด การใช้เข็มทิศ
และการแพทย์แผนจีนเช่นการฝังเข็ม มาเผยแพร่แก่เวียดนามด้วย
วัดจีนในเวียดนามที่พ่อค้าจีนได้สร้างไว้
ก็เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่หลักขงจื๊อและเต๋า ให้กับประชาชนทั่วไป
และต่อมาก็มีการผสมผสานกับพุทธศาสนาและกลายมาเป็นศาสนาพุทธแบบเวียดนามที่เห็นในปัจจุบัน






พระราชวังเว้
ที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมจีน




เทพเจ้าแห่งการเดินเรือที่ใช้ขอพรก่อนออกสู่ทะเล
ในบ้านโบราณเมืองฮอยอัน










Free TextEditor




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2553    
Last Update : 18 ธันวาคม 2553 17:34:33 น.
Counter : 5672 Pageviews.  

ความสัมพันธ์ของจีนและเวียดนามในช่วงศตวรรษที่๑๕-๑๘

ก่อนที่จะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเวียดนามในช่วงศตวรรษที่๑๕-๑๘นั้น จะต้องกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเวียดนามคร่าวๆก่อน เวียดนามหรือที่จันเรียกว่าอันนัมนั้น มีบรรพบุรุษดั้งเดิมเยะใต้ที่มีถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแดง อยู่ใตเการปกครองจีนมาตลอดในตั้งแต่สมัยที่จักรพรรดิซือหวังตี้ ราชวงค์จิ๋นรวมประเทศจีนได้สำเร็จ และเมื่อยามใดที่จีนอ่อนแอ ก็จะตั้งตนเป็นอิสระ และอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอีกครั้งในสมัยราชวงค์ฮั่นในสมัยของจักรพรรดิอู่ และในสมัยราชวงค์ถังจีนก็เรียกเวียดนามว่าอันนัม การปกครองของจีนในเวียดนาม ในสมัยราชวงค์ถังเป็นไปอย่างราบรื่นในลักษณะรัฐบรรณาการ ส่วนเวียดนามเองก็ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของจีนเพราะเกรงกลัวจาม อาณาจักรที่อยู่ทางใต้เข่ารุกราน

อย่างไรก็ตามเวียดนามในส่วนที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีนเป็นเพียงเวียดนามเหนือเท่านั้น ไม่ใช่ในส่วนของเวียดนามทั้งหมด ต่อมาในสมัยราชวงค์หมิงจักรพรรดิหย่งเล่อ ได้ขยายราชอาณาจักรของอันนัมไปไกลถึงเมืองดานัง และรุกรานเขตแดนของจามปา ต่อมาในสมัยราชวงค์ตรันห์ของเวียดนามก็สามารถสร้างความเข้มแข็งและเข้ายึดครองส่วนของเวียดนามใต้ที่เป็นของอาณาจักรจามปาได้ ทำให้ชาวจามต้องอพยพลงใต้ไปเรื่อยๆและล่มสลายลงในที่สุด
และต่อมาเมื่อถึงสมัยของราชวงค์เหงียนของเวียดนามปกครอง ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เมืองเว้ (ขณะนั้นเกิดการแบ่งแยกอำนาจระหว่างตระกูลตรินห์ทางเหนือศูนย์กลางที่ฮานอยกับตระกูลเหงียนที่มีศูนย์กลางอยู่เมืองเว้) จีนในขณะนั้นตรงกับสมัยจักรพรรดิคังซี ราชวงค์ชิง มีคนจีนมากมายหลบหนีพวกแมนจูมาหลบในเวียดนามจักรพรรดิเหงียนทรงให้การต้อนรับชาวจีนเหล่านั้นให้มาตั้งรกราก โดยปราศจากความเกรงกลัวต่อจีน ฉะนั้นจึงเกิดการอพยพของชาวจีนขนานใหญ่มายังดินแดนทางใต้ของเวียดนามแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน๑
ต่อมาชาวเวียดนามได้ขยายลงไปใต้เรื่อยๆเกิดการผสมผสานระหว่างชนชาติเดิมในดินแดนใต้กับเวียดนาม และวัฒนธรรมจีนที่เคยได้รับอย่างเข้มข้นในภาคเหนือก็ค่อยๆมีอิทธิพลเบาบางลงในทางใต้
สรุปได้ว่าเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของจีนมาอย่างยาวนานทำให้ได้รับอิทธิพลจากจีนมาอย่างเข้มข้น แต่ก็เป็นในส่วนของเวียดนามเหนือในปัจจุบันเท่านั้น อิทธิพลของวัฒนธรรมจีนเบาบางลงในเวียดนามใต้ แต่ก็ความเชื่อในหลักขงจื๊อ หลักการปกครองจากจีน ยังคงใช้กันอยู่ทั่วไปในเวียดนาม แต่ก็เป็นในส่วนชนชั้นปกครองเท่านั้น เพราะในส่วนของประชาชนทั่วไปยังมี อารยธรรมที่เป็นแบบเวียดนามเฉพาะอยู่




ส่วนด้านการค้านั้นหลังจากที่ราชวงค์เหงียนสามารถเข้าปกครองอาณาเขตเวียดนามทางใต้ได้แล้ว ได้เกิดเมืองท่าใหม่นามว่าฮอยอัน (หรือชาวยุโรปเรียกว่าไฟโฟ) ที่ซึ่งชาวญี่ปุ่นและจีนมาชุมนุมเพื่อค้าขายกันและกันกับชาวเวียดนาม เป็นหน้าต่างสู่โลกสำหรับอาณาจักรเหงียน ที่ชาวยุโรปรู้จักในชื่อโคชินไชน่า๒
ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ฮอยอันเป็นเมืองท่าสำคัญในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความสำคัญพอๆกับเมืองท่ามะละกา และมาเก้า..จีน ญี่ปุ่น โปรตุเกส ชวา อินเดีย (ส่วนใหญ่ จะเป็น จีน กับ ญี่ปุ่น) เข้ามาค้าขายกับเวียดนามโดยทางเรือ แล้วล่องผ่านเข้ามาในแม่น้ำทูโบน ฮอยอันในสมัยนั้นจึงเป็นเมืองท่าและเป็นชุมชนของต่างชาติที่มาค้าขาย ถึงสมัยศตวรรษ ที่ ๑๙ ปากแม่น้ำทูโบนตื้นเขิน ประกอบกับเรือบรรทุกสินค้ามีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ไม่สะดวกในการเดินเรือ จึงย้ายท่าเรือไปอยู่ที่เมืองดานัง ซึ่งห่างออกไปประมาณ ๓๐กม.




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2553    
Last Update : 18 ธันวาคม 2553 17:12:48 น.
Counter : 190 Pageviews.  

พุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น


ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น



พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดในแคว้นมคธ
ประเทศอินเดีย และเผยแพร่ในดินแดนชมพูทวีปหรือเนปาลในปัจจุบันไปจนถึงทั่วทวีปเอเชีย
โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากศาสนาหนึ่งในโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย
ทั้งเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ปัจจุบัน
พุทธศาสนาได้แบ่งเป็นสองนิกายใหญ่ๆสองนิกายได้แก่ เถรวาท และมหายาน
โดยนิกายเถรวาทจะนับถือกันมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส่วนนิกายมหายานมีผู้นับถือมากในเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เวียดนาม


ในประเทศญี่ปุ่นนั้น
ศาสนาพุทธได้เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในช่วงกลางศตวรรษที่๖(ค.ศ.๕๕๒)
แต่ในระยะแรกคนญี่ปุ่นยังไม่เข้าใจด้านปรัชญาและแก่นที่แท้จริงของศาสนา
ศาสนาพุทธเป็นเพียงศาสนาที่มีไว้เพื่อสวดมนต์ขอพรยามเจ็บป่วยเท่านั้น
เนื่องมาจากประเทศญี่ปุ่นมีศาสนาท้องถิ่นมาก่อนแล้วนั้นเอง ได้แก่ลัทธิชินโต
และการนับถือเทพเจ้าตามท้องถิ่นต่างๆ
ประเทศญี่ปุ่นในแต่ละท้องที่จะมีการนับถือเทพเจ้าแตกต่างกันไปเรียกว่าคามิ
แต่ละหมู่บ้านจะมีคามิประจำหมู่บ้าน แต่ก็มีบ้างที่จะมีการนับถือคามิจากต่างหมู่บ้าน
จึงมีการรับพุทธศาสนาเข้ามาในฐานะคามิจากต่างชาติ
ดังนั้นในสมัยแรกๆที่พุทธศาสนาเข้ามาจึงให้ความเคารพในรูปแบบเทพเจ้าหรือคามิเท่านั้น


ในสมัยอาซูกะ เจ้าชายโชโตกุ
(ค.ศ.๕๗๔-๖๒๒) เป็นบุคคลแรกที่เข้าแนวความคิดพุทธปรัชญา พระองค์ได้มีดำรัสว่า
โลกนี้เป็นของลวงตา สัจจะคือพุทธองค์เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว พระองค์ยังนำหลักขงจื๊อมาใช้เป็นหลักในการปกครองและการดำเนินชีวิต
โดยผสมผสานกันไป และพระองค์ยังเป็นคนสร้างวัดโฮริวจิ
วัดไม้ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก ในเมืองนารา ซึ่งได้รับให้เป็นมรดกโลกด้วย


พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่ไปในญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วในสมัยนาราและเฮอันตอนต้น
โดยได้รับการอุปถัมป์จากพระเจ้าโชมุ ๖ค.ศ. ๗๒๔-๗๔๘) และโปรดให้สร้างวัดตามหัวเมืองต่างๆขึ้น
ทำให้บรรดาปัญญาชนและขุนนางนิยมสร้างวัดกันทั่วไป และวัดยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนทางการเมืองอีกด้วย
ศาสนาพุทธได้ผสมผสานกับศาสนาชินโตซึงเป็นศาสนาดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
ทำให้วัดในญี่ปุ่น จะมีทั้งอารามพุทธและชินโตควบคู่กันไป
ศาสนาชินโตเป็นศาสนาที่รักความสะอาดทำให้ในบริเวณวัดญี่ปุ่น มีความสะอาดมาก
นอกจากนี้ยังมีน้ำบริสุทธิ์ที่ให้ประชาชนใช้ล้างมือ
ล้างปากเพื่อชำระล้างกายให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าวัด


_____________________________


เพ็ญศรี
กาญจโนมัย,อารยธรรมญี่ปุ่น.กรุงเทพฯ
:ภาควิชาประวัติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษรตรศาสตร์,๒๕๓๐


โดยมีคำกล่าวที่ว่าศาสนาพุทธอาจะเป็นดอกไม้และผลของหลักธรรมทั้งหมดในจักรวาล
ขงจื๊อจะเป็นกิ่งก้านสาขาแต่ชินโตนั้นย่อมเป็นลำต้น
แสดงให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นยังคงไม่ละทิ้งศาสนาดั้งเดิมของตน
โดยนำศาสนาจากต่างชาติมาปรับและผสมผสานให้เข้ากับศาสนาของตน
จนเกิดศาสนาพุทธในแบบฉบับของตนเองคือแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ศาสนาพุทธยังก่อให้เกิดศิลปะทางด้านศาสนาขึ้นในญี่ปุ่นอีกด้วย
ทั้งสามศาสนาได้แก่ ชินโต พุทธ
และขงจื๊อต่างมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานแนวความคิดและการดำเนินชีวิตให้แก่คนญี่ปุ่น
และสร้างเอกลักษณ์ให้กับญี่ปุ่น



บทบาทของศาสนาพุทธในการพัฒนาญี่ปุ่น


นับตั้งแต่ศาสนาพุทธเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น
นับเป็นเวลากว่าพันปี ศาสนาพุทธได้ ดัดแปลงและผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นจนเกิดเป็นพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากชาติอื่นๆที่นับถือนิกายมหายาน
อย่างเช่นจีนหรือเวียดนามอย่างชัดเจน ในสมัยแรกก่อนสมัยโทกุกาว่า
ศาสนาพุทธมีบทบาทสำคัญมากทางด้านการเมือง วัฒนธรรม รวมถึงการศึกษาของญี่ปุ่น พระสงฆ์จึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในสังคมญี่ปุ่น
เพราะศาสนาพุทธมักจะอยู่ในฐานะศาสนรัฐ ผู้นำคนหนึ่งในนิกายเซนพุทธปัจจุบัน คือ
ดี.ที. ซูซูกิ ได้กล่าวถึงความสำคัญของศาสนาพุทธต่อวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไว้ว่า


ถ้าเราอยากเห็นปริมาณมากน้อยที่ศาสนาพุทธเข้ามามีอิทธิพลในประวัติศาสตร์และชีวิตของคนญี่ปุ่นแล้ว
ก็ขอให้จินตนาการว่า ผู้คนและทรัพย์สมบัติของชาติทั้งหมดถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
และเราก็จะรู้สึกว่าประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นสถานที่ที่เวิ้งว้างโดดเดี่ยว
แม้จะยังคงมีความงามตามธรรมชาติ และมีคนญี่ปุ่นอยู่ก็ตาม
ประเทศญี่ปุ่นก็จะถูกละทิ้งเดียวดายโดยไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีรูปภาพ ไม่มีฉากวาด
ไม่มีรูปปั้นแกะสลักใดๆ ไม่มีพรมประดับ ไม่มีสวน ไม่มีพิธีจัดดอกไม้ ไม่มีละครโน
ไม่มีศิลปะชงชง และอื่นๆ



จากข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธมีบทบาทอย่างมากในวัฒนธรรมญี่ปุ่น
เป็นสิ่งที่ก่อกำเนิด ประเพณีและศิลปะที่สำคัญของญี่ปุ่น
ทำให้ญี่ปุ่นมีประเพณีวัฒธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนญี่ปุ่นมีการเรียนรู้ปรัชญาของพุทธศาสนาออกมาอย่างลึกซึ้ง และออกมาในรูปของ
รูปธรรม นั่นก็คือ ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ เช่น ประเพณีชงชา ซึ่งหัวใจของประเพณีนี้ก็คือ สมาธิ การจัดสวนโดยเฉพาะสวนหินที่มีชื่อเสียงได้แก่สวนหินในวัดเรียวอันจิ
ซึ่งเป็นการจัดสวนหินในหลักปรัชญาเซน ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งในศาสนาพุทธ



เพ็ญศรี กาญจโนมัย,อารยธรรมญี่ปุ่น.กรุงเทพฯ:ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษรตรศาสตร์,๒๕๓๐


Daisetz Teitaro Suzuki,Zen and Japanese
Culture
(U.S. : Prince University Press, 1970), p. 218.



จะเห็นได้ว่า
สังคมญี่ปุ่นได้แสดงออกในเรื่องของพุทธปรัชญาออกมาในรูปแบบของ รูปธรรม
มากกกว่านามธรรม ซึ่งก็คือความรู้สึก ความเข้าใจลึกซึ้งในพระธรรมคัมภีร์
โดยศาสนาพุทธถูกดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น
และออกมาในรูปแบบศาสนาพุทธแบบญี่ปุ่นนั่นเอง



ศาสนาพุทธกับการเมืองและสังคมญี่ปุ่น



ศาสนาพุทธได้ถูกนำมาเผยแพร่ในญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นประการแรก
กล่าวคือ เมื่อกษัตริย์แห่งอาณาจักรปากเชบนคาบสมุทรเกาหลีได้ถวายคัมภีร์พุทธศาสนาในเกาหลีพร้อมเครื่องบรรณาการในการเข้าเฝ้าจักรพรรดิญี่ปุ่น
ทำให้เจ้าโชโตกุค้นพบว่าศาสนาพุทธได้กล่าวถึงความสัมพันธ์
ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง ซึ่งในขณะนั้นญี่ปุ่นต้องการสร้างความสามัคคีในชาติ
บทบาทศาสนาพุทธในระยะแรกจึงถูกจัดให้เป็นศาสนรัฐ และเป็นศาสนาคุ้มครอง
ซึ่งเน้นความสำคัญของศาสนาพุทธในแง่ผลประโยชน์ทางโลกมากกว่าพระธรรมคำสอน
นอกจากนี้ศาสนาพุทธยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองในระยะแรกๆในการ ในการสวดอ้อนวอนขอพร แม้แต่นิกายเซนพุทธที่เป็นที่นิยมในหมู่ปัญญาชน
ก็มักจะอ้างว่า คำสั่งสอนหรือหลักธรรมนิกายเซนนั้น เป็นไปเพื่อให้สวัสดิการต่อรัฐทั้งทางด้านสาธารณประโยชน์และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ
ดังนั้นศาสนาพุทธจึงมีบทบาททั้งทางด้านการเมืองและสังคมของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในสมัยมุโรมาจิ ศาสนาพุทธมีอิทธิพลอย่างมาก
ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรวมประเทศ ของ
ผู้นำสามคนที่มีบทบาทสำคัญในการรวมประเทศญี่ปุ่นได้แก่ โทโยมิ ฮิเดโยชิ โอดะ
โนบุนางะ และ โทคุกาว่า อิเอยาสุ ดังนั้นในสมัยที่โนบุนางะ
ในคริตศตวรรษที่๑๖ จึงตัดสินใจต้อนรับคริตศาสนาและทำลายที่มั่นของศาสนาพุทธ
เพราะเชื่อว่าศาสนาพุทธเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ในการขัดขวางการรวมประเทศ
แต่ในสมัยโทกุกาว่า สถาบันพุทธได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพให้แก่รัฐบาลโทกุกาว่าได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น การศึกษาของประชาชนในชนบท
และการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนเป็นต้น ส่วนทางด้านสังคม มีการนำพุทธปรัชญามาใช้กันอย่างแพร่หลาย
แต่ก็ไม่ได้มีแนวความคิดลึกซึ้งแบบนักคิดปรัชญาเช่นอินเดีย มีคนญี่ปุ่นจำนวนน้อยมากที่จะสามารถเข้าใจภาษาจีนซึ่งเป็นภาษาที่ใช้เขียนในคัมภีร์พุทธศาสนาได้อย่างแจ่มแจ้ง
จึงมีการตีความและเน้นลักษณะเด่นของพุทธศาสนาไปแตกต่างกัน
ทำให้พุทธศาสนาแบ่งแยกออกไปเป็นหลายๆนิกาย ซึ่งคนญี่ปุ่นจะแสดงความซาบซึ้งออกมาในรูปแบบของศิลปกรรมหรือศิลปะแบบพุทธที่คนญี่ปุ่นชื่นชมกันเพียงแต่ภายนอก



เพ็ญศรี กาญจโนมัย,อารยธรรมญี่ปุ่น.กรุงเทพฯ:ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษรตรศาสตร์,๒๕๓๐


พิพาดา ยังเจริญ,ประวัติอารยธรรมญี่ปุ่น.กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย;
๒๕๓๓



แม้ว่าคนญี่ปุ่นจะไม่สามารถเข้าใจปรัชญาพุทธได้อย่างลึกซึ้ง
แต่ก็ฉลาดพอที่จะดึงหลักปรัชญาพุทธบางประการมาดัดแปลงให้เข้ากับแนวความคิดพื้นบ้านของตนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่คุณธรรมของคนญี่ปุ่นและกลายเป็นเอกลักษณ์
วัฒนธรรมพุทธที่น่าสนใจได้แก่


๑. พุทธปรัชญาได้สอนเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นผลมาจาก กรรม
ญี่ปุ่นกลับเน้นถึงความสำคัญของผู้ให้กำเนิดซึ่งสอดคล้องกับประเพณีการนับถือบรรพบุรุษของญี่ปุ่น เมื่อแนวคิดทั้งสองผสมผสานกันจึงมีหิ้งห้อยบูชาไว้ประจำบ้าน เรียกว่า
พระโพธิสัตว์
ซึ่งมักจะใช้เรียกผู้ตายที่ตนนับถือ


๒. พุทธปรัชญาดั้งเดิมไม่ยอมรับการแบ่งชนชั้นวรรณะ ปรัชญาญี่ปุ่นกลับใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิและพ่อแม่เพื่อเน้นคุณธรรมของความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
จึงแข่งขันกันสร้างวัดเพื่อแสดงความกตัญญูของตน
ซึ่งมักจะพบเห็นวัดตามเมืองนาราหรือเกียวโตจะมีวัดประจำตระกูลดังๆเช่น วัดโคฟุคุจิ
ในนาราซึ่งเป็นวัดประจำตระกูลของตระกูลฟูจิวาระ
นอกจากนี้ในญี่ปุ่นมีประเพณีด้านระบบอาวุโสและศักดินา
พระสงฆ์ญี่ปุ่นจึงนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แสดงว่าตนมาจากชนชั้นขุนนางเพื่อเรียกร้องศรัทธาจากประชาชนทั่วไป


๓. พุทธปรัชญาดั้งเดิมเน้นสัจจะและเหตุผล
และใช้ศรัทธาเป็นเครื่องมือที่จะได้เข้าใจถึงหัวใจอันแท้จริงของพระพุทธศาสนานั้น
ญี่ปุ่นกลับให้ความสำคัญต่อ
ศรัทธา อย่างสูงในแง่ที่เป็นหัวใจของศาสนา
ศรัทธาของคนญี่ปุ่นต่อพระพุทธศาสนามี๒ประการได้แก่
ศรัทธาต่อบุคคลที่มีตัวตนในฐานะผู้ก่อตั้งหรือครูของนิกาย
และศรัทธาต่อบุคคลในอุดมคติ เช่น พระโพธิสัตว์ พระนิชิเรนเป็นต้น


๔. แนวความคิดของคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับการใช้กำลังนั้นเป็นค่านิยมลัทธิทหารที่มีมาช้านานในญี่ปุ่น
ศาสนาพุทธซึ่งเน้นความเมตตากรุณา ความอ่อนโยนและความอดกลั้นต่อความโกรธนั้นจึงถูกดัดแปลงไป
เช่น ดาบของพระอามิดะผู้ทรงเมตตาเป็นใหญ่ ซึ่งหมายถึงผู้ทรงธรรมเป็นอาวุธนั้น
กลายเป็นดาบที่เป็นอาวุธประหารผู้ชั่วร้ายอย่างแท้จริง ในแนวความคิดของญี่ปุ่นพุทธ
การต่อสู้ฟาดฟันประหารกันด้วยอาวุธจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและนิยมกันในสังคมนักรบสมัยกลางของญี่ปุ่น


จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นมีการปรับใช้ศาสนาพุทธให้เข้ากับแนวทางดั้งเดิมของตน
หรือนำศาสนาพุทธมาเป็นเครื่องมือของรัฐหรือกลุ่มบุคคล
คนญี่ปุ่นไม่ได้สนใจที่จะเผยแพร่ศาสนาในแบบที่เป็นสากลเหมือนกับประเทศอื่นๆ
ทำให้ไม่มีการค้นคว้าทางปรัชญาพุทธกันอย่างลึกซึ้ง
และศาสนาพุทธไม่ได้มีอิทธิพลอย่างเด่นชัดในลักษณะที่เป็นวัฒนธรรมต่างชาติ
แต่ผสมผสานให้เข้ากันกับความเชื่อท้องถิ่นจนเกิดเป็นศาสนาพุทธแบบญี่ปุ่น
ทำให้ไม่เกิดปัญหาเรื่องสงครามศาสนาเหมือนประเทศอื่นๆ


นอกจากนี้ศาสนาพุทธยังมีบทบาททางด้านคุณธรรมให้กับญี่ปุ่น
คนญี่ปุ่นได้รับแนวคิดการถ่ายทอดแนวความคิดทางพุทธศาสนามาเป็นพันๆปี
ยกเว้นในสมัยโนบุนางะ และสมัยเมอิจิ เท่านั้นที่ไม่ได้รับการส่งเสริม
ซึ่งเป็นเพียงระยะสั้นๆ อิทธิพลของศาสนาพุทธในการปูพื้นฐานส่งเสริมสนับสนุนคุณธรรมตลอดจนศีลธรรมของคนญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน
จนกระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์หรือคุณสมบัติที่ยกย่องกันทั่วไปคือ


๑. ความเมตตากรุณา เป็นผลงานจากการสั่งสอนเผยแพร่ของนิกายโจโดะให้มนุษย์มีความรัก
ให้ความช่วยเหลืออื่น
และมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นโดยเฉพาะต่อคนชั่วโดยยึดแนวการปฏิบัติของพระพุทธอามิดะ
เป็นตัวอย่าง
ดังนั้นการหลุดพ้นจากบาปเพื่อไปจุติใหม่บนสวรรค์นั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ทั้งคนชั่วและคนดี
เพียงแต่ขอให้มีศรัทธาในพระพุทธอามิดะเท่านั้น
ความรักและการให้อภัยกันจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับวรรณคดีญี่ปุ่นโดยทั่วไป
ซึ่งสะท้อนให้เห็นคุณธรรมข้อนี้ที่ปฏิบัติกันในสังคมญี่ปุ่นอยู่เสมอ


๒. ความซื่อสัตย์ คุณธรรมที่กลายเป็นคุณสมบัติของคนญี่ปุ่นที่รู้จักกันโดยทั่วไป
คำว่า
ซื่อสัตย์ นี้เป็นคำที่ใช้ในพุทธศาสนาและมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าจริงใจ หรือความบริสุทธ์ใจ
คนญี่ปุ่นจึงยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตกันมากในการดำเนินชีวิตประจำวัน
และความซื่อสัตย์นี้ก็เป็นคุณธรรมที่เป็นสาระสำคัญในวรรณคดีพุทธศาสนาหรือวรรณคดีโดยทั่วไปของญี่ปุ่นเช่นกัน
ทั้งดูจะเป็นคุณธรรมที่สอดคล้องกับ
ความจงรักภักดี ซึ่งคนญี่ปุ่นยกย่องกันที่สุด


๓. ความมานะอดทน
เป็นคุณธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นอีกเช่นกัน
ในศาสนาพุทธจะเน้นความทุกข์ทางโลกทั้ง๘ประการ (โลกธรรม๘) ซึ่งผู้รับจะต้องอยู่กับความทุกข์และสุขทางโลกไม่สิ้นสุข
การสอนให้คนได้รู้จักความทุกข์และอนิจจังของมนุษย์ทำให้มีแนวความคิดให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างอดทน
กล้าหาญ และคนญี่ปุ่นก็ได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักควบคุมตนเองไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสถาณการณ์ใด
ตัวอย่างของคุณธรรมที่เป็นความมานะ อดทน ขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก
ที่เห็นได้ชัดและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปได้แก่ การดำเนินชีวิตของสงฆ์
และสานุศิษย์ในนิกายเซน เป็นต้น


๔. ความขยันขันแข็ง กล่าวได้ว่า
คนญี่ปุ่นมีความขยันขันแข็งเป็นที่ประจักษ์ล้ำหน้ากว่าชาติอื่นๆ
นับเป็นคุณธรรมที่ต่อเนื่องกับความมานะอดทน เชื่อกันว่าสงฆ์นั้นเป็นผู้ที่สำคัญที่จะสอนให้คนขยันขันแข็งในการงานและสามารถทำงานหนักได้แม้แต่ในชีวิตทางธรรมเอง
สงฆ์ก็ต้องมีกิจวัตรของสงฆ์ที่จะต้องทำในและวัน
โดยในญี่ปุ่นนั้นถือว่าการมีสมาธิระหว่างทำงานนั้นจะก่อให้เกิดกุศลกรรมมากกว่าสมาธิจากการสงบนิ่งเฉยหลายพันเท่า
สงฆ์ในนิกายเซนจะมีคติพจน์ติดปากกันไปว่า
วันที่ไม่ทำงาน
ก็คือวันที่ไม่มีอาหารจะกิน



๕. ความประนีประนอม แม้ศาสนาพุทธจะแบ่งออกเป็นหลายนิกายต่างๆกัน
แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดี
ต่างก็เคารพในแนวความคิดของกันและกันในพื้นฐานของการดำรงชีวิตในโลกและการเข้าสู่สภาวะการตรัสรู้ธรรมวิเศษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรมของการประนีประนอมสอดคล้องกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นใดของศาสนาพุทธนี้ช่วยให้ศาสนาพุทธได้มีที่ยืนได้ในสังคมญี่ปุ่นโดยสามารถทำงานผสมผสานกับลัทธิศาสนาอื่นได้อย่างกลมกลืน
เช่นศาสนาชินโต ลัทธิเต๋า และลัทธิขงจื๊อ เป็นต้น คุณธรรมนี้ทำให้คนญี่ปุ่นเคารพความคิดผู้อื่น
ไม่หักหาญเอาด้วยกำลัง เกลียดการทะเลาะวิวาทเป็นอย่างยิ่ง ซี่งความจริงข้อนี้เราจะเห็นได้ว่า
ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือลัทธิสังคมนิยมการต่อสู้ระหว่างชนชั้นเพื่อรักษาจิตปฏิวัตินั้น
ไม่เป็นที่นิยมกันในสังคมญี่ปุ่น


๖. ความเรียบง่าย
คุณธรรมนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนญี่ปุ่นนิยมกันโดยทั่วไป
ศาสนาพุทธเป็นผู้ริเริ่มในการวางรากฐานคุณธรรมนี้ให้แก่สังคมญี่ปุ่น
โดยเฉพาะในสมัยกลางหรือสมัยคามากูระ ผู้สนับสนุนได้แก่พระชินรัน
ซึ่งเป็นเจ้าของนิกายโจโดะชิน ผู้สอนคนให้คนที่ตายไปแล้วไปแดนสวรรค์อย่างง่ายๆ
พระชินรันได้เน้นความเมตตาของพระอามิดะที่มีต่อคนชั่วช้าจนมีคำกล่าวที่ติดปากกันว่า
แม้แต่คนดีก็ได้รับการต้อนรับในดินแดนแห่งพระพุทธ
คนชั่วจึงยิ่งต้องได้รับการต้อนรับมากกว่า

ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดถ้าเพียงแต่มีศรัทธาในพระอามิดะเท่านั้น ก็จะล่วงลับไปสู่สรวงสวรรค์เพราะความเมตตาของพระอามิดะได้ทั่วกัน
ความเรียบง่ายนี้กลายมาเป็นลักษณะเด่นของศิลปะแบบพุทธของญี่ปุ่น ผู้นำในศิลปะแบบพุทธที่มีลักษณะเรียบง่ายแต่สง่างามนี้ได้แก่ สงฆ์ในนิกายเซนผู้วางรากฐานให้แก่ศิลปกรรมของญี่ปุ่นนั่นเอง
ความเรียบง่ายนี้ถือกำเนิดมาจากคำสั่งสอนของศาสนาพุทธซึ่งสอนให้มนุษย์ไม่เห็นแก่ตัว
เลิกคิดถึงแก่ตัวเอง ให้ยึดถือแต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์
ไม่ได้ถูกปรุงแต่งแต่ประการใด
การแสดงออกซึ่งหลักธรรมดังกล่าวนั้นจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดในศิลปะพิธีชงชา
การจัดดอกไม้ การจัดสวนญี่ปุ่น การวาดภาพระบายสีขาวดำ การแต่งกาย การตกแต่งบ้าน
การกินอยู่แบบง่ายๆ ละครโน และวรรณกรรม ฯลฯ ของญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน


ศาสนาพุทธกับศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่น สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วคำว่า ศิลปะ
มีความหมายและสำคัญต่อชีวิตยิ่งกว่าชนชาติอื่น
และที่สำคัญศิลปะญี่ปุ่นนั้นไม่สามารถที่จะแยกออกจากศิลปะพุทธโดยสิ้นเชิงได้
ในการพัฒนาศิลปะญี่ปุ่นนั้น เราจะเห็นอิทธิพลของพุทธศาสนาแทรกอยู่ไม่มากก็น้อยนับว่าเป็นอิทธิพลที่กลายเป็นลักษณะของศิลปะญี่ปุ่นอย่างกลมกลืนไป
โดยที่คนญี่ปุ่นนั้นอาจหลงลืมไปว่าศิลปะประจำชาติของตนนั้นมีอิทธิพลของศาสนาพุทธแฝงอยู่ทั้งสิ้น
อิทธิพลพุทธดังกล่าวนั้นก็เนื่องมาจากการสนับสนุนอย่างแข็งขันของชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นในสมัยแรกๆ
ที่ต่างให้การสนับสนุนเสริมสร้างให้พุทธศาสนากลายเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
มีส่วนช่วยในการพัฒนาและสร้างความมั่นคงทางด้านการเมืองให้แก่ตน


สมัยแรกของวัฒนธรรมพุทธนั้น
อยู่ในสมัยอาซูกะ (ค.ศ.๕๕๒-๖๔๔) จักรพรรดินีซุยโกะ พร้อมด้วยเจ้าชายโชโตกุ
ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจีนด้านต่างๆ
มีช่างฝีมือชาวจีนและเกาหลีเดินทางมาพำนักที่ญี่ปุ่น
และต่างก็ช่วยคนญี่ปุ่นสร้างประติมากรรม มีการตกแต่งวัดด้วยศิลปะ
วัดที่เกิดขึ้นในสมัยนี้และหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันได้แก่ วัดโฮริวจิ ในเมืองนารา
ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของศิลปกรรมพุทธในสมัยเก่า
และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว


ต่อมาในศตวรรษที่๘ ในสมัยนารานั้น
นับว่าเป็นสมัยทองของศิลปะญี่ปุ่นแบบพุทธ
เมืองนาราถูกสร้างขึ้นเลียนแบบนครหลวงฉางอันของจีน จึงทำให้เป็นเมืองที่แวดล้อมไปด้วยวัดวาอารามต่างๆ
มีนักศึกษาไปศึกษาพุทธศาสนาที่จีน
และในที่สุดศาสนาพุทธก็อยู่ในฐานะศาสนรัฐทั้งยังดูดกลืนศาสนาชินโตเข้ามารวมอยู่ด้วยเกือบสิ้นเชิง
วัดที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ได้แก่ วัดโทไดจิ
แม้สิ่งก่อสร้างที่สร้างในสมัยนาราจะเหลือเพียงแค่ส่วนฐาน และอาคารบางส่วน
(มีการปรับปรุงในสมัยโทกุกาว่า)
แต่ก็ได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธรูปและความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาในสมัยนั้น
นอกจากนี้ยังมีงานภาพระบายสี งานศิลปหัตถกรรม
ซึ่งบางชิ้นนำเข้ามาจากจากจีนและเกาหลีด้วย


ในสมัยเฮอันนั้น
ได้มีนิกายพุทธที่เน้นด้านเวทมนต์และคาถาลึกลับ
นั่นก็คือนิกายพุทธชินงอนซึ่งได้เป็นผู้มีบทบาทในแนวความคิดเรื่องศาสนาพุทธ
และได้เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมญี่ปุ่นสมัยเฮอันขึ้น นิกายนี้ได้มีส่วนสร้างศิลปกรรมในลักษณะพิเศษขึ้น
ได้แก่ การระบายสี การปั้น แกะสลักต่างๆจะให้ลักษณะที่ลึกลับและน่ากลัว
แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าเสน่ห์ของพุทธชินงอนอยู่ที่ความลึกลับนี่เอง
การปั้นแกะสลักส่วนใหญ่ทำจากไม้ธรรมดา
เพราะคนนิยมสร้างวัดชินงอนตามป่าเขาพระพุทธรูปทั้งหลายนิยมสร้างในลักษณะแสดงการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆ
มีหน้าตาท่าทางแปลกๆ ตัวอย่างเช่นรูปปั้นของกษัตริย์ทั้งห้าที่เรียกว่า
เมียวโอ เป็นต้น


ต่อมาในสมัยคามากูระ ชนชั้นซามูไรหรือนักรบจะมีบทบาทสำคัญ
ในการเป็นผู้ให้กำเนิดต่อศิลปกรรมญี่ปุ่น การพัฒนาด้านวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะเด่นที่สุดของสมัยนี้ซึ่งได้แก่ความเชื่อในเรื่องการพ้นจากบาปของศาสนาพุทธนิกายต่างๆ
เช่น ภาพฝูงปีศาจที่หิวโหย กล่าวถึงผู้ที่หิวโหยโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ความมุ่งหมายของภาพนี้ก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจมนุษย์ว่าถ้าพวกเขาไม่นับถือศาสนาพุทธและมีศรัทธาในพระอามิดะพวกเขาก็จะเป็นดังภาพดังกล่าว


ต่อมาในสมัยมุโรมาจิ
ศาสนาพุทธนิกายเซนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
พระสงฆ์ในนิกายเซนจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่โชกุนในรัฐต่างๆ
และโชกุนนิยมส่งพระสงฆ์นิกายเซนเป็นคณะทูตไปยังจีนอีกด้วย
นิกายเซนมีอิทธิพลอย่างยิ่ง ต่อประเพณีสำคัญ โดยเฉพาะของชนชชั้นสูงได้แก่ พิธีชงชา
พิธีจัดดอกไม้ การระบายสีหมึกขาวดำด้วยหมึกจีนเป็นต้น




การศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น
เริ่มต้นจากการที่สนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่น และเห็นว่าพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความแตกต่างกว่าประเทศจีนหรือเวียดนามที่ต่างก็นับถือพุทธศาสนานิกายมหายานด้วยกัน
และจากการศึกษาเห็นว่าศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่นได้มีการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนเป็นแบบฉบับของตนเองโดยมีการผสมผสานกับความเชื่อท้องถิ่นได้แก่ศาสนาชินโต


ศาสนาชินโตเป็นศาสนาที่กำเนิดในประเทศญี่ปุ่น
เป็นศาสนาที่นับถือเทพเจ้าหรือที่เรียกว่าคามิ
ศาสนาชินโตได้ผสมผสานกับศาสนาพุทธได้อย่างน่าสนใจมากกล่าวคือ
มีความเชื่อว่าพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาคือคามิในศาสนาชินโตที่กลับชาติมาเกิด
จึงเกิดการยอมรับพุทธศาสนา และเข้าใจว่าศาสนาชินโตคือลำต้นและรากต้นไม้
ขงจื๊อเป็นกิ่งใบ ส่วนศาสนาพุทธเป็นดอกผล และการที่ผู้ปกครองในสมัยแรกๆของญี่ปุ่น
ได้นำศาสนาพุทธมาเป็นหลักปกครอง
และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างศรัทธาและผลประโยชน์ให้กับตนเองส่งผลให้ศาสนาพุทธมีอิทธิพลในสังคมญี่ปุ่นเรื่อยๆ
และมีอิทธิพลในชนชั้นสูงของญี่ปุ่น ส่งผลให้มีการสร้างวัดวาอาราม เพื่อแสดงบารมีให้กับตระกูลและเป็นการแสดงความกตัญญูแก่บรรพบุรุษ ศาสนาพุทธและศาสนาชินโตต่างมีการผสมผสานกันในหลักคำสอน อย่างเช่นพุทธศาสนาไม่ยอมรับการแบ่งชนชั้น
วรรณะ คนญี่ปุ่นนำมาปรับใช้กับการกตัญญูต่อบรรพบุรุษตามแบบศาสนาชินโต
รวมถึงการจงรักภักดีกับเจ้านายของตน ทำให้วัดในญี่ปุ่นจะมีทั้งอารามที่เป็นของศาสนาพุทธและศาลเจ้าที่เป็นของชินโตอยู่ด้วยหลายวัด
แม้ในสมัยเมอิจิ จะถูกรัฐบาลสั่งให้แยกออกจากกันแล้วก็ตาม
แต่สิ่งที่คงอยู่ในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันคือหลักปรัชญาพุทธที่ผสมผสานกับศาสนาชินโต
จนกลายเป็นพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่น


พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่นกว่าพันปี
หลักปรัชญาในพุทธศาสนาหลายอย่าง อย่างเช่น ความซื่อสัตย์ ความอดทน
หรือแม้กระทั่งความขยันขันแข็ง
ได้เป็นหลักคุณธรรมประจำชาติญี่ปุ่นจนเป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่น
จนสามารถพัฒนาประเทศได้ทันสมัยกว่าประเทศใดในเอเชีย และก้าวหน้าเป็นประเทศมหาอำนาจชั้นแนวหน้าของโลก
หลักคุณธรรมในเรื่องความอดทนและซื่อสัตย์ยังถูกใช้ในชนชั้นนักรบของญี่ปุ่นหรือซามูไรของญี่ปุ่น
โดยการซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเจ้าหน้า
ซื่อสัตย์และอดทนต่อหน้าที่เป็นคุณธรรมประจำใจซามูไรหรือที่เรียกว่าวิถีซามุไรหรือบูชิโด
แม้ในสมัยเมอิจิจะมีการปรับปรุงพัฒนาประเทศมีการฟื้นฟูหลักปรัชญาของชินโตซึ่งเป็นศาสนาของญี่ปุ่นเองขึ้นมา
ทำให้พุทธศาสนาขาดการสนับสนุน
ทำให้คนญี่ปุ่นเกิดความเป็นชาตินิยมและชื่นชมและภูมิใจในชาติของตัวเอง
จนเป็นฉนวนให้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา และเป็นเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น แม้จุดจบของสงครามญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
แต่ญี่ปุ่นก็ไม่ท้อถอย
ด้วยหลักคุณธรรมประจำใจคนญี่ปุ่นที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อันได้แก่
ความซื่อสัตย์ ความอดทน และความขยัน
ทำให้ญี่ปุ่นสามารถผ่านช่วงวิกฤตที่เลวร้ายหลังแพ้สงครามเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส
ทุ่มเทพัฒนาประเทศ จนเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ประเทศหนึ่งในโลก
โดยญี่ปุ่นถูกลิดรอนสิทธิในการมีกองกำลังทหารเป็นของตัวเอง
เมื่อไม่มีกองกำลังทหารจึงนำเงินที่ใช้พัฒนากองทัพมาพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจ
เรียกได้ว่าเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส


ในขณะที่หลายๆประเทศเกิดสงครามศาสนาที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีเกิดประเทศปากีสถาน
เหตุก็คือการแบ่งยกทางศาสนาระหว่าง ศาสนาฮินดูและอิสลามในอินเดียทำให้ผู้ตนล้มตายเป็นจำนวนมาก
หลายครอบครัวต้องทิ้งบ้านเกิดไม่อยู่ยังดินแดนใหม่ที่ตนไม่รู้จัก
ซึ่งปัจจุบันก็ยังเกิดปัญหาการต่อสู่ในชายแดนของสองประเทศหรือในบริเวณแคว้นแครชเมียร์
หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดพุทธและชินโตถึงสามารถผสมผสานกันได้
นั่นก็เพราะทั้งสองศาสนาต่างมีความประนีประนอมกัน ศาสนาพุทธและชินโตมีการผสมผสานกันอย่างน่าสนใจโดยในส่วนของศาสนาพุทธคนญี่ปุ่นถือว่าเป็นศาสนาที่เกี่ยวกับความตาย
ส่วนชินโตเป็นศาสนาสำหรับความมีชีวิต
ดังนั้นเมื่อจัดพิธีแต่งงานจะจัดกันที่ศาลเจ้าของชินโต
เมื่อจัดพิธีศพก็จะจัดกันที่วัด หรือแม้แต่นิกายของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นเอง
ได้แยกออกไปเป็นหลายนิกายต่างๆมากมาก แต่นิกายต่างๆเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกันได้เพราะแต่ละนิกายต่างเคารพในแนวความคิดของกันและกัน นอกจากนี้คุณธรรมนี้ยังช่วยให้คนญี่ปุ่นเป็นที่เคารพในความคิดของผู้อื่น
ไม่หักหาญเอาด้วยกำลัง


ศาสนาพุทธได้วางรากฐานหลายๆอย่างให้กับญี่ปุ่นที่เด่นชัดและแสดงให้เห็นในปัจจุบันก็คือปรัชญาพุทธและศิลปะพุทธ
ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามต่างๆ พระพุทธรูป ศิลปวัตถุ ภาพวาด หรือแม้แต่ประเพณีต่างๆ
เช่นพิธีชงชา การจัดดอกไม้ การจัดสวนแบบญี่ปุ่น รวมเป็นถึงวรรณคดีของญี่ปุ่นที่สอดแทรกคุณธรรมตามหลักปรัชญาพุทธอยู่ด้วย
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธเป็นรากฐานของวัฒธรรมและศิลปะของญี่ปุ่นอย่างแท้จริงโดยผสมผสานกับแนวคิดท้องถิ่นและพัฒนามาเป็นแบบฉบับของตัวเอง
ดังคำกล่าวของดี.ที. ซูซูกิ ผู้นำคนหนึ่งของนิกายเซนพุทธในปัจจุบันที่ว่า



ถ้าเราอยากเห็นปริมาณมากน้อยที่ศาสนาพุทธเข้ามามีอิทธิพลในประวัติศาสตร์และชีวิตของคนญี่ปุ่นแล้ว
ก็ขอให้จินตนาการว่า ผู้คนและทรัพย์สมบัติของชาติทั้งหมดถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
และเราก็จะรู้สึกว่าประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นสถานที่ที่เวิ้งว้างโดดเดี่ยว
แม้จะยังคงมีความงามตามธรรมชาติ และมีคนญี่ปุ่นอยู่ก็ตาม
ประเทศญี่ปุ่นก็จะถูกละทิ้งเดียวดายโดยไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีรูปภาพ ไม่มีฉากวาด
ไม่มีรูปปั้นแกะสลักใดๆ ไม่มีพรมประดับ ไม่มีสวน ไม่มีพิธีจัดดอกไม้ ไม่มีละครโน
ไม่มีศิลปะชงชง และอื่นๆ









 

Create Date : 06 ตุลาคม 2553    
Last Update : 11 ตุลาคม 2553 17:02:58 น.
Counter : 3214 Pageviews.  

สงครามเวียดนาม 1963-1975

หมายเหตุ แปลมาจากบทความเรื่อง Vietnam War : 1963-75 by George C. Herring



สงครามเวียดนาม 1963-1975



สงครามเวียดนามก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากกับอเมริกา
ในช่วงเวลาสิบสองปียาวนานกว่าสงครามอื่นๆที่อเมริกาเคยเข้าร่วม
ทำให้คนอเมริกันกว่า
58,000คนต้องสูญเสียชีวิต และเงินกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ สงครามก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
และทำลายเศรษฐกิจของอเมริกาในช่วงทศวรรษ
1970 สงครามเวียดนามได้แบ่งแยกคนอเมริกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่สงครามกลางเมือง
นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของอเมริกา ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นต่อนโยบายความมั่นคง ละทิ้งนโยบายต่างประเทศที่ไม่ได้ผลไปชั่วคราว


การเข้าใจในความต้องการของเวียดนามคือปัญหาพื้นฐาน
ทำไมอเมริกันต้องยอมเสียเงินเป็นพันล้าน คนอีกหลายพัน
และกองกำลังทหารที่จะเข้ามาควบคุมและกองกำลังทหารที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ประโยชน์
ทำไมทั้งๆที่เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่แต่ทำไมประเทศที่ทั้งร่ำรวยและมีอำนาจมากถึงประสบความล้มเหลวในเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อการรักษาเอกราช
หรือการปลอดลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้


เมื่อประธานาธิบดีจอห์นสัน
ส่งทหารลงไปประจำการที่เวียดนาม ในเดือนกรกฎาคม
1965 ดังนั้น การจัดการกับอินโดจีนหลังยุคอาณานิคม
สามสิบปีให้หลัง จอห์นสันดำเนินนโยบายตามแบบทรูแมน
และเคเนดี้ ไอเซนฮาวด์ จอห์นสันเชื่อว่าการต่อสู้ในเวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นซึ่งเป็นการต่อสู้กับโซเวียต


สงครามเริ่มต้นในเดือนกันยายน 1945 เมื่อพวกชาตินิยมต่อต้านอาณานิคม
หรือเวียดมินห์ ซึ่งนำโดยนำโดยโฮจิมินห์ที่พยายามเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส
โฮจิมินห์เริ่มการปฏิวัติโดยไม่ได้มีจุดหมายที่ชัดเจน ในช่วงแรกได้ทำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสจนถึง
1949 โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก การปฏิวัติของโฮจิมินห์
ได้รับการสนับสนุนจากชาวเวียดนามที่มีคิดชาตินิยม และได้รับแรงผลักดันจากคนเวียดนามเองโดย
แยกจากคอมมิวนิสต์นานาชาติโดยสิ้นเชิง ในบรรยากาศที่กดดันมากของสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม
อเมริกาก็ไม่มีแนวโน้มจะทำให้การแบ่งแยกนี้ผ่อนคลายลง ซึ่งโฮจิมินห์และร้อยโทระดับสูงของเขาได้เข้ารับการฝึกฝนจากคอมมิวนิสต์มอสโคว
ซึ่งเวียดมินห์ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและจีนคอมมิวนิสต์ หลังปี
1949
โฮจิมินห์เป็นตัวแทนของลัทธิคอมมิวนิสต์ การขยายตัวของการปฏิวัติ


อเมริกาต้องยอมรับว่าการที่เวียดนามเข้าเป็นคอมมิวนิสต์ในทศวรรษก่อให้เกิดการตื่นตัวของคนในชาติ
ก่อน
1941 เวียดนามถูกควบคุม ผู้กำหนดนโยบายเริ่มที่จะให้ความสนใจเมื่อญี่ปุ่นรุกคืบเข้ามาในอินโดจีน
ใน
1950 เวียดนามหันเหความสนใจใหม่ สงครามเย็นกับโซเวียต
เริ่มที่จะขยายเป็นวงกว้างและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่มีสองขั้วอำนาจ
ด้วยความขัดแย้งนี้ เวียดนามจากที่ไม่เคยได้รับความสนใจก็ได้รับความสนใจมากขึ้น


มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมอเมริกาถึงได้
เอาตัวเองไปผูกติดกับเวียดนามหลัง
1950 ทฤษฎีโดมิโนบอกว่าการที่เวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์อาจจะทำให้ประเทศอื่นๆในเอเชียหรือทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นคอมมิวนิสต์ได้เหมือนกัน
และจะสร้างความเสียหายให้กับชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงตลาดที่สำคัญและวัตถุดิบ
รวมถึงเส้นทางเดินเรือ ซึ่งผลกระทบข้ามโลก


ผู้วางนโยบายของอเมริกายอมรับว่า การที่เวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์จะส่งผลทางการเมืองอย่างร้ายแรง
สมมุติฐานนี้อ้างจากบทเรียนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความแค้นเคืองและความขัดแย้ง
ของจีนคอมมิวนิสต์ใน
1949
และพรรครีพับลิกันใช้หัวข้อนี้ในการลดความเชื่อมั่นพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งในปี1952
สรุปว่าเป็นที่ประจักษ์ชัดอีกครั้งหนึ่งว่า
เดโมแครตไม่สามารถที่จะยับยั้งการเป็นคอมมิวนิสต์ของเวียดนามได้


สำหรับเหตุผลนี้อเมริกาจึงเข้ามามีบทบาทในเวียดนามโดยการสนับสนุนสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดนามหลัง1950 และใน1954 ก็รับเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำสงครามกว่า80% เมื่อฝรั่งเศสตกลงในสนธิสัญญาเจนีวาในเดือนกรกฎาคม 1954 และเริ่มถอนตัวจากเวียดนาม อเมริกาจึงเข้าไปแทนที่ฝรั่งเศสโดยแต่งตั้งผู้นำคือโงห์ดินเดียม
เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยในเวียดนามใต้


ในช่วงเวลาไม่นานในช่วงการแทรกแซงทางการเมืองตั้งแต่1954 จนถึงสมัยของจอห์นสันในปี
1965 ที่เข้าสู่สงครามเต็มตัว
ถึงแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาแต่โงห์ดินเดียมก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาลของตัวเองได้ เพราะไม่สามารถชักจูงประชาชนให้มาอยู่ข้างตนได้บวกกับความคิดที่แปลกแยกของเขา
การละเมิดสิทธิโดยการสนับสนุนของอเมริกา เป็นการเพิกเฉยต่อข้อกำหนดของสัญญาเจนีวาที่ให้มีการเลือกตั้ง
ซึ่งการกระทำนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย เวียดมินห์ที่อยู่ในเวียดนามใต้เองก็ต่อต้านรัฐบาลและก่อตั้งกระบวนการต่อต้านขึ้นมา
และใน
1959 เวียดนามเหนือเริ่มส่งคน
และให้การสนับสนุนเวียดนามใต้เพื่อก่อการปฏิวัติ และในปี
1961 การปกครองของโงห์ดินเดียม เริ่มมีปัญหาหนัก


ทั้งเคเนดี้และจอห์นสัน
ก็ตระหนักว่าการละเว้นการที่จะเข้ามาในเวียดนามอาจจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของอเมริกาในเวทีโลก
ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญคือการสร้างความมั่นใจ
เวียดนามใต้ที่ปลอดคอมมิวนิสต์ เคนเนดี้ส่งทหารและให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนทหารอเมริกาเพิ่มขึ้นมากกว่า
16,000 คน
เมื่อโงห์ดินเดียมและน้องชายเริ่มมีปัญหาในการปกครอง ในช่วง
1963 เคเนดี้จึงได้เริ่มต่อต้านโงห์ดินเดียม


หลังจากเหตุการณ์การปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลของ โง
ดิน เดียม ก็สร้างความกังวลให้กับอเมริกาเป็นอย่างมาก
ส่งผลให้การทหารและการเมืองในเวียดนามใต้ที่อเมริกาวางรูปแบบเอาไว้เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว
เดือนสิงหาคม ปี
1964 เรือรบของเวียดนามเหนือโจมตีเรือรบของอเมริกาที่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย
เหตุการณ์นี้ทำให้ประธานาธิบดีจอห์นสัน ยื่นข้อเสนอต่อสภาคองเกรส
ให้ผ่านอนุมัติในเรื่องของการอนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถส่งทหารหรือวางแผนการสงครามตามที่เห็นสมควร
เท่ากับให้อำนาจจอห์นสันในการทำสงครามมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงปี
1965
ลงมาที่การเมืองในเวียดนามใต้อ่อนแอลงเพราะอเมริกาไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือช่วยเหลือ
เพราะขณะนั้นอเมริกากำลังมุ่งโจมตีเวียดนามเหนือทางอากาศเป็นระยะๆ หกเดือนต่อมา
ประธานาธิบดีก็ได้รับมอบอำนาจในการส่งทหารเข้าไปรบในเวียดนาม
ซึ่งแม้ว่าจะส่งเข้าไปเป็นจำนวนมากก็ไม่สามารถเอาชนะกองกำลังเวียดนามเหนือได้
เนื่องมาจากแผนการรบที่มีจุดบกพร่องของอเมริกาเอง มีการตั้งสมมติฐานว่า
หากอเมริกาค่อยๆเพิ่มประสิทธิภาพในการรบอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป
เวียดนามเหนือก็จะเกิดความเกรงกลัวอเมริกาและสามารถละสายตาออกจากความต้องการที่จะครอบครองเวียดนามใต้ได้
และอเมริกาก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายในการทำสงครามครั้งนี้ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการทำสงครามใหญ่


อย่างไรก็ตาม ภายในสองปีคือช่วงปี
1965-1967 อเมริกาได้เพิ่มความรุนแรงของสงครามขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนระเบิดที่ทิ้งลงไปนั้นเพิ่มขึ้นจาก
63,000 ตันในปี 1965 จนถึง 226,000 ตันในปี 1967
จนในช่วงสุดท้ายของสงครามที่มูลค่าการทำสงครามที่อเมริกาต้องจ่ายนั้นมากกว่าที่เคยจ่ายตอนสงครามโลกครั้งที่สอง
อเมริกาเพิ่มกำลังทหารเข้าไปกว่า
500,000 คนในปี 1967 และผู้บัญชาการทหารของอเมริกาซึ่งก็คือ
เวสต์มอแลนด์ ได้ดำเนินนโยบายก้าวร้าวยิ่งขึ้น โดยเข่นฆ่าทั้งทหารและประชาชน
เพราะอเมริกากลัวว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็นสายให้กับกองทัพเวียดนามเหนือ
ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นเด็ก ผู้หญิง และคนชรา


ระเบิดได้สร้างความเสียหายให้แก่อเมริกาในวงกว้าง
แต่ไม่ได้ทำลายความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะสงครามของกองทัพเวียดนามเหนือลงได้
วิธีการของอเมริกาที่ใช้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ในการทำสงครามนั้นสะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของอเมริกาเอง
การเพิ่มกำลังทหารและความรุนแรงในสงครามของอเมริกา
กดดันให้เวียดนามเหนือเร่งคิดค้น และหาวิธีการสร้างระบบป้องกันทางอากาศ
และทรัพยากรขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เวียดนามเหนือยังสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความแน่วแน่
ทรหด อดทน ความเพียรพยายามและความฉลาดในการรับมือกับอเมริกา
การนำทัพภายใต้การนำของเวสต์มอแลนด์นั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในขณะที่อเมริกาเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ
เวียดนามเหนือก็เพิ่มด้วยเช่นกัน
ในการต่อสู้กันนั้นทหารเวียดนามเหนือสามารถเป็นฝ่ายกำหนดเวลาและสถานที่ในการรบได้
เมื่อใดก็ตามที่กองกำลังเวียดนามเหนือพลาดท่าเสียที
พวกเขาก็จะล่าถอยไปตั้งรับในชนบทหรือที่หลบภัยในลาว กัมพูชา และเวียดนามเหนือ
ในช่วงปี
1967 นั้น เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า
ความหวังที่จะทำให้อเมริกาสามารถเอาชนะในสงครามครั้งนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้
เพราะอเมริกาตกอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าจนมุม


ในขณะที่สงครามยืดเยื้อไปเรื่อยๆนั้น
ก็ได้เกิดกระแสการต่อต้านสงครามเวียดนามมาจากประชาชนชาวอเมริกัน
เนื่องจากมีการเผยแพร่ภาพความโหดร้ายของสงครามออกผ่านสื่อ
เกิดความคิดที่ว่าอเมริกาทรยศต่อหลักการของตนเอง
เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการยึดหลักเสรีภาพ และบทบาทการเป็นรัฐตำรวจของอเมริกา
นอกจากนี้กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามยังพุ่งประเด็นไปที่ค่าใช้จ่ายที่อเมริกาเสียไป
ทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่มากเกินกว่าที่ทุกคนคิดไว้อีกด้วย
เกิดการตั้งคำถามเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เหตุผลสมควรในการทำสงคราม
รวมทั้งท้าทายนโยบายที่เกี่ยวกับสงครามเย็น กระแสต่างเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการจำกัดอำนาจและบทบาทของจอห์นสัน
และนิกสันซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนต่อมา
ที่สำคัญก็คือความโกลาหลและการแบ่งแยกทางความคิดสร้างความลำบากให้กับผู้ที่จะกำหนดนโยบายความเป็นไปของประเทศ
เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้


ในช่วงปลายปี1968 ได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในสงคราม
เมื่อเวียดนามเหนือต้องการโค่นล้มอำนาจรัฐบาลเวียดนามใต้และกดดันให้อเมริกาต้องถอนกำลังออกจากเวียดนาม
บวกกับแรงกดดันจากมหาชนชาวอเมริกันและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลที่ต้องการให้อเมริกาจบสงครามเสียตั้งแต่ตอนนี้ จอห์นสันต้องพ่ายแพ้ต่อแรงกดดันอย่างเสียไม่ได้
วันที่
31 มีนาคม 1968
จอห์นสันประกาศหยุดการเพิ่มกำลังทหาร การทิ้งระเบิด
และเริ่มถอนกำลังทหารออกจากเวียดนาม


สำหรับนิกสันนั้นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกระแสสงครามเวียดนามมากทีเดียว
ต้องยอมรับว่าความแตกแยกทางความคิดภายในประเทศบังคับให้เขาต้องเป็นผู้ปิดฉากสงคราม
ซึ่งผลก็คือความพ่ายแพ้ของอเมริกา
แต่สิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่เกียรติยศหรือการยกย่องแต่เป็นกระแสที่ว่าเขาทำให้อเมริกากลายเป็นยักษ์ที่น่าสงสาร
โดยในสมัยของนิกสันนี้ได้ ถูกนโยบาย
Vietnamization เข้าครอบงำและเป็นกรอบมาจำกัดอำนาจและบทบาทของเขาเอง
เขาจำต้องถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามตามที่ประชาชนเรียกร้อง
และต้องแสดงความรับผิดชอบในการสูญเสียต่างๆในเวียดนามไม่ว่าจะเป็นชีวิตและทรัพย์สิน



ประเด็นสำคัญคือ
เวียดนามใต้ไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้หากขาดการสนับสนุนจากอเมริกา
พวกเขาไม่สามารถทำในสิ่งที่นิกสันหวังจะให้เกิดขึ้นได้
ดังนั้นหลังจากช่วงนองเลือดในปี
1972 ผ่านไป
นิกสันจำต้องยินยอมปล่อยให้เวียดนามใต้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามเหนือที่ใช้ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
อเมริกาถอนกำลังออกจากเวียดนามหมดในเดือนมีนาคม
1973
ปล่อยให้ชาวเวียดนามใต้ต่อสู้กับศัตรูเพียงลำพัง
นิกสันไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลได้
สภาคองเกรสจึงตัดความช่วยเหลือต่อเวียดนามใต้ไป และในปี
1975
เวียดนามเหนือก็ยึดเวียดนามใต้ได้อย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ
เป็นการสิ้นสุดสามสิบปีแห่งสงครามเวียดนาม


ผลกระทบของสงครามเวียดนามนั้นมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งสองฝ่าย
สำหรับเวียดนามแม้จะเป็นฝ่ายชนะสงครามแต่ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
สิบห้าปีหลังจากสงครามสิ้นสุดลง เวียดนามยังคงอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ขัดสน
สำหรับอเมริกานั้น สงครามทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก สร้างความอับอาย
และเป็นการปิดฉากนโยบายการเข้าแทรกแซงกิจการระหว่างประเทศที่เคยมีอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษ
1950-1960 แม้ว่าประธานาธิบดีคนต่อมาก็คือโรนัลด์ เรแกน
ที่พยายามลบกระแส
Vietnam Syndrome นี้ออกไปและปรับปรุงนโยบาย
Containment ขึ้นมาใหม่ก็ประสบความสำเร็จในส่วนหนึ่งเท่านั้น
เป็นความจริงที่ว่าในช่วงปลายทศวรรษ
1990
ที่ภาพของสงครามเวียดนามยังคงตราตึงและหลอกหลอนชาวอเมริกัน
และยังมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของอเมริกานับตั้งแต่ตอนนั้น
และคาดว่าจะยังคงเป็นต่อไปในอนาคต





---------------------------------------------------------------------



วิเคราะห์การเข้าร่วมสงครามเวียดนามของอเมริกา




การที่อเมริกาประสบความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนามครั้งนี้
ปัจจัยสำคัญมาจากการที่อเมริกาไม่เข้าในว่า
การที่โฮจิมินห์เข้าหาคอมมิวนิสต์ก็เนื่องมาจากการต้องการเอกราชจากฝรั่งเศส
อเมริกากลับเข้าใจผิด และปฏิบัติตนในฐานะผู้นำโลกเสรีจึงเข้าข้างฝรั่งเศส
ในการทำสงครามกับเวียดนามเหนือ(คอมมิวนิสต์) และหลังจากที่ฝรั่งเศส
ถอนตัวจากสงครามอเมริกาก็เข้าไปแทนฝรั่งเศสในการทำสงครามกับเวียดนามเหนือเต็มตัว
หากอเมริกาทราบว่าการเข้าเป็นคอมมิวนิสต์ของเวียดนามเหนือเกิดจากการต้องการได้รับเอกราช
(ซึ่งเคยถูกปฏิเสธจากฝรั่งเศสมาแล้ว) การเข้าร่วมในสงครามของอเมริกาคงจะไม่เกิดขึ้น
จนทำให้เมริกาต้องได้รับความเสียหายทางทรัพย์สิน
และได้รับความอับอายจากความพ่ายแพ้
และเวียดนามอาจจะไม่ต้องสูญเสียผู้คนและทรัพยากรจากสงคราม


ปัจจัยที่ทำให้อเมริกาประสบกับความพ่ายแพ้
มีอยู่สามปัจจัยหลักๆ ได้แก่ การทหาร
อเมริกาวางยุทธศาสตร์ผิดพลาดโดยคิดว่าเวียดนามเหนือจะปกป้องยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่น
ที่ทำงานของรัฐบาล โรงงานอุตสาหกรรม จึงระดมทิ้งระเบิดที่บริเวณดังกล่าว
แต่ปรากฎว่าเวียดนามเหนือไม่ได้ให้ความสำคัญกับบริเวณนั้นมากนัก
และการต่อสู้ของเวียดนามเหนือเป็นแบบกองโจรซึ่งอเมริกาไม่ค่อยถนัดกับการต่อสู้แบบนี้
และกองทัพเวียดนามเหนือได้รับความช่วยเหลือจากประชาชนชาวเวียดนามเอง
ปัจจัยที่สองได้แก่ ปัจจัยทางด้านความคิด ซึ่งได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
คืออเมริกาประเมินสถานการณ์ผิดตั้งแต่ต้น
แทนที่จะคิดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวเวียดนามเอง
แต่กลับคิดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อนำไปสู่คอมมิวนิสต์
ทำให้อเมริกาเลือกข้างสนับสนุนผิด และอเมริกาประเมินความสามารถของชาวเวียดนามต่ำไป
ปัจจัยที่สามได้แก่ ปัจจัยภายในประเทศ เมื่อสงครามเริ่มขยายตัวขึ้น
ภาพสงครามและความเสียหายของสงครามเวียดนามจากสื่อมวลชนได้เผยแพร่ให้คนอเมริกันได้เห็น
ทำให้ประชาชนอเมริกันเกิดการต่อต้านสงคราม ขยายตัวไปตั้งแต่ปัญญาชนไปสู่สาธารณะชน
กดดันรัฐบาลให้ถอนตัวออกจากสงคราม



การเข้าร่วมสงครามเวียดนามของอเมริกาครั้งนี้
นอกจากจะประสบกับความพ่ายแพ้แล้วยังสร้างความเสียกายอย่างหนักให้กับอเมริกาไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม
เศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองการต่างประเทศ
ซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษาเป็นเวลายาวนาน หรือเป็นโรคที่เรียกว่า
เวียดนามซินโดรม อเมริกาต้องประสบกับปัญหาเงินเฟ้อ
เนื่องจากเวียดนามสูญเสียทรัพย์สินในการทำสงครามไปกว่าร้อยห้าสิบล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนอเมริกันไว้วางใจในนโยบายของรัฐบาลน้อยลง
และเรียกร้องรัฐบาลให้รัฐบาลกลับไปใช้นโยบายปิดประเทศอีกครั้งหนึ่ง
สรุปได้ว่าการพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนามของอเมริกาครั้งนี้
เป็นบทเรียนราคาแพงอีกบทหนึ่งที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อเมริกา









 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 19:16:11 น.
Counter : 10362 Pageviews.  

1  2  

biyuchan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add biyuchan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.