Japan Kansai Summer Trip ตอนที่4 Osaka รวบสองวันสุดท้ายย

  สุดท้ายแล้วนะคะสำหรับทริปนี้  ขอรวบสองวันเลยละกันเพราะสองวันสุดท้าย
เป็นวันคอนw-inds.ที่โอซาก้า วันที่15-16 สิงหาคม 2010  วันที่สิบห้าไม่ได้ไปไหนเลยตื่นสายหน่อย และไม่ได้ไปเที่ยวทีไ่หนเพราะรีบไปซื้อของหน้าคอน แต่วันนี้ได้ขึ้นรถไฟสายKeihanสายใหม่ที่ตัดไปยังฮอลล์คอนหรือสถานีNakanojima สถานีใหม่เอี่ยมมากหยั่งกับโรงแรมเลยย เพราะมีทางเชื่อมติดกับโรงแรมและ Grand Cube Osakaซึ่งเป็นที่แสดงงงานต่างๆและคอนเสิร์ต



แสงสวยใช่ย่อยเลยนะเนี๊ยย



ระหว่างทางไปยังฮอลล์คอนเสิร์ต ตอนไปคนโล่งมาก เพราะเราไปเร็วนั่นเอง 




 มีเต้นโคฟด้วยย เต้นเจ๋งดี



บรรยากาศก่อนเริ่มคอน



ป้ายแสดงเวลาประตูเปิด และเริ่มคอน



หลังเลิกคอนก็ร่ำลากันไป และก็ได้เวลาหาข้าวกิน วันนี้ไม่ได้ใช้ตั๋วเลยต้องซื้อเป็นเที่ยวๆไปเลยจะกลับที่พักด้วยเจอาร์ เลยไปกินข้าวกันที่สถานีเจอาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ มีกินออมไรซ์ และคาซึคาเร ตบท้ายด้วยมัทฉะพาเฟ่ หรือไอติมชาเขียว  รสชาติโอเคเลย แต่จขบ.แอบโง่ราคามันแปดร้อยเยนแต่ไม่ได้กดตังค์ทอน มันก็ไม่ทอนให้ ขาดทุนไปอีกสองร้อยเยนน ฮือๆๆๆๆ 



オムライス



カツカレー


 จบแล้วคะวันแรกของโอซาก้า  ไม่มีไรเลยใช่ม้าาา  มาต่อวันที่สองเลย  วันที่16ตุลา วันสุดท้ายที่จะอยู่ญี่ป่นของทริปนี้แล้ว วันคอนวันสุดท้ายเช่นกัน พรุ่งนี้เช้าก็ต้องเดินทางกลับไทยแล้ววว   เนื่องจากเมื่อวานซื้อของหน้าคอนไปแล้ววันนี้เลยไม่รีบร้อนเลยไปเที่ยวในโอซาก้าก่อนไปคอน  วันนี้เลยมใช้บัตรOsaka One day Pass ก็สะดวกดีเลยถ้าจะใช้เดินทางในโอซาก้า แถมเข้าสถานที่ท่องเที่ยวในโอซาก้าฟรีอีกต่างหาก แต่เราไปได้แค่สองที่เท่านั้นคะ คือปราสาทโอซา้ก้า และ Osaka Museum of History











เข้าปราสาทโดยรถไฟคุณปู่ ค่าเดินทางน่าจะสองร้อยเยนถ้าจำไม่ผิด



ถึงแล้วปราสาทโอซาก้า 大阪城 สร้างโดยโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่น แต่ปราสาทก็ถูกไฟไหม้จนเสียหาย(ฟ้าผ่าจนไฟไหม้มั้งถ้าจำไม่ผิด) ที่เห็นอยู่คือบูรณะใหม่แล้ว 



วิวข้างบนเห็นโอซาก้าโจฮอลล์ด้วย ที่จัดคอนของศิลปินที่มีชื่อเสียงต่างๆ w-inds.ก็เคยจัดฮอลล์นี้นะ


ส่วนชั้นล่างจะเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับท่านฮิเดโยชิ และการสร้างปราสาทโอซาก้า รวมถึงสงครามการรวมประเทศ




ชุดเกาะซามุไร ไม่แน่ใจว่าของจริงหรือของก๊อบ แต่มีแตกต่างกันไปตามฤดูด้วย ของหน้าหนาวแอบมีเฟอร์ด้วย ไฮโซนะเนี๊ยแสดงว่าแฟชั่นญี่ปุ่นที่เป็นเฟอร์หน้าหนาวนี่ฮิตมาตั้งแต่สมัยซามูไรแล้วนี่หว่า



สงครามนางฟ้าาาา เอ้ยซามูไรกว่าจะรวมประเทศได้ต้องเสียเลือดหน้าไปมากมาย และใช้เวลาหลายปีแม้แต่ท่านฮิเดโยชิก็ไม่มีโอกาสเห็นความสำเร็จของตัวเอง



สวยเนอะ ไม่รู้ว่าสื่อความหมายใด ไม่กล้าไปยืนอ่านเพราะคนเยอะ อีกอย่าง อ่านไปก็แปลไม่ออกหรอก ฮ่าๆๆๆ แต่ว่าห้องน้ำที่นี่ดีมากๆเลยชอบมากกกก


ออกมาจากปราสาทนอกจากถ่ายรูปแล้วก็ต้องนี่เลยคะ ทาโกะยากิ มีอยู่สองเจ้า ราคาเท่ากัน แต่มีเจ้าแปดลูกกับสิบลูก แต่จขบ.ว่าเจ้าสิบลูกอร่อยกว่าเป็นคุณลุงแก่ๆเป็นคนขาย



























ต่อจากนั้นก็ไปดูOsaka Museum of Historyต่อ
อยู่ตรงข้ามกันเลยออกจากปราสาทโอซาก้าประตูใหญ่ จะเจอตึกNHK อยู่ตึกนี้เลย
แต่อยู่ตรงข้ามกับสำนักงานน  ที่พิพิธภัณฑ์นี้จัดดีมากๆเลยคะ
บ่งบอกประวัติศาสตร์โอซาก้าตั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งเป็นสี่ชั้น
7-10โดยพนักงานแนะนำว่าให้ชมจากชั้นบนมาก่อน 
คือชั้นบนจะเป็นโบราณสุดแล้วค่อยไล่ยุคลงมาเรื่อยยๆ






ชั้นสิบเป็น The Age of Naniwa Palace Naniwaคือชื่อเดิมของโอซาก้านะจ๊ะ มาดูชั้นต่อไปเลย







ชั้นนี้เป็นแบบจำลองการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นโบราณชั้นนี้ทำได้ละเอียดมากก ขอชื่นชม แล้วคุณลุงที่เป็นวิทยากรก็อัธยาศัยดีมากๆ พาดูนู้นดูนี่ แล้วให้ทานสิว่าตัวอะไรบ้าง คนทำอะไรอยู่บ้าง ดูท่าทางลุงแกมีความสุขมาก เราก็มีความสุขไปด้วย


ชั้นต่อมาน่าจะเป็นสมัยใหม่แล้ว เพราะมีรถไฟ และการแต่งตัวเริ่มเป็นตะวันตกขึ้น









ไปถามแล้วเค้าไม่ยอมขายให้ เค้าบอกมีไว้โชว์อย่างเดียว หลายปีแล้วด้วย


ส่วนอีกชั้นจะเป็นนิทรรศการแสดงการขุดสำรวจเมืองโบราณคะ มีฟอสซิลต่างๆให้ชมกัน รวมถึงของเก่าต่างๆด้วย และมีกระดาษให้แสดงความคิดเห็นด้วยคะ   โดยรวมแล้วประทับใจมากๆเลยคะ หลังจากนั้นพวกเราสามคนก็ไปกินข้าวเที่ยงกันที่Shinsaibashi และก็ไปดูคอน ต่อคะ



ปู!!!!!!ทำงานเก็บเงิน มีตังค์เมื่อไหร่ชั้นจะไปกินนนน ตอนนี้กินปูอัดไม้ละห้าบาทไปก่อน


จบแล้วคะ ทริปเที่ยวคันไซซัมเมอร์นี้


ขอปิดท้ายด้วยอาหารเช้าที่ญี่ปุ่นมื้อสุดท้ายของทริปนี้


เช้าวันที่17สิงหา ก่อนไปสนามบิน



และก็กลับไปเผชิญความจริง ตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบ แล้วเจอกันใหม่นะญี่ปุ่นจ๋าาาาา











 

Create Date : 11 ตุลาคม 2553    
Last Update : 11 ตุลาคม 2553 16:32:33 น.
Counter : 1610 Pageviews.  

Japan Kansai Summer Trip ตอนที่3 Kobe จ้าาา มาแล้วววว

 วันที่สามมมมมมมม วันที่14 สิงหาคม 2010 วันนี้ไปโกเบ แต่ไปแค่ครึ่งเช้าเลยเที่ยวได้แต่แถวในเมือง เพราะช่วงบ่ายจะไปคอนLead Upturn 2010 @ Osaka นั่นเอง



เติิมพลังงานด้วยข้าวเช้าเป็นข้าวปั้นร้อยเยนนิดๆ กินประมาณนี้ทุกเช้าเพื่อความประหยัด อิอิ


จากโอซาก้านั่งสายHankyu ลงสถานีSannomiya แล้วก็เดินๆวนๆเหมือนเด็กลงทางอยู่แถวๆสถานี



สถานีสวยดีเลยขอโจ๊ะเด๊ะสักหน่อยยย (อย่าหาว่าติ้งต๊องนะคะ)



โอยยย เครียดดดด หลงทางงงง


เลยนั่งรถไฟมาสถานีอีกสถานีเลยมาโผล่ที่ห้างไดมารุ



แล้วตรงห้างไดมารุ เยื้องๆจะเป็นซอยสองซอยชื่อออ โมโตมัตจิ กับนันคินมาจิ เราก็เดินทั้งสองซอยเลยย


ตอนไปถึงประมาณเก้าโมงร้านค้าปิดเยอะมากก เลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ หรือเพราะไปช่วงเทศกาลโอบ้งพอดี ร้านเลยปิดเยอะละมั้งงง



ซอยนี้แหละ



คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่เพราะยังเช้าอยู่



อันนี้เป็นนันคินมาจิ เป็นไชน่าทางน์โกเบ อยู่ตรงข้ามกับซอยแรกเลยยย อาหารจีนและซาลาเปาเพียบบบบ



ซาลาเปา น้ำเต้าหู้ ของจากจีนมากมาย



เหมือนอยู่เมืองจีน  สามสาวที่เห็นไม่ได้มาด้วยกัน แต่เห็นมันไม่ว่างสักทีคนรอคิวถ่ายตลอดเลยถ่ายสามสาวคนนี้มาสะเลย


 เสร็จจากเดินเล่นก็เดินทางไปKobe port towerกัน เดินหลงๆอยู่ตั้งนาน เลยตัดสินใจเดินออกไปหาทะเลก่อน แล้วก็เจอกับพอร์ท



เจอแล้ววววววว  ตรงท่าเรือไม่ค่อยมีคนเลยขอ ตั้งท่าถ่ายรูปสักหน่อยยย





ยะฮูว์ววววว  ลมมานเย็นนนนนน





ฝนเหมือนจะตก ขึ้นไปหลบข้างบนดีกว่าาา   ใช้คูปองที่ได้จากบัตรคันไซลดได้ร้อยเยนนะคะ



ไม่ค่อยสูงเลยไม่เสียวววว


มาดูวิวดีกว่าาา




เห็นสวนสนุกด้วยยยย






หลังจากดูวิวเสร็จก็เที่ยงพอดี เลยหาข้าวเที่ยงกินที่โกเบก่อนที่จะมุ่งหน้าไปคอนลีด






หมดแล้ววว   ขอบคุณที่ติดตามค่าาา








 

Create Date : 11 ตุลาคม 2553    
Last Update : 11 ตุลาคม 2553 14:41:40 น.
Counter : 348 Pageviews.  

Japan Kansai Summer Trip ตอนที่2 Kyoto trip

       กว่าจะอัพรอบสองเสร็จ ก็หลังสอบเสร็จจจ หลังจากอัพบล็อกเรื่องเที่ยวนาราไปแล้ว วันที่สองเราก็ไปเที่ยวเกียวโตกันคะ


วันที่13 สิงหาคม 2010  ไปเกียวโต


ออกจากที่พักประมาณแปดโมงเช้า เดินทางจากโอซาก้าไปเกียวโตโดยรถไฟสายKeiHan เพราะที่แรกที่เราไปคือ Fushimi-inari


จากสายKeihan ที่สถานีFushimi-inariเดินใกล้มากประมาณสามถึงห้านาทีก็เจอแล้ว แค่ข้ามเส้นทางรถไฟมาก็เดินอีกนิดก็เจอเลย


วันนี้เราก็ใช้บัตร Kansai Thruu Pass เหมือนเดิมจ้าาา














 เดินมาก็เจอเลย เดินต่อไปเลยจ้าาา



มีร้านของของน่าสนใจอยู่เต็มเลยยย ขนมเมืองเกียวโตก็มากมาย




ขึ้นไปกันเลยจ้าาาา ทางขึ้นจะมีหมาจิ้งจอกสองตัวเฝ้าอยู่


จิ้งจอกทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารไปหาเทพเจ้าอินาริ ที่เป็นเทพเจ้าแห่งข้าว พวกพ่อค้าก็จะมีการบริจาค โทริอิ ขึ้นไปเรื่อยๆ



มีศาลเจ้าด้วย





อยากไปมานานนน ในที่สุดก็ได้ไป




ระหว่างทาง



จะมีอะไรโผล่มาใหม่ ขนลุกนะนั่นน



เดินกลับแล้วว ในป้ายบอกว่าทางนี้ก็กลับได้ แต่พอเดินไปดันปิดประตูสะงั้น เลยต้องย้อนกลับมาที่เดิม


 วัดต่อไป ได้แก่วัดคิโยมิซึ เรานั่งKeihanสายเดิมไปลงสถานี Kiyomizu gojo แต่เดินไกลมากๆ น่าจะประมาณโลนึงได้  ไม่นับที่ต้องขึ้นเขาไปอีกกเหนื่อยจากอินาริแล้วมาเหนื่อยกับการขึ้นไปวัดคิโยมิซึอีกกก แต่ขึ้นไปละคุ้มมม เพราะอยากจะไปมานานนมากแล้ว จากการดูและอ่านนิยายของมูราซากิ ชิกิบุ เรื่องเกนจิโมโนกาตาริ มีฉากหนึ่งที่เกนจิและมูราซากิมากอดกันตรงระเบียง อิอิอิ




ถึงแล้วววววววววววว กว่าจะเดินขึ้นมาถึง โค ตระ เหนื่อยยยยยย สุดๆๆๆ พลังงานหดหายไปหลายแคลอรี่



ตอนจะไปที่ระเบียงไม้คนเยอะมากๆเลยยย



วิวจากระเบียงงง มาหน้าร้อนสวยได้เท่านี้ละนะ  อยากมาหน้าซากุระหรือในไม้แดงจังงง



เดินมาถ่ายระเบียงมั่ง ภาพแอบมืด เนื่องจากแดดจ้ามากก คนถ่ายก็ไม่เก่งงง แล้วอิเด็กนี่โผล่มาจากไหน -*-




 ขอโจ๊ะเด๊ะกับระเบียงสักหน่อย ว่าชาตินี้ ช้านได้มาแล้วววววว  (คราวหน้าถ้าหนูทำงานเก็บเงินแล้วจะพาพ่อแม่ไปนะคะSmiley)



ปิดท้ายด้วยการกินน้ำสามสาย สามสายสามเรื่องจำไม่ได้ว่าเรื่องไรบ้างแต่มีการเรียนอยู่ด้วย อิอิ ตอนต้นเทอมก่อนไปวัดเจ้าแม่กวนอิมที่ฮ่องกงโยนเหรียญเข้าปากปลาไปสองเหรียญได้เอไปสองตัว  ส่วนเทอมนี้จะได้เอกี่ตัวนนั้นก็ต้องดูกันต่อไป 



ลงเขาสักที ตอนขึ้นแทบขาลากกก ตอนลงแทบหน้าลากก เพราะชันมากกกแทบจะถไลไปข้างหน้าาา แต่อยากเที่ยวก็ต้องอดทนแม้เท้าจะระบมก็บ่ยั้นนน 


ต่อจากนั้นน เวลาก็ปาไปเกือบเที่ยงง หลังจากถึงตีนเขา เราก็เลี้ยวขวาเพื่อไปหาข้าวเที่ยงกินที่ย่านGionและจะไปนั่งรถเมลล์ไปวัดทอง หรือKInkakuji ต่อ ตอนแรกเจอร้านนึงท่าทางน่าอร่อย พอเข้าไปเค้าก็ถามว่าจองไว้หรือเปล่า เพราะมันต้องมีคิวว ถึงจะจองได้ อีกกี่ชั่วโมงก็ไม่รู้ถึงจะได้กิน ก็เลยเปลี่ยนร้านน เดินไปเรื่อยๆๆ ก็เจอร้านคาเรอุด้ง หรืออุด้งแกงกะหรี่ ตอนแรกก็คิดว่าจะแค่ไหนกันเชียวว แต่ปรากฎว่า อร่อยชิบหายอ่าาา เอ้ย  อร่อยสุดๆไปเลยคะ  จนต้องขอนามบัตรคราวหน้ามีโอกาสไปกินอีกแน่ๆๆ  แม้จะชามละแปดร้อยกว่าเยนก็เหอะ



คาเรอุด้งงงง ที่ว่า  เพิ่มเต้าหู้ด้วยยย



ข้าวหน้าพ่อแม่ลูกของพี่นุช Oyakodon


และเราก็นั่งรถสาย59 ไปยังวัดทอง  มีสาย12 ด้วยนะคะจากหน้ากิอง



บรรยากาศภายในรถเมลล์ แอร์เย็นมากกก ถึงกับหลับไปเลย  



รถเมลล์อีกคันนน  รถติดมากๆๆๆมาย กว่าจะไปถึงวัดทองใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยยย


แต่ชอบตอนเวลาจะถึงแ่ละป้ายจะมีเสียงบอกว่าป้ายหน้าเป็นอะไร พอถึงก็จะบอกด้วย ชอบคะชอบบ สำหรับคนที่จะลงหน้าวัดทองให้ลงป้ายที่ชื่อว่า KInkaji no Mae นะคะ เพราะก่อนหน้านั่นจะมีป้ายชื่อคินคะคูจิเหมือนกันแต่ไม่มี โนะ มาเอะ น่ะคะ



คนแอบเยอะเหมือนกัน



ป้ายมรกดโลกรึป่าวนะ ไม่แน่ใจ ห่างหายจากการอัพบล็อก บวกกับอ่านหนังสือ ทำรายงานนอนตีสี่ทุกวันจนมึน ฮ่าๆๆๆ



ถึงแล้วสวยมากกกเลย พอไปเห็น ก็หายเหนื่อยจากทุกๆสิ่งเลยยยยย





สวยจริงๆๆๆเล๊ยยยยยยย






จุดเด่นของที่นี่ก็คือการจัดสวนให้กลมกลืนกับวัดทอง ไม่ว่าจะไปฤดูกาลไหนก็สวยยยยย  แต่ละฤดูก็มีความสวยที่แตกต่างกันด้วยยย




จบแล้วคะทริปเกียวโตหนึ่งวัน หลังจากเที่ยววัดทองเราก็ไปเชิบๆๆแถวนัมบะที่โอซาก้าอีกรอบ ไปมันทุกวันเลยยยนัมบะเนี๊ยทั้งทริปป (ก็ผู้ชายหล่อ) ขอโทษที่ไม่ค่อยมีข้อมูลนะคะ  เพราะลืมคะ ทิ้งมานาน คราวหน้าคราวหลังไปเที่ยวจะไม่ทิ้งนานๆละ  ขอบคุณที่ติดตามชมคะ









 

Create Date : 11 ตุลาคม 2553    
Last Update : 11 ตุลาคม 2553 13:49:24 น.
Counter : 404 Pageviews.  

Japan Kansai Summer Trip ตอนที่1ไปNara

ขอบ่นก่อน Smiley


หลังจากเปิดเทอม ไม่มีเวลาได้อัพบล็อกเลยไม่ว่าจะเป็นในส่วนของประวัติศาสตร์หรือว่าท่องเที่ยว เนื่องจากปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่จะได้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ในระดับปริญญาตรี T^Tงานเลยเยอะมากกก คิดว่าทริปคันไซ คงเป็นทริปต่างประเทศทริปเดียวของเทอมนี้ ไม่ก็ปีการศึกษานี้หล่ะคะSmiley


ทริปนี้เป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกหลังจากที่อยากไปมาตั้งแต่ประถม (ตอนนั้นบ้าดิจิม่อน) จนมัธยมก็บ้านนักร้องญี่ปุ่น ในที่สุดก็ได้มายังประเทศที่ใฝ่ฝันสักที ตลอดทั้งทริปจะอยู่แต่ในภูมิภาคคันไซคะ รวมเวลาอยู่ในญี่ปุ่นแล้ว ห้าวัน วันสุดท้ายเดินทางตั้งแต่เช้า โดยเดินทางช่วงวันที่11สิงหา-17สิงหาคมคะ (วันแม่ไม่ได้อยู่กับแม่T^T แต่ถ้าไม่ไปช่วงนี้ก็ต้องขาดเรียนเยอะ)Smiley


การเดินทางในทริปนี้จึงเลือกเดินทางด้วยบัตรKansai Thru Pass หรือ スルットKansai ซึ่งนับว่าสะดวกและง่ายมากๆเลยจ้า


ทริปนี้เดินทางไปญ๊ปุ่นโดยสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ ต้องไปต่อเครื่องที่โฮจิมินห์ สาเหตุที่เลือกเพราะว่าช่วงที่ไปตั๋วแพงมากๆคะ เพราะตรงกับหยุดยาวของไทยและช่วงโอบ้งของญี่ปุ่น ฉะนั้นเครื่องจากโฮจิมินห์มาญี่ปุ่นจึงมีญี่ปุ่นทั้งลำมีคนไทยแค่ห้าคน (เค้าประกาศบอกน่ะคะ)


ขาไปญี่ปุ่นแอร์ญี่ปุ่นเยอะและบริการดี ผิดกับแอร์เวียดที่ถึงแม้จะบริการโอเคแต่หน้าไม่ยิ้มเลย หุหุ งานนี้ได้จ้อญี่ปุ่นตั้งแต่บนเครื่อง คริๆๆ เรียนมาหลายปีได้ใช้สักที


ออกเดินทางจากไทยทุ่มครึ่ง และครื่องออกที่โฮจิมินห์เที่ยงคืนคะ นั่งแกร่วอยู่สนามบินสามชั่วโมง แล้วก็ไปถึงสนามบินคันไซเวลาเจ็ดโมงของญี่ปุ่น ช่วงผ่านตม.ตอนแรกก็กลัวๆเพราะเป็นผู้หญิงสามคนเดินทางลำพังแต่ก็ผ่านมาอย่างง่ายได้ แถมตม.ยังยิ้มแย้มแจ่มใส น่ารักจริงๆ


ตอนเดินทางจากสนามบินก็เจอคนใจดีบอกทางไปโรงแรมให้ ดีใจจริงๆอย่างน้อยญี่ปุ่นที่เรียนมาก็พอเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆได้บ้าง และก็เจอคนใจดีทั้งทริปเลย หุหุ อ่อ พักที่โอซาก้าทั้ง5คืนเลยคะ อยู่โรงแรม Hotel Raizan South 来山南 เดินทางไม่ยากเลยคะ ไปได้ทั้งเจอาร์ และNankai (ถ้าใช้บัตรคันไซต้องไปสายนี้คะ) ลงสถานีShinimamiya เจอาร์เดินใกล้มากๆ แต่นันไคเดินไกลหน่อยคะ ประมาณหนึ่งแยก แต่ถ้าใครกลัวหลง ก็ไปลงสุดสายที่นัมบะ แล้วต่vใต้ดิน สายMidousuji มาลงที่สถานี Doubutsuenmaeออกประตูที่สอง แล้วเดินย้อนมาที่แยกก็จะเจอคะ ตอนไปมีคุณลุงใจดีร้านหนังสือตรงสถานีบอกทางให้ พอเราเข้าไปโรงแรมก็อาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวไปนารากันคะ ออกจากโรงแรมประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง แวะแฟมมิลี่มาร์ทใกล้ๆเพื่อซื้อข้าวปั้นรองท้องเป็นข้าวกลางวัน (ข้าวเช้ากินบนเครื่อง) และจ่ายเงินค่าซีดีให้เพื่อนที่เครื่องFamiポートคะ เพื่อชำระสินค้าAmazon สะดวกมากๆเลยตื่นเต้นแทบแย่อ่ะตอนแรก แถมไม่มีค่าบริการด้วยคะ สะดวกจริงๆ


และแล้วก็ถึงเวลาไปยังนารา เราไปลงที่สถานีNipponbashiเพื่อไปต่อรถไฟชื่อ KintetsuNaraไปลงสถานีสุดสายที่ KintetsuNara ระหว่างที่เปลี่ยนสายรถไฟเราก็งงทาง แต่เจอคุณลุงท่าทางใจดีเดินมาถามเป็นภาษาไทยว่าจะไหน แล้วเค้าก็บอกทางให้ (เจอคนใจดีอีกแล้ว) จะต้องเป็นโอจี้ซังที่เคยมาทำงานสาขาที่ไทยแน่ๆเลย ใจดีมากๆเลย หุหุหุSmiley


และแล้วเราก็ถึงนารา ใช้เวลานั่งรถประมาณสี่สิบนาที (ต้องดูขบวนรถด้วยนะคะ ลิมิตจพแตกต่างกัน มีLacal 普通 ที่ช้าสุดจอดทุกสถานีระวังนะคะ) ตอนที่ไปรู้สึกจะเป็น特急Smiley


วัดแรกที่ไป คือวัดโทไดจิ คะ เป็นวัดหลายๆคนจะต้องรู้จักและถ้าใครไปนาราก็ต้องไปที่นี่


ระยะทางจากสถานีไป ไกลประมาณหนึ่งกิโลและขึ้นเนินด้วยคะ แต่อากาศตอนนั้นครึ้มๆฝน ไปร้อนมาก เลยสบายๆ แต่ง่วงมากๆเลย ตอนอยู่บนเครื่องไม่ค่อยได้นอน ระหว่างทางไปวัดก็มีน้องกวางเดินไปเดินมาให้ถ่ายรูปเต็มไปหมดเลยคะ แต่ขี้กวางเยอะมากๆเลย เดินไปต้องหลบระเบิดไป








วิหารหลวงพ่อโตเป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นคะ




พระใหญ่วัดโทไดจิ ตั่งตระหง่านตระการตาด้วยพื้นหลังสีทอง ภาพนี้ใช้แฟลชแล้วจาไปหมดไม่ติด พอไม่ใช้แล้วสวยกำลังดีเลยคะ


ภายในวิหารมียักษ์สองตนที่สลักด้วยไม้เฝ้าอยู่ภายใน แต่รูปชัดๆถ่ายมายังไงก็ไม่ชัดสักรูปเลยไม่ได้เอามาลงคะ





ตอนอยู่ในวิหารนี่ฝนตกลงมาปรอยๆคะ พอออกมาข้างนอกแล้วฝนก็หยุด โชคดีจริงๆ


วัดต่อไป (วัดสุดท้ายในนารา) ก็คือวัดโคฟุคุจิ




วัดโคฟุคุจิ เป็นวัดประจำตระกูลฟูจิวาระ ตระกูลที่มีอำนาจในช่วงกลางศตวรรษที่17และมีการสืบทอดตระกูลอยู่เรื่อยมา




เจดีย์ดูใหญ่และคลังมากๆเลยคะ ตอนที่ไปมีการบูรณะซ่อมแซมตัววิหาร และสิ่งก่อสร้าง ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเสร็จอีกเป็นสิบปีเลยกระมังคะ


เหมือนตัวที่ก่อสร้างมีแต่ฐานและเขาจะสร้างจำลองจากฐานขึ้นมาใหม่(แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ)




วัดนี้ไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะว่าใกล้เวลาวัดปิดแล้ว เลยถ่ายแต่บริเวณข้างนอกคะ


ข้างนอกนี้จะมีกวางมาเพ่นพ่าน และก็จะมีคนเอาของกินมาให้กวางด้วยคะ เลยลอคคอน้องกวางมาถ่ายรูปกันสักแอค


น้องกวางที่นี่หลายตัวเป็นดารานิ่งให้ถ่ายอยู่แล้ว หุหุ






Nanendo Hall


ภายในวัดมีโบราณวัตถุสมัยศตวรรษที่8อยู่ด้วยเสียดายเหมือนกันที่ไปไม่ทัน ถ้ามีโอกาสได้ไปนาราอีกคงจะแบ่งเวลาให้ทั้งวัน เพราะอยากไปวัดโฮเรียวจิมากๆ แต่อยู่ไกลจนไม่สามารถเดินไปจากสถานีได้









และเราก็เดินกลับไปยังสถานี ระหว่างทางก็มีร้านให้ดูของมากมายแต่ก็อดใจไว้เพราะจะไปเดินที่ชินไซบาชิที่โอซาก้ากันต่อ เพื่อซื้อของฝาก(วันแรกก็ซื้อแล้ว) กับซื้อของที่เพื่อนๆฝากซื้อ (หลังจากนี้ก็ไปที่นี่ทุกวันเลยนัมบะ กับชินไซบาชิเนี๊ย)


 


ขากลับมาโอซาก้า ก็นั่งKintetsuNaraมาเหมือนเดิม แต่คราวนี้ลงสุดสายที่Namba แล้วเราก็เดินหาร้านซีดีแถวNambaWalkซึ่งเป็นศูนย์การค้าใต้ดิน ในบริเวณสถานีนัมบะ เมื่อได้ซีดีเสร็จแล้วก็เดินหาซื้อของฝากที่ร้านดงคิ แถวคลองโดทมโบริ และเดินเที่ยวแถวๆชินไซบาชิ




ร้านดงคิ ที่โดทมโบริมีสินค้าต่างๆนานๆชนิดตั้งแต่ไม่จิเมฟันยันเรือรบ ชั่นล่างจะเป็นขนมญี่ปุ่นต่างๆราคาย่อมเยาว์ให้เลือกซื้อเป็นของฝากให้เพื่อนๆพี่น้องๆ ตรงการ์ตูนเป็นชิงช้าสวรรค์ให้ไปนั่งเล่นด้วยคะ




เรือล่องคลองโดทม ดูนักท่องเที่ยวและไกด์เริงร่ามากๆมีโบกไม้โบกมือให้คนบนสะพานด้วย




สะพานข้ามคลองโดทมโบริ คนมาถ่ายรูปกันมากมายเลย บ้างก็กินทาโกะยากิไปชมวิวไป




ร้านทาโกะ ที่คิดว่าน่าจะอร่อยเพราะมีคนซื้อกันเยอะแยะ แต่ไม่ได้ไปซื้อ เสียดายจริงๆ




ถ่ายกับมุมดังสักหน่อย สังเกตมุมซ้ายมีมิกิด้วยอ่ะ กรี๊ดกร๊าดมากมายเลย หุหุ


หลังจากซื้อของเสร็จก็เดินทางกลับโรงแรม พอจะนึกหาที่ทานข้าวมื้อค่ำก็นึกถึงร้านราคาประหยัดชื่อว่า Yoshinoyaที่จริงร้านนี้มีสาขามากมายที่ญี่ปุ่น แต่แถวโรงแรมที่จดมาใกล้สุดรู้สึกจะเป็นTennoji จึงเดินทางด้วยใต้ดินไปหนึ่งสถานีเดินตามหาร้านโยชิโนยะ กว่าจะหาเจอ แทบขาลากอยู่เหมือนกัน หุหุ




นี่คือมื้อแรกที่ญี่ปุ่นคะ ทั้งเซตนี้สนนราคาที่ห้าร้อยเยน (ถ้าจำไม่ผิด แต่ก็ไม่มากไปกว่านี้อ่ะคะ)



จบการรีวิววันแรกจ้า พบกันใหม่ตอนหน้า ไปเกียวโตจ้า






 

Create Date : 26 สิงหาคม 2553    
Last Update : 11 ตุลาคม 2553 17:02:05 น.
Counter : 846 Pageviews.  

Vietnamกลาง เว้ ฮอยอัน ดานัง วันที่สาม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวเวียดนามเต็มๆคะ ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเหมือนเดิมอาหารที่VanLoi ก็พอๆกับRomance จขบแทบกระเดือกอาหารเวียดนามของสองโรงแรมนี้ไม่ลง ก็ต้องกินอเมริกันเบรคฟาสไปสามวันติด (โรงแรมที่มุกดาหารด้วย)


โปรแกรมแรกของวันนี้ก็คือเดินช้อปที่ฮอยอันคะ นอกจากช้อปแล้วก็ยังมีเดินชมสถานที่ต่างๆด้วยคะ



ในระหว่างรอเบลบอย ขนสัมภาระมายังรถอย่างปลอดภัยก็เจอยายคนหนึ่งเขาขายตุ๊กตาดินเผาเคลือบสิบสองราศี สิบสองตัวสี่สิบบาท เห็นถูกดีเลยซื้อมาฝากเพื่อนๆคะ ที่นี่มีโคมไฟขายเยอะมากๆๆๆ แต่ก็ไม่ได้ซื้อมาสักอันเพราะไม่รู้จะเอาไปทำเพื่ออออ? ฮ่าๆๆๆ


ที่แรกที่ไกด์พาไปคือ วัดฮกเกี้ยนคะ



ที่วัดนี้ในสมัยก่อนเป็นที่เซ็นสัญยาซื้อขายของกันคะ สมัยก่อนฮอยอันนี้เป็นชุมชนค้าขายที่มีชาวจีน ชาวญี่ปุ่น ชาวตะวันตก(ชาวดัตช์) มาอาศัยอยู่ ฮอยอันเป็นเมืองที่อยู่ลุ่มแม่น้ำทีโบนคะ แต่ต่อมาแม่น้ำแห้งเรือเดินทางลำบาก ทำให้ย้ายเมืองท่าเป็นเมืองดานังแทน ฮอยอันเลยหมดความสำคัญไป เหลือไว้เพียงร่องรอยอารยธรรม


ที่วัดฮกเกี้ยนนี้มีรูปปั้นเจ้าแม่ทับทิมประดิษฐานอยู่คะ ที่นี่บนเพดานจะมีธุปเป็นขดๆแขวนอยู่คะ คนไหนบริจาคก็จะเขียนชื่อแล้วแขวนไว้ คะ ไกด์บอกว่าอยู่ได้เป็นเดือนๆเลยคะ



เดินซื้อของตอนเช้าๆเงียบสงบดีคะ เค้าไม่ตื๊อให้ซื้อของเหมือนหลายๆที่ ดูแล้วไม่เหนื่อยคะ



ในระหว่างที่ป้าๆลุงๆ ช้อปกันกระจาย จขบเจอแม่ค้าขายเฉาก้วยอยู่ แก้วละสิบบาทเลยไปนั่งกินให้หายเหนื่อย เย็นชื่นใจเลยทีเดียวคะ


มีแกลอรี่อยู่เยอะเลยคะ นี่ถ้าไม่ติดไปกับผู้ใหญ่ หรือถ้าได้ไปเองนะ คงจะอยู่ดูนานๆ



ที่ต่อไปคือบ้านโบราณคะ จขบ ดูแล้วก็เฉยๆคะ เพราะมันก็เหมือนรูปในหนังสือ อาจจะเพราะว่าคนเยอะด้วยกระมัง ตอนขึ้นชั้นบนนี่มีหวั่นๆว่าบันไดจะพังไหม เพราะแต่ละคนที่ขึ้นลงบันไดนี่ ไซส์บิ๊กๆทั้งนั้นนน แต่ชาที่เค้ามาเสิร์ฟอร่อยดีคะ กินไปหลายจอกเลย ตรงกลางด้านบนบ้านจะมีเทพเจ้าไว้เสี่ยงโชคก่อนออกทะเลคะ บ้านหลังนี้ดูแลโดยลูกหลานรุ่นที่เจ็ดแล้วคะ หน้าต่างบ้านสามารถถอดเก็บได้ ตามสภาพอากาศในฤดูกาลต่างๆ เจ๋งดีคะภูมิปัญญา



ที่ต่อไปคือสะพานญี่ปุ่น สี่ร้อยปีคะ จขบ รีบวิ่งไปคนแรกเลยเพื่อไปถ่ายรูป เด๋วจะโดนบังวิวสะก่อน สะพานแห่งนี้สร้างไว้เพื่อเชื่อมชุมชนญี่ปุ่นกับชุมชนจีนคะ


ที่จริงที่ฮอยอันนี้มีตรอกซอกซอยอีกเยอะ และมีร้านของกินเจ้าอร่อยอีกเยอะเลย แต่เนื่องจากเวลาเรามีจำกัดเลยได้แต่เดินตรงไปอย่างเดียวไม่มีเลี้ยวคะ


หลังจากช้อปกันเหนื่อยก็ชึ้นรถเพื่อจะกลับมายังเว้คะ แต่ก่อนกลับเว้ก็ต้องผ่านดานังก่อนและแวะกินข้าวเที่ยงที่ดานังด้วย ก่อนกินข้าว จขบออกไปเต้น เต้นเสร็จเลยขอเจ้าของทัวร์จอดแวะถ่ายวิวที่ทะเลสักหน่อยคะ


 



มีเรือกระด้งที่ชาวประมงมาจอดไว้ด้วยคะ เลยขอถ่ายด้วยสักหน่อย เรือกระด้งนี้เป็นเรือที่ชาวประมงเวียดนามใช้หากุ้งหาปลาคะ ในสมัยสงครามเวียดนามนี้บางคนก็หนีมากัมพูชา หรือไทยทางเรือกระด้งนี้ด้วยนะคะ (ไกด์บอก) ตบท้ายด้วยรูปอาหารกลางวันมื้อวันนี้คะ


เมื่อไปถึงเว้แล้ว โปรแกรมต่อไปคือสุสานห์พระเจ้าไคดิงห์คะ แม้จะไม่ใหญ่ที่สุดแต่ก็เป็นสุสานที่ดูอลังการที่สุด



พระเจ้าไคดิงห์ เป็นกษัตริย์องค์ที่สิบสองแห่งราชวงค์เหงียน และเป็นพระราชบิดาบุญธรรมของจักรพรรดิ์เบ๋าได๋ กษัตริย์องค์สุดท้ายของเวียดนามคะ ท่านเสียชีวิตตั้งแต่อายุสี่สิบต้นๆด้วยโรคมะเร็งปอดภายนอกสุสานมีศิลาสลักโดยกษัตริย์เบ๋าได๋ที่ได้พรรณาถึงความเลวความชั่วของบิดาตน (อาจจะมีความดีด้วยก็ได้กระมั้ง )



ไกด์บอกว่ากษัตริย์พระองค์นี้เป็นกระเทย บอกไว้ตั้งแต่ล่องเรือละว่าจะมีแต่ผู้ชายมาร้องเพลงเล่นดนตรีให้ฟัง พอจขบเห็นรูปเท่านั้นแหละก็ถึงบางอ้อว่า ท่านเป็นชัวร์ล้านเปอร์ ฮ่าๆๆ ภายในยังมีรูปแกะสลักเท่าตัวจริงที่ทางฝรั่งเศสมอบให้ด้วย (ท่านเคยไปเยือนฝรั่งเศสคะ) จขบดูแล้วท่านตัวบาง ร่างเล็กจริงๆคะ ภายในสุสานดูยิ่งใหญ่อลังการ ทุ่มทุนสร้างมากๆเลยคะ บนเพดานมีรูปวาดชื่อ มังกรในม่านเมฆ ซึ่งว่ากันว่าจิตรกรใช้เท้าเขียนคะ เนื่องจากเกลียดชังในตัวพระเจ้าไคดิงห์มากก



นอกจากรูปแล้วยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่พระอง๕เคยใช้มาโชว์ด้วยคะ  อ่ะ รูปรองสุดท้ายคือศิลาจารึกที่กษัตริย์เบ๋าได๋ได้เขียนไว้คะ


เสร็จแล้วที่สุดท้ายของเราก็คือตลาดดองบาคะ รอคอยมานาน ฮ่าๆๆๆ



 


ที่นี่มีของถูกและถูกกว่าฮอยอันเยอะมาก ถามราคาทีแรกอย่าเพิ่งตกใจราคาโปรดต่อให้ได้อย่างน้อยครึ่งต่อครึ่ง ใจกล้าก็ต่อมากหน่อยถ้าแม่ค้าไม่ให้ก็เดินหนีเดี๋ยวเค้าก็ลากเราเอง นับว่าเป็นการซื้อของที่เหนื่อยที่สุด รัฐบาลน่าจะมาจัดการเรื่องมาตราฐานราคานะ ฮ่าๆๆๆ


 


จบแล้วคะตอนที่สาม อย่าเพิ่งไปไหนนะคะ โปรดติดตามตอนเก็บตกเร็วๆนี้คะ





 

Create Date : 14 มีนาคม 2553    
Last Update : 14 มีนาคม 2553 20:59:59 น.
Counter : 604 Pageviews.  

1  2  3  

biyuchan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add biyuchan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.