ทริปสิ้นปี@เมืองน่าน ผาชู้ แก่งหลวง ชุมชนประมงปากนาย

 ทีแรก ตั้งใจว่าจะไปดอยเสมอดาวคะ แต่เผอิญว่าคนเยอะมาก ก็เลยขึ้นไปผาชู้แทน ตอนแรกคนก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ พอเราลงหลักปักทีเสร็จเท่านั้นแหละมาจากไหนก็ไม่รู้เยอะมากๆเลย เป็นร้อยเต๊นท์ำได้มั้ง ฮ่าๆๆ สิ้นปีก็งี้แหละ


ทริปทั้งสามที่นี้ตั้งอยู่เขตอุทยานแห่งชาติศรีน่านคะ



อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาของแม่น้ำน่านตอนใต้
ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยงวง ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี ครอบคลุมพื้นที่
7 ตำบล 3 อำเภอ คือ ตำบลส้าน และตำบลน้ำมาบ อำเภอเวียงสา ตำบลศรีษะเกษ ตำบลเชียงของ
และตำบลสถาน อำเภอนาน้อย ตำบลบ่อแก้ว และตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีพื้นที่ประมาณ 934 ตารางกิโลเมตร หรือ 583,750 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน
วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ ขนานกันทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
บริเวณที่ราบลุ่มตรงกลางจะมีลักษณะเป็นภูเขาน้อยใหญ่ลดหลั่นกันลงไป
ตอนกลางของพื้นที่มีแม่น้ำน่านทอดตัวไหลผ่านจากเหนือสุด-ใต้สุด ระยะทางประมาณ 50
กิโลเมตร แบ่งอุทยานออกเป็นซีกตะวันตกและซีกตะวันออก ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ดอยคำ
สูง 1,229 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นอกจากนี้ยังมีดอยจำลึก ดอยไหว ดอยสุไข
ดอยจำปูหลวงแก้ว ดอยหวดและดอยภูหลักหมื่น เป็นต้น
ลักษณะภูมิอากาศ

สภาพอากาศ ค่อนข้างเย็นในช่วงฤดูหนาว และจะมีเมฆมากในช่วงฤดูฝน
ประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 24 องศาเซลเซียส
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า

เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมีความสูงต่างกันหลายระดับ
จึงทำให้มีสภาพป่าหลายชนิด เช่น
ป่าดิบเขา พบตามแนวสันเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000
เมตร พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ไม้ก่อต่างๆ ตะเคียน กระบาก
ไม้พื้นล่างประกอบด้วยพืชในตระกูลปาล์ม ขิง ข่า และเฟิร์น
ป่าดิบแล้ง
พบตามหุบเขาและริมห้วย ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500-1,000 เมตร
พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ยาง กระบก แดง เหียง
ป่าสน พบเป็นหย่อมๆตามแนวสันเขาที่มีความสูงระหว่าง 500-1,200
เมตรจากระดับน้ำทะเล
ป่าเบญจพรรณ พบขึ้นตามที่ราบเชิงเขา ริมห้วยและหุบเขา
กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ไม้สัก ชิงชัน ประดู่ ตะเคียนทอง
มะค่าโมง ฯลฯ
ป่าเต็งรัง พบขึ้นอยู่ตามไหล่เขา เชิงเขา
และพื้นที่ค่อนข้างราบ พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง เป็นต้น
สัตว์ป่า ที่พบมี ช้าง วัวแดง
กระทิง ซึ่งสัตว์ทั้ง 3 ชนิดนี้จะอพยพข้ามไปมาในเขตติดต่อระหว่างประเทศไทยและลาว
นอกจากนี้ยังมีหมี เลียงผา กวาง เก้ง เสือ หมูป่า หมาป่า กระจง อีเห็น ไก่ฟ้า ตะกวด
เต่า นกยูง นกนานาชนิดและงูชนิดต่างๆ


 ผาชู้


จุดชมวิวผาชู้
เป็นจุดชมวิวที่ติดกับถนนที่เป็นหน้าผาใหญ่โดดเด่น
สามารถมองเห็นทิวทัศน์และแม่น้ำน่านที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามที่ราบลุ่มอย่างงดงาม
การเดินทางให้ไปตามเส้นทางเดียวกับทางไปแก่งหลวง แต่ถึงก่อนแก่งหลวง
จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำน่านและสภาพป่าไม้ที่สวยงามตลอดจนโขดหินและหน้าผาต่างๆ





งานนี้ทั้งเดินขึ้นไปดูถ้ำและเดินเล่นป่าบริเวณใกล้เคียงคะ เดินจนถึงเย็นเลยคะ หลังจากทานข้าวเสร็จก็นั่งเอาไฟฉายอ่านหนังสือ



เป็นครั้งแรกที่เข้านอนตั้งแต่ทุ่มครึ่ง (เพราะไม่มีไรให้ทำนั่นเอง จะอ่านหนังสือก็ขี้เกียจ มีความรู้สึกว่าพอนอนอยู่ในเต๊นท์มันไม่อยากขยับไปไหนเลยคะ ฮ่าๆๆ)



แต่สามทุ่มก็ตื่นมารอเค้าดาวน์คะ นอนดูดาวไปด้วยสวยมาก แต่เสียดายที่ปีนี้อากาศไม่หนาวเลย แค่เย็นๆ ยังหวั่นๆใจว่าตอนเช้าจะเห็นทะเลหมอกไหม




วันนี้ลงทุนตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อมารอดูพระอาทิตย์ขึ้นฟ้าแรกของปีคะ ตื่นก่อนใครในเต๊นท์เลย ฮ่าๆๆๆ







พอชมพระอาทิตย์เสร็จก็รีบเก็บเต๊นท์ สัมภาระเตรียมตัวไป แก่งหลวงคะ 


แก่งหลวง
เกิดจากแนวหินน้อยใหญ่ที่กระจัดกระจายอยู่ในแม่น้ำน่าน รวมทั้งโขดหินและหน้าผา
ยามหน้าน้ำจะมีเสียงน้ำกระทบโขดหินดังกึกก้อง
ยามหน้าแล้งจะมองเห็นแนวโขดหินอย่างสวยงาม การเดินทางให้ไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข
1083 (นาน้อย-ปางไฮ) จากปากทางถึงแก่งหลวงประมาณ 35 กิโลเมตร


จากผาชูไปแก่งหลวงประมาณสิบสี่กิโลคะ บางคนก็เอาเต๊นท์มานอนที่นี่คะ 


ไปตอนหน้านี้ น้ำเลยแห้งบ้างก็เลยเดินไปเดินมา โดดไปโดดมาระหว่างหินได้คะ






จากแก่งหลวง ก็ไปทานข้าวที่หมู่บ้านประมงปากนายต่อคะ


ปากนาย
เกิดจากสภาพป่าที่ถูกน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ท่วมถึง
มีขนาดกว้างใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน มีหมู่บ้านชาวประมงน้ำจืดอาศัยอยู่
สภาพทิวทัศน์สวยงามมากแห่งหนึ่ง ระยะทางเข้าจากกิ่งอำเภอนาหมื่นไปประมาณ 22
กิโลเมตร มีบ้านพักของอบต.นาหมื่นและแพพักของเอกชน รวมทั้งร้านอาหารกลางแพ มีปลาสดๆ
กุ้งแม่น้ำ จากเขื่อนสิริกิตติ์ ท่านสามารถสั่งมาทานกันได้


ใครเอารถมาก็มีเรือข้ามฝากไปจังหวัดอุตรดิตถ์คะ ประหยัดเวลากว่าหลายร้อยโลคะ




แหล่งข้อมูล //www.oceansmile.com/N/Nan/NANm7.htm










 

Create Date : 15 มกราคม 2553    
Last Update : 15 มกราคม 2553 16:07:20 น.
Counter : 1138 Pageviews.  

เมืองน่านมนต์เสน่ห์แห่งล้านนาตะวันออก


แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์

แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง


 นี่คือคำขวัญของจังหวัดน่าน จังหวัดเล็กๆที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย แต่เป็นจังหวัดที่น่าอยู่เป็นอันดับสามของประเทศ


 น่าน มนต์เสน่ห์แห่งล้านนาที่ไม่เคยจางหาย ยังคงรักษาความเป็นมรดกแห่งล้านนาไว้ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา


ในฐานะที่เกิดที่น่าน เป็นคนน่าน โตที่น่านจนถึงอายุสิบห้า จนบัดนี้ได้มีโอกาสได้กลับบ้านอีกครั้งก็ไม่รอช้า ก่อนกลับไปผจญภัยในสังคมเมืือง จึงชวนเพื่อนไปเที่ยววัดในตัวเมืองน่านประเดิมวัดแรก คือวัดพระธาตุแช่แห้งคะ


วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงตึ๊ด
จากตัวเมืองข้ามสะพานแม่น้ำน่าน ไปตามเส้นทางสายน่าน-แม่จริม
หรือทางหลวงหมายเลข 1168 ประมาณ 3 กิโลเมตร


วัดพระธาตุแช่แห้ง



องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง
รูปแบบของพระธาตุแช่แห้ง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญ
ไชย โดยรอบองค์บุด้วยทองจังโก (ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง)
ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค
หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว
ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน



เสร็จแล้วก็ตั้งใจว่าจะไปหอศิลป์ริมน่าน อยู่ตรงถนนที่จะไปอำเภอท่าวังผาน่ะคะ




ปรากฎว่าปิดทุกวันพุธ ดันมาสะวันพุธพอดี ซวยมาก อดชมของสวยๆงามเลยคะ เลยถ่ายวิวด้านนอกมาแทน


 




ระหว่างทางกลับต้นไม้เขียวชอุ่ม รมรื่น สวยงามมากๆเลยคะ


 



วัดต่อไป คือวัดพระธาตุช้างคำคะ อยู่ในตัวเมืองแล้ว


ตรงข้ามเทศบาลเมืองน่านเลยคะ



ลักษณะ
สถาปัตยกรรมของวัดพระธาตุช้างค้ำนี้ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย
อาทิ เจดีย์ทรงลังกา (ทรงระฆัง)
รอบฐานองค์พระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนและปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัว ด้านละ 5
เชือก และที่มุมทั้งสี่อีก 4 เชือก ดูคล้ายจะเอาหลังหนุน หรือ “ค้ำ”
องค์เจดีย์ไว้ ลักษณะคล้ายวัดช้างล้อม จังหวัดสุโขทัย
และภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดยืนปางประทานอภัย
อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 19 ตรงกับสมัยสุโขทัยตอนปลาย
มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปปางประทานอภัยที่วัดราชธานี จังหวัดสุโขทัย
พระประธานเป็นปูนปั้นขนาดใหญ่ศิลปะเชียงแสน
ฝีมือสกุลช่างน่านที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งของเมืองน่าน




 ถนนเมืองน่านยามเย็น





วัดหัวข่วง ถ่ายจากมุมตรงพระธาตุช้างค้ำคะ


 



แล้วก็เดินต่อไปวัดภูมินทร์ เจอข่วงเมืองน่านก่อนคะ ข่วงเมืองเป็นบริเวณที่ไว้จัดกิจกรรมต่างๆ มีมาตั้งแต่โบราณแล้วหายไปช่วงนึงคะ ตอนนี้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง




วัดภูมินทร์


จุดเด่นของวัดนี้คือ เป็นวัดที่สร้างทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ดู
คล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาค 2 ตัว อาคารนี้เป็นทั้งพระอุโบสถ
พระวิหารและพระเจดีย์ประธาน โดยใช้อาคารในแนวตะวันออก-ตะวันตกเป็นพระวิหาร
และอาคารแนวเหนือ-ใต้ เป็นพระอุโบสถ
รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ในธนบัตรใบละ 1 บาท
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
ได้จำลองพระวิหารหลังนี้ไว้ด้วย


 




สามร้อยปีต่อมา วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช
เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี
จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ ภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม”
ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนาแต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคน
เมืองในสมัยนั้น


 


 จิตรกรรมฝาผนัง



ภาพนี้เหมือนจะเห็นกันบ่อย




 แถวนั้นจะมีร้านขายของว่างอยู่ใกล้ๆ เดินไปทางพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน เลยวัดหัวข่วงไปนิดตรงปั๊มเชลล์จะมีร้านนึงชื่อ


ร้านใจ๋เืมือง เป็นร้านที่สวยงามน่ารักบรรยากาศดีร้านนึงคะ


นมปั่นพระเจ้าจอร์ชถ้วยยักษ์ สามสิบห้าบาท กินคนเดียวไม่หมดแน่ๆๆ



 โคโค่่นัทมิลค์ ยี่สิบบาท



 ขนมปังไข่พิซซ่า ยี่สิบบาท กินไปแล้วสองคำถึงนึกได้ว่าลืมถ่าย



 บรรยากาศที่ร้านคะ



 นั่งตรงชั้นสองคะ มุมวีไอพี ฮ่าๆๆๆ



 บันไดขึ้นไปคะ




ชันมากระวังนะคะ


 



 บรรยากาศชั้นสอง




น้ำตกรมรื่นมาก


 



 ฟากตรงข้ามมุนถนนกับภาพศิลปะริมทาง



จบแล้วคะ ทริปเมืองน่านครึ่งวัน Smiley


ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม เว็บการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคะ ที่จริงเมืองน่านยังมีที่ท่องเที่ยวอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นวัดหรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แล้วไปเที่ยวกันเยอะๆนะคะ แล้วจะติดใจ อิอิ







 

Create Date : 28 ตุลาคม 2552    
Last Update : 28 ตุลาคม 2552 22:36:47 น.
Counter : 785 Pageviews.  

แอ่วเจียงใหม่ ไหว้ครูบา พักบนดอย ไหว้พระธาตุ ไปหาแพนด้า

   พอสอบปลายภาคอันแสนทรหดเสร็จปุ๊บ ครอบครัวก็เลยจัดการพาไปเที่ยวเชียงใหม่ ให้หายเครียดกันไป ตอนแรกบอกให้หาไปสถานที่ประวัติศาสตร์ ไม่ได้ไปตั้งนานละอย่างเช่นวัดเจดีย์หลวงงี้ แต่ก็ไม่ได้ไป เพราะเนื่องจากเรีบกลับ ฮ่าๆๆ
   งานนี้ขับรถไปเองคะ ไปถึงเชียงใหม่ห้าโมงเย็นคะ พอเห็นเชียงใหม่แล้วคิดถึงจังเลยเมื่อก่อนไปเชียงใหม่ทุกปี ปีละหลายครั้งเลย แต่ตั้งแต่มาเรียนกรุงเทพ มอสี่จนบัดนี้ปีสามไม่ได้ไปเลย กี่ปีเนี๊ย หกปีสินะ เอิ้กกกกกกกก
   ก่อนอื่นไปไหว้ครูบาศรีวิไชยก่อนคะ



ที่ขายดอกไม้คะเยอะมากๆเลย พอเราเดินไปเค้าก็จะเอาดอกไม้มายื่นๆ แบบมาซื้อชั้นน่ะไรงี้อ่ะคะ


ขนาดเป็นวันจันทร์ตอนเย็น คนยังเยอะเลยคะ

ไหว้เสร็จก็ไปหาของกินที่กาดสวนแก้ว ไม่ได้ไปนานแบบดูเก่าลงมากๆเลยน่ะคะ เวลาล่วงเลยมานานแล้วนี่เนอะ แบบลิฟต์ตรงลานจอดรถน่ากลัวมาก
ท้องอิ่มก็เข้าที่พักคะ งานนี้พักที่กองร้อยตำรวจตระเวณชายแดน อยู่หลังตำหนักภูพิงค์พระราชนิเวศน์เลยคะ อยู่ตรงทางขึ้นดอยตุงไปสามโลเองคะ แต่จากตีนดอยสุเทพก็ขึ้นไปไกลพอสมควรเลยคะ

ปกติที่นี่เป็นเรือนรับรองผู้บัญชาการที่ตามเสด็จมาพระตำหนักน่ะคะ นอกเหนือจากนี้ก็เปิดให้เป็นที่พักสำหรับข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงบุคคลทั่วไป ที่นี่ราคาถูกคุณภาพดีคะ ห้องวีไอพี ถ้าเป็นครอบครัวตำรวจก็ 400 บาทต่อคืนคะ ถ้าบุคคลทั่วไปก็ 600 มีอาหารเช้าให้ด้วยคะ ถ้ามาเป็นคณะก็มีห้องรวม หรือมีเต๊นท์ให้คะ แล้วแต่จะเช่าแบบไหนก็ได้ อากาศที่นี่ตอนกลางคืนเย๊นเย็นเลยคะ เช้ามาอากาศดีมากกกกคะ

บรรยากาศยามเช้าพร้อมกาแฟร้อนๆ
  ใครสนใจไปพักกับครอบครัวหรือคนรู้ใจในวันหยุด ก็สอบถามราคาได้ที่เบอร์ 086-9213420 ดต. สุพจน์ ธรรมะสอน เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่นั่นคะ

เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นแต่เช้าเพื่อมาไหว้พระธาตุดอยสุเทพคะ ก่อนอื่นก็ต้องขึ้นรถรางไฟฟ้า


ขึ้นที่นี่เลยคะ
หรือใครอึดนักจะขึ้นบันไดก็ได้นะคะ แต่เผอิญบิ๊วมากับพ่อแม่ เลยเอาสะดวกท่านดีกว่า


ราคายี่สิบบัตร บัตรหน้าตาเป็นงี้คะ


บรรยากาศ จากหน้าต่างลิฟท์


หน้าตาเป็นงี้คะ ภายนอกลิฟท์นะ





พอไหว้พระธาตุเสร็จก็เจอร้านขยกางเกงแม้วเต็มไปหมดคะ ตรงที่จอดรถน่ะ เลยซื้อมาตัวนึงใส่สบายมากๆเลย อยากได้สักสิบตัวฮ่าๆๆๆ
เสร็จจากนี่ก้อเลี้ยวเข้าสวนสัตว์เชียงใหม่เลยคะ แล้วซื้อบัตร zoo Aquarium ซื้อบัตรหน้าสวนสัตว์ผู้ใหญ่คนละ ๒๕๐ บาทคะ แอบแพงนะเนี๊ย
 แล้วก็จะมีรถมารับหน้าสวนสัตว์คะ


หน้าตารถเป็นงี้คะ
แล้วเราก็ไปถึงซู อควาเรียม



แล้วก็เจอสัตว์น้ำหน้าตาต่างๆ






มีปลาสวยๆแปลกๆเพียบเลยคะ แต่ครั้งนี้ไปเจอแจ๊คพอต เด็กประถมมาทัศนศึกษากันเยอะ จนปวดหัวไปหมดสงสัยคนเยอะแล้ว แย่งอากาศกันหายใจโดยเฉพาะตอนลอดอุโมงค์น่ะ แล้วเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวกันไปหมด อยากจับปลามาปิ้งกินบ้างไรงี้ อาจารย์ก็ใช่ว่าจะปรามนะ หยุดถ่ายรูปอีกต่างหาก ทำให้เราต้องหยุดไปกับเค้าด้วยเพราะเล่นตั้งท่าขวางทางเดินหมด รู้สึกไม่คุ้มๆๆๆ

ว่าแล้วแก้เซ็งโดยการไปหาหมีดีกว่า ฮ่าๆๆ เดินลงข้างล่างนิดเดียวเองคะ
ค่าดูหมีผู้ใหญ่คนละ๕๐ จ้า


แม่หลินฮุ่ย


พ่อช่วงช่วง


ลูกน้อยหลินปิง
  เมื่อวานดูช่องสามรายการนาวิเกเตอร์ของพี่ติ๊ก สัมภาษณ์ฝรั่งคนนึงเค้าบอกว่าคนไทยเห่อแพนด้ามาก ทั้งๆที่ไม่ใช่สัตว์ของไทย น่าจะไปดูสนใจสัตว์ไทยดีกว่า ทำให้มันสมดุลๆกันหน่อย ซึ่งก็คิดว่าจริงนะคะ ตอนนี้สวนสัตว์เชียงใหม่มีโครงการใหม่ "แพนด้าน้อยช่วยช้างไทย" สนใจเข้าไปชมที่เว็บสวนสัตว์เชียงใหม่ได้คะ
 ใครอยากชม สวนสัตว์อย่างรอบด้านก็มีรถรางเดียวหรือโมโนเรล ให้บริการคะ ครั้งละ๗๐ บาทจ้า

ตอนเด็กๆมาจนเบื่อแล้วเลย ไม่คิดจะดูสัตว์อื่น บวกขี้เกียจเดินด้วยฮ่าๆๆ
เลยดูสัตว์ใกล้ๆแพนด้าไปก่อน ในขณะรอรถกลับ


ขอบคุนที่ติดตามชมคะ


Smiley




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2552    
Last Update : 25 ตุลาคม 2552 16:44:01 น.
Counter : 623 Pageviews.  

ทริปประวัติศาสตร์กับภาควิชาประวัติศาสตร์ ตอนภูทับเบิก ภูหินร่องกล้า อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

วันที่สองตื่นมาเจ็ดโมงเช้าเตรียมตัวเพื่อการท่องเที่ยวที่สมบุกสมบันของวันนี้
อาหารที่เขาค้อรีสอร์ทอร่อยมากกก ตอนเช้ามีข้าวต้มกับขนมปังปิ้งให้เลือกกิน แต่บิ๊ววฟาดเรียบทั้งสองอย่างคะ ฮ่าๆๆ
วันนี้ไปภูหินร่องกล้าคะ
วันนี้ไป ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ผาชูธง พิพิธภัณฑ์การสู้รบ โรงเรียนการเมืองการทหาร


ภูทับเบิก
ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เดิมเป็นสมรภูมิสู้รบ ในภูทับเบิก มีภูลมโล ซึ่งเป็นภูเขาสูงที่สุดในอุทยานฯ ความสูง 1,614 ม. จากระดับน้ำทะเล ท้าทายนักเดินป่าผจญภัยยิ่งนัก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและหนาว จากจุดชมวิวธารพายุ ซึ่งอยู่ใกล้หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บ้านทับเบิก สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ห่มคลุมผืนป่าดิบเชิงภูลมโลได้ชัดเจน นับเป็นจุดชมทะเลหมอกซึ่งดีที่สุดแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือตอนล่าง จนได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน Unseen Natures and Wonders
นอนทับเบิก สัมผัสความหนาว ดูดาวบนดิน เป็นวลีที่รวบรวมจุดเด่นของ ภูทับเบิกมาอย่างลงตัว
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือที่ ภูทับเบิก จะมีแปลงกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปกคลุมไปทั้งขุนเขา ยามกลางคืนนักท่องเที่ยวที่ค้างแรมบนภูทับเบิก สามารถชมดาวฟ้า และดูดาวดิน ได้อย่างชัดเจน
** ดาวดิน หมายถึง แสงไฟจากบ้านเรือน ที่จะระยิบระยับเป็นจุดเล็ก ๆ ตอนกลางคืน เมื่อมองจากยอดดอย
รีวิว สวยมากคะเห็นวิวของเทือกเขาต้นไม้ และถนนที่ตัดตามภูเขา ที่คดโค้ง ตอนเดินขึ้นไปนี่เหนื่อยมาก ลงมาก็เกือบจะลื่น อิอิ ได้เห็นชีวิตของชาวเขา บิ๊วไปอุดหนุนกระเป๋าด้วยสวยดีคะ
ที่สอง
สถานที่ทางประวัติศาสตร์ของการสู้รบระหว่างกองพันแห่งชาติกับคอมมิวนิสต์
รีวิว ดูขลังดีคะ มีบ้านพักต่างๆที่เหล่า นักศึกษาใช้หลบพวกรัฐบาล


ดอกไม้สวยมากเลยเนอะ



วัดอะไรไม่ทราบคะ แต่สวยมากกก


อันนี้ที่โรงเรียนการเมืองคะ


รถถังเก่ามากกกกก

กังหันน้ำที่นักศึกษาวิศวะ ในสมัยนั้นทำขึ้นมาคะ

ลานหินแตกคะ เป็นหินที่แปลกดีคะ เดินไปด้วยก็เหมือนได้ยวดเท้าด้วย อิอิ

บ้านคุณจีรนันท์และคุณเสกสรรค์คะ นอกจากน้ยังมีโรงอาหาร คุกและที่หลบภัยต่างๆคะ ก่อนหน้านี้ไปผาชูธงมาด้วยคะ แตรูปมันไม่ค่อยสวย ก็เลยไม่ได้เอามาลงคะ

ลานหินแตกคะ เป็นหินที่แปลกเหมือนเดิม แต่อันนี้เดินลำบากกว่าหินปุ่มมากเดินไปเดินมากลัวรองเท้าผ้าใบเสียทรงมาก
หมดทริปวันนี้แล้วคะ แบบว่าดำมากๆเลยวันนี้ แดดร้อนน่าๆๆๆ

วันที่สาม วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วคะ มีแวะที่เดียวคือ อุทยานประวัติศาสตร์ ศรีเทพคะ

ตอนเช้าทุกวันจะมีชาวเขาเอาของมาขายที่หน้ารีสอร์ท ทั้งเสื้อผ้าของที่ระลึก และก็ผักผลไม้ต่างๆ ก็มีอาจารย์ นักศึกษา ซื้อกันบ้าง ส่วนบิ๊วก็ได้กางเกงมาคะ สวยดี ถูกด้วยร้อยกว่าบาทเอง

วันนี้แดดร้อนมากๆเลยคะ พอไปถึงศรีเทพนะ ทั้งๆที่กลางคืนอ่ะเย๊นเย็น



บรรยากาศยามเช้าที่เขาค้อรีสอร์ทคะ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ อุทยานมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพ เดิมมีชื่อว่า "เมืองอภัยสาลี" ถูกค้นพบเมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ และได้ทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า "เมืองศรีเทพ" เมื่อปี พ.ศ. 2447-2448 เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ที่ตั้งของเมืองอยู่ในชุมทาง ที่สามารถติดต่อกับภาคอื่น ๆ ได้สะดวก ดังนั้นจึงได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียง มาผสมผสาน เช่น ศิลปะทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น เมืองศรีเทพสร้างขึ้นในยุคของขอมเรืองอำนาจ ซึ่งคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี โดยดูจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม สันนิษฐานว่าเจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี 2543 2 รางวัลคือ รางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยมและรางวัลสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านอินเทอร์เน็ตดีเด่น





ปรางค์สองพี่น้องคะ

เขาคลังนอกคะ เขาคลังในไม่ได้ ถ่ายแบบรวมมาคะเลยไม่ได้เอาลงไว้

การมาเที่ยวครั้งนี้ สนุกดีคะ แม้จะร้อนไปหน่อยได้ความรู้ประวัติศาสตร์กลับไปเพียบเลยคะ ต้องขอขอบคุณคณาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากรทุกท่านที่จัดทริปดีๆนี้ ทริปหน้าไปพลาดแน่คะ อิอิ
ข้อมูลเพิ่มเติม //www.khaoko.com/
และ วิกิพีเดีย คะ




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2552    
Last Update : 25 ตุลาคม 2552 18:10:27 น.
Counter : 1693 Pageviews.  

ทริปประวัติศาสตร์กับภาควิชาประวัติศาสตร์ ตอน เขาค้อ

ออกเดินทางจากมอศิลปากร ทับแก้วตอนหกโมงเช้าคะ ไปถึงเขาค้อประมาณเที่ยงคะ แล้วเปลี่ยนรถเป็นรสองแถวขึ้นเขาค้อ

ที่แรก
พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก อยู่บนเขาค้อ ทางหลวงหมายเลข 2196
อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเขาค้อไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร
สร้างน้อมกล้าถวาย เพื่อเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2539 ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปให้ประชาชน
ได้สักการะบูชา ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากศรีลังกา

รีวิวคะ เนื่องจากเคยไปมาแล้วตอนเด็กๆหลายครั้ง ก็เลยรู้สึกเฉยๆ มาคราวนี้ก็เลยไล่ตีระฆังให้หมด แต่ก็ไม่หมดสักที ฮ่าๆๆๆ



ที่สอง
พระตำหนักเขาค้อ ตั้งอยู่บนเขาย่า เป็นอาคารคอนกรีตครึ่งวงกลม มี
ทั้งหมด 15 ห้อง รูปทรงแปลกตาไปจากพระตำหนักอื่น สามารถขออนุญาต
เจ้าหน้าที่เข้าชมบริเวณโดยรอบพระตำหนักได้ บริเวณใกล้กันมีบ้านพักทหารม้า
ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวพักค้างแรมได้ มีร้านค้าสวัสดิการตั้งอยู่ นอกจากนี้ยังมี
เส้นทางเดินขึ้นยอดเขาย่าที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เขาค้อโดยรอบได้สวยงาม
รีวิว บรรยากาศเงียบมากเลยคะ อาจจะเป็นเพราะมาช่วงโลวซีซั่นดอกไม้ ต้นไม้สวยดีคะ


ที่สาม
หอสมุดนานชาติเขาค้อ ตั้งอยุ่บนเขาค้อ ที่บ้านกองเี่นียม เป็นหอสมุด
ขนาดใหญ่ ออกแบบเป็นรูปเพชรคว่ำ สร้างด้วยกระจกสะท้อนแสง ภายในเก็บรักษา
หนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ในเดือนธันวาคมของทุกปี
จะมีการจัดงาน "วันนัดพบเอกคัครราชทูต ณ เขาค้อ" โดยเชิญเอกอัครราชทูต
จากประเทศต่างๆ มาร่วมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของจังหวัด การเดินทาง
จากสี่แยกสะเดาะพงษ์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 2196 ประมาณ 2 กิโลเมตร
จะเห็นทางเข้าหอสมุด ให้เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 500 เมตร
รีวิว มีสวนที่สวยมากกกก หยั่งกับอยู่เมืองนอกเลยคะ ถ้ามาหน้าหนาวนี่คงเป็นเมืองนอกแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ ดอกไม้สวยมากเลยคะ


ที่สี่
ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ) ตั้งอยู่บนเขาค้อ เลยกิโลเมตรที่ 28
ทางหลวงหมายเลข 2196 ไปเล็กน้อย แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2323
ไปประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นจุดหนึ่งที่เห็นทิวทัศน์สวยงามและเคยเป็นฐานสำคัญ
ทางยุทธศาสตร์ในอดีต ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธ จัดแสดงปืนใหญ่ ซากรถถึง
และอาวุธที่ใช้สู้รบกันบนเขาค้อ มีห้องบรรยายสรุปแก่ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะ เปิดให้เข้าชมทุกวัน
รีวิว ที่นี่ก็ตื่นเต้นดีคะ ได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มากมายเลย


และสุดท้ายเราก็เดินทางมายังที่พักหรือเขาค้อรีสอร์ท พวกบิ๊วกับเพื่อนพากันพักที่บ้านทรงไทยคะ บรรยากาศที่นี้สวยมากๆเลยคะ อาหารก็อร่อย คนก็ใจดึ อิอิ


อ่อ วันนี้มีเด็กชาวเขามาขายดอกไม้ไม่รู้เหมือนกันว่าดอกอะไร เค้าเอามาเสียบกับไม้ทำเป็นช่อขายยี่วิบบาทคะ บิ๊วก้อเลยช่วยซื้อให้น้องเค้า แบบว่าเก็บเป็นเดือนๆก็ยังไม่เหี่ยวเลย สียังสดอยู่เลย


ข้อมูลเพิ่มเติมจาก //www.tourkhaokor.com/




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2552    
Last Update : 25 ตุลาคม 2552 18:07:27 น.
Counter : 1585 Pageviews.  


biyuchan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add biyuchan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.