สองคนที่เดินทาง (วันที่ 2)
ไปเรื่อย เรื่อย เลย ...

วันนี้ ฉันตื่นเช้ามากทั้งๆที่เมื่อวาน เพลียสุดๆ ฉันตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า
อากาศ ดีมาก ฉันออกไปขี่จักรยาน แค่แถวบ้าน หมอกก็ลงหนา ซะจนมองไปไกลๆไม่เห็น ฉันขี่ไปเรื่อยๆ สูดดมอากาศที่ไม่ได้เจอแบบนี้มานาน ใบหน้าที่ปะทะกับลมเย็นๆ หมอกบางๆ แอบมีความชื้นมาโดนที่หน้า .... สดชื่น ชะมัด ^ ^

ขี่ไปได้สักพัก เริ่มไกลจากบ้านขึ้นเรื่อยๆ หมอกเริ่มหายเรื่อยๆ แสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่องแรงขึ้น แรงขึ้น จากใบหน้าเย็นๆเพราะ หมอก กลายเป็นใบหน้าเปียกๆเพราะเม็ดเหงื่อ .... หอบ รีบขี่กลับบ้าน อย่างหอบ

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบแปดโมงเช้าที่บ้านชั้น คุณน้า คุณลุง ออกไปทำงานหมดแล้วเหลือแต่คุณป้า ที่อยู่คอยดูแลบ้าน ขากลับฉันแวะซื้อ ข้าวเปียกกลับมา เป็นอาหารเช้า

ข้าวเปียกที่จ.เลย จะคล้ายๆก๋วยจั๊บญวณ อันที่จริงก็เหมือนๆกันเลย อร่อยกินกับปาท่องโก๋ กรอบๆ อร่อยดี

เพื่อนของฉันก็ยังคงนอนอยู่ อย่างสบายอารมณ์ ฉันเปิดประตุเข้าไป และเตะเข้าไปเต็มที่ เพื่อนฉันโอดครวญว่า โอ๊ย!!ทำไมยังเช้าอยู่เลย ....

ถ้าอยากจะนอนไม่นอนที่บ้านวะ มาเที่ยวนะเฟ้ย !!!

v-v โดนปลุกด้วยความโหดระดับ สอง คือแค่เตะ และ ตะโกนใส่ ก็ทำให้เพื่อนฉันตื่นขึ้นมาได้ ภายในเวลาประมาณ 10 นาที ...เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน - - *

วันนี้เราต้องเริ่มวางแผน กันต่อแล้วว่าจะไปไหนดี เพราะ ญาติๆฉันไม่มีใครว่างพานำเที่ยวเลย แล้วมันก็จะน่าเบื่อมากถ้าจะกินๆ นอนๆ อยู่อย่างนี้

เราจึงตัดสินใจ ไปเริ่มต้นชิวๆ กันที่เชียงคาน ...

เราเริ่มเดินทางด้วยการนั่งรถ จากอ.วังสะพุง บ้านฉันไป ตัวอ.เมือง ที่ห่างไปประมาณ 20 กม.

ถึงแม้ฉันจะมีญาติที่จ.เลย และเคยมาจ.เลย คิดซะว่า ปีละครั้งได้ แต่ฉันก็ไม่เคยเดินทางในจ.เลย ด้วยรถโดยสารมาก่อน แต่ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี ฉันต้องทำเป็นว่ารู้ หุหุ ...

เอาเป็นว่า รถคันไหนไม่ว่าจะมาจากจังหวัดอะไร แต่ถ้าเขียนว่าไป จ.เลย ก็ไปเลย ละกัน...

เราขึ้นรถ อุดรธานี - เลย เพื่อจะเข้าไปที่ตัวเมือง ก่อนขึ้นก็ต้องถามเพื่อความแน่ใจว่า รถคันนี้มุ่งไปตัวอำเภอเมือง จ.เลย ไม่ใช่ อุดรธานีแน่นะ (แอบถามไม่ให้เพื่อนเห็นกลัวเสียฟอร์ม)...

นั่งรถประมาณ 20 นาที เราก็มาถึง บขส.ที่ตัวอ.เมือง ตอนกลางวันที่นี่ร้อนมาก อากาศดีๆตอนเช้า เริ่มหายไปจากความทรงจำ

ฉันโทรหาพี่ที่รู้จักกัน ว่าเค้าอยู่บ้านรึเปล่า อันที่จริงแค่อยากจะโทรหาเพื่ออยากจะเจอกันเฉยๆ เพราะไม่เจอกันมานาน แต่พี่ชายใจดี พอรู้ว่าน้องต้องระเห็จไปเชียงคานเอง อย่างไม่รู้ทิศทาง ก็อาสาจะไปส่ง ทันที .... ดีใจจัง ...

รอสักพัก พี่ชายก็มารับที่ ร้านกาแฟที่เรานั่งรอกัน เพื่อนฉันต้องคอยหาร้านกาแฟที่มี Wifi ตลอดเวลา เพราะเขาลงทุนแบกโน้ตบุคกับ external แสนหนัก มาด้วยเพราะ ว่าต้องมีการส่งงาน ตลอดเวลา ถ้าหากมีการสั่งให้ทำงาน .... น่าเห็นใจนะ แต่ถ้าคุณได้ มารู้จักกับเพื่อนฉัน หรือจะเรียกว่า มันก็ได้ จะรู้ได้ว่า สมน้ำหน้า

พี่ชาย กับชั้น ยังเฮฮา ตลอด ตลอด เราเล่นมุขเสื่อมๆ กันตลอดเวลา

พี่คนนี้ เป็นครีเอทีฟ ที่ผันตัวมาเดินตามฝันนักดนตรี ซึ่งเรารู้จักกัน ตอนที่ฉันก็ยังเป็นพนักงานบริษัทเดียวกัน บริษัทเราเป็น บริษัทออร์กาไนเซ่อ เป็นบริษัทที่เล็กๆ ทุกคนตลก สนุกสนาน เฮฮา ตั้งแต่ แม่บ้าน ยัน MD แต่ฉันก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมพวกเราถึงอยู่กับบริษัทนี้กันได้ไม่เกิน 2 ปีเราก็ต้องออกกัน แต่เราออกไปด้วยความทรงจำดีๆ มีการกลับไปรับทำงานด้วยกันบ่อยๆ แต่ถามว่าจะกลับไปทำประจำมั้ย คงไม่มีใครกลับไป ....

ฉันไม่รู้เหตุผลของคนอื่น แต่เหตุผลของฉันเอง คือ ฉันอยากเก็บทุกคนไว้ในความทรงจำที่ดี ดี อย่างนี้ตลอดไป เพราะ การทำงานสายนี้ เรียกได้ว่าทุกอย่างกดดัน และขึ้นอยู่กับลูกค้า ซะส่วนใหญ่ บางทีที่เรามีความเห็นไม่ตรงกัน ฉันไม่อยากเอาสิ่งนั้นมาทำให้ฉันเริ่มมอง คนเหล่านั้นเปลี่ยนไป
"ฉันอยากมีรอยยิ้มมากกว่าการโต้เถียง" นี่คือเหตุผลที่ฉันบอกกับทุกคนว่าทำไมถึงออกมา

ไร้สาระดีนะ แต่มันก็ทำให้ฉัน ยิ้มได้ และดีใจทุกครั้งที่ได้เจอคนเหล่านั้นอีกครั้ง

-------------------------------

เราออกเดินทาง จากตัวอำเภอเมือง เพื่อจะมุ่งหน้าไปเชียงคาน จำระยะห่างไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่านานสักพัก พี่ชาย พาแวะกิน ส้มตำร้านคุณป้าคนนึง ที่บ้าน นาอ้อ
อร่อยดี และพี่ชาย ฉันเองก็ ตั้งใจนำเสนอมากจัดมาให้เรา ซะชุดใหญ่ ฉันไม่อยากบอกว่า เราอิ่มกันมาแล้ว แต่ด้วยความตั้งใจน้องก็จะกินเต็มที่ ^ ^

ส่วนเพื่อนฉันไม่ต้องพูดถึง ขานั้น กินเผ็ดไม่ได้เลย แถมไม่กินปลาร้า กินเข้าไปคำแรก ก็ชะงัก และขอตัวจริงๆ ถึงมันจะเสียมารยาทก็ตาม

พอเราเริ่มกินไปได้สักพัด ความเร็วเริ่มช้าลง คือถ้า ฉันช้าลงคนเดียวก็ไม่เท่าไรแต่พี่ชายตัวดีของฉันกลับช้ากว่า ฉันเลยถามว่า ทำไมไม่กินต่อ เขาก็สารภาพว่าอิ่มมาแล้วเหมือนกัน แต่อยากพาน้องมากิน - -!!

เรานั่งสุมหัวคุยกันว่า ถ้าหาก สามจานที่เหลือ เราจะไม่กินมัน จะทำให้ป้าเกิดอาการ น้อยใจ จนถึงขั้นปิดกิจการกันไปเลยหรือไม่ เพราะ ตอนแกทำแกตั้งใจมาก บอกว่า ดีใจมากที่ พี่ชายพาเพื่อนๆมากิน แถม ตอนมาถึงฉันก็ดูตื่นเต้น และ เอ่ยปากไปว่า ป้าต้องตำอร่อยๆ ให้สมกับที่หนูมาไกลๆ ...เราคิดวิตกกันต่างๆนาๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องเอ่ยปากขอโทษ คุณป้า บอกว่ามันอร่อยมากจริงๆนะ แต่กินข้าวกันมาแล้ว ไว้รอบหน้า จะมาแก้ตัว Y_Y คุณป้ายิ้มและไม่ว่าอะไร บอกว่าไม่เป็นไรแค่มาก็ดีใจแล้ว ^ ^

เราสามคน เดินทางมุ่งหน้าสู่เชียงคาน ต่อไป เส้นทางไปเชียงคาน มีลักษณะ เป็นป่าอยุ่ 2 ข้างทาง จะมีบ้านคนบ้างก็เป็นระยะๆ หรือเมื่อผ่าน ตำบลใด ตำบล หนึ่งเท่านั้น เราผ่าน ทุ่ง นา ที่ยังไม่แตกรวงแต่ก็สวย สุดลูกหูลูกตา ....แต่ท้องไส้ ของฉันที่ปั่นป่วนเพราะ ฤทธิ์ ของส้มตำ สามครก ที่รสชาติจัดจ้าน มันก็มาทิ่มแทง อยู่ที่หน้าด่าน

เอ่อ พี่คะ...เอ่อ...ขับเร็วกว่านี้ดีมั้ย จะอีกนานมั้ยกว่าเราจะถึง

พี่ฉันหันมาตอบด้วยความจริงใจว่า อีกสักพักใหญ่ๆ และถามกลับว่า มึงปวดขี้ใช่มั้ย !!! ... ก็ใช่สิวะ จะมีปั๊มมั้ยเนี่ย แล้วก็ขับให้มันเร็วๆด้วย

พี่ฉัน กับเพื่อนฉันต่างขำแล้วบอกว่าอดทนอีกนิดนะ ตรงนี้ไม่มีปั๊มหรอก แล้วที่ขับช้าเพราะ อยากให้เสพย์บรรยากาศกัน ....โถ พ่อคุณ...ช่างหวังดี - -

แต่ตอนนี้ช่วยเร่งหน่อยนะจะไม่ไหวแล้ว ....
ฮู่ว!! ในที่สุดก็เจอปั๊ม .... สวรรค์ทรงโปรด ^ ^

เรากลับมาเริ่มออกเดินทางต่อ ฉันบอกว่าขับช้าได้แล้ว ฉันอนุญาติ


ชีวิตเนิบช้า ที่เชียงคาน ....

เรามาถึงเชียงคาน สี่โมงเย็น แล้วเราจึงควรต้องรีบหาห้องพัก ที่เชียงคานเกสท์เฮาส์ เยอะมากแต่ มีหลากหลายอารมณ์ ตั้งแต่น่ารักเก๋ไก๋ ไฮโซ หรูหรา หรือ พื้นบ้าน ธรรมดา

เราเดินลากกระเป๋า แบกเป้เลือกห้องพักเก๋ๆ ริมโขงกันก่อนเลย ฉันอยากนอนที่ เก๋ๆ ที่เค้าชอบลงใน หนังสือนำเที่ยว กัน แต่ถามส่วนใหญ่ก็เต็มกันหมด ก็อย่างว่านะ คนคงหนีมาเที่ยวกันเยอะ อยู่

แต่เราเดินมาเรื่อยๆ เราก็มาเจอ บ้านพัก เล็กๆน่ารักๆ ชื่อ เพลิน เพลิน ข้างในให้บรรยากาศอบอุ่น เต็มไปด้วย สินค้าที่ระลึกเก๋ ๆ เสื้อเชิ้ต สมุดทำมือ กระเป๋า แฮนเมด แต่ทุกอย่าง ทำเป็นลายม้าหมดเลย แต่ก็น่ารักดี ฉํนถามหาห้องว่าง ตอนนี้เหลือแค่ห้องเดียว ราคา 450 บาท นอนได้ 2 คน อืม ...ราคาน่าคบหา^ ^

เราไม่มีอคติกับการนอนด้วยกันอยู่แล้วเพราะ เราเรียกได้ว่า เป็นเพื่อนที่คงไม่มีโอกาสเกินเลยได้อีกแล้ว รู้ไส้รู้พุงกันมาหมด เราเลยตัดสินใจนอนที่นี่

เมื่อตกลงดังนั้นก็ขึ้นไปเก็บของ .... อืม ห้อง..เล็กมากอ่ะ คือมีเตียง ที่นอนได้สองคน และก็มีโต๊ะเล็กๆ นอกนั้นไม่มีอะไรแล้ว เพราะไม่มีพื้นที่แล้ว - - ...
แต่การจัดห้องต้องยอมรับว่าน่ารักดี สีสัน ลวดลายเก๋ไก๋ เหมือนในหนังสือนำเที่ยวเลย.... ฉันดีใจ ^^

ตอนเย็นกิจกรรม ที่เชียงคานคือเดิน บนถนนคนเดินที่รายล้อมไปด้วย ร้านค้าของที่ระลึก ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และ เขตก่อสร้าง !!!

พี่ชายชั้นบอกว่าตอนนี้ของขึ้นชื่อของเชียงคานคือ สถานที่ก่อสร้าง เพราะมันเยอะจริงๆ เนื่องจากมีนายทุน เริ่มเข้ามาจับจอง พื้นที่บ้านเก่าๆ ก็ถูกรื้อ เตรียมก่อสร้างเป็น เกสท์เฮ้าส์ หรือโรงแรมเก๋ๆ แต่ฉันว่า การทำแบบนี้ ทำให้กลิ่น ของเชียงคานกำลังเปลี่ยนไป ...

เชียงคาน ในความทรงจำของฉันเมื่อก่อนคือ กลิ่นไม้เก่า บ้านเก่า ริมน้ำโขง

เชียงคานตอนนี้ ก็ยังพอมีกลิ่นไม้ กลิ่นบ้าน กลิ่นคนเก่าๆ แต่มันจะมีกลิ่นปูน กลิ่นทราย กลิ่นไม้ วีว่าบอร์ด มาผสมผสานปนเปด้วยนี่สิ

เราเรียกมันว่าการพัฒนาสินะ .....

เราเดินวนจนครบรอบ แล้วก็มานั่งกินสุกี้กัน - - คือได้ข่าวว่าเมื่อคืนก็กินที่บ้านมาแล้ว วันนี้ก็จะมากินอีก แต่เอานะ เค้าว่ามันอร่อย ....

พี่ชายด่า พวกชั้นว่า เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ซื้อของฝากเลยหรอ ผ่านร้านเก๋ๆ เสื้อยืดเท่ๆ เขียนว่าเชียงคาน โน่น เชียงคานนี่ อะไรก็ไม่ซื้อ เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่สนับสนุนการท่องเที่ยวเล๊ยยย

ฉันตอบกลับไปว่า ไม่รู้สิ ฉันเป็นคนไปเที่ยวแต่ไม่ค่อยชอบซื้อ เสื้อ หรือ อะไรที่มันเขียนว่า ไปไหนมา ฉันรู้สึกว่า ทำไมต้องไปบอกคนอื่นด้วยว่าไปไหนมา แล้วสมมติ ฉันซื้อเสื้อเชียงคาน แล้วกลับไปใส่ที่บ้านมันจะทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่ที่เชียงคานหรอ !!! ฉันแค่คิดว่า ฉันไม่ชอบน่ะ (เป็นความคิดส่วนบุคคลมากๆๆนะคะ คนอื่นอาจจะโต้เถียงได้ แต่ฉันคิดแบบนี้จริงๆ)





พอค่ำๆ พี่ฉันขอตัวกลับก่อน เราจึงลากันไป ฉันกับเพื่อนกลับมาเดินบนถนน ที่รายล้อมไปด้วยของฝากแสนเก๋ แต่เราก็ไม่คิดที่จะแวะเข้าไปดูเลย เราเดินกันไปคุยกันไป จึงตัดสินใจไปเดินริมโขงดีกว่า

ริมโขงถึงแม้จะมืดๆ แต่ก็ได้บรรยากาศ ของความเป้นเชียงคาน ด้านขวาเป็น บ้านเรื่อนหรือเกสท์เฮาส์ ส่วนทางซ้ายก็ติดกับแม่น้ำโขง มองไกลออกไปอีกฝั่ง ก็เป็นประเทศลาว แล้ว... ได้ยินเสียงเพลง เสกโลโซ ลอยมาไกลถึงฝั่งไทย ^ ^

คืนนั้น ฉันซื้อ Smirnof มา 2 ขวด กินเบาๆที่สวนเล็กๆหลังเกสท์เฮ้าส์ ส่วนเพื่อนฉัน นั่งดูละคร - - ....

ฉันหยิบหนังสือ ที่ซื้อมานานมากแล้วแต่ไม่ได้อ่าน ขึ้นมา เป็นหนังสือ ที่ดังมาก เพราะ มันคือเรื่อง " สองเงาในเกาหลี " ของคุณทรงกลด บางยี่ขัน จำได้ว่าซื้อมาเพราะ กระแสเรื่อง กวน มึน โฮ

ยอมรับเลยว่าตัวฉันเองไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือ อะไรที่ดูแล้วจะโรแมนติกเท่าไร ฉันจะเป็นแฟน นิยายสืบสวนคินดะอิจิ หรือ หนังสือจำพวก อ่านแล้วงงๆหน่อย ของคุณปราบดาหยุ่น ซะมากกว่า หรือ อ่านแล้วเข้าใจชีวิต อย่างของคุณวินทร์ เลียววาริน หรือไม่ก็นิยายแปล พวก ลึกลับ สอบสวน เถือกๆนั้น

แต่ที่หนังสือเล่มนี้กลายมาเป็นสมบัติของฉันเป็นเพราะ ว่าฉันได้ดู หนังเรื่องกวน มึนโฮ ซึ่งก็น่ารักดี ตามประสาหนังรักแต่อาจไม่ใช่แนวที่ชอบนัก แต่พอรู้ว่าเป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากนังสือ ความน่าสนใจมันเพิ่มขึ้น ฉันอยากรู้ว่า ทำไมเรื่องราวที่เหมือนบังเอิญ แบบนี้มันเกิดขึ้นได้กันนะ ตอนนั้นฉันจึงซื้อหนงสือเล่มนี้มา

แต่ก็ อ่านไม่จบสักที .... ฉันชอบความโรแมนติกในตัวหนังสือ ที่คุณทรงกลดเขียนออกมา แต่ก็อีกนั่นแล่ะ ฉันมันคนแข็งกระด้าง อ่านไปสักพักก็เริ่มพบกับคำว่า เอ๊ะ !!! จิตใจที่ดำมืดของฉันมันก็บอกให้เลิกอ่าน เรามันคนที่กลัวความโรแมนติกเข้าไส้ แต่ไม่รู้ทำไมตอนที่รีบเก็บของเดินทาง ฉันจึงหยิบหนังสือ มาเพียงเล่มเดียว คือเล่มนี้ ...

ฉันนั่งอ่านต่อจากที่อ่านค้างไว้มานมนาน คิดว่าที่ยังไม่ได้อ่านน่าจะมี มากกว่า ครึ่งเล่ม อ่านไป จิบไป บรรยากาศดีๆ ฉันเข้าใจแล้วล่ะ ว่าความโรแมนติก ของคุณทรงกลด ไม่ได้ทำร้ายฉันอย่างที่ฉันเคยกลัว สักนิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าฉันอ่านจบโดย ที่ละครที่เพื่อนฉันดูก็ยังไม่จบ และ Smirnof 2 ขวดที่ซื้อมาก็ยังไม่หมด

ตอนนั้นเอง ทำให้ฉันรู้สึกอยากเขียนจดหมาย ไปพูดคุยกับผู้ชายที่ ชื่อทรงกลด บางยี่ขันจัง แต่ด้วยความอายว่า ทำไมแกเพิ่งอ่าน หนังสือเล่มนี้ล่ะ มันนานโขแล้วนะ แล้วด้วยความไม่รู้จะเริ่มยังไงดีว่าไม่เคยอ่านหนังสือของเขาเลย สักเล่ม จึงได้แต่มานั่ง เขียนลงสมุดบันทึกคนเดียวว่า

เมื่ออ่านหนังสื้อ เรื่อง สองเงาในเกาหลีจบ มันมีความรู้สึกเหมือนกับว่า ฉันที่เป็นเด็กหลังห้องไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป นั่งหลับอยู่หลังห้อง อยู่ๆ ก็มีเพื่อนที่ไม่ได้รู้จักกัน และไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้คุยกัน ปลุกให้ตื่นขึ้นมาเพื่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่ข้างๆ แล้วพบว่า สายรุ้ง สวยๆที่พาดผ่านบนขอบฟ้าโผล่ออกมาแล้ว ทั้งๆที่เมื่อกี้เราเห็นว่าฟ้าเป็นสีเทาๆอึมครึมๆ ชวนง่วงนอนและพาลไม่อยากจะทำอะไรตลอดเวลา ...นั่นมันแปลว่าฝนน่ะหยุดตกแล้ว และท้องฟ้าก็กลับมาสดใสอีกครั้งแล้วนะ .....


คืนนี้ เราขึ้นนอน กันประมาณ ห้าทุ่มหลังจากคิดโปรแกรมแล้วว่าพรุ่งนี้จะต้อง ขี่จักรยานไปดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ได้ เพื่อนฉันอาสานอน ที่พื้น เพราะถึงแม้เราจะเคยไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ถ้าต้องนอนเตียงเล็กๆ ที่มีผ้าห่มผืนเดียวแบบนี้ ก็อาจจะทำให้ฉันไม่สบายใจได้ แต่ฉันก็ยืนยันว่าฉัน สามารถนอนได้จริงๆ แต่เพื่อนฉันก็ดึงดันจะนอนที่พื้น

ผ้าห่มผืนเดียว หมอน สองใบ เตียงนอนที่อุ่น นุ่ม กับพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ ...

ด้วยความรักเพื่อน ฉันจึงตัดสินใจสละหมอนให้ 55555 ก็มันหนาวนิ ถ้าฉันให้ผ้าห่มฉันจะเอาอะไรห่ม ^ ^ แอบร้ายนิดๆ เอาน่าผู้ชายทนได้อยู่แล้ว มีหมอนไปกอดแล้วคงไม่หนาวเท่าไร ....

ฉันนอนคิดว่า ในเรื่องสองเงาในเกาหลี ทั่งคู่ไม่รู้จักกัน แลัวไม่ต้องรู้อะไรกันมากมายแต่ก็รู้สึกดีต่อกัน ... ฉันกับเพื่อนเรารู้จักกันมานาน เราเป็นเพื่อนรักกัน แต่บางที ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เค้ากระทำเท่าไร และบางทีฉันก็คิดว่าเค้าก็คงไม่เข้าใจในตัวฉันเท่าไร แต่เราก็ยังมีความรู้สึกดีต่อกัน...

แต่...แบบไหนดีกว่ากันนะ ระหว่าง อยู่ใกล้ๆกับคนที่รู้จักกันแต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่รู้กัน กับ อยู่ใกล้ๆกับคนที่ไม่รู้จักกัน แต่มีบางเรื่องที่กลับรู้กัน ซะงั้น - -*
......................................................................

คิดเยอะ เพลีย นอนดีกว่า ....



Create Date : 06 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2554 21:43:08 น.
Counter : 158 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

~HiPpOKreA~
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ถ้าบางทีการมีชีวิตอยู่ของคน คนหนึ่ง มันไม่ได้ทำร้ายใคร ... คนคนนั้นก็ไม่สมควร ถูกทำร้ายนะ ....

แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป !!!!