สวัสดีครับ ขณะนี้คุณได้หลวมตัวเข้ามาในบล๊อคของผมเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ผมมีนิยายสองเรื่องนะครับ รับชมได้ตามสบายครับ

sillfai
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sillfai's blog to your web]
Links
 

 

6 day war ฤาจะสิ้นชาติ หรือคงอยู่

1956 หลัง วิกฤติการณ์คลองสุเอซ   กองกำลังของสหประชาชาติ (UNEF) เข้าประจำการที่ซินายเพื่อให้แน่ใจว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามสัญญาสงบศึกในปี  1949 แม้จะมีการสนับสนุนอย่างท่วมท้น ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ แต่ อิสราเอลปฏิเสธที่จะให้มีกองกำลัง UNEF บนดินแดนของตน   


วันที่ ๑ เมษายน ๑๙๖๗ ปืนใหญ่ของซีเรียยิงถล่มรถแทร๊กเตอร์ในนิคมของชาวยิว จนต้องหยุดทำงาน แต่แล้วในวันที่ ๗ เมษายน ๑๙๖๗ รถแทร๊กเตอร์ที่ติดเกราะกันกระสุนก็กลับมาทำงานต่อ ฝ่ายซีเรียก็เปิดฉากยิงถล่มรถแทร๊กเตอร์ของอิสราเอลเหมือนเคย คราวนี้อิสราเอลส่งเครื่องบินรบ  โจมตีฐานปืนของซีเรีย ฝ่ายซีเรียก็ยิ่งยิงถล่มหนักขึ้นกว่าเดิม คราวนี้อิสราเอลจึงส่งเครื่องบินรบโจมตีที่ตั้งทางทหารของซีเรีย บริเวณที่ราบสูงโกลัน ตลอดแนวชายแดนยาว ๗๖ กม. รวมถึงบินไปโจมตีถึงกรุงดามัสกัส ทำให้เครื่องบิน MiG-21 ของซีเรียพังไป ๖ เครื่อง ไม่นับรวมรถถัง, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดของซีเรียอีกจำนวนมากที่ถูกทำลาย สหประชาชาติต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายยุติการปะทะก่อนจะกลายเป็นสงครามใหญ่ 



ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 1966, ซีเรียลงนามในข้อตกลงร่วมกันป้องกันกับอียิปต์

วันที่ 13 พฤศจิกายน 1966  PLO (องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์)  ได้ทำการโจมตี ทำให้ทหารของอิสราเอลสามนายเสียชีวิต   อิสราเอลตอบโต้ด้วยการ ส่งกองกำลัง(IDF) โจมตีเขตยึดครองเวสต์แบงก์  ซึ่งอิสราเอลเชื่อว่าเป็นฐานพักพิงให้กับ PLO  เหตุการณ์ในครั้ง  ทำให้ กษัตริย์ฮุสเซนแห่งจอร์แดน วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีอียิปต์นัสเซอร์  ถึงความล้มเหลวที่จะมาช่วยจอร์แดน” 


ประธานาธิบดีอียิปต์ นัสเซอร์


19 พฤษภาคม 1966 ประธานาธิปดีอิยิปต์นัสเซอร์เริ่มเสริมกำลังกองกำลังในคาบสมุทรไซนายใกล้ ชายแดนของอิสราเอล ก่อนจะขับไล่ UNEF ของสหประชาชิ ออกจากฉนวนกาซาและไซนาย  อิสราเอลประกาศย้ำคำที่เคยพูดไว้เมื่อปี 1957 การปิดช่องแคบใด ๆ จะถือว่าเป็นการเริ่มสงคราม  หรือเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการทำสงคราม



กองกำลังสหประชาชาติถอนกำลังจาก คาบสมุทรไซนาย

วันที่ 23 พฤษภาคม 1966   นัสเซอร์  ประธานาธิปอียิบต์ ไม่สนใจคำเตือน  ประกาศปิดช่องแคบสกัดกั้นการขนส่งของ อิสราเอล  อีก7วันต่อมา ในวันที่ 30 พ. ค 1966 จอร์แดนและอียิปต์ได้ลงนามในข้อตกลงการป้องกัน   วันรุ่งขึ้นตามคำเชิญของจอร์แดน กองทัพอิรักก็ส่งกองกำลังทหารเข้ามาในประเทศจอร์แดน   นี่เป็นสัญญาณไม่ดีสำหรับอิสราเอลเลย    ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นสูงมากขึ้นเรื่อยๆ สงครามใกล้จะมาถึงในทุกขณะ


ไม่เพียงแต่การปิดล้อมเท่านั้น  ที่บีบอิสราเอล  น้ำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสงคราม  น้ำก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ปี 1950  อิสราเอลผันน้ำจากแม่น้ำจอร์แดน (และทะเลกาลิลี) เพื่อการชลประทานในภาคตะวันตกและภาคใต้ของทะเลทราย  ในขณะที่ซีเรียเบี่ยงเบนน้ำจากแควในที่ราบสูงโกลานไปยังประเทศซีเรีย จอร์แดนและเลบานอน ซึ่งจะทำให้  น้ำเข้าถึงอิสราเอลลดลง ซึ่งทำให้ความขัดแย้งก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย  และในระหว่างปี  1966- 1967    การก่อการร้าย  ก็ได้เพิ่มสูงขึ้นตามพรมแดน ของอิสราเอลและซีเรีย เป็นผู้ให้การสนับสนุน  U Thant  เลขาสหประชาติในขณะนั้นได้ประณามซีเรีย  ว่าการกระทำเช่นนี้จะทำมาซึ่งอันตรายต่อความสงบสุข  สหประชาชาติพยามเข้ามาไกล่เกลี่ย  แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง



****
  U Thant  เลขาสหประชาติในขณะนั้น


อิสารเอลรู้แน่ชัดแล้วว่า  ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงสงคราม   สายลับจำนวนมากจึงถูกส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ต่างๆ  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม    ซึ่งสายลับอิสราเอลก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม  หนึ่งในนั้นได้เป็น  เป็นหัวหน้าที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของซีเรียด้วยซ้ำ   สายลับอิสราเอลสืบจนรู้หมดไส้หมดพุงถึงการเตรียมการของอาหรับ
  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำจะตัดสินผลแพ้ชนะในสงคราม

กองกำลังฝ่ายอาหรับ

อียิปต์มีทหาร ประมาณ 100,000-  160,000นาย ซึ่งตั้งมั่นอยู่ คาบสมุทร ไซนาย   หนึ่งในสามของพวกเขา เป็นทหารผ่านศึก  จากการแทรกแซงของอียิปต์ในสงครามกลางเมืองของเยเมน และอีกสามกองพันเป็นกองหนุน กองกำลังเหล่านี้มี   รถถัง 950คัน  APCs 1,100 และอื่น ๆอีกกว่า 1,000   ในขณะเดียวกันกองกำลังบางส่วนของอียิปต์ (ราว 15,000-20,000) ยังคงต่อสู้อยู่ในเยเมน  

กองทัพของซีเรียมีกองกำลังราว  75,000 ซึ่งวางกำลังตลอด แนวชายแดนของซีเรีย

ขณะที่กองทัพจอร์แดนมี ทหาร 55,000 และ รงถถัง 300 ตามแนวชายแดนจอร์แดน   แบ่งเป็น 250 M48 แพ็ตตัน 250 คัน ที่เหลือ เป็น M113 APCs   ซึ่งเป็นกองพันที่ฝึกอบรมขึ้นมาใหม่   พวกเขายังมี 12 กองพันทหารปืนใหญ่  81 มม. และปืนครก 120 มิลลิเมตร
ในปลายเดือนพฤษภาคม  เอกสารของจอร์แดนถูกตรวจพบโดยสายลับอิสราเอล  ซึ่งบันทึกแผนการโจมตีเมืองหลวงของอิสสรเอล    ภายใต้ ชื่อรหัสคือ "ปฏิบัติการ Khaled" จุดมุ่งหมายคือการสร้างสะพาน สำหรับกองกำลังหุ้มเกราะ ของจอร์แดน    รถถังของอิรัก100 คันและกองทหารราบที่ถูกส่งเข้ามาสนับสนุน  ถูกตระเตรียมใกล้ชายแดนของจอร์แดน  สองกองร้อยอากาศยาน, Hawker Hunters และ MIG 21ก็เตรียมพร้อม ที่ชายแดนของจอร์แดน




**********
M48 แพ็ตตัน



********
M113 APCs


****
Hawker Hunters



***********
MIG 21


วันที่ 2 มิถุนายน, จอร์แดนเรียกเจ้าหน้าที่กำลังสำรองทั้งหมดและผู้บัญชาการทหารฝั่งตะวันตกพบกับผู้นำชุมชนใน Ramallah เพื่อขอความช่วยเหลือและความร่วมมือสำหรับกองทหารของเขาในช่วงสงครามความเชื่อมั่นกับพวกเขาว่า "ในสามวันเราจะอยู่ใน เทลอาวีฟ" 
กองทัพอากาศอาหรับได้รับความช่วยเหลือโดยนักบินอาสาสมัครจากกองทัพอากาศปากีสถานทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นอิสระและโดยเครื่องบินที่มาจากลิเบีย  แอลจีเรีย โมร็อกโก คูเวตและซาอุดีอาระเบีย 

ทางด้านอิสราเอล
ก่อนสงคราม  นักบินอิสราเอลและลูกเรือพื้นดินได้รับการฝึกอบรมอย่างหนักในการ ซ่อมแซมจนไปจนถึงการติดอาวุธอย่างรวดเร็ว ให้กับเครื่องบินที่กลับมาจากการปฏิบัติงานทำให้เครื่องบินสามารถปินได้ถึงสี่ครั้งต่อวัน (เมื่อเทียบกับมาตรฐานในกองทัพอากาศอาหรับซึ่งทำได้หนึ่งหรือสองเที่ยวบินต่อวัน ) เรื่องนี้ทำให้แค่ เพียงวันแรก กองทัพอากาศอิสราเอล (IAF) เป็นฝ่ายได้ชัยต่อ กองทัพอากาศอียิปต์และตัดออกกองทัพอากาศของอิยิปต์ จากกองทัพอากาศอาหรับอื่นๆ   นักบินอิสราเอลได้รับการศึกษาเกี่ยวกับเป้าหมายของพวกเขาและถูกบังคับให้ต้องจดจำทุกรายละเอียดและซักซ้อมการดำเนินการหลายครั้งในหุ่นจำลองของรันเวย์ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความลับ


อียิปต์ได้สร้างแนวป้องกัน ที่ไซนาย การออกแบบเหล่านี้มีพื้นฐานอยู่บนสมมติฐานว่าการโจมตีของอิสราเอลจะมาตามถนนซึ่งมีพียงไม่กี่เส้น   มากกว่าผ่านจะภูมิประเทศทะเลทรายซึ่งผ่านไปได้ยาก แต่ทว่าอิสราเอลทำสิ่วที่ไม่มีใครคาดคิดพวกเขาเลือกที่จะไม่เสี่ยงต่อการป้องกันของอียิปต์ ทหาร IDFของอิสารเอล มีประสบการณ์ขับรถผ่านเนินทรายนุ่มใน  Negev และพบว่ายานพาหนะจะได้รับความคล่องแคล่วมากขึ้นในภูมิประเทศทะเลทรายถ้ายางถูกปล่อยลมออกบางส่วน   เป็นผลให้พวกเขาสามารถเลือกมุมทิศทางการโจมตี  ผ่านพื้นที่ชาวอียิปต์ซึ่งคาดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ซึ่งสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในวันที่เกิดสงคราม

เพื่อที่จะให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานของทหารอิสราเอลสูง  ในความร้อนของทะเลทราย   กองทัพอิสราเอลออกคำสั่งให้ทหารได้น้ำ1ลิตรของทุกชั่วโมงหรือมากกว่าต่อวัน เป็นผลให้ทหารสามารถที่จะรบได้ดีกว่าอียิปต์ศัตรูของพวกเขา


เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำสงครามกับซีเรีย, มอสสาด (หน่วยสืบราชการลับอิสราเอล) ได้ส่งสายลับ Elicohen  แทรกซึมเข้าไปใน รัฐบาลซีเรียที่เขาได้ใช้ตำแหน่งระดับสูงของเขาเพื่อให้ได้ความลับที่สำคัญ   และเขาแกล้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจทหารซีเรีย โดยสั่งให้ปลูกต้นไม้ โดยอ้างว่าทหารของซีเรียจะได้รับประโยชน์จากร่มเงาของต้นไม้    ต้นไม้เหล่านี้ถูกภายหลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องหมายการกำหนดเป้าหมายโดยอิสราเอล   หน่วยสืบราชการลับได้สืบถึงความลับ  เพื่อใช้กำหนดเส้นทางของการโจมตี โดยหลีกเลี่ยงกับดักรถถังที่วางไว้  ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับซีเรีย



*************
สายลับ  Elicohen

มอสสาดยังดำเนินการเฝ้าระวังเกี่ยวกับอียิปต์   มอสสาดเก็บข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน  ข้อมูลเหล่านี้บางครั้งก็ถูกใช้แบล็กเมล์เพื่อจะได้รับ การแจ้งข้อมูลใหม่ๆแก่ มอสสาด มอสสาดสืบไปจนถึงพฤติกรรมส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ และเพื่อนร่วมงานของพวกเขาอีกด้วย  หลังปฏิบัติการนี้ ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันมากในหมู่ทหารอียิปต์และนำไปสู่การฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่อาวุโส คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ได้รับการเปิดเผยในภายหลังว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับมอสสาดเลย 

ในช่วงต้นปี 1967 เครือข่ายสายลับอิสราเอลในอียิปต์ได้ตรวจพบการเตรียมการของ ประธานาธิปดีนัสเซอร์ของอียิปต์ สำหรับการทำสงครามกับอิสราเอลและข้อมูลอื่น ๆ    และเดือนพฤษภาคม   1967 มอสสาดก็สามารถที่จะแจ้งข้อมูลทั้งหมด    ซึ่งนำไปมอบแก่ผู้บัญชาการอิสราเอลซึ่งนำไปคำนวณ เวลาที่แม่นยำในการโจมตีฐานทัพอากาศของอียิปต์


ในการปฏิบัติการที่เรียกว่า "Operation Yated" อิสราเอลส่งผ่านข้อมูลที่เป็นเท็จไปยังอียิปต์ผ่านทางสายลับสองหน้า .ในปี 1950, สายลับอียิปต์ Refaat Al-Gammal ซึ่งสวมรอยเป็นชาวยิวเชื้อสายอียิปต์ ภายใต้ชื่อปลอมว่า Jacques Bitton แทรกซึมเข้าไปอยู่ในอิสราเอล   ในไม่ช้าเขาก็ถูกจับกุม  และเลือกเป็นสายลับสองหน้ามากกว่าที่จะใช้เวลาหลายสิบปีในคุก ในวันแห่งสงคราม Gamal ส่งข้อมูล”เท็จ”ไปยังประเทศอียิปต์ เขาบอกอียิปต์ว่าแผนของอิสราเอลจะเปิดการโจมตีทางภาคพื้น   นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ชาวอียิปต์นำเครื่องบินของพวกเขาออกไปที่โล่งบนรันเวย์ของฐานทัพอากาศซึ่งจะ ช่วยให้คนของอิสราเอลทำลายเครื่องบินเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย


กองทัพอิสราเอลมีทหารรวมถึงกองหนุนราว 264,000 นาย ซึ่งเกือบสามในสี่เป็นกองหนุนและทหารเกณฑ์หนึ่งในสี่ ในตอนเย็นของวันที่ 1 มิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล Moshe Dayan เรียกประชุมเปล่าเสนาธิการ ในตอนแรกนั้น  หัวหน้าเสนาธิการ Yitzhak Rabin ได้เสนอแผนจะยึดฉนวนกาซาและประชาชนเป็นตัวประกันจนกว่าอียิปต์ตกลงที่จะเปิดช่องแคบ Tiran   ในขณะที่ พลจัตวาYeshayahu Gavish มีเสนอแผนการที่ทำลายของ กองกำลังในอียิปต์ในไซนาย ซึ่งแผนนี้ได้รับการตอบรับ

  แม้ในขณะที่วางแผนสำหรับต่อสู้อยู่นั้น สังคมอิสราเอลก็เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม  พลเรือนอิสราเอลขุดสนามเพลาะสร้างปราการป้องกัน และการเตรียมการส่งเด็กๆอพยพไปยังยุโรป  14,000 เตียงของโรงพยาบาลได้รับการตระเตรียม ยาแก้พิษสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก๊าซพิษที่คาดว่าจะมาถึง   และเยอรมันบางคนบริจาค  หน้ากากป้องกันแก๊ส20,000   10,000 หลุมฝังศพถูกขุด ผู้พลัดถิ่นชาวยิวมีบทบาทสำคัญในการเตรียมพร้อมในครั้งนี้   อาสาสมัครเข้ามาในจำนวนมาก   มีการบริจาคขนาดใหญ่และกองทุนจากทั้งชาวยิวและชาวผู้ใจบุญซึ่งไม่ใช่ยิว  ชาวยิวในฝรั่งเศสแสดงความตั้งใจของพวกเขาที่จะบริจาคเลือด  บ้านอพยพสำหรับเด็กอิสราเอล  
ประชาชนทั่วไปต่างกังวลถึงสงครามที่กำลังจะมาถึง  หากครั้งนี้พวกเขาแพ้นั่นหมายถึงสิ้นชาติ
ตามคำบอกของศัตรูของพวกเขาว่า  จะลบอิสราเอลจากแผนที่โลก





*******************
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล Moshe Dayan 




**********
  หัวหน้าเสนาธิการ Yitzhak Rabin






*************************
ประชาชนอิสราเอลกำลังขุดสนามเพลาะ  เพื่อเตรียมรับสงคราม


ในที่สุด  สงครามก็ระเบิด ขึ้น  เมื่อวันที่ 5  มิถุนายน  ปี 1967

การเคลื่อนกำลังครั้งแรกและสำคัญที่สุด  ของอิสราเอลก็คือการทำลายกองทัพอากาศของอียิปต์
กองทัพอากาศอียิปต์ ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของกองทัพอากาศอาหรับซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินรบประมาณ 420 ลำซึ่งทั้งหมดทำในโซเวียต  เครื่องบินที่ดีที่สุดของพวกเขาคือMIG -21  ซึ่งเร่งความเร็วได้ ถึง 2มัค  ความกังวลที่สุดของอิสราเอลก็คือ Tu-16 "Badger"เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลาง  ซึ่งมีความสามารถในการก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อทหารและพลเรือนอิสราเอล   5 มิถุนายนเวลา 07:45 อิสราเอลเปิดไซเรนเตือนภัยดังขึ้นทั่วทุกมุมเมือง   อิสราเอล  เปิดปฏิบัติการ Operation Focus ( Moked ) เครื่องบินรบ ส่วนใหญ่ของอิสราเอลมุ่งหน้าออกไปทะเลเมดิเตอร์เรเนียนบินต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับเรดาร์ก่อนที่จะหันไปทางอียิปต์ ขณะที่ลำอื่น ๆ บินอยู่เหนือทะเลแดง

ในขณะที่โจมตีกำลังจะมาถึง   อียิปต์ขัดขวางการป้องกันตัวเองของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปิดระบบการป้องกันทางอากาศเพราะมีความกังวลว่า กองกำลังกบฏชาวอียิปต์จะยิง  เครื่องบินที่มี นายพล Abdel Hakim Amerโดยสารอยู่ ซึ่งกำลังเดินทางจาก al Maza ไป Bir Tamada เพื่อรับตำแหน่งผู้บัญชาการของทหารที่นั่น  

ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่นักบินอิสราเอลบินต่ำเพื่อหลบเรดาร์ จากตอนล่างเข้ามาในอียิปต์  แม้จะมี SA-2 ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศที่ทำในโซเวียตแต่ก็ไม่สามรถทำอะไรได้  ทหารอียิปต์ไม่สามารถยิงได้แม้แต่นัดเดียว  เพราะคำสั่งที่สั่งให้ปิดมัน


แม้ว่าเรดาร์จอร์แดนที่Ajloun จะตรวจพบคลื่นของอากาศยานใกล้อียิปต์และรายงานรหัสสำหรับ "สงคราม" แต่ทว่าการประสานงานกันของทั้งสองก็มีปัญหามาตั้งแต่เริ่ม  สิ่งเหล่านี้ทำให้อียิปต์พบกับความย่อยยับ  อิสราเอลยิงทิ้งระเบิดผสมกับการยิงเครื่องบินที่จอดบนพื้นดินได้ตามสบาย  อิสราเอลทิ้งระเบิด ที่สร้างมาเพื่อทำลายรันเวย์โดยเฉพาะ โดยระเบิดนี้พัฒนาร่วมกับฝรั่งเศสทำให้ เครื่องบินที่รอดจากการโจมตีไม่ก็สามารถที่จะขึ้นบินได้เพราะ รันเวย์ถูกทำลาย  ขณะที่สนามบินArish  ไม่ได้รับความเสียหายเพราะ อิสราเอลตั้งใจว่าจะใช้มันเป็นสนามบินเครื่องลำเลียงของพวกเขา 



***********************

ระเบิด ที่สร้างมาเพื่อทำลายรันเวย์

หลังจากที่เริ่มสงคราม อากาศยานที่รอดจาการโจมตีหนแรก  ก็ถูกทำลายจากโจมตีในครั้งต่อมา   ปฏิบัติการประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดและ การโจมตีทำลายเกองทัพอากาศอียิปต์เกือบทั้งหมด  ความสูญเสียของอิสราเอลไม่กี่เพียงลำเท่านั้น โดยเสียไปเมื่อเริ่มการหยุดโจมตี   อากาศยานอียิปต์ 338 ถูกทำลายและ และสูญเสียนักบิน ไป100คน 

เพียงวันแรก  อิสราเอลครองอากาศได้อย่างสมบรูณ์

ในบรรดาเครื่องบินอียิปต์ที่ถูกทำลายมี  เครื่องบินระเบิด Tu-16 30ลำ  เครื่องบินระเบิด Il-28 27-40 ลำ Su-7มัลติโรล กว่า 90ลำ  MiG-21s  MIG 19s , เครื่องบินขับไล่ MIG -17 และ  เครื่องบินขนส่งและเฮลิคอปเตอร์ 32ลำ นอกจากนี้ ก็มีสถานีเรดาห์  และ SAM  ที่ถูกทำลาย  อิสราเอลเสียหายไป 19 ลำ ถูก ทำลายในการรบทางอากาศ 2ลำ และ1ลำเป็น  โจมตีกันเอง ที่เหลือ ถูกทำลายด้วยระบบต่อต้านอากาศ ยานของอียิปต์



SA-2 ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศที่ทำในโซเวียต




Tu-16 "Badger"เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลาง



เครื่องบินทิ้งระเบิด Il-28



Su-7 เครื่องมัลติโรล  (ทำการรบได้หลายบทบาท)



MIG 19s

สรุปตัวเลขการสูญเสีย
อียิปต์ : 338 
ซีเรีย : 61 
จอร์แดน : 29 
อิรัก : 23
เลบานอน : 1 อากาศยาน
อิสราเอล   19 
คลื่นการโจมตีลูกแรก (เวลา07:45):    101 เที่ยวบิน  
ผลลัพท์   11 สนามบิน  197 เครื่องบินอียิปต์และ 8 เรดาร์สถานีถูกทำลาย  

คลื่นลูกที่สอง (เวลา 09:30): 164 เที่ยวบิน  
ผลลัพท์   16 สนามบิน    107 เครื่องบินอียิปต์ถูกทำลาย  เครื่องบิน2ลำของซีเรียถูกทำลายในการ dogfights

คลื่นลูกที่สาม (เวลา  12:15):    85 อียิปต์   จอร์แดน 48   ซีเรีย 67และฐานทัพอากาศในอิรัก







************
เครื่องบินที่ถูกทำลายในสงครามวันแรก



ที่ไซนาย, มีทหารอียิปต์ประจำการอยู่ ๗ กองพล ประกอบด้วย ๔ กองพลยานเกราะ, ๒ กองพลทหารราบ และหนึ่งกองพลทหารราบยานยนต์รวม ๑๐๐,๐๐๐ นาย รถถังราว ๙๐๐-๙๕๐ คัน ยังมีรถหุ้มเกราะลำเลียงพลอีก ๑,๑๐๐ คัน ปืนใหญ่อีก ๑,๐๐๐ กระบอก ทั้งหมดวางกำลังตั้งรับแนวลึก ตามหลักนิยมของโซเวียต ที่ให้ทหารราบคอยปะทะกับข้าศึกเป็นส่วนหน้า, หน่วยยานเกราะที่มีอำนาจการยิงสูงและไกลกว่าอยู่เบื้องหลังเป็นส่วนสนับสนุน


ในคืนก่อนที่สงครามกองกำลังของอิสราเอล ซึ่งประกอบไปด้วย ทหาร ๓ กองพล และรถถังอีก ๗๐๐ คัน รวมกำลังพลทั้งหมดราว ๗๐,๐๐๐ คน  ซึ่งพรางตัวเองและยังคงซ่อนอยู่ จนกว่าพวกเขาก้าวเข้าสู่สงคราม     อิสราเอลเชื่อว่าถ้า อียิปต์ประสบความล้มเหลว   ทหารสหประชาชาติที่เตรียมพร้อมอยู่ จะเคลื่อนที่เข้ามาเพื่อการดำเนินการหยุดยิง  (ก่อนหน้าสงคราม  โซเวียตซึ่งเป็นหนึ่งในห้าชาติสมาชิกถาวรได้ประกาศอยู่ข้างอาหรับ)  ดังนั้นอิสราเอลจึงต้องยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   ดังนั้น ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด  อิสราเอลต้องจัดการกับกองทัพที่ปิดช่องแคบให้ได้โดยเร็ว ก่อนที่กองกำลังสหประชาชาติจะเคลื่อนเข้ามาเพื่อสั่งให้หยุดยิง     เพราะต้องการความเร็ว ในตอนต้นการต่อสู้ใน  ไซไน  อิสราเอลจึงไม่มีการสนับสนุนทางอากาศเพราะ IAF  (กองทัพอากาศอิสราเอล )  ยังคงโจมตีกองทัพอากาศอียิปต์อยู่  ขณะที่กองเรือรบก็กำลังโจมตีป้อม Rafah / El Arish บริเวณใกล้ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 

ดังนั้น อิสราเอลจึงต้องสร้างความประหลาดใจให้กับอียิปต์ซึ่งประกอบไปด้วย  เวลาที่โจมตี (ซึ่งสอดคล้องพอดีกับตอนที่กองทัพอากาศโจมตี สนามบินของอียิปต์), สถานที่ (โจมตีผ่านภาคเหนือและภาคกลางของเส้นทางไซนาย  ซึ่งอียิปต์คาดการไว้ว่า อิสราเอลจะโจมตีทางเส้นทางเดิม เหมือนเมื่อปี  1956  ซึ่งตอนนั้น   อิสราเอล โจมตีผ่านเส้นทางภาคกลางและภาคใต้) และวิธีการ (ใช้รวมกองกำลัง โจมตีขนาบข้างมากกว่าชนกับกองกำลังที่ตั้งรับโดยตรง)
ซึ่งหลักการ โจมตีแบบสร้างความประหลาดใจนี้ยังคงยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน



เส้นทาง การรบที่ ฉนวนกาซาและคาบสมุทรไซนาย




พลตรี Tal


ตราอามร์หน่วยยานเกราะที่ 7


กองทัพอียิปต์มีจุดแข็งทางด้านหน้า   ซึ่งประกอบไปด้วยสนามเพลาะ  ซึ่งประกอบไปด้วยทหารราบติดอาวุธต่อต้านรถถังบังเกอร์เสริมและ รถถังและปืนใหญ่สนับสนุนที่พร้อมจะสนับสนุนทันที  วิธี แก้ปัญหา ก็คืออิสราเอลแทนที่จะโจมตีตำแหน่งอียิปต์ทางด้านหน้าตรงๆอิสราเอล โจมตีอียิปต์จากด้านปีก  กองทัพอิสราเอลภาคเหนือประกอบไปด้วยสามกลุ่มและมี พลตรี Talเป็นผู้บังคับบัญชา  ข้ามพรมแดนสองจุดตรงข้ามNahal Ozและทิศใต้ของ Khan Yunis. พวกเขาเดินทัพอย่างรวดเร็วเพื่อ  ยืดถือหลักสร้างความประหลาดใจ 
กองกำลังของ พลตรี Tal โจมตี "Gap Rafah" ซึ่งยึดเส้นทางยาวเจ็ดไมล์ที่สั้นที่สุดในสามของเส้นทางหลักที่ผ่านไปยัง ไซนาย    Qantaraและคลองสุเอซ  

อียิปต์มีสี่กองกำลังในพื้นที่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยป้อมปืน บังเกอร์ใต้ดินที่ซ่อนฐานปืนใหญ่ และสนามเพลาะ ภูมิประเทศซึ่งอิยิปต์ คาดการไว้ว่ายานเกราะไม่สามารถผ่านได้ เป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ   

กองทัพภาคเหนือ
พลตรี  Tal  ส่งกองพลที่ 7 Armored Brigade ภายใต้การนำของพันเอก Shmuel Gonen  รุก Khan Yunis จากทางทิศเหนือและ กองพลที่ 6th Armored Brigadeนำโดย พันเอก  Aviram บุกขึ้นทางทิศใต้   ทั้งสองกลุ่มจะเชื่อมโยงขึ้นและล้อมรอบ  Khan Yunis  ขณะที่พลร่มถูกส่งไปยึดRafah       ในเวลาไม่ถึง 4 ชม.   Khan Yunis ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟ ก็ถูกยึด   ทหารอียิปต์  บาดเจ็บ –ตาย   ราว 2000คน   สูญเสียรถถังไปราว 40 คัน


กองทัพอิสราเอลภาคกลาง

อิสราเอลกองพลยานเกราะ ที่ 38  ภายใต้การนำของ พลเอก Ariel Sharon โจมตี UM-Katef  ซึ่งเป็นปราการแน่นหนา  ที่ได้รับการปกป้องจากกองทหารราบที่ 2 อียิปต์ ซึ่งนำโดย พลเอก  Sa'adi Nagib มีทหารอยู่ในมือราวประมาณ 16,000 คน  นอกจากนั้น อียิปต์ยังมีกองกำลังของ  T-34-85 90คัน (ติดปืน 85 mm ), SU-100 tank destroyers (ติดปืน  100 mm )22คัน    

อิสราเอลมีกำลังคนจากประมาณ 14,000 คน รถถัง 150คัน  ประกอบไปด้วย  AMX-13 ติดปืน 90 mm  Centurions และ M50 Super Shermans (ดัดแปลงจาก M-4 Sherman). แผนของชารอนคือ ทหารอิสราเอลจะบุกจากสามทาง   ส่วนแรก จะทำการข้ามทะเลทราย ก่อนจะวกโจมตีจากทางเหนือ  ซึ่งอียิปต์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ พร้อมกันนั้นรถถังของเขามาจากทางตะวันตกจะประสานกันโจมตีกองกำลังอียิปต์จากสันเขา  และนอกจากนั้นส่วนที่สองนี้ยังมีหน้าที่   ป้องกันการสนับสนุนใดๆที่จะมาช่วยทหารอียิบต์ที่ UM-Katef อีกด้วย     ในขณะที่ส่วนที่สาม พลร่มเฮลิคอปเตอร์จะลงจอดหลังแนวอียิปต์และจัดการปืนใหญ่ของพวกเขา    เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวป้องกัน









************
T-34-85




**********
su -100




**********
amx 13


***********
Centurions 


***********
M50 Super Shermans




แนวการรบที่คาบสมุทร  ไซนาย วันที่ 7- 8


ในวันปฏิบัติการ เครื่องบินอิสราเอลทำการถล่มด้วยอาวุธนาๆชนิดได้ตามสบาย  ซึ่งในตอนนั้นครองอากาศเหนือไซนายได้แล้ว  ขณะที่  กองกำลังทหารเคลื่อนที่มาจากทางเหนือและทางตะวันตก  แม้มีการระดมยิงอย่างหนัก  และวางกับระเบิดเพื่อต่อต้านรถถัง   แต่รถถังอิสราเอลก็เจาะผ่านแนวมาได้ เมื่อยึดแนวมาได้แล้ว  อิสราเอลก็เคลื่อนปืนใหญ่เข้ามาบริเวณแนวเขื่อน ทุกหน่วยอยู่ในตำแหน่งของตัวเองเมื่อเวลาพลบค่ำ   ในเวลาเดียวกัน  พันเอกYekutiel  ก็เคลื่อนกำลังสำรอง  เข้ามาอยู่หลังแนวข้าศึก  ซึ่งในตอนนั้นอิยิปต์  มัวแต่สนใจการโจมตีอื่นๆจึงไม่มีใครตรวจเจอกองกำลังส่วนที่มาอยู่ในหลังแนวป้องกันเลย  

วันรุ่งขึ้น  เวลา 10.00  ปืนใหญ่อิสราเอลก็เริ่มยิง ถล่ม UM-Katef   รถถังก็เคลื่อนกำลังลงมาตีแนวป้องกันจากทางเหนือ ในขณะที่กำลังทหารราบก็เข้า เคลียร์แนวสนามเพลาะจากทางด้านปีก  กองกำลังพลร่มที่ไปอยู่หลังแนวป้องกันของอียิบต์ก็โจมตีปืนใหญ่  แม้ว่าจะไม่สามารถ เข้ายึดฐานปืนใหญ่ได้ แต่ก็ทำให้ปืนใหญ่อิยิปต์ไม่สามารถทำการสนับสนุนได้อย่างเต็มที่   แม้ว่าจะมีกำลังเสริมเข้ามาช่วย UM-Katef     แต่ก็เจอกับรถถัง  อิสราเอลที่ดักรอมาตั้งแต่แรก ผสมกับการโจมตีทางอากาศ  ทำให้กำลังเสริมอิยิปต์ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้   ในที่สุดเมื่อไร้ทั้งกำลังเสริม  และปืนใหญ่  แนวป้องกันที่ UM-Katef   ก็แตกพ่าย  จากนั้นจึงยึดอาบู-อากีล่าซึ่งเป็นชุมทางถนนซึ่งตัดผ่านแนวทะเลทราย ได้สำเร็จ   ทั้งหมดใช้เวลา 3 วันครึ่ง  ขณะอิสราเอลเสียคนไป  40  และได้รับบาดเจ็บราว 140 เท่านั้น

หลังยึด อาบู-อากีล่า ได้ สองกลุ่มกำลังสำรองพร้อมกับรถถัง 100คัน ที่นำโดยนายพลจัตวา Yoffe ที่แบ่งมาจากนายพลTal กองทัพภาคเหนือ และกองทัพภาคกลางของนายพล Sharonซึ่ งตอนนี้มาบรรจบกันแล้ว   ก็พบกับ กองกำลังอิยิปต์ซึ่งเตรียมตัวตีโต้  การต่อสู้ดำเนินไปถึงรุ่งเช้า  เมื่อ  เจอกับการโจมตีสนับสนุนทางอากาศ  และการตอบโต้อย่างหนัก  กองกำลังอิยิปต์ก็จำต้องถอยไปลิบนีบาลซึ่งอยู่ทางตะวันตก


************
นายพล  Ariel Sharon ในการรบที่  อาบู-อากีล่า

ทางด้านกองทัพภาคใต้   
เป็นหน้าที่ของกองพันยานเกราะที่ 8ซึ่งนำโดย Albert Mandler   โจมตีแนวป้องกันที่ Kuntillaทำให้ไม่กำลังส่วนนี้เข้าไปช่วยแนวป้องกันที่  Um –Katef ได้  ในที่สุดก็ยึด Kuntilla ได้

หลังการสูญเสียอาบู-อากีล่า ทำให้ท่านจอมพล อับเดล ฮาคิม อาเมอร์ รัฐมนตรีกลาโหม ค่อนข้างปริวิตก แม้ว่าหน่วยทหารบางหน่วยจะยังคงอยู่ในที่ตั้ง และยังไม่มีการปะทะกับทหารของอิสราเอล แต่ท่านจอมพล ก็สั่งการให้ทหารอียิปต์ทีเหลืออยู่ในไซนายถอนกำลังมาตั้งแนวรับใหม่ ทางฝั่งตะวันตกของคลองสุเอซ กองบัญชาการทหารสูงสุดของอิสราเอลตัดสินใจไม่ไล่ติดตามทหารอียิปต์ที่กำลังถอย แต่จะอ้อมไปดักที่ช่องเขาทางตะวันตกของซีนายที่เป็นทางผ่านสู่คลองสุเอซ  ซึ่งการถอนกำลังเป็นไปอย่างรีบเร่งอีกทั้งการตอบโต้ทหารอิสราเอล  ก็ไม่มีการประสานงานกัน  ทำให้มีครั้งหนึ่งทหารอิยิปต์ยิงปืนใหญ่ใส่พวกตัวเอง  แทนที่จะเป็นอิสราเอล

สองวันต่อมา, กองพลทั้งสามกองพลของอิสราเอล (กองพลของนายพลชารอนและของนายพล Tl ได้รับหน่วยยานเกราะเสริมอีก 1กรม) และเร่งรีบมุ่งไปทางตะวันตกแต่ก็มิสามารถปิดช่องเขาที่เป็นทางผ่านสู่คลองสุเอซได้หมด ทหารอียิปต์ส่วนใหญ่เล็ดลอดข้ามคลองสุเอซไปได้ แม้จะทิ้งอวุธยุทธโธปกรณ์ไว้อย่างมหาศาล  ในสี่วันหลังปฏิบัติการ, อิสราเอลสามารถเอาชนะกองทหารของอาหรับที่ใหญ่ที่สุด มีอาวุธยุทโธปกรณ์มากที่สุดได้ 

วันที่ 8 มิถุนายน, อิสราเอลสามารถยึดคาบสมุทรไซนายได้ทั้งหมด




แนวการรบที่เขต  เวสต์แบงก์ วันที่ 5-7



เวสต์แบงก์

ในตอนแรก  จอร์แดนยังลังเลที่จะเข้าสู่สงคราม  นัสเซอร์ใช้ความสับสนของชั่วโมงแรกของความขัดแย้ง โน้มน้าวให้กษัตริย์ฮุสเซนว่าเขาได้รับชัยชนะ   โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานก็คือเรดาร์ที่จออร์แดนตรวจพบในตอนแรกเป็นเครื่องบินอียิปต์ที่ไปโจมตีอิสราเอล (จริงๆเป็นฝูงบินของเครื่องบินอิสราเอลกลับมาจากการทิ้งระเบิดในประเทศอียิปต์)  หนึ่งในกองทหารประจำการอยู่ในจอร์แดนฝั่งตะวันตกถูกส่งไปยังเฮบบรอนในพื้นที่เพื่อ  สนธิกำลังกับกองทัพอียิปต์ 
จอร์แดน ตัดสินใจจะเข้าโจมตีทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน



ก่อนสงคราม, กำลังของจอร์แดนมี ๑๑ กรม ประกอบด้วยทหาร ๕๕,๐๐๐ นาย, รถถังรุ่นใหม่จากตะวันตก ในจำนวนนี้ ๙ กรม (ทหาร ๔๕,๐๐๐ นาย, รถถัง ๒๗๐ คัน, ปืนใหญ่ ๒๐๐ กระบอก) ประจำการอยู่ในเขตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน, ซึ่งรวมทั้งกรมยานเกราะที่ ๔๐ และกรมที่ ๒ ซึ่งอย่ในหุบเขาจอร์แดน กองทหาร Arab Legion เป็นทหารอาชีพ, มีอาวุธที่ทันสมัย และมีการฝึกที่ดี แต่ก็ยังตามหลังอิสราเอลอยู่ครึ่งก้าว กองทัพอากาศจอร์แดน มีเครื่องบินขับไล่ Hawker Hunter ของอังกฤษ เพียง ๒๔ เครื่อง ซึ่งมีสมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องบินขับไล่ Mirage III ที่ถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดของอิสราเอลในเวลานั้น.



******
Mirage III


ฝ่ายอิสราเอลมีทหารที่เตรียมรับมือทหารจอร์แดนจากเวสท์ แบงค์ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ นาย รถถัง ๒๐๐ คัน (๘ กรม)  สังกัดกองกำลังส่วนกลาง กำลังทหาร ๒ กรมประจำการอยู่ใกล้เยรูซาเล็ม ชื่อว่า กรมทหารเยรูซาเล็ม และกรมทหาร ฮาเรล (กรมทหารราบยานยนต์) กรมทหารพลร่มที่ ๕๕ ของนายพล มอร์เดซาย เกอร์ เตรียมพร้อมตรงแนวด้านซีนาย  กรมยานเกราะอีก ๑ กรมสำรองไว้ที่ Latrun  กรมยานเกราะที่ ๑๐ ประจำการอยู่ทางเหนือของเวสท์ แบงค์ กองบัญชาการภาคเหนือของอิสราเอล มีกำลัง ๑ กองพล (๓ กรม) บัญชาการโดยพลโท อีล๊าด เปเลด ประจำการอยู่ทางเหนือของเวสท์ แบงค์ ใน Jezreel Valley


แผนกลยุทธ์ IDF ก็คือการยังคงอยู่ในการป้องกัน   เพื่อรอดูสถานการณ์ การรบกับอียิปต์
ในเวลา 9:30  กระสุนปืนนัดแรกก็ดังขึ้น และการต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่จอร์แดนนำปืนครกขนาด 3 นิ้วและ ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง  และปืน 106mm  มาใช้   ภายใต้คำสั่งจากนายพล Narkis อิสราเอลตอบโต้เฉพาะกับกองกำลังเล็ก ๆ และหลีกเลี่ยงความเสียหายกับตัวเมืองและประชาชน   เวลา 10.00 น. วันที่ 5 มิถุนายน จอร์แดนนำปืน155 mm Long Tom  มาใช้   กระสุนไปในเขตชานเมืองของกรุงเทลอาวีฟและฐานทัพอากาศ



********
155 mm Long Tom


อิสราเอลสันนิษฐานว่า การโจมตีเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าจอร์แดนเอาด้วยกับอียิปต์  อิสราเอล ส่งข้อความไปยัง กษัตริย์ฮุสเซน  ว่าจะไม่ยุ่งกับจอร์แดน  หากจอร์แดนไม่โจมตีก่อน   กษัตริย์ฮุสเซนตอบกลับมาว่า “สายเกินไปแล้ว " 
เวลา  11:15,  ปืนครกจอร์แดนเริ่มระดมยิงใส่ เยรูซาเล็ม เป้าหมายตอนแรกเปลี่ยนเป็นจาก kibbutz Ramat Rachelทางใต้และภูเขา Scopus ทางเหนือ  เป็นยิงเข้าใส่ใจกลางเมืองและย่านที่อยู่ห่างไกล ค่ายทหาร การบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนอิสราเอลมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ตายและได้รับบาดเจ็บประมาณ 1,000 -900 อาคารได้รับความเสียหายรวมทั้งโรงพยาบาล Hadassah Ein Kerem 


เวลา 11:50 AM  เครื่องบิน Hawker Hunters ของจอร์แดน โจมตี  Netanya, Kfar Sirkin และ Kfar Saba, สังหารพลเรือนไป7 ราย  และทำลายเครื่องบินขนส่ง     Hawker Hunters  ของอิรัก 3 ลำ โจมตีค่ายผู้อพยพ ที่หุบเขา Jezreel , Tu-16 ของอิรัก   โจมตี  Afula  และทิ้งระเบิด ใส่สนามบิน Megiddo  แต่ไม่ถูกเป้าหมาย


ถึงตอนนี้  อิสราเอลรู้แล้วว่า  คู่ต่อสู้มีมากกว่า1นอกเหนือจากอิยิปต์
เวลา  00:30,  กองทัพอากาศอิสราเอล  ตอบโต้โดยการโจมตีฐานทัพอากาศ ของจอร์แดน  ในช่วงที่ Hawker Hunters กำลังเติมน้ำมันและติดตั้งอาวุธ  เครื่องบินอิสราเอลโจมตีสองระลอก  ทำลาย Hawker Hunters  เครื่องบินขนส่งหกลำและเฮลิคอปเตอร์สองลำ

นอกจากนั้น เครื่องบินอิสราเอลยังโจมตี กองทัพอากาศอิรักฐานในภาคตะวันตกของอิรัก  MiG-21s  mig -17, F6S Hunter, 3 และ Il-28 เครื่องบินทิ้งระเบิดถูกทำลาย ศุนย์ควบคุมเรดาร์ของจอร์แดนที่Ajloun ถูกทำลาย  Fouga Magister  ของอิสราเอล ก็ โจมตีกองพลที่ 40 ของจอร์แดนกับจรวดขณะที่มันเคลื่อนออกมาจากใต้สะพาน ที่Damiya   รถบรรทุกแบกกระสุน26คัน ถูกทำลาย ในเยรูซาเล็ม



******
Fouga Magister  ทำในฝรั่งเศส  (จริงๆจุดประสงค์ทำมาเพื่อเป็น บ.ฝึกบิน  )

การรุกกลับของอิสราเอล


ในระหว่างช่วงบ่ายของวันที่ 5 มิถุนายนอิสราเอลก็รุกกลับ โดยล้อมกรุงเยรูซาเล็มซึ่งกินเวลาเป็นวัน  พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่รถถัง และปืนครก   ตำแหน่งตรวจการณ์ ของจอร์แดน วางอยู่บนยอดอาคารสหพันธ์แรงงานซึ่งสูงที่สุดในกรุงเยรูซาเล็ม   อิสราเอลจึงย้ายกำลังไปทางทิศใต้ของกรุงเยรูซาเล็ม   ในขณะที่หน่วยยานเกราะและพลร่ม ล้อมรอบจากทางเหนือ   วันที่ ๖ มิถุนายน กำลังของอิสราเอลเข้าสู่ที่ตั้งตามแผนแล้วก็เข้าโจมตี กรมทหารพลร่มปะทะอย่างดุเดือดกับทหารจอร์แดนที่ Ammunition Hill สี่ชั่วโมงหลังการต่อสู้อย่างหนัก  อิสราเอลก็ขับไล่ทหารจอร์แดนออกไปได้ กรมทหารราบเยรูซาเล็มก็เข้าตีทหารจอร์แดนที่บริเวณป่า แถบ Latrun และยึดพื้นที่ได้ตอนรุ่งเช้า จากนั้นก็รุกต่อไปตามเส้นทางที่เชื่อมระหว่าง Beit Horon ไปยัง Ramallah  ทางด้านกรมทหารราบยานยนต์ 'ฮาเรล' ก็เข้าผลักดันกำลังของจอร์แดนที่อยู่ในเขตภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเยรูซาเล็ม ที่เชื่อมวิทยาเขต Mount Scopus ของมหาวิทยาลัยฮิบรู กับบริเวณตัวเมืองกรุงเยรูซาเล็ม  ตกเย็น, ทหารอิสราเอลก็ถึง Ramallah  เครื่องบินกองทัพอากาศอิสราเอลโจมตีกรมที่ ๖๐ ของจอร์แดน ที่กำลังเดินทางมาจาก Jericho เพื่อเสริมกำลังทหารฝ่ายตนในเยรูซาเล็ม 

ทางด้านเหนือ, กองพลของนายพล เปเลด ส่งทหาร ๑ กองพันไปหาข่าวการป้องกันของฝ่ายจอร์แดนในหุบเขาจอร์แดน (Jordan Valley)  กำลังอีกกรมเข้ายึดด้านตะวันตกของเวสท์ แบงค์ไว้ได้, กำลังอีกส่วนยึด Jenin ได้เช่นกัน กรมที่สามที่มีรถถังเบา AMX-13 ปะทะกับรถถังหนัก M48 Patton ของจอร์แดนอยู่ทางด้านตะวันออก

  




วันที่ ๗ มิถุนายน มีการสู้รบอย่างรุนแรง  กรมทหารพลร่มของนายพล เกอร์ รุกเข้าสู่เขตเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม มุ่งไปสู่ Lion's Gate เข้ายึดกำแพงตะวันตกและ Temple Mount ได้แต่ก็สูญเสียไปพอสมควร กรมทหารราบเยรูซาเล็มเข้ามาเสริมกำลังและรุกต่อเนื่องไปทางใต้ ยึด Judea, Gush Etzion และ Hebron ได้อีก กรมทหาร 'ฮาเรล' รุกคืบหน้าไปทางด้านตะวันออกจนถึงแม่น้ำจอร์แดน  

ทางด้านเวสท์ แบงค์ ทหารของนายพล เปเลด ยึด Nablus ได้ และร่วมกับกรมยานเกราะจาก บก.ส่วนกลาง สู้รบกับกำลังของจอร์แดนที่มีอาวุธดีกว่าแต่จำนวนพอๆ กัน

ก่อนที่สถานการณ์จะย่ำแย่ พระเอกก็ขี่ม้าขาวมาช่วย, กองทัพอากาศส่งเครื่องบินมาโจมตีทหารจอร์แดน จนในที่สุดทหารอิสราเอลชนะ แล้วก็ยึดหัวสะพานข้ามแม่น้ำจอร์แดนที่ฝ่ายจอร์แดนสร้างเอาไว้ ก่อนที่ทหารอิสราเอลจะรุกเข้าไปในดินแดนของจอร์แดนมากกว่านี้  แรงกดดันทางการเมืองจากอเมริกา  ก็มาถึงทำให้หยุดอยู่แค่นั้น

**************************************
ภาพพลเรือนในหลุมหลบภัย






แนวรบที่ราบสูงโกลาน ที่ซีเรียยึดครอง


ซีเรีย

จากรายงานเท็จของอียิปต์ว่าได้ชัยชนะ   ซีเรียดาดการณ์ว่าไม่นาน กองกำลังอียิปต์จะโจมตีเทลอาวีฟ ซีเรียจึงเข้าร่วมสงคราม ปืนใหญ่ซีเรียเริ่มยิงกระสุนใส่ภาคเหนือของอิสราเอลและเครื่องบินไอพ่นซีเรีย12ลำ โจมตีชุมชนอิสราเอลในแคว้นกาลิลี   แต่แล้ว เครื่องขับไล่อิสราเอลก็ปรากฏตัว  ขัดขวางเครื่องบินของซีเรียโดยยิงตกไปสาม ส่วนที่เหลือหนีไปได้

ในตอนเย็นของ วันที่ 5 มิถุนายน   กองทัพอากาศอิสราเอลก็โจมตี สนามบินซีเรีย  MIG 21s 32ลำ   MiG-15 23ลำ  MiG-17 และ Il-28,   สองในสามของเครื่องบินที่มีอยู่  ถูกทำลาย   เครื่องบินที่รอดจากการโจมตีถอยกลับไปฐานที่อยู่ห่างไกลโดยไม่มีบทบาทใด ๆ ต่อไปในสงครามที่ตามมา 

หลังจากที่การโจมตีซีเรีย เข้าใจว่าข่าวที่เคยได้ยินมาจากอียิปต์อาจจะไม่ได้เป็นความจริง
กำลังทหารของซีเรียบางส่วนพยายามเข้ายึดแหล่งน้ำที่ Tel Dan  แต่ทว่า  ด้วยความที่รถถังกระจัดกระจายกันไป ทำให้การติดต่อสื่อสารมีปัญหา  และเมื่อไร้ที่กำบัง  รถถัง  ก็กลายเป็นเป้าชั้นดีให้กับเครื่องบินอิสราเอล  รถถังซีเรียหลายคันจมลงสู่ก้นแม่น้ำจอร์แดน หลังพยายามข้ามน้ำมาโจมตีอิสราเอล ในที่สุด ผู้บัญชาการของซีเรียก็ล้มเลิกความคิดที่จะบุกเข้าโจมตีอิสราเอล หันมาใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มชุมชนชาวยิวในหุบเขา Hula 




***********
เด็กๆในหลุมหลบภัย


วันที่ ๗ และ ๘ มีการหารือกันในระหว่างผู้บัญชาการระดับสูงของอิสราเอลว่า จะจัดการกับที่ราบสูงโกลานอย่างไร  ในตอนแรก  แผนออกมาว่าจะโจมตีวันที่ 8 แต่ถูกเลื่อนออกไปเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเวลา 03:00 ของ วันที่ 9 มิถุนายน, ซีเรียขอหยุดยิง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้สี่ชั่วโมงต่อมา  เวลา 7.00 น.  ทางสภาก็มีคำสั่งให้เข้าไปจัดการกับซีเรีย 

แต่ทว่าการโจมตี  จะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก   ทางด้านตะวันตกของที่ราบสูงโกลัน ซึ่งจะต้องบุกขึ้นไป  ประกอบด้วยหินสูงชันสูง 500 เมตร (1,700 ฟุต) จากทะเลกาลิลีและแม่น้ำจอร์แดน และจากนั้นไป   ที่ราบสูงขึ้นจะค่อย ๆ ลาดขึ้น  (Dayan  รมต.ว่าการกระทรวงกลาโหม เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเสียทหารมากเกินไปจนไม่คุ้มค่า)

กองทัพซีเรียประกอบด้วยทหารประมาณ 75,000 แบ่งเป็น 9 กองพันสนับสนุนด้วยปืนใหญ่   ส่วนอิสราเอลมีกำลังทั้งหมด 4  กองพัน แบ่งกำลัง 2 กองพัน อยู่ทางด้านเหนือของแนวรบ อีก 2กองพัน  อยู่ตรงกลาง 


ภูมิประเทศราบสูงโกลันเป็นฝันร้ายของผู้ที่คิดจะเข้าตี  มันเป็นที่ลาดภูเขาขนานไปกับลำธาร ยาวหลายกิโลเมตร จากตะวันออกไปตะวันตก ซึ่งแทบไม่มีที่กำบังเลย    ข้อได้เปรียบที่อิสราเอลครอบครองก็คือ มีหน่วยสืบราชการลับที่ดีเยี่ยม  สายลับของมสอสาดได้ให้ตำแหน่งกองทหารของซีเรียแก่อิสราเอล รวมถึงตำแหน่งกับดักต่างๆในแนวป้องกัน  ซีเรียได้สร้างปราการป้องกันความยาวถึง 15 กิโลเมตร เปรียบเทียบได้กับ แนวป้องกัน Maginot  ของฝรั่งเศสในสมัย ww2


ในเช้าวันที่ 9 มิถุนายน
กองทัพอากาศอิสราเอล ทำการโจมตีฐานปืนใหญ่ของซีเรีย นักบินได้รับคำสั่งให้ถล่มทุกอย่าง แต่ปืนใหญ่ของซีเรียที่เจอกับการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลบ่อยๆ จึงมีการทำที่กำบังอย่างดี ปืนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่ถูกทำลาย 
สองชั่วโมงหลังจากที่ airstrikes เริ่ม 

กองพลที่ 8 นำโดยพันเอก Mandler   ก็ก้าวเข้าสู่ที่ราบสูงโกลาน   ขณะที่พวกเขาเข้ามาในระยะ   bulldozers 5คันซึ่งมีหน้าที่  ทำลายรั้วลวดหนามและกับระเบิดก็ถูกโจมตีทันที 
เพราะต้องขึ้นเนิน 
รถถังอิสราเอลความคล่องแคล่วของพวกเขาลดลงอย่างรวดเร็วตามภูมิประเทศ    ทำให้ทหารราบอิสราเอลล้มตายอย่างต่อเนื่อง   ส่วนหนึ่งของกองกำลังก็หลงทางและโผล่ออกมาด้านตรงข้ามกับเป้าหมาย

พันเอก Mandler สั่งรุกพร้อมกัน   ทำให้ปืนซีเรียต้องกระจายการยิง  ทำให้อำนาจการยิงลดลง และในที่สุดก็สามรถเข้าไปประชิดสนามเพลาะได้
“เย็นวันที่ ๙ มิถุนายน ทหารอิสราเอล ก็สามรถทำลายแนวป้องกันแนวแรกไปได้   แต่ทหารอิสารเอลก็เสียหายนหนักจึงต้องหยุดพักเพื่อรอสับเปลี่ยนกำลัง   อย่างไรก็ตามแม้ว่าแนวแรกจะแตกไปแล้ว  แต่ยังมีอีกสองแนว  และ ภูเขา Hermon และ Banias ที่อยู่ทางเหนือ และ Tawfiq และถนนบางเส้นที่อยู่ทางใต้  ก็อยู่ในมือซีเรีย

ซีเรียพยามเสริมกำลังตีโต้แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้    แต่ทว่า ในตอนนี้ซีเรียก็ได้ข่าวแนวรบอื่นๆแล้ว และก็เริ่มถอนกำลัง

วันที่ 10 มิถุนายน กำลังด้านเหนือและด้านกลางของอิสราเอลรุกมาพบกันบริเวณที่ราบสูง ทำให้ แต่ซีเรียถอนทหารออกไปหมดแล้ว อิสราเอลยึดที่ราบสูงโกลานได้สมบูรณ์




ในสงครามครั้งนี้อิสราเอลยึดดินแดนอาหรับได้มากมาย เช่น ฉนวนกาซา คาบสมุทรไซนาย ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (หรือ เขตเวสต์แบงก์) ทั้งหมด และยึดเยรูซาเลมกลับมาได้ นอกจากนี้ยังยึดที่ราบสูงโกลานของซีเรียได้อีกด้วย ทำให้ดินแดนของอิสราเอลขยายตัวออกไปถึง 4 เท่า
ซึ่งนับเป็นการสร้างความมั่นคงทางดินแดนให้กับอิสราเอล แต่ฝ่ายอาหรับและปาเลสไตล์ก็พยามตอบโต้และกลายเป็นสงครามกันอยู่เสมอ จนถึงปัจจุบันนี้ สันติภาพถาวรก็ยังไม่บังเกิด อีกทั้งสงครามครั้งนี้ทำให้คลองสุเอซถูกปิด ไม่มีการใช้งาน ก่อนจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 5 มิถุนายน 2518

***
รูปแสดงดินแดน ก่อน-หลังสงคราม 6วัน  
สีขาวคือก่อน  สีชมพูคือหลังสงคราม
**



สรุปตัวเลขการสูญเสีย

อิสราเอล

  76–983 ตาย
4,517 บาดเจ็บ
15 ถูกจับ
46 อากาศยานที่ถูกทำลาย


Egypt – 10,000 –15,000 ตายหรือสูญหาย
4,338  โดนจับ

Jordan – 6,000 ตายหรือสูญหาย
533 โดนจับ

Syria – 2,500 ตาย
591 โดนจับ

Iraq – 10 ตาย
30  บาดเจ็บ
-------

อากาศยาน  มากกว่า 452 ลำถูกทำลาย



*************************

ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านครับ  บุญรักษาครับ

เครดิต
****
คุณ do_roty ช่วยแก้ไขข้อมูล  ขอขอบคุณมา ณที่นี้

//en.wikipedia.org/wiki/Six-Day_War
//www.sixdaywar.org/war.asp
//topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/06/K5478136/K5478136.html
//www.israeli-weapons.com/history/six_day_war/sixdaywar.html
//joshuapundit.blogspot.com/2013/06/the-anniversary-of-one-of-g-ds-miracles.html





 

Create Date : 27 เมษายน 2557    
Last Update : 27 เมษายน 2557 19:00:32 น.
Counter : 883 Pageviews.  

ปฎิบัติการ หักเขี้ยวสิงโต เมื่อญี่ปุ่นจมเรืออังกฤษ

วันที่ 8 ธันวาคม  1941 กองทัพญี่ปุ่นได้ย่างตราทัพเข้าสู่ประเทศไทย   เวลาประมาณ 02.00 น. กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานีและบางปูสมุทรปราการ และบุกเข้าประเทศไทยทางบกที่อรัญประเทศ  เป้าหมายคือมลายู และสิงค์โปร   แต่ทว่าสิ่งที่กีดขวางไม่ให้กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าสิงค์โปรได้โดยสะดวก  นั่นก็คือเรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    

*********************

เรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์

******************************

เรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    

( เรือปริ๊นซ์ออฟเวลล์ ( Prince of Wales) เป็นเรือประจัญบานรุ่นใหม่ของอังกฤษชั้นเดียวกับเรือคิงยอร์ทที่ 5 ( King George IV ) ติดตั้งปืนใหญ่ 14 นิ้ว มีระวางขับน้ำ 43,786 ตัน มีประวัติในการทำการรบกับเรือบิสมาร์กและปริ๊นซ์อูเก้นของเยอรมันในการรบที่ช่องแคบเดนมาร์ก ร่วมกับเรือประจัญบานฮูด ) ประสิทธิภาพของมันไม่ต้องพูดถึง เมื่อมันถูกสร้างโดยหนึ่งประทเศที่มีกองทัพเรือที่ดีสุดในโลก

ญี่ปุ่นจะต้องหาทางทำลายเรือทั้งสองเสีย  หาไม่แล้วการบุกของญี่ปุ่น  ไม่มีทางเลยจะทำได้สำเร็จ  แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไร  และทำได้ยังไง

ซาดาโอะ  ทาไก  หนึ่งในนักบินของญี่ปุ่น ที่ร่วมกันปฏิบัติการในครั้งนั้น ได้บันทึกไว้ว่า  

“เรารู้ว่า เราบุกมลายูแล้ว  มีเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดจากสิงค์โปร  มาช่วยป้องกัน ทหารของเรา ไม่ให้ทำการบุกได้ง่ายดายนัก   แต่ที่น่าแปลกใจคือเรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์   ไปไหนเสีย หากเรือทั้งสองเข้าร่วมการต้านทานการบุกด้วย  เราก็คงจะแหลกกันไปเสียหมด  เราได้ข่าวว่าวันนี้ เรือบรรทุกทหารของเราถึงโกตาบารูเล้ว  แต่ก็ไม่มีแม้แต่วี่แวว  เรือทั้งสองหายไปไหน  หากเป็นกองทัพเรือของเรา  คงจะเอาเรือทั้งสองมาร่วมป้องกันด้วยอย่างแน่นอน  “

************

โกตาบารู

ภารกิจของกองบินในประเทศเวียดนาม คือต้องหา เรือทั้งสองลำให้ได้แล้วทำลายเสีย

แต่ในที่สุด  ปริศนาก็ได้รับคำตอบ  วันที่9 ธันวาคม  1941  เครื่องบินลาดตระเวณ แบบที่ 88 ของญี่ปุ่นได้ถ่ายภาพทางอากาศและรายงานมาทางวิทยุ  ว่าเรือทั้งสองยังอยู่ที่ท่าเรือสิงค์โปร  ซึ่งนับเป็นข่าวดีของกองทัพญี่ปุ่น

เพราะว่าทหารที่กำลังทำการบุกอยู่ที่โกตาบารูจะไม่พบกับอันตรายแต่อย่างใด  ทางด้านกองทัพเรือญี่ปุ่น นายพลเรือตรี  มัตสุนากะได้เรียกเหล่าเสนาธิการ  เพื่อประชุมหารือว่าจะทำลายเรือทั้งสองนี้ได้อย่างไรจะใช้ระเบิด  ตอปิโด  จะโจมตีขณะ เรืออยู่ในท่า  หรือออกมาสู่ทะล  ความลึกของอ่าว การไหลของน้ำ  ทุกๆข้อมูล  รูปขบวนที่จะเข้าโจมตี  ทิศทางการเข้าโจมตี ทุกๆแผนการโจมตีที่เคยร่างไว้  ถูกนำมาใช้ทั้งหมด

เครื่องบินลาดตระเวณ แบบที่ 88 ( Kyushu Q1W Tokai )

ทางด้านพวกนักบินก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน  ข่าวที่ได้รับว่าเจอเรือทั้งสองแล้วทำให้นักบินตื่นเต้นกันมาก นี่เป็นโอกาศดีที่จะสร้างชื่อ  นักบินรอคำสั่งอย่างวุ่นวายใจ  ทุกคนเตรียมพร้อมในชุดนักบินตั้งแต่เช้าตรู่ 

จนกระทั่ง  เวลา  17.00 น.เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม กับที่เครื่องบินลาดตระเวณรายงานมา  นั่นก็คือข่าวจากเรือ ดำน้ำ I 56  ซี่งทำการลาดตระเวณอยู่ทางตะวันออกของสิงค์โปร ได้รายงานมาว่า เวลา15.30 น. พบเรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    และกำลังเดินทางขึ้นเหนือ

เรือ ดำน้ำ I 56

*********

ข่าวนี้ทำให้เหล่าเสนาธิการ ต้องตกตะลึงเพราะข่าวแรก  บอกว่า  เรือลาดตระเวณหนัก รีพัลล์  และเรือประจัญบาณปริ๊นออฟเวลล์   อยู่ที่ท่าเรือของสิงค์โปร  ข่าวไหนผิดพลาดกันแน่  แต่ถึงอย่างไร หน่วยบินเกนซานก็ถูกสั่งให้ติดตอปิโดเตรียมพร้อมเอาไว้  เหล่าเสนาธิการ  นักบิน  และหัวหน้าหน่วยอย่างซาดาโอะ  ทาไก  ทุกคนอยากรู้ว่า เรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    ยังอยู่ที่ฐานทัพ หรือออกมาแล้ว  เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะดูผิดไปดูเรือลาดตระเวณเป็นเรือประจัญบาน กรณีที่เลวร้ายไปกว่านั้น  มีเรือประจัญบานลำอื่นเล็ดรอดสายตาหน่วยข่าวกรอง  เข้ามาเสริมกำลังให้กับสิงค์โปร

อย่างไรก็ตามหากเรือทั้งสองลำ บ่ายหน้าขึ้นเหนือจริงๆ  ก็จะไปพบกองกำลังญี่ปุ่นที่กำลังบุกไปยังโกตาบารูอย่างแน่นอน  หากพบเรือขนทหาร  กองทัพญี่ปุ่นก็จะพบกับหายนะ 

แน่นอนเหล่าเสนาธิการ ย่อมไม่ปล่อยความสงสัยนี้ไว้  เครื่องบินลาดตระเวณแบบ 98  ถูกสั่งให้ลงที่ไซง่อน  แล้วนำภาพถ่าย มาล้างและตรวจดูอย่างเร็วที่สุด  เพื่อพิสูจน์ว่าข่าวไหนถูกต้องกันแน่

และแล้วความจริงก็ปรากฏ  ภาพถ่ายถูกนำมาขยายและวิเคราะห์ ดูใหม่ ผลปรากฏว่า   ข่าวเครื่องบินลาดตระเวณแบบ 98  ผิดพลาด  เรือที่พบในภาพถ่ายคือ  เรือขนส่งขนาดใหญ่ที่ถูกปลอมแปลงให้เหมือนเรือทั้งสอง ข่าวของเรือดำน้ำ ถูกต้อง เรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์         กำลังเดินหน้าขึ้นเหนือเพื่อไปสกัดกั้น  กองทัพญี่ปุ่นที่โกตาบารู

ซาดาโอะ  ทาไก   ได้บันทึกไว้ว่า  

“เราได้ข่าวจากเรือดำน้ำ เพียงเท่านั้นเอง  เพราะเรือดำน้ำพลาดการติดตามไปกองเรืออังกฤษที่มุ่งขึ้นเหนือ ทำให้เราไม่ทราบข่าว  ของเรือทั้งสองอีกเลย “

แต่ถึงอย่างนั้น  กองบินของญี่ปุ่นก็ต้องทำการออกบิน ทำการค้นหาและทำลายให้ได้แม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม  ฝูงบิน  ซาดาโอะ  ทาไก บินเลียบไปทางแหลมอินโดจีนแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่อ่าวไทย  แต่ทว่าทัศนะวิสัยวันนั้นไม่ดี  มีเมฆหนาค่อนข้างมาก  เขาได้บันทึกเอาไว้ว่า

  การบินในหมู่เมฆหนามี โอกาศจะทำให้พลัดหลงกันมาก  นักบินในฝูงผมก็หลงกันมาครั้งหนึ่งแล้ว  แต่ดีที่ว่าสามารถบินกลับฐานได้อย่างปลอดภัย  ผมอดหวั่นไม่ได้  มีเมฆหนาแถมยังบินตอนกลางคืน ผมกลัวจะหลงกันอีก  แต่คิดว่าเราบินเกาะกันสักสองหมู่ก็พอแล้ว “

ขณที่หน่วยบินเกนซาน  กำลังอยู่บนท้องฟ้าก็ได้รับวิทยุมาจาก  พลเรือโท โนบุตะเกะ คอนโด ผบ.กองกำลังภาคใต้ว่า  กองเรือจะสนธิกำลังเพื่อเข้าจู่โจมเรือทั้งสองในวันนี้ด้วย

ซาดาโอะ  ทาไก  บันทึกเอาไว้ว่า

“ สิ่งหนึ่งเรากังวลนอกจากข้าศึกแล้วก็คือ ปัญหาในการพิสูจน์เป้าหมาย  ว่าเป็นเรือของเราหรือของข้าศึกกันแน่  หากเป็นกลางวันก็ว่ายากแล้วกลางคืนยิ่งยากเข้าไปอีก  ถึงจะเป็นกลางวัน  ก็ยากจะบอกว่าเป็นเรือของเราหรือเราเรือของข้าศึก เพราะไม่รู้ว่าเรือของใครอยู่ที่ตรงไหน  ตอนนี้ค่อนข้างลำบาก  เพราะเรือของเราก็ออกทำการค้นหา  เรือของข้าศึกด้วยเช่นกัน   มีความเสี่ยงที่จะโจมตีกันเองก็เป็นไปได้  “ 

ในวันนนั้นทัศนวิสัยค่อนข้างแย่  ท้องฟ้ามีเมฆมาก กระจัดกระจายไปทั่วมหาสมุทรแทบไม่มีช่องว่างเลยทำให้  เครื่องบินต้องลดระดับลงมาที่ 1000ฟุต  แม้ในระดับความสูงเช่นนี้  จะทำให้พบเรือข้าศึกก็ต่อเมื่อบินอยู่เหนือเรือพอดี  แม้มันจะเสี่ยงอยู่หากเขายิงปืน ต่อสู้อากาศยาน  แต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อเรามากเพราะเราจะรู้ตำแหน่งของข้าศึก ทันที  

เวลาผ่านไปไม่นานนัก  นักบินก็ได้รับข่าวจากวิทยุ  ว่าได้พบเรือของข้าศึกแล้ว  นักบินทุกลำมุ่งหน้าไปในทิศทางที่บอกทันที หน่วยบินมิฮิโร่ ผู้ค้นพบ  ได้วิทยุแจ้งมาอีกว่า  ได้ทิ้งพลุส่องแสงลงไปแล้ว

นักบินทั้งหมดรอเพียงเวลา  ยืนยันจากกองบัญชาการเท่านั้น

ซาดาโอะ  ทาไกบันทึกตอนนี้ไว้ว่า

“ ผมอดถอนหายใจไม่ได้  เมื่อได้รับวิทยุมาว่า    เรือที่เห็นจากพลุนั่น  คือเรือลาดตระเวณหนักโชกิ  เป็นเรือฝ่ายเรา  เกือบไปแล้ว  นับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยั้งคุ้มครองเราอยู่ทำให้ เราไม่โจมตีกันเอง  แทนที่จะเป็นเรือศัตรู “

เรือลาดตระเวณหนักโชกิ  เป็นเรือธง  ของนายพลเรือ โอซาว่า  หลังจากที่เรา  เกือบยิงกันเอง  ก็ได้รับวิทยุมาจาก  พลเรือตรี  มัตสุนากะว่า  ให้ยกเลิกแผน  ให้ทุกลำกลับฐานบินได้

เป็นกันว่าเราไม่พบกองเรือข้าศึกในคืนนั้น เหลือเพียงเครื่องบินลาดตระเวณที่ยังทำการค้นหาต่อไป

เรือลาดตระเวณหนักโชกิ


วันที่
10 ธันวาคม 1941

  วันรุ่งขึ้น  แผนถูกวางขึ้นใหม่หากครั้งนี้ ไม่พบก็ให้  บินเลยไปที่ฐานที่สิงค์โปรเผื่อว่า  เรือประจัญบาน รีพัลล์  และปริ๊นออฟเวลล์จะกลับไปที่นั่น  

เวลา 6.25น.  เครื่องบินลาดตระเวณ  ก็ขึ้นสู่ท้องฟ้า  เพื่อทำการค้นหา

  เวลา7.35-9.30น  เครื่องบินโจมตี และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ลดน้ำหนักลงไปเพื่อเพิ่มระยะทำการ  ก็ขึ้นสู่ท้องฟ้า  กองทัพญี่ปุ่นในวันนั้น  ส่งเครื่องบินทำการเกือบร้อยเครื่อง  ประกอบไปด้วย

Mitsubishi G3M  69เครื่อง

เครื่องบินลาดตระเวณ แบบ 98 สองเครื่อง   

เครื่องบินโจมตี G4M 701st Kokutai Ohka  แบ่งเป็นติดตอปิโด  34เครื่อง  นอกนั้นติดระเบิด

เวลา10.00 น  ฝูงบิน ของซาดาโอะ  ทาไก   ก็ขึ้นสู่ท้องฟ้า  เขาเล่าว่า “เราบินล่องใต้ออกไปไกล  อากาศปลอดโปร่ง  ทัศนวิสัยดีมาก  เราบินค้นหากันไปทั่ว  ในระยะเพดานบิน 8300  ถึง 10000 ฟุต   สิ่งที่ผมวิตกกังวลอย่างหนึ่ง คือเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง   เราเคยศึกษากันตั้งแต่เดือนกันยายน  ว่าหากใช้ลมและการคุมกำลังเครื่องจะบินได้ไกลเท่าไหร่  ผลปรากฏว่าเราบินได้ไกล เพิ่มขึ้น 20%  แต่นั่นหมายถึงอัตราการเติมน้ำมันปกติ  แต่ตอนนี้เครื่องต้องบรรทุกตอปิโด  ทำให้ต้องลด  น้ำมันลง30%  นั่นคือสิ่งที่ผมกังวล “

เวลา 11.45

“ เรายังไม่ได้รับข่าวคราว  ของ  ขบวนเรืออังกฤษเลย  เครื่องบินลาดตระเวณที่บินล่วงหน้าไปก่อนก็ยังไมได้ส่งข่าวอะไรมา  ขณะนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งแทบจะไร้เมฆ  หากข่าวที่ได้รับมาถูกต้อง  ขบวนเรือของอังกฤษที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ  ด้วยเวลาขนาดนี้เราน่าจะพบแล้ว  ขณะนึ้เราได้บิน มากว่า500ไมล์แล้ว

“เราทุกคนรู้ดีว่า นี่มันเกินกว่าระยะทำการของเครื่องบินแล้ว  ยิ่งไกลออกไปยิ่งหมายถึงการสูญเสียน้ำมันอันมีค่า  (หมายเหตุ เครื่องบิน  มีระยะทำการ 400ไมล์)    เราพยายามบินแบบประหยัดน้ำมันที่สุดแน่นอนว่ามันผิดหลัก  แต่จะทำอย่างไรได้  การประหยัดน้ำมันแบบผิดหลักนี้  ทำให้เครื่องหนึ่งในทีมผม  เกิดควันโขมงทำให้  ต้องบินกลับฐานฝูงบินของผมจึงเหลือแค่เจ็ดลำเท่านั้นเอง    เราเห็น  เรือบรรทุกขนาดระวาง  ประมาณ 500-600ตัน  นั่นแสดงว่าใกล้ สิงค์โปรแล้ว  ผมสั่งให้  ทุกคนเตรียมพร้อมการโจมตีที่จะมาจากทางสิงค์โปร  เราทุกคน  เกาะกลุ่มมุ่งหน้าสู่สิงค์โปร  ผมคิดว่าขากลับจะต้องจอดที่ฐานบินที่โกตาบารู  ที่กำลังสู้รบกันอยู่  แม้จะเสี่ยง  แต่ไม่มีทางเลือก

แต่แล้วเครื่องบินของหน่วยที่ 3  ก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด  เขา เลี้ยวเข้าหาเรือบรรทุกลำนั้น ลดระดับก่อนจะหย่อนระเบิดลงไป  ทำให้ลูกฝูงต้องหย่อนตาม  ระเบิดลูกนั้น  ตกห่างตั้งราวๆ 700หลา  แถมที่เหลือก็หย่อนไม่เข้าเป้า  เป็นอันว่า  เสียระเบิดไปเปล่าๆ 9 ลูก   ถึงถูกก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย  แล้วฝูงนั้นก็เลี้ยวกลับฐาน

เรายังคงมุ่งหน้า สู่สิงค์โปร  เราเห็นแหลมมลายูทางด้านขวามือแล้ว  หากมีเรือข้าศึกแน่นอนว่าคงไม่พ้นมือเราไปได้  เมื่อไม่พบ  นากาชิอิ  ผู้บังคับการคงจะสั่งให้มุ่งหน้าเข้าสิงค์โปรเลย

เวลา 12.20  เราได้รับการติดต่อจากเครื่องบินอีกฝูง ว่า  พบ  เรือประจัญบาน ข้าศึกสองลำ  ห่างจากแหลมกวานตัน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้  ประมาณ70ไมล์  เมื่อเวลา 11.45น.  นั่นหมายความว่า  เราบินเลยข้าศึกมาเกือบๆครึ่งชั่วโมง  ผมงุนงงเป็นอย่างมาก  แต่ที่แย่กว่านั้น  หัวหน้าฝูง  นากานิชิ  ยังบินต่อไปเรื่อยๆ  โดยไม่มีทีท่าจะหันกลับแต่อย่างใด  โดยยังคงมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ซึ่งก็คือสิงค์โปร 

เครื่องทุกก็บินเลยไปเรื่อยๆ  พร้อมๆกับผลาญน้ำมันอันมีค่า   ผมอดทนไม่ไหวจึงวิทยุ  ไปถามว่าทำไมไม่ไปจัดการข้าศึก  เครื่องของ หัวหน้าฝูง  นากานิชิ จึงได้หันกลับ  และส่งสัญาณให้เราตามมา  ผมมารู้ทีหลังว่า  พนักงานวิทยุของเขาถอดรหัสผิด จึงบินเลยมาเสียนาน

เวลา 13.03  เราบินที่ความสูง 8300ฟุต  เราก็พบข้าศึกอยู่ห่างออกไป 25ไมล์  นากานิชิ   ดำดิ่งไปโจมตีเป็นหน่วยแรก    ปืนต่อสู้อากาศยาน  ระดมยิงขึ้นมาอย่างหนัก  ส่วนผมรอเป็น ส่วนที่สอง  ที่จะโจมตีตามแผน  ผมปรึกษากับลูกทีมว่า  เรือลำนี้ช่างเหมือนเรือ  คอนโงของเราเหลือเกิน  เมื่อคืนเราก็เกือบจะโจมตีเรือ  พวกเดียวกันเข้าให้แล้ว      ยิ่งผมส่องกล้องดูก็ยิ่งเหมือน     แต่เมื่อดูอีกครั้งให้แน่ใจ  ผมก็มั่นใจว่านั่นไม่ใช่เรือ  คอนโง 

เรือ  คอนโง  คล้ายกับ เรือรีพัลล์ เนื่องจากต่อ ในอังกฤษเหมือนกัน

“ผมจึงให้สัญญาณเครื่องบินที่รอ  คำสั่งผมอยู่ เข้าโจมตีได้  ผมลงไปโจมตีเป็นลำแรกเมื่อได้ระยะ ผมปลดตอปิโด  ก่อนจะเชิดหัวขึ้น  เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราโดนยิงอยู่เพียงลำเดียว  การระดมยิงแน่นหนาเหลือเกิน  ผมเคยทิ้งระเบิดสองครั้งในจีน   กลิ่นดินปืนครั้งนั้นได้กลิ่นถึงในห้องนักบิน  แต่คราวนี้ดูเหมือนจะหนักกว่า   ระหว่างที่ผมเชิดหัวขึ้นผมหันไปดูผลงานตัวเอง  แต่ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ผมคิดว่ายิงผิด  แต่ปรากฏว่า   ผมได้วิทยุมาบอกจากลูกฝูงว่า   ตอปิโด  ยังติดอยู่ไม่ยอมออก “

ผมหันไปมองลูกทีมก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไร  เราจะกลับไปทิ้งอีกรอบ  ครั้งนี้ผมเล็งไปที่หัวเรือ รีพัลลส์ กะให้เข้ากลางลำพอดี   ครั้งนี้ตอปิโดหลุด  และมันก็ถูกเข้าอย่างจัง  ผมเชิดหัวขึ้นและมองดู  เมื่อหมดหน้าที่ของเครื่องบินบรรทุกตอปิโดแล้ว  เครื่องอื่นๆ  อีกห้าสิบลำลงมาทิ้งระเบิด  ผมเห็นเครื่องบินลำหนึ่งเสียหายหนักมาก  เขาบังคับเครื่องเข้าชน  ตรงปล่องไฟพอดี  เครื่องฝูงหนึ่ง  หัวหมู่ทิ้งระเบิดผิด  ทำให้ลูกทีม  ทิ้งตามผลทำให้ระเบิดไม่ถูกเลยสักลูก  แต่ทว่า  เรือทั้งสองก็อาการสาหัสมาก

เรือตรีโอเอชิเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ดู  มีบันทึกไว้ว่า  เวลา 14.20 น.  เรือรีพัลล์ก็จมลงก่อน   ส่วนเรือปริ๊นออฟเวลล์เกิดระเบิดรุนแรงที่ท้ายลำก่อนจะจมลง  เมื่อเวลา  14.40น.  สิ้นสุด  ตำนานอันเลืองชื่อของมัน  หลังการจมลงของเรือทั้งสอง   ญี่ปุ่น  ได้ประกาศให้โลกรู้ว่าหมดยุคของเรือ ประจัญบาน  แล้ว

ภาพถ่ายทางอากาศ  เมื่อเรือทั้งสองลำขณะถูกโจมตี





ขณะกำลังสละเรือ

จบแล้วครับ เครดิต

******************


//www.payanakmodel.com/shop/index.php?productID=510
//en.wikipedia.org/wiki/Sinking_of_Prince_of_Wales_and_Repulse
//www.combinedfleet.com/ijna/ijnaf.htm

นิตยสารสมรภูมิ ปีที่ 4 ตั้งแต่ ฉบับที่ 124-129  ปี 2515

END




 

Create Date : 27 เมษายน 2557    
Last Update : 27 เมษายน 2557 18:57:45 น.
Counter : 303 Pageviews.  

วลาดิเมียร์ ปูติน จอมมารยุคใหม่

  "ถ้าความรุนแรงยังแก้ปัญหาไม่ได้ แปลว่าคุณยังใช้มันไม่มากพอ"

วลาดิเมียร์ปูติน ผู้รับการขนานนามว่า "จอมมาร ยุคใหม่"





ย้อนกลับไปในปี1987 สหภาพโซเวียตมีเลขาธิการพรรคคนใหม่(เทียบเท่าผู้นำสหภาพโซเวียต)ชื่อว่า " มิฮาอิล กอบาชอฟ"


กอลบาชอฟเล็งเห็นว่า นโยบายแบบเดิมของสหภาพโซเวียตนั้นทำให้ สหภาพตกต่ำการทหารก็เน้นหนักมากเกินไป ทำให้รัฐต้องแบกภาระหลังแอ่นจากการที่ต้องเข้าไปหนุนรัฐบริวารทางด้านการทหาร เศรษฐกิจอยู่ในมือของรัฐจนหมดสิ้น ทำให้จะทำการอะไรก็ชักช้าทำให้สู้ประทเศทุนนิยม อย่างสหรัฐอเมริกาไม่ได้

เมื่อเริ่มสมัยกอลบาชอฟ จึงเริ่มวางนโยบายลดความตึงเครียด ระหว่างสองขั้วลงโดยเริ่มจาการลดความสนับสนุนทางด้านการทหาร ให้กับรัฐบริวารลดงบประมาณทางด้านทหารลง เป็นการปฏิรูปจากหน้ามือเป้นหลังมือที่ไม่เคยมีผู้นำโซเวียต คนไหนทำมาก่อน ในปลายสมัยได้ออกยาแรง ที่ชื่อว่านโยบายเปเรสทรอยก้า และ กลาสนอสต์ เพื่อการะตุ้นเศรษฐกิจ

เปเรสทรอยก้าคือ การปฏิรูปโครงสร้างภายในให้ดีขึ้น เปลี่ยนแปลงสิ่งเก่าๆเอาคนที่เฉื่อยแฉะออกไป เอาคนรุ่นใหม่ เข้ามาทำงาน

กลาสนอสต์คือ นโยบายเปิดกว้างทางความคิด ให้ประชาชนมี่เสรีภาพมากขึ้น
ซึ่งแม้ฉากภายนอกจะดูดี แต่ความเป็นจริงแล้ว เบื้องลึกมันคือหายนะ

นโยบายลดการงบทางด้านการทหารทำให้ ขุนศึกลดอำนาจลง ทำให้ใครที่ยังอยากมี ประมาณอยากมีอำนาจต้องเข้าหากอลบาชอฟ

เปเรสทรอยก้าเบื้องหลังแล้วก็คือนโยบายการสับเปลี่ยนให้คนของกอลบาชอฟ เข้าไปแทนที่โดยที่ใครก็ขัดขวางไม่ได้

กลาสนอสต์การเปิดกว้างทางความคิดทำให้ ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้นสามารถคานกับกำลังกับขุนศึกที่หิวโหย กอลบาชอฟเชื่อว่า ประชาชน จะเลือกขนมปังมากว่าลูกปืนเมื่อเปิดโอกาสให้พูดประชาชนจะอยู่ข้างตน และเมื่อประชาชนอยู่ข้างตนขุนศึกที่เสียประโยชน์จะทำอะไรไม่ถนัด


แต่ทว่ากอฟบาชอฟคิดผิด
นโยบายนี้สายเกินแก้โดยเฉพาะการตกต่ำของเศรษฐกิจที่ทรุดหนักทับถมมานานการให้เสรีภาพแก่ประชาชนทำให้เกิดการแสดงออกมากขึ้นเกิดการเดินขบวนและนัดหยุดงานกันขึ้น อาณานิคมต่างๆพอได้รับเสรีภาพก็เกิดการเรียกร้องเอกราช ต้องการแยกตัวไปปกครองตนเองมากขึ้นฝ่ายต่อต้านนโยบายปฏิรูปของกอร์บาชอฟก็มีเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะพวกอนุรักษ์นิยมที่ต้องการให้สหภาพโซเวียตกลับคืนไปสู่การปกครองแบบหลังม่านเหล็กอย่างเดิม

นโยบายของกอลบาชอฟทำให้ ระบบเส้นสายเป็นที่เฟื่องฟู ใครอยากได้อะไรต้องไปหา เส้นสาย ใครอยากสิ่งใดต้องรู้จักใครสักคน ระบบนี้ได้ให้กำเนิดกลุ่มคนที่รู้จักกันในภายหลังว่า thefamily

ในที่สุดก็เกิดรปห.โดยพวกอนุรักษ์นิยม และในตอนนั้นเอง กอลบาชอฟคิดถูก ประชาชนจะเลือกขนมปังมากว่าลูกปืน แต่ทว่า คนที่ประชาชนเข้าข้างไม่ใช่ตน

แต่กลับกลายเป็นมือที่สามที่ชื่อว่า บอริส เยลซิน



เยลซินได้เป็นแกนนำรวบรวมประชาชน ขัดขวางรปห. เอาไว้ได้ ทำให้รปห.ครั้งนั้นเป็นหมันแต่ทว่าถึงแม้ จะหยุดไว้ได้ อำนาจก็ไม่อยู่ในมือของกอลบาชอฟแม้ว่าจะมีความพยายามจะกลับมาคืนนสู่อำนาจอีกครั้งแต่ทว่า อาวุธที่กอลบาชอฟหมายมั้นปั้นมือจะเอาไว้สู้กับบรรดาขุนศึก ก็คือประชาชนบัดนี้ไม่ได้อยู่ข้างเขาอีกต่อไปแล้ว ประชาชนนิยม ในตัวเยลซินมากกว่า





รูปผู้มาชุมนุมที่ออกมาสนับสนุนเยลซิน

เยลซินจึงขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ดีด กอฟบาชอฟ ให้ตกกระป๋องไป
และเยลซินก็ได้ นำรัสเซียลาออกจากสหภาพโซเวียต และแล้วหนึ่งในจักรวรรดิยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็สิ้นสุดลง

กอลบาชอฟได้จากไปแล้ว รัสเซีย ไม่ต้อง แบกภาระอะไร ประชาชนมีเสรี มันคือยุคทองประชาชนรัสเซียหลายคนคิดเช่นนั้น
แต่ทว่าทุกอย่างไม่ง่ายแบบนั้น

เยลซินเริ่มต้นยุคใหม่ด้วยขาย เยลซิน ผ่านร่างแผนเศรษฐกิจ รัสเซีย โดยให้เอกชนเข้าจัดการทุกอย่างเองให้มากที่สุด เพราะเขาเชื่อว่าของทุกอย่างควรมีคนเป็นเจ้าของ ตรงข้ามกับ คอมมิวนิสต์ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทุกอย่าง ทุกอย่างที่เคยเป้นของรัฐถูกแปรรูปไปอยู่ในมือของ กลุ่มคนกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิด

มีคำกล่าวว่าขณะที่โลกตะวันตกปกครองกันด้วย “กฎหมาย” แต่รัสเซียในยุคของเยลซินนั้นปกครองกันด้วย “ความเข้าใจ”

และด้วย“ความเข้าใจ” เยลซินได้อนุญาตให้คนที่ใกล้ชิดกับเขาเข้ามาหาประโยชน์กับแผ่นดินรัสเซียเพื่อสร้างฐานอิทธิพลให้คนเหล่านั้นและในขณะเดียวกันก็สร้างอิทธิพลให้เยลซินไปด้วย คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า TheFamily หรือ “ครอบครัว” ประกอบด้วยพวกนายทุน พวกพ้องบริวาร และญาติมิตรของเยลซินเองยิ่งคนเหล่านี้ใกล้ชิดเยลซินได้มากเท่าใดก็จะยิ่งมีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น




The Family  คุ้นๆ คนกลางไหมครับ  ใช่แล้วเสี่ยหมีของเชลซีนั่นเอง


เริ่มต้นยุคใหม่ที่ขมขื่น รัสเซียดูขาดแคลนทุกอย่างที่ควรจะมีสิ่งที่ควรเป็นของส่วนกลางกลับกลายเป็นอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ยุคของเยลซิน“ครอบครัว” ได้แผ่ขยายอำนาจไปควบคุมองคาพยพต่างๆ ของรัสเซียเหมือนกับใยแมงมุมและแมงมุมที่ชักใยอยู่ตรงกลางนามว่า “บอริส เบเรซอฟสกี”







บเรซอฟสกีเป็นชาวรัสเซียเชื้อสายยิวเกิดในครอบครัวช่างก่อสร้าง ฐานะธรรมดา รูปร่างภายนอกมิได้โสภานัก คือเป็นคนอ้วนเตี้ย หัวล้าน อย่างไรก็ตามหากใครได้คุยกับเขาสักเพียงเล็กน้อยและสัมผัสถึงความฉลาดเฉลียวของเขาจนลืมลักษณะภายนอกของเขาไปสิ้น

ด้วยสติปัญญาเหนือล้ำกว่าคนอื่นเบเรซอฟสกีได้ร่ำเรียนจบดอกเตอร์ทางคณิตศาสตร์ ต่อมาเขาเข้าสู่วงการธุรกิจและใช้เล่ห์เหลี่ยม กลอุบายและความกล้าได้กล้าเสียเข้าต่อสู้ในวงการทุนนิยมเกิดใหม่ของรัสเซียมีข่าวลือว่าเขาเคยสังหารเพื่อร่วมงานเพื่อผลประโยชน์ ขณะเดียวกันก็เคยรอดพ้นจากการลอบฆ่าของศัตรูทางธุรกิจ

เบเรซอฟสกีต่อสู้ในสมรภูมิธุรกิจอย่างโชกโชนและผ่านพ้นออกมาอย่างผู้ชนะ กลายเป็นมหาเศรษฐีในระยะเวลาอันสั้นแต่ความสนใจแท้จริงของเศรษฐีผู้นี้ก็หาใช่เรื่องเงินไม่

ครั้งหนึ่งเบเรซอฟสกีเคยกล่าวชมเชยเพื่อนนักคณิตศาสตร์ของเขาว่าเป็นอัจฉริยะมีคนบอกว่า “ถ้าเพื่อนคนนั้นฉลาดจริงทำไมเขาไม่รวยอย่างคุณล่ะเบเรซอฟสกีฟังดังนั้นก็ตอบกลับอย่างอารมณ์เสียว่า“ความรวย? ผมจะบอกให้นะว่าการสร้างความร่ำรวยคืออะไร...มันเป็นแค่ทักษะประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง และเป็นทักษะง่ายๆ คนโง่ๆ ก็มีทักษะนี้ได้”

สำหรับเศรษฐีผู้นี้ทักษะที่เหนือกว่าการสร้างความร่ำรวย คือ “ความเข้าใจ” 

ในตอนนั้นเขาสร้างความเข้าใจในรัฐบาลเยลซินอย่างทะลุปรุโปร่งและมองเห็นลู่ทางที่จะได้อะไรหลายอย่างที่มีค่ากว่าเงินมาก

เบเรซอฟสกีซื้อสถานีโทรทัศน์ใหญ่ของรัสเซียทำให้เขามีอำนาจสื่ออยู่ในมือเขาหาเส้นสายเข้าไปสนิทกับเยลซินและแสดงให้เยลซินเห็นว่าเขาสามารถสร้างความสำเร็จหลายอย่างที่คนอื่นทำไม่ได้โดยการใช้สื่อสนับสนุนเยลซินและชักชวนให้กลุ่มนักธุรกิจช่วยกันออกเงินสนับสนุนจนเป็นกำลังสำคัญในการทำให้เยลซินชนะการเลือกตั้งครั้งที่สองในลักษณะนี้เพียงชั่วเวลาไม่นานเบเรซอฟสกีก็ขึ้นเป็นคนสำคัญที่กุมอำนาจของ “ครอบครัว”ไว้


เมื่อเบเรซอฟสกีได้อำนาจมาเขาก็ให้พรรคพวกทำการทุจริตหลากหลายรูปแบบกวาดซื้อรัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้า ประปา น้ำมัน แร่ธาตุ วิทยุ โทรทัศน์ไว้ในราคาถูกควบคุมบัญชาให้หน่วยงานเหล่านี้ทำงานไปเพื่อประโยชน์ของตนดูดเอารายได้มหาศาลของประเทศเข้าสู่กระเป๋า
รัสเซียที่เคยยิ่งใหญ่บัดนี้ กลับกลายเป็นเสือลำบาก สมองไหลออกนอกประเทศ

โสเภณีเกลื่อนเมืองมาเฟียครองประเทศ ทุกอย่างมองไม่เห็นความหวัง

ยิ่ง“ครอบครัว” โกงกินมาก ประชาชนก็ยิ่งเสื่อมศรัทธาในตัวเยลซิน(มีการประมาณกันว่าขณะพ้นตำแหน่งนั้นความนิยมของเยลซินตกต่ำไปอยู่ที่เพียง 2%)
เยลซินแก้ปัญหาโดยการโยนความผิดไปให้อดีต นายพลคนหนึ่งชื่อว่า เยฟเกนี พรีมาคอฟ โดยกล่าวหาว่าทั้งหมดเป็นความผิดของหมอนี่คนเดียวเค้า ไม่เกี่ยวนะครับ





**********
เยฟเกนีพรีมาคอฟ
*****
นายเยฟเกนีพรีมาคอฟ จึงเปลี่ยนตัวเอง เป็นคู่แข่งทางการเมืองทันที และที่สำคัญประชาชนไม่น้อยไม่เชื่อน้ำยา เยลซิน
คู่แข่งทางการเมืองคนใหม่ชื่อนายเยฟเกนีพรีมาคอฟซึ่งมีหัวเอนเอียงไปทางคอมมิวนิสต์กลับจึงเจิดจ้าขึ้นมาทันที

นายเยฟเกนีพรีมาคอฟ ก็ไม่ธรรมดามี เส้นสายโยงใย กับนายพลผู้ทรงอิทธิพล นามว่า YurySkuratov ซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับเยลซิน


ประชาชนเอือมระอา คู่แข่งไม่ธรรมดา แถมมีเส้นสายระดับบิ๊ก กลุ่มของนายเยลซินเจอศัตรูผู้จะมาโค่นบัลลังข์ แล้ว แต่แล้วจู่ๆ ก็มีภาพหลุดของ นายพลผู้ทรงอิทธิพล YurySkuratov เล่นแซนวิชต์ กับโสเภณี ผู้เป็นแบ็คอัพให้กับ เยฟเกนี พรีมาคอฟ







17/3/1999 Skuratov ถูกถ่ายวีดีโอ ขณะร่วมประเวณีกับ โสเภณี 2 คนและถูกบีบให้ลาออก ทั้งหมดนี้ เป็นฝีมือ ของ ชายหนุ่มที่มีชื่อว่า

วลาดิเมียร์ปูติน

เพื่อรักษาฐานอำนาจเอาไว้“ครอบครัว” ได้พยายามหาทายาททางการเมืองที่จะมาแทนเยลซินได้ในเวลานั้นเองชื่อของหัวหน้า FSB “วลาดิเมียร์ ปูติน” ก็เริ่มโดดเด่นขึ้น

มีข่าวลือว่าปูตินทำเรื่องหลายประการในการขึ้นเป็นประธานาธิบดีโดยนอกจากแบล็คเมล์เยลซินให้ยกตำแหน่งทายาทแลกกับการลงจากตำแหน่งอย่างปลอดภัยแล้วเขายังไปเยี่ยมคารวะเบเรซอฟสกีหลายครั้งเพื่อโน้มน้าวให้เชื่อว่าเขาเป็นเพียงหมาล่าเนื้อเชื่องๆ ที่พร้อมจะอยู่ใต้อำนาจ

เบเรซอฟสกีเห็นว่าปูตินยังหนุ่มเล่ห์กลใดๆ คงห่างชั้นกับเขานัก น่าจะสามารถควบคุมได้ง่าย จึงให้การสนับสนุนปูตินในการเลือกตั้งปี1999 โดยใช้สื่อใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายพรีมาคอฟและเชิดชูปูตินจนสามารถชนะการเลือกตั้ง

ครั้นส่งปูตินขึ้นสู่บัลลังก์สำเร็จเบเรซอฟสกีก็วางใจว่าเด็กของเขาได้เป็นประธานาธิบดีแล้วต่อไปเขาจะต้องมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นอีก และมีความสบายมากขึ้น

...อนิจจานั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์...

เมื่อปูตินขึ้นมาสู่อำนาจเขาได้ผลักดันคนสองกลุ่มขึ้นมาเป็นแขนขาของตน

หนึ่งคือกลุ่มปัญญาชนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประกอบด้วยนักกฎหมาย และนักเศรษฐศาสตร์ที่มากความสามารถจากเมืองบ้านเกิดของปูตินคนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายบุ๋น” หลักโดยนักกฎหมายดูแลการร่างกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาตลาด และความมั่นคงทางการเมืองส่วนนักเศรษฐศาสตร์ดูแลการปฏิรูปเศรษฐกิจให้กลับมาเข้มแข็ง

และอีกส่วนหนึ่ง
สองคือกลุ่มนักการเมืองซึ่งมีพื้นเพเป็นคนในเครื่องแบบเรียกว่าพวก “สิโลวิก” หลักๆ คือพวกสายลับ FSB ซึ่งปูตินเคยเป็นหัวหน้านั่นเองประธานาธิบดีใหม่ใช้คนเหล่านี้เป็น “ฝ่ายบู๊”

พวกเขามีหน้าที่โดยตรงที่จะทำเรื่องสกปรกไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้เช่น การทำจารกรรม ข่มขู่ ลักพา หรือฆ่าคน พวกเขาถูกยึดเหนี่ยวโดย “ธรรมะ”เพียงหนึ่งคือการกระทำทั้งหมดนี้ต้องมุ่งสู่ผลประโยชน์ของรัสเซียเป็นสำคัญ ภายใต้ยุคของปูตินหน่วยสายลับเหล่านี้จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้น และสร้างเรื่องชั่วช้าอีกมากมาย “เพื่อชาติ”

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยนั้นปูตินเขียนวิทยานิพนธ์ชื่อ“การวางแผนกลยุทธ์เรื่องทรัพยากรภูมิภาคภายใต้การก่อตัวของตลาดสัมพันธ์”เนื้อหาของวิทยานิพนธ์นี้สรุปง่ายๆมาจากวิสัยทัศน์ของปูตินที่ว่า “วิธีที่จะทำให้รัสเซียกลับเป็นมหาอำนาจได้อีกครั้งคือ การควบคุมการส่งออกน้ำมันสู่ทวีปยุโรป”

ความที่ประเทศรัสเซียมีอาณาเขตกว้างใหญ่มีน้ำมันมากเทียบกับประเทศในยุโรปที่มีอาณาเขตเล็ก ไม่มีน้ำมันแต่มีความต้องการใช้น้ำมันมหาศาลหากรัสเซียทำให้ยุโรปต้องพึ่งพาน้ำมันจากตน จะมีข้อต่อรองเพิ่มขึ้นมากมายบนเวทีโลก

เพื่อการดังกล่าวปูตินได้วางแผนเข้าแทรกแซงประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่มีชัยภูมิเหมาะเป็นที่วางท่อส่งน้ำมันจากรัสเซียไปยุโรปพร้อมทั้งยับยั้งการสร้างท่อน้ำมันในประเทศนอกอิทธิพลรัสเซีย

3สัปดาห์หลังปูตินรับตำแหน่ง

ดาเกสถานถูกโจมตีแต่ทว่าประชาชนร่วมมือกันถ่วงเวลาผู้บุกรุกเอาไว้ จนทหารรัสเซียมาช่วย มีการระเบิดอาพาร์ทเมนต์ใน มอสโควหลายที่ คนตายไป 300 คน จับผู้ต้องสงสัยเป็น พวก เชเชน ได้ 2 คน ทาง N-TBโทรทัศน์ของB.Berezovsky แพร่ภาพว่า 2 คนที่ถูกจับเป็นอดีต ทหารเชชเนีย


ความวุ่นวายเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อการวางท่อน้ำมันของรัสเซียเป็นอย่างมาก

ปูตินจึงประกาศสงครามกับเชชเนีย!!

นี่คือการพูดออก TV ครั้งแรกของปูติน .."ไอ้คนที่ทำแบบนี้ไม่ควรถูกเรียกว่าคนมันเป็นแค่พวกสัตว์ป่าบ้าเลือด เราจะตามล่าพวกมัน ไม่ว่ามันจะอยู่ ตลาด สนามบินหรือบ้านเน่าๆของมัน!! "

และโลกก็ได้เห็น ประธานาธิบดีรัสเซีย นั่งเครื่องบิน รบ ไปสั่งการที่แนวหน้าด้วยตัวเอง!!




ปูตินสั่งถล่มเชชเนียจนไม่มีกำลังรบตามแบบได้อีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป้นต้นมา


ใน2000 ปูตินอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานก็ต้อง เลือกตั้งใหม่โดยคู่แข่งเป็นพวกคอมมิวนิสต์เหมือนเดิม แม้ปูตินจะได้คะแนนเสียงจากพวก familyหนุนหลังและการถล่ม เชชเนียจนราบ แต่รัสเซียตอนนั้น ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองเข้าสู่ กลียุคคนรัสเซียต้องการ ความภาคภูมิใจในอดีตกลับมา พวกเขาโหยหาคอมมิวนิสต์ปูตินชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน 52% เขาได้เวลาพิสูจน์ด้วยเองแล้ว..

ปูตินทราบดีว่าประชาชนที่บอบช้ำจากการโกงกินของรัฐบาลในยุคก่อนจำเป็นต้องได้รับพลังใจ และทุนทรัพย์ในการยืนหยัดกลับมาอีกครั้ง

เขาพัฒนาพื้นฐานสังคมให้เข้มแข็งโดยปฏิรูประบบการศึกษา และสาธารณสุขให้มีความทันสมัย นอกจากนั้นยังมีนโยบายลดภาษีทั้งภาษีส่วนบุคคล ภาษีบริษัท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย “ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”มีการประมาณกันว่าประชาชนรัสเซียภายใต้ยุคปูตินนั้นมีภาระด้านภาษีโดยรวมต่ำกว่าประชาชนแทบทั้งหมดในทวีปยุโรป

นโยบายนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูงประชาชนมีกำลังในการสร้างเนื้อสร้างตัวทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียจึงฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เมื่อภาษีต่ำคนก็ไม่พยายามหนีภาษีของอะไรที่เคยอยู่นอกกฎหมายก็กลายเป็นของที่รัฐควบคุมได้ทำให้ในที่สุดรัฐสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นอีกเสียอีก

นอกจากนี้ปูตินยังเห็นว่ากลุ่มเด็กวัยรุ่นนั้นขาดความภาคภูมิใจในประเทศตนเองเพราะเติบโตมาในยุคที่โซเวียตล่มสลาย และรัสเซียกำลังอ่อนแอเขาจึงสนับสนุนให้มีกลุ่มพลังวัยรุ่นชื่อ “นาชิ” (แปลพวกเรา) ให้ออกเดินขบวนแสดงพลังและบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม

เขาบอกพวกวัยรุ่นว่า“จงภูมิใจในรัสเซีย” “พวกเธอเป็นลูกหลานของประเทศที่เคยเข้มแข็งที่สุดในโลก”“เราจะต้องทำให้รัสเซียให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”ปรากฏว่าแคมเปญนาชินี้ประสบความสำเร็จอย่างมากเพียงไม่นานก็มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นมาเข้าร่วมเพิ่มจากจำนวนไม่กี่หมื่น เป็นหลายแสนคนประชาชนรัสเซียมีความภาคภูมิใจในชาติของตนเองกลายเป็นแรงหลักในการขับเคลื่อนประเทศ



GDP สมัยปูติน
*********
และปูตินเริ่มต้นด้วยการจัดการกับเห็บร้ายที่กัดกิน ประเทศมานาน กลุ่ม the fammily

ตอนแรกพวกfamily มอง ปูติน เป็นแค่ เด็กในcontrol ต่อมาพวกเขาต้องคิดใหม่...

ตอนแรกพวก“ครอบครัว” เห็นเด็กในสังกัดมาบอกแบบนี้ก็โมโห พากันต่อต้านว่า “ตามกฎหมายขายแล้วจะให้คืนไม่ได้!”“ถ้าเอาไปแล้วจะเอารายได้จากไหนมาสนับสนุนตอนแกเลือกตั้ง!” “เป็นแค่หน้าฉากอย่ามาทำกระด้างกระเดื่อง!” 

เบเรซอฟสกียังให้สื่อมวลชนต่างๆออกข่าวโจมตีปูติน เป็นสัญญานว่าถ้าปูตินซ่าส์มาก เขาก็พร้อมจะถอดออกแล้วหาคนอื่นมาเป็นประธานาธิบดีแทน

จริงอยู่การเอารัฐวิสาหกิจคืนมาหากใช้วิธีตรงๆ ในทางกฎหมายคงทำได้ยากปูตินจึงใช้วิธีที่เรียบง่ายกว่านั้นมากเรียกว่า “ใครไม่คืนก็ฆ่าซะ!”

เมื่อเริ่มงาน ปูติน เรียก อดีตสายลับ KGB ที่สนิทกันหลายคนเข้ามาร่วมงาน ภารกิจแรกคือ ยึด Gazpromที่เป็นบ.น้ำมัน คืน!! B.Berezovsky เจ้าพ่อสื่อ ออกมาโวยวายเพราะได้เงินอุดหนุนจาก gazpromเลยโดนข้อหา ติดสินบนเจ้าหน้าที่และยัดคุก 14 ปี แต่หนีไปต่างประเทศ

ไม่นานนักเกิดวิกฤติเรือดำน้ำ kursk จมซึ่งเทคโนโลยีเรือดำน้ำของรัสเซียถือว่าเป็นความลับสุดยอดแถมประเทศที่เสนอหน้ามาช่วย คือ "อเมริกา อังกฤษ สวีเดน" ซึ่งเป็นศัตรูโดยตรงของรัสเซีย ทำให้ ปูตินเลือกปฏิเสธความช่วยเหลือ

V.Gusinsky เจ้าพ่อสื่อ คนที่เหลือ ออกมาโจมตีปูตินอย่างหนักเรื่อง ไม่ยอมให้ต่างชาติช่วยลูกเรือ ทำให้คนรัสเซีย เป็นเดือดเป็นแค้นหนัก แล้ว V.Gusinsky ก็โดนข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่แล้วก็เผ่นออกนอกประเทศไปอีกคน..

ด้วยความแค้นเคืองที่นึกไม่ถึงว่าปูตินจะกล้าเล่นงานเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวเบเรซอฟสกี หนึ่งใน family ตัวเอ้ จึงปวารณาตัวเป็นศัตรูใช้ลอนดอนเป็นฐานออกข่าวโจมตีปูติน ให้การสนับสนุนกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ต่อต้านปูติน

แต่ทว่า
ปรากฏอยู่ๆเบเรซอฟสกีก็พบว่าตัวเองเกือบจะถูกฆ่าด้วยอาวุธเคมีที่จับมือใครดมไม่ได้เขาหวาดกลัวมาก ต้องจ้างบอร์ดี้การ์ดชั้นหนึ่งให้มาคุ้มครองตน

...แต่บอร์ดี้การ์ดคุ้มครองเขาได้คนเดียว...

ปรากฏญาติสนิทมิตรสหายของเบเรซอฟสกีถูกตามเก็บเพื่อนคนหนึ่งของเขาชื่อ อเล็กซานเดอร์ลิตวินเน็นโกถูกวางยาสังหารด้วยพิษกัมมันตภาพรังสีซึ่งคนธรรมดาหามาได้ยากทำให้เบเรซอฟสกีต้องหวาดกลัวยิ่งขึ้นไปอีก

เบเรซอฟสกีอยู่อังกฤษนานเข้าเงินเริ่มหมด เห็นโรมัน อับราโมวิชอดีตสหายที่ร่วมโกงกันมากำลังบริหารทีมเชลซีก็นึกแค้น (ตอนที่กลุ่ม “ครอบครัว”ถูกปราบอับราโมวิชไหวตัวทันเข้าสวามิภักดิ์ปูติน และยอมขายหุ้นที่โกงมาคืนแก่รัฐบาลโดยดีทำให้สามารถใช้ชีวิตเป็นสุขต่างจากคนอื่นๆ)

อดีตผู้ชักใยประเทศจึงฟ้องอับราโมวิชว่าเคยบีบบังคับซื้อหุ้นบริษัทน้ำมันจากเขาในราคาถูกเกินจริงพร้อมทั้งใช้เงินมากมายในการต่อสู้คดี

...ว่ากันว่าเบเรซอฟสกีใช้เงินในการดำเนินคดีครั้งนั้นเยอะมากผลสรุปคือเขาแพ้คดีโดยแทบสิ้นเนื้อประดาตัว...

บั้นปลายนายทุนผู้นี้กลับกลายเป็นคนตกอับมีชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัวในที่สุดเขาถึงกับต้องเขียนจดหมายไปขอร้องให้ปูตินให้อภัยตน

...ซึ่งไม่ปรากฏว่าปูตินตอบกลับอย่างใด...

มีนาคมปี2013 ที่ผ่านมานี้ โลกได้เห็นเบเรซอฟสกีผูกคอตายในห้องน้ำปิดฉากชีวิตซึ่งเคยโลดแล่นผาดโผน สร้างอำนาจบงการประเทศทั้งประเทศ...





แน่นอนว่าทั้งการปราบปรามอย่างเด็ดขาดใช้ทั้งวิธีบนดินและใต้ดินเช่นนี้ย่อมมีเสียงต่อต้านจากNGO
ปูตินตอบโต้กลับโดยการ เปิดวีดีโอชิ้นหนึ่งต่อหน้าสื่อมวลชน




วีดีโอFSBที่แสดงให้เห็นกลุ่ม NGO ของรัสเซียรับเงินจากอังกฤษ

ปูตินอาศัยการนี้ออกกฎหมายควบคุมกิจกรรมของ NGO ซึ่งมีกว่า 20,000 องค์กรในรัสเซียโดยอาศัยกรณี อังกฤษส่งเงินสนับสนุน NGO กลุ่มหนึ่งจำนวนมากแม้อังกฤษจะออกมาเถียงว่าเงินนั้นส่งให้แบบถูกกฎหมายแต่หน่วยงานความมั่นคงเห็นพ้องต้องกันว่า “NGO คือรูปแบบการแทรกแซงอย่างหนึ่งจากต่างชาติ


และแน่นอนปูติน ไม่ได้ทำแค่นั้น

แอนนาพูลิคอฟสคายาเป็นสื่อมวลชนที่โจมตีปูตินเรื่องความโหดร้ายในสงครามเชชเนียอย่างหนักในปี 2006 เธอถูกยิงตายโดยไม่มีใครทราบว่าผู้ใดเป้นผู้ลงมือ

ปูตินเดินหน้าเซ็น สัญญา วางท่อก๊าซต่อที่ ประเทศ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส และตุรกีร์เพื่อวางท่อผ่านไปยังยุโรปตอนใต้ ตอนนี้ยุโรปเกือบทั้งหมดพึ่งน้ำมันจากรัสเซีย!!และจะไม่มีประเทศในยุโรปไหนกล้าวิจารณ์รัสเซียในเรื่องสงครามเชชเนียอีกต่อไป!!นอกจากนี้ บ.Gazprom ยังขยายธุรกิจไปการการลงทุนอีกหลายส่วน นอกจากน้ำมันไปทั่วโลกอีกด้วย




ต้นทางและข้อมูล

//2g.pantip.com/cafe/library/topic/K8463200/K8463200.html
//pantip.com/topic/31430751
//www.thaifighterclub.org/
//writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=393
//en.wikipedia.org/wiki/Vladimir_Putin




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2557 7:38:28 น.
Counter : 957 Pageviews.  

เชอร์โนบิลหายนะที่โลกไม่ลืม

เชอร์โนบิล 
เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในยุคนั้นของสหภาพโซเวียต ตั้งอยู่ในอำเภอเชอร์โนบิล (Chernobyl Raion) ในจังหวัดเคียฟ (Kiev Oblast) ของพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นทางเหนือสุดของยูเครน ห่างจากตัวเมืองเชอร์โนบิลไปทางเหนือราว 11km แต่เจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าจะพักที่ปริเปี้ยต (Pripyat) เมืองสร้างใหม่สุดหรูใกล้ๆโรงไฟฟ้า

มีเตาปฏิกรณ์ทั้งหมด 4 เตา เป็นเตาแบบ RBMK-1000 (Reaktor Bolshoy Moshchnosti Kanalniy แปลว่าเตาปฏิกรณ์พลังงานสูงแบบท่อ) ให้พลังงานไฟฟ้าสูงสุดเตาละ 1000MW (ประมาณ 3200MW Thermal)

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็นไปอย่างรีบเร่ง เพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต้องการให้มีการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ จนหลายๆอย่างยังไม่ทันได้ทดสอบหรือตรวจสอบอย่างละเอียด หนึ่งในนั้นคือระบบไฟฟ้าสำรองในกรณีฉุกเฉินของระบบหล่อเย็น

ระบบหล่อเย็นจำเป็นต้องทำงานตลอดเวลาแม้เตาปฏิกรณ์จะปิดเพราะความร้อนจากการสลายตัว (Decay Heat) ในกรณีของเชอร์โนบิล ระบบนี้ทำงานด้วยไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอง ในกรณีที่เกิดไฟดับ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลจะเข้ามาปั่นไฟแทน แต่ระยะเวลาที่เครื่องดีเซลจะสตาร์ตและเร่งเครื่องจนได้กำลังไฟพอนั้นอยู่ ที่ 75 วินาที ซึ่งถือว่านานเกินไป (นานมาก คิดถึงว่าร้องเพลงชาติหนึ่งรอบครึ่ง)

มีคนเสนอไอเดียว่าระหว่างที่กังหันไอน้ำยังมีกำลังหมุนอยู่ (ด้วยแรงเฉื่อย) กำลังไฟที่ได้จากตรงนี้สามารถนำมาป้อนระบบหล่อเย็นได้ ซึ่งจะได้ไฟประมาณ 45 วินาที ถือว่าเพียงพอสำหรับการสตาร์ตและเร่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล

ทีนี้ก็เหลือแค่การทดสอบจริง ซึ่งจะทำโดยลดพลังงานของเตาปฏิกรณ์โดยลดพลังงานของเตาลง (เหลือประมาณ 700-1000MW Thermal ประมาณ 22-32% ของกำลังสูงสุด) ตัดไฟฟ้าที่ป้อนให้ระบบหล่อเย็น ตัดไอน้ำที่ป้อนให้กังหัน แล้วให้กังหันหมุนฟรีปั่นไฟฟ้าไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ได้ทดสอบสักที จนกระทั่งถึงเดือนเมษายน 2529 ซึ่งก็หลังจากเปิดใช้งานไปแล้วร่วม 9 ปี

แสดงที่ตั้ง  สภาพเมืองในปัจจุบัน  และแผนภาพจำลองของเตา







การทดสอบมีขึ้นที่เตาหมายเลขสี่ ซึ่งสภาพก่อนการทดสอบก็ถือว่าไม่ดีนัก เตานี้กำลังจะสิ้นสุดวัฏจักรของเชื้อเพลิง ซึ่งหมายความว่ายูเรเนียมกำลังจะหมดพลังงาน ฟังดูเหมือนดี แต่ช่วงนี้คือช่วงที่อันตรายที่สุดของวัฏจักร เพราะจะมีความร้อนจากการสลายตัว (Decay Heat) สูงมาก ทำให้สถานการณ์อันตรายแล้วตั้งแต่ก่อนทดสอบ อีกทั้งเตาแบบ RBMK นี้มีค่าสัมประสิทธิ์ฟองไอน้ำ (Void Coefficient) เป็นบวก แปลว่ามันจะให้พลังงานมากขึ้นเมื่อสารหล่อเย็นกลายเป็นไอมากขึ้น (สวนทางกับเตาของตะวันตกซึ่งมีค่านี้เป็นลบ และปลอดภัยกว่า เพราะถ้าพลังงานมากขึ้นเมื่อสารหล่อเย็นกลายเป็นไอ มันก็จะส่งเสริมกันไปเรื่อยๆ) และทำให้ RBMK อันตรายที่ระดับพลังงานต่ำ

ตามกำหนดการเดิม การทดสอบจะทำตอนเช้ามืด เจ้าหน้าที่ทั้งหลายของกะกลางวันต่างก็ได้รับการอธิบายงานมาเป็นอย่างดี และมีทีมวิศวกรอยู่พร้อม แต่เมื่อลดพลังงานลงเรื่อยๆ สถานีไฟฟ้าหนึ่งของเคียฟก็ดับ ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้คุมข่ายไฟฟ้าเคียฟขอให้เลื่อนการทดสอบออกไปก่อน กว่าจะได้ทดสอบอีกทีก็ห้าทุ่ม ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และพร้อมก็กลับกันไปหมดแล้ว เหลือแต่กะกลางคืนซึ่งตามกำหนดการเดิมจะต้องทำแค่เดินเครื่องระบบหล่อเย็น และดูแลเรื่องทั่วไป

เจ้าหน้าที่ควบคุมระดับพลังงานที่ต้องการด้วย การสอดแท่งควบคุม (Control Rods) ลงไปขัดขวางการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ ซึ่งได้ระดับที่ต้องการ (700-1000MW Thermal) เมื่อเวลา 00.05 ของวันที่ 26 เมษายน 2529 แต่การก่อตัวตามธรรมชาติของ Xenon-135 ซึ่งเป็นตัวซับนิวตรอนที่แกนเตา ทำให้พลังงานของเตายิ่งลดลงไปเรื่อยๆ และเมื่อพลังงานอยู่ที่ 500MW วิศวกรผู้ควบคุมแท่งควบคุมทำผิดพลาด สอดแท่งควบคุมเข้าไปลึกเกินไป ทำให้ระดับพลังงานร่วงไปที่ประมาณ 30MW Thermal ซึ่งแทบจะเหมือนปิดเตา ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เพราะวิศวกรคนนั้น (Leonid Toptunov) รวมทั้งวิศวกรผู้คุมงาน (Alexander Akimov) ตายจากรังสี

..............................................................

แผนผังเตา RBMK มองจากด้านบน สีเขียวคือแท่งควบคุม สีเหลืองคือแท่งควบคุมพิเศษที่สอดจากใต้เตา สีแดงคือแท่งควบคุมอัตโนมัติ และสีฟ้าคือแท่งเชื้อเพลิง




เตาหมายเลข 4ในปัจจุบัน





ห้องควบคุมต้องการให้ระดับพลังงานกลับมา ทำให้ตัดสินใจดึงแท่งควบคุมออก ซึ่งหลังจากผ่านไปหลายนาทีก็ได้พลังงานประมาณ 160-200MW Thermal ซึ่งการที่พลังงานลดฮวบไปก่อนหน้านี้ กับการทำงานที่ระดับพลังงานต่ำ ทำให้เกิด Xenon-135 มาขัดขวางการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ (Xenon Poisoning) จนจำเป็นต้องดึงแท่งควบคุมออกเกินระดับที่กำหนด และมีปัญหาต่างๆมากมาย 

สัญญาณเตือนระดับน้ำในถังแยกไอน้ำ-น้ำ เตือนอัตราการไหลของสารหล่อเย็น เตือนว่าไอน้ำถูกป้อนเข้าเครื่องควบแน่นมากเกินไปจนต้องเปิดวาล์วลดความดัน และเตือนว่าพลังงานของนิวตรอนไม่คงที่ดังแล้วดังอีก แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำหูทวนลม เพราะโดนสั่งงานมาแล้ว

หลังจากผ่านไปนาน ระดับพลังงานก็คงที่อยู่ที่ประมาณ 200MW และเจ้าหน้าที่ก็เตรียมการทดลองกันต่อ เวลา 01.05 มีการเปิดปั๊มสำรอง ทำให้อัตราการไหลของสารหล่อเย็นมากขึ้น ฟังดูเหมือนดี แต่สารหล่อเย็นก็คือน้ำที่หมุนเวียนอยู่ในตัวเตา ทำให้อุณหภูมิโดยรวมของน้ำสูงขึ้น และใกล้จุดเดือดเข้าไปทุกที และอัตราการไหลที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ระดับพลังงานลดลงเพราะน้ำเองก็ดูดซับนิวตรอน ทำให้เจ้าหน้าที่ยิ่งต้องดึงแท่งควบคุม (ซึ่งก็อยู่ที่ตำแหน่งอันตรายอยู่แล้ว) ออกไปอีก ทำให้ถึงตอนนี้เตาปฏิกรณ์อยู่ในสถานะอันตรายสุดๆ


เวลา 01.23 การทดลองก็เริ่มต้นด้วยการตัดไอน้ำที่ป้อนกังหันและสตาร์ตเครื่องดีเซล ซึ่งเข้ามารับโหลดในประมาณสี่สิบวินาทีต่อมา ซึ่งในช่วงนี้ระบบหล่อเย็นได้พลังงานจากกังหันที่หมุนช้าลงเรื่อยๆ ทำให้พลังงานที่ได้น้อยลงเรื่อยๆ และอัตราการไหลของสารหล่อเย็นก็น้อยลงเรื่อยๆเช่นกัน ทำให้อุณหภูมิของแกนเตาสูงขึ้น น้ำกลายเป็นไอน้ำ และจากที่บอกไปแล้วว่าเตารุ่นนี้มีค่าสัมประสิทธิ์ไอน้ำเป็นบวก ยิ่งมีไอน้ำมากพลังงานที่ได้ก็ยิ่งสูง พลังงานจึงฉีกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในตอนนี้มีการกดปุ่ม Scram (ปิดเตาฉุกเฉิน) จากห้องควบคุม ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าการกดปุ่มนี้เพราะเห็นระดับพลังงานฉีกขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือว่าเพราะต้องการปิดเตาตามปกติหลังจากเสร็จการทดลองแล้ว แต่หลักฐานชี้ว่าเป็นการกดปิดตามปกติ   การกดปุ่มนี้จะเลื่อนแท่งควบคุมลงมาจนสุดทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ แต่แท่งควบคุมนี้เคลื่อนที่ได้ช้า (0.4m/s) มิหนำซ้ำยังออกแบบผิดพลาด เอากราไฟต์ (ซึ่งเป็นตัวนำนิวตรอนแทนที่จะเป็นตัวซับนิวตรอน) มาทำเป็นหัว ยิ่งทำให้พลังงานของเตาเพิ่มสูงขึ้นอีก

ไม่กี่วินาทีหลังจากกดปุ่มปิดเตา พลังงานก็พุ่งพรวด แกนเตาร้อนเกินไป และทำให้แท่งเชื้อเพลิงแตกหักจนไปขวางทางแท่งควบคุม ทำให้ไม่สามารถคุมพลังงานของเตาได้อีกต่อไป สารหล่อเย็นก็ระเหยไปหมด พลังงานของเตาพุ่งพรวดจาก 200MW ไป 530MW ภายในสามวินาที หลังจากนั้นไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงในเตาเป็นยังไง ได้แต่คำนวณจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งจากบางแหล่งบอกว่าพลังงานพุ่งขึ้นไปถึง 30GW Thermal ซึ่งมากกว่าระดับพลังงานสูงสุดตามปกติของเครื่องถึงสิบเท่า พลังงานความร้อนมหาศาลนี้ทำให้ไอน้ำมีแรงดันมหาศาล และสุดท้ายมันก็ดันฝาครอบเตาหนักสองพันตันออกไป และเพราะ RBMK ใหญ่มากจนสร้าง Containment Building ซึ่งปกติจะกันเตาไว้อีกชั้นไม่ได้ กัมมันตภาพรังสีจึงออกไปตรงๆ

การระเบิดครั้งที่สองตามมาติดๆ ซึ่งหลักฐานต่างๆบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นระเบิดจากนิวเคลียร์ (เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ แต่ไม่มีพลังทำลายล้างรุนแรงเนื่องจากปฏิกิริยาลูกโซ่ไม่กว้าง) ระเบิดนี้ทำลายแกนเตาและหยุดปฏิกิริยาลูกโซ่ทั้งหมด แต่ไฟจากกราไฟต์ก็ยังลุกไหม้ต่อ พ่นสารกัมมันตรังสีออกไปในชั้นบรรยากาศ



ภาพถ่ายทางอากาศของเตา





กว่าจะควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ก็เป็นอาทิตย์ต่อมา มีการใช้ปูนและโบรอนคาร์ไบด์ (ตัวซับนิวตรอนชั้นดี) ทิ้งจากเฮลิคอปเตอร์ลงไปในแกนเตา (ซึ่งตอนนี้เปิดอ้าซ่า) โดยตรง และต้องมีคนดำน้ำที่เข้มข้นด้วยรังสีเข้าไปเปิดประตูน้ำเพื่อระบายน้ำที่ท่วมอยู่ก้นเตาป้องกันไม่ให้เกิดระเบิดไอน้ำขึ้นมาอีก (คนที่ดำลงไปสามคนตายหลังจากนั้นไม่นาน) และต้องระดมคนงานในชุดป้องกันรังสีโกยสารกัมมันตรังสีตลอดเวลา คนงานพวกนี้ได้ชื่อเรียกว่า Liquidator ซึ่งจะได้รับเหรียญกล้าหาญ ซึ่งก็สมควร เพราะขนาดใส่ชุดป้องกันเต็มที่ยังทำงานบริเวณนั้นได้มากที่สุดไม่กี่นาที มีการสร้างอาคารครอบเตาปฏิกรณ์เอาไว้ อาคารนี้เรียกว่าโลงหิน (Sarcophagus) ทำจากซีเมนต์หนา ป้องกันกัมมันตภาพรังสีไม่ให้รั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ..... อย่างน้อยก็ก่อนจะมีการตรวจพบรอยร้าว แต่ปัจจุบันก็กำลังสร้างอาคารใหม่ซึ่งทันสมัย  กว่าเดิมครอบมันซ้ำ


............................................

สารกัมมันตรังสีที่หลอมรวมกับซีเมนต์กลายเป็นเหมือนลาวาตรวจพบที่ใต้แกนเตา สารพวกนี้มีกัมมันตภาพรังสีสูงมากและแข็งตัวเหมือนปูน ในปัจจุบันพบว่าสารนี้สามารถปะทุ สลายตัวและให้กัมมันตภาพรังสีปริมาณมากออกมาได้

สารคล้ายลาวาที่เกิดจากเชื้อเพลิงหลอมรวมกับซีเมนต์และสารอื่นๆ ไหลออกมาจากวาล์วใต้เตา





เหรียญเกียรติยศของ Liquidator





เมืองปริเปี้ยตต้องอพยพคนออกทันที พร้อมกับเมืองเชอร์โนบิลและอีกหลายๆเมือง ป่าสนรอบๆแห้งตายกลายเป็นสีน้ำตาล และเมฆกัมมันตรังสีลอยไปไกลถึงยุโรปตะวันตก พื้นดินปนเปื้อน สัตว์ต่างๆต่างมีความผิดปกติเช่นภาวะเผือก แต่รายงานบอกว่าความผิดปกติไม่พบในรุ่นต่อๆมา และเอาเข้าจริงๆสัตว์ต่างๆในบริเวณนั้นกลับมีจำนวนมากขึ้นเพราะมนุษย์เผ่นป่าราบไปหมดแล้ว และยังมีการค้นพบราชนิดพิเศษที่ใช้กัมมันตภาพรังสีในการดำรงชีวิตที่ด้านในของเตาด้วย


ปัจจุบันปริมาณรังสีทั่วไปจางหายไปจนอยู่ในระดับปลอดภัยแล้ว แต่รังสีปริมาณมากยังสะสมอยู่ในดิน ยังคงมีการห้ามเข้าบริเวณนั้น พริพยาทยังคงเป็นเมืองร้าง แต่ก็ยังมีคนที่ลอบเข้าไปดูสถานที่อยู่บ่อยๆ

จบแล้วครับ

ขอขอบคุณ


Sirisobhakya แห่งบอร์ดนักเขียน ผู้เรียบเรียง
//en.wikipedia.org/wiki/Chernobyl_disaster  รูปประกอบ

............................................

รูปสัตว์กลายพันธ์ที่เกิดจากรังสี





 

Create Date : 19 มิถุนายน 2556    
Last Update : 19 มิถุนายน 2556 23:17:19 น.
Counter : 941 Pageviews.  

เครื่องบินสเตลธ์ของนาซี

Horten H.IX ,  Ho 229    เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ออกแบบโดยReimar และวอลเตอร์ Horten และสร้างโดยGothaer Waggonfabrikในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ II . มันเป็นครั้งแรกของปีกบิน ที่ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์เจ็ท ล้วนๆ
และที่เหลือเชื่อ คือมันเป็นเครื่องบินที่ มีแนวคิดที่ล้ำสมัยเกินกว่าเครื่องบินของชาติไหนๆในยุคนั้น
มันคือเครื่องบินเสตลธ์

ในช่วงปี1940  เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมัน  สามารถเข้าถึงศูนย์บัญชาการของอังกฤษได้แต่ก็พบกับความสูญเสียที่มากมายมหาศาล

เฮอร์มัน เกอร์ลิ่ง ผบ.กองทัพอากาศเยอรมัน จึงเกิดแนวคิด จัดหา เครื่องบินที่เข้าคอนเซ็ป”3 × 1000" ซึ่งประกอบไปด้วยบรรทุกระเบิดได้ 1000 กก.ระยะการทำการ 1000 กิโลเมตร และบินด้วยความเร็ว 1000 กม. / h ขณที่เพดานบินของมันคือ 15,000 เมตร (49,213 ฟุต)
ในตอนแรกนั้น มีความคิดที่จะนำ เครื่องยนตร์ Junkers Jumo 004B turbojets  มาติดให้กับเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งมันจะให้สิ่งที่พวกเขาต้องการนั่นคือความเร็ว  แต่ทว่ามันสิ้นเปลืองน้ำมันมากเกินไป ซึ่งจะให้ระยะทำการของ เครื่องบินสั้นลง

อันนี้คือหน้าตาของ เจ้า Junkers Jumo 004B turbojets  ที่เป็นปัญหา



โครงการนี้ถูกนำให้ สองพี่น้อง Horten เพื่อทำให้มันเป็นจริง

ในช่วง 1930 พี่น้อง Hortenมีชื่อเสียงจากการออกแบบเครื่องร่อน  รัฐบาลเยอรมันที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ สโมสรเครื่องร่อน  เนื่องจากการผลิตเครื่องบินทหารและแม้กระทั่งมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นสิ่งต้องห้ามตามสนธิสัญญาแวร์ซาย   

ตามความคิดของพี่น้อง Horten    
รูปแบบปีกบิน ที่เอาส่วน”ลำตัว”ที่ไม่จำเป็นออก"  ในทางทฤษฎีมันจะทำให้ น้ำหนักต่ำสุด และมันช่วยให้การบินมีประสิทธิภาพมากขึ้น  

จุดมุ่งหมายหลักของพี่น้อง Horten ก็คือการสร้างเครื่องบินที่ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้  โดยอาศัยประสบการณ์ที่ได้รับจากการสร้างเครื่องร่อนไม่มีหาง ที่ทดสอบตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1930

พี่น้อง ortens สรุปได้ว่ารูปแบบที่ลาดต่ำของ ปีกบินสามารถตอบสนองเป้าหมายที่ต้องการได้   พวกเขาหยิบยกโครงการส่วนตัวของพวกเขาH.IX เป็นพื้นฐานสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด

ในการออกแบบ H.IX  นั้น โครงส่วนที่เป็นลำตัวถูกสร้างขึ้นมาจากเหล็ก แต่ส่วนโครงปีกนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากไม้

พื้นผิวมีสองชั้น ชั้นในเป็นเหล็ก ส่วนชั้นนอกนั้น มีส่วนผสมระหว่าง ยาง ไม้อัด  และถ่านชาร์โคล ส่วนล้อและชุดเกียร์ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด มีทั้งหมดสามล้อ เครื่องยนตร์นั้น เริ่มแรกเดิมที  มันถูกออกแบบมาสำหรับ BMW 003
แต่ทว่า เครื่อง ยนตร์ BMW 003  ยังไม่พร้อม   Junkers Jumo 004  จึงถูกนำมาแทนที่ 

มันมีร่มชูชีพเอาไว้ชะลอตัวเมื่อลงจอด นอกเหนือจากนั้น Horten ยังติดปืน 30 มม.เข้าไปด้วย  โดยตั้งใจจะให้มันเป็นเครื่องขับไล่ไปในตัว เนื่องมาจากความเร็วสูงสุด ที่คาดว่าสูงกว่า อากาศยานลำไหนๆของฝ่ายพันธมิตร

และแล้วใน วันที่ 1มีนาคม 1944  เครื่องต้นแบบ H.IX  V1 ก็ถูกทดสอบ  การทดสอบเป็นไปได้ด้วยดี  H.IX  V1 บินได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ     แต่ทว่าขณะที่นักบินทำการเชิดหัว  ก็เกิดอุบัติเหตุ 

พี่น้อง ortens
















 เครื่องต้นแบบ H.IX  V1 




เครื่อง H.IX  V1 ถูกดึงจากพี่น้อง Horten  และถูก ส่งมอบให้ Gothaer Waggonfabrik เป็นผู้พัฒนาต่อ
ทีมของ  Gothaer ทำการเปลี่ยนแปลง ช่วงล่างให้มีน้ำหนักมากขึ้น  เพื่อให้เครื่องไม่เสียการทรงตัวในขณะเปลี่ยนแปลงท่าบิน เปลี่ยนแปลงระบบทำความเย็น และเพิ่มส่วนที่เป็น ฉนวนเพื่อป้องกันส่วนปีกที่ทำมาจากไม้

และในเดือนธันวาคม 1944 หลังการออกมา V1 การปรับปรุง  ก็เสร็จสิ้นลง    ต้นแบบ เครื่อง HIX V2ที่ถูกปรับแต่งใหม่เพื่อให้เข้ากับ เครื่องยนตร์ Junkers Jumo 004  ที่เข้ามาแทน BMW 003 ที่ไม่พร้อมก็เสร็จสิ้นลง   

นายพล กอร์ริ่ง  ผบ กองทัพอากาศเยอรมัน มีแผนสั่ง ให้ผลิตมันออกมา 40ลำ 

การทดสอบเที่ยวแรก ของ V2  มีขึ้นในวันที่ 2กุมภาพันธ์ 1945 


การทดสอบทั้งหมด เป็นหน้าที่ของ Gothaer Waggonfabrik เพราะในขณะนั้น  พี่น้อง ortens กำลังทำเครื่องบินทิ้งระเบิดข้ามทวีปที่มีชื่อว่า  Amerika
การทดสอบเป็นไปได้ด้วยดี นักบินทดสอบคือleutnant Erwin Ziller  รายงานว่า  การบินเป็นด้วยดี  มีความไม่เสถียรอยู่บ้างเมื่อบินออกด้านข้าง (เป็นปกติของเครื่องบินที่ไม่มีหาง )

ครั้งที่สองก็เป็นไปได้ด้วยดี  มีเพียงการลงจอดเท่านั้น เนื่องจาก นักบินกางร่มที่ช่วยชลอขณะลงจอดเร็วไป ทำให้ช่วงล่างเสียหาย
มีรายงานว่าในการฝึกซ้อม ด็อกไฟท์ มันเหนือกว่า  Messerschmitt Me 262  (เครื่องบินขับไล่เครื่องยนตร์เจ็ท ของเยอรมัน)

สองสัปดาห์ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์  1945  ที่ความสูง 800เมตร  เครื่องยนตร์ได้เกิดลุกไหม้  และดับลง(เป็นปํญหาที่ไม่เสถียรของเครื่อง Junkers Jumo 004  อยู่แล้ว)นักบินพยามสตาทร์ใหม่ แต่ไม่เป็นผล  ตัวนักบินเองก็ไม่ได้ วิทยุติดต่อ หรือพยามดีดตัว (มีการคาดการว่า นักบินอาจสลบเนื่องจาก ควันพิษที่ไหลเข้ามาในห้องนักบิน )  
 เครื่องตกกระแทกพื้น ตัวนักบินกระเด็นออกจากเครื่อง และเสียชีวิตในอีกสองสัปดาห์ต่อมา  เครื่องต้นแบบแหลกเป็นชิ้นๆ


Messerschmitt Me 262




แม้จะประสบความล้มเหลวจากปัญหาความเสถียรของเครื่องยนตร์  ใน V1 และV 2 แต่ HO229 ก็ถูกรวมใน หมวดนักรบฉุกเฉิน Jäger-Notprogramm (Emergency Fighter Program) 
และ V3 ก็ถูกผลิตออกมา    ติด ปืน ใหญ่อากาศ MK 108 30mm cannon ไว้ที่ใต้ปีก  V4 รุ่นสองที่นั่ง  V5 รุ่นรบกลางคืน  V6 รุ่นต้นแบบ  V 7รุ่นฝึก (สำหรับสองที่นั่ง) 

แต่ทว่า เยอรมันก็พ่ายแพ้สงครามเสียก่อน


เครื่อง  V3  และ แบบแปลนก็ตกอยู่ในมืองของอเมริกา

*******************
V3 ขณะถูกขนไปอเมริกา



ต่อมา เจ้าV3 นี้ก็ไปอยู่ที่พิพิธภัณท์ สมิธโซเนี่ยน

หลังสงคราม Reimar Horten กล่าวว่าฝุ่นถ่านที่เขาผสมกับกาวไม้ในมีคุณสมบัติดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เรดาร์) ซึ่งเขาเชื่อว่าสามารถป้องกันเครื่องบินจากการตรวจสอบโดย เรดาร์เตือนภัยภาคพื้นดินที่ความถี่ 20 ถึง 30 MHz  การออกแบบปีกบินเช่น HO 229   จะมีขนาดเล็กกว่า ในเรดาร์ตัดขวาง ทั้งนี้เป็นเพราะปีกผสมลงไปในลำตัวและไม่มีใบพัดขนาดใหญ่หรือแนวตั้ง  และแนวนอนพื้นผิวหางก็ไม่มี  ให้เรดาร์โดยทั่วไปสามารถตรวจจับได้

วิศวกรของNorthrop Grumman-คอร์ปอเรชั่น สนใจใน HO 229 และหลายครั้งพวกเขามาเยือนมัน ห้องพิพิธภัณฑ์ Smithsonian ในซิลเวอร์ฮิลล์, แมรี่แลนด์ในช่วงปี 1980  วิศวกรของ  Northrop Grumman ได้ทดสอบเฟรม ของเจ้าV3 หลายครั้ง  โดยยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตรงส่วน ของกรวยจมูกที่ทำจากไม้ที่หนา19มม, และอีกหลายๆส่วน
ผลของการทดสอบ สัญญาณเรดาร์ชะลอตัวลงมาก  

และในปี 2008  Northrop Grumman ร่วมมือกับ  ช่อง สารคดี National Geographic  พิสูจน์ว่า  เจ้า Ho 229 นี้เป็น เครื่องบิน เสตลธ์ รุ่นแรกของโลกหรือไม่  บริษัท  Northrop Grumman  สร้าง  เครื่องบินนี้ตามแบบที่มีอยู่ทุกอย่าง
โดยใช้เวลา กว่า 2500ชม.  และเงินกว่า2500เหรียญ แล้วนำมันไปทดสอบที่ บริษัท บริษัทReda cross-section (RCS) ที่Tejon, แคลิฟอร์เนีย  ซึ่งHo 229    จะถูกยึด กับเสา โดยห่าง  15 เมตร (50 ฟุต ) สัมผัสกับแหล่งพลังงานไฟฟ้าจากมุมต่างๆโดยใช้ความถี่เดียวกันสามในช่วง 20-50 MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่ใช้ในปี 1940 



ผลลัพธ์พบว่า HO 2-29 หลบเรดาร์สัมพันธมิตรยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จริงๆ! 

โดยถ้าเทียบจากเรดาร์ระวังภัยบริเวณช่องแคบอังกฤษในยุคนั้นจะตรวจจับเครื่องบินรบศัตรูได้เมื่อเข้าสู่ระยะ 160 กิโลเมตร แต่สำหรับ HO 2-29 จะจับได้เมื่อบินเข้าระยะ 129 กิโลเมตร และเพราะมันบินเร็วมาก จึงสามารถพุ่งถล่มเป้าหมายใจกลางอังกฤษภายใน 8 นาที ขณะที่เครื่องบินรบทิ้งระเบิดรุ่นก่อนหน้าต้องใช้เวลา 19 นาที ส่งผลให้ทัพอังกฤษและสัมพันธมิตรมีเวลาเตรียมรับมือน้อยลง

"มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าฝ่ายนาซีผลิต HO 2-29 ออกปฏิบัติการ เกมการรบอาจพลิกผันและได้เปรียบในห้วงเวลาหนึ่ง จนกว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะคิดค้นอาวุธตอบโต้สำเร็จ" ทอม โดเบรนซ์ ผู้เชี่ยวชาญสเตลธ์ของนอร์ธทรอปฯ กล่าว

แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนเอาไว้เช่นนั้น เพราะ HO 2-29 ไม่เคยออกรบ








 

Create Date : 19 มิถุนายน 2556    
Last Update : 19 มิถุนายน 2556 22:52:34 น.
Counter : 548 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.