|
ครึ้งหนึ่งในชิวิต ที่ผู้หญิง ไม่อาจทำได้
ครั้งหนึ่งที่ผู้หญิงไม่อาจทำได้นั้น คือการบวช ผมเอง ก็คาดไม่ถึง ว่า ผม จะ ได้ บวช แต่พอถึงเวลาของลูกผู้ชาย ก็ต้องมีการบวชสักครั้ง
ตอนนนี้ก็คงถึงคราวของผม ตอนแรก ก็ไม่ได้ตื่นเต้นซักเท่าไหร่ แต่พอถึงเช้าวันที่จะบวชจริงๆ ก็รู้สึกว่าใจเต้นแรงมากๆ ยิ่งตอน แม่ ป้าๆ น้าๆ มาปลงผม ผมก็สั่นไปทั้งตัว คงเพราะว่าน้ำที่เอามาสาดหัวมันเย็น
.. ม่ายช่าย!....แต่เพราะว่าเห็นแม่ และญาติพี่น้องดีใจกับเรา ก็เลยรู้สึกแปลกๆ แค่เรา บวช ทำไมถึงมีอิทธิพลกับ คน ได้ หลายๆ คน จังนะ!

พอปลงผมเสร็จ ก็ใกล้ถึงเวลาแห่แล้ว คนมาร่วมงานเยอะแยะไปหมดเลย ทั้งญาติที่สนิท และ ไม่สนิท เพื่อนสมัยเด็กๆ เพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน เพื่อนกินเหล้า เพื่อนเที่ยว ที่สำคัญ เพื่อนร่วมงาน ที่ผมไม่คาดคิดว่าจะมากันเยอะขนาดนี้ เพราะวัดที่ผมบวชนั้น ค่อนข้างที่จะไกล พอสมควร แต่ก็มากันเยอะ (ผมเห็นเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงาน ที่ไปร่วมงานทุกคนนะครับ แต่ไม่สามารถไปต้อนขับสู้ ได้ หลังจากออกมาจากโบสถ์แล้ว ลงมาฉันท์เพล ผมได้บอกโยมแม่ให้ไปดูแล พี่ๆ จากที่ทำงานให้หน่อย แต่ก็ไม่ทันการ พี่ๆ ได้กลับกันไปหมดแล้ว ต้องขออภัยด้วยที่ต้อนรับไม่ดี ไว้โอกาสหน้าจะดูแลอย่างดีครับ
)

 ขอบคุณ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงาน ทุกคน
 ขอบคุณ เพื่อนๆ

หลังจากบวชเสร็จ คืนนั้น ฝนตกลงมาอย่างหนัก เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า ท่านได้รับผมเข้าเป็นพระสงฆ์อย่างสมบูรณ์แล้ว ผมเลยรีบเข้านอน ตั้งแต่ 20.00น. เพราะพรุ่งนี้เช้า ต้องออกบิณฑบาตรแต่เช้า นัดกับหลวงพี่ที่จะออกบิณฑบาตรด้วยกัน เวลา 05.30 น. ได้เวลา 05.30 น. เจอหลวงพี่หน้าโบสถ์ เจอหลวงพี่ครั้งแรกก็ใช้ท่านเลย
.หลวงพี่ครับ จีวรผืนนี้ห่ม ยังไงครับ? ช่วยห่มให้ดูหน่อยสิ ผมพึ่งรู้น่ะ ว่า จีวรผืนนึง ห่มได้สามแบบ แต่ละแบบก็ใช้ต่างเวลา และต่างสถานที่ เดินบิณฑบาตร ก็แบบนึง ฉันข้าวก็แบบหนึ่ง ทำวัตรเช้า-เย็น ก็อีกแบบหนึ่ง เอาละ! ห่มผ้าเสร็จแล้ว ได้เวลาเดินบิณฑบาตรครั้งแรกในชีวิต พระใหม่อย่างผมก็ตื่นเต้น ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี ดีน่ะ ที่เจ้าอาวาสได้สอนไว้ว่า เวลาเดินต้องสำรวม เดินช้าๆ ไม่ต้องรีบเหมือนพระเก่าๆ จะรีบไปตามควายที่ไหนไม่รู้ แล้วเวลาที่มีมอเตอร์ไซด์ผ่านมา แล้วมีสาวซ้อนท้ายมา ไม่ต้องไปโบกมือ บ๊ายย บาย เค้าล่ะ สายตาอีกอย่าง ไม่ใช่โยมแม่เค้ามาตักบาตร โยมลูกสาวเค้าอยู่ในบ้าน สายตาก็มองเข้าไปในบ้าน ไม่ได้ดูคนมาใส่บาตรเลย แบบนี้ก็ใช้ไม่ได้ นะ จำไว้
____________________________________________________________________________________ หลวงพี่ : ท่าน ไปกันได้แล้วเดี๋ยวสาย พระใหม่ : หลวงพี่ แล้วจะเดินไปที่ไหนกันครับ? หลวงพี่ : เดินขึ้นสะพาน ไปทางรถไฟน่ะ แล้วก็กลับ พระใหม่ : คิดในใจ (เดินไปแค่นี้เองหรอ ใกล้จัง ถนนก็ลาดยาง สบายๆ) พระใหม่ : หลวงพี่ๆ ทำไมเลี้ยวซ้ายไปทางนั้นล่ะ ไม่ได้ตรงไปหรอครับ? หลวงพี่ : ใครบอกจะตรงไปล่ะท่าน ตรงไป มันไม่มีบ้านเลยน่ะ พระใหม่ : โห่วว หลวงพี่ หินลูกรัง ทั้งนั้นเลยนะครับ นั่นไม่เจ็บเท้าแย่หรอครับ หลวงพี่ : ไม่เจ็บหรอก หลวงพี่เดินทุกวัน พระใหม่ : คิดในใจ (หลวงพี่เดินทุกวันก็ไม่เจ็บสิ ผมล่ะคร๊าบบบ
.) พระใหม่ : หลวงพี่ หินที่นี่แหลมจังน่ะครับ หลวงพี่ : เดี๋ยวก็ชินไปเอง คิดซะว่าเค้าปูพรมให้เราเดินแล้วกัน พระใหม่ : โหวว หลวงพี่ คิดได้แบบนั้นก็ดีสิครับ หลวงพี่ : 5555++ พระใหม่ : หลวงพี่ แล้วเวลาโยมใส่บาตรเสร็จแล้ว ต้องท่องอะไรอ่ะครับ หลวงพี่ : โหววว ท่าน ไม่ เคย ใส่ บาตร เลย สิ พระใหม่ : แหะ แหะ ครับ หลวงพี่ : ท่องตามแล้วกัน เด๋วก็จำได้ สั้น ๆ พระใหม่ : ครับ แต่ตอนนี้เจ็บเท้าจัง หลวงพี่ หลวงพี่ : ออ เดี๋ยวอีกสองกิโลฯ ก็เป็นถนนลาดยางแล้วล่ะ พระใหม่ : ห่ะๆ สองกิโล T___T หลวงพี่ : เอาน่า พระพุทธเจ้าสมัยก่อน ลำบากกว่าเราเยอะ หลวงพี่ : เอาล่ะ! เลี้ยวซ้ายนี้ก็เป็นถนนลาดยางเรียบลงไปตามคลองแล้วล่ะท่าน พระใหม่ : ครับ
.T___T ภาพที่เห็นครั้งแรก ที่เลียบลงสะพานเลียบคลองไปนั้น ทำให้พระใหม่แบบผม คิดขึ้นมาว่า ในเขตกรุงเทพฯ ยังมีบรรยากาศแบบนี้อยู่อีกหรอ ผู้คนใช้เรือเป็นพาหนะ บางคนก็พายเรือไปทำงาน คนแก่ๆ บางคนก็พายเรือมาเก็บไข่ที่วางดักปลาไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เด็กๆ ออกมากระโดดน้ำเล่น ผู้คนออกมาใส่บาตรกันพร้อมหน้าพร้อมตา
มองออกไป เป็นถนนเลียบไปตามคลอง มีหมอกบางๆ ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำ ราวกับจะบอกว่า
. สะพานแห่งนี้ ยินดีต้อนรับพระใหม่อย่างผม ทำให้รู้สึกว่า หายเจ็บเท้า และหายเหนื่อยไปเลย เดินบิณฑบาตรไปได้สัพัก ประมาณบ้านหลังที่ 5 มีโยมใจดี ถวายแตงโม มาลูกนึง แบบว่าลูกเต็มๆ ไม่ได้ผ่า หลวงพี่ : โยม จะเอาแตงโมลูกนั้นมาถวายพระด้วย ใช่ไม๊? โยม : ค่ะ ท่าน หลวงพี : งั้นเอาไป ใส่ย่ามพระใหม่เลยนะ พระใหม่ : คิดในใจว่า งานเข้าแล้ว อีกตั้ง 3 กิโลกว่าจะบิณฑบาตรเสร็จ 5555++ ถือว่าเป็นการทดสอบพระใหม่แล้วกัน พระใหม่ : หลวงพี่ๆ บาตรกับย่ามผม จะเต็มแล้วนะครับ หนักด้วย หลวงพี่ : ทนไปหน่อย ที่วัดนี้ไม่มีลูกศิษย์วัดน่ะ ต้องช่วยเหลือตัวเอง
.. แต่เดินไปซักพัก
ผมได้เจอภาพที่ทำให้พระใหม่ได้หายเหนื่อยอีกครั้ง ภาพที่เห็น
เป็นต้นไทรอายุนับ 100 ปี แตกกิ่งก้านไปตามชายคลอง ตามกิ่งก้านนั้น ก็มีรากอากาศห้อยลงมาเป็นม่าน ขนาดเล็กๆ ให้เดินผ่านไป ใกล้ๆ กัน ก็มีต้นพงศธร กอใหญ่มาก งอตัวลงมาเป็นรูปตัวยู เสมือนอุโมงค์ให้เราได้เดินผ่านไป
.. หันไปด้านขวาเจอสัตว์ในตระกูลไดโนเสาร์ ว่ายน้ำเล่น อย่างสบายใจ ในขณะที่หันไปดูไดโนเสาร์ พระใหม่ : โอ๊ยยยย
.. หลวงพี่ : เป็นอะไรท่าน พระใหม่ : ไม่รู้ ไร ตำ เท้า หลวงพี่ : โหววว หนามไพ่นี่ แหมนิดเดียวเอง เลือดออก ซะเยอะเลย พระใหม่ : โหววว หลวงพี่ เข้าไปตั้งครึ่งนึง ไม่เยอะอีกหรอ หลวงพี่ : แค่นี้เด็กๆ หลวงพี่เคยหนาม โดนแบบมิดด้ามมาแล้ววว
พระใหม่ : T___T กว่าจะเดินถึงวัด หนักก็หนัก เท้าก็โดนหนามตำเลือดออก แถมถนนหินลุกคลุกอีก แต่บ่นไม่ได้ ต้องสำรวม ต้องอดทน ก็เราเป็นผู้รับใช้ศาสนา นี่นา
ตกเย็นวันแรก ก็มีคนตาย เข้ามาที่วัด โดยโดนรถชนตายซะด้วย เราก็ดันนนอนหน้าเมนต์ ซะด้วย ก่อนนอนเลยบอกขอโทษคนตายสักหน่อย ที่หันขาไปทางเค้า
.. นี่แหละ
.ชีวิต คนเรา อะไรย่อมมีเกิด สิ่งนั้นย่อมมีดับเป็นธรรมดา สุดท้าย
ขอให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญ ไม่เจ็บ ไม่ไข้ อายุ วันโณ สุขขัง พลัง สา
ธุ
Free TextEditor     
| Create Date : 08 กรกฎาคม 2552 | | |
| Last Update : 8 กรกฎาคม 2552 13:19:48 น. |
| Counter : 251 Pageviews. |
| |
|
|
|