ถ้าท้อเป็นเพียงถ่าน.... ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร
Group Blog
 
All blogs
 

การออกแบบห้องนอน



ขนาดของห้องโดยทั่วไป 3.00 * 3.00 เมตร ไปจนถึง 4.50 * 4.50 เมตร หรืออาจกว้างกว่านื้ ควรเป็นห้องมีเพดานสูง มีหน้าต่างหลายบาน โดยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกันเพื่อจะได้มีเนื้อที่ผนังใช้ประโยชน์มากขึ้น สำหรับประตูถ้ามีมากกว่า หนึ่งบานควรอยู่ใกล้กัน เครื่องเรือนชิ้นสำคัญที่สุดในห้องนอนก็คือเตียงนอน ซึ่งควรมีเนื้อที่กว้างขวางและรับน้ำหนักได้ดี เตียงนอนมีทั้งขนาดเดี่ยวและคู่

เตียงนอนเดี่ยว มีขนาด 1.00 – 1.10 * 2.00 เมตร สูง 0.40 – 0.50 เมตร

เตียงนอนคู่ มีขนาด 1.00 – 1.80 * 2.00 เมตร สูง 0.40 – 0.50 เมตร

โต๊ะข้างเตียง ขนาด 0.30 * 0.45 เมตร สูง 0.4 เมตร ซึ่งนิยมทำเป็นตู้เตี้ยนี้ใช้ประโยชน์เพื่อวางสิ่งของ เช่น หนังสืออ่านก่อนนอน วางโคมไฟ หรือ โทรศัพท์ ฯลฯ ควรมีความสูงระดับเตียงและควรอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง

ตู้เสื้อผ้า ขนาด 0.60 – 0.70 * 1.20 – 1.50 เมตร สูง 1.80 * 2.20 เมตร ซึ่งอาจเป็นแบบตู้ตั้งพื้นหรือแบบฝังผนังก็ได้ ภายในตู้อาจมีช่องหรือลิ้นชักด้านบนหรือด้านล่างสำหรับเก็บเสื้อผ้าที่พับไว้ กระเป๋า เครื่องห่มและอื่นๆ

โต๊ะเครื่องแป้งชาย 0.40 – 0.50 * 0.60 เมตร สูง 0.75 – 0.90 เมตร ด้านล่างอาจทำเป็นลิ้นชักจนถึงพื้น

โต๊ะเครื่องแป้งหญิง 0.40 – 0.50 * 0.80 - 1.00 เมตร สูง 0.60 – 0.70 เมตร และมีเก้าอี้นั่งแต่งหน้า สูง 0.40 เมตร ควรคำนึงถึงความเหมาะสมเมื่อเทียบกับโต๊ะเครื่องแป้ง สำหรับกระจกเงาที่ใช้แต่งตัวควรใช้กระจกบานใหญ่ส่องได้เต็มตัวอาจติดที่บานประตูเสื้อผ้า ส่วนกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งอาจมี 3 บาน




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 14 สิงหาคม 2552 11:16:14 น.
Counter : 417 Pageviews.  

ความหมายของ นฤมิตศิลป์ กับนิเทศศิลป์ และออกแบบสื่อสาร

พี่ยอด FA CU

พี่เห็นน้องๆ หลายคนถามมาว่า

- สายศิลปกรรม/มัณฑนศิลป์ นิเทศศิลป์ ออกแบบสื่อสาร นฤมิตศิลป์ จบมาทำอะไรได้บ้าง ใส้แห้งหรือเปล่า
- คณะที่มีชื่อประหลาดๆเหล่านี้ เข้าไปเค้าเรียนอะไรกันบ้าง
- การเตรียมตัวในปีหน้า ต้องเตรียมยังไงบ้าง
- สมมติถ้าคะแนนเอนท์ไม่ถึง ม รัฐบาล มีที่ไหนบ้างที่เทียบเท่า (จากประสบการณ์)

ความหมายของนิเทศศิลป์ นฤมิตศิลป์ ออกแบบสื่อสาร

ความจริงแล้ว ชื่อเหล่านี้ก็เหมือนชื่อของรถยนต์ ชื่อคน
ต่างคนก็ต่างตั้งกันไป แต่แท้จริงแล้ว มีความหมายเดียวกัน
ซึ่งอาจจะเรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า พาณิชยศิลป์นั่นเอง (Commercial Design)

พี่จะขอจัดกลุ่มที่ใช้ข้อสอบร่วมกันในปีนี้นะครับ จะได้ง่ายขึ้น

- ข้อสอบ ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ ปฏิบัตินฤมิตศิลป์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ (Creative Arts) สาขาเรขศิลป์ (Graphic Design)
โดยรากฐานของภาควิชานี้ มีความคล้ายกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม
เพราะผู้ก่อตั้งคณะ และอาจารย์ประมาณครึ่งนึง เป็นอาจารย์ที่มาจาก ID
แต่ตัดวิชาโครงสร้างและวิชาทางสถาปัตย์ออกไป จึงมีการเรียนการสอนตามปกติ 4 ปี

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้ชื่อสาขาการออกแบบ สังกัดคณะวิจิตรศิลป์

ม.นเรศวร(ใช้ชื่อ สถาปัตย์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์) ม.มหาสารคาม (ใช้ชื่อ นฤมิตศิลป์)
สังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

- ข้อสอบ ความถนัดทางนิเทศศิลป์
สถาบันที่ใช้ชื่อ นิเทศศิลป์
สถาบันเทคโนฯ เจ้าคุณทหารลาดกระบัง, พระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)สังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (ไม่มีวิชาอะไรเกี่ยวกับสถาปัตย์ สังกัดเฉยๆ) บูรพา, ขอนแก่น, ม.กรุงเทพ,เอแบค, สังกัดคณะศิลปกรรม

- ข้อสอบ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ ออกแบบนิเทศศิลป์
สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ สังกัดคณะมัณฑนศิลป์

- ข้อสอบ สอบตรงกลางปี
มศว ประสานมิตร
ใช้ชื่อออกแบบสื่อสาร สัีงกัดคณะศิลปกรรมศาสตร์

- ข้อสอบ ความถนัดทางศิลป์
ครุศาสตร์ ศิลปศึกษา จุฬาฯ สังกัดคณะครุศาสตร์

เพราะฉะนั้น คณะที่ว่ามาทั้งหมด ทางด้านบนที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า
Creative Arts
Graphic Design
Communication Design
Commercial Arts
Art Education
จบมาทำงานประเภทเดียวกันหมด
สถาบันไม่มีส่วน หรือไม่มีผลในการรับเข้าทำงาน
ตัวงานเมื่อเรียนจบเท่านั้นที่จะเป็นตัววัด

=====================================================
ชีวิตในมหาลัย

สำหรับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ก็จะคล้ายๆกันทุกที่
ในช่วงปีต้นๆของการเรียน จะต้องเรียน วิชาพื้นฐานทฤษฎีศิลปะ, การออกแบบ, ทฤษฎีสี, วาดเส้น
และวิชานอกคณะได้แก่พวกสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์เบื้องต้น พลศึกษา วิชาเลือกนอกคณะ

แต่พอขึ้นปีสองปีสาม แต่ละสถาบันก็จะเริ่มมีการสอนที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งก็แล้วแต่หลักสูตร และความเป็นมาเบื้องหลังของอาจารย์ที่นั่น

แต่พอถึงปีสุดท้าย นักศึกษาทุกๆที่ ก็จะต้องทำอะไรที่คล้ายๆกันอย่างหนึ่งคือต้องมีการทำวิทยานิพนธ์ / ศิลปนิพนธ์
หรือที่เรียกว่า Art Thesis ซึ่งจะเป็นการประมวลความรู้ที่เราเรียนมาตลอดระยะเวลาสี่ปีว่าเราสามารถทำงานจริงได้ขนาดไหน

เรียนทางด้านนี้ ต้องยอมอดนอน อย่างที่เค้าว่าๆกันไว้แหละ

สำหรับระยะเวลาการทำ Thesis ก็กินเวลาทั้งเทอม คือทั้งเทอมทำไอ้นี่อย่างเดียว ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเลย
จะต้องคอยสอบกับคณะกรรมการเป็นระยะๆ ตั้งแต่เลือกหัวข้อที่จะทำด้วยตัวเอง

คือพอจบปั๊บจะต้องมีหนังสือเล่มหนาๆเล่มนึงกับผลงานที่จะต้องเอาไปจัดนิทรรศการให้คนทั่วไปดู

=====================================================

เรียนยากมั๊ย
คือถ้าน้องเป็นคนที่มีใจรักศิลปะ รักสวยรักงาม มีเทสต์ในการเลือกของใช้ส่วนตัว ช่างสังเกต
ชอบขีดๆเขียนๆ วาดรูปเล่น ชอบคิดอะไรใหม่ๆ ชอบคอมฯ ชอบงานออกแบบ
หรืออ่านหนังสือ Wall Paper / Surface / Art4D นั่นแหละ น้องเรียนได้แน่ๆ

การเรียนที่ว่ายากไม่ยากขึ้นอยู่กับผู้เรียน สาขาวิชาสายอาชีพแบบนี้ไม่ค่อยมีการสอบ
มีแต่การทำงานส่ง ผลงาน ไอเดีย และความขยันจะเป็นตัววัดว่าเราจะเรียนรอดป่าว

=====================================================

อาชีพหล่ะ ทำไรได้มั่ง

จากประสบการณ์การทำงาน ที่ได้เจอคนหลายสาขาอาชีพ
ก็เลยสามารถแยกแยะตามสาขาอาชีพต่างๆที่พวกเรียน นิเทศศิลป์ ออกแบบสื่อสาร นฤมิตศิลป์ ได้ดังนี้


1. Graphic Designer หรือเรียกว่า "นักออกแบบกราฟฟิก"
นักออกแบบกราฟฟิก ก้อสามารถแยกย่อยออกได้อีกคือ

1.1.Web Graphic Designer ชื่อบอกกันโต้งๆว่าออกแบบเวบ
นักออกแบบเวบ ก็มีสองลักษณะ คือทำอยู่กับบริษัทที่นักออกแบบเป็นใหญ่ อันนี้ก็จะรุ่ง
อย่างเช่นบริษัท Ogilvy One ในเครือ Ogilvy เอเยนซี่ยักษ์ใหญ่ หรือ Wonderman เป็นต้น
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
แต่ถ้าไปอยู่บริษัทที่โปรแกรมเมอร์เป็นใหญ่ ก็จะไม่รุ่ง งานออกแบบก็จะเละ ไม่เป็นโล้เป็นพาย
ชีวิตนักออกแบบจะอับเฉา ยิ่งถ้าไปอยู่ประจำตามเวบธุรกิจขายของยิ่งไปกันใหญ่ ยกเว้นว่าจะ
สู้จริงๆ
ลักษณะการทำงานก็จะออกแบบเวบเพจ และทำสื่อมัลติมีเดีย อินเตอร์แอคทีฟต่างๆ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
1.2.Advertising Graphic Designer Graphic Unit
เป็นนักออกแบบกราฟฟิกที่ต้องอยู่กับสินค้านานชนิด ทำงานได้ทุกอย่างทุกประเภท ตั้งแต่งานออกแบบ
สิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ ไดเรกเมล์ บิลบอร์ด ยันออกแบบบูท สินค้าที่ระลึก หรือบรรจุภัณฑ์

อยู่กับบริษัทโฆษณามีข้อดีคือ เงินเดือนเยอะ และข้อสำคัญ มีเวทีให้คุณประกวดงาน
ถ้าดังได้รางวัลจาก Cannes กับ D&AD ก็รับรองว่าจะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินเดือนอีกต่อไป
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบริษัทที่เข้าไปทำด้วยว่า ส่งเสริมเรื่องการส่งรางวังเหล่านี้หรือเปล่า
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
1.3.Graphic Designer / Artist ประจำ Graphic House
นักออกแบบประจำกราฟฟิกเฮาส์ ซึ่งลักษณะการทำงานจะคล้ายๆกับทำอยู่กับเอเยนซี่
แต่จะทำอะไรได้อิสระขึ้น ได้ทดลองทำอะไรที่มันส์ๆได้ กราฟฟิกเฮาส์ที่ดังๆก็ได้แก่
Blind, Color Party, G49 ที่เป็นเครือของ A49
อีกพวกนึงที่อาจจะอยู่ในกลุ่มนี้ได้ ก็ได้แก่นักออกแบบที่อยู่ประจำนิตยสาร ซึ่งที่ดังๆก็ได้แก่
DNA, DAY BED, aDAY, Art 4D หรือเครืออมรินพริ้นติ้ง
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
1.4.Graphic Designer ประจำบริษัท หรือหน่วยงานต่างๆ
อันนี้ก็จะกร่อยหน่อยนึงถ้าเลือกทำ แต่ถ้าอยู่กับฝรั่งก็เงินเดือนดี แต่ก็ยังแห้วอยู่ดี
เพราะพวกเราจะไม่มีทางโตได้ในบริษัทเหล่านี้
=====================================================
2. Art Director
หรือผู้กำกับศิลป์ หรือจะเรียกว่านักออกแบบ นักคิดโฆษณาก็ได้
พวกเขาเหล่านี้อยู่ตามบริษัทโฆษณาชื่อดัง คอยคิดโฆษณาประหลาดๆแหวกแนว
เป็นต้นว่า โฆษณา โซเคน หรือหนอนยูนิฟ กรีนที

ลักษณะงานคือจะนั่งคิดโฆษณา คิดหนังโฆษณา และจะทำงานร่วมกับก๊อบปี้ไรท์เตอร์
ใครที่เข้าใจว่า เรียนนิเทศเท่านั้นถึงจะทำงานคิดโฆษณาได้ ก็ให้คิดใหม่นะครับ
เพราะพวกนิเทศเค้าจะเป็น Copy Writer คือคิดคำพูดในโฆษณา
หรือคิดโฆณาวิทยุ คิดบทพูดเท่านั้น ไม่ได้ยุ่งกับภาพ หรืออาร์ตเท่าไหร่นัก

เป็นอาชีพที่เงินดี แต่ทำงานหนักยิ่งกว่าวัวกลับบ้านเลยเที่ยงคืนบ่อยๆ
ต้องไปคุมผู้กำกับถ่ายหนัง ดูคนตัดต่ออีก สารพัด
หน้าที่กว่าจะออกเป็นโฆษณาเรื่องนึง

ที่คนอยากเป็นกันเยอะเพราะเงินเดือน กับมีเวทีให้ประกวดงานโฆษณาอย่าง Cannes กับ D&AD
=====================================================
3. Animator
นักออกแบบอนิเมชั่น ที่ฮิตๆอยากจะเป็นกันเยอะแยะ แต่น้องเอ๋ย รู้ป่าวว่า งานหนักยิ่งกว่าพวก
กราฟฟิคกับอาร์ตไดโฆษณาอีก

แต่ถ้าชอบก็เอาเลย ถ้าเก่งเมื่อไหร่ รับรองรุ่ง
ลักษณะงานก็จะคล้ายงานโฆษณา แต่โหดกว่า ไม่ค่อยได้กลับบ้าน แต่ถ้าเขียนการ์ตูนเก่ง(วาดมือ)
ชอบคอม ก็ลุยเลย ค่าตอบเแทนของอาชีพนี้จัดว่าสูงเอาการ

สตูดิโอที่ดังๆก็รู้ๆกันอยู่คือ กันตนา กับ Imaginmax
ถ้าเรียนด้านนี้โดยตรงก็ที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ภาควิชาคอมพิวเตอร์อาร์ต ดังสุด
เครื่องมือพร้อมสุดๆ
=====================================================
4. Motion Graphic Designer
จริงๆ พวกนี้ก็จัดอยู่ในกลุ่มทำเวบกับอนิเมเตอร์ เรียกว่าคนที่จบภาพยนตร์ ลาดกระบังมาจะทำงานได้ตรงกว่า
แต่ถ้าเราเรียนแล้วชอบทางนี้ เราก็ทำได้เหมือนกันนะ

เฮาส์ที่ดังๆที่พวกนี้จะไปอยู่ก็ได้แก่ ฟีโนมีนา และแมชชิ่ง สตูดิโอ หรือ Final Cut
=====================================================
5. Environmental Graphic Designer
งงอ่ะดิ ว่าทำอะไรกันหน่ะอาชีพนี้ มีด้วยหรอ
ก็นักออกแบบกราฟฟิกในนิทรรศการ หรือป้ายสัญลักษณ์ต่างๆแหละ เป็นต้นว่าป้ายธนาคาร
หรือถ้าห้างสักห้างจะเปิดตัว ก็ต้องออกแบบกราฟฟิกในอาคาร และนอกอาคาร
นักออกแบบพวกนี้จะทำ interior+exterior graphic อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นวัตถุสามมิติ
อันนี้รวมถึงนักออกแบบนิทรรศการด้วยนะ แต่อาชีพนี้ที่มีสอนตรงๆก็ที่ศิลปกรรมฯ จุฬา
ภาควิชานิทรรศการศิลป์

สำหรับบริษัทที่ดังๆก็ได้แก่ Urban Graphic,G49
=====================================================
6. Illustrator / Digital Artist
นักออกแบบภาพประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเพื่อหนังสือ นิทาน นิยาย หรือหน้าปกนิตยสาร
โดยมากจะทำงานแบบศิลปิน ไม่สังกัดบริษัทไหน โดยมากจะผ่านงานมาแล้วหลายปี
และต้องมีทักษะและสไตล์ที่โดดเด่นพอ จึงจะมีงานเรื่อยๆ เป็นอาชีพที่ทำรายได้ดี
=====================================================
7. Visualizer / Digital Artist
คล้ายกับข้อหก แต่จะเน้นมาทางด้านตกแต่งภาพมากกว่า
หรือจะเรียกอีกอย่างว่า Retoucher ก็ได้
ลักษณะการทำงานก็คือจะมีหน้าที่ตกแต่งภาพ ตามที่กราฟฟิก หรืออาร์ตไดเรกเตอร์จากบริษัทโฆษณา
กำหนดมา ทำโปสเตอร์หนัง ทำภาพประกอบหนังสือ โดยพวกนี้จะเป็นเซียนเหนือเซียน Photoshop
และ Illustrator โดยตรง ค่าตอบแทนจัดว่าสูงมาก แต่ต้องแลกกับการอดหลับอดนอน
โดยจะทำงานอยู่นบริษัททำรีทัชที่มีชื่อเสียงได้แก่ Illusion, remix, Zone Retouch Nagara, Omni Vision เป็นต้น
=====================================================
8. อาชีพนักออกแบบอิสระ หรือเรียกว่า Freelance Designer ซึ่งนักออกแบบที่ทำงานประจำในบริษัทก็
สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ถ้าคิดว่าเวลานอนมีเยอะเกินไป

เรียกว่าถ้าทำได้ก็มีแต่ได้กับได้ครับ

นอกจากนี้แล้ว นักออกแบบกราฟฟิก สามารถผันตัวเองไปทำอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและการออกแบบได้อีก
เช่น นักถ่ายภาพ นักออกแบบนิทรรศการและเวที สไตล์ลิสต์ นักออกแบบแฟชั่น นักออกแบบเครื่องประดับ
หรีอศิลปินและจิตรกรอิสระเป็นต้น
=====================================================
แก้ต่างเรื่องใส้แห้งกับพ่อแม่
ที่กล่าวมาก็พอจะสรุปได้คร่าวๆว่า
ถ้าพ่อแม่ ลุงป้าน้าอาทวดยายตาย่าเหลนถามว่า
จบไป ทำอาไรกิน ก็จะได้สาธยายให้เค้าฟังได้
รวมๆจัดว่าค่าตอบแทนวิชาชีพใช้ได้-ดีมากๆ(ดีจนน่าตกใจ ถ้าได้เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ดังๆ)
ไม่ตกงานแน่ๆ แถมรับงานได้อีก
อันนี้ก็เป็นข้อได้เปรียบของคนที่เรียนสายวิชาชีพ
อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าสามารถทำงานได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะมี Skill ติดตัว ไม่เหมือนสายงานด้านอื่นที่ไม่มี
=====================================================
จะไปเรียนได้ที่ไหนบ้างเนี่ยยยยย

พี่จะแนะนำโดยยึดจาก อัตราการสอบเข้า ความฮิต
และบวกกับประสบการณ์ที่ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณา
ไม่ได้มีเจตนาจะชี้นำ หรือค่อนแคะสถาบันไหนนะครับ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขาการออกแบบเรขศิลป์ จุฬาฯ :มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Creative Arts
สอบทฤษฎีนฤมิตศิลป์ ปฏิบัตินฤมิตศิลป์ พ่วงด้วยคณิตศาสตร์อีกวิชานึง แต่ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ
รับน้อยไปหน่อย แค่ 25 - 28 คนต่อปี
เป็นคณะที่เข้าไปเรียนรวมตอนปีหนึ่ง แล้วค่อยเลือกเมเจอร์ตอนปีสอง มีGraphic Fashion Ceramics Exhibitions ให้เลือกเรียน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ศิลปากร : สอบดรออิ้งกะออกแบบนิเทศ ที่ต้องผ่านห้าสิบทั้งสองวิชา
ถ้าตำกว่าแม้วิชาใดวิชาหนึงก็กินแห้ว อดเข้า สุดยอดความเก่าแก่ทางด้านศิลป์ๆในวงการ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ลาดกระบัง : สอบความถนัดทางนิเทศศิลป์
มีเกณฑ์ขั้นต่ำ 45 สังกัดคณะถาปัด แต่เรียนสี่ปี และไม่มีอะไรเกี่ยวกับถาปัด
เพียงแต่อยู่ในสังกัด (สมัยก่อน มีเรียนร่วมกับพวกถาปัด แต่ปัจจุบันแยกกันอยู่ แยกกันบริหาร)
นักออกแบบดังๆหลายๆคนก็จบจากที่นี่
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ บงมด : น้องใหม่ มาแรง เป็นอินเตอร์นะ
มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษหมด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาการออกแบบสื่อสาร มศว ประสานมิตร : สอบตรง ใช้ Portfolioที่ต้องมีงานออกแบบนะ
ไม่ใช่พอร์ตประเภทรางวัลมารยาทงาม ประกวดเรียงความดีเด่น......คู่แข่งแยะในปีนี้ ตามประวัติ แยกจากคณะมนุษยศาสตร์ มาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว อาจารย์เขาเก่งๆทั้งนั้น ได้แก่อาจารย์วิรุณ อาจารย์อารี
ความเก๋าในวงการ เป็นที่ยอมรับ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จุฬาฯ : อย่าเพิ่งร้องจ๊ากว่าต้องเป็นคุนคู แต่มีเป็นแค่ไม่ถึงสิบเปอร์เซนต์หรอก
สอบวัดแวว กับความรู้ความถนัดทางศิลป์ ที่รวมเอาทฤษฎีกะปฏิบัติเข้าด้วยกัน
คนในวงการโฆษณา ก็มาจากที่นี่เยอะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะวิจิตรศิลป์ สาขาการออกแบบ ม.เชียงใหม่ : น้องใหม่ของวงการออกแบบทางเหนือ ปีนี้สอบใช้
คะแนนนฤมิตสอบ น่าเรียนเหมือนกันนะ บรรยากาศดีมากๆ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ มอขอนแก่น : ใช้ข้อสอบลาดกระบัง
ที่นี่เค้าก็ดังนะ คนในวงการก็แยะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- คณะศิลปกรรมฯภาควิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มอกรุงเทพ มอรังสิต ภาควิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คอมพิวเตอร์อาร์ต
เอแบค สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์(อินเตอร์) พวกนี้เจ๋งหมด
เรื่องอุปกรณ์ ความพร้อมของสถานที่ ชนะมอของรัฐทุกที่แบบไม่เห็นฝุ่น เรื่องวิชาการก็เทียบเท่า
เด็กจบมาก็เก่งเป็นคนดังในวงการตรึม
ถ้าตัดค่านิยมทิ้งไปก็โอเคมากกกกกกกกกกเลยแหละที่จะเข้าไปเรียน ขอแนะนำๆ
มอรัฐ ถ้ายังไม่พัฒนา พี่ว่าอาจจะตาม เอกชนไม่ทัน เพราะคิดว่า เค้่าจะเป็น St. Martin เมืองไทยในไม่ช้า
=====================================================
เตรียมตัวยังไง

ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ขยัน ไปติว ไปฝึกเอง ยังไงก็ติดแค่ขยัน
และต้องเตรียม Portfolio ที่มีงานด้านการออกแบบอย่างน้อย 15 ชิ้น (เผื่อใช้ เผื่อใช้)
ถ่ายรูปแล้ว Scan เก็บไว้ อาจจะต้องทำหลายชุด เพราะน่าจะต้องส่งด้วย
เพราะสอบตรงกันหมดในปีหน้า เหนื่อยกว่าพี่มอหกเค้าหน่อยนะ
และแย่กว่าตรงที่ป่านนี้ ยังไม่มีใครรู้เลยว่าสอบยังไง รู้ว่าตามคณะต่างๆ
เริ่มซุ่มทำข้อสอบของตัวเองแล้ว และรู้มาว่าบางที่ต้องใช้ Portfolio เป็นเกณฑ์ในการสอบเข้าด้วย

เรื่องการเตรียมตัว ต้องอาศัยเวลาเหมือนกันนะครับ
ดังนั้น น้องที่ค้นพบตัวเองว่าชอบ และจะสอบเข้าในปีหน้่า เริ่มฝึกได้แล้วนะครับ
เพราะการฝึกฝนฝีมือต้องอาศัยเวลาเหมือนกัน

น้องที่คะแนนถึง แล้วรักจริง ก็เลือกไปเลยครับ ตักตวงสิ่งที่มหาลัยครูบาอาจารย์สอนไว้ให้ได้มากที่สุด

หรือน้องที่เพิ่งเอนท์เสร็จไป เห็นคะแนนแล้วเหนื่อยหน่าย และถ้าเรารักด้านนี้จริง
เรียนเอกชนอย่างที่พี่ว่ามา ก็เข้าท่านะครับ เพราะตอนนี้ที่ทำงานพี่ เด็กจากเอกชน
ก็ทำงานได้โดดเด่นไม่แพ้มหาลัยอื่นๆเลย พอจบแล้ว เค้าไม่ดูเกรด วัดกันที่ผลงานเลยครับ
ดังนัี้นอย่ามัวฟูมฟายไปกะคะแนนที่เราทำได้ไม่ถึง การเอนท์ ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
วันนี้เราพลาดไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าเราจะพลาด
โอกาสทางการศึกษายังมีอีกเยอะครับ แค่ารู้จักตักตวงสิ่งที่ได้ร่ำเรียนจากมหาลัย แค่นั้น เราก็จะเก่ง

ในโลกของการทำงานด้านนี้ เค้าจะก้มหัวคำนับ ก็ดูที่ผลงาน เรื่องมหาลัยไม่เกี่ยวเลยครับ

=====================================================

ยินดีกับน้องที่คะแนนถึง และขอบอกน้องที่คะแนนไม่ถึงว่าให้สู้ต่อไปครับอย่าท้อถอย

พี่ยอด FA CU

ที่มาจาก //artstudio.exteen.com/20050916/entry

**เห็นว่าอธิบายละเอียดดีเลยเอามาแปะไว้ที่บล็อคของตัวเองไว้อ่านบ้าง เผื่อมีประโยชน์กับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ บ้าง เก็บไว้คนเดียวก็รู้คนเดียวอ่ะ




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 14 สิงหาคม 2552 11:05:17 น.
Counter : 323 Pageviews.  

ท้าวเวสสุวรรณ

>


ท้าวกุเวร มีอีกพระนามหนึ่งที่รู้จักกันดี คือ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นอธิบดีแห่งอสูรย์หรือยักษ์ หรือเป็นเจ้าแห่งผี เป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุ ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมากประทับ ณ โลกบาลทิศเหนือมียักษ์เป็นบริวาร คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็ก เพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควาญแก่เด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตว่านำเทวดาในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก ไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่นๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาญ

ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งมีท้าวมหาราชทั้งสี่ปกครอง คือ ท้าวธตรัฏฐะ ท้าววิรุฬหกะ ท้าววิรูปักชะ และท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) ประจำทิศต่างๆ ทั้งสี่ทิศโดยเฉพาะท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) เป็นใหญ่ปกครองบริวารทางทิศเหนือ ว่ากันว่าอาณาเขตที่ท้าวเธอดูแลปกครองรับผิดชอบมีอาณาเขตใหญ่โตมหาศาล กว้างขวาง และเป็นใหญ่ (หัวหน้าท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ) กว่าท้าวมหาราชองค์อื่น

ท้าวเวสสุวรรณ เป็น เทพแห่งขุมทรัพย์ เป็น มหาเทพแห่งความร่ำรวย มั่งคั่ง รักษาสมบัติของเทวโลก ทั้งเป็นเจ้านายปกครองดูแลพวกยักษ์ ภูตผีปีศาจทั้งปวง (ในคัมภีร์เทวภูมิ กล่าวไว้ว่า ท้าวเวสสุวรรณได้บำเพ็ญบารมีมาหลายพันปี รับพรจาก พระอิศวร พระพรหม ให้เป็นเทพแห่งความร่ำรวย ) นอกจากนี้หน้าที่ของท้าวเวสสุวรรณมีมากมาย เช่น การดูแลปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา,ปกป้องคุ้มครองแก่ผู้นั่งสมาธิปฏิบัติพระกรรมฐาน เป็นต้น

ในคัมภีร์โบราณ ได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดหวัง ความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูป ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร (บูชาประจำวัน) ตั้ง นะโม 3จบ
อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ
มรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 14 สิงหาคม 2552 10:27:42 น.
Counter : 337 Pageviews.  

การไหว้เจ้า

พอดี ตัวเองมีเชื้อ ไทย-จีน อยู่ในตัวอย่างละครึ่งอะ เลยแบบว่าอยากเรียนรู้วัฒนธรรมของตัวเองเอาไว้ทั้ง 2 ฝั่ง เลยไปหามาอ่านดู
แต่เสียดายความรู้ที่ได้อ่านมามันจะรู้แค่คนๆเดียวไงเลยเอามาลงบล็อกไว้ซะเลย เ
ขียนเก็บไว้เผื่อใครๆมาเจอจะได้อ่านด้วย เผื่อแผ่กันไป เอาละนะ 1...2...3....


การไหว้เจ้าของชาวจีน
                
การไหว้เจ้า เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลานจีนปฏิบัติสืบทอดกันมา ตามความเชื่อที่จะต้องไหว้เจ้าที่และไหว้บรรพบุรุษเพื่อให้เป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ครอบครัว ในปีหนึ่งจะมีการไหว้เจ้า 8 ครั้ง คือ



ไหว้ครั้งแรกของปี ไหว้เดือน 1 วันที่ 1 คือ ตรุษจีน เรียกว่า “ง่วงตั้งโจ่ย”
ไหว้ครั้งที่สอง ไหว้เดือน 1 วันที่ 15 เรียกว่า “ง่วงเซียวโจ่ย”
ไหว้ครั้งที่สาม ไหว้เดือน 3 วันที่ 4 เรียกว่า “ไหว้เช็งเม้ง” เป็นประเพณีที่ลูกหลานไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย
ไหว้ครั้งที่สี่ ไหว้เดือน 5 วันที่ 5 เรียกว่า “โหงวเหว่ยโจ่ย” เป็นเทศกาลไหว้ขนมจ้าง
ไหว้ครั้งที่ห้า ไหว้เดือน 7 วันที่ 15 คือ ไหว้สารทจีนเรียกว่า “ตงง้วงโจ่ย”
ไหว้ครั้งที่หก ไหว้เดือน 8 วันที่ 15 เรียกว่า “ตงชิวโจ่ย” ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีว่า ไหว้พระจันทร์
ไหว้ครั้งที่เจ็ด ไหว้เดือน 11 ไม่กำหนดวันแน่นอน เรียกว่า “ไหว้ตังโจ่ย”
ไหว้ครั้งที่แปด ไหว้เดือน 12 วันสิ้นปี เรียกว่า ไหว้สิ้นปี หรือ “ก๊วยนี้โจ่ย” 
 



             ประเพณีการไหว้เจ้าทั้ง 8 ครั้งนี้ มีคำจีนเฉพาะเรียกว่า “โป๊ยโจ่ย” โป๊ย คือ 8 โจ่ย แปลว่า เทศกาล โป๊ยโจ่ย จึงหมายความว่า การไหว้เจ้า 8 เทศกาล ซึ่งนอกจากการไหว้เจ้า 8 เทศกาลนี้แล้ว บางบ้านอาจมีวันไหว้พิเศษกับเจ้าบางองค์ที่นับถือศรัทธา คือ



ไหว้เทพยดาฟ้าดิน เช่น การไหว้วันเกิดเทพยดาฟ้าดิน เรียกว่า “ทีกงแซ” หรือ “ทีตี่แซ” ก็ได้ ตรงกับวันที่ 9 เดือน 1 ของจีน
ไหว้อาเนี้ยแซ คือ ไหว้วันเกิดเจ้าแม่กวนอิม ปีหนึ่งมี 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 เดือน 2, วันที่ 19 เดือน 6 และวันที่ 19 เดือน 9
ไหว้แป๊ะกงแซ ตรงกับวันที่ 14 เดือน 3
ไหว้เทพยดาผืนดิน คือ ไหว้โท้วตี่ซิ้ง ตรงกับวันที่ 29 เดือน 3
ไหว้อาพั้ว “อาพั้ว” คือ พ่อซื้อแม่ซื้อผู้คุ้มครองเด็ก วันเกิดอาพั้ว หรือ “อาพั้วแซ” ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี
ไหว้เจ้าเตา ไหว้วันที่ 24 เดือน 12 เรียกว่า “ไหว้เจ๊าซิ้ง”



              การไหว้เจ้าพิเศษนี้ แล้วแต่ศรัทธาของแต่ละบ้านและแล้วแต่ความจำเป็น เช่น ถ้าที่บ้านไม่มีเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องไปไหว้อาพั้ว หรือถ้าที่บ้านไม่ได้ทำนาทำไร่ก็ไม่มีที่ และไม่มีความจำเป็นต้องไหว้โท้วตี่วิ้ง หรือเทพยดาผืนดิน


              เมื่อพูดถึงการไหว้เจ้า จะหมายถึงการไหว้เจ้าที่กับไหว้บรรพบุรุษ เครื่องเซ่นสำหรับไหว้เจ้าที่จะจัดเป็น 1 ชุด เครื่องเซ่นสำหรับบรรพบุรุษจะจัดเป็นอีกชุดต่างหาก การไหว้จะไหว้ในตอนเช้า โดยไหว้เจ้าที่ก่อน พอสายหน่อยจึงจะตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งของไหว้จะมีของคาว ของหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่ม โดยมีกับข้าวคาวเพิ่มเข้ามาสำหรับการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งมีธรรมเนียมว่าต้องให้มีของน้ำ 1 อย่าง เช่น แกงจืด


การจัดของไหว้


               ถ้าจัดใหญ่ นิยมเป็นตัวเลข 5 คือ มีของคาว 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวแซ” ประกอบด้วย หมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร แต่เนื่องจากกุ้งมังกรนั้นแพงและหาไม่ง่าย จึงนิยมไหว้เป็ดหรือปลาหมึกแห้งแทน ของหวาน 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวเปี้ย” อาจเป็นซาลาเปาไส้หวาน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมกุยช่าย และขนมจันอับ ผลไม้ 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวก้วย”
ถ้าจัดเล็ก ก็เป็นชุดละ 3 อย่าง มีของคาว 3 อย่างเรียกว่า “ซาแซ” ของหวาน 3 อย่าง เรียกว่า “ซาเปี้ย” ผลไม้ 3 อย่าง เรียกว่า “ซาก้วย” หรือจะมีแค่อย่างเดียวก็ได้
 


            ผลไม้ที่ใช้ไหว้ จะนิยมเลือกชนิดที่มีอะไรที่เป็นมงคลอยู่ในตัว




ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี
องุ่น เรียกว่า “พู่ท้อ” แปลว่า งอกงาม
สับปะรด เรียกว่า “อั้งไล้” แปลว่า มีโชคมาหา
กล้วย มีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล




ที่ในกระถางธูปที่ใช้ไหว้เจ้า บางคนนิยมใส่ “โหงวจี้” สำหรับปักธูป ประกอบด้วย เมล็ด 5 อย่าง คือ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่วเขียว ถั่วดำ และเชื้อแป้ง (ยีสต์) โดยถือว่าเมล็ดทั้งห้า คือบ่อเกิดของการเจริญเติบโตอุปมาอุปไมยให้การไหว้เจ้านี้นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง


              แต่การใช้โหงวจี้ปักธูป มีข้อจำกัดว่าใช้ได้แต่ในบ้าน ถ้าเป็นการไหว้นอกบ้าน ต้องใช้ข้าวสารหรือทราย มิฉะนั้นเชื้อแป้งเมื่อถูกความชื้น เช่น ฝนหรือน้ำค้าง จะทำให้แข็งตัวแล้วปักธูปไม่ลง


              เมื่อไหว้เจ้าเสร็จก็เผากระดาษเงินกระดาษทองเป็นการปิดท้ายรายการ


 


(*คำภาษาจีนในเรื่องนี้ เป็นการออกสำเนียงตามภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งสำเนียงภาษาจีนกลางจะแตกต่างจากนี้)


ที่มา หนังสือตึ่งหนั่งเกี้ย ของคุณจิตรา ก่อนันทเกียรติ แพรวสำนักพิมพ์



Free TextEditor




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2551    
Last Update : 17 สิงหาคม 2551 1:18:07 น.
Counter : 313 Pageviews.  


LuckyLady
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นบล็อคที่ไร้สาระมากถึงมากที่สุด
และไม่มีความต่อเนื่องเลย
นึกอยากเขียนก็เขียน
บางทีเขียนอันนึงอีก 2 ปี มาเขียนทีก็มี
หาความแน่นอนไม่ได้เลย

ข้อความต่างๆที่ปรากฏอยู่ในบล็อคของเรานี้
เราได้เก็บตก ผสมปนเป มาจากเว็บต่างๆ
จำได้บ้างไม่ได้บ้าง
ถ้าอันไหนจำได้เราก็จะเขียนเครดิตที่มาให้นะ
อันไหนจำไม่ได้ก็ขอโทษด้วยค่ะ _/l\_
Friends' blogs
[Add LuckyLady's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.