ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 

ไร้พรมแดน



ไร้พรมแดน
Without Borders

ผมขอเริ่มต้นด้วยการเอาข้อความบางส่วนจากปกในมาให้อ่านนะครับ “เพียงเพราะเส้นพรมแดนสมมติของเชื้อชาติ ศาสนา รัฐ หรือเพศ มนุษย์เราก็แบ่งความเป็น “พวกเรา” และ “พวกเขา” “

จาก 7 ศิลปินกับ 12 บทเพลง ต่างแนวเพลง ต่างสาขาอาชีพ กลายมาเป็น “บทเพลงไร้พรมแดน” โดยคณะกรรมการคัดเลือก คือ คุณสุวิชานนท์ รัตนภิมล กวี นักเขียน นักดนตรี, คุณรังสรรค์ ไชยา ศิลปินสองสีสันอวอร์ดแห่งดื่มดนตรีสตูดิโอ, คุณสมศักดิ์ แก้วทิตย์ ตำนานเพลงเมธัลไทย(ดอนผีบิน) เจ้าของ Day-One Records, คุณยุทธนา บุญอ้อม ป๋าเต้ดแห่ง FAT Radio และค่ายเพลงสนามหลวง และคุณบอย โกสิตยพงษ์ นักแต่งเพลงแห่ง Love Is ในอัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยบทเพลงแห่งสันติ และเสมอภาค ทั้งหมด12 บทเพลง

ความรู้สึกแรกที่ได้ฟังคือ ทั้งดนตรี และเนื้อหามันชั่งเป็นเพลงที่หวังดีและจริงใจ เรียกว่าใจๆ ฟังแล้วทำให้รู้สึกสนใจอะไรที่มากกว่าเพียงแค่ตัวเราเอง เนื้อหาพูดถึงเพื่อนผู้ลี้ภัย คนอพยพพลัดถิ่น และชนเผ่าพื้นเมือง การต่อสู้ของผู้ลี้ภัยชาวกระเหรี่ยงจากประเทศพม่า เพื่อนบ้านของเรา เป็นการเล่าเรื่องผ่านบทเพลง อย่างน้อยนี่คือบทเพลงที่เหมือนชื่อเพลง “บินข้ามลวดหนาม” ซึ่งเป็นเพลงๆหนึ่งในอัลบั้มชุดนี้ ที่บินมาพร้อมกับเรื่องราวที่เราอาจไม่เคยรับรู้ หรืออาจไม่เคยสนใจในส่วนของดนตรีฟังสบายๆในแบบ Country, Acoustic, Blue, Rock นิดๆก็มีให้ฟัง ส่วนตัวรวมๆแล้วรู้สึกซาบซึ้งครับ สำหรับอัลบั้มชุดนี้รายได้นำไปสนับสนุนกิจกรรมสิทธิเด็กพลัดถิ่น และสำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับองค์กร เพื่อนไร้พรมแดน รวมถึงอัลบั้มชุดนี้สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ //www.friends-without-borders.org


รายชื่อเพลง และศิลปิน

1 สีของหัวใจ - โครงการกระดูก

2 เสียงตามสาย - ช่วย ลืมชาติ

3 เพื่อนไร้พรมแดน - ริน

4 ลุกขึ้นยิ้ม - โอม

5 เขาก็คือคน - เอ้ นิติ กุล

6 เจ้าของลมหายใจ - โครงการกระดูก

7 คนพลัดถิ่น - ริน

8 กระสุนนัดสุดท้าย - โครงการกระดูก

9 ฝนตกที่แม่สลอง - ริน

10 ฝุ่น - นายไปรษณีย์

11 บินข้ามลวดหนาม - ซอ

12 เพลงพิเศษ คำถามของเด็กมอมแมม เพลงประกอบภาพยนต์ "บทเพลงของแอ้โด้ะฉิ"




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2551    
Last Update : 24 มิถุนายน 2551 0:24:20 น.
Counter : 131 Pageviews.  

แบ่งแต่ไม่แยก



ยุคสมัยนี้ถือเป็นยุคของโลกไร้พรมแดนจริงๆ สิ่งต่างๆสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้รวดเร็ว โลกตะวันออกกับโลกตะวันตกมีการแลกเปลี่ยนอะไรกันมากมายหลายอย่าง ทั้งเรื่อง ศาสนา วัฒนธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นอีกซีกโลกหนึ่งก็สามารถเชื่อโยงถึงกันได้หมด และดูเหมือนจะมีผลกระทบถึงกันได้อีกด้วย อย่างเรื่องโลกร้อน เราอาจจะมีการแบ่งอะไรต่างๆแต่เราไม่สามารถจะแยกได้ (แบ่งแต่ไม่แยก)

บางครั้งผมมาดูหนังสือที่ตัวเองอ่านก็เป็นหนังสือแปลหลายเล่มเลย หนังสือบางเล่มสามารถพูดได้สอดคล้องกับพุทธศาสนา บางเล่มเขียนโดยชาวตะวันตกด้วยซ้ำไปแต่กลับมีกลิ่นอายของตะวันออก เมื่อไม่นานมานี้ผมก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งเขียนโดยพระนักบวชพุทธศาสนานิกายเซน ก็เป็นคนอเมริกัน หนังสือชื่อ AT HELL GATE เป็นเรื่องราวของทหารอเมริกันที่ไปรบในสงครามเวียดนาม ฆ่าคนมามากมาย สุดท้ายกลับสู่บ้านเกิดด้วยความเจ็บปวดภายในจิตใจ และไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติธรรมดาได้ เหมือนสงครามเวียดนามจะจบไปแล้ว แต่สงครามเวียดนามภายในจิตใจของเขายังไม่สงบ ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ไม่ได้ อันเนื่องจากเหตุการณ์ระเบิดทารก คือเค้าเคยเข้าไปช่วยอุ้มเด็กทารกแต่ในนั้นกลับมีระเบิดและได้ฆ่าเพื่อนของเค้าไป เวลาฝนตกฟ้าร้อง ก็ประสาทจะเสีย สิ่งเหล่านี้ชักนำให้เค้าติดสารเสพติดและนอนไม่หลับ สังคมของเข้าเองก็ดูเหมือนไม่อยากพูดถึง ทำราวกับว่าทหารเวียดนามเป็นสิ่งที่ผิดพลาดและน่าอดสู สุดท้ายได้ไปพบหนทางสงบ ณ สถานที่ ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นคือ ได้ไปพบกับท่าน ติ้ท นัท ฮัน ที่เวียดนาม ทุกข์เกิดที่ใจก็ต้องดับที่ใจ และเค้ายังสะท้อนให้เห็นว่าโลกเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยการทำร้ายทำลายกัน ถ้าไม่ทำร้ายผู้อื่นก็ทำร้ายตนเอง

จากประสบการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการทำร้ายชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีเหตุผลมากที่สุดคือสงคราม ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาก และไม่น่าเชื่อว่าวันนึงคนที่อยู่ในจุดที่ถือเป็นการทำร้ายกันมากที่สุดจะกลายมาเป็นคนที่เรียกร้องความสงบ และสันติสุขให้กับโลก จริงๆยังมีอะไรที่น่าสนใจมากๆ สำหรับหนังสือเล่มนี้ แต่ผมก็ยังอ่านไม่ค่อยแตกฉาน อาศัยให้เพื่อนที่อ่านแล้วแปลให้ฟังบ้าง เล่าให้ฟังเพิ่มเติมบ้าง แต่ถือว่าน่าสนใจจริงๆ ผมยังคิดอยู่ว่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ไม่มีใครเอามาแปลเป็นภาษาไทย แต่เหมือนเคยได้ยิน อ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พูดถึงอยู่

หลายครั้งผมมักได้ยินคนบอกว่า ไปอ่านตำราฝรั่งทำไม พุทธเราพูดเอาไว้หมดแล้ว พวกตะวันตกจะมารู้เรื่องอะไรลึกซึ้ง แต่สำหรับผมกลับรู้สึกเป็นเรื่องน่ายินดีมากว่าที่มีคนมาสนใจในสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะตะวันตกตะวันออก ดีซะอีกที่เราจะได้มุมมองอื่นๆ ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นของใครแต่เหมือนมีคนมาช่วยกันอธิบายและทำความเข้าใจ ด้วยวิธีที่หลากหลายเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น การแบ่งแยกถือเป็นปัญหาหนึ่งเหมือนกัน เหมือนกับ วิทยาศาสตร์ กับเรื่อง จิตวิญญาณ ปัจจุบัน สองเรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่สอดคล้องกันในหลายๆเรื่อง ถ้าสมมุติเราแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันโดยสิ้นเชิง ก็คงไม่ต่างอะไรกับการฉีกตำราออกเป็นสองส่วน แล้วทั้งสองฝ่ายต่างชูตำราขึ้นฟ้าแล้วประกาศว่าความจริงอยู่ทางนี้




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2551    
Last Update : 9 มิถุนายน 2551 22:37:14 น.
Counter : 148 Pageviews.  

เธอไม่ได้จากไปเพียงแต่เธอไม่เคยเข้ามา

เมื่อวานนั่งดูข่าวตลอดไม่เป็นอันทำอะไรด้วยความร้อนใจเกรงจะเกิดเหตุร้าย เพราะหลายสิ่งหลายอย่างมีรูปแบบคล้ายกับในอดีตที่ผ่านๆมา มาคิดดูเหมือนคนเราก็ไม่ยอมเรียนรู้อะไรจากมันกันเท่าไร สุดท้ายเรื่องราวอาจกลายเป็นเพียงเกมส์การเมือง การลองเชิง วัดกำลัง หรืออาจเป็นเพราะคนมาเยอะจึงทำให้รูปการเปลี่ยน จากส่งคนไปสลายการชุมนุม กลายเป็นไปดูแล แต่ก็ถือว่าดีที่ไม่เกิดเหตุร้ายไม่ว่ากับใครก็แล้วแต่

เมื่อสองวันก่อนตัวผมเองก็ได้ผ่านไปและได้เข้าไปร่วมชุมนุนกับเค้าด้วย เห็นภาพผู้คนมาร่วมชุมนุมแล้วฉุดคิดขึ้นมานิดนึงว่า คนที่มาส่วนมากจะเป็นคนในวัยกลางคน และคนแก่เป็นส่วนมาก วัยรุ่นและเยาวชนจะมีน้อยกว่า หรืออาจจะเป็นช่วงเวลาที่ไปยังไม่ใช่ช่วงที่คนเข้ามากันเต็มที่ แต่ ณ ขณะนั้นก็เกิดคิดขึ้นมาว่าคนหนุ่มสาวหายไปไหน...? สิ่งที่ติดตามผมมาระหว่างกลับบ้านคือคำกล่าวของ อ วิทยากร เชียงกูล

" ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง

ฉันจึง มาหา ความหมาย

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย

สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว
"

ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำกล่าวนี้ก็คือช่วงที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ถึงทุกวันนี้บริบทของสังคมอาจจะแตกต่างกันไปแต่ความรู้สึกภายใน คงไม่แตกต่างกัน ความรู้สึกของการตั้งคำถาม ความสัมพันธ์ของตัวเองกับสังคม การสนใจอะไรที่มากกว่าเพียงแค่ตัวเราเอง ระหว่างทางกลับบ้านจึงกลายเป็นการทบทวนช่วงนึงของชีวิตขึ้นมา

* ความคิดความชอบแตกต่างกันได้ สิ่งที่จะช้วยให้เราอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความแตกต่างได้คือ คุณธรรม ความจริง และความรัก ( ผมคิดของผมนะ )




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2551    
Last Update : 1 มิถุนายน 2551 22:34:45 น.
Counter : 182 Pageviews.  

ผมรู้จักมือกีตาร์ที่สุดยอดอยู่คนนึง

ผมนึกถึงสุดยอดมือกีตาร์ขึ้นมาคนนึง เป็นมือกีตาร์ที่มีผมเพียงคนเดียวที่รู้จัก เขาคือเพื่อนรุ่นพี่ของผมเอง ด้วยความซับซ้อนและยอกย้อนของชีวิต ทำให้การติดต่อสื่อสารของเราขาดหาย ได้แต่หวังว่าในเวลานี้พี่จะยังเข้มแข็งและยังอยู่ดี

ครั้งหนึ่งเราเคยรวมเรียนในสถาบันเดียวกัน แต่ด้วยปัญหาทางการเงิน ทำให้เเพื่อนรุ่นพี่ของผมจำต้องลาออกไปอย่างน่าเสียดาย แต่นี่ไม่ใช้การหันหลังให้กับรั้วมหาวิทยาลัยครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่สอง ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันกับครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านั้นเขาเคยศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง ในคณะที่….? (ไม่ขอบอก ) แต่เป็นคณะที่ต้องใช้ความสามารถทางด้านกีตาร์( classic ) จนสอบติด (ไม่ใช้ง่ายและรับน้อยคน ) และอย่างที่บอกว่าชีวิตมันยอกย้อนและเราก็ไม่สามารถตัดสินเส้นทางของกันและกันได้ ความยอกย้อนก็คือ เริ่มต้นด้วยความชอบเล่นกีตาร์และเริ่มต้นด้วยการฝึกฝนจากกีตาร์ classic แต่มารู้ตัวภายหลังว่าตนเองชอบเพลง heavy , rock แต่เนื่องจากกีตาร์สาย heavy , hard rock , ประเทศอื่นเค้าอาจมี แต่บ้านเรา ณ เวลานั้นถ้าจะให้มีสถาบันรองรับและให้พ่อแม่ยุคเก่าก่อนเข้าใจหน่อยก็น่าจะยาก เลยต้องหาที่ใกล้เคียงที่สุด หรือหาที่เรียนไปก่อน (ฝึกอย่างหนึ่ง เพื่อนำไปสู่อีกอย่างหนึ่ง หรือจำต้องทำสิ่งที่ไม่ถูกใจก่อนเพื่อจะได้ทำสิ่งถูกใจในภายหลัง ) แต่เรื่องซับซ้อนมากเข้าไปอีกเมื่อเริ่มไว้ผมยาว เริ่มแต่งตัวเป็น rocker แล้วดันมาเดินอยู่ใน วง classic จึงมักถูกคำครหาจากอาจารณ์และคนรอบข้างอยู่เนืองๆ สุดท้ายไม่ไหวจึงลาออกและนั้นคือการหันหลังให้กับรั้วมหาวิทยาลัยครั้งแรก

มานึกดูการกระทำหรือการตัดสินใจของคนๆนึง บางครั้งถึงเราจะดูว่ามันยังมีทางเลือกอื่นๆอีกมากมาย ไม่น่าจะต้องทำขนาดนั้น จะอุดมการณ์อะไรนักหนา ทำอะไรไม่คิดถึงคนอื่น แต่จริงๆแล้วเราก็ไม่สามารถเข้าใจ ณ เวลานั้นของคนๆนั้นได้ สำหรับบางเรื่องราว เราทุกคนต่างก็มีเหตุผลในการตัดสินใจ ณ เวลานั้น ถึงเส้นทางที่เราเลือกในเวลานั้นถ้าดูในสายตาของบุคคลรอบข้าง อาจดูสิ้นคิดหรือดูบ้าบอแค่ไหน มันก็ยังดูเป็นเรื่องยากที่จะมาตัดสินกันได้ เราก็จำต้องเคารพกันและกันให้มาก ( เราไม่เป็นคนผู้นั้นเราไม่รู้จริงๆ แวบนึงอาจดูเหมือนกับว่า การจะเลือกอีกทางนึงมันยากตรงไหนว้าาาา ….. แต่มันอาจยากสำหรับเค้าก็ได้ มีองค์ประกอบอีกมากมายที่เราไม่เข้าใจ เราจึงไม่สามารถตัดสินแทนกันได้ )

บางคนไม่เคยมานั่งเสียใจกับทางที่ตัวเองเลือก กลับดูมีความสุข แต่กลายเป็นว่าคนรอบตัวดูจะเดือดร้อนและทุกข์แทนมากกว่าเจ้าตัวซะอีก ( คนรอบข้างเป็นทุกข์กับทางเลือกเรา ) ผมมีเพื่อนฝูงที่เลือกเดินบนเส้นทางที่ดูยากลำบาก ถามว่าเคยคิดว่าตัวเองเลือกทางผิดหรือเปล่า ก็ได้ตำตอบมาว่า “ไม่เคย “ ถึงจะลำบาก และอาจเศร้าบ้างในบางเวลา แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเลือกทางผิด บางคนเลือกทำงานที่ตัวเองรัก ( โดยทิ้งงานที่เงินเดือนสูงๆมาทำ ) แต่ได้เงินแทบไม่พอใช้ในแต่ละเดือน แต่ก็ยังได้รับคำยืนยันว่า ยังห่างไกลจากความรู้สึกว่าตัวเองเลือกเส้นทางผิด มานึกดูว่าเราไม่สามารถตัดสินเส้นทางของแต่ละคนได้เพราะเอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าทางสายนั้นถูกใช้เพื่ออะไร เพราะต่างคนต่างก็มีนิยามในเส้นทางของตัวเองที่แตกต่างกัน และเอาเข้าจิรงๆแล้ว เส้นทางที่บางผู้คนเลือกก็ไม่ใช้เรื่องสนุกซักเท่าไร แต่หลายครั้งหลายหน มันมักถูกเลือกเพื่อตอบสนองความจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของตัวตนภายใน พร้อมกับให้ตัวเองพอจะมีที่ยืนในสังคมนี้ได้อย่างสันติ เพราะยังดีกว่าจะต้องตกหล่นจนเสียสติและอาจกลายเป็นบ้า

ส่วนเรื่องราวของเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเล่ามา คือเรื่องราวก่อนที่จะได้มารู้จักกัน ขอเล่าต่อเนื่องอีกนิด ว่าเมื่อครั้งมาเจอกันก็เลยเหมือนคนคอเดียวกันมาเจอกัน ตัวผมก็พอจะตีกลองเป็นนิดหน่อย จึงถูกคอเข้าขากันมากเข้าไปอีก เมื่อว่างก็มักจะไปซ้อมดนตรีเล่นกันประจำ จริงๆมีเรื่องราวอีกมากมาย มาถึงวันนี้เรื่องราวต่างๆก็ผ่านมาเกือบ 15 ปี แต่ ณ ตอนนี้ผมคิดถึงมือกีตาร์คนนี้จริงๆเส้นทางของมือกีตาร์คนนี้ถึงจะดูไม่โสภายังไง ณ ปัจจุบัน แต่ผมถือว่า พี่คือสุดยอดมือกีตาร์คนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก


คนบางคนเริ่มต้นชีวิตด้วยความฝัน แต่กลับจบลงที่นิยามของคำว่าบ้าในสายตาผู้คน และแท้จริงแล้วถึงแม้นจะกลายเป็นคนบ้า บางทีอาจไม่ได้เกิดจากตัวเองแต่ฝ่ายเดียว แต่องค์ประกอบรอบๆตัวของบุคคลผู้นั้นก็อาจเรียดได้ว่าเป็นองค์ประกอบของความบ้าด้วยก็เป็นได้ องค์ประกอบเล็กๆที่ขาดหายอย่าง กำลังใจ ความเข้าใจ ความเคารพต่อเส้นทางเดิน ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย อาจจะทำให้เส้นทางของบุคคลผู้นั้นพลิกผันแตกต่างไปได้อย่างสิ้นเชิงใครจะรู้….?

ขอให้พี่เข้มแข็งต่อความกดดันคับแคบของเส้นทางที่พี่เดิน หวังว่าพี่จะยังอยู่ดี สุดท้ายอยากบอกให้พี่รู้ว่าพี่คือสุดยอดมือกีตาร์ของผมครับ ( หวังว่าจะติดต่อได้เหมือนเดิม )




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2551 23:00:30 น.
Counter : 146 Pageviews.  

Tommy Emmanuel จากภายในสู่ภายนอก


Tommy emmanuel live at Sheldon concert hall (2005) เป็น dvd แสดงสด ที่ผมมักหยิบมาดูอยู่บ่อยๆ และมีหลายครั้งจะตั้งใจเอาไว้ว่าจะดูสัก 4-5 เพลงพอ แต่พอถึงตอนนั่งดูจริงๆ ก็จะยืดยาวเหมือนโดนตรึงอยู่กับที่นั่งทุกทีสิ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ดูเข้าไปจนจบทุกที จนบางครั้งก็เกินเลยเวลาหลับนอนไปเยอะเลย

สำหรับคนอื่นๆที่เคยชมเหมือนผม ผมไม่รู้ว่าพวกเค้าดูแล้วจะคิดยังไง แต่สำหรับผมถือเป็นแสดงสดที่ดีมากของ tommy เลยทีเดียว มานึกถึงความรู้สึกครั้งแรกที่เคยดูก็คือ เป็นการแสดงที่น่าทึ่ง , อึ้ง และต้องบอกเอาไว้นิดว่าผมเล่นกีตาร์ไม่เป็น แถมไม่มีความรู้ทางทฤษฏีดนตรีอีกต่างหาก แต่ที่ผมรู้คือคนหนึ่งคนกับกีตาร์หนึ่งตัว ก็เพียงพอที่จะเรียกว่า ” ดนตรี “ ที่พร้อมจะให้ความสุขกับผู้คนได้ในทันที ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเครื่องดนตรีที่เรียกว่ากีตาร์นี้ จะสามารถทำอะไรได้มากมายขนาดนี้ และเมื่อมองดูภาพรวมทั้งหมดของ concert ในครั้งนี้ก็เห็นองค์ประกอบเพียงเท่านี้จริงๆ คนหนึ่งคน กีตาร์หนึ่งตัว มีเวทีที่จัดไฟแบบง่ายๆ กับอุปกรณ์ขยายเสียงอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง

ตลอดการแสดง tommy มีความเป็น entertainer อยู่มากจริงๆ มีอารมณ์ขัน เต็มไปด้วยอารมณ์ (feeling) กับการเล่นของตัวเอง ผมชอบเอามาคิดเล่นๆว่า พูดถึงก็แปลกที่องค์ประกอบง่ายๆ แบบนี้ทำมัยถึงทำให้ผมประทับใจได้ขนาดนี้ ประทับใจมากกว่าการแสดงสดที่เต็มไปด้วยแสงสี มีคนเต็มเวที มี production ใหญ่ๆเยอะเลย เคยมานั่งคิดเล่นๆก็ได้คำตอบออกมาในแบบของผมเองคือ มันมีจิตวิญญาณ เออใช้….! มันดูมีชีวิต และเหมือนมันได้ถูกใส่จิตใจลงไปในสิ่งที่ตัวเองทำ ดูเป็นหนึ่งเดียวกัน ตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองทำ เหมือนกับว่า ณ เวลานั้นไม่ได้คิดอะไรแล้ว มีเพียงตัวเรากับสิ่งที่เราทำ ไม่มีวัตถุประสงค์ ไม่มีการวัดผล ไม่มีการคิดว่าจะทำอะไรต่อ เพียงแค่เล่นไป หลังจากนั้นผมก็มักจะเอาออกมาดูอีกหลายครั้ง น่าจะใช้คำนี้ได้คือ มันเป็นการแสดงที่มี พลังจริงๆ(powerful ) เท่าทีดูๆท่าทางของ tommy ดูเหมือนอยากจะทำให้ผู้ชมมีความสุข มากว่าจะมาโชว์ความสามารถในการเล่นและเทคนิคที่เยี่ยมยอด ( การเล่นเก่งมากๆ ) เทคนิคและฝีมือกลายเป็นเพียงเครื่องมือ (แต่ก็ต้องผ่านการฝึกฝนและประสบการณ์มาอย่างมากด้วย) พลังที่ขับเคลื่อนจริงๆน่าจะมาจากภายในของบุคคลนั้น ผมคิดเอาของผมเองนะ และถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผมว่าเค้าประสบความสำเร็จเพราะทุกครั้งที่ดูผมจะรู้สึกมีความสุขจริงๆ

สำหรับการแสดงที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังนี้ ( ความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลัง แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนจากภายใน ) ถ้าต้องให้คะแนน เต็ม 10 ก็ให้ 10 เลย




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2551 22:56:08 น.
Counter : 167 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.