ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 

สุดทางทุกข์




ระหว่างทางกลับบ้าน เกิดความคิดที่พยายามไม่คิด เป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตของตัวเองที่เกี่ยวกับความรุนแรง ความเสียใจที่ตัวเองได้ทำลงไป เคยทำร้ายคนอื่น แล้วก็เคยถูกคนอื่นทำร้ายทั้งทางร่างกายทั้งด้านจิตใจ บวกกับได้มาเห็นโฆษณาเปิดตัวหนังสือเล่มนี้พอดี ชอบตรงประโยคที่ว่า " พบเวียดนามของตัวคุณเอง " พวกเราต่างก็มีสงครามในใจชองตัวเองกันทั้งนั้น

ตอนเด็กๆผมจำได้ว่าผมเป็นเด็กที่รักสงบ ออกจะไม่ชอบความรุนแรง มีอะไรจะประนีประนอมให้มากที่สุด แต่ด้วยโรงเรียนในวัยเด็ก ไม่รู้จะเรียกว่าดูแลเด็กไม่ทั่วถึงหรือมีมาตราฐานต่ำก็ไม่ทราบได้(ด้วยความเคารพสถาบันกาบบ) โรงเรียนของผมที่ในขณะนั้นผมเรียนอยู่ระดับประถม ถึงมัธยมต้น จะมีการชกต่อยกันแทบทุกวันสิน่าไม่รู้ทำมั้ย..? หรือโรงเรียนชายล้วนก็เป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ ผมนึกถึงเหตุการณ์นึง ที่ผมกับคนที่ชกกับผมไม่ได้เป็นต้นเหตุ แต่ต่างคนต่างเป็นตัวแทนของเพื่อนที่ทะเลาะกัน ไอ้คนที่ทะเลาะกันน่าจะมาชกกันกลายเป็นคนยืนดู ส่วนผมกับคู่ชกเป็นตัวแทน ผลออกมาผมกำดาวแตก คนที่ผมชกด้วยปากแตก รวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ บางเหตุการณ์ก็นึกถึงใบหน้าของคนที่ผมเคยทำร้ายเค้า นึกแล้วรู้สึกเสียใจอย่างมาก ตอนเด็กๆ เป็นเยาวชนก็ไม่มีใครบอกเรามีแต่ตัวเราบอกตัวเองอยู่ลึกๆ ว่าเราไม่ชอบความรุนแรงเลย แต่เราก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ประจำสิน่า

ผมเชื่อว่าโดยเนื้อแท้แล้วมนุษย์ เรามีความรัก มีสันติ แล้วก็อาจจะมีสันดานดิบอยู่ในตัว แต่ถ้าเลื่อกได้ผมเชื่อว่าไม่มีใครชอบความรุนแรง หลายๆครั้งเราก็มักได้ยินคำสอนว่าชีวิตมันต้องต่อสู้ ถ้าเราไม่เป็นผู้กระทำเราก็จะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ เมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรงก็เติบโตด้วยอะไรต่างๆ รอบๆ ตัวเรา จนมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเพราะความหวาดกลัวที่มีอยู่ในจิตใจของเรา มากกว่าจะเป็นความกล้า เราจึงต่างโจมตีทำร้ายกันอยู่เป็นนิจ เรามีปืนในบ้านเพราะเรากลัวขโมย เราโจมตีด่าทอก็เพราะเรากำลังกลัวอะไรบางอย่างมาคุกคามเรา อีกหน่อย มารู้ตัวอีกที่พวกเราก็แยกกันขาดจากกันอย่างสิ้นเชิงไปแล้ว ทุกประเทศคงมีนิวเคลียที่พร้อมจะยิงใส่กันให้มันชิบหายข้างนึงเลย !!!

การเพิ่มปืนอีกหลายกระบอกในบ้านน่าจะไม่ใช้ทางออกอย่างแน่นอน หรือการพกไม้เบสบอลเอาไว้ท้ายรถ หรือคำด่าแสบๆคันในสมองน่าจะ เหมื่อนเชื้อไฟชั้นดีของความรุนแรงในจิตใจเราที่น่าคิดทีเดียวเชียว อีกหน่อยเราอาจจะได้เห็นเด็กอายุน้อยลงเรื่อยๆก่อนความรุนแรงก็เป็นได้ซึ่งผมมองว่าเด็กเป็นเพียงแค่เหยื่อเท่านั้น ถ้าจะแก้ก็คงต้องกลับไปแก้ที่จิตใจมนุษย์เรานี่ละ

ที่เล่าๆ มาอาจจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มที่กำลังโปรโมทอยู่ เพราะผมก็กำลังรออ่านอยู่เหมื่อนกัน ว่าจะไปหาซื้อในงานสัปดาห์หนังสือที่กำลังจะมาถึงครับ

(*แวบนึงของความคิดที่ไม่ได้เรียบเรียง ติดๆขัดๆในการเขียนต้องขออภัยด้วนนะครับ)




 

Create Date : 17 กันยายน 2551    
Last Update : 17 กันยายน 2551 23:05:08 น.
Counter : 202 Pageviews.  

หัวใจมันผิดกัน




Dick Hoyt เป็นนักวิ่งมาราธอนและไตรกีฬา อายุ 60+ พ่ออยากให้ลูกได้มีชีวิตที่ดี อยากให้ลูกได้รับประสบการณ์ที่ดีๆ ในชีวิต

Rick Hoyt เป็นโรคสมองพิการ เพราะขาดอ๊อกซิเจนตอนเด็ก เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ แต่สมองยังรับรู้




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2551    
Last Update : 30 สิงหาคม 2551 0:50:57 น.
Counter : 210 Pageviews.  

สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา

สติหลายคนคงเคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ แต่มีหลายๆครั้งเราก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจกับมันกันสักเท่าไร้ เรายังคงใช้ชีวิตและตอบสนองอะไรหลายๆอย่างในชีวิตประจำวันในแบบที่เราคุ้นเคย เคยโกรธแบบไหนก็โกรธ เคยอยากแบบไหนก็ตอบสนอง ซึ่งเสียงแห่งสตินี้เองที่ดัง "ปิ้ง..." หลายครั้งคือการเรียกตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน และมาเพื่อเสนอทางเลือกให้กับเราในสถานการณ์นั้นๆ บ่อยๆ หลายเหตุการณ์ของเราล้วนมีทางเลือก ทำ หรือ ไม่ทำ จะสูบบุหรี่ หรือ จะหยุดสูบ จะกินเข้าไปอีก หรือ ตอนนี้ก็อิ่มแล้ว ที่เล่าๆมาก็ถือว่าเพลินๆนะครับ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วเรื่องธรรม สำหรับผมต้องถือว่ายังอยู่ในระดับอนุบาลอยู่มากเลย

เรื่องของเรื่องคือพอดีผมนึกถึงเรื่องที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสติอะไรซะทีเดียว ผมจะเล่าให้ฟังถือว่าสนุกๆนะครับ มีอยู่ครั้งนึง ผมไปเดินห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแล้วเกิดปวดท้องขึ้นมากระทันหัน เรียกได้ว่าข้าศึกบุกถึงประตูเมืองเลยทีเดียว ถึงขั้นต้องเสียเมืองหลวงกันก็คราวเนียแหละ...! ผมรีบมองหาห้องน้ำหันซ้ายหันขวาเดินๆๆ โอ้ สวรรค์! เจอแล้วว ในหัวไม่ได้คิดอะไรแล้ว ไปถึงหน้าห้องน้ำเห็นตู้กดกระดาษชำระ สองตู้ 2 บาท กับ 5 บาท ปวดขนาดนี้มันต้อง 5 บาทแล้ววว ผมก็หยอดเลย ได้กระดาษมารีบเข้าไป รีบเปิดกล่องกระดาษ แต่ทันใดนั้น ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน มันไม่ใช้กระดาษชำระครับ มันคือ "ผ้าอนามัย" ผมจำต้องรวบรวมพลังทั้งหมดมาสกัดประตูเมืองเอาไว้อีกครั้งแล้วเดินออกไปกดใหม่ ส่วนผ้าอนามัยผมได้ให้แม่บ้านที่ทำความสะอาดอยู่พอดี แม่บ้านหัวเราะไม่หยุด ผมก็อมยิ้มเขินๆ

คงไม่ทำให้กินข้าวไม่ลงนะครับถือว่าหนุกๆนะครับเพลินๆหนุกๆ แต่ยังไงซะถ้า เราสามารถตะหนักถึงเสียงแห่งสติได้ไม่ว่าจะมากน้อยหรือบ่อยแค่ไหน ก็คงจะดีมากๆต่อการใช้ชีวิต ที่รีบเร่งของเราอย่างทุกวันนี้ ก่อนจะตัดสินใจอะไรหยุดสักนิด เราจะตอบสนองต่อเรื่องต่างๆยังไงดี เรามีทางเลือกที่สร้างสรรค์กว่าที่กำลังทำอยู่หรือเปล่า เพราะทุกสิ่งที่เราเลือกกระทำออกไปไม่ได้ทำไปเพื่อใคร เราล้วนกำลังเลือกให้กับตัวเองทั้งนั้นเลยนะครับ




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2551    
Last Update : 17 สิงหาคม 2551 21:57:46 น.
Counter : 479 Pageviews.  

Throw away your Television!

TV ถือเป็นสิ่งสามัญประจำบ้านของทุกครัวเรือน พร้อมกับมีบทบาทกับเราในหลายๆมิติ จนอาจจะเรียกได้ว่ากลมกลืนเป็นส่วนนึงของชีวิตเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาในชีวิตประจำวันที่หลายครัวเรือนนั่งอยู่หน้าจอ TV วันละ 1 ชม 3 ชม ก็แต่ต่างกันไป TV ยังถือเป็นสื่อที่สามารถเปิดโลกทัศน์ และเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพมากๆ สื่นหนึ่งเลยทีเดียว

วันหนึ่งผมนั่งดูหลานเล็กๆ สองคนเล่นกัน อายุ 4 ขวบกับ 3 ขวบ คนนึงกำลังเล่นเป็นเจ้านาย อีกคนกำลังส่วมบทบาทเป็นคนใช้ มีบทสนทนาประมาณว่า "เองไปเอาน้ำมาสิ" อีกคนนึงก็คลานไปเอามา เสร็จแล้วก็ตามด้วยการด่า แก อีกนัง... เกลียด...มันนัก !! แวบนึงผมนั่งดูก็รู้สึกขำๆ แต่พอเริ่มสมบทบาทมากขึ้นก็เริ่มขำไม่ออก น่าจะมาจากละครนะเนียผมคิด วันนึง TV กำลังฉายละครหลานผมก็รีบวิ่งไปชี้ที่จอ ชี้ไปที่คนที่แสดงเป็นตัวร้ายแล้วบอกว่า "อยากเป็นแบบคนนี้" ผมก็ถามว่าทำมั้ยถึงอยากเป็นเหรอ หลานก็ตอบมาว่า "เค้าสวยแล้วได้เป็นแฟนกับคนนี้" 4 ขวบนะเนีย มาตามสังเกตุดูคือถ้าเพลอปุ๊บ จะแอบไปดูละครทันที มีอีกอย่างนึงที่อาจจะไม่เกี่ยวกับละครหรืออาจเกี่ยว คือเวลาไม่พอใจจะกรี้ดดๆ แต่ท่าทางเนียสิเหมื่อนในละครเชียว พอจะนึกออกมั้ยครับ เวลาตัวร้ายในละครกรี้ดดด จะกระทืบเท้ากำมือแนบลำตัว ยกขึ้นมาปิดหู อะไรประมาณนั้น

บางครั้งมีคนบอกว่า TV สามารถสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ แต่ปัจจุบันหลายบ้านอาจมี TV มากกว่าหนึ่งเครื่อง กินข้าวเสร็จต่างคนต่างเข้าห้องของตนเองกันหมด สำหรับตัวผมดูบ้างเป็นครั้งคราว นอกจากข่าวแล้วก็ไม่มีอะไรที่ติดตามดูเป็นพิเศษ แต่ก็พยายามเปิดดูเพราะอยากรู้ ไม่ว่าจะเป็น ข่าว,ละคร ,สัมภาษณ์(ดารา),เกมโชว์(ดารา),สารคดี ,Music VDO,มีอยู่ครั้งนึงเปิดไปเจอ รายการพาไปดูบ้าน...? บ้านหลังใหญ่มากๆ รถ 5-6 คันพร้อมใช้งานทุกรูปแบบ ดูๆไปไม่น่าเชื่อว่า คนๆนึงจะใช้ทรัพย์กรได้มากขนาดนี้ น่าจะมากกว่าเงินของคนทั้งหมู่บ้านๆนึงรวมกันอีกนะเนีย หลายช่องก็พยายามสร้างสรรค์ รายการดีๆเท่าทีจะทำได้ หรือมีผู้ชมแล้วรายการสามารถอยู่ได้ก็ยังพอมี แต่สำหรับบางคนที่เหนื่อยมาจากงาน รายการบันเทิงจึงถือเป็นเป้าหมายอันดับแรกๆ อยู่ดี

สุดท้าย TV ก็ถือเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากสังคม และก็ยังไม่ชัดเจนว่า TV เป็นสื่อแค่สะท้อนภาพสังคม หรือสร้างสังคม ถ้าสมมุติสื่อนำเสนอสิ่งที่มากเกินกว่าความเป็นจริงของสังคมส่วนใหญ่แล้วผู้ชมคิดว่าสังคมส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ จนไม่ใช้เรื่องแปลกที่เราจะทำแบบนั้นด้วยก็ถือเป็นเรื่องที่อดคิดไม่ได้ รวมถึงการกระตุ้นความต้องการในชีวิตที่ล้นเกิน รวมถึงความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือมีอยู่ สื่อเป็นยังไงสังคมก็เป็นแบบนั้น หรื่อสังคมเป็นยังไงสื่อก็สะท้อนออกมาเช่นนั้นเองไม่ได้เกินเลย...?

(แรงบันดาลใจส่วนนึงจากหนังสือ HAPPINESS ของ Richard Layard แปลโดย คุณ รักดี โชติจินดา และ เจริญเกียรติ ธนสุขถาวร สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา)




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 13:53:09 น.
Counter : 197 Pageviews.  

world music จริงๆ



NAWANG KHECHOG

Rhythms Of Peace

อาจจะไม่ใช้ทุกคน เมื่อนึกถึงสถานที่ที่อยากไปสักครั้งนึง ชื่อของ Tibet คงเกิดขึ้นในหัว หนึ่งในนั้นก็คือตัวผม สถานที่แห่งมนต์ขลัง และความน่าค้นหา หลายคนไปค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหาย แต่สิ่งที่ค้นพบกลับเป็นความสงบในตัวของเขาเอง เมื่อพูดถึง ทิเบต สิ่งนึงที่พอจะทำให้คนไทยอย่างเราๆ คุ้นเคยก็คือ องค์ผู้นำแห่งจิตวิญญาณ ท่าน Dali Lama แต่สำหรับผม สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเสียงเสียงนึง ที่ถูกบันทึกและส่งผ่านมาถึงตัวผมก็คืออัลบั้มชุดนี้ สำเนียงที่ทำให้ผมได้รู้สึกถึงบรรยากาศของสถานที่ ที่ผมไม่เคยไป แต่จินตนาการและความคิดของผมได้ไปถึงแล้ว นั้นคือความสงบและสันติ

สำหรับอัลบั้มที่ผมกำลังนำมาเล่าให้ฟังอยู่นี้ ประกอบไปด้วยบทเพลงแห่งความสงบเงียบ 10 เพลง ในตอนต้นที่ผมกล่าวถึงท่าน Dali Lama ก็ได้ถูกนำมาเป็นหนึ่งในชื่อเพลงของอัลบั้มชุดนี้ด้วย มีชื่อว่า The Dali Lama Of Tibet เครื่องดนตรีที่ใช้ก็เป็นเครื่องดนตรี พื้นเมืองอย่าง Flute ,Bamboo Flute, กระดิ่ง, กลอง และเคยได้ข่าวว่า Nawang Khechog เคยมาแสดงที่เมืองไทยด้วย สำหรับแนวเพลง ก็คือ World Music แต่ผมขอเพิ่มให้อีกเป็น Himalayas Sound สำหรับอัลบั้มชุดนี้สามารถเปิดฟังขณะเล่น Yoga หรือนั่งทำสมาธิได้ดีทีเดียว มีเสียงขอกระดิ่งที่เรียกสติของเราได้ดีจริงๆ ในเพลงสุดท้าย สงบเหมือนนั่งอยู่บนภูเขาก็คงไม่เว่อร์จนเกินไป

สำหรับอัลบั้มชุดนี้มีอีกสิ่งนึงที่ทำให้ผมอดนึกถึงไม่ได้ คือครั้งนึงสุนัขที่ผมเลี้ยงไว้ได้ถูกรถชน เป็นสุนัขพันธ์ดัชชุนสองพี่น้อง ตัวพี่เสียชีวิตทันที ส่วนตัวน้องรอดมาได้ ผมกลับมาพบมันในสภาพเดินไม่ได้ เท่าที่พอจะดูด้วยตัวเองได้คือสะโพกหลุด ขาทั้งสองข้างหัด ลุกยืนไม่ได้และตกอยู่ในอาการหวาดกลัวนอนร้องครวญคราง สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ในขณะนั้นก็คือนั่งเป็นเพื่อนมัน และเปิดเพลงของ NAWANG ให้มันฟัง และสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือ มันค่อยๆเงียบลงและสงบลงได้ ในตอนเช้าผมได้พาไปเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กที่ขากับสะโพก และในช่วงที่มันพักฟื้นผมก็จะเปิด เพลงของ NAWANG ให้มันฟังทุกคืนมันไม่เคยร้องอีกเลย ทุกวันนี้มันวิ่งได้แล้วครับ และนี่ถือเป็นประสบการณ์นึง ที่ผมมีกับบทเพลงของ NAWANG ทุกครั้งที่เอามาเปิดฟัง

เพลงที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากผู้เล่น ใจของผู้เล่นเป็นเช่นไรบทเพลงก็ออกมาเป็นเช่นนั้น และมันยังเป็นความถี่ที่สามารถส่งผ่านไปสู่จิตใจของผู้คน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้โดยไม่ต้องมีภาษาของวัฒนธรรมมารองรับอีกด้วย เพราะภาษานึงที่เราในฐานะมนุษย์ต่างมีเหมือนกัน คือภาษาของความรู้สึกที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของเรานี่เอง





 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2551 23:05:15 น.
Counter : 267 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.