ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 
บันทึกชีวิต พจนา จันทรสันติ 3

ดูจากงานแปลระยะหลังจะสนใจเป็นพิเศษในเรื่องวัชรยาน (พุทธตันตระ) เต๋ากับเซนไม่สนใจแล้ว
มันเป็นทางผ่าน คิดว่าไม่ย้อนกลับแล้ว

วัชรยานเชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดใช่ไหม
การกลับชาติมาเกิดนี่ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงหรือเปล่า แต่ที่สนใจ วัชรยาน เพราะมันพูดถึงพลังงานของมนุษย์ เราว่ามันจริง อย่างเวลาที่เราโกรธเราก็จะโกรธ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันสามารถเปลี่ยนเป็นเมตตา เป็นการให้ถ้าปฏิบัติอย่างถูกวิธี ความคับแคบก็เปลี่ยนเป็นใจกว้าง มันพูดถึงมนุษย์จริงๆ คือยอมรับในสิ่งที่มนุษย์เป็น ไม่ปฏิเสธสิ่งที่เป็น พุทธเถรวาทเป็นเรื่องของวินัย ในการฝึกเบื้องต้นเราก็ว่าดี แต่ในแง่ของ วัชรยาน มันเป็น

อิสรภาพที่สูงมาก เป็นการเข้าใจธรรมชาติที่ลึกยิ่งขึ้น แต่พื้นฐานของเถรวาทก็สำคัญ ถ้าฐานไม่แน่นเราจะไปต่อลำบาก อาจหลงผิดได้ง่าย อย่างสมาธิภาวนาเป็นการฝึกปฏิบัติที่สำคัญมาก คนที่ฝึกโดยไม่มีพื้นฐานที่ดีแล้วจะอันตรายมาก บางคนถึงขนาดอ้วกออกมาเลย แต่คนรุ่นใหม่จะคิดว่าวัชรยานเป็นเรื่องที่ฮือฮามาก เพราะมันเป็นสูตรสำเร็จ คิดว่าทำง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่

ใน วัชรยาน ที่เราแปลเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ใช่การปฏิบัติ ยุคใหม่นี้มันเกิดกลุ่มคนแสวงหาด้วยตัวเอง และเป็นอาจารย์ของตัวเอง ซึ่งหนังสือพวกนี้จะเป็นประโยชน์กับเขา คือเป็นครูของตัวเอง โลกเป็นครูของเขา เขาจะเรียนรู้ได้เองจากโลก จากหนังสือ จากธรรมชาติ

เราทำงานแปลมาเรื่อยๆ งานพวกนี้จะเห็นว่ามันขายยาก เพราะมันกระแทกอารมณ์ข้างใน ต้องมีกาลเทศะ ทุกวันนี้คนมักพูดกันถึงเรื่อง How to คือจะเขียนอย่างไร แปลอย่างไร แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละ เพราะไม่ได้พูดถึงหัวใจของการเรียนรู้ มันไม่ใช่วิถีแห่งจิตวิญญาณ มันสำเร็จรูปเกินไป

ในเมืองไทยคนเป็นนักคิดเยอะนะ ฮ่องกง อินโดฯ มาเลย์ สู้เราไม่ได้ ผิดกับนักการเมืองที่ฉ้อฉล แต่ก็ยังบอกว่าทำเพื่อประชาชน ทั้งที่เราก็รู้ว่าเขาไม่ดี แต่เขาก็ยังมีอิทธิพล ไม่มีความละอายแก่ใจ นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดมากเลย จับได้เขาก็ลาออก แล้วก็เข้ามาสมัครใหม่ แต่เราอย่าไปใส่ใจตรงนั้น เราแค่มองเห็นค่าของตัวเราเองก็พอแล้ว สัจจะมันมีอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนนั่นแหละ อีกด้านหนึ่งของมายาก็คือสัจจะ เรามองมายาดีๆ จะเห็นสัจจะ มองสัจจะดีๆ จะเห็นมายา มันมี สอง ด้าน เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็จะไม่มีอะไรเลย จะเป็นความว่าง เราจะไม่ยึดติดกระทั่งสัจจะ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ และ ๒๕๑๕ จนถึงทุกวันนี้คนสนใจเรื่องธรรมะกันเยอะ แต่ก่อนไม่ค่อยมีนะ คือมันยังมีความจริงที่ว่ามีคนสนใจ ธรรมะมันมีอยู่ในใจคน ทุกอย่างเหมือนมันถูกวางเอาไว้แล้ว แล้วเราก็เดินไปตามทางเล็กๆ ที่เขาวางเอาไว้

งานของพจนาดูจะมุ่งแบ่งปันไปที่คนหนุ่มสาวเป็นหลัก ทำไม ?

จริงๆ วัยไหนก็ได้ แต่ว่าวัยอื่นเขาคงไม่ค่อยได้อ่านเท่าไรหรอกวัยผู้ใหญ่บางทีเขาก็ไม่สนใจ พวกเขาก็ทำงานทำการหรือเครียดจากงานมา ก็ไม่อยากอ่านหนังสือหนักๆ อีก คนหนุ่มสาวหรือนักศึกษาจะมีเวลา แต่ทุกวันนี้นักศึกษาอ่านหนังสือน้อย เอาเป็นว่าเราทำตามความสนใจ ก็เราทำอะไรไม่เป็นนอกจากงานหนังสือ แปลหนังสือได้เราก็แปลไป ดีกว่าเบียดเบียนโลกอยู่เฉยๆ อันนี้คิดอย่างนี้นะ ก็คืองานแปลเป็นงานฆ่าเวลาตาย

เราไม่เคยคิดว่าความคิดของเราแก่ ทั้งที่อายุเราก็เยอะแล้ว รู้สึกว่ายังอยู่ในโลกของเด็กกิจกรรมด้วย ความรู้สึกมันเหมือนหยุดไว้ที่ ๒๐ ปีที่แล้ว ที่มีเพื่อนเป็นนักกิจกรรมเยอะ มีเด็กๆ มาเล่าเรื่องต่างๆ ของเขาให้เราฟัง เราก็เหมือนกับยังอยู่ในวัยเดียวกับเขา เข้าใจเขา เพราะเห็นพลังในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เรามีเพื่อนอย่างเขา เราเลยเข้าใจและรับรู้ แต่ในเรื่องของภาวะที่ค้นหาข้างในนั้นมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้สึกแปลกแยก โอกาสที่เจอคนใหม่ๆ ก็ด้วย มีอิทธิพลกับความคิดของเรามาก

คนมีอายุก็ยังมีการแสวงหาเหมือนกันนะ
ใช่ จริงๆ มันแค่แบบชีวิตที่ต่าง โลกมันไม่ได้ต่าง วิถีชีวิตของคนรุ่นนี้กับรุ่นก่อนมันต่างเท่านั้นเอง บางครั้งเขารู้สึกมันแก่เกิน จริงๆไม่ใช่ คนแก่บางคนเยาว์วัยมากเลยนะ ศิลปินบางคนอ่อนเยาว์มาก และเด็กบางคนก็แก่หงำเหงือก เพราะใจมันปิดมันแน่นด้วยกล่องค่านิยม ไม่เปิดเลยไง ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่เลย ดังนั้นความเยาว์วัยจึงไม่ขึ้นกับวัยแล้ว ขึ้นกับการเรียนรู้ แล้วก็ไม่เกี่ยวกับอายุ

รู้สึกว่าตัวเองยังเยาว์วัยอยู่เสมอไหม
เป็นบางครั้ง บางครั้งก็แก่มาก บางครั้งเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรารู้สึกสดมาก ใจมันสด บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองแก่ มันก็แล้วแต่ เราว่าอยู่ที่ใจนะ คือเปิดไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมที่จะเรียนรู้ ประเด็นสำคัญของมนุษย์ก็คือว่า ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือมีการเรียนรู้ไม่หยุด ส่วนมากคนมีอายุเยอะมักจะหยุด การเรียนรู้มันหยุดเพราะว่ามันจะมีเซ็ตของความเชื่อที่ตายตัว แล้วมีความเชื่อหมวดหนึ่ง เป็นหมวดหมู่ของความเชื่อ แล้วจับทุกอย่างมาเข้ากล่องเดิมหมด ตีความว่าเป็นแบบเดิมหมด มันมีอันนี้เป็นรากฐานอยู่แล้ว คราวนี้การเรียนรู้มันใหม่ โลกมันใหม่ตลอด ถ้าเราไม่ยึดติดในกล่องของความเชื่อนี้ มันจะมีการเรียนรู้ใหม่ๆ จะมีนามธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น เราว่าอันนี้สำคัญมาก และนี่คือความเยาว์วัย



ผู้ใหญ่มักจะบอกว่า ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นแบบนี้แหละ ขบถ ตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่แล้วไม่นานวันหนึ่งเราก็จะนิ่งเอง เหมือนกับเขาตอนนี้

ไม่ได้นะ เขาพูดอย่างนั้นเพราะเขาผ่านประสบการณ์มาแล้ว เห็นจุดจบเป็นยังไง แต่เอาจุดจบมาตัดสินก็ไม่ได้ เพราะแต่ละคนก็ต้องเรียนรู้ไปไง พวกเราแต่ละคน วัยหนุ่มสาวแรง มันก็ดีเป็นวัย ***เราไม่กล้าทำอย่างนั้น สมัยก่อนนุ่งขาก๊วยสีแดง เดี๋ยวนี้เราก็ไม่กล้า แต่ก่อนมันซ่า เดินตีนเปล่าไปตามถนน มันก็ท้าทายดี คนก็มอง แล้วก็ไว้ผมยาวด้วยตอนนั้น จริงๆ มันต้องการท้าทายสังคมต้องการยั่วให้คนโกรธ คนหนุ่มสาวจริงๆ ไม่มีอะไรมากหรอก ทะเลาะกับพ่อแม่เพราะความเชื่อต่างกัน ทั้งเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาค่านิยม เราก็อยากจะยั่วให้พ่อแม่เราโกรธ และเราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาโกรธ แต่ถึงจุดหนึ่งมันก็จะสร้างสรรค์ไม่ใช่เพื่อทำลาย พอมายุคนี้มันก็เกิดโพสต์โมเดิร์นนิสต์ ( post-modernist ) แบบไทยๆ ขึ้นใช่ไหม มันกลายเป็นลัทธิของการปฏิเสธและทำลายเป็นสมบัติของชนชั้นกลางที่มักง่าย และขาดความรับผิดชอบ อะไรก็ตามที่เป็นแบบแผนไม่ว่าเก่าใหม่ก็ตาม เป็นทุบทิ้งหมด แต่ไม่สร้าง รู้จักแต่การทำลายไม่มีสร้างสรรค์

เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจว่าคำว่า โพสต์โมเดิร์นนิสต์ คืออะไร เอาแต่คำมาใช้ นี้เราไม่ได้ว่าทุกคนนะ บางคนก็อาจจะลุ่มลึกนะในเมืองไทย แต่ส่วนมากเราว่ามันเข้าใจเป็นกรอบ อย่าบอกว่าตัวเองเป็นอะไรถ้าไม่ได้ศึกษา เพราะทุกความคิดทางปรัชญามีที่มาที่ไปและชัดเจนลุ่มลึกอยู่ในตัวเอง น่าจะได้มีการศึกษาให้ถ่องแท้ เราหมั่นไส้พวกชอบทุบทำลาย พจเห็นว่าเลวก็เลวไปเลย คือพอเราสูงวัยมากขึ้นก็เห็นหลายอย่าง มีสิ่งดีๆ ในสังคม ดีมากเลย สิ่งที่เราเคยด่าตอนนี้เรากลับเห็นค่า ถ้าไม่มีสิ่งนี้เราไม่มีวันเป็นอย่างทุกวันนี้ ความเป็นไทยบางอย่างงดงาม หลายอย่างเราก็ด่านะ แต่ว่าหลายอย่างมันเป็นรากที่ลึกมากที่อยู่ในตัวเราโดยเราไม่รู้ และพอเราโตขึ้นเราก็เห็นสิ่งเหล่านี้มีค่า แต่ก็มีหลายอย่างที่เก่า คอนเซอร์เวทีฟมาก ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การทำลาย ต้องสร้างสิ่งใหม่ และให้สิ่งใหม่ยิ่งกว่าทดแทนสิ่งเก่า แต่ไม่ใช่ไปทุบทิ้งเหมือนพวกเรดการ์ด ทุกวันนี้เราจึงมีพวกโพสต์โมเดิร์นนิสต์แบบเรดการ์ด มีพุทธแบบเรดการ์ด

สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคลิกของตะวันตก
การทุบทำลายเป็นบุคลิกแบบตะวันตก แล้วสร้างใหม่ ไม่ได้เรื่องเลย เป็นแนวคิดแบบการปฏิวัติ พอไม่มีรากเดิมสิ่งใหม่ที่สร้างมามันก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด แต่ถ้ามีรากเดิมสิ่งที่สร้างใหม่มันจะชัดเจนกลมกลืน มันจะมีความละมุนละม่อม ซึ่งนี่เป็นบุคลิกแบบตะวันออก แล้วตะวันออกก็ดันไปรับความคิดจากตะวันตก มันก็เลยน่าเกลียดมาก อย่างจีน มันกลายเป็นตะวันตกไม่ได้เต็มตัว เป็นตะวันตกแบบจีนๆ พจปฏิเสธขุนนางปฏิเสธชนชั้นก็เลยกลายเป็นเจ๊กแบบหยาบๆ ทุกวันนี้ก็ค้าขาย ไม่มีวัฒนธรรม ขายอย่างเดียว ขายสิ่งที่ตัวเองเคยทำลาย ขายวัดขายวัง ขายวิว ขายของเก่าในอดีต

ไม่เหลือเค้าบุคลิกนักปราชญ์ที่ลุ่มลึกอีกแล้ว
ไม่มีบุคลิกแบบนั้นหรอกในจีนใหม่ หยาบกระด้างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมเก่าดีกว่า สิ่งไม่ดีก็มีมากมาย ที่จริงมันเป็นการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ ยังไม่กลมกลืน สุดท้ายมันก็เกิดชนชั้นใหม่ เป็นสมาชิกพรรค ข้าราชการ กลายเป็นชนชั้นแบบใหม่เป็นอภิสิทธิ์ชน มันหนีไม่พ้นหรอก โชคดีที่เมืองไทยผ่านช่วงนั้นมาได้ ดีที่เราไม่ได้ปฏิวัติกลายเป็นสังคมนิยม ช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แม้ว่าประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน

ในหนังสือของพจนา ประเด็นตะวันออกตะวันตกมีกล่าวถึงค่อนข้างบ่อย ไม่ได้ปฏิเสธตะวันตกใช่ไหม

คือตะวันออกถูกละเลย ถ้าสามารถทำให้สมดุลได้จะดีมาก มันเป็น ๒ ขั้วความคิด เราต้องรู้จักตัวเองให้ดี เพราะพลังที่เป็นขั้วตะวันตกนั้นแรง ซึ่งขั้วตะวันตกนั้นไม่ใช่ไม่ดี ทั้งวิธีคิด ปรัชญามันมีที่มาที่ไป มีรากทั้งนั้น เพียงแต่เราไปรับเอาเฉพาะตัวเทคโนโลยี ขาดรากทางปรัชญา ขาดลักษณะที่เป็นวิชาการของเขา เรารับมาแค่ดอกเตอร์ แต่ไม่ได้รับความเป็นดอกเตอร์มาด้วย ไม่ได้รับ intellectual หรือความใฝ่รู้มาด้วย คือการถกเถียงทางปัญญาและยอมรับ ลูกศิษย์เถียงชนะอาจารย์ก็ไม่โกรธ ทั้งให้เวลากับลูกศิษย์ นี่คือความเป็นครูที่อยู่ข้างในเป็นความใฝ่รู้อยู่เสมอ นี่คือความเป็นโปรเฟสเซอร์หรือบุคลิกแบบ intellectual ของตะวันตก ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก

ตะวันออกไม่ใคร่จะภูมิใจในความงดงามของตนเอง ต้องรอให้ตะวันตกมาบอกว่าตัวเองงดงามยังไง
ใช่ สิ่งนี้เป็นผลของ intellectual ไง เขามาเห็นค่าของศาสนา วัฒนธรรม เห็นค่าในศิลปะ มาแปลเซน แปลเต๋าซึ่งไม่ใช่งานตะวันตกเลย อย่างงานปรัชญาอินเดียแปลเป็นภาษาอังกฤษมาเป็นร้อยปีแล้ว จริงๆ นักเขียนที่สำคัญในแวดวงวรรณกรรมต่างเห็นคุณค่าตะวันออก ผ่านงานพวกนี้ พระเวท อุปนิษัท ผ่านเต๋า ร้อยปีที่แล้วก็จะมีนักวิชาการตะวันตกอย่าง เยอรมัน อังกฤษ ทำงานชิ้นหนึ่ง ๒๐-๓๐ ปี แปลแบบทุ่มเทชีวิตเลย คนพวกนี้น่าเคารพมากเป็นนักวิชาการจริงๆ และงานพวกนี้เป็นงานคลาสสิกอยู่มาถึงจนทุกวันนี้ เพราะเขาทำด้วยหัวใจ อย่างมีนักวิชาการอังกฤษคนหนึ่งแปลงานพระเวทแปลมาตั้งแต่ ๑๐๐ ปีก่อน เซอร์ M.Monier ทำพจนานุกรมสันสกฤต-อังกฤษ,อังกฤษ-สันสกฤตขึ้นมาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาภารตวิทยายังมีR.A.Nicholson แปลมัษนาวีฉบับสมบูรณ์ของรูมี มีงานแปลวรรณคดีเปอร์เซีย ในสายจีนก็มีคนอย่าง Arthur Waley , Burton Watson ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 จึงเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่มากของนักวิชาการตะวันตกในการนำเสนอ ความคิดทางศาสนา-ปรัชญาของโลกตะวันออก เยอรมันรวบรวมงานตะวันออกพวกนี้-พระเวท อุปนิษัท ภควัทคีตา เต๋า ขงจื๊อ ซึ่งทำมาเป็นชุดเลย Max Muller เป็นบรรณาธิการ ช่วงศตวรรษที่19 ถึงต้นศรวรรษที่ 20 จึงเป็นยุคที่ยิ่งใหญมากของนักวิชาการตะวันตก ในการนำเสนอความคิดทางศาสนา-ปรัชญาของโลกตะวันออก ผลงานเหล่านั้นทุ่มเททำด้วยจิตวิญญาณ นับเป็นนักบุกเบิกทางความคิดของโลกตะวันตก ทุกวันนี้เรายังได้อาศัยศึกษาค้นคว้าจากงานเหล่านั้นอยู่ นับเป็นมรดกของคนขายชาติ แล้วพวกกวีนักคิดอย่างธอโรอ่านงานพวกนี้หมด กวีตะวันตกยุคโรแมนติกประมาณ ๑๘๐๐ ต้นๆ จนถึง ๑๙๐๐ ได้รับอิทธิพลตะวันออกทั้งสิ้น อย่างพวกอิมเพรสชั่นนิสต์ได้รับอิทธิผลจากญี่ปุ่น-จีนทั้งนั้น ญี่ปุ่นทำภาพพิมพ์แล้วส่งไปขายที่ยุโรป พอพวกอิมเพรสชั่นนิสต์เห็นก็ตกใจ แสงสี แดด ความสดใสและเทคนิคของศิลปินตะวันออก ซึ่งนี่เป็นผลสะเทือนถึงกัน

พวกศิลปินในยุโรปชอบนั่งกันตามร้านกาแฟ อย่าง แถวมหาวิทยาลัยโบซาร์ต คนนั้นบ้างคนนี่บ้าง วันๆ มานั่งที่ร้านกาแฟ เพราะไม่มีตังค์ กินแล้วก็ติดเขาไว้บ้าง แปะไว้บ้าง เพราะจนมาก บางทีเขียนรูปได้ก็เอาไปขอแลกข้าวแลกขนมปังเพราะหิว นักคิดนักปรัชญาอะไรก็อยู่ตรงนั้น สุดท้ายมันก็เกิดขบวนการอิมเพรสชั่นนิสต์ขึ้นมา ไม่ใช่แค่ภาพเขียนนะ ปรัชญาด้วย วรรณกรรมด้วย มีอยู่ร้านหนึ่งในฝรั่งเศสเป็นร้านดั้งเดิม ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ตอนนี้เขียนชื่อศิลปิน นักคิด ไว้ตามโต๊ะ สมัยพวกมาเน่ต์, โมเน่ต์, แวนก๊อก เคยมานั่งอยู่ ร้านกาแฟมันเป็นแหล่งปัญญาชน มาถกเถียงมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เสร็จแล้วก็กลับไปสร้างสรรค์ผลงานของตน

เป็นลักษณะตะวันตกที่แหกคอกในสมัยนั้น
มันก็มีเหมือนกันเพราะเป็นความอิ่มตัวของศิลปะสมัยนั้น และก็เห็นความเน่าเฟะเลยอยากหลบหนีออกมา ก็เลยมาคิดทั้งเรื่องศีลธรรม เรื่องของปรัชญา เรื่องของวิธีคิด เรื่องของวรรณกรรมด้วย มันเน่าเฟะน่าเบื่อหน่าย ไม่สร้างสรรค์ ส่วนมากพวกนี้ก็จะเป็นคนหนุ่มเหมือนพวกเราที่มานั่งคุยกันนี่แหละ สิ่งสำคัญอันดับแรกมักเกิดจากคนไม่กี่คน ห้าคนสิบคน ต่อมาก็พลิกทั้งโลก เช่นการปฏิวัติฝรั่งเศสก็เริ่มจากนักคิดไม่กี่คน


พจนาไม่ใช่นักมังสวิรัติ สุราวิรัติ?
เคย เคยเป็นนะ พวกอหิงสาเขาจะเป็นมังสวิรัติคนละหลายปี ก็เป็นอยู่พักหนึ่ง แล้วไปกินปลาดิบ เพราะไปญี่ปุ่น รู้สึกอร่อยมาก กลับมาก็เลยเลิก (หัวเราะ) พอเลิกก็รู้สึกดี เพราะการมีวิธีกินอย่างเดียวมันแคบๆ นะ แล้วมันทำให้รู้สึกว่าตนเองวิเศษกว่าคนอื่น นักมังสวิรัติหลายคนรู้สึกแบบนี้ ไปตัดสินคนอื่นถ้าไม่กินผักกินหญ้า ว่าเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ ไม่เข้าท่า หลายเรื่องมันก็อยู่ที่ใจ

เหล้าก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่เรากินไม่ได้ กินแล้วเป็นผื่น ถ้ากินได้เราจะกินนะ เพราะเราชอบเหล้ามาก ถ้าเราไม่แพ้คงจะกินน่าดูเลย แต่ยังคงชอบซื้อให้เพื่อน เพราะเราชอบเหล้า บุหรี่ พวกของเสพติดในระดับปานกลาง อย่างเวลาเราไปไปดูเหล้า โอ๊ย สวย สวยนะขวดเหล้า จริงๆ มันเป็นคัลเจอร์นะพวกเหล้า คัลเจอร์มากๆ เลย ซึ่งถ้าใช้ดีๆ จะกล่อมใจให้มีความละเมียดละไม อย่างที่กวีจีนสมัยก่อนใช้ กินเหล้าแล้วเขียนบทกวี ไม่ใช่กินเหล้าแล้วตีกัน มันเป็นมิตินะ เหมือนกับย้อมจิตใจให้เกิดมิติให้เกิดภวังค์ ทุกวันนี้กินกันอย่างถ่อยสถุล ความหมายมันเลยแย่ จริงๆ มันมีคัลเจอร์ อย่างไวน์กว่าจะหมักได้ สั่งสมประสบการณ์กันมาเป็นพันๆ ปี คือ..มันละเอียดอ่อนกว่าจะมาเป็นทุกวันนี้ ถ้าใช้ความละเอียดอ่อนมันดีนะ คือใจเคลิ้ม- - แต่ทุกอย่างต้องพอสมควรถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี

กลุ่มอหิงสาตอนนี้ก็ยังคบหากันอยู่
ยังดีนะ เป็นเพื่อนกันอยู่ ทุกคนก็มีภาระหน้าที่ของตนเอง นานๆ เจอกันที เจอกันก็ยังดี ไม่มีอะไรหรอกเพื่อนพวกนี้เป็นคนน่ารักทุกคน แล้วเขาก็ทำอะไรเพื่อสังคมเยอะนะ พูดง่ายๆ ก็คือยังไม่รู้สึกผิดหวังเพื่อนสักคน ยังไปในแนวนี้ บ้าๆ บอๆ บ้าง แต่ก็ยังไปในแนวนี้ ยังเป็นเพื่อนที่เราเคารพได้

ได้ตามอ่านงานหนังสือของคนอื่นบ้างหรือเปล่า

ช่วงหลัง ๑๐ กว่าปีมานี่ เราไม่ค่อยได้อ่านงานใคร เพราะเราไปสนใจเรื่องที่ค้นหา ก็อ่านเฉพาะงานที่สนใจ อย่างงานวัชรยานเป็นงานภาษาอังกฤษ มันก็แคบลง มันก็เรียวแคบลงตามความสนใจ เราไม่สนุกกับการอ่านงานวรรณกรรมแล้วนะ คืออะไรมันก็เฉยๆ สนใจในสิ่งที่สนใจ แล้วก็ค้นหาสิ่งนั้น

มองวิถีชีวิตหนุ่มสาวยังไง
ไม่ได้สัมผัสหนุ่มสาวยุคใหม่ที่ไม่ใช่เด็กกิจกรรม ไม่ค่อยรู้จัก เราไม่ค่อยได้สัมผัส รู้จักแต่เพียงภายนอก คนรุ่นใหม่จริงๆ เราไม่ค่อยรู้จัก อย่าให้วิจารณ์เลย เดี๋ยวเขามากระทืบเอา (หัวเราะ)

วิถีชีวิตพจนาชัดเจนเลยว่า ไม่ทำงานประจำ จะเขียนหนังสือ แปลหนังสือ อย่างเดียว

ก็ใช่ แต่เราอย่าปฏิเสธงานประจำนะ เพราะถ้าเรามีงานประจำมันก็ดี แล้วยิ่งถ้าเป็นงานที่เรารักด้วยก็ยิ่งดี

แล้วงานประจำจะไม่ลดทอนการแสวงหาหรือ ?

ไม่ เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้แสดงถึงอะไร หลายคนที่ดูเหมือนทำอะไรดีๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไปไม่ไหว บางคนทำธุรกิจด้วยซ้ำ แต่เขาสามารถลงมาช่วยสังคมได้เยอะมาก ฉะนั้นเอาใจเป็นหลัก เราจะทำอะไรก็ทำได้ ถ้าถึงจุดหนึ่งเราอาจไม่ต้องทำอะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็ทำ คือทำให้เป็นสัมมาอาชีวะ ไม่ต้องไปคิดว่าเป็นงานในสายอาชีพหรือเปล่า เอาเวลาที่เหลือมาทำในสิ่งที่เราต้องการดีกว่า รูปแบบมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอก แต่ที่สำคัญเราต้องชัดเจนในสิ่งที่ทำด้วย ค่อยๆ เรียนรู้ไป ดีบ้าง เลวบ้าง ถ้าเรามัวแต่ไปแสวงหามาก มันอาจเป็นสิ่งที่กลับมาทำลายเราก็ได้ แทนที่จะทำให้เราเติบโต ถ้าใจมันยังไปไม่ถึง ก็อย่าไปฝืนมัน เราต้องฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี

ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้เอง มันไม่หลอกเรา เสียงที่หลอกคือเสียงของความคิด เสียงที่นำเราไปสู่ความจริง

ไม่ใช่ความคิด แต่เป็นเสียงของสัญชาตญาณ ถึงจุดหนึ่งมันจะแยกออกเอง คนแต่ละคนจริตมันต่างกัน เราต้องหาสิ่งที่เข้ากับจริตของเรา เราเชี่ยวชาญอะไร พอรับได้ก็ไปหมด ท่านพุทธทาสท่านรู้จริตคน ท่านเป็นผู้บุกเบิกมหายาน สมัยก่อนท่านโดนด่าเยอะว่าเป็นพวกนอกรีต ถ้ามันดีวันหนึ่งคนก็จะยอมรับได้ การเรียนรู้สำคัญมาก เราแสวงหาถึงจุดหนึ่งจะรู้เอง และเมื่อถึงจุดนั้น เราก็จะแหวกมันออกมาให้เกิดลมหายใจใหม่ๆ เพื่อรับใช้กับยุคสมัยใหม่

มีหนังสือเล่มไหนที่อยากแปล แต่ยังไม่ได้ทำบ้าง?
มีชิ้นหนึ่งอยากทำมาก One Hundred Thousan d Songs of Milarepa เป็นบทกวีที่น่าสนใจมาก งานแปลมันดีอย่างหนึ่ง อยู่ที่ไหนก็สามารถทำได้ แก่ก็ทำได้ไม่มีเกษียณ จนกว่าจะไม่ไหว นั่งทำไปเรื่อยๆ เป็นการเกื้อ***ลคนอื่นได้ด้วย




Create Date : 26 มีนาคม 2551
Last Update : 26 มีนาคม 2551 23:15:30 น. 0 comments
Counter : 343 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.