ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 
บันทึกชีวิต พจนา จันทรสันติ 2

มีงานวรรณกรรมบันทึกเล่มไหนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ
ไม่ได้ชื่นชอบเป็นพิเศษ มันก็แค่งาน หลังๆ อะไรมันก็แค่งาน เป็นเพียงเครื่องมือให้เราผ่าน แต่มันก็มีค่านะ มันหล่อเลี้ยงชีวิตเรามาทั้งร่างกายและจิตใจ ก็ได้เงินมาจากมันมาเลี้ยงชีพบ้าง เป็นผลพลอยได้ คือมันก็มีค่า เราไม่ได้พูดว่ามันไร้ค่า ถ้าเราใช้เสร็จก็ให้มันได้พักบ้าง ก็เหมือนใช้ถ้วยเสร็จก็ล้าง ไม่ใช่ถือถ้วยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่คุณเป็นนักเขียนเป็นกวีตลอดเวลา ไม่ใช่! ใช้ถ้วยเสร็จก็ล้างเก็บ เกิดเป็นคน ชาติหน้าเกิดเป็นหมาอะไรก็ได้ เป็นคนเป็นไปก่อน ค้นหาก็ค้นหาไป ประเด็นมันอยู่ที่การมีทุกข์น้อยมากกว่า ที่เราพยายามเข้าใจสิ่งพวกนี้เป็นเครื่องมือนะ อย่างงานเขียน เป็นเครื่องมือไปสู่อะไรบางอย่าง สัมพันธ์กับดินกับน้ำกับธาตุมูล ถ้าจิตใจเราเพียว เราจะได้เรียนรู้ เปิดใจกว้างๆ อาจจะไม่เคยมีใครพูดถึงสิ่งนี้เลย ชาวนาก็ทำนาไปไม่รู้อะไรมากกว่านั้น เกิดมาก็ทำเป็นเลย แล้ววันหนึ่งมันจะมีคนแบบนี้ไหมที่รู้อะไรลึกกว่านั้น แล้วสื่อสารได้ด้วย มันก็ดีเป็นมิติใหม่ เห็นไหมว่าวรรณกรรมอาจจะไม่สำคัญเลย อาจจะเป็นชาวนาหรือคนสวน ถ้าเรียนรู้จากต้นไม้ ก็จะเห็นมิติทางนามธรรม ผ่านต้นไม้ใบหญ้า ผ่านดิน ผ่านฤดูกาลต่างๆ ไม่ได้สักแต่เป็นชาวนา ชาวนาอาชีพ เป็นพุทธาชีพ เกิดมาก็เป็น ก็เลยไม่รู้เรื่องอื่น เป็นพุทธาชีพถือสงถือศีลไปวัด แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

งานบันทึกใหม่ๆ ก็ยังมีอยู่
มี ยังไม่พิมพ์เป็นต้นฉบับ เป็นลายมือบ้างอะไรอย่างเนี้ย หลังๆ เราก็ไม่ขี้เกียจหรอก หลังๆ มันก็อิ่มตัว ส่วนใหญ่ทำงานแปล งานบรรณาธิการ งานแปลมันเป็นงานที่ฆ่าเวลาในชีวิต เหมือนกับว่าคนทำงานเมื่อมันแก่ตัวลง ไฟมันน้อย ไฟมันริบหรี่ นี่มันเป็นเรื่องของวัย เป็นเรื่องของพลัง อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเมื่อมีชีวิตมาถึงจุดหนึ่งเรามองอะไรก็ธรรมดาละ มันไม่ตื่นเต้น มันเฉยๆ มันไม่เร้า ไม่อยากจะพูดถึงและแสดงออกอีกแล้ว เราไม่ต้องการการยอมรับ ไม่ต้องการเป็นที่รู้จักอะไร เหมือนกับว่ามันอิ่มตัว จริงๆแม้งเราไม่พูดถึงสิ่งนั้นมันก็มีอยู่- -ในแง่หลักธรรมนะ มีอยู่อย่างสวยงามและยิ่งใหญ่ด้วย และบางคราวเราพยายามไปพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าสัจจะ เราก็พูดได้น้อยมาก ต่ำต้อยมาก ถึงจะดูงดงามแค่ไหนในแง่ศิลปะของวรรณกรรม หรือกระทั่งบทกวีมันก็ยังต่ำต้อยมากๆ เมื่อเทียบกับความจริง เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจถึงจุดนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องมีอะไรพูดถึงเท่าไร

ถึงจุดที่จะ- - ปล่อยวาง

เป็นภาวะของพระ จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมาก ที่เราพูดไปมันก็ฟูมฟาย แต่กว่าจะผ่านมาถึงวัยนี้ได้เราก็ต้องอาศัยการงาน และงานทั้งหมดก็ช่วยให้เราประจักษ์ว่า จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอก สิ่งที่เราพูดไปมันก็ไม่สำเร็จหรอก มันก็มีความล้มเหลวอยู่ในนั้น ที่เราพยายามพูดถึงความจริง มันก็มีความล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ได้เราก็ไม่ทุกข์ ถึงแม้ว่าเราเขียนมันไม่ได้แล้ว ปัญหาของนักเขียนหลายคนก็คือว่าพลังมันหมดก็ฆ่าตัวตาย อย่างเฮมมิงเวย์เป็นตัวอย่าง อาจเพราะทนตัวเองไม่ได้ เพราะตนเองเคยมีพลังสร้างสรรค์มากและวันหนึ่งเขียนไม่ออกก็ฆ่าตัวตาย แต่ในแง่ของทางพุทธนี้ไม่ใช่ คือเราจะไปอีกจุดหนึ่ง จุดในความเข้าใจที่ว่ามันไม่ต้องเขียนก็ได้ ทำอย่างอื่นก็ได้ เราต้องขอบคุณงานเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจตัวเราเองระดับหนึ่งแม้ยังไม่ใช่ที่สุด เข้าใจโลกระดับหนึ่ง จุดนี้เป็นพื้นฐานที่ดีที่เราจะทำอะไรต่อ ละวางมากขึ้น ละวางชีวิต ละวางอะไรต่ออะไร

เหมือนกับ “ กระทำโดยไม่กระทำ”

ละวางชีวิตทางโลกมากขึ้น แต่ทีนี้ในแง่ของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก เราเอาจากโลกทุกวัน เราก็เป็นหนี้โลกอยู่เยอะ งานแปลก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าเราใช้หนี้ให้โลก พูดง่ายๆ งานแปลมันเป็นงานที่นิ่ง แต่ส่วนมากที่เราแปลมันก็เป็นหนังสือธรรมะ หมายถึงว่าเราแก่แล้ว มาทำงานนิ่งๆ เพื่อให้คนได้อ่านอย่างนิ่งๆ ไม่ใช่งานที่หวือหวาอย่างสมัยก่อน เหมือนบทกวีแต่ก่อน ทำบ้างแต่มันจะเป็นงานที่นิ่ง นิ่งกว่าสมัยวัยหนุ่ม เรารู้สึกว่าจริงกว่า

เราใช้งานเขียนเสมือนเป็นเครื่องมือในการแสวงหาตนเอง
อันนี้น่าสนใจ เพราะสมัยก่อนมันอยู่ในความคิดเยอะ พวกเรานี่คิดเยอะ คิดนู้นคิดนี่ คิดถึงเรื่องสังคม คิดถึงเรื่องตนเอง ทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเยอะเหมือนกัน เพราะมันอยู่กับความคิดเยอะ แต่พอถึงวัยนี้เราต้องการอยู่ในภาวะ ภาวะก็คือความนิ่ง ความนิ่งก็คือการภาวนา ไม่ใช่ความคิด ที่นี้งานเขียนมันยังอยู่ในปริมณฑลของความคิดอยู่ แต่ถึงจุดหนึ่งเราต้องการอยู่ในภาวนา ภาวนาที่เรียกว่า meditation ซึ่งงานเขียนไม่สนับสนุนจุดนี้ ถ้าเราเขียนก็ต้องเขียนงานที่เป็นภาวะ ไม่ใช่งานความคิด

หลายอย่างเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ เราถึงบอกไงว่าหลังๆ มา เรามาเน้นเรื่องภาวะ เรื่อง being สำคัญกว่า doing เราทำอะไรกันมาเยอะ ที่เราทำก็เพื่อให้เข้าถึงสภาวะบางอย่าง และพอมาถึงจุดหนึ่งจะเห็นว่าที่เราทำมามันมีความหมายมากกว่าในช่วงที่เรายังอยู่ในวัยหนุ่ม เพราะภาวะเป็นของจริง จิตเราตัดสินให้เป็นของจริง อย่างน้อยก็จริงในระดับหนึ่ง doing ก็คือการยอมรับ ความต้องการการยอมรับ การทำให้เกิดเป็นชิ้นงาน เมื่อถึงจุดหนึ่ง ภาวะก็คือการภาวนา เมื่อคนเราแก่ตัวลงภาวะมันยืนยันความเป็นตัวเองมากกว่า เหมือนกับเราสื่อสารกับโลกในความเป็นจริงมากกว่าการกระทำ ฉะนั้นถ้าทำแล้วไม่มีภาวะ หรือไม่เกิดภาวะก็อย่าทำ

ยกตัวอย่างบทกวี คืองานภาวะที่สำแดงออกมาโดยอัตโนมัติเลยหรือเปล่า

งานกวีเป็นงานเขียนที่ดี เป็นการเขียนโดยภาวะที่มันปรากฏออกมา ไม่ใช่งานความคิด งานกวีเป็นงานเขียนที่เห็นถึงภาวะชัด แต่ก็ล้มเหลวถึงสิ่งที่จะแสดงออกเหมือนกัน ภาวะนี้เป็นความพยายามที่จะแสดงออกเท่านั้น เหมือนความรู้สึกที่อยากแบ่งให้คนอื่นรู้ด้วย เห็นแล้วก็อยากแบ่ง จริงๆ งานพวกนี้มันเหมือนแสงสว่างที่แวบเข้ามา อย่างในความมืดที่มีแสงเข้ามานิดๆ เราเห็นก็อยากพูดในสิ่งที่เราเห็น เมื่อทำไปๆ มันจะเป็นเรื่องของนามธรรม ที่เป็นภาคต่อ เมื่อเราอยู่กับภาวะตรงนี้มากขึ้น มันจะเป็นการตัดต่อที่เริ่มสมบูรณ์ นี่หมายถึงภาวะที่เป็นเรื่องของนามธรรมนะ มันเหมือนกับการประคับประคองใจของเราให้ต่อติดกับนามธรรม เป็นภาวะที่ไร้ตัวตนชั่วขณะหนึ่ง

มีบ้างไหมที่เกิดภาวะขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัว

มีเหมือนกัน อย่างบทกวีนี่มีพลังมาก เราสามารถรับรู้ได้ แต่เราต้องมีจิตใจที่ละเอียดถึงจะรับได้ คนทั่วไปจะไม่เห็น อย่างคนสมัยโบราณ อาจารย์ที่ทรงธรรมจะจำเป็นมาก เพราะจะกระตุ้นให้ศิษย์เห็นถึงความเป็นปรัชญา บางทีไม่ต้องพูดก็สามารถเห็นได้ คือจิตในที่นี้มันมีพลังมาก

อะไรคือ “ ภาวนา” ในทัศนะของพจนา

ก็คือจิตที่มีความนิ่ง ภาวนาในความหมายของการสร้างสรรค์นั้นจิตจะใช้วิธีการอะไรก็แล้วแต่

ผลของการภาวนาคือจิตเกิดภวังค์ ภวังค์ชนิดหนึ่งที่เป็นภวังค์สมาธิ ในภวังค์นั้นไม่ใช่ passive มันเป็น active ทรงพลังและว่องไวมาก จิตปกติเราใช้แค่ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ แต่ในภวังค์ของการภาวนานั้น จิตมีพลังมาก อาจถึงห้าสิบหกสิบเปอร์เซนต์ขยายพลังออกไป จิตมีอำนาจในการรับรู้ที่ไวมาก ในภาวะนั้นมันเป็น active และถึงจะเป็น passive ก็เป็น passive ที่ active คือมีศักยภาพของการสร้างสรรค์ ภาวะนี้น่ะทำงานได้

พลังที่ว่านี้ ศิลปินบางคนควบคุมไม่ได้ก็- -
บ้าไปเลย ในเมืองไทยเราเห็นบางคนที่มีพลังแรงกล้ามาก พี่จ่าง (แซ่ตั้ง) แกเป็นคนที่แรงมาก เวลาแกทำงานเนี่ย เขียนบทกวีทีเดียวต่อเนื่อง ๕๐ บท

ธรรมชาติช่วยในการภาวนามากไหม
ช่วยได้ จะใช้เรื่องลมหายใจช่วยก็ได้ แต่เรายังทำน้อย ส่วนมากเราไปนั่งกินกาแฟ สูบบุหรี่ก็ช่วยภาวนาได้เยอะ พอจิตนิ่งปุ๊บมันก็ช่วยได้ งานภาวะนี่เป็นงานที่จิตนิ่งนะ อย่างงาน เมืองดาว เป็นงานที่นิ่งมากและเป็นงานที่เราชอบ เพราะว่าได้ไปใช้ชีวิตที่บ้านของเพื่อน เป็นไร่อยู่ริมแม่น้ำทางเชียงดาว ที่นั่นสวยมาก เราไปอยู่คนเดียวบางครั้ง ๑๕ วัน ดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ ทำกับข้าวกิน ชีวิตมีความสุขมาก และเวลาที่จิตนิ่งๆ เวลาเห็นธรรมชาติเราจะเห็นลึกกว่าปกติ คือเห็นภวังค์ เห็นภาวะ เห็นพลังของมัน เห็นธรรมชาติ ไม่ได้เห็นแค่เปลือก อันนี้ก็อาจจะเรียกว่าการภาวนาอีกแบบหนึ่ง

มีคนบอกว่าดนตรีคลาสสิกเป็นดนตรีบริสุทธิ์ เยียวยาจิตใจได้
เราต้องดูด้วยว่าใครแต่ง โดยแนวทางมันละเมียดมาก แต่บางเพลงเราไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนแต่ง แต่เรารู้สึกได้ถึงการจินตนาการไปในจักรวาลจริงๆ คนทำงานหนังสือ เพลง ดนตรี เป็นคนที่อยู่ในภาวะเดียวกัน คือภาวะของการเข้าถึงตัวตน เขาเรียกว่าภาวะของการสร้างสรรค์ ช่วงนั้นมันจะมีอัตตาน้อย ตัวตนมันหายไป แต่กว่าจะเข้าถึงจุดนั้นก็คงต้องผ่านอะไรมาพอสมควร

ภาวนามีจุดหมายปลายทางหรือไม่ว่า จะต้องบรรลุให้ถึงจุดไหน
ภาวนาไม่มีจุดหมายปลายทาง ภาวนาอยู่ในตัวของมันเอง ในแง่ของหลักธรรมนะ

อะไรคือความหลุดพ้นในทัศนะของพจนา
ความหลุดพ้นไม่มีทัศนะหรอก ไม่มี ถ้าถึงก็คือถึง เราไม่สามารถคิดถึงการหลุดพ้นได้หลุดก็หลุดไปเลย อย่าไปคิดถึงมัน ถ้าคิดแล้วมันก็จะเป็นงานความคิด เรื่องหลักธรรมคนมักไปคิดถึงมัน จริงๆ ไม่ใช่เรื่องความคิด มันเป็นเรื่องภาวะ ทีนี้ถ้าคนที่หลุดพ้น มันก็หลุดพ้น มันมีหลุดหรือไม่หลุดเท่านั้นแหละ ไม่มีการคิดถึง เราไม่ได้พูดแบบเล่นลิ้นนะ เราพูดจากความรู้สึก

เคยมีความใฝ่ฝันที่จะบรรลุธรรมไหม
คนทุกคนมันก็ใฝ่ฝัน แต่ว่ายิ่งฝันมันก็ยิ่งไม่ถึงหรอก อย่าไปฝันเลย เราได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ก็หวังว่าไม่ต้องไปเกิดในนรกอีก เป็นสัตว์นรกย้อนกลับไปกลับมา ใช้เวลามากเลย

พจนาเคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่า อย่าทำให้เป็นเรื่องลึกลับหรือยิ่งใหญ่เกินไป
ใช่ๆ ไปไม่ถึงก็ไม่ถึง มนุษย์มีแค่นี้ ไม่รู้จะต้องเกิดอีกกี่ชาติ ถ้าพยายามมันก็แค่นี้เอง ไม่งั้นก็จะกลายเป็นความหลง เหมือนชาววัดนุ่งขาวห่มขาว อย่างนี้น่าเบื่อมาก และเที่ยวไปตัดสินคนอื่น ตัดสินความดีความชั่วคนอื่น คิดว่าตนเองสุดเลิศประเสริฐศรี ไปเข้าสมาธิมาแล้วก็คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ระวังนะเรื่องความหลง มันจะหลงตัวเองไง จริงๆเราเองก็ไม่ใช่ชาวพุทธเท่าไร เราเป็นคริสต์ด้วยซ้ำ โตมาในวัฒนธรรมแบบคริสต์ บ้านเราเป็นคริสต์หลายชั่วคน ที่สนใจพุทธเพราะได้มาศึกษา แล้วก็สนใจ

มาสนใจพุทธศาสนาตอนโตแล้ว

ที่จริงคริสต์ศาสนา เป็นรากฐานทางจิตวิญญาณของเรา ยุคก่อนๆ ตอนที่เรายังเด็กเราก็ไม่เคยสนใจพุทธ คือพอโตขึ้นเรารู้ว่าธรรมะไม่ได้มีอยู่แต่ในวัด จริงๆ แล้วคนที่ห่างไกลธรรมะมากที่สุดก็คือพระ เพราะอยู่ใกล้มากเกินไป คนเรามักไม่ใส่ใจอะไรที่มันใกล้ตัว ฉะนั้นเราไม่ต้องพูดถึงเรื่องธรรมะก็ได้ เราพูดถึงอะไรที่เป็นหลักธรรมของชีวิต อย่างในงานแปล คัมภีร์แห่งความเร้นลับของพิเชษฐ์ วนวิทย์ จะมีประโยชน์มาก เพราะพูดถึงเรื่องราวของความเป็นจริง เป็นชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัว จับต้องได้ หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมนักรบ สงคราม ความเป็นนักรบสมัยโบราณมันยิ่งใหญ่มาก สมัยโบราณจึงไม่ค่อยมีพวกอันธพาล เพราะมีนักรบ ทีนี้บ้านเมืองเราที่เกิดสงครามก็เพราะมันไม่มีสิ่งพวกนี้มารองรับ คนบางคนแนวโน้มมันรุนแรง แต่เราจะปรับยังไงให้อ่อนช้อยขึ้น นักเลงสมัยก่อนเราจะเห็นได้ว่าเขามีสัจจะ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ เราปฏิเสธไม่ได้ คนในโลกนี้มันหลากหลาย

ช่วงที่ในป่าเริ่มมีปัญหา พวกเรา (กลุ่มอหิงสา) เริ่มตั้งตัวได้ พวกเราด่าคนในป่าเยอะ ซึ่งอาจเพราะเห็นว่ามันไม่ใช่ เพราะเราไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของเขา แต่จะไปบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทชีวิตลงไปนั้นผิด มันไม่ได้หรอก เราก็เลยลองเข้าไปเยี่ยมในป่าดู ไปแบกปืนอาก้ากับเขา กลับมามันทำให้เราเข้าใจว่าความคิดของพวกเขานั้นบริสุทธิ์ เขาสู้ด้วยวิถีของเขา แต่พอมาตอนหลังความคิดก็เปลี่ยนไป ก็หลายคนในป่านั่นแหละ เวลาที่เราขึ้นไป รู้ถูกล้อมปราบ ๓ เดือนลงไม่ได้ก็ต้องอยู่บนนั้น มีคนตายเยอะ คนพวกนี้เขามีค่านะ หลายคนเป็นคนธรรมดาแต่ใจของเขายิ่งใหญ่ เขาสอนเราได้ และก็สามารถสอนอะไรที่ดีๆ ด้วย ทุกวันนี้เราก็เลยเปลี่ยนความคิด ความเชื่อมาทางธรรมะ

ความรู้สึกแสวงหามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

กระแสสังคมมีส่วนมาก มันเป็นทั้งโลกไม่เฉพาะแค่ประเทศไทย ยุค ’ ๖๐ ซึ่งเป็นยุคของวงดนตรีอันเดอร์กราวนด์ อย่างดนตรีแจ๊สก็เกิดจากการเบื่อลมหายใจเก่าๆ ก็เป็นแจ๊สขึ้นมา อันเดอร์กราวนด์ก็เหมือนเป็นการแสดงออกที่ก้าวร้าว อีกประเด็นหนึ่งคืออันเดอร์กราวด์ ไม่ใช่การแสวงหา แต่เป็นเพียงรูปแบบของการปฏิเสธและท้าทายระบบคุณค่าแบบเก่าในสังคม ยุค ’ ๖๐ มีการทำค่ายอาสาพัฒนา มันเห็นความทุกข์ยาก เห็นว่าชาวบ้านลำบาก ชาวค่ายฯ ยุคนั้นลำบาก แต่สังคมในทุกวันนี้คนมีความพึงพอใจ มีเสรีภาพ (จริงหรือ? ) เศรษฐกิจก็ดีขึ้น สมัยก่อนมันเป็นเผด็จการ (หรืออาจเป็นเผด็จการแบบแฝงเร้นในยุคนี้) เสรีภาพทางความคิดมันมีน้อย คนก็เลยต้องดิ้นรนแสวงหา ปัจจุบันนี้คนเราไม่ชัดเจนอะไรสักอย่างเพราะการโกหกมดเท็จยิ่งแนบเนียนขึ้น แต่ยุคนี้อะไรที่ชัดมันก็มี แต่ก็เป็นกลุ่มน้อย นั่นเกิดจากเหตุปัจจัยที่ไม่เอื้อ




Create Date : 26 มีนาคม 2551
Last Update : 26 มีนาคม 2551 23:14:08 น. 0 comments
Counter : 335 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.