ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 
คืนดับ ( Night )

คืนดับ
เอลี วีเซลเขียน
สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี แปล


หลังจากอ่านจบรู้สึกเศร้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นว่าทำมั้ยคนทั้งโลกถึงปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ " เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ " มานึกๆดูก็อดคิดไม่ได้จริงๆนะ ว่าสมัยนั้นก็ปล่อยให้คนตายไปมากมายขนาดนั้นได้ยังไง แต่ก็ถือได้ว่าทุกโฉมหน้าของซาตานก็ยังมอบให้ซึ่งประสบการณ์สำคัญ ที่ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์อย่างเราๆสามารถเป็นอะไรได้บ้างที่เราอาจจินตนาการไม่ถึง หรือแท้จริงแล้วเราทุกคนก็ต่างมี ฮิตเลอร์ อยู่ในตัวเราด้วย ความรู้สึกอีกอย่างนึงคือ การที่เราเมินเฉยต่อปัญหาโดยไม่พยายามทำสิ่งใดที่ตัวเราพอจะช้วยได้ ก็คือปัญหาอีกอย่างนึง

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อย่างนึงคือภาษาที่พยายามอธิบายบางสิ่งบางอย่าง เช่น การเดินทางครั้งสุดท้ายในรถลำเลียงสัตว์ที่ถูกปิดตาย , การย่างเท้าสู่ภพวิกลจริตอันเหน็บหนาว , ที่ซึ่งความไร้มนุษยธรรมกลายเป็นมนุษย์ธรรม , ที่ที่คนในเครื่องแบบผู้มีวินัยและการศึกษาเป็นผู้ฆ่า เป็นต้น ในส่วนเกี่ยวกับตัวผู้เขียนก็มีความน่าสนใจมาก จึงขอนำบทความ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จุดประกายวรรณกรรม มาให้อ่าเพิ่มเติมถ้าไม่เบื่อกันซะก่อนอิอิ

เส้นทางนักเขียน


Elie Wiesel : ผู้ส่งสารแก่มนุษยชาติ

นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ nonglakspace@gmail.com

เมื่อครั้งที่ 'เอลี วีเซล' (Elie Wiesel) นักเขียนนวนิยายชาวโรมาเนีย-ฝรั่งเศส-ยิว ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1986 คณะกรรมการรางวัลโนเบลในตอนนั้น ต่างขนานนามให้เขาเป็น 'ผู้ส่งสารแก่มนุษยชาติ'

วีเซลเป็นนักเขียนที่มีบทบาทในฐานะนักเคลื่อนไหวตัวยง เขาเป็นอีกคนที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีงานเขียนออกตีพิมพ์มากกว่า 40 เล่ม สำหรับเล่มซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีคือ Night (ถอดความเป็นภาษาไทย โดยสายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี ในชื่อเรื่อง คืนดับ) วีเซลบรรยาย-เล่าเรื่องประสบการณ์ของตัวเอง ในช่วงโฮโลคอสท์และช่วงที่อยู่ในค่ายกักกัน และวีเซลก็กลายเป็นนักส่งสารที่ทรงพลังของสันติภาพและเกียรติภูมิแห่งมนุษยชน เพื่อผ่องถ่ายไปยังเพื่อนมนุษย์

ชีวิตก่อนสู่ห้วงหนึ่งในค่ายกักกัน วีเซลถือกำเนิดที่ซิกเฮท (Sighet) ในโรมาเนีย เขามีพี่สาวสองคนและน้องสาวหนึ่งคน พ่อเป็นชาวยิวฮังการีและเป็นเจ้าของร้านขายของชำ พ่อของเขาเป็นคนที่กระตือรือร้นและเป็นที่ไว้วางใจในชุมชน ในช่วงแรกๆ ที่สงครามอุบัติขึ้น พ่อของวีเซลถูกจับขังคุกเพราะให้การช่วยเหลือชาวโปแลนด์ที่เป็นยิวซึ่งหนีมาที่โรมาเนีย และผู้เป็นพ่อนี้เองที่เป็นคนผ่องถ่ายความรู้สึกอันแก่กล้าเกี่ยวกับผองเพื่อนมนุษยชาติให้แก่ลูกชาย รวมถึงกระตุ้นให้วีเซลเรียนภาษาฮิบรูสมัยใหม่และอ่านวรรณกรรม ส่วนแม่ของเขาส่งเสริมให้เขาศึกษาโตราห์ (พระธรรมห้าเล่มของโมเสสหรือที่รู้จักกันในนามบัญญัติของโมเสส) และคาบบาลาห์ เขาพูดถึงบุพการีว่า "พ่อเป็นตัวแทนของเหตุผล ส่วนแม่เป็นผู้ชี้นำความศรัทธา"

ช่วงสงคราม ครอบครัวของเขาถูกส่งไปที่ออชวิทซ์ และเขาถูกสักที่แขนซ้ายด้วยหมายเลข A-7713 พ่อถูกแยกออกไปอยู่อีกค่าย ส่วนแม่และน้องสาวคนเล็กก็ถูกคุมอยู่ที่ค่ายกักกันแห่งอื่นและคาดว่าถูกฆ่าที่ออชวิทซ์ ไม่กี่เดือนก่อนที่ค่ายกักกันจะถูกปลดแอกโดยกองทหารที่ 3 ของอเมริกันในวันที่ 11 เมษายน พ่อของวีเซลทุกข์ทรมานจากโรคบิด ขาดอาหาร และไม่มีเรี่ยวแรง แล้วหลังจากนั้นพ่อของเขาก็ถูกส่งตัวไปที่เผาศพ ถ้อยคำสุดท้ายที่พ่อของเขาพูดคือ การเอ่ยชื่อลูกชายว่า เอลีเซอร์ อันเป็นนามของเอลี

หลังจากสงครามจบลง วีเซลถูกนำไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในฝรั่งเศส จึงได้ร่ำเรียนภาษาฝรั่งเศสที่นั่นและได้พบกับพี่สาวทั้งสองคนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรอดชีวิตจากสงคราม พอปี 1948 วีเซลเริ่มเรียนปรัชญาที่ซอร์บอนน์ ช่วงนี้วีเซลมีส่วนร่วมกับองค์กรที่สนับสนุนให้ชาวยิวไปอยู่ในปาเลสไตน์ และเขาทำงานแปลให้กับหนังสือพิมพ์ขององค์กรนี้ วีเซลสอนภาษาฮิบรูก่อนจะมาทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ เขาเขียนงานให้กับหนังสือพิมพ์อิสราเอลและฝรั่งเศส อาทิเช่น Tsien in Kamf และ L'arche

หลังจากสงครามยุติได้ 10 ปี วีเซลปฏิเสธที่จะเขียนหรือพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ในเหตุการณ์โฮโลคอสท์ เขาก็ไม่ต่างจากผู้รอดชีวิตอีกหลายคนที่สุดจะบรรยายหรือเอื้อนเอ่ยถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พอวีเซลพบปะกับฟรองซัวส์ มัวริแอค นักเขียนรางวัลโนเบลปี 1952 สาขาวรรณกรรมคนนี้เป็นผู้จุดประกายให้วีเซลถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์นั้นออกมา

ตอนแรกวีเซลเขียน Night ออกมา 900 หน้าด้วยภาษาฮิบรูในชื่อเรื่องว่า Un di velt hot geshvign (And the World Remained Silent) แล้วเขาก็ตัดทอนลงและแก้ไขใหม่ เพื่อให้ได้ต้นฉบับที่สั้นลงในภาษาฝรั่งเศส แล้วก็พิมพ์ออกมาได้ 127 หน้า ในชื่อ La Nuit และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ Night แม้เพื่อนสนิทอย่างมัวริแอคจะช่วยหาสำนักพิมพ์ให้ แต่ยอดขายหนังสือในช่วงแรกก็ไม่ดีเอาเสียเลย

ปี 1955 วีเซลย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์กและได้เป็นพลเมืองของอเมริกาในเวลาต่อมา ช่วงอยู่อเมริกาเขาเขียนหนังสือมากกว่า 40 เล่ม ทั้งนวนิยายและงานเขียนทั่วไป รวมถึงได้รับรางวัลชนะเลิศทางวรรณกรรมมากมายและงานเขียนของวีเซลเหมือนมีโลโก้ประจำตัว คือเหตุการณ์โฮโลคอสท์ วีเซลพิมพ์บันทึกความทรงจำอีกสองเล่ม เรื่องแรก All Rivers Run to the Sea (1994) เป็นช่วงชีวิตในปี 1969 และเล่มต่อมา And the Sea is Never Full (1999) ครอบคลุมชีวิตในปี 1969-1999 วีเซลและภรรยาร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิเอลี วีเซล เพื่อมนุษยชาติ (Elie Wiesel Foundation for Humanity) และเขาทำหน้าที่ประธานมูลนิธิ

ปัจจุบันวีเซลเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยบอสตัน พร้อมๆ กับการทำหน้าที่เป็นนักเขียน นักกิจกรรม นักรณรงค์เพื่อมนุษยชน และไม่จำกัดวงการทำเพื่อผองเพื่อนมนุษยชาติเฉพาะเรื่องโฮโลคอสท์เท่านั้น

แต่เขายังเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อการธำรงความเป็นมนุษย์ในอีกหลายประเทศ 0




Create Date : 23 มีนาคม 2551
Last Update : 18 พฤษภาคม 2551 23:20:39 น. 0 comments
Counter : 452 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.