ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 
พุทธธรรม ยุคโลกาภิวัฒน์ โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล



ถอดเทป "พุทธธรรม" ในยุคโลกาภิวัตน์ โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล


ปาฐกถาของ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ท่าน ส.ศิวรักษ์ ถึงกับกล่าวปิดงานในวันนั้นว่า "เป็นปาฐกถาที่ดีที่สุดของปาฐกถาเสมพริ้งพวงแก้ว"

****************************

เกริ่นนำ

เสมสิกขาลัย จัดงาน ปาฐกถา เสม พริ้งพวงแก้ว ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ณ เรือนร้อยฉนำ คลองสาน กรุงเทพ ภายในงานดังกล่าว มีการแสดงปาฐกถาเรื่อง ‘พุทธธรรมในยุคโลกาภิวัตน์’ โดย ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ พูดถึงผลกระทบของกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ ระบบทุนนิยมโลกที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม มนุษย์กับโลกทางกายภาพ และระหว่างมนุษย์กับตัวเอง



นอกจากนี้ มีการอ้างถึง ‘พุทธธรรม’ ว่าคืออะไร และสามารถนำมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมและภายในจิตใจของปัจเจกบุคคลได้อย่างไร รวมถึงความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ระหว่างพุทธธรรมและโลกาภิวัตน์ เพราะทั้งรัฐและรัฐบาลคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับที่ระบอบการเมืองการปกครอง ไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็แก้ไขไม่ได้ เพราะโครงสร้างทั้งหมด ตลอดจนผู้คนที่เ่กี่ยวข้องต่างๆ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาในระดับจิตใจและจิตวิญญาณ



ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องถ่วงดุลด้านมืดของยุคโลกาภิวัตน์ โดยการกอบกู้สติสัมปชัญญะของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ ในระดับบุคคลและการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยอาจารย์เสกสรรค์ ได้ให้ความเห็นว่า ต้องพึ่งพาอาศัย ‘พุทธธรรม’ ในการแก้ไขปัญหา เพราะพุทธธรรมคือคำสอนที่พุ่งเป้าไปสู่การปลดปล่อยบุคคลออกจากการครอบงำตัวเองเป็นสำคัญ



***********************



“กราบเรียนอาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ที่เคารพยิ่ง เรียนมิตรสหายที่รักและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้ผมรู้สึกภูมิใจและดีใจเป็นอันมากที่ได้มาสนทนากับท่านทั้งหลาย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มชนที่มีสติปัญญา และเป็นผู้อยู่ในวิหารธรรมและเป็นกำลังฝ่ายสร้างสรรค์ของสังคม ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้รับเกียรติ ดังนั้นจึงต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาส


หัวข้อที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้เป็นหัวข้อที่ผมเลือกเองและตั้งชื่อเอง และท่านทั้งหลายคงจะสังเกตเห็นว่าผมใช้คำ ‘พุทธธรรม’ แทนที่จะเป็น ‘พุทธศาสนา’ ตรงนี้ขออธิบายว่า แท้จริงแล้วความหมายของทั้งสองอย่างคาบเกี่ยวกันอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เลือกใ้ืช้คำว่า ‘พุทธธรรม’ ก็เพราะไม่ต้องการแตะต้องศาสนาที่เป็นทางการ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความยากลำบากขึ้นในชีวิตโดยไม่จำเป็น ถ้าเอ่ยถึงศาสนา เราจะพบว่า มักมีผู้ถือสิทธิเป็นเจ้าของ แต่ถ้ากล่าวถึงหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นสัจธรรมสากล ที่ไม่ขึ้นต่อลักษณะชาติหรืออำนาจรัฐใดๆ ในทางผูกขาด ทำความเข้าใจ หรือการหวงแหนกรรมสิทธิ์ คงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องขออนุญาตชี้แจงเสียตั้งแต่แรกว่าผมเลือกหัวข้อนี้ด้วยใจศรัทธา และไม่ใช่เพราะถือตนว่าเชี่ยวชาญทางธรรมแต่อย่างใด หากจะมีความรู้อยู่บ้างก็ค่อนไปในทางทฤษฎี อีกทั้งยังเป็นความรู้ในระดับงูๆ ปลาๆ จุดมุ่งหมายในการพูดมีเพียงอยากสนับสนุนให้นำพุทธธรรมมาเป็นองค์ความรู้ในการลดทอนความทุกข์หรือดับทุกข์ให้มนุษย์ในปัจจุบัน ซึ่งผมอนุมานไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าท่านทั้งหลายคงคิดอ่านไปในแนวเดียวกัน


ดังนั้น ผมจึงอยากจะเตือนผู้ฟังไว้ล่วงหน้าว่าผู้พูดมีความรู้จำกัด และอาจจะผิดพลาดได้ นอกจากนี้ ที่พูดทั้งหมดคงต้องถือว่าเป็นแค่ทัศนะส่วนตัว


หัวข้อที่ตั้งไว้ ทำให้มีคำถามใหญ่ 3 ประการที่เกี่ยวข้องกันคือ หนึ่ง พุทธธรรมคืออะไร สอง โลกาภิวัตน์คืออะไร และ สาม พุทธธรรมสัมพันธ์กับยุคโลกาภิวัตน์อย่างไร


ในการสนทนาวันนี้ ผมคงจะแสดงความเห็นรอบๆ สามคำถามดังกล่าว แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน และเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดของตัวเอง ผมคงไม่ก้าวล่วงไปพูดถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามากนัก จะขอกล่าวโดยสั้นๆ ว่า ตามความเข้าใจของผม พุทธธรรมคือความจริงอันดำรงอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ และนำมาสั่งสอนผู้คนในยุคสมัยของท่าน ภายหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพานไปแล้ว คำสอนเหล่านี้จึงได้รับการบันทึกไว้และสืบทอดโดยสาวกรุ่นต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน


ประการต่อมา พุทธธรรมมีจุดเน้นอยู่ที่ความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ โดยมุ่งทำความเข้าใจกับความทุกข์ เหตุที่มาแห่งทุกข์ การดับไปแห่งทุกข์ และหนทางแห่งการดับทุกข์ สุดท้าย พุทธธรรมเป็นการสำรวจชีวิตจากด้านใน โดยถือว่าจิตเป็นต้นทางของปัญหา ดังนั้น กระบวนการแก้ปัญหาจึงเน้นที่การชำระจิตให้สะอาด หรือการข้ามพ้นจิตที่ปรุงแต่งและยึดถือในตัวตน ไปสู่จิตที่บริุสุทธิ์อันมีธรรมชาติเป็นความว่าง ผมกล่าวถึงฐานะและภาพรวมของพุทธธรรมไว้แค่นี้ ก็เพื่อจะใช้เป็นฐานคิดส่งต่อไปสู่การพิจารณายุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งดูจะมีอะไรหลายอย่างที่สวนทางกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ขณะเดียวกันก็เป็นยุคสมัยที่เปิดพื้นที่ให้กับการเผยแผ่พุทธธรรมอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากโลกาภิวัตน์เป็นปรากฎการณ์หลายมิติ เป็นทั้งตัวก่อปัญหาใหม่ๆ และเป็นตัวเปิดโอกาสในการแก้ปัญหาเก่าๆ อยู่ในเวลาเดียวกัน


ถามว่า ‘โลกาภิวัตน์คืออะไร’ ตอบอย่างกว้างสุดก็คงต้องบอกว่าเป็นยุคสมัยที่โลกถูกย่อส่วนให้เล็กลงและหมุนเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร มนุษย์จากทั่วทุกมุมโลกสามารถติดต่อกันได้ รับรู้ความเป็นไปของกันและกันได้ โดยก้าวข้ามทั้งพื้นที่และกาลเวลาในลักษณะที่อัศจรรย์ยิ่ง แน่นอน พูดแค่นี้คงไม่พอ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังขับเคลื่อนใหญ่โตที่สุดของกระแสโลกาภิวัตน์คือระบบทุนนิยมโลก ซึ่งมีลักษณะข้ามชาติ และระหว่างประเทศ และมีพลังส่งผลกระทบใหญ่หลวงที่สุดต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม ระหว่างมนุษย์กับโลกทางกายภาพ และระหว่างมนุษย์กับตัวเอง พูดให้ชัดขึ้นก็คือทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ อันกระทบต่อชะตากรรมของมนุษย์อยู่ 3 ประการ ซึ่งเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก


ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้แก่ หนึ่ง การเสื่อมสลายของรูปแบบการใช้อำนาจแบบรัฐชาติ และความกลวงเปล่าของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน สอง การเสื่อมสลายของสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมแห่งชาติ’ ตลอดจนจารีตประเพณีหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคของการค้าเสรี สาม การยึดครองช่องว่างทางจิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษยชาติในขอบเขตทั่วโลก ด้วยชีวทัศน์วัตถุนิยม บริโภคนิยม และปัจเจกชนนิยมแบบไร้ความรับผิดชอบ


กล่าวสำหรับความเสื่อมทรุดของรัฐชาติและระบอบประชาธิปไตยที่เน้นแต่การเลือกตั้งนั้น อาจจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่สำหรับการพูดคุยในวันนี้ แต่็ก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมจะขอพูดเพียงกว้างๆ ว่า ระบบทุนโลกาภิวัตน์มีส่วนอย่างยิ่งในการจำกัดอำนาจของรัฐชาติ ไม่ให้ดูแลประชาชนที่ประกอบขึ้นเป็นชาติได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้ โดยการยกเลิกพรมแดนด้านการค้า การลงทุน ลบบทบาทของรัฐในการกระจายความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้ามาหาผลประโยชน์ได้อย่างเสรี ภายใต้การคุ้มครองของรัฐ


ด้วยเหตุนี้ นับวันระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนจึงยิ่งทำให้ข้ออ้างความชอบธรรมของรัฐ ในฐานะผู้ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่มีความจริงรองรับ ขณะเดียวกัน กลุ่มทุนใหญ่ที่โยงใยกับทุนระดับโลกก็มีแรงจูงใจและมีศักยภาพมากขึ้นในการขึ้นกุมอำนาจรัฐด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพื่อพิทักษ์ระบบที่ตนเองได้เปรียบ และพิทักษ์โครงสร้างผลประโยชน์ของพวกเขา สภาพดังกล่าวอาจจะแก้ไขได้บ้าง โึ้ดยการอาศัยการเมืองภาคประชาชนมาถ่วงดุลการเมืองแบบเลือกตั้ง ด้วยการโอนอำนาจที่เคยมีมาแต่เดิมของรัฐชาติบางส่วนไปไว้ที่ชุมชนท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้พัฒนาตนเองตามทางเลือกนอกกระแสหลัก ซึ่งสอดคล้องและเหมาะสมกับเงื่อนไขและวิถีชีวิตของพวกเขามากกว่า หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว คนจำนวนมากก็จะถูกทิ้งให้อยู่กับความหายนะ กลายเป็นแค่ฐานเสียง เป็นหางเครื่องทางการเมือง กระทั่งอาจกลายเป็นบ่อเกิดของมิคสัญญี


อย่างไรก็ดี ในขณะที่ความเสื่อมทรุดของรัฐชาติอาจเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และสังเกตเห็นยังไม่ได้ชัดเจนในหมู่คนทั่วไป การเสื่อมสลายของสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมแห่งชาติ’ และ ‘จารีตประเพณีพื้นเมือง’ กลับปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนกว่า และเกิดขึ้นในอัตราเร่งที่เข้มข้นมา ทั้งนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารอันทรงประสิทธิภาพได้นำพาข่าวสารซึ่งขัดแย้ง กระทั่งหักล้างความคิดความเชื่อในกรอบวัฒนธรรมแห่งชาติเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ชีวิตทางเพศ รสนิยมทางศิลปะ อาหาร ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างความสัมพันธ์ทางสังคมและความคิดเรื่องอำนาจ การรับข่าวสารเหล่านี้ ดำเนินมาในลักษณะอนาธิปไตย ไม่มีใครควบคุมได้ ส่วนใหญ่ปราศจากการกลั่นกรอง แล้วก็เป็นไปตามความพอใจของบุคคลมากกว่าเป็นไปเพื่อเชื่อมร้อยและจรรโลงสังคม


แน่นอน เราจะไปโทษกระแสโลกาภิวัตน์ฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา กระบวนการสร้างวัฒนธรรมแห่งชาติในประเทศไทย แม้จะมีบทบาททางด้านเชื่อมโยงคนไทยหลายหมู่เหล่าเข้าหากัน แต่ก็เป็นกระบวนการใช้อำนาจของรัฐมาตั้งแต่ต้น รัฐไทยและชนชั้นนำไทย เป็นผู้ินิยามวัฒนธรรมแห่งชาติตามอำเภอใจมาโดยตลอด โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญอยู่ที่การเชื่อฟังผู้กุมอำนาจ มีเครื่องปรุงภายนอก เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกในคริสตศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20 กระทั่งตั้งอยู่บนพื้นฐานการหักล้างวัฒนธรรมอันมีมาแต่เดิมของชุมชนท้องถิ่น ขบวนการดังกล่าว ทำให้ที่ผ่านมา ประชาชนไทยไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการรังสรรค์วิถีชีวิตของตนเองเท่าที่ควร เพียงแต่ถูกเกณฑ์ให้ทำตามแนวนโยบายของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่เรื่องของการแต่งกาย มาจนถึงเรื่องของจิตวิญญาณ เช่นนี้แล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าของวัฒนธรรมแห่งชาติของประชาชนจึงค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันในการกลั่นกรองการไหลบ่าเข้ามาของกระแสวัฒนธรรมต่างชาติ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า องค์ประกอบหลายอย่างของสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติ ไม่ได้ช่วยจรรโลงสังคม และไม่ได้ช่วยให้ปัจเจกบุคคลพบกับความประณีตงามของชีวิตได้อย่างแท้จริง




Create Date : 19 มีนาคม 2551
Last Update : 19 มีนาคม 2551 0:21:03 น. 1 comments
Counter : 338 Pageviews.

 
วันนั้นได้แต่เงี่ยหูฟังแว่วๆค่ะ
เป็นเด็กล้างถ้วยกาแฟอยู่ข้างนอกอยู่ตอนนั้น


โดย: gluhp วันที่: 19 มีนาคม 2551 เวลา:0:30:29 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.