ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 
LET IT BE

ชีวิตของแต่ละคนในแต่ละวันล้วนเต็มไปด้วยภาระกิจต่างๆมากมายที่ต้องทำ หลายคนรวมถึงตัวผมก็ยังวุ้นอยู่กับการทำมาหากิน การมีเวลาได้อยู่คนเดียวสงบๆบางครั้งก็เป็นช่วงเวลาของการเดินทางกลับบ้านโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน และคืนนี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาเศร้าแปลกๆ ที่แปลกเพราะดันรู้สึกสุขแบบเศร้าๆ

ระหว่างเดินทางกลับบรรยากาศสงบอย่างหน้าประหลาดปนความรู้สึกแบบเหนื่อยอ่อนยังไงชอบกล ถนนโล่งแต่กลับอยากขับรถด้วยความเร็วแบบไม่รีบร้อน ในช่วงแรกเริ่มเกิดความคิดต่างๆมากมายโดยไม่รู้ตัว แต่ที่ไม่ทันสังเกตุกับตัวเองคือทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมาในหัวล้วนเป็นเรื่องราวที่ เศร้าๆทั้งนั้นเลย กว่าจะรู้ทันตัวเองก็คิดไปหลายเรื่องและก็เดินทางไปได้ระยะทางพอสมควร เมื่อคิดได้ดังนั้นก็พยายามเอาตัวเองออกมา พยายามหยุดคิด แต่เวลานั้นถ้าซื่อสัตย์กับตัวเองนิดนึงก็รู้สึกได้ว่า มันยังไม่ไปไหนสุดท้ายก็คิดตัดกระบวนการโดยใช้วิธี เปิดวิทยุฟังกดไปหลายช่องก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ หยุดฟังบ้างเป็นบางเพลง แต่พอบทเพลงที่สนุกสนานจบก็จำต้องหาบทเพลงๆต่อๆไปมาฟัง กดไปเรื่อยๆจนไปเจอสถานี 105.5 เปิดเพลง classic จึงหยุดฟัง เพราะรู้สึกคุ้นหูว่าเป็นเพลงประกอบภาพยนต์สักเรื่องแต่นึกไม่ออก เป็นเพลงที่ทำให้เศร้าได้อย่างหน้าประหลาด จนลืมคิดต่อว่าเป็นเพลงของใคร ใจนึกมันช่างเข้าได้เข้าเข้มกลับอารมณ์ตัวเองเสียจริงๆในตอนนี้ เป็นเพลงที่บรรเลงด้วยไวโอลิน แต่แปลกที่ผมกลับรู้สึกชอบและอยากจะเศร้าไปกับมัน มันเป็นความเศร้าที่ไม่มีความกลัวและความหดหูแฝงอยู่เลย เพียงแค่ยอมรับว่าความเศร้ามันก็คือส่วนนึงของอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์อย่างเราๆนี่เอง

นึกถึงประโยคนึงในหนังสือ สนทนากับพระเจ้าที่ว่า " อะไรที่เธอต่อต้านมันจะคงอยู่อะไรที่เธอมองดูมันจะหายไป " ก็ชวนให้คิดว่าบางครั้งเราก็ต้องอ่อนโยนกับความรู้สึกด้านนี้ในฐานะที่มันก็คือเรื่องปกติและเราควรยอมรับมันเป็นบางเวลา แวบนึงมันกลับทำให้ตัวเองรู้สึกเห็นคุณค่าของความเบิกบานได้เพิ่มขึ้นไปอีก ความรู้สึกบางอย่างมันก็มาเพื่อให้เราเรียนรู้และเข้าใจ สุดท้ายเราจะเรียกมันว่าอะไรก็สุดแต่ใครจะนิยาม ความเศร้าที่ปิติสุข หรือความเศร้าที่ปราศจากความกลัว อารมณ์แบบอยากเศร้าว่ะอิอิ

อีกอย่างนึงที่อดคิดไม่ได้คือดนตรีถือเป็นภาษาและการสือสารกับความรู้สึกและก่อให้เกิดจินตนาการทำให้เราเห็นว่ามนุษย์ไม่ได้มีเพียงร้างกายแต่มีจิตวิญญาณด้วย นึกถึงตอนนึงในภาพยนต์เรื่อง SHAWSHANK ตอนที่ตัวเอกของเรื่องแอบเข้าไปเปิดเพลงให้เพื่อนนักโทษฟังทั้งๆที่รู้ว่า โดนเล่นแน่ๆ แต่ก็ยังทำเพื่อนให้เพื่อนนักโทษได้รู้สึกดีและรู้สึกว่าถึงแม้ว่าตัวจะถูกขังอยู่ในคุกแต่จิตวิญญาณเราไม่ได้ถูกกักขังตามไปด้วย ถ้าใครเคยชมคงพอจะนึกภาพออก เป็นเพลง classic ที่ร้องเป็นภาษาเยอรมัน(เดาเอาอิอิ) มีตัวละครอีกคนนึงพูดถึงเหตุการณ์นั้นว่า เพลงในวันนั้นทำให้เค้ารู้สึกดีและเป็นเพลงที่เพราะมากที่สุดในชีวิต ทั้งๆที่เค้าก็ไม่รู้เหมื่อนกันว่า เพลงนั้นเกี่ยวกับอะไรและเค้าก็ไม่อยากรู้ด้วย เพราะไม่รู้ความหมายของเพลงนั้นน่าจะดีกว่า

สุดท้ายมัวแต่รู้สึกดีในความเศร้านั้นจนลืมฟังผู้จัดรายการบอกในต้อนจบเพลงว่าเป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่องอะไร พร้อมๆไปกับ ความรู้สึกว่าเวลานี้จะเศร้าหรือไม่เศร้าก็ไม่สำคัญ LET IT BE


Create Date : 07 เมษายน 2551
Last Update : 8 เมษายน 2551 0:07:53 น. 1 comments
Counter : 293 Pageviews.

 
Let it be and feel it through.


โดย: havana วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:2:57:06 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.