ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 
ลืม....?

ไม่บ่อยนักที่ตัวผมจะมีโอกาสได้ออกไปต่างจังหวัดสักครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ได้ด้วยโอกาสพิเศษหรือมีธุระอะไรจริงๆก็แทบไม่ได้หยุดจากการทำมาหากินกันแบบลืมวันลืมคืนกันเลย จนเมื่อสงกรานต์ผ่านไปแล้วจึงได้ถือโอกาสกลับไปเยี่ยมเยือนญาติผู้ใหญ่กันสักหน่อย

จุดหมายปลายทางในครั้งนี้คือ มุกดาหาร ระยะทางประมาณ 700 กม ขับรถก็ประมาณ 7-8 ชม แต่เพียงแค่ 2 ช ม ก็สามารถไปถึงสระบุรีได้แล้ว แต่ถ้าด้วยเวลาที่เท่ากันในกรุงเทพก็น่าจะประมาณ บางแคไปสุขุมวิทคงได้ ขับไปเพลินๆพักไปขับไป และด้วยความสงบของสองข้างทางก็สามารถทำให้การเดินทางถึงจุดหมายได้โดยไม่เหนื่อยอะไรมาก เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง สิ่งแรกที่ผมทำคือสูดอากาศเข้าไปให้เต็มๆปอด บ้านญาติผู้ใหญ่ของผมอยู่เกือบถึงแม่น้ำโขง อากาศสบายทีเดียว ถึงคนที่นั่นจะบอกว่าอากาศร้อนหน่อยนะ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพแล้วเย็นสบายกว่ากันมาก ที่นี่ไม่มีรถวิ่งขวักไขว่มองออกไปข้างบ้านก็เป็นทุ่งนาสุดสายตา ตกเย็นเพื่อนบ้านคนรู้จักต่างคนต่างพากันเอาของติดไม้ติดมือมากินข้าวด้วยกันหน้าบ้าน พูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆถามไถ่ทุกข์สุขกันและกัน กินเสร็จเรียบร้อยต่างคนต่างช่วยกันเก็บโต๊ะเก็บจานจับไม้กวาดช่วยกันคนละไม้คนละมือโดยไม่มีใครบอกให้ใครทำ และล่ำลากันกลับบ้าน นี่แค่วันแรกที่ไปก็รู้สึกสุขสงบและเบาหัวเลย

นี่คงไม่ใช้แค่การเปลี่ยนที่กินที่นอนซะแล้ว แต่มันทำให้นึกถึงสิ่งที่หลงลืมไปเหมือนกัน บางครั้งการได้เปลี่ยนวงจรชีวิตจากสิ่งที่ทำ และสถานที่คุ้นเคย โดยเฉพาะสถานที่ที่มีความสงบแบบนี้ เวลาสามวันถือว่าน้อยเหลื่อเกิน วันต่อมาได้ใช้เวลาอ่านหนังสือสงบๆอยู่ชานบ้านกลางลมโชย และเงียบสงบ มองดูหลานวิ่งเล่น ส่วนช่วงเย็นก็ได้มีโอกาสไปกราบไหว้เจ้าแม่สองนาง ริมแม่น้ำโขง และได้ใช้เวลานั่งเล่นมองดูลำน้ำโขง ยิ่งมองยิ่งมีมนต์ขลัง ลมเย็นสบายมากๆ เป็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุขสงบเต็มอิ่มอย่างบอกไม่ถูก

มานึกย้อนตั้งแต่มาถึงจนใกล้วันจะกลับ เราสามารถมีความสุขง่ายๆเลย ไม่ต้องมีเครื่องเสียง ไม่ต้องมีโรงภาพยนตร์ ไม่ต้องมีร้านอาหารหรูๆราคาแพง และห้างสรรพสินค้า แวบนึงทำให้นึกถึงคำเทศน์ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)ขึ้นมาว่า ให้มีความสุขเอาไว้ในตัวเลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องไปวิ่งหาเอาที่ไหน และกล่าวถึงความสุขสองอย่าง อย่างแรกคือความสุขที่ได้จากการเสพ(ภายนอก) เมื่อได้เสพก็เป็นสุข และมีอันต้องหามาเสพอยู่ร่ำไป ส่วนความสุขอีกอย่างคือสุขที่เกิดจากใจที่เป็นสุข(ภายใน) ทำให้ระลึก และรู้สึกได้ถึงความเต็มอิ่มของความสุขจากใจที่เป็นสุขขึ้นมาทันทีเพียงแค่ยืนมองดูลำน้ำโขง

หลังจากกลับมาก็ยังนึกถึงความรู้สึกของความสุขสงบแบบง่ายๆ นึกเพลินๆจนได้ยินเสียงบีบแตรไล่หลังเพราะออกรถช้า จริงๆไม่ได้ออกช้าเพียงเห็นว่าถ้าเร่งรีบเกินไป เกรงจะเกิดอันตรายจากรถอีกช่องทาง ที่พยายามเร่งให้ทันไฟแดง(ยังไม่เขียวรีบออก แดงแล้วไม่ยอมหยุด) ขับมาได้อีกนิดเปิดไฟเลี้ยวขวาจะขอเข้าเพื่อจะกลับรถแต่ไม่มีใครให้เข้า มีแต่ยิ่งเร่งเครื่องเพื่อกันทางกันหมดทุกคัน สุดท้ายจำต้องวิ่งเลยไปหาที่กลับรถข้างหน้าอีกไกล ทำเอาตื่นจากความคิดตัวเอง จนทำให้แน่ใจว่าเราได้มาถึงเมืองหลวงของเราแล้วจริงๆ เมืองที่เราเรียกว่า พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว แต่เรากลับหาน้ำใจและความสงบได้ยากขึ้นทุกวัน มาถึงตรงนี้อดคิดไม่ได้ว่านิยามของการพัฒนาคืออะไร…? เราพัฒนาอะไร..? อะไรคือความเจริญ..? ถ้าการพัฒนาไม่ได้นำพาการพัฒนาภายในตามไปด้วย แถมยังฉุดให้ภายในใจคนย่ำแย่ลง สิ่งที่เรากำลังพัฒนาจะมีประโยชน์อันใด

* ถือเป็นประสบการณ์บางส่วนที่พบเจอนะครับ ยังไงผู้ที่มีน้ำใจก็ยังสามารถพบได้อยู่เช่นกันอิอิ









Create Date : 06 พฤษภาคม 2551
Last Update : 20 พฤษภาคม 2551 23:24:14 น. 0 comments
Counter : 215 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.