กรรมฐาน > Meditation
Group Blog
 
All Blogs
 

ความเกี่ยวพัน ของ พญาครุฑและพญานาค





ทำกรรมฐาน ครั้งสุดท้าย เราลั่นสัจจะ เดิน ๑ ชม. ๕ นาที และลงมานั่งสมาธิอีก ๑ ชม. ๕ นาที ในระหว่างที่นั่งสมาธิอยู่ เราเห็น พญานาค ๒ ตัว ตัวเล็ก อ้าปากกว้าง อยู่ตรงหน้าเรา เรากำหนด "เห็นหนอ เห็น หนอ" ทันที และภาพหายไป กลับมากำหนด พอง ยุบ ต่อตามปกติ ออกจากกรรมฐานแล้วลืมเรื่องนี้สนิท จนผ่านมา ๑ วัน ตอนค่ำๆ กลับมานึกได้ ว่า เห็น พญานาคท่านมาหา ๒ ตัว ซึ่งยศศักดิ์ ไม่ได้เป็นชนชั้นสูงมากนัก ไม่รู้ทำไมถึงคิดแบบนั่น (แต่พอค้นหาข้อมูล ก็จริงตามที่คิดไว้เลย) เมื่อนึกได้แบบนั่น ใจก็อยากรู้เรื่องพญานาค แต่ใจก็คิดถึง พญาครุฑ ด้วย เรามีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับพญาครุฑ เลยหาข้อมูล มาอ่านคู่กันเลย ตามประสาคู่ปรับ ชั่วกาลปาวสาน


เหตุที่พญาครุฑและพญานาค ไม่เคยญาติดีกันเลย

เห็นใช้คำว่า "ญาติดี" ก็ชัดเลยว่าเป็นพี่น้องกัน เทพเดรัจฉานมีฤทธิ์มากทั้งสองนี้ หนึ่งเป็นพญานาคราชจ้าวแห่งบาดาล และอีกหนึ่งคือพญาครุฑจ้าวแห่งเวหา

พวกเขามีบิดาเดียวกันคือ "มหาฤาษีกัสยปะเทพบิดร" แต่คนละแม่

โดยพญาครุฑนั้นมีมารดาเป็นภรรยาหลวง ชื่อ "นางวินตา" (น้องสาว)

ส่วนพญานาคนั้นมีแม่เป็นภรรยาคนรอง ชื่อ "นางกัทรู" (พี่สาว)

ทั้ง ๒ พระนาง เป็นธิดาของพระทักษประชาบดี ซึ่งมีธิดาถึง ๕๐ องค์ และได้ยกให้พระกัศยปมุนี ถึง ๑๓ องค์

นางกัทรูได้ขอพรจากสามีให้มีลูกจำนวนมาก จึงให้กำเนิด นาค ถึง ๑,๐๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล

ส่วนนางวินตาขอลูกเพียง ๒ องค์ แต่ขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา จึงได้คลอดลูกออกมาคือ " อรุณ" และ "ครุฑ"

ซึ่งต่อมา "อรุณ" ได้ไปเป็นสารถีของพระสุริยเทพ

ส่วน "ครุฑ" เมื่อแรกเกิดออกจากไข่ ว่ากันว่ามีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจดฟ้า ดวงตาเมื่อกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกทีใด ขุนเขาจะตกใจหนีหายไป รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ

ต่อมานางกัทรูและนางวินตามีเรื่องถกเถียงกันว่า ม้าที่เกิดคราวทวยเทพและอสูรกวนน้ำอมฤตจะสีอะไร จึงพนันกัน (อะผิดศีล หุหุ) ว่าใครแพ้จะต้องตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ๕๐๐ ปี !

นางกัทรู (แม่ของนาค) ทายว่า สีดำ

นางวินตา (แม่ของครุฑ) ทายว่า สีขาว

ซึ่งความจริงม้าเป็น "สีขาว" แต่นางกัทรูใช้อุบายให้นาคลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซมอยู่เต็มตัวม้า นางวินตาไม่ทราบจึงต้องเป็นทาสถึง ๕๐๐ ปี จึงทำให้ครุฑและนาคต่างไม่ถูกกันนับแต่นั้นมา และในที่สุดความผิดใจกันนี้ก็ลามไปถึงลูกของตนด้วย จึงเป็นเหตุให้นาคและครุฑไม่ถูกกันในเวลาต่อมานั่นเอง




พญาครุฑ



พญาครุฑนั้นมีนามว่า "ท้าวเวนไตย" เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ท้าวสุบรรณ" มีกายเป็นรัศมีสีทอง มีเดชอำนาจมากที่สุดในหมู่ครุฑทั้งหลาย อาศัยเกาะอยู่ตามต้นงิ้ว อาศัยผลงิ้วและน้ำดอกไม้จากต้นงิ้วเป็นอาหารทิพย์ มีวิมานทิพย์อยู่ที่เชิงเขาไกรลาส ลูกพญาครุฑจะโตขึ้นนับเวลาอายุเป็นข้างขึ้นข้างแรมตามจันทรคติ เติบโตด้วยบุญกุศลที่เคยทำมา หากลูกครุฑตนใดที่มีบุญญาธิการมาก อำนาจบุญจะบันดาลให้เกิดผลงิ้วทิพย์และน้ำหวานจากดอกไม้มาบำเรอลูกครุฑตนนั้นๆ และลูกครุฑตนดังกล่าวจะจำเริญวัยได้อย่างรวดเร็ว

สาเหตุที่ พญาครุฑ เป็นพาหนะของพระนารายณ์

ครั้งหนึ่งพญาครุฑเคยลองฤทธิ์กับองค์พระนารายณ์มหาเทพ การรบกันนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั้งสามโลกธาตุ พญาครุฑสามารถต่อสู้ด้วยความสามารถ รบกันไปเท่าใดก็ไม่สามารถตัดสินแพ้ชนะกันได้ จนในที่สุดพระนารายณ์และพญาครุฑจึงตกลงกันว่าขอให้เสมอกันในการรบระหว่างเราและท่าน พระนารายณ์อนุญาตให้พญาครุฑสามารถอยู่เหนือเศียรตนได้ และพญาครุฑก็นอบน้อมโดยการยินยอมให้พระนารายณ์สามารถนำตนเป็นพาหนะไปยังสถานที่ต่างๆ ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประวัติอีกว่าพระอินทร์เองก็เคยลองฤทธิ์กับพญาครุฑใช้วัชระฟาดพญาครุฑ แต่องค์พญาครุฑเป็นกายสิทธิ์หาได้เป็นอันตรายแต่อย่างใดไม่ พระอินทร์พยายามอยู่หลายทางก็ไม่สามารถทำอันตรายแก่องค์ครุฑได้ จนพระอินทร์มีความเคารพในอานุภาพของพญาครุฑว่ามีฤทธิ์เดชเทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้าจริง ในที่สุดพญาครุฑจึงได้สลัดขนตนเองออกมาหนึ่งเส้นให้แก่พระอินทร์เพื่อเป็นเกียรติแก่พระอินทร์ด้วยเช่นกัน “พญาครุฑ” จึงเป็นเทพเดรัจฉานที่มีฤทธิ์ที่ไม่ธรรมดา และได้รับการยกย่องให้ว่ามีพลังอำนาจเทียบเท่า กับพระผู้เป็นเจ้า

ความเชื่อเกี่ยวกับ พญาครุฑ

"พญาครุฑ" เป็นสัตว์ในตำนานที่มีถิ่นพำนักเป็นทิพย์วิมาน ณ ป่าหิมพานต์ แต่เป็นสัตว์ที่คนไทยรู้จักกันค่อนข้างดี และมีความเชื่อว่าพญาครุฑเป็นสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" เป็นของสูง เพราะครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ของไทยเรารับคติมาจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นลัทธิเทวราชของอินเดียที่ถือว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ดังนั้นครุฑซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์มากและเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์ ดังที่ปรากฏอยู่ในดวงตราหรือพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ประจำแผ่นดิน ประจำราชวงศ์ และประจำรัชกาล เป็นต้น ต่อมาจึงได้มีการใช้ ตราครุฑ เป็นหัวกระดาษของหนังสือของราชการทั่วๆไปด้วย เพื่อให้ทราบว่างานนั้นเป็นราชการ

ครุฑเป็นสัตว์กึ่งโอปปาติกะ หรือ กึ่งพวกกายทิพย์ คล้ายชาวลับแล และพวกพญานาค อยู่อีกมิติหนึ่งจากโลกของเรา

คนโบราณมีความเชื่อสืบกันมาว่า ครุฑเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง มหาอำนาจ อย่างเด็กผู้ใดที่เกิดมาแล้วมีลักษณะปากคล้ายพญาครุฑท่านว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิดภายภาคหน้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต

สมเด็จเจ้าแตงโม พระสังฆราชพระองค์หนึ่งท่านก็มีลักษณะปากดังครุฑปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญาดีและได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในที่สุด เรื่องครุฑนี้คนโบราณจึงเชื่อถือกันมาก

นอกจากนี้ยังมีเกร็ดความเชื่อว่า เครื่องหมายของพญาครุฑเป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์ หากเคารพนับถือให้ดีอำนาจพญาครุฑที่มีอยู่ ก็จะคุ้มครองผู้นั้นไม่ให้มีวันอับจน แต่คนสมัยนี้ไม่ใคร่เชื่อถือกันเท่าใดนัก เรื่องพญาครุฑจึงดูล้าสมัยไปเสีย ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ไหนว่ากันว่าผีแรง ผีเฮี้ยน เอาตราพญาครุฑไปติดไว้ ความอาถรรพ์ของสถานที่นั้นๆ ก็จะหายไปในทันที

ผู้ที่จะสามารถพบเห็นครุฑได้ต้องเคยมีบุญร่วมกับพวกเขามาจึงสามารถรับรู้ถึงกันและกันได้เหมือนกับผู้ที่สามารถติดต่อกับพญานาคได้ก็เช่นกันล้วนต้องเป็นผู้ที่มีวาสนาต่อกันมาตั้งแต่อดีตทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องสาธารณะที่จะรับรู้กันได้ทั่วไป



พญานาค



ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี ๗ สี และที่สำคัญคือ

นาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว

นาคตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช (อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร

อนันตนาคราชนั้น เล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทธิฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม

ความเชื่อเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณสมบัติ

พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ ๑ ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ ๗ ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ ๗ ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้

พญานาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนา ถ้าอรจำไม่ผิด มาจากพญานาค ที่เห็นพระพุทธเจ้า ท่านนั่งสมาธิอยู่ แต่มีฝนตกลงมา พญานาค ตนนั้น เลื้อยล้อมพระองค์ไว้แล้วแผ่ปรค ออก เพื่อไม่ให้ฝนนั้น ต้องพระวรกาย แล้วแปลงกายเป็นมนุษย์ ยืนเฝ้าปกป้องพระองค์ ประมาณนี้ นับแต่นั้น จึงถือว่า พญานาคเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ปกป้องพิทักษ์พระพุทธเจ้าญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น

พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ ๕ อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง ๖๔ ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอาก้นไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก ๑๕ วัน

พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน ๑ โยชน์ หรือ ๑๖ กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง ๗ ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์

พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว ๓, ๕ และ ๗ เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ

จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี

ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า พญานาคที่ต้องการหลุดพ้นจากชาติภพพญานาคมาเกิดเป็น "มนุษย์"ได้ต้องมีการบำเพ็ญศีลเสียก่อนและต้องกินเฉพาะปลาที่ตายแล้วเท่านั้น ที่สำคัญคือ ต้องทำเช่นนี้ติดต่อกันถึง ๕๐๐ ชาติ เพราะฉะนั้นกายทิพย์ของพญานาคที่ต้องการเกิดเป็นมนุษย์จึงต้องบำเพ็ญศีล ซึ่งเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยความเพียรอย่างจริงจัง

แม้แต่นาค ที่อยากเกิดเป็นมุนุษย์ ยังต้องมีความอดทน ความเพียร ขนาดนี้ แล้วคุณล่ะ? อุตส่าห์ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ทั้งที


คืนนี้ สวดมนต์ตามปกติ แต่บวก บทเมตตาใหญ่ ด้วย เนื่องจากเป็นวันธรรมะสวนะ แล้วต่อด้วย ทำกรรมฐาน ๓ ชั่วโมง แล้วจะเอาบุญมาฝากผู้ได้เข้ามาอ่านนะเจ้าค่ะ




 

Create Date : 28 มกราคม 2556    
Last Update : 28 มกราคม 2556 22:05:13 น.
Counter : 5751 Pageviews.  

ผลกรรมผิดศีล ๕ ในอดีตชาติ (ติดมา ๖๐ %)

Free TextEditor


           เวลารู้สึกไม่สบายใจ จะอ่านหนังสือกฏแห่งกรรม
ธรรมะปฏิบัติ เล่ม ๓  ของหลวงพ่อจรัญ เพื่อเพิ่มความฮึกเหิม และ
สร้างกำลังใจให้กับตนเอง  เลยอยากให้ได้ลองอ่านกัน  ท่านเทศน์สอนไว้ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๒










นักปราชญ์ท่านสอนไว้ว่า
ถ้าเราให้อะไรใครจะไม่นับไม่จำ แต่ใครให้อะไรเรา แม้น้ำถ้วยเดียว
เราก็กำหนดจดจำไว้ได้ เราจะไม่ลืมบุญคุณของเขา
อย่างนี้จะเกิดขึ้นกับนักกรรมฐานที่ซึ้งใจ
เพราะเหตุที่เราไม่หวังผลตอบแทน แล้วบุญกุศลจะสนองแก่เราเอง
เงินไหลนอง ทองไหลมา จะคิดอ่านทำอะไรก็ได้ผลสำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ
มีแต่ความเจริญ จะได้อยู่ในแวดวงสิ่งแวดล้อมที่ชื่นใจ ไม่มีการทะเลาะวิวาทกัน
จะมีแต่สิ่งที่เป็นมงคลในบ้านนี้







อันนี้บางคนทำได้ยาก
เพราะสันดานทำไม่ได้ นิสัยไม่ให้ รูปร่างก็ดี ๆ นะ แต่นิสัยไม่ให้
บางคนเข้าใจว่าคนอื่นคงเหมือนเรา และเราเหมือนคนอื่นเขา เหมือนไม่ได้!
เพราะแตกต่างด้วยกฎแห่งกรรม เหมือนกันไม่ได้!



              การแต่งกายก็ไม่เหมือนกัน บางคนชอบทรงนั้นทรงนี้
ถ้าเคยชอบอย่างไร ไปใช้อย่างอื่นมันก็ไม่พอใจ ไม่สบายใจเป็นที่การฝึก
เราเคยทำอย่างนี้แล้วไปทำอย่างนั้นมันก็ทำไม่ได้ ก็ธรรมดา
เพราะกฎแห่งกรรมนี้มันแยกประเภทของสรรพสัตว์เหมือนกันไม่ได้


              กฎแห่งกรรมสั้นๆ มาจากไหน
อาตมาทบทวนได้แล้วขอฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วย เราจะดูได้จาก "เห็นหนอ! รู้หนอ คิดหนอ
เข้าใจหนอ และกำหนดกิเลสได้ในตัวเรา ธาตุ อายตนะจะโง่หรือฉลาดอยู่ที่ อายตนะ ๖
อยู่ที่....อินทรีย์ หน้าที่นี้เอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต จะโง่หรือไม่โง่
อยู่ที่ตรงนี้ จะฉลาดหรือมีปัญญาอยู่ที่ตา หู..ทำได้จริงหรือเปล่า กำหนดต่อเนื่องหรือเปล่า


ถ้าเปล่าเลย มันก็ไม่ได้ ก็ได้แค่นั้น
กำหนดก็ไม่รู้ และรู้ไม่จริงด้วย






ที่ที่ท่านทั้งหลายทำนี่ก็ต้องการเอาเป็นนิสัยปัจจัย
เพื่อทำต่อเนื่องต่อไปในอนาคต เพื่อแก้ปัญหาปัจจุบัน จากการกำหนดตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจนี่เอง นี่มันอยู่ตรงนี้ มันโง่หรือฉลาดมันอยู่ตรงนี้เอง ขันธ์ ๕
รูปนามก็อยู่ตรงนี้เองเพราะฉะนั้นการกระทำของแต่ละท่านนี้ เราดูได้จากตัวเรา
สังเกตได้จากตัวเรา เจริญกุศลภาวนามีหน่วยกิตครบ



เราจะรู้ได้เองว่าตัวเรามีปาณาติบาตติดตัวมา ๖๐% เราจะต้องรับใช้หนี้ในชาตินี้แน่ 


รับใช้หนี้อะไร
ก็หมายความว่า
เราจะต้องโดนรถชน เราจะต้องโดนฆ่าตาย
เราจะต้องโดนใส่ร้าย
มันจะบอกเราเองก่อนที่จะไปบอกคนอื่นเขา
อันนี้อาตมาก็ได้ประสบมาเป็นต้น เช่นมีปาณาติบาตฆ่าสัตว์ติดตัวมา ๖๐%
เรารู้แจ้งแก่ใจ รู้วันตายว่าจะต้องตายอย่างไร รถชนตาย โดนยิงตาย โดนอุบัติเหตุตาย
เป็นต้น


         
จะโดนง่อยเปลี้ยเสียขา โดนทรมาน โดนหนอนกินจนชีวิตหาไม่
มันจะบอกเหตุการณ์ชัดในตัวเราก่อน 


ในเมื่อบอกตัวเราได้ ดูคนอื่นมันก็บอกได้
เราอ่านภาษาอังกฤษที่นี่จบ ไปอ่าน เอ บี ซี ที่ไหน มันก็ต้องผสมสระ
ผสมอักษรเข้าแล้วก็แปลความหมายของศัพท์ได้
นั่นแหละเช่นเดียวกัน



            เราจะรู้ได้ว่าเห็นหนอ
คนนี้มีปาณาติบาตติดมาก็จะรู้ได้เลยว่า กฎแห่งกรรมคนนี้จะต้องเป็นอัมพาต
คนนี้ต้องไปอุบัติเหตุ คนนี้ไปโดนรถชนตาย มันบอกชัดนะ มีประโยชน์มากสำหรับผู้ทำได้
มันมีประโยชน์อย่างนี้



      ถ้าเราเจริญกรรมฐาน เราจะรู้กฎแห่งกรรมได้ตอนมีเวทนา
คนไหนอดทนต่อเวทนาได้ กำหนดผ่านเวทนาได้
เราจะรู้ได้ว่าทุกข์ทรมานที่ผ่านนั้นไปทำกรรมอะไรไว้ มันจะมีกรรมอะไรมาแทรกซ้อน
มันจะบอกเราเอง



อันนี้มีตัวอย่างที่อาตมาประสบการณ์มามากมาย
เช่น
อทินนาทาน









เบียดเบียนทรัพย์เขามานะ แล้วก็ไปเบียดเบียนสัตว์ด้วย ทุกอย่างเอาหมด  มักได้ มักง่าย รุกหัวคันไร่คันนา ลักเงินลักทอง
โจรกรรมเล็ก ๆ น้อย
สะสมหน่วยกิตนิสัยไม่ดี
นิสัยเคยชินในการลักขโมย ไปเบียดเบียนทรัพย์
เหมือนเศรษฐีมีเงินแล้วไปบ้านเหนือบ้านใต้ ก็ต้องหยิบมีดเขามา
หยิบโน่นใส่พกใส่ห่อมา จนได้คือนิสัยสันดาน มีเงินแล้วยังต้องไปลักของเขาอีก
ไปเบียดเบียนเขาอีก เบียดเบียนคนจนอีก
ทำนองนี้เป็นต้น



    
กฎแห่งกรรมจะบ่งบอกออกมาเป็นดุจเครื่องคอมพิวเตอร์
ว่า
คนนี้ได้เงินได้ทองมาแล้วต้องถูกโจรกรรม ต้องถูกคนลัก ตีชิงวิ่งราว
มิฉะนั้น
ไฟจะไหม้บ้าน ไม่เคยผิดแม้แต่รายเดียว
อาตมาเคยทายไว้ คนนี้ระวังนะโยมเคยถูกโจรกรรมไหมโยม
ไม่ถูกเลยค่ะ ระวังอันเดียวคือไฟไหม้บ้านหมดเนื้อประดาตัว แล้วก็จริงด้วย
อันนี้เห็นได้ชัด


      นี่แหละท่านทั้งหลาย ทำให้มันจริง จะเห็นจริง ทำไม่จริง
จะเห็นจริงได้อย่างไร



          ต้องเห็นจากตัวเราออกมาข้างนอก
เรารู้ตัวว่าเรามีเวรมีกรรมประการใด ก็ใช้หนี้โดยไม่ปฏิเสธทุกข้อหา จิตอโหสิกรรมได้
ยินดีรับเวรรับกรรมได้ โดยไม่มีปัญหาใด ๆ


    
กาเมสุมิจฉาจาร
ถ้าเรารู้ตัวเอง
นั่งเจริญกุศลภาวนา มันจะบอกว่าอดีตชาติ ไปปู้ยี่ปู้ยำเขามา
ชู้สาวนานาประการ ผัวเขา เมียเขา นานาชนิด
มีข้อคิดหลายอย่าง













มาในชาตินี้
เราก็มาลำบากลำบนในครอบครัวหาความสุขไม่ได้เลย มีสามีก็เป็นของเขาหมด
มีภรรยาก็มีชู้หมด และครอบครัวต้องหายนะ ทะเลาะวิวาทกัน ไม่ใช่คู่สร้างคู่สม
กลายเป็นคู่วิวาทกัน และจะต้องแตกแยกหย่าร้างกันไป ถึงจะมีลูกด้วยกันแล้ว
มีทั้งเขยสะใภ้แล้วก็ตาม จะต้องแยกกันไปตามกาลเวลา
จากการกระทำของเราแน่นอนที่สุดบางท่านเป็นผู้ชายแท้ ๆ ปู้ยี่ปู้ยำผู้หญิง
ทำให้เขาช้ำอกช้ำใจหลายชาติที่ผ่านมา เกิดมาในชาตินี้ต้องเกิดมาเป็นผู้หญิงโสเภณี
ก่อนจะตายต้องให้หนอนกินก่อน มีจริงที่จดไว้หลายราย ถ้าท่านไม่เชื่อลองไปทำดูนะ
มีความหมายอย่างนี้




นอกเหนือจากนั้น หลอกลวงโลกหวังเอาลาภเขา หลอกลวงเขาตลอดรายการ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เพ้อเจ้อ
เลี้ยวลดคดเคี้ยวติดวิญญาณมาในชาตินี้



รับรองอย่าปฏิเสธ
ไม่ช้าเราต้องโดนหลอกเอาเงินไป โดนหลอกเอาโน่นไป โดนหลอกเอานี่ไปอย่างแน่นอน
ใครเป็นผู้หลอก ผู้ใกล้ชิด ญาติมิตรหรือเพื่อนฝูง เขามาเกิด
จะต้องสนองงานในกฎแห่งกรรม ก็
มาหลอกเอาของเราไป
และเราไม่ต้องติดตามของนั้นแน่นอนที่สุด
เพราะเราไปหลอกเขามาก่อนอย่างนี้เป็นต้น




สุราเมรัย
เครื่องดองของเมานานาชนิดทุกประการ
ถ้าเรานั่งภาวนาเราจะรู้ตัวเองว่า
อดีตชาติเราเสพยานี้มาไหม
ถ้าติดมา ๖๐% รับรองว่า เรานี้จะไม่ต้องเรียนอะไรเลย เรียนไม่ไหวแล้ว
และเป็นโรคปัญญาอ่อน ไปเรียนอะไรก็ไม่จบหลักสูตรมัธยมศึกษา
แน่นอนและเป็นความจริงด้วยเราต้องแก้กรรมของเราเสีย



อ๋อ! ปาณาติบาตเมื่อชาติก่อนติดมา เรายังไม่ง่อยเปลี้ยเสียขาในขณะนี้ เราจะต้องรับสนองผลงานในโอกาสหน้า
เราก็รีบบำเพ็ญกุศล ด้วยการปฏิบัติกรรมฐาน












 เราก็มาบำเพ็ญทานศีลและภาวนา
สวดมนต์เป็นนิจอธิษฐานจิตเป็นประจำ
อโหสิกรรมเสียก่อนและเราก็แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ที่เราไปสร้างกรรมมาครั้งอดีต รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง
รู้เท่าทันหรือไม่เท่าทันก็ตาม ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นนี้แล้ว
ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า มันก็จะน้อยลงไป
ยกตัวอย่างอาตมาเป็นต้น










              อาตมารู้ตัว ๖ เดือน ก็ขออโหสิกรรมทุกวัน
ว่าเราก็ไปหักคอนกมามากหลาย เราก็บอกว่า
พ่อนกเอ๊ยตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่าเอาโทษเราเลย
ขอให้โทษเราลดลงไป ให้อภัยโทษเถิด



     เหมือนให้การกับศาลรับสภาพ ฉะนั้น
ศาลจะเมตตาเราที่ให้ความสะดวกในการพิจารณาของศาล จึงลดโทษลงไปอีก ๖๐%
เราอาจจะรอดจากความตายได้
เลยก็เตรียมให้รถชนคอหักหมุนได้
แล้วก็กลับมาใช้เวรกรรมให้สิ้นสุดในชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น
ผ่านจากหนักเป็นเบาได้ คือมิได้ปฏิเสธทุกข้อหาด้วยกรรมฐาน
แก้กรรมได้อย่างนี้
โดยรู้ตัวของเราเอง













                 ญาติโยมผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน ถ้ามีเวทนาต้องสู้
กำหนดให้ได้ ปวดท้อง ปวดขา หรือปวดตรงไหน ปวดหนอ ตายให้ตาย เดี๋ยวท่านจะเห็นกรรม
เมื่ออดีตชาติท่านทำอะไรไว้ท่านจะโล่งใจนะ
ท่านจะดีใจเดี๋ยวท่านจะได้แก้กรรมด้วยการแผ่เมตตา อโหสิกรรม
ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธกรรมทุกข้อหา
นี่กรรมฐานแก้กรรมอย่างนี้



      บางทีเรามีเวทนาหน่อยเลิกเลย ไม่รู้จะแก้อย่างไร
ครูอาจารย์เขาบอกกำหนด ปวดหนอ ๆ นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยามานั่งปฏิบัติ
เดี๋ยวนี้จบปริญญาโทเป็นอาจารย์ที่ขอนแก่นไปแล้ว ปวดหนอ ๆ ปวดหนักเข้ามาบอกแม่ยุพิน
บอกหนูไม่หาย แม่ยุพินให้กำหนดต่อไป พอวันที่ ๓ นึกขึ้นได้ เมื่ออยู่ชั้นประถมสอง
ประถมสาม หักขาเขียด หักทั้งเป็น ใส่เกลือทั้งเป็น กำหนดหนักเข้าให้อโหสิกรรม
แผ่เมตตาให้สัตว์เสีย นี่แหละกรรมฐานแก้กรรม ก็เลยเบาลงไปและหายวับไปกับตา
ไม่ปวดขาอีกต่อไป


          
เขาบอกว่าไปหักขาขวาเขียดและปวดขาขวามาตลอด พออโหสิกรรมว่าไม่ปฏิเสธ
เราไปหักขาเขามาจริง เราปวดอย่างนี้ เขาก็ต้องปวดอย่างนั้นแหละ
เราก็ต้องใช้หนี้ด้วยการปวดไป ทรมานพอสมควรแก่เวลา
และเรากำหนดจิตแผ่เมตตาต่อเมื่อออกจากกรรมฐาน อโหสิกรรมเสีย นี่เรียกว่า
กรรมฐานแก้กรรมอย่างนี้ สามารถจะไม่ปวดอีกต่อไปแล้ว



       บางคนปวดตา บอกว่า “ไม้แทงตา ไม้แหลมมาแทงตาปวดเหลือเกิน”
กำหนดเข้าโยม ไม่มีใครไปแทง กำหนดเสีย นึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
เป็นคนข้างวัดนี้เอง แต่ไม่เคยทำกรรมฐาน
เดี๋ยวภาพนิมิตออกมาทันที




โยมคนนี้อายุ
๗๐ กว่าแล้ว ภาพนิมิตออกมาว่า เมื่อยังแข็งแรงอยู่ มาลักหน่อไม้วัดนี้
หน่อไหนที่เอาไม่ได้ เอาไม้แหลมแทงให้มันเสีย แทงหน่อไม้วัดเลย
ตัวเองก็ต้องปวดตาอย่างนี้ พอรู้ชัดเข้าก็ขออโหสิกรรม
พระสงฆ์อนุโมทนาและก็หายปวดตาจนชีวิตหาไม่ นี่กรรมฐานแก้กรรมอย่างนั้น






      บางคนไม่รู้พอปวดก็เลิกไปเลย ไม่เอาแล้ว ชอบสบาย
รับรองท่านจะไม่รู้กฎแห่งกรรม
เดี๋ยวจะว่าอาตมาหลอกไม่ได้นะ อาตมาผ่านมาแล้วนะ
ขอฝากผู้ปฏิบัติธรรมไว้ด้วย



เป็นคนจริงหรือเปล่า ถ้าจริงต้องได้ผลแน่


อย่างหนูที่วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา
เจริญวัยชันษาพอดี ผู้ที่ไม่ได้รับราชการครู
แต่เรียนวิชาครูไม่จำเป็นต้องเข้าครูเสมอไป เพราะวิชาครูเป็นหลักสำคัญมาก
เป็นศูนย์กลางอันสำคัญ ที่เรียนเข้าไว้
สามารถจะเลื่อนยศตำแหน่งได้


        มีจ่าทหารคนหนึ่ง มีฝึกกรรมฐานที่นี่ สอบวิชาครูได้ปริญญาตรี
บัดนี้เลื่อนเป็นนายร้อยโทแล้ว อาตมาช่วยบอกเจ้ากรม กรมยุทธศึกษาทหารบก
เดี๋ยวนี้เป็นร้อยเอกไปอีกคนหนึ่ง









         อย่างท่านทั้งหลายเป็นทหาร เป็นฝ่ายอะไรก็ตามมีประโยชน์นะ
แต่ท่านไม่นั่งกรรมฐานจริง ก็ไม่ทราบประโยชน์ตัวเอง อันนี้ช่วยไม่ได้
นี่เห็นว่าคนเข้างานได้หมดแล้ว บรรจุได้หมด เจริญกรรมฐาน
เป็นผลงานกฎแห่งกรรม
แก้กรรมได้คนที่เป็นหนี้เขา
ยังใช้หนี้ไม่หมด สร้างความดีไม่ขึ้นหากินไม่ขึ้น บางคนหาเงินโดยค้าขายร่ำรวยจริง
แต่เก็บไม่อยู่ ทำอย่างไรก็ไม่อยู่
ไม่รู้ไหลออกไปทางไหนหมด




           อาตมาก็ดูให้ บอกให้มานั่งกรรมฐานเสีย แก้กรรมนี้
ก็ได้ความว่าสร้างเวรสร้างกรรมมามากยังใช้ไม่หมด พอใช้เวรใช้กรรมหมด
อโหสิกรรมแผ่เมตตา บำเพ็ญกุศลเสร็จเรียบร้อย ทีนี้เงินเก็บอยู่ละ เป็นเศรษฐีได้
นี่กลายเป็นคนมีเงินมีทองไปแล้ว
นี่แหละใช้หนี้ใครไม่หมดไม่เจริญหรอก ทำไม่ขึ้น ขอฝากไว้สั้น ๆ นะ


     บางคนมาถามว่า
"ฉันมีเวรมีกรรมอะไร" 

         "มานั่งกรรมฐานซิโยม จะได้รู้"


    "โอ๊ย ฉันไม่มีเวลา
ไม่ว่าง"











         แต่เวลาไปคุยบ้านเหนือบ้านใต้ว่างดีนัก
คุยนินทากันนั่นแหละว่าง ไปสร้างความชั่วว่าง 



แต่สร้างความดีไม่มีใครว่าง



         ถูกต้องแล้วน่าเห็นใจ เพราะคนเราจะดีเหมือนกันทุกคนไม่ได้
แล้วแต่วาสนาบารมี คนที่ไม่มีบุญวาสนา มันทำยาก


อาตมาก็เห็นใจด้วยคนเราที่จะดึงมาสร้างความดีดึงยาก เพราะดูเหตุการณ์แล้ว คนนั้นไม่มีบุญ ไม่มีวาสนา เขาจึงทำยาก อย่าไปว่าเขาเลย เพราะไม่มีวาสนา ทำอย่างไรก็ทำไม่ขึ้น และทำไม่ได้ด้วย


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>



ตรงนี้หลวงพ่อท่านจะเริ่มยกตัวอย่าง
กฏแห่งกรรม ของผู้ชายคนนึงที่ ทำไม่ดีกะผู้หญิงได้มากๆ  กับ
เรื่องของการฆ่าคนตายชาติก่อน
ชาตินี้ก็ต้องโดนฆ่ากลับคืน



        ขอเจริญพรให้ญาติพี่น้องได้ทราบว่า กรรมฐานแก้กรรมได้
มีนายทหารคนหนึ่ง ยศร้อยโท อยู่ศูนย์การทหารปืนใหญ่มาบวชที่นี่ พ.ศ. ๒๕๐๐
มีลูกผู้หญิง ๒ คนแล้ว ปู้ยี่ปู้ยำกับผู้หญิงจริง ๆ ไม่เชื่อบุญเชื่อกุศล
ไม่เชื่อเวรเชื่อกรรมด้วย อาตมาบอก “ผู้บังคับหมวด อาตมาขอบิณฑบาต สึกหาลาเพศแล้ว
อย่าไปยุ่งกับผู้หญิงเขานะ”


“โอ๊ยหลวงพ่อ ผมไม่เชื่อ
ไม่มีทางหรอก สนุกสนานไปชั่วคราวเท่านั้น ตอนตายแล้วมันก็สูญ จะไปเกิดที่ไหนอีก
ที่ผมมาบวชที่นี่ไม่ใช่เพราะศรัทธานะ แม่ให้มาบวช
แม่บอกว่าสำเร็จนักเรียนนายร้อยแล้วบวชให้แม่หน่อย เลยผมก็ไปมีครอบครัวเสียก่อน”
“เอาละผู้หมวด ไม่เชื่ออาตมาไม่เป็นไรนะ
จดไว้นะไม่มีลูกผู้หญิงบ้างก็แล้วไปนะ”

“โอ๊ย
ผมมี ๒ คนแล้ว” “จดไว้เผื่อจะมีลูกผู้หญิงอีก”




ในที่สุดก็สึกหาลาเพศไป จากไปเป็นเวลานานหลายสิบปี
ยศสุดท้ายก่อนที่จะมาพบกัน เป็นนายพันเอกพิเศษ มีลูกสาว ๓ คน ลูกชาย ๒ คน
ภรรยาเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอฝากข้อคิดท่านทั้งหลายไว้
หนักเข้าลูกสาวสามคนเป็นอย่างไร ลูกสาวจบ ม.๖ ทุกคน จบแล้วออกเลเพลาดพาด
ไปด้วยกฎแห่งกรรม จากที่พ่อทำให้กับลูก มาหาพ่อพ่อก็เตะทั้งรองเท้า
มาหาแม่แม่ก็บ่นจู้จี้ สอนลูกด้วยด่าลูกด้วยลูกก็เลยออกจากบ้านไป
ไปร้องเพลงอยู่ตามโฮเต็ล ตามโรงแรม ทำเสียหายน่าบัดสีในวงศ์ตระกูลเหลือเกิน
ลูกชายสองคนดีหมด นี่แหละกฎแห่งกรรม




หนักเข้าสามีภรรยาก็ร้องไห้มาหา เพราะว่าบันทึกหลักฐาน
จำได้ว่าบวชที่วัดนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ บันทึกไว้ว่า ไม่เชื่อตามใจ ลูกจะต้องเสียหาย 
มากราบนมัสการอาตมา อาตมาบอก ท่านจะแก้ไหมล่ะ ถ้าจะแก้ลาพักร้อนมาด้วยกันทั้งคู่
มานั่งเจริญกรรมฐาน ๗ วัน แล้วก็แผ่เมตตาให้ลูก อโหสิกรรมให้ลูกทุกวัน ๆ
อย่าด่าลูกอีกต่อไป ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป









ลูกมาแล้วก็อย่าไปพูดเรื่องเก่ามาเล่ากันใหม่โดยเด็ดขาด เอาเรื่องใหม่เลย
ให้ลูกไปเรียนปริญญาต่อไป ก็ได้ความว่า กลับไป ลูกกลับทีละคน ไปตามน้องมาหมด
พ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไร หนักเข้าทั้งสามคนก็ไปเรียนรามคำแหง
สำเร็จปริญญาด้วยกันทั้งหมด และบัดนี้เข้าทำงานด้วยกันทั้งหมด
ลูกสาวก็มานั่งวิปัสสนาที่นี่ด้วย



บางคนหาเงินหาทองร่ำรวยจริง ๆ ได้มาเก็บไม่อยู่ ต้องไหลออกไปจนได้
มีเรื่องให้ไหลออกไป ก็เพราะเราใช้กรรมไม่หมด มันต้องใช้กรรมอยู่ตลอดไป
อย่าไปเสียใจไม้ต้องไปหาหมอดู เราก็เป็นพิเภกเสียเอง คือ สติเป็นพิเภก
หนุมานเป็นลิง คือจิตใจ ลักษณ์ราม คือธรรมะที่ประทับใจ
ขาวผ่องบริสุทธิ์ใจคือพระลักษณ์ น่ารัก น่าเอ็นดู น่าบูชา เขียวชอุ่ม เป็นพุ่มไสว
อิทธิพลของบุญกุศล ดลบันดาลให้จิตใจชุ่มชื่นเป็นเรื่องการกระทำของกรรม
เพราะคนไม่มีบุญวาสนาทำอย่างนี้ไม่ได้ ต้องฝืนใจ คนที่จะดีได้ต้องฝืนใจได้
ถ้าฝืนใจไม่ได้รับรองเอาดีไม่ได้ ไปเกิดอยู่ที่ไหนก็เอาดีไม่ได้
จะไปบวชเป็นพระเป็นชีก็เอาดีไม่ได้


ดีไม่ได้แน่เพราะฝืนใจไม่ได้ ล่องไปตามกระแสลมและสายธาร
ตามอารมณ์ตามใจตัวเองตลอดมาช้านานแล้ว จึงเอาดีไม่ได้ดังเหตุที่กล่าวมานี้
มีความหมายอย่างนั้น


เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังมีมาก มีหลายเรื่องก็จริง แต่หมดเวลาแล้ว
ขอแนะนำโยมผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน จงอุตส่าห์ตั้งใจอดทน
เดินจงกรมนั่งปฏิบัติคู่กันไป













อย่างที่คุณหมอชลอ คู่กับแม่ใหญ่มาช้านานนั้น ก่อนที่จะเข้าผลสมาบัติได้ ๘๔
ชั่วโมง รำลึกชาติได้ว่าตัวเองเกิดที่บ้านมอญ จังหวัดราชบุรี
ไปฆ่าเขาตายที่น้ำตกเอราวัณ พอเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว เข้าผลสมาบัติ ลืม!
อาตมาจดไว้ครบ และเขาต้องไปตายตรงนั้นทีเดียวกฎแห่งกรรมอย่าลืมนะ ทำเขาไว้
ไปฆ่าเขาตายที่ ต.ท่าพุทรา อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ที่กระท่อมหลังนั้น
ตัวเองก็ต้องไปโดนฆ่าตายตรงนั้น



ขอฝากไว้ด้วยเป็นกฎแห่งกรรม ทำอะไรขอให้ทำให้จริง ๆ ได้ผลจริงและสมค่า
สมปรารถนาทุกประการด้วยกฎแห่งกรรม ที่ชี้แจงแสดงมาในวันนี้










 

Create Date : 31 มกราคม 2553    
Last Update : 31 มกราคม 2553 8:46:25 น.
Counter : 378 Pageviews.  

การฆ่าตัวตาย ( suicidal)



รู้สึกแปลกๆ เลยอยากฝากบอก คนที่กำลังท้อแท้ใจ จนคิดว่า อยากฆ่าตัวตาย

ว่า ทุกอย่างมีทางออก ถ้าหาทางออกไม่ได้จริงๆ ก็ไปออก มันทางเข้า นั่นล่ะ


เพียงปรับทัศนคติใหม่นะค่ะ

ถ้าคิดจะฆ่าตัวตาย เข้ามาคุยกะอรได้นะค่ะ

อยู่กะตัวเอง ต้องระวังความคิดนะค่ะ



กรรมจากการฆ่าตัวตายนั่น คราวๆ คือ

ต้องฆ่าตัวตาย ไปอีก ๗ ชาติ เกิดชาติไหนก็มีเรื่องทุกข์ให้ต้องฆ่าตัวตาย แต่ชาติสุดท้าย ชาติที่ ๗ นั่น ด้วยกรรมการฆ่าตัวตาย ที่บาปหนามาก

เราจะฆ่าตัวตายแบบไม่ได้เจตนา แบบอุบัติเหตุให้มันออกมาเหมือนเราจงใจฆ่าตัวตาย แต่จริงๆ ไม่ได้อยากจะฆ่าตัวตายเลย แต่ก็ตายด้วยน้ำมือตนเอง

ไม่อยากตาย ก็จำเป็นต้องตาย ค่ะ

เช่น 

เรื่องเด็กสาวคนหนึ่ง เล่นปืนของพ่อ อยู่ คิดยังไงไม่รู้ อยากจ่อหัวตัวเองเล่น ดูกระสุนปืนก็ไม่มีแน่นอน กรรมบังตาไม่ให้เห็นว่ามีกระสุนอยู่

 แล้วยิงหัวตัวเองตาย พ่อแม่ก็ร้องไห้คิดว่า ลูกสาว ตายเพราะ ฆ่าตัวตาย 

มีเรื่องทุกข์ จนพ่อแม่ มาปรึกษา หลวงพ่อจรัญ ท่านให้พ่อแม่เด็ก ทำกรรมฐาน ลูกสาว มาเข้าฝันทั้งพ่อแม่ ในคืนเดียวกัน ว่า ไม่ได้ฆ่าตัวตาย

 แต่วันนั้นคิดอย่างไรไม่รู้ อยากเล่น อยากเอาปืนมาจ่อหัวตัวเอง ดูกระสุนก็ไม่มี แน่นอน ไม่ได้มีความทุกข์เรื่องใดจริงๆ 



อีกเรื่อง คือ

 ไปเล่นบนดาดฟ้า แต่อยากลอง เดินไปใกล้ระเบียงมากๆ แล้วก็พลัดตกลงมา พ่อแม่ก็คิดว่าลูกฆ่าตัวตาย แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย



กรรมอีกอย่างคือ หากเราตัดสินใจฆ่าตัวตายไปแล้ว เมื่อตายแล้ว วิญญาน ผู้ฆ่าตัวตาย จะไม่สามารถรับอาหาร หรือ กุศล จากญาติพี่น้อง ครอบครัวได้เลย

ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่ตักบาตรให้ พอใส่บาตรให้แล้ว วิญญานที่ตายจะมารับอาหารของตน

 แต่ด้วยกรรมที่ฆ่าตัวตาย ไม่สามารถกินอาหารของตัวเองได้ วิญญาน สัมภเวสีอื่นๆ จะมาแย่งกิน 

ทั้งที่เป็นอาหารที่ญาติทำบุญให้เราแท้ๆ ได้แต่ยืนดู เค้ากินอาหารของเรา เราซึ่งฆ่าตัวตาย มีสิทธิ์เพียง กินอาหารในถังขยะเท่านั้น อาหารเน่าเหม็น ตามถังขยะนั้น ก็จะมีวิญญานของคนที่ฆ่าตัวตาย มาคุ้ยกินค่ะ

พอญาติทำสังฆทานไปให้ เราซึ่งฆ่าตัวตาย ก็ไม่สามารถรับได้เช่นกัน เสร็จวิญญานอื่นๆ ที่ไม่ได้ตายเพราะฆ่าตัวตาย

แต่ ถามว่า แล้วเกิดไม่คิดฆ่าตัวตาย แต่มีญาติที่ตายด้วย เหตุนี้ล่ะ จะช่วยเค้าอย่างไร

ช่วยได้ค่ะ ด้วยการให้ญาติ ไปปฏิบัติธรรม ทำกรรมฐาน สติปัฏฐาน ๔ คือการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ถ้านั่งสมาธิอย่างเดียว ช่วยเค้าไม่ได้แน่นอน

บุญกรรมฐาน ที่เราเฝ้าทำอย่างตั้งใจ และพากเพียร ญาติที่ตายด้วยการฆ่าตัวตาย จะได้รับบุญ แบบอิ่มทิพย์ ไม่มีความหิว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือวิญญานที่ฆ่าตัวตาย ได้อย่างเดียวเท่านั้น


มีตัวอย่าง ครอบครัวของคนจีน ที่หลวงพ่อจรัญ โปรดเล่าไว้ว่า

วิญญาน คนจีน ผู้ชาย มาเข้าสิง คนไทย ผู้หญิง ที่ไม่เคยเกี่ยวข้อง รู้เรื่องภาษาจีนเลย

อาแป๊ะ ในร่างหญิงไทย พูดจีน ปนไทย จนชาวบ้านต้องไปตามหลวงพ่อจรัญ เพราะ เค้าอยากเจอท่าน


ผีอาแป๊ะ บอกว่า อยู่ในนรกต้อง ใช้แรงงาน ขุดสร้างทางถนน (ในนรก) ฝากบอกลูกหลานหน่อยว่า ไม่ต้องให้ตักบาตร ทำบุญไปให้หรอก ไม่ได้รับกุศลเลย ไม่ได้กิน ผีอื่นได้กินหมด ต้องไปคุ้ยอาหารตามถังขยะกิน

ให้ลูกหลานมาทำกรรมฐาน กับหลวงพ่อจรัญ ถึงจะได้อิ่มทิพย์ได้บุญ กุศล วิญญานอาแป๊ะ บอกชื่อ ที่อยู่ ของญาติไป แล้วก็ออกจากร่างไป

หลวงพ่อก็ได้พิสูจน์ว่า มีคนตามชื่อที่วิญญานบอกจริงๆ แล้วลูกหลานก็มาทำกรรมฐานให้ตามที่วิญญานอาแป๊ะขอ


อรก็ไม่รู้ทำไม ถึงใจไม่ค่อยดี คิดถึงเรื่องคนฆ่าตัวตายอะ แต่อยากให้ บทความนี้ ได้มีโอกาส ส่งไปถึงคนที่ท้อแท้ ใจ มีปัญหาที่คิดว่า หมดหนทางเยียวยา ได้อ่านกัน

ยอมอดทน ต่อทุกข์ ในชาตินี้ อดทน อดทน เพราะการอดทน และก้าวผ่านสิ่งร้ายๆ ไปได้ เป็นการทยอยใช้กรรม อย่าคิดฆ่าตัวตาย เพื่อหนีกรรม เพราะกรรมจะตามมาถึง ๗ ชาติ เลยทีเดียว

เจอเรื่องร้ายๆ ชาติเดียว ชาตินี้ ก็ต้องพยายาม อดทนหน่อยนะค่ะ ชาติหน้าเราจะไม่เจอแบบนี้แล้ว ขอเพียงอดทน เข้มแข็งไว้มากๆ

ไม่งั้น ชาติหน้าต้องเจอแบบนี้อีก ๖ ชาติ พอชาติที่ ๗ จะหมดกรรม ซึ่งด้วยแรงกรรม เราไม่ได้อยากฆ่าตัวตาย ก็ต้องเหมือนฆ่าตัวตาย เราจะยิ่งทรมาน เจ็บปวดใจ ที่ตายแบบยังไม่อยากตาย



มีอะไรก้อคุยกับอรได้นะค่ะ อย่าคิดว่า พรหมลิขิตทุกอย่าง ใช่ลิขิต แต่เราเปลี่ยนแปลงมันได้ ด้วยการกระทำในชาตินี้ ค่ะ   ( email หาอร ได้ที่ Aorn_n@hotmail.com  คะ  อรจะได้ ดูรายชื่อที่ต้องการให้ช่วยแผ่เมตตาให้ )




 

Create Date : 04 มกราคม 2553    
Last Update : 19 ธันวาคม 2555 15:54:33 น.
Counter : 887 Pageviews.  

ไปทางไหนเลือกเอา




กฎสวรรค์และหน่วยบุญบาปของมนุษย์

(ถึงคนละนิกาย แต่ก็สอนได้ดีนะ เราก็รับฟัง หากนั่นคือการสอนให้ทำความดี)


กฎสวรรค์ เทพเจียง เจ้ากรมบัญชีบาป-บุญได้ทำบัญชีบาป-บุญเอาไว้...ว่าผู้ใดสร้างสมบุญและบาป เมื่อหักลบกันแล้ว

ถ้าจำนวนบาปมีมากกว่าจำนวนบุญ ให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตามกรรมแห่งตน


ถ้าจำนวนบุญมีมากกว่าจำนวนบาป แต่ ไม่ถึง ๓,๐๐๐ บุญ จักได้เกิดเป็นมนุษย์อีก


ถ้าจำนวนบุญมี มากกว่าบาปตั้งแต่ ๓,๐๐๐ บุญขึ้นไป จักได้เป็นเทพชั้นล่าง


จำนวนบุญมีมากกว่า ๑๐,๐๐๐ บุญขึ้นไป จักได้เป็นเทพ ชั้นกลาง


จำนวนบุญมากกว่า ๑๕,๐๐๐ บุญขึ้นไป จักได้เป็น เทพชั้นสูง


จำนวนบุญครบ ๑๐๐,๐๐๐ บุญขึ้นไป จักได้เป็น พุทธะ เทพเจ้า ณ สุขาวดีแสนสุขสันต์

ส่วนผู้สร้างบาปหนัก จักตกอเวจีตลอดกาล

หน่วย บาป บุญ (เราท่าน..สามารถพินิจคำนวณบุญบาปของตัวเองได้ดังต่อไปนี้)
- พูดเท็จ กล่าวคำหยาบ นินทาผู้อื่น ๑ ครั้ง = ๑ บาป
- เสียสัจจะ ผิดนัด ๑ ครั้ง = ๓ บาป
- เล่นการพนัน ๑ ครั้ง = ๕ บาป
- ตั้งบ่อนการพนัน ๑ ครั้ง = ๑๐๐ บาป
- เมาสุรา ๑ ครั้ง = ๖ บาป
- กินเนื้อวัว เนื้อสุนัข ๑ ครั้ง = ๑ บาป
- พิมพ์หนังสือธรรมะแจก ๑ เล่ม = ๓ บุญ
- ทำบุญให้ทาน ๑๐ หยวน (ไต้หวัน) = ๑ บุญ
- ค้างหนี้ไม่ชำระ ๑๐ หยวน = ๐.๖ บาป
- ลักทรัพย์, ฉ้อโกง, ทุจริต,รับทรัพย์อันมิชอบธรรม ๑๐ หยวน = ๑ บาป
- ขายของปลอม ของเสื่อมคุณภาพ ๑ ครั้ง = ๕ บาป
- โกงตาชั่ง ๑ ครั้ง = ๑๐ บาป
- เสียภาษีครบถ้วน ๑ ครั้ง = ๕ บุญ
- หลีกเลี่ยงภาษี ๑ ครั้ง = ๘ บาป
- ทะเลาะวิวาท ฟ้องร้องกัน ๑ ครั้ง = ๒ บาป
- ถอนคดี, ถูกหมิ่นประมาทอดกลั้นไม่เอาเรื่อง ๑ ครั้ง = ๕๐ บุญ
- การให้บำเหน็จ การลงโทษขาดยุติธรรม ๑ ครั้ง = ๓ บาป
- ลงโทษผู้ไร้ความผิด ๑ คน = ๑๐๐ บาป
- โยนความผิดให้ผู้อื่น ๑ เรื่อง = ๑๐๐ บาป
- ทิ้งขยะลงถนน, คู คลอง ๑ ครั้ง = ๐.๔ บาป
- ปิดกั้นสัญจรทางน้ำหรือทางบก ๑ ครั้ง = ๔๐๐ บาป
- เที่ยวซ่อง ๑ ครั้ง = ๑๐๐ บาป
- ข่มเหงรังแกผู้อ่อนแอกว่า ๑ ครั้ง = ๓ บาป
- ไม่ยอมรับสินบนทำตามหน้าที่เคร่งครัด ๑ ครั้ง = ๘ บุญ
- ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ๑ ครั้ง = ๑๐ บุญ
- พบเห็นคนประสบอุบัติเหตุไม่ช่วยเหลือ ๑ ครั้ง = ๑๐ บาป
- ภรรยาบ่นว่าสามี ๑ ครั้ง = ๓ บาป
- สามีภรรยาทะเลาะกัน ๑ ครั้ง = ๒ บาป
- หญิงครองหม้ายไม่ด่างพร้อยตลอดชีวิต = ๑๐,๐๐๐ บุญ
- คบชู้ ๑ ครั้ง = ๑๐๐ บาป
- แย่งสามีหรือภรรยาผู้อื่น ๑ คน = ๑,๐๐๐ บาป
- มีสามีเดียวหรือภรรยาเดียวตลอดชีพ = ๑,๐๐๐ บุญ
- ทิ้งลูกทิ้งสามีหรือภรรยา ๑ คน = ๑,๐๐๐ บาป
- เชื่อฟังบิดามารดา ๑ ครั้ง = ๕ บุญ
- ขัดคำสั่งบิดามารดา ๑ ครั้ง = ๑๐ บาป
- เลี้ยงดูบิดามารดา ๑ ครั้ง = ๑ บุญ
- ไม่เหลียวแลบิดามารดา ๑ วัน = ๐.๕ บาป
- เนรคุณบิดามารดา = ๒,๐๐๐ บาป
- โกรธเคืองพ่อแม่ ๑ ครั้ง = ๑ บาป
- ปรนนิบัติบิดามารดาด้วยความกตัญญูตลอดชีวิต = ๑๐๐,๐๐๐ บุญ
- พี่น้องสามัคคีไม่แก่งแย่ง = ๑,๐๐๐ บุญ
- พี่น้องโกรธเคืองกัน = ๑๐๐ บาป
- ถูกดูหมิ่นไม่โกรธ ๑ ครั้ง = ๑ บุญ
- โกรธไม่หาย ๑ ครั้ง =๓ บาป
- ดื่มสุรา ๑ ชาติ = ๙๐๐ บาป
- คืนดีกัน, ให้อภัย ๑ ครั้ง = ๓ บุญ
- พยาบาท คิดแก้แค้น ๑ เรื่อง = ๓ บาป
- สวดมนต์ไหว้พระ ๑ ครั้ง = ๑ บุญ
- กิริยาวาจาสุภาพ ๑ ครั้ง = ๐.๕ บุญ
- ผู้น้อยรับใช้ผู้อาวุโส ๑ ครั้ง = ๓ บุญ
- ลบหลู่ครูอาจารย์ ๑ ครั้ง = ๑ บาป
- ยกย่องครูอาจารย์ ๑ ครั้ง = ๑ บุญ
- ประพฤติตนเป็นคนดี ๑ ชาติ = ๑,๐๐๐ บุญ
- ประพฤติเกเร เป็นอันธพาลไม่กลับตัว ๑ ชาติ = ๑,๐๐๐ บาป
- ช่วยชีวิตคน ๑ ชีวิต = ๑๐๐ บุญ
- ฆ่าคน ๑ ชีวิต = ๑,๐๐๐ บาป
- ฆ่าตัวตาย = ๑,๐๐๐ บาป
- ฆ่าข่มขืน ๑ ชีวิต = ๑๐,๐๐๐ บาป
- สละชีพเพื่อชาติ = ๑,๐๐๐ บุญ
- ก่อการจลาจล, ทำให้เกิดความวุ่นวายแก่บ้านเมือง ๑ ครั้ง = ๑,๐๐๐ บาป
- ใช้ไสยศาสตร์ทำร้ายคน ๑ ครั้ง = ๘๐ บาป
- บำเพ็ญธรรมจริงจัง (ละชั่วทำดี) = ๑๐,๐๐๐ บุญ
- ทำแท้ง ๑ ครั้ง = ๑,๐๐๐ บาป
- ทิ้งธัญญาหาร (ข้าว) ๑๐ เม็ด = ๑ บาป
- บริการให้ความสะดวกผู้อื่น ๑ ครั้ง = ๑ บุญ
- ปล่อยนกปล่อยปลา ๑ ตัว = ๑ บุญ
- พูดล้อเลียนคนอัปลักษณ์ มีปมด้อย ๑ คำ = ๕ บาป
- พูดตำหนิศาสนาอื่น ๑ ครั้ง = ๑๐๐ บาป
- บริจาคยารักษาโรค ๑ ครั้ง = ๓ บุญ
- ส่งเสริมคนทำชั่ว ๑ ครั้ง = ๔บาป
- พูดหยาบคายลามก ๑ ครั้ง = ๑๐ บาป
- ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลบ้านเรือนเรียบร้อย ๑ วัน = ๓ บุญ
- สร้างหนังสือลามก ๑ เรื่อง = ๓,๐๐๐ บาป
- แสดงหนัง-ละครลามก ๑ ครั้ง = ๑๐๐ บาป
- อดกลั้นตัณหาราคะ ๑ ครั้ง = ๑๐ บุญ
- ฆ่ากุ้งหอยปูปลาปรุงอาหาร ๑๐ ตัว = ๑ บาป




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2552    
Last Update : 29 ธันวาคม 2552 8:13:53 น.
Counter : 240 Pageviews.  

คำสอนของหลวงปู่โต

นักบุญ

การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะ ทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น


ละความตระหนี่มีสุข

ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้น จึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน



อย่าเอาเปรียบเทวดา

ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์ เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดี นี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญและบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย



บุญบริสุทธิ์

การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้น ก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่นึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน




สั่งสมบารมี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้น เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน



เวลาท้อแท้ ให้นึกถึงคำสอนของหลวงปู่กันนะค่ะ ว่า

บุญเราไม่เคยสร้างใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า

ลูกเอ๋ย ก่อนจะไปเที่ยวขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง...

จงจำไว้นะ.. เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้... ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า...

นี่คือ คำเทศนา ของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ได้โปรดชี้ธรรมไว้ในนิมิต หลังจากที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อ100 กว่าปี อันเป็นปฐมเหตุที่ต้องสร้างความดี อย่างไม่มีที่สิ้นสุด










 

Create Date : 05 ธันวาคม 2552    
Last Update : 5 ธันวาคม 2552 12:55:36 น.
Counter : 350 Pageviews.  

1  2  3  

BlogGang Popular Award#13


 
Aorn_N
Location :
เพชรบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Ciao, io sono Aorn. mi piace il molto scuba diving.

เราอร KU 57 , Fisheries 48 ค่ะ เกิด 1978 ค่ะ จะเรียก พี่ เรียก ป้า ก็ตามใจค่ะ อิอิ

ชอบและ สนใจ เป็นพิเศษ กรรมฐาน ปฏิบัติมาตั้งแต่จนปี ๒๕๔๑ ถึง ปัจจุบัน

กีฬาที่ชอบ ดำน้ำ scuba diving , ขี่ม้า

ภาพยนตร์ในใจ Spirited away ( 2001 Japanese animated film written and directed by Hayao Miyazaki)

นักเขียนที่ประทับใจ S.P. Somtow


แวะทักทายได้ที่ http://hatcheryorn.multiply.com

ตาม link ด้านล่างนะค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add Aorn_N's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.