กรรมฐาน > Meditation
Group Blog
 
All Blogs
 

ไสยดำ (อย่าหวังจะได้ผล)

เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ ๑๙ พ.ค. ๒๕๕๔   วันนั้นต้องไปประชุมที่กทม. ตื่นแต่เช้ามืด กว่าจะกลับถึงเพชรบุรี ก็ปาไป ๔ ทุ่มแล้ว เหนื่อยมากๆ ว่าจะสวดมนต์ก็ไม่สวดล่ะ ทำไรเรื่อยเปื่อยจน ตี ๒ ก็ล้มตัวนอนลง เป็นวันที่เหนื่อยมากๆ รู้สึกไม่ค่อยสบาย  เป็นการเปิดช่องให้สิ่งที่มองไม่เห็น ที่รอคอยเวลานี้มานาน วันที่เราอ่อนแอลง



ยังไม่ทันหลับสนิท เคลิ้มๆไป หูไม่รับรู้เสียงใดๆแล้ว แต่สมองยังตื่นอยู่ ประตูห้องถูกเปิดออก ที่เงาตะคุ่มๆ ของใครซักคน หรือก้อนอะไรซักอย่าง ยืนอยู่ที่ปลายเท้า ในใจคิดนั่นก้อนอะไรอะ 



ก้อนนั่นก่อรูปร่างขึ้น เป็นรูปร่างคน แต่ไม่มีหัว เห็นแต่แท่งกระดูกคอโผล่ชัดเลย มองเห็นหัวของผู้หญิงอยู่ในมือเธอเอง  คิดว่าเป็นหญิง เพราะผมยาวๆ  หน้าตาไม่ต้องพูดถึง ดูไม่ออกว่าหน้าตาอย่างไร เพราะ ทุกส่วนก่อร่างสร้างขึ้นจาก ก้อนน้ำเหลือง ก้อนเลือด สีช้ำๆ ออกม่วงๆดำๆ ทุกส่วนเละแบบโคลนเลย 



เสี้ยววินาทีที่เห็นเธอคนนี้ เอ๊ย ตนนี้ ก็ตกใจคิดถามทันทีว่า เขาเป็นใคร?



เธอตอบทันใจ ทันทีว่า "กรูเป็นผีปอบ เขาส่งกรูมาฆ่าเมิง"   



ด้วยคำตอบที่คาดไม่ถึง เราตกใจมาก แต่เธอไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป  หายตัวแว้บมานั่งข้างเราบนเตียง


เธอนั่งด้านซ้ายมือ นั่งแบบทับส้นเท้า คล้ายท่าเบญจางคประดิษฐ์ นั่นล่ะ (แต่มันคงไม่ได้คิดจะไหว้พระหรอกนะ) 



มันค่อยๆก้มหน้าเข้ามาหาหน้าเรา 



เราคิดเลย อะไรวะ จะมาเหมือนไอ้ผีตายโหง ๓ ตัวแบบครั้งก่อนอีกแล้วเหรอเนี้ย มาเหมือนกัน ก็ต้องสวดมนต์ไล่ดิ  ตอนนั้นมีสติเต็มที่ ไม่ได้ฝัน 



ปากก็เริ่มสวดมนต์ "อะระหัง สัมมา สัมพุธโํธ ภะคะวา"  

ตอนนั้นปากขยับได้ลื่นไหลมาก เพราะยังไม่ได้นอนหลับ แต่หูดับไปแล้ว จึงไม่ได้ยินว่าตัวเองตะโกนสวดมนต์ดังขนาดไหน



วิญญานนั้น แว้บหายไปอยู่ปลายเท้าอีกครั้ง เราพิจารณาจ้องหน้า ช้ำเลือดช้ำหนอง เน่าๆ เละๆ เพื่อดูหน้าเธอให้เต็มตา  



จึงเห็นหน้าเธอชัดขึ้น เธอผมยาว ไม่มีดวงตา เห็นแต่เบ้าตาลึกเข้าไป กลวงสีดำสนิท 



ในใจคิดแม่งมายังกะในหนังผี  กลัวนะเว๊ย  เฮ๊ย



เธอหายแว้บมานั่งท่าเดิมอยู่ที่ข้างแขนเรา แต่เปลี่ยนข้างมาด้านขวามือแทน



เราพยายามขยับแขน  งะ ขยับไม่ได้  อีกล่ะ เป็นแบบนี้อีกแล้ว ขยับตัวไม่ได้ซิอร (บอกตัวเอง)



ตอนนั้นรับรู้ว่า มือกำแน่ที่หน้าอกทัง้สองข้างขยับไม่ได้เลย 



พร้อมกันนั้น เธอค่อยๆ ก้มหน้าเข้ามาหาหน้าเราอีกครั้ง แต่ค่อยๆอ้าปากกว้าง อย่างช้าๆ 



มองไปเห็นแต่สีดำกลวงในปากเธอ



 เราก็เริ่มสวดมนต์อีกครั้ง "สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม"   ท่องได้คล่องเลย เราชัวร์ว่า เราไม่ได้หลับ



เพราะท่องคล่องมาก 



ฝ่ายเธอตนนั้น พอได้ยินเราสวดมนต์ขึ้นมาอีก ก็ยังอ้าปากค้างไว้แบบนั้น แต่ค่อยเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้อง ปากยังอ้าค้างไว้แบบนั้น  สยองค่อดๆ



เราเห็นแบบนั้นก็ ต่อเลย  พยายามขยับแขนให้ได้  "สุปฏิปัณโณ ภะคะวะโต สาวก สังโฆ" ตรงคำว่าสังโฆ เนี้ย   เกิดเหตุการณ์ขึ้นไวมาก 



แขนทั้งสองข้างก็สะบัดออกจากกันอย่างแรง หวังจะผลักเธอออกไปไกลๆ แต่รับรู้ได้แต่ ความว่างเปล่า



หูที่ดับอยู่ ตื่นตามร่างกาย ทำให้การรับรู้ทางเสียงกลับมา และได้ยินชัดว่า เสียงเราสวดมนต์ดังลั่นห้อง ตรงคำว่า  "สาวก สังโฆ "  



เสี้ยววินาทีนั้น  หูกลับมาได้ยินว่าตนเองตะโกนสวดมนต์ดังขนาดไหนพอดี

                    แขนสะบัดออกจาก อก อย่างแรง เพื่อหวังจะผลักเธอตนนั้นออกไปไกลๆ (กลัวโดนสิง)

                    ร่างกายลุกขึ้นนั่งแบบฉับพลัน เหมือนในหนัง ในละครเลย



หันไปมองรูมเมท ที่หลับสนิทอยู่อีกเตียงนึง เธอไม่ได้ยินเสียงเราตะโกนเลย เราเองก็เพิ่งมารู้ว่าตนเอง ตามตะโกนดังมาก



วิญญานเธอตนนั้น หายไปแล้ว เรายังใจสั่น กลัวมาก นี่มันอะไรกัน เลวร้ายกว่าครั้ง ตีตายโหง ๓ ตัวนั้นอีก 



อยากจะโทรหา พ่อแม่ หาน้อง หาเฮียทันทีเลย แต่มันตีสองกว่าแล้ว ทำไงดี ตั้งนาฬิกาปลุกเืพื่อรอเช้าจะได้รีบเล่าให้ใครซักคนฟัง



ดันพลาดเล่าตอนกินข้าวอีกตรู  กว่าจะรู้ตัวก็ตอนจะเล่าให้แม่ฟัง ถึงนึกออกว่าห้ามเล่าเวลากินข้าว เงอะๆๆ





คืนนั้น เป็นวันที่อ่อนแอที่สุดจริงๆ เหนื่อยมาก และไม่ได้สวดมนต์ มีอาการเหมือนจะเป็นไข้ พวกมันจึงมีโอกาสจะทำร้ายเรา



กลัวมาก แต่ยังไงเสียก็คิดว่า เราเองทำกรรมฐานมานาน เราเชื่อว่า ไสยดำแบบนี้ทำร้ายเราไม่ได้หรอก นอกเสียจากว่า มันจะจ้องว่าวันไหนเราจะอ่อนแออีกครั้ง ............. 



เฮ้อ.....







Free TextEditor




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2554 1:11:54 น.
Counter : 574 Pageviews.  

เงากรรม

Photobucket

         
เมื่อเช้า เห็นภาพบ้าน K'P'  หนุ่ม เป็นภาพเงาของพระพุทธรูป 
ทำให้คิดได้ว่า 

คนเรานี้ไม่ว่าจะสร้างกรรมดี
หรือกรรมชั่ว ทำสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะ ตามติด เหมือนดังเงา ไปทุกๆที
แม้กระทั่งหลังความตายแล้ว


เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๓ เราทำกรรมฐาน ๓ ชั่วโมง
เกิดอะไรหลายอย่าง ที่ทำให้มันกลายเป็น การทำกรรมฐาน ๓ ชั่วโมง
ที่ท้อแท้ใจที่สุดในชีวิต จนต้องแผ่เมตตาทั้งน้ำตา 
ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้โฮ ขึ้นมา



           
ในที่สุดเราก็ได้รับรู้ ความรู้สึก ที่แสนอึดอัด แสนทุกข์ใจ ทรมานใจ ปวดใจ
อย่างแสนสาหัส ที่เราเคยทำผู้อื่นไว้   "เจ้ากรรมนายเวร" นั่นเอง
เขาทรมานมาก เสียใจ  ทุกข์ใจเหลือเกิน  จนแค้นเรา จองเวรเราไม่จบสิ้น
ให้กรรมตามสนองเราให้สาสมที่ทำกับเขาไว้



         
เมื่อรับรู้แล้วว่า เราทำกับเจ้ากรรม เขาให้ทุกข์ใจขนาดนั้น
เราก็ยินดีรับกรรม นั่นคือ  คำสาปแช่งจากเขา    " ขอให้มันต้องทุกข์ ทรมาน
อย่างแสนสาหัสอย่างที่มันเคยทำไว้กะพวกกรู"



          แผ่เมตตาไป  ก็ยังร้องไห้โฮไป สะอื้นไป จนแผ่เมตตาเสร็จ 
.... 




เตรียมรับมือ
...................................................................................



ทำกรรมฐานเสร็จ แล้ว เปิดกระเป๋าสตางค์ดู เงินหายไป
๔-๖ พันบาท  โดนขโมยเงิน


เสียใจไหม?   

ตอบ >> เรากลับ รู้หนอว่า  โดนชดใช้กรรมแล้ว ทันตาเห็น 

"ทำกรรมฐาน
เพื่อให้ได้ชดใช้กรรม"  คำพูดที่หลวงพ่อจรัญ ท่านสอน ผุดขึ้นมาทันที


แสดงว่า  ทำกรรมฐาน ๓
ชั่วโมงนี้ โดนเจ้ากรรมนายเวรเอาคืนทันที  กรรมตามทัน แบบทันตาเห็น



          รู้ว่า แม่บ้านมาใหม่ เป็นคนขโมยไป
แต่เราเองไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น  และไม่รู้ว่าขโมยเงินเราไปกี่ครั้งแล้ว
เนื่องจากไม่เคยนับเงิน  แต่ครั้งนี้มันหายไปเยอะ และเพิ่งนับเงินไปหยกๆ 
จึงเพิ่งรู้ตัว



         เมื่อเอาความ
กับคนขโมยไม่ได้   แม่บ้านก็ยังสถิตย์ทำงานในฟาร์มต่อไป 
เราก็ระวังตัวมากยิ่งขึ้นแทน   เก็บเงินให้ลึกลับมากหน่อย
(จนลืมที่ซ่อนเงิน  ก็หลายครั้ง ซะงั้น )



        
วันต่อมา วันที่ ๓ มี.ค.   นอกจาก จะไปแจ้งความแต่เช้าแล้ว   เข้าตำราความวัวไม่ทันหาย ความ "ควาย" เข้ามาแทรก



        เปิด multiply ก็เจอ   ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
(anonymous)   แต่ออกอาการชัดเจน  ใส่ร้ายป้ายสี  ซึ่ง เราโดน anonymous
คนนี้ ตามสืบตามเป็นอาทิตย์แล้ว แต่เราเพิ่งรู้ตัว เพราะ anonymous
เขาประกาศชัดเจน ด้วยข้อความของเขาในบ้านเรา


        anonymous  ยังไม่ยอมหยุด
ตามจิก ตามสืบ ตามวีน ไม่หยุดหย่อน เหมือนหมาล่าเนื้อ ที่หิวโซ 




แต่ศศินันท์เอ๊ย
...............................


เธอทำกรรมฐาน ผ่านกรรมฐาน ๓
ชั่วโมงที่ท้อแท้ใจที่สุดในชีวิตมาแล้ว  รับมือได้ เพราะ เจ้ากรรมนายเวร 
เขามาแจ้ึงแล้ว ว่า จะเอาคืนอย่างสาสม



           
เรื่องเงินที่โดนขโมย หลายคนบอกให้ พาแม่บ้านขี้ขโมยไปสาบาน  เราไม่ทำอะ 
เราไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย



       
ถ้าเป็นกรรมที่ต้องใช้คืนก็ขอใช้คืน  แต่ถ้าไม่ใช่! 
กรรมใดใครก่อกรรมนั้นก็คืนสนองคนนั้น



         เดือนนี้  ๒
มีนา ถึง เมื่อคืน ๒๐ มีนา   เราทำกรรมฐานสะสมหน่วยกิตได้ ๒๓ ชั่วโมง ๒๐
นาทีแล้ว  และ จะไปทำกรรมฐานที่วัดอัมพวัน วันที่ ๒๖ - ๒๘ มีนานี้

      
เดือนมกราคม  สะสมหน่วยกิต กรรมฐานได้เพียง ๙ ชั่วโมง ๕๐ นาที
      
เดือนกุมภาพันธ์ สะสมหน่วยกิต กรรมฐานได้เพียง ๗ ชั่วโมง ๕๐ นาที


วันนี้ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๓

แม่บ้านที่ขโมยเงินเรา 
เกิดอุบัติเหตุ ขี่มอไซด์ล้ม กับลูกตัวเล็กๆ อีก ๒ คน มาทำงานไม่ได้
(ถ้าเธอไม่ได้โกหก เพื่อหยุดงานอะนะ)



แม่ครัวและ
แม่บ้าน และคนอื่นๆ  ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่า "กรรมตามทันมันแล้ว" 



เราล่ะคิดยังไง?

เราไม่ได้แช่งนะ ไม่เคยแช่งเขาเลย
หากเป็นกรรมที่เราเคยทำ เราก็ชดใช้  เอาไปซะ ถ้านั่นคือเงินของเธอ



แต่อย่าลืมว่า ทุกคนมีเงา 
ถึงไม่มีแดด  ถึงจะเป็นตอนกลางคืน ที่ไม่มีแสงใดๆ  แต่เงาก็ยังมีอยู่ 


ถึงมองไม่เห็นแต่มันจะคงอยู่คู่กับคุณจนเมื่อตาย
แล้ว นั่นล่ะ คุณจะรู้ว่า เงาคุณ มันกลับยังตามคุณไป ถึงนรก
ในตอนที่คุณคุกเข่า ถูกพิพากษา ต่อหน้า ท่านพญามัจจุราช ท่านสุวรรณ
และท่านสุวาน



อร เรียกสิ่งนั้น ว่า 
"เงากรรม"


                                                                         
ศศินันท์ พรโชคธัญสิทธิ์






Free TextEditor




 

Create Date : 21 มีนาคม 2553    
Last Update : 24 มีนาคม 2553 17:14:04 น.
Counter : 755 Pageviews.  

กรรมที่ทำกับจิ้งจก

Free TextEditor



         
วันนี้จะเล่าเรื่องกรรมของน้องลิงที่ทำไว้กะสัตว์ ตามที่สัญญาไว้แล้ว
พอเอมทำกรรมฐานไปแล้ว นอกจากการระลึกกรรมได้ในกรรมฐานแล้ว
ก็จะระลึกกรรมอื่นๆได้ด้วยสติ ซึ่งตามที่หลวงพ่อจรัญสอนว่า "ทำกรรมฐานได้
มันจะอ่านตัวออก บอกตัวได้  ทำอะไรไว้จะระลึกได้หมด"



              ตอนเอม เรียนชั้นประถม เธอจะมีโลกส่วนตัวสูง 
อะไรที่เอมเล่น หลายอย่างมันรอดสายตาเราไป เยอะเลย  ด้วยความเป็นเด็ก
เอมก็ซอกแซกไปเจอไข่จิ้งจก  เอมเริ่มสงสัยว่าข้างในมีอะไรหนอ
ด้วยความสนุกและแสนจะจินตนาการ
เอมก็ค่อยๆเอาอะไรมากะเทาะเปลือกเบาๆ
ค่อยๆบรรจงแงะเปลือกไข่จิ้งจกออก แต่เนื้อเยื่อหุ้มไข่ยังอยู่
ก็จะมองเห็นตัวลูกจิ้งจกข้างใน 
แต่คิดหรือว่า
จะทำได้โดยง่ายไม่ให้เนื้อเยื่อหุ้มไข้จิ้งจกขาด น้อยอันที่จะสำเร็จ ส่วนมากแกะแล้วเนื้อเยื่อไข่ก็ฉีกขาดออกมากะเปลือกไข่ด้วย
เอมก็ปาทิ้ง 
  "แปะ" เสียง embryo จิ้งจก กระแทกลงพื้น
ฟองแล้วฟองเล่า



       เอมบอกว่าความรู้สึกตอนเด็กน่ะ
รู้สึก สนุกมาก มันท้าทายดี ว่าเราจะแกะเปลือกไข่ออกมาจากเนื้อเยื่อหุ้มไข่จิ้งจก
ได้ทั่วทั้งฟองไหม  ถ้าไม่ได้ ปาทิ้งเลย
สะใจดี เล่นแบบนี้อย่างสนุกสนาน วันนึงเกิดเบื่อล่ะ หมดความสนุก



      เอมเริ่มมองหาจิ้งจก
ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวสัตว์อะไรเลย กล้าจับ เอมไล่ตะครุบจิ้งจกเล่น เป้าหมายคือ
หาตัวที่ท้องอยู่ มีไข่ในท้อง  พอจับได้พลิกดูท้องก่อนเลยว่ามี
ไข่ในท้องไหม?



      ถ้าใครชอบเล่นจิ้งจกแบบเอม
ก็จะรู้ว่าผิวที่ท้องของจิ้งจกจะบางมาก สามารถมองเห็นไข่ในท้องได้เลย



      จิ้งจกที่จับได้ ถ้าไม่มีไข่ก็ปล่อยไป
(โชคดีค่อดๆ) ถ้าพลิกท้องแล้วเห็นว่ามีไข่ในท้อง  ก็จะเริ่มขบวนการ
จินตนาการแสนสนุก  จิ้งจกบางตัว ก็มีไข่ ๑ ฟอง ๒ ฟอง ในท้อง แล้วแต่จะเจอ 
เอมเอามือน้อยๆ บีบที่ท้องมันทันที ขี้จิ้งจกไหลออกมา  พวกไส้
เครื่องในก็ไหลออกมาด้วย  เอมก็ออกแรงบีบ รีดท้องจิ้งจกที่โชคร้ายแรงขึ้น 
ในหัวก็คิด "ออกมาซิ ออกมา! ไข่ออกมาซักทีซิ "
แล้วไข่จิ้งจกในท้องก็หลุดออกมาจากท้องแม่จิ้งจก

แม่จิ้งจกก็ค่อยตายอย่างทรมาน


ถ้ามี ๒ ฟองก็ยิ่งบีบแล้วบีบอีกให้ไข่หลุดออกมาให้ได้ 
ทุกครั้งที่คุยกันเรื่องนี้ เราจะมีอาการแปลกๆทุกที อาการหดหู่
รู้สึกมีก้อนอะไรจุกที่คอ ชอบคิดถึงใจจิ้งจกตอนโดนถูกรีดไข่ออกจากท้อง
ว่าเค้าทรมานเจ็บปวดแค่ไหน แล้วน้องเราจะต้องรับกรรมหนักแค่ไหน



  ไข่จิ้งจกที่ผ่านการถูกบีบรีดออกมา
เปลือกจะนุ่มๆ นิ่มๆ บางๆ เอมมองเห็นเป็น embryo อยู่ภายใน
เพิ่มความภูมิใจในความสามารถของตนเอง และมีความสุข
สนุกในสิ่งที่ได้เล่น เอมยังทำพฤติกรรมแบบนี้กะจิ้งจกที่กำลังท้องไปพักใหญ่
จนกว่าความสนุกจะเจือจางลง แล้วความเบื่อเข้าครอบงำ
แล้วหาวิธีเล่นกับสัตว์อื่นๆต่อไป


      ในที่สุด กรรมก็ส่งผล ในช่วงที่เอมเรียน ธรรมศาสตร์ ปี ๑ หรือ ๒ ราวๆนี้
จำได้ว่าเป็นช่วงปิดเทอม เอมได้กลับมาบ้าน
เริ่มมีอาการ
อ้วก อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ กินยาอยู่ ๒ วันก็ไม่หาย อาการทรุดลง
เพราะร่างกายไม่ยอมรับอาการ และน้ำเลย พอแม่ป้อนข้าวก็อ้วกหมด กินน้ำ
ก็อ้วกน้ำออกมา ร่างกายยังไม่ทันดูดซึมอะไรได้เลย น้ำหนักจาก ๔๐  กก. ลง มา
๓๗ กก.
แม่กะพ่อ พาไปโรงพยาบาล หมอดูอาการแล้ว
ก็ให้นอนที่โรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ หมอวินิจฉัยว่า ติดเชื้อในลำไส้


      นับตั้งแต่กรรมส่งผล
เอมไม่สามารถกินอาหารที่รสจัดได้เลย แม้แต่อาหารที่ใส่พริกเกิน ๒ เม็ด
ก็จะมีอาการเผ็ดค่อดๆ ดูเหมือน มันดัดจริตนะ แต่จริงๆ
คือร่างกายรับอาหารรสจัดไม่ได้จริงๆ  ผลตอบกลับก็คือ มีอาการท้องเสียทันที 
ช่วงแรกๆ เราต้องลางานมา กทม. บ่อยๆ เพื่อพาน้องไปโรงพยาบาล เพราะน้องมีอาการ อ้วก
อาเจียน ท้องเสีย เป็นๆ หายๆ ประจำ  หมอก็จะบอกเหมือนๆเดิมว่า ลำไส้ติดเชื้อ
เป็นแบบนี้มาถึงวันนี้


      ด้วยบุญยังมี เอมได้ทำกรรมฐานตั้งแต่ปี ๒๕๔๗
 จากอาการอ้วก อาเจียน ท้องเสีย ก็จะเหลือเพียงท้องเสียเล็กน้อยเวลาทานอาหารรสจัด
(พริกมากกว่า ๒ เม็ด เหอะๆ) 


ทำกรรมฐานแล้ว ก็ระลึกกรรมได้ว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะ กรรมที่ทำกะ
จิ้งจกที่ไปบีบรีดไข่จิ้งจกออกมา จนไส้จิ้งจกทะลักออกมาตาย แต่ที่ยังกังวลใจคือ 
สติเตือนว่า  ถ้ามีลูกจะต้องแท้ง
(ตอนนี้มันยังหาแฟนไม่ได้) 


    เอมบอกว่าก็ทำใจแล้วนะ 
ยอมรับผลของกรรมตามที่หลวงพ่อสอน ขอชดใช้ให้เค้าไม่มีข้อแม้ใดๆ แต่เจ้ากรรมน่ะ
ไม่ได้มีแค่ จิ้งจกอย่างเดียว นอกจากวิญญานในชาติก่อน ก็ยังมี สารพัดสัตว์
ที่เอมก่อกรรมไว้เยอะเลย เฮ้อ............... เดี๋ยวจะเล่าเรื่องสัตว์ชนิดต่อไป
ที่เอมไปก่อเวรก่อกรรมในคราวหน้านะค่ะ









 

Create Date : 30 มกราคม 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2553 10:44:22 น.
Counter : 954 Pageviews.  

แย่งของเซ่น จากผีตายโหง

Free TextEditor

           ประมาณ ๗ ปีที่แล้ว เป็นระยะที่ทิ้งการทำกรรมฐาน ไปหลายเดือน หลงระเริง
แว้บใหญ่ๆ ตอนนั้นประจำ ฟาร์มที่อยุธยา จำเรื่องราวได้ไม่ชัดเจนหนัก ที่พอจำได้คือ
เรารู้สึก คิดถึง น้องลิง (เอม)  คิดถึงลายมือน้อง  คือ ลายมือเอมอะ 
ลายมือคนที่ต้องตายโหง ตายด้วยอุบัติเหตุ  นับวันเส้นมันเริ่มชัดขึ้น
เส้นจะตัดกันแล้ว  และ บวกกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อ ๑๐ กว่าปีได้เกี่ยวกะน้อง
ทำให้เรา  อธิฐานจิตออกไป  ในเย็นวันนั้นว่า


" ด้วยอายุขัยของลูกที่ลูกมี
ลูกยอมแบ่งครึ่งอายุขัยให้น้อง ให้อายุขัยตัวเองลดลง และเพิ่มอายุขัยให้น้อง
จนเท่ากัน ตายก็ตายพร้อมกัน หรือจะให้ลูกตายก่อนก็ได้" 


         ประมาณ ๔ ทุ่ม ตอนนั้นมีน้องรูมเมท
๒ คน ยังดูทีวีอยู่ ไฟก็เปิดตามปกติ เรารู้สึกเหนื่อย เพลีย อยากนอน  ก็หลับไป 
แล้วฝัน ด้วยความที่เจอผีอำ ตั้งแต่เด็กจนโต มันก็จะเจอในแบบเดิมๆ พอสัมผัสได้ว่า
โดนผีอำ ก็จะ "ตื่นในฝัน"  
เราสอนวิธีตื่นในฝันแล้ว ลองหาอ่านกันดูได้



      ในความฝัน  
เรายังไม่รู้ว่ามันคือความฝัน  ในฝันเป็นตอนกลางคืน   เรากำลังเดินตามคนอีก ๓ คน 
เดินเป็นแถว อยู่หน้าห้องพักนี้เอง เราเดินอยู่หลังสุดคน ๓ คนเป็นผู้ชายทั้งหมด
ในมือทุกคนจะถือ จานโฟม ที่ใส่ ขนมไทย ของคาว ของหวานประมาณนั้น  เราถือ ขนมหวาน
ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง  เราก้มมองดู และหยิบขึ้นมากิน
ในระหว่างที่เดิน


     ๓ คน หยุดเดินทันที
แล้วเดินเข้ามาหาเรา   แล้วรุมด่าเราว่า
"
เมิงเอาของเซ่นไหว้พวกกรูไป! " 
ผู้ชายหัวแถว ผอม สูง
ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อสีเหลือง ส้มๆ ทำท่าโมโหเราสุดๆ  มากกว่าอีก ๒
คน


เรา ตกกะใจ  (แอบกินนิดเดียวเอง แหะแหะ)  แต่เราโกหก
เราบอก เราไม่ได้เอาไปนะ!  (ละอายใจอยู่นะ โกหกในฝันเนี้ย)


    แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็น 
เรากำลังนอนอยู่บนเตียง  ในห้องยังเปิดไฟสว่างอยู่  ในฝันเราลืมตา
เพราะผู้ชายที่ผอม สูง คนที่ด่าเราเยอะๆ คนนั้น กระโดดพุ่งลงมาบนเตียงเรา 
เค้านั่งค่อมอยู่บนตัวเรา เอามือ ๒ จับแขนเราตึงไว้กับเตียง
แล้วจิกเล็บลงที่แขนเราทั้ง ๒ ข้าง  ความรู้สึกเจ็บ เริ่มส่งความปลายประสาท
dendrite axon แล้วพุ่งมาที่สมอง  หน้าตาผู้ชายที่จ้องเราเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
แบบ  เมิงเอาของเซ่นของกรูไป !


   เจ็บจังเลย  แค่เสี้ยววินาที
สมองคิดเร็วมาก  เข้าสู่กระบวนการคิดที่ทำจนชินในฝัน  เราทำอะไรอยู่?  >
เราเพิ่งนอนนี่นา > อ้าว..  ผีอำแน่เลย ต้องลองตะโกนดู ถ้าร้องดังลั่นไม่มีเสียง
แสดงว่า  ผีอำแน่ๆ


  เรามองหน้า ผู้ชายที่ค้อมเราอยู่
"ปล่อยนะ ไม่งั้นจะร้อง"


   ผู้ชายผอมแห้ง "ร้องไปซิ
ร้องไปก็ไม่มีใครได้ยินเมิงหรอก หึหึ  " (มันแถมเสียงหัวเราะในลำคอให้เราด้วย
เยาะเย้ยกันสุดๆ )


 เราก็ลองพูด เฉยๆ  แต่ไม่ได้ตะโกน เหมือนแค่ลอง
test เสียง   " ด้ายยย...  ช่วยด้วย ช่วยด้วย "  ในฝันนั้น มีเสียงเราดังออกมา 


เราอมยิ้ม แบบชั้นชนะแกแน่นอน เราก็ตะโกนแหกปาก
ตะโกนเลย 


"ช่วยด้วย ช่วยด้วย ! "  
ในฝันเสียงเราดังมาก


"ช่วย ด.... ช่วย ......"   เสียงรอบสอง ที่เราตะโกน
ถูกดูดหายไป มีแต่ปากเรามีอ้าปาก พะงาบๆ ด้วยแรงตะโกนสุดเสียง


" ช่ว......   .............    ............   .
..........."   ไม่มีเสียงเรา เล็ดรอดออกมาอีกแล้ว  


ซึ่ง มันเข้าสู่การถูกผีอำ เต็มรูปแบบ
เราจะโดนแบบนี้ทุกครั้ง  จะมีสถานการณ์ต่างๆ ที่จะมีคน มันจะทำร้ายเรา ไม่ว่า ร้อง
ตะโกน  ก็ไม่มีเสียงรอดออกมาจากปาก  วิ่งหนีสุดแรงเกินก็จะเหมือนไปช้ามากๆ 
ทั้งที่ออกแรงเต็มที่  เราจะรู้เลยว่านี่ มันคือ การเข้าสู่การโดนผีอำ
เต็มรูปแบบแล้ว  (หลังจากทำกรรมฐานหนักหน่วง ไม่เป็นอีกเลย  นานๆที  ๒- ๓ ปี
ถึงจะจิตตก โดนทีนึง  แต่ไอ้ลิง ทุกวัน จริงๆนะ ทุกวันจริงๆ



   เมื่อรับสภาพว่าโดนผีอำ  สู้แรงมันไม่ได้
ก็นึกถึงคุณพระคุณเจ้า หวานแมวล่ะ  เรามองหน้ามันที่ยิ้มสะแหยะใส่เรา  เราหลับตาลง
รับรู้ถึงน้ำหนักตัวของผู้ชายคนนี้ ที่ท้อง และ
ที่ขาเพราะเค้ากดขาเราไม่ให้ขยับเลย นึกในใจ เมิงเจอดีแน่  (แหะแหะ 
แอบนึกคำหยาบในใจ)


 แล้วเราลืมตา สบตาผู้ชายแห้งๆคนนั้น  "  พุท.........."  ตัวผู้ชายคนนั้น
ลอยขึ้นจากตัวเรา แค่ช่องว่างนิดๆ เพื่อหายใจเข้า ก่อนที่เราจะภาวนา
"โธ" เพื่อหายใจออก   มันก็รีบกดตัวลงทับเราไว้ตามเดิม  พอ เราภาวนา
" โธ" ในเสี้ยวอึดใจ
ผู้ชายคนนั้นก็กลับตัวลอยออกจากเราอีก แต่มันดื้ออะ



   มันมองหน้าเรา แบบตกกะใจนิดๆ  เราได้ที 
นึกในใจ อ๋อ....ใช่ซี๊  (อะไม่ โน๊ต อุดม นะ)   ชั้นเว้นระยะห่างพุท -โธ  มากไป 
ได้จะรัว พุท-โธ ให้ติดกันเลย



เรา "พุทโธ พุทโธ พุทโธ"   ผู้ชายผอมแห้ง
ถูกแรงกระชากจากไปไหนรู้ ออกจากตัวเราทันที เราเห็นมันเป็นก้อนสีดำ
ถูกดึงอย่างแรงออกไปทางขวาของเตียง ซึ่งเป็นผนังห้องนอน


เรากำลังรู้สึกว่า ล่วง อก เอ๊ย............ โล่ง
อก  น่ะ


        ผู้ชายคนที่ ๒ อ้วน อวบ เตี้ย ผิวขาว
ก็กระโดดพาร่างอันหนัก ค่อดๆ ขึ้นมาทับตัวเราไว้ รู้สึกจุกที่ท้อง และเจ็บที่แขน ๒
ข้าง มันจิกแขนเราแรงกว่าผู้ชายผอมแห้งคนแรก เสียอีก


   เราไม่พูดพร่ำทำเพลง " พุทโธ"
มันลอยปลิวไปเลย หน้าตายังไม่ได้เห็นเลย
แต่ก็ไม่ทันได้คิดว่าอะไรเป็นอะไร


    ไอ้คุณผู้ชายคนที่ ๓ หุ่นพอดี ไม่อ้วน
ไม่ผอม มันก็กระโดดขึ้นมานั่งค่อมตัวเราไว้ต่อ   ๓ แรงแข็งขัน (ถ้าชาติไทย
ร่วมแรงแข็งขัน แต่ไอ้ผี ๓ ตัว คงดีเนอะ แอบแขวะ)  เราก็เริ่มหมดความอดทน  อะไรวะ
ไม่จบไม่สิ้นกันซักทีใช่ไหม 


    เรามองหน้ามัน แบบว่า จ้องตากัน
มันทำหน้าเหี้ยม แบบกรูเหนือกว่าเมิง เราก็ส่งสายตา ให้มันรู้ว่า นึกว่ากลัวหรือไง 
(คิดว่าตัวเองก็แน่อะ)


    มันตรึงแขนเราเหมือนที่ไอ้ ๒ คนทำ
แต่ไม่เจ็บเท่าไอ้คนที่ ๒ จิกแขนเราไว้ อะ


เรา "พุท โธ"   เงียบมันยังอยู่
เราเองก็ยังรู้สึกถึงน้ำหนักที่มันกดเราไว้ เริ่มแน่นหน้าอก   มันยิ้มสะแหยะ
เหมือนพยายามทำทุเรศให้เรากลัว  แต่เรายังไม่กลัว 


เรา "พุทโธ  พุทโธ  พุทโธ พุทโธ พุทโธ" 
โอ๊ยเหนื่อยวุ้ย


ผู้ชายหุ่นดี แผดเสียงหัวเราะใส่หน้าเรา 


"เมิงท่องไปเหอะ  ท่องอีก กรูไม่กลัวเมิงหรอก
แค่ พุทโธ มันทำอะไรกรูไม่ได้หรอก  ฮะๆ  ท่องอีกซิ ท่องอีก !  "
ถึงคราวเราสลดใจแล้วล่ะ  ความกลัวมาเยือนเข้าถึงจิตใจ 
ใจคอเริ่มไม่ดี



เรานึกในใจ จะร้องไห้อยู่แล้ว
นึกเศร้าใจตัวเอง ทำไมคราวนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่เจอ
นะ  ถ้ารู้ว่าโดนผีอำในฝัน เราบอกว่า นี่ในฝัน เราก็จะตื่นทันที  


     ทำไมไม่ตื่นซะที  ไมตื่นไม่ได้
ตื่นซิ ! (แต่ก็ยังไม่ตื่น เสียงทีวีที่น้องรูมเมทดู เปิด volume ต่ำๆ
แต่เราก็ยังได้ยินอยู่ น้อง ๒ คนก็คุยกันปกติ) 


      ฝ่ายคุณผี ก็ค่อยๆ
ก้มหน้าลงมาใกล้ๆเรา พร้อมรอยยิ้มสะแหยะที่มันชอบทำ เราเห็นหน้ามันชัดขึ้น หน้าเละ
แบบผิวกำลังเน่า มันก้มหน้ามาจะชิดหน้าเราแล้ว
(อย่าจูบนะเว๊ย แอบคิด กลัว)


     เราเบนหน้าหนีเต็มที่
กลัวจับใจขึ้นมาเลย หนทางสุดท้าย เลือกที่จะหลับตา
รู้สึกแน่นหน้าอกมากขึ้นกว่าเดิม  เราบอกตัวเอง  อรนิ่งไว้ อย่ากลัว อย่าสั่น
นึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยไว้ พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์


    เราก็เลย แว้บ ถึงบทสวดมนต์
บูชาพระรัตนตรัยขึ้นมาทันที ก็เลย รีบท่องออกไป แบบรัว


" อะระหัง สัมมา.............%$#*(&^^ ......"
ท่องจบอย่างรวดเร็ว  ถูกมั๊ง ผิดมั๊ง เพราะกลัวอย่างแรง


ผู้ชายหุ่นดี "
ฮึๆ  กรูบอกแล้วไงว่า บทสวดมนต์ทำอะไรกรูไม่ได้" 
มันพูดแบบหน้าจะแนบกะแก้มเราอยู่แล้ว


เรารีบหลับตาลงอีก  นึกให้กำลังใจตัวเอง 
อย่ากลัวๆๆๆๆๆ  ค่อยๆท่องๆ อย่ารีบ


"อะระหังสัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง
อภิวาเทมิ


สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม  ธัมมัง
นะมะสามิ


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะ สังโฆ สังฆัง นะมามิ   
"


พอท่องช้าๆ จนจบ ปุบ ผู้ชายหุ่นดี
ก็ถูกดึงออกจากตัวเราไป
มันร้อง "โอ๊ย ร้อน" ก่อนจะจากไป ความรู้สึกแน่นหน้าอกหายไป เรารู้สึกตัวเบาขึ้น
เริ่มรู้สึกถึงแขน ขา ที่สัมผัสอยู่บนเตียง เราพยายามขยับตัว
แต่ด้วยร่างกายที่ยังขยับไม่ได้มาก แต่หูได้ยินชัด น้องรูมเมท บอกให้น้องอีกคน
เดินมาปิด สวิทซ์ไฟนอน  เราอ้าปากพูดขึ้นมาก่อนที่ร่างกายจะขยับได้


เราเรียก ชื่อ น้องรูมเมท " อุ๊ อุ๊ " 
ตอนนั้น น้องอุ๊ เดินมา ปิดไฟ พอดี ซึ่งต้องเดินผ่านเตียงเรา


อุ๊ "มีไรหรือพี่อร"


เรา "พี่..โดน..ผี..อำ"  แบบว่า ปากขยับได้
ลืมตายังไม่ได้ พยายามลืมตาอยู่


อุ๊รีบเดินไปเปิดไฟอีกครั้ง
"อ้าวนึกว่าพี่อรยังไม่หลับ เห็นขยับตัวไปมาได้พักใหญ่แล้ว"


เราลืมตาได้แล้ว แล้วค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
เราบอกอุ๊ว่า "พี่ได้ยินเรากะกุ้ง คุยกันตลอดเลย แต่เรียกไม่ได้ "


 เราพูดไป หอบแฮ่กๆไป เหมือนเหนื่อยมาก ความเจ็บที่แขนยังอยู่ พอก้มมองดู มีรอยมือ และรอยจิกที่แขนเรา
แดงเป็นจ้ำเลย  เพิ่มความใจเสียแก่เรามากเข้าไปอีก 



     น้องรูมเมท ๒ คนเกิดอาการกลัวขึ้นมา
เราว่าไม่เป็นไรล่ะ นอนกันเนอะ  แต่ถ้าวันหลังเห็นพี่เป็นแบบนี้อีก ปลุกเลยนะ
ช่วยหน่อย  สองคนก็รับปากว่า จะรีบปลุกทันที  (ถ้าเห็นอะนะ)


          เช้าวันต่อมา
ตัดสินใจโทรหาพ่อทันที เพราะไม่เคยเจอผีอำหนักขนาดนี้เลย แอบคิดว่า พ่ออาจจะว่าเรา
เพ้อเจ้อ  พอเล่าเหตุการณ์ให้พ่อฟัง พ่อก็นิ่ง ไม่ว่าอะไรซักคำ นอกจากบอกว่า
เดือนหน้าจะไปส่งที่ฟาร์ม แล้วจะเอาพระพุทธชินราชไปไว้ที่ห้องให้ด้วย 
น้ำเสียงพ่อดูห่วงเยอะเลย แต่ก็อบอุ่นใจจัง พูดแล้วคิดถึงพ่ออะ แงแง


     คุยกะพ่อ เสร็จ เกิดเอะใจ
อะไรบางอย่างขึ้นมา  ผี ๓ ตัวที่มาเล่นงานเรา อย่างหนักเมื่อคืน กะผีตายโหง ๓ ตัว
ที่จะเอาน้องเราไปอยู่ด้วย เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน


          โทรหาน้องทันที  เรา " เอม จำเรื่องตอนเพื่อนหนูตายได้ไหม ๓ คนที่ตาย มีคนผอมๆ สูงๆ ไหม
มีคนอวบๆ ไหม อีกคนไม่อ้วนไม่ผอมไหม"


เอมว่า"
คนที่เป็นเพื่อน ผอมๆ สูงๆ นะ เป็นกระเทย แต่อีก ๒ คนเอมไม่ได้รู้จักหรอก 
แต่เหมือนคนนึงจะอ้วนอยู่นะ ขาวๆ อีกคนจำไม่ได้ ไม่ได้สนิทกัน  "


เรา "หนูลองเล่าเรื่อง ผีตายโหงที่เข้าสิงเอม
ตอน ม.ปลายให้เจ้ฟังอีกทีได้ไหม  เพราะตอนนั้น เจ้ได้ฟังคร่าวๆ หน่อย  "
(เนื่องจากตอนนั้น เราเรียน ที่ ม.เกษตร  เอมยังเรียนม.ปลายที่เพชรบูรณ์ 
ทำให้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ถามพ่อแม่ก็ไม่ค่อยจะตอบ )


      เรื่องเมื่อ ๑๐ กว่าปี คือ เอม
อยู่ในกลุ่มทีมการแสดง ที่จะต้องโชว์ เวลามีงานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นงานของจังหวัด 
นอกจากเวลาเรียนก็จะไปซ้อมเต้น กะเพื่อนๆ ทั้งเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน
กะเพื่อนที่อื่นๆ


      ที่บ้านจะห้ามแบบไม่มีข้อแม้ ว่า
"อย่าไปงานศพเด็ดขาด! " ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม แต่พอเกิดเรื่องก็เข้าใจ


   เอมได้ข่าว
เพื่อนที่เต้นด้วยกันตายด้วยอุบัติเหตุกะทันหัน  วันเกิดเหตุ เด็กผู้ชาย ๓ คน
ขับมอไซด์  ซ้อนสาม จากตัวเมือง พอถึง แถวๆ ต. ท่าพล  ก็ประสานงากะรถบรรทุก
ตายคาที่ ๓ ศพ  เอมน่ะ ด้วยความเป็น เด็กวัยรุ่น รักเพื่อน มาก่อนสิ่งอื่นใด
ก็แอบนัดเพื่อนๆ ที่มีรถยนต์ ขับรถกันไปร่วมงานศพที่บ้านเพื่อน เอมไม่ได้รู้จักทั้ง
๓ คน  รู้จักเพียงคนเดียว  ก็ไปงานนั้น  ทั้งที่
เรื่องไปงานศพเป็นเรื่องใหญ่มากๆในบ้าน 
เอมมันก็ฝืนกฏเหล็กของพ่อแม่จนได้



ระหว่างที่นั่งรถไปก็ผ่านตรงจุดเกิดเหตุที่เพื่อนตาย
จากการสอบปากคำผู้อยู่ในเหตุการณ์  เห็นชัดว่า เอม มีท่าทีเปลี่ยนไป เงียบ
ไม่พูดไม่จา  เพื่อนก็แปลกใจเฉยๆ  ปกติจะฮาแหลก


แต่เอม กลับรู้สึกเพียงว่า หนาว หนาวมาก  หายใจขัดๆ


  ถึงงานศพ  เอมก็นั่งพนมมือฟังพระสวด
แล้วมีอาการแน่นหน้าอกมากขึ้น เธออธิบายว่า
เริ่มหายใจขัดหายใจเข้าได้แต่หายใจออกไม่ได้ เริ่มจะเป็นลม
นี้คือความรู้สึกเอมมันนะ


    แต่คนอื่นๆ ในงานศพ เห็นเอมหน้าซีด
จะเป็นลม ตัวสั่น ออกอาการผีเข้าแบบไม่ต้องสงสัย แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
นอกจากรีบพาตัวไปส่งโรงพยาบาลอีกอำเภอนึง  (เนื่องจากหนีพ่อแม่ ไปไกลข้ามอำเภอโน้น)


  โชคดี บุญยังมี คนที่อาสาพาไปโรงพยาบาล
น่ะ เค้าดูออกว่าเกิดอะไรขึ้น และบ้านพี่ผู้ชายคนนี้เป็นร่างทรง ที่บูชาเสด็จพ่อ ร.
๕ 


    ในรถ เอมเล่าว่า รู้สึกหนาวมาก
เพื่อนถอดเสื้อมาให้ห่ม หลายตัวก็ไม่หายหนาวเลย รู้สึกคลับคล้ายคลับคราว่า
พี่เค้าจอดรถ แต่จอดทำไมไม่รู้  แต่พี่คนนั้น อยู่ๆก็มาตะโกนใส่หน้าเอม ว่า
"เมิงจะเล่นกะกรูใช่ไหม!   เมิงรู้ไหมว่ากรูเป็นใคร"  (พี่ร่างทรงว่า 
เสด็จพ่อจะประทับได้ตลอดเวลา บางทีตัวเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน)   เอมตกใจมาก 
ทำไมพี่เค้าต้องมาด่าเอมด้วย  เธอบอกเธอน้ำตาคลอ จะร้องไห้ นี่มันเรื่องอะไรกันนี่
หนาวก็หนาว หายใจก็ไม่ออก ทำไมต้องด่า ต้องดุกันด้วย


        เอ้า...  กลับมาที่สายตาคนอื่น
พี่คนนั้นจอดรถ เพราะเอมดิ้นแรงมาก ปากก็พูดว่า "กรูไม่ไป กรูไม่ไป"  
เพื่อนจับเอมไว้แน่น แต่แรงเยอะค่อดๆ  ตาขวาง ทำหน้าตาโกรธ เคียดแค้นใส่ทุกคน
เพื่อนที่มาด้วยกัน พยายามแข็งใจจับเอมไว้แน่น  แต่ไม่กล้าสบตามองเลย


      ฉากเดิมแต่หนังคนละม้วน พี่ผู้ชายคนนั้น 
"  "เมิงจะเล่นกะกรูใช่ไหม!   เมิงรู้ไหมว่ากรูเป็นใคร"  เอมจ้องหน้าพี่เค้า
ทำหน้าโกรธแค้น โมโหสุดๆ ใส่พี่เค้า  ซึ่งพอหายแล้ว เอมกลับบอกว่า
ชั้นจะร้องไห้นะที่พี่เค้ามาด่า ไม่รู้สึกตัวเลยว่า ไปทำหน้าตาโมโห
ใส่พี่เค้าเลย


     เอมเล่าต่อว่า พอพี่เค้าด่าแล้วกำลังจะร้องไห้
ซึ่งใครๆเห็นว่า เอมมันโกรธมากกว่าทำหน้าร้องไห้
หน้าเอมก็สะบัดอย่างแรงไปมองเพื่อนที่จับตัวเอมอยู่  


        เอมว่า เอมงงอะ ทำไมอยู่ๆ
หน้าเอมหันไปทางนี้อะ ไม่ได้คิดจะหันไป มันก็หันไปมอง มา รู้ตัว ก็งงว่า
 อ้าวทำไมหันไปมองเพื่อนคนนี้หว่า? ก็มองเพื่อนแบบงงๆ แต่คนเพื่อนน่ะ  บอกว่า  มอง
งงๆ อะไร ทำหน้าจะกินเลือดกินเนื้อมันซะมากกว่า


         พอถึงโรงพยาบาล เอมก็ดิ้นแรงขึ้น
กรุไม่ไปอยู่นั่นล่ะ พอจะอุ้ม  แม่คุณก็แผลงฤทธิ์ ด้วยแรงที่ ผู้ชาย ๓ คน 
อุ้มเอมที่หนัก ๔๐ กิโลไม่ขึ้นเลย หนักค่อดๆ เพื่อนผู้หญิงช่วยอีกแรง
จนอุ้มลงมาจากรถได้ พออยู่ในโรงพยาบาล เอมก็บอกว่า หายเจ็บหน้าอกแล้ว เธอว่า
จำได้ว่า เห็นพระพุทธรูปเต็มไปหมดเลย เห็นแล้วอุ่นใจ สบายใจ  หมอให้กลับได้ เพราะ
เอมปกติดี  เพื่อนยังไม่มีใครกล้าบอกเอมว่า  โดนผีเข้า


        ออกจากโรงพยาบาล ปุบ  แม่คุณแผลงฤทธิ์ทันที 
กลับมาทำหน้าโกรธเคือง ตาขวางใส่ทุกคนตามเดิม พี่ผู้ชายที่บ้านเป็นร่างทรงเสด็จพ่อ
ร. ๕   ก็เลยตัดสินใจว่า  พาแวะบ้านพี่ก่อน ทางผ่านพอดี จะให้ตากะยายช่วย 


       บ้านเป็นบ้านไม้สองชั้นทั่วไป
พี่ผู้ชายเล่าให้ยายฟัง ยายเรียกเอมขึ้นไปหา เอมบอกว่า จำได้ไม่มาก มันเหมือน
ความจำ มันขาดหายเป็นช่วงๆ


         ยายเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนๆ
เอามาจ่อที่หน้าเอม แต่ไม่สัมผัสโดนนะ ยายชูข้าวเหนียว ไปมาที่หน้าเอม  แล้วถามว่า
"กลัวไหม"


เอม  "กลัวค่ะ" แล้วก็ จะไม่อยู่ท่าเดียว
ก็เลยไม่ได้ทำพิธีใดๆ 


   ยาย "ผีตายโหง ๓ ตัว
มันตามมาตั้งแต่ตรงที่มันตายกันแล้ว เด็กคนนี้ไม่มีขวัญรักษาแล้ว
ขวัญกระเจิงไปหมดแล้ว  พวกมันจะเอาเป็นของเซ่นของพวกมัน  จะเอาเป็นบริวาร
มันไม่ปล่อยแน่ เพราะขวัญไม่มีแล้ว มันจะทำอะไรก็ง่าย ถ้ากำลังดวงตกอยู่
มันจะรีบฉวยโอกาส นั้นเลย "


"ทั้งที่เคยเป็นเพื่อนกัน อย่างนั้นหรือ "
 เราถามเอมกลับ


ยายเล่าให้เอมฟังว่า
"พอตายไปแล้ว วิญญานผีตายโหงพวกนี้จะไม่คิดถึงความเป็นเพื่อนหรอก 
มันมองหาแต่บริวาร ของเซ่นของมัน"


ยายยังบอกอีกว่า " รู้ไหม ที่โดนเพราะ เราน่ะ
มันไปไหนไม่บอกเจ้าที่ เจ้าทางที่บ้านให้ตามมาปกป้องคุ้มครอง 
ต้องแก้ด้วยการกลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด  ที่บ้านเจ้าที่เจ้าทางช่วยได้ 
เจ้ก็เห็นว่าหลังจากนั้น เอมดูแล
ศาลพระภูมิเจ้าที่เป้นประจำและไปไหนก็จะไม่เคยลืมบอกท่าน ให้ตามไปด้วย เพราะ ผี
ตายโหง ๓ คนนั่นก็ยังตามอยู่ เรื่อยๆ  อย่างเมื่อคืน ตี ๓
อ่านหนังสืออยู่ที่ระเบียง  กลิ่นธูปลอยมา ป่านนี้ใครจะจุด ไม่มีคนเลย   ก็โมโหนะ
จะกวนกันไปถึงไหน เลย ด่าออกมาว่า   จะตามไปถึงไหนว่ะ  รำคาญโว้ย  เท่านั้นล่ะเจ้
กลิ่นธูปก็เข้ามาปะทะที่จมูก จนแสบจมูกเหมือนมีควันธูปอยู่ใกล้เรามาก
แต่มันไม่มีควันที่ไหนเลย "


  หลังจากโดนผีเข้า
และไล่ขวัญที่รักษาเอม หนีกระเจิงไปแล้ว
ขวัญไม่มีก็เหมือนของเซ่นที่ผีทั้งหลายอยากได้เป็นบริวาร
เอมก็ได้ฝากตัวเป้นลูกเสด็จพ่อ ร. ๕ ตั้งแต่นั่นมา


        ยายคนนี้ ยังได้ให้เอม เสี่ยงทาย
ด้วยการยกขันเงินมา ในนั้นมี ธูป เทียน ดอกไม้ หมากพูล แล้วบอกให้เอม
หยิบอะไรมาก็ได้  เอมเลือกหยิบดอกไม้มา ๒ ดอก


        ยายมองแล้วบอกว่า "มันไม่ปล่อยแน่นอน
มันถือว่า เอมเป็นของของมันแล้ว " 


เอมก็ประคองชีวิตมาเรื่อยๆ ด้วยการช่วยเหลือของ
เสด็จพ่อ ร. ๕ น้องๆ กุมาร เจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งจะเล่าให้ฟังคราวหน้า


          ตอนผีเข้า สภาพที่น้องกลับมาบ้าน
มันโทรมมาก ตัวซีดแบบคนจะตาย หน้าเหลือง มันทำให้พ่อแม่ช็อค
ถึงจะฟังเรื่องทุกอย่างแล้ว ก็ไม่วาย  บ่นว่า  ลูกว่าไปติดยา ไปเล่นยาใช่ไหม  
ผีเข้าอะไร เพ้อเจ้อ บอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าไปงานศพ  แต่การกระทำของพ่อแม่ คือ 
หาสารพัดสายสิญจน์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาให้ลูกใส่ 
(เรากลับบ้านหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เกือบ ๒ อาทิตย์ แต่ก็แอบอมยิ้ม
ที่เห็นความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่มีให้น้องลิง)


       เอม  "เจ้ถามทำไมอะ เรื่องเก่าๆ อะ" 
แล้วเราก็สาธยายให้เอมฟัง ถึง ไอ้ผีตายโหง ๓ ตัว ที่มาด่าเราว่า
เราไปแย่งของเซ่นของมันไป


นั่นคือ  เราอธิฐานจิตออกไป ในตอนนั้น ด้วยแรงกุศล
จากสายเลือด ไม่ว่าจะแบ่งอายุขัยให้น้องได้หรือไม่ แต่เจ้าผีตายโหง
ก็ตามมาเอาเรื่องเราในทันที   พ่อเราที่เคยบอกว่า เรื่องน้องโดนผีเข้า เพ้อเจ้อ
แต่เพียงเราเล่าเรื่องผีอำที่แรงที่สุดในชีวิตให้พ่อฟัง พ่อกลับอุ้มพระพุทธชินราช
มาด้วยตนเอง อุ้มไว้ตั้งแต่เพชรบูรณ์ ถึง อยุธยา
แล้วเลือกที่วางพระพุทธรูปด้วยตนเอง 


        ปัจจุบันนี้ ลายมือน้องเปลี่ยนไปแล้ว
เส้นที่ตายโหง มันไม่ตัดกันแล้ว เฉียงออกชัดเจน (จากเรื่อง "เสด็จพ่อ ร. ๕
ให้ไปวัดอัมพวัน")  ถ้าไม่ได้ เสด็จพ่อ ร. ๕
มาช่วยเอมไว้ ในตอนที่ใกล้จะถึงวันเกิดปีนั้น   ป่านนี้ ก็อาจจะต้องตายไปจริงๆแล้ว 
หลังจากที่เสด็จพ่อ แนะให้เริ่มทำกรรมฐาน จากที่ต้องตายโหง
ก็พลิกชีวิตเหลือชดใช้กรรม  เจออุปสรรคมากมาย แต่ก็ดีกว่า
ที่ครอบครัวเราจะสูญเสียน้องไป


      เราบอกเอม เอมยังไม่สนใจไปทำกรรมฐาน เห็นเราทำ
มันก็เฉยๆ แต่ถ้าไม่ได้เสด็จพ่อ ร. ๕ ท่านมาชี้ทางให้เอมไปทำกรรมฐาน
ป่านนี้น้องก็คงไม่สนใจในกรรมฐานแบบตอนนี้ เราจึงยกย่อง เทิดทูน เสด็จพ่อ ร. ๕
เหนือเกล้ามาก ที่นำน้องมาวัดอัมพวันได้







       อรอาจจะเขียนไม่เคลียร์อะค่ะ
ขอเพิ่มไว้ตรงนี้ว่า



ของเซ่น ที่พวกผีตายโหง มาว่า
อรแย่งของเซ่นของพวกมันไป ก็คือ น้องสาวอร นั่นเองค่ะ  ที่เป็นของเซ่น 


วันนั้น อรขอบุญกุศลของตนได้ช่วยเพิ่มอายุขัยของน้อง
ซึ่งผีตายโหง มันอุตส่าห์ทำให้อายุขัยน้องสั้น เร็วขึ้น
 โดยการฉวยโอกาสช่วงที่กรรมเก่าๆส่งผล ช่วยซ้ำตาม
เพื่อเอาวิญญานน้องไปเป็นบริวารของมัน 



อรถึงโดนพวกผีตายโหงมาว่า ว่าแย่งของเซ่นมันไป






Free TextEditor




 

Create Date : 29 มกราคม 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2553 11:20:36 น.
Counter : 787 Pageviews.  

ความลับของแม่

Free TextEditor



            ครอบครัวเรา มีพี่น้อง
๓ คน  ๓ สาว พี่อัง  เรา และเอม  ฉายาตามลำดับ หมู ม้า และลิง 
ไม่เกี่ยวกะปีเกิดนะจ๊ะ


พี่อัง  เกิด ๒๕๑๙
เรา  เกิด 
๒๕๒๑
?????????????
เอม เกิด  ๒๕๒๖  

           เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี ๒๕๓๗  พี่อังกำลังท้องลูกคนแรก
เช้าวันนึงอังมาหาแม่ และเราก็อยู่ด้วย



พี่อัง "แม่ เมื่อคืนอังฝันว่า มีเด็กผู้ชายมาหา
บอกว่า เค้าเป็นน้องชายของอัง มาเล่น มาซนในบ้านน่ะแม่ แปลกจังเลย
หรือว่าจะได้ลูกชายหรือเปล่า ก็ไม่รู้ ^_^ "



แม่  เงียบ...........................
นิ่ง.......................จนเราและพี่อัง แอบสบตากันแว้บนึง



แม่   "ฟังนะลูก แม่มีลูก(ชาย) อีกคนนึง แต่น้องตายแล้ว
ตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  ตอนนั้นแม่ท้องประมาณ ๔-๕ เดือน น่าจะได้ สมัยนั่น
ทำนาเอง ไม่ได้ปล่อยให้เค้าเช่าเหมือนตอนนี้  แม่กำลังเดินหาบข้าว เดินบนคันนา
แล้วลื่นหกล้ม ท้องพาดลงที่คันนา ตอนนั้นเจ็บท้องนิดๆ แต่ก็หายเจ็บ
คิดว่าคงไม่เป็นไร  พอเช้ามาก็ปวดท้องมาก เลือดไหลออกมาตามขาเต็มไปหมด น้องตายแล้ว
แม่ท้องน้อง คนนี้ต่อจากอร เป็นน้องของอร และเป็นพี่ของเอม " 



เรา  พี่อัง และแม่ ต่างเงียบ น้ำตาแม่ไหล



แม่  " แม่เคยไปหาหมอดู แกบอกว่า ถ้ามีลูกผู้ชายนะ
ถ้ามันรอดเกิดออกมาได้ ไม่ดีสุดๆ ก็เลวสุดๆ แต่ถ้าเกิดมาได้นะ  แกย้ำแบบนั่น "



ด้วยสาเหตุนี้ ทำให้แม่กะพ่อ คิดว่า ลูกที่ตาย
อาจจะเป็นเด็กผู้ชาย 



         
ทุกคนต่างรู้ว่าเรื่องนี้สะเทือนใจแม่มาก หลังจากนั้น เราและ
พี่อังไม่เคยถามเรื่องนี้กับแม่อีกเลย ไม่เลยแม้แต่เอ่ยถึง
เราไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้อีก  นั่นล่ะ เป็นคำตอบว่า นี่เองที่ ทำให้ เรากับเอม 
ห่างกัน ๕ ปี ซึ่ง
เพราะ มีคนนึง
ที่คั่นระหว่างเรากะ


เอม


          ตอนเด็กเราถามแม่ว่า "ทำไม
น้องห่างจากอรตั้งหลายปีจ๊ะแม่ " คำตอบนั่น เราจำไม่ได้ จำได้แต่ว่า
พ่อแม่อยากมีลูกชาย  พอเราเป็นคนที่ ๒ ก็ยังเป็นหญิงอีก ก็เลยเว้นระยะห่างก่อน
เผื่อคนที่ ๓ จะได้ผู้ชาย  พอเอมเกิดมาเป็นเด็กผู้หญิง แต่มันมีขนเยอะ 
น่าอกน่าใจก็ฮะๆ  แบบผู้ชาย เลยคิดว่า คงเป็นเพราะความที่อยากมีลูกชายมาก
แต่ความจริง ก็คือ การพักมดลูกของคนโบราณ เราถึงห่างกะเอมเยอะ



            พี่อังคลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้ชาย
หลานคนแรกในบ้าน ทำไมพ่อแม่เรา รักหลานคนนี้มาก เพราะต่างคิดว่า ลูกที่ตายไป
กลับมาเกิดเป็นหลานชายคนนี้นั่นเอง ตามที่พี่อังฝัน



           เอมบอกว่า ตอนเด็กจำได้ว่า
มีเพื่อนเล่น เล่นด้วยกันตลอด  แต่ชอบมาแย่งของเล่นมากกว่า ชอบบอกว่า
นี้ต้องเป็นของเล่นของเค้า ไม่ใช่ของเอม   และ
จะฝันบ่อยมาก ถึงเด็กผู้ชายคนนึง ออกจะตีกันในฝันมากกว่าเล่นด้วยกัน
ทุกครั้งก็จะจบลงที่  แกแย่งของของชั้นไป !   เลยสงสัยว่า 
นี่อาจจะเป็นพี่ชายของเอม




         ตอนเอมเป็นเด็กน่ะ 
ไม่มีเพื่อนเล่นหรอก นั่งเล่นคนเดียว เราเป็นคนเลี้ยงน้อง ทำไมจะไม่เห็น ที่แปลกคือ
เอมมันเพลินในการเล่นคนเดียว ที่ชัดเจน แบบขนลุกคือ



         วันนั้นวันอาทิตย์ กำลังมีรายการ
ทไวไลฟ์ โชว์ ช่อง ๓ ออกอากาศ ที่จำแม่นเพราะนอนดูทีวีในช่วงเย็นวันนั้น
เริ่มมีควันลอยเต็มไปหมด เราไม่สนใจ  คิดว่าควันจากบ้านอื่นเผาโน้นนี่ ไปเรื่อย อะ
เพราะสนใจดูทีวีอยู่ ครึ่งชั่วโมงได้ รายการตัดเข้าโฆษณา เราเลยละสายตาจากทีวี
เรามองไปรอบๆ เอ... ทำไมควันมันมากขนาดนี้นะ  เรามองไปบนฝ้า ปรากฏว่า
เห็นเปลวไฟโหมแรงขึ้น จากห้องนอนพ่อ เราตกใจ รีบวิ่งไปเปิดประตูห้องนอนพ่อ


          ภาพที่เห็น คือ เอม ด้วยวัย ไม่เกิน ๕ ขวบ
นั่งเล่นตุ๊กตาคนเดียว บนเตียงไม้สัก
ที่ติดไฟเป็นอย่างดีและมันกำลังโดนไฟไหม้ที่หัวเตียงอยู่ ผนังห้องนอนด้านนึง
ทั้งแถบไฟไหม้ไปเยอะแล้ว เหมือนกองไฟดีๆ นี้เอง
ไฟพุ่งสูงถึงเพดานแล้ว เอมนั่งอยู่กลางเตียง
ยังเล่นตุ๊กตาอยู่ตามเดิม  ทำท่าทางพูดคุยกะใครอีกคนอยู่  ซึ่งเรามองไม่เห็นใคร
เอมไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเรา  ไม่สนใจว่าไฟกำลังไหม้อยู่
จะถึงตัวแล้ว


เรา ตะโกนสุดเสียงด้วยความตกใจ "เอม นั่งทำอะไรอยู่!
ไม่เห็นหรือว่าไฟไหม้อยู่ ! "


          เราวิ่งเข้าไปในห้องนอน เสียงไม้กำลังไหม้ไฟ
แตกดัง เปี๊ยะๆๆๆ  อยู่หัวเตียง เรากระโดดขึ้นไปบนเตียงอุ้มน้องออกมา 
ในห้องนอนมันระอุไปด้วยความร้อน พื้นก็ร้อนจัด พออะดรีนาลีนหลั่ง
เราก็ทำอะไรไปหลายอย่าง แบบมะรู้ตัว (หุหุ)  กว่าจะรู้ตัวว่าได้แผล
ปวดแสบปวดร้อนจากไฟไหม้ ก็จน รถดับเพลิงดับไฟเรียบร้อยแล้ว



         เราตะโกนเรียกพ่อแม่
พ่อแม่ก็ช็อคเหมือนกัน ดึงสายยาง ขึ้นมาดับไฟชั้นบน แต่ไฟมันโหมแรงมาก
ดีที่รถดับเพลิงมาเร็ว ไม่งั้น คงไม่ไหม้แค่ห้องนอนพ่อแม่เท่านั้น
          เรานั่งกอดน้อง ข้างแปลงดอกไม้ที่แม่ปลูกไว้ หน้าบ้าน
เราถามเอมว่า "เอม หนูเล่นอะไรในห้องนอนคนเดียว 
หนูเล่นไฟหรือเปล่า"



        เอม ไม่ตอบ ไม่พูดอะไรเลย นิ่ง ไม่เจี๊ยวแจ๊ว เจรจาเลย ไม่ทำหน้าบ่งบอกอาการใดๆ
ทั้งสิ้น ไม่กลัว
ไม่ผวา ไม่ยิ้ม 



         พ่อได้เวลาชำระความ 
ด้วยความเฮียบของพ่อ เรารู้เลยว่า พ่อตีน้องแน่  พ่อทำเสียงดุ ปนโมโห เข้ามาถามว่า
" ใครสอนให้เล่นไฟฮึ!  รู้ไหมเกือบจะทำให้วอดวายกันทั้งบ้านแล้ว" 
มือก็กำลังจะฟาดลงใส่น้อง  เราก็กอดน้องไว้  บอกพ่อว่า "อย่าทำน้อง
ยกโทษให้น้องเถอะ น้องไม่รู้เรื่อง ยังเด็กอยู่"



       เอมมีอาการเฉยๆ  แม่เข้ามาห้ามอีกแรง
พ่อแม่ไปคุยกะเจ้าหน้าที่ดับเพลิง  เราถามเอมซ้ำๆ ตามเดิมว่า เอมเล่นไฟหรือเปล่า 
แต่เอมก็เฉยตามเดิม


         เราถามต่อ "พี่อรเห็นนะ ว่าหนูนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่แต่หนู มองไม่เห็นกองไฟเหรอ?
หนูไม่ร้อนเหรอ? แล้วหนูคุยกะใคร"



      เงียบ.................. ตามเคย  
ปัจจุบันพอถามเรื่องนี้เอมก็บอกอย่างเดียวว่าจำไม่ได้เลย



      วันนี้
รู้อย่างหนึ่งว่า เด็กที่เอมบอกว่า เอมแย่งของเค้าไป
และบังตาไม่ให้เอมเห็นไฟที่ไหม้ จนเกือบโดนย่างสด คือ ลูกชายของแม่ นั่นเอง   
พี่ชายของเอม หรือ  น้องชายของเรา



  ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๗
ที่รู้
"ความลับของแม่" ที่แม่ปิดบังมาตลอด ๑๐ กว่า ปี ที่ ทุกคนต่างคิดว่าน้องชาย
มาบอกเพราะคงจะกลับชาติมาเกิดเป็นลูกชายของพี่อังนั่นเอง



       
เราเริ่มทำกรรมฐาน  ปี ๒๕๔๑ ไม่เคยเอ่ยแผ่เมตตาให้ น้องชาย เลย ไม่นึกถึงเลย
อาจเพราะคิดว่าน้องชายมาเกิดเป็นหลานชายแล้ว  ด้วยหน้าตาหลานชายและพฤติกรรม ท่าทาง
เหมือนพ่อเรามาก พ่อเรารักหลานชายคนนี้มาก รักยิ่งกว่าลูก  แหะแหะ  ไม่เว่อร์แต่
ค่อดๆ จริงๆ



     ปี ๒๕๕๒  วันที่ ๕ ธันวา
สามีของพี่อังเสียกะทันหัน ด้วยอาการล้มเหลวของกล้ามเนื้อหัวใจ เลือดไหลออกทั้งทวาร
๕ และบวกอาการอีกหลายอย่าง เราก็วุ่นๆ กลับงานศพ แต่ด้วยความที่ต้องไปธุระเรื่อง
ใบมรณะบัตร ใกล้บ้านยายชอบ แกเป็นผู้ใหญ่ที่แม่นับถือมาก เพราะอะไรที่แกบอก
มันเกิดขึ้นจริง แม่ เรา พี่อัง และเอม เลยแวะไปหายายชอบ



      ยายชอบ ดูกราฟชีวิตของแม่
ซึ่งก็ดูให้ตั้งแต่เด็กจนแก่ เลยก็ว่าได้  
ยายชอบบอกว่า  "น้อย
เอ็งเคยลูกหลุดใช่ไหม"
 แม่ก็เงียบ
พยักหน้าอย่างเดียว 



ยายชอบบอกว่า "เค้ายังอยู่นะ ให้ตักบาตรใส่นมไปให้ลูกบ้าง ได้กินบ้าง
ไม่ได้กินบ้าง น่าสงสารเชียว"



เรานึกในใจ ลืมน้องชายเสียสนิทเลย
ทำกรรมฐานมากี่ปีก็ไม่เคยแผ่เมตตาให้น้องเลย
เพราะคิดว่ามาเกิดใหม่แล้วไง



           เสร็จงานศพพี่เขย ก็กลับมาทำงาน
อาทิตย์ต่อมา ก็โทรคุยกับแม่ แม่บอกว่า แม่ยุ่งเรื่องเคลียร์งานศพหลายวัน เพิ่งว่าง
เมื่อ ๒ วันก่อน ถึงได้ว่างซื้อนมใส่บาตรให้ลูกแดง
(ยายชอบให้เรียกลูกที่ไม่ได้ตั้งชื่อว่าลูกแดง)   แม่กะพ่อใส่บาตรให้น้องทุกวันเลย
ซื้อนมมาแล้ว


       เช้ามืด ประมาณ ตี ๔ แม่ก็ไปสนามกอล์ฟตามปกติ
ด้วยความที่เป็นโรคเบาหวานขั้นเริ่มต้น ได้พักใหญ่แล้ว  แม่จะบอกพี่อังว่า
ไม่ต้องใครเด็กๆ มาเก็บลูกกอล์ฟนะ แม่จะเก็บเอง จะได้ออกกำลังกายเช้าๆไปด้วย 
ดีกว่าอยู่เฉยๆ 



          แม่ก็เดินอยู่บนสนาม
เดินไปจนถึงแนวเขตต้นไม้ (เขตปรับ)
เสียง ซู่
ตู้ม!!!!!! " ดังขึ้น แม่หยุด แล้วหันมามอง 
เสียงมาจากแนวต้นไม้เหมือนมีอะไรตกลงมาจากต้นไม้ แต่ก็ไม่มีลมพัดเลย



แม่ " อึ่งเหรอ (สามีพี่อัง ที่ตายไป) "  เงียบ 
ไม่มีเสียงตอบหรือปฏิกิริยาใดๆ
(ลืมบอก แม่น่ะ
มีเซนท์ เจอผี ตั้งแต่เด็ก เมืองผี ที่เค้าว่า ผีตากผ้าอ้อมก็เจอมานักต่อนักแล้ว 
เลยไม่กลัวหรอก แม่ว่ากลัวคนหลอกมากกว่า)


เข้าเรื่องต่อ
แม่ยังนิ่งรอดูสถานการณ์  แล้วเสียงตู้ม !!! ดังเป็นครั้งที่

แม่ยิ้ม แล้วบอกว่า "ลูกแดง
หรือลูก"
"เสียงดังตู้ม!!!  ขึ้นมาทันที

แม่ " หนูได้กินนมแล้วใช่ไหมลูก ดีใจหรือลูก" 

เสียงตู้ม  ซู่ ๆๆๆ  !! ดังขึ้นมาอีก  ครั้งนี้  แม่บอกว่า แม่สื่อได้นะ
ว่าน้องกำลังดีใจ 

แม่บอกว่า  น้องมาหา
มาบอกว่า ดีใจที่ได้กินนมที่แม่ตักบาตรให้



   คุณเคยเชื่อเรื่องกรรม บ้างไหม? 
น้องชายเรา มีกรรมนำมาเกิดแค่ในท้องแม่ แต่ด้วยกรรม ก็เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ได้
เมื่อตายแล้ว แม่กะพ่อก็ทำบุญให้บ้าง และตักบาตรให้บ้าง  จนวันนึงก็คิดว่า
เค้าคงได้มาเกิด เป็นหลาน  ด้วยกรรมของน้องชาย ที่ต้องชดใช้ จะต้องอยู่แบบทรมาน
เป็นสัมภเวสีแบบนี้ไปถึง ปี สิ้น ๒๕๕๒ 


   เมื่อใช้กรรมแล้ว ก็ถึงเวลาจะได้กุศล ผลบุญ 
เราทำกรรมฐานแต่น้องชาย ไม่สามารถเอาบุญได้  เราไม่เคยนึกถึง  ด้วยกรรม นั่นเอง 
น้องชายเข้าใจและรอเวลาที่จะชดใช้กรรม  รอมานานแสนนาน



      พอวันนี้ ถึงเวลาแล้ว 
เวลาของน้องชายเรา ที่รอมาแสนนาน ที่เค้าจะได้รับบุญ 
เราถึงเพิ่งได้รู้ว่าน้องชายยังอยู่ ไม่ได้ไปไหนเลย อดมากกว่าจะได้กิน  
ตั้งแต่ยายชอบบอก เราก็สวดมนต์เสร็จแผ่เมตตาให้น้องชาย
และทำกรรมฐานก็แผ่เมตตาให้น้องชาย


      เพิ่งเริ่มทำกรรมฐานให้น้องชาย แต่ก็จะไม่มีวันหยุด
จนเราตายนั่นล่ะ 



     ดวงจิตวิญญาน
ของเด็กที่ตายในครรภ์  โดยอุบัติเหตุ ไม่ได้จงใจทำแท้ง
ไม่จำเป็นต้องเป็นดวงจิตอาฆาตเสมอไป  แม้คนที่ทำแท้ง
วิญญานเด็กก็ไม่ใช่ว่าจะอาฆาตแค้นเสมอไปด้วยค่ะ


     ให้เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ดูว่า หากเราเป็นคนโดนฆ่า เป็นเด็กในท้อง นอกจากโดนฆ่าตายแล้ว 
บุญกุศล พ่อแม่ก็ไม่เคยทำให้
บางครั้งก็ทำสังฆทาน ให้ครั้งคราว เจริญกรรมฐานก็ไม่ได้ทำให้เราเลย  นานๆที
มีวันสำคัญทางศาสนาถึงจะพอได้กินจากสังฆทานครั้งคราวจากพ่อแม่  เมื่อเป็นแบบนี้ คุณจะเสียใจไหม เมื่อเสียใจมาก 
น้อยใจพ่อแม่  ก็จะกลายเป็นความแค้นใจและอาฆาตแค้นที่สุด  
โปรดเข้าใจความรู้สึกเค้า ว่า มันเป็นไปโดยเหตุและผล 
อย่ามามัวนั่งกลัว วิญญานจะเอาคืนอยู่เลย ไปเจริญกรรมฐาน กันเถอะค่ะ  สวดมนต์ก่อน
แล้วเดินจงกรม ต่อด้วยนั่งสมาธิ (เดิน และนั่ง อย่างละ ๓๐ นาทีเป็นขั้นต่ำ) 
แล้วแผ่เมตตา ออกไป         


       สมมุติว่า บุญกุศล ต้องสร้างถึง
๑๐๐,๐๐๐ บุญ ถึงจะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ได้ บุญใหญ่ คือการลงแรง ทำกรรมฐาน
ซึ่งเป็นการเก็บหน่วยกิต ไปเรื่อยๆ แผ่กุศลให้วิญญานเด็ก เค้าไปเรื่อยๆ
  ไม่นานหรอกค่ะ เด็กก็จะได้รับบุญกุศลนี้ไปเกิดใหม่ได้
แต่ถ้าหวังจะสบายเพียงจ่ายเงินซื้อสังฆทาน  ๑๐๐ ล้าน สังฆทาน 
คุณก็ไม่สามารถช่วยวิญญานลูกของคุณได้เลย   บุญมันสร้างยาก
คนถึงทำกันน้อย ขี้เกียจลงแรง  จะลงเงินอย่างเดียว อย่าว่าแต่ทำกรรมฐานเลย
สวดมนต์ทุกวัน ยังบ่นว่า  



        ขอยกตัวอย่าง แบบไม่เปิดเผยนาม 
มีคนขอให้อรส่งบทสวดมนต์ให้  วันนี้เค้าพูดว่า  
" ที่อรส่งบทสวดมนต์มาให้ผมมันยาว เกือบ ๑๕ นาที ผมสวดไม่ไหวหรอก 
มันนาน ผมจะสวดตามแบบที่ผมสวด (สวดสั้นๆ) "    วิญญานเด็กอาฆาตแรง
เพราะเสียใจในตัวพ่อที่แสนจะขี้เกียจ ที่ฆ่าเค้ายังทำได้ง่ายดาย
เราสัมผัสเด็กคนนี้ได้ มาเกาะที่ใต้หัวเข่าข้างขวาของเรา ตอนคุยกะพ่อเค้า
เราสัมผัสมาเด็กเศร้า และไม่อาฆาตแค้นพ่อหรอก เรากำลังจะบอกพ่อเด็ก 
แต่เด็กก็เกาะขาแน่นกว่าเดิม เพราะรู้ว่าเรากำลังจะบอกออกไปอย่างนั้น  เราเลยนิ่ง
และบอกว่า  สมควรให้เค้าอาฆาตแค้นไหม หากตลอดเวลา ๑๘ ปีที่ผ่านมา
คุณไม่เคยสนใจทำบุญกุศลให้ลูกเลย  ปัจจุบันพ่อเด็กก็ยังไม่ทำกรรมฐานเลย  
น่าเศร้าใจจริงๆ  เราเองก็แผ่เมตตาให้เด็ก เท่าที่จะมีให้ได้



           เมื่อถึงเวลาที่แรงกรรมส่งผล 
เด็กจะเอาคืนให้สาสมกับแรงกรรมที่เค้าสามารถทำกับคุณได้  
มันก็สมควรแล้ว..........  ด้วยเหตุและผล
เริ่มวันนี้ไม่สาย   ยิ่งทำกรรมฐาน สม่ำเสมอทุกวัน
วิญญานเด็กจะมีจิตบริสุทธิ์ขึ้น ความอาฆาตแค้นลดลงไปเรื่อยๆ
เมื่อกุศลที่คุณทำให้เค้าครบ   อโหสิกรรม จะเกิดขึ้นแน่นอน   










 

Create Date : 27 มกราคม 2553    
Last Update : 27 มกราคม 2553 18:17:25 น.
Counter : 412 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Aorn_N
Location :
เพชรบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Ciao, io sono Aorn. mi piace il molto scuba diving.

เราอร KU 57 , Fisheries 48 ค่ะ เกิด 1978 ค่ะ จะเรียก พี่ เรียก ป้า ก็ตามใจค่ะ อิอิ

ชอบและ สนใจ เป็นพิเศษ กรรมฐาน ปฏิบัติมาตั้งแต่จนปี ๒๕๔๑ ถึง ปัจจุบัน

กีฬาที่ชอบ ดำน้ำ scuba diving , ขี่ม้า

ภาพยนตร์ในใจ Spirited away ( 2001 Japanese animated film written and directed by Hayao Miyazaki)

นักเขียนที่ประทับใจ S.P. Somtow


แวะทักทายได้ที่ http://hatcheryorn.multiply.com

ตาม link ด้านล่างนะค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add Aorn_N's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.