มรดกโลกในญี่ปุ่น (4)


...เข้ามาอัพเดทกันหน่อย... ตอนนี้ญี่ปุ่นมีมรดกโลกเพิ่มขึ้นมาอีกสองแห่งสดๆร้อนเลยเมื่อมิ.ย.ที่ผ่านมานี่เองค่ะ รวมเป็น 16 แห่ง (ใน 18 จังหวัด) ช่างเยอะแยะมากมายเสียจริงทั้งๆที่ประเทศเค้าก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร

มีอะไรเพิ่มเข้ามาบ้าง...


...แห่งที่สิบห้า “ฮิราอิซุมิ - สิ่งปลูกสร้าง สวน และร่องรอยทางโบราณคดี อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา (平泉‐仏国土を表す建築・庭園
)” ชื่อยาวมากกกกก ตั้งอยู่ในจ.อิวาเตะ ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 2011 นี่เอง

สถานที่ที่ได้รับการบันทึกในหัวข้อนี้มีทั้งสิ้น 6 แห่งด้วยกัน


- วัด Chuson-ji (中尊寺) ที่ซึ่งรวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมสมัยเฮอันไว้มากมาย ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็น Golden Hall (金色堂) อาคารไม้ปิดทองทั้งหลัง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บศพของผู้นำตระกูล Fujiwara ที่มีอำนาจปกครองญี่ปุ่นทางตอนเหนือในช่วงศตวรรษที่ 12


- วัด Motsu-ji (毛越寺) ที่นี่มีการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ก็จริง แต่เข้าใจว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอาคารเดิมที่ได้ถูกเผาทำลายลง ส่วนของดั้งเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือ บ่อน้ำใหญ่และสวนโดยรอบที่ซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดของวัดนี้ สวนแห่งนี้มีบ่อน้ำใหญ่อยู่ตรงกลาง มีหินประดับ เกาะแก่ง และส่วนที่เป็นแหลมเป็นอ่าว เพื่อแสดงภาพ “สวรรค์ของชาวพุทธ”


- ซากวัดพระอวโลติเกศวร (観自在王院跡) ถูกเผาทำลายลง ปัจจุบันเหลือแค่ทุ่งหญ้า และบ่อน้ำเท่านั้น


- ซากวัดพระอมิตาภะ (無量光院跡) เป็นวัดที่สร้างจำลองวัด Byodo-in หนึ่งในมรดกโลกในเกียวโต แต่ถูกไฟไหม้ลงเหลือเพียงซากของกำแพงดินกับฐานของอาคารเท่านั้น


- เขา Kinkei-zan (金鶏山) ตั้งอยู่ระหว่าง วัด Chuson-ji และวัด Motsu-ji เล่ากันว่ามีไก่ทองคู่หนึ่งถูกฝังเอาไว้บนยอดเขาเพื่อปกป้องคุ้มครองเมืองฮิราอิซุมิแห่งนี้


- และร่องรอยพระตำหนัก Yanagino (柳之御所遺跡) ของตระกูล Fujiwara ที่มีอำนาจปกครองญี่ปุ่นแถบตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงศตวรรษที่ 12 ถึง 13

...มาถึงแห่งที่สิบหก แห่งสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด เพราะญี่ปุ่นยังยื่นขอขึ้นเป็นมรดกโลกอยู่อีกหลายที่ ...หมู่เกาะ Ogasawara (小笠原諸島) หมู่เกาะน้อยใหญ่ราว 30 เกาะในทะเลแปซิฟิค ห่างจากตัวเกาะฮอนชูของญี่ปุ่นออกมาประมาณ 1,000 ก.ม. ที่นี่ได้รับการบัันทึกเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 4 ของญี่ปุ่นในปี 2011


ในบรรดา 30 กว่าเกาะนี้ มีเพียง 2 เกาะเท่านั้นที่มีประชากรอาศัยอยู่ นั่นคือ...
เกาะ Chichi-jima (父島) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะ Ogasawara ตัวเกาะนี้ทั้งเกาะเป็นอุทยานแห่งชาติ มีประชากรอยู่ประมาณ 2,000 คน
และเกาะ Haha-jima (母島) เกาะนี้มีประชากรอยู่ไม่ถึง 500 คน มีถนนแต่ไม่มีขนส่งมวลชน

และมีเกาะอีก 2 เกาะที่มีคนอาศัยอยู่ชั่วคราว
เกาะแรกคือเกาะ Iou-tou (硫黄島) เป็นที่ตั้งฐานของกองกำลังป้องกันตนเอง ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปขึ้นเกาะ ยกเว้นคนที่ต้องการขึ้นไปกราบไหว้หลุมศพบรรพบุรุษ และช่างซ่อมต่างๆเท่านั้น
และเกาะ Minamitori-shima (南鳥島) เป็นเกาะเดียวของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของร่องน้ำลึกญี่ปุ่น และเป็นเกาะเดียวของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกทะเลแปซิฟิค เป็นที่ตั้งของสำนักงานอุตุนิยมวิทยา และกองกำลังป้องกันตนเองทางน้ำ

นอกนั้นก็เป็นเกาะสงบๆที่ไม่มีมนุษย์เข้าไปรบกวน

เนื่องจากหมู่เกาะ Ogasawara นี้ อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่มาก จึงทำให้มีสัตว์แปลกตามากมายจนได้ชื่อว่าเป็น “กาลาปากอสตะวันออก” เลยทีเดียว แต่ปัจจุบันสัตว์และพืชพันธุ์บนเกาะนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เพราะการนำเอาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และความเจริญเข้าไปในเกาะนั่นเอง


ธรรมชาติสดๆอย่างนี้ อยากให้มันยังคงเป็นของมันอย่างนี้ไปอีกนานเท่านาน

...ที่นี่ใช้เวลาเดินทาง 25 ช.ม.ครึ่ง ไปได้ทางเรืออย่างเดียว ! เมาเรืออย่างจขบ.นี่สงสัยจะไม่รอด > < แปะไว้ก่อนแล้วกัน m- -mอยากไปมากกกกกก แต่ใช้เวลาเดินทาง 25 ช.ม.ครึ่ง ไปได้ทางเรืออย่างเดียว ! เมาเรืออย่างจขบ.นี่สงสัยจะไม่รอด > < แปะไว้ก่อนแล้วกัน m- -m




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2554    
Last Update : 12 สิงหาคม 2554 21:06:45 น.
Counter : 843 Pageviews.  

The List of Sakura


ช่วงนี้อากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงรุนแรงมาก อุณหภูมิขึ้นๆลงๆต่างกันเป็น 10 องศา นี่ก็เค้าปลายเม.ย.แล้ว ซากุระก็โรยไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้สัมผัสอากาศแบบฤดูใบไม้ผลิเต็มๆซักที เฮ้อ...

บล็อควันนี้นี่จุดประกายมาจากที่ว่า ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ของสามีเคยเอารูปซากุระต้นยักษ์มาอวด เห็นซากุระต้นเดียวมาเดี่ยวๆดูน่าเกรงขาม มีมนต์ขลัง เหมือนมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่ ก็ลิสต์ไว้ในใจเลยค่ะว่า ต้องหาเวลาไปเห็นกับตาตัวเองให้ได้ อีกทั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ ห้อง @Japan ก็มีสมาชิกท่านหนึ่งนำภาพสวยๆของซากุระต้นเดี่ยวมาให้ชมกัน มันก็เลยคันไม้คันมือขึ้นมาน่ะค่ะ ^ ^

แต่ถ้าจะให้รวบรวมซากุระต้นเดี่ยวที่ขึ้นชื่อทั่วประเทศญี่ปุ่นแล้วล่ะก็.... 10 หน้าบล็อคก็คงจะไม่พอ เลยขอยกมาเฉพาะที่เด่นๆก็แล้วกันนะคะ


ซากุระสีชมพูเข้มเป็นจ.ที่มีซากุระ Big 5 ค่ะ ส่วนสีชมพูอ่อนเป็นจังหวัดอื่นๆที่มีซากุระอายุมากกว่า 1,000 ปีขึ้นไป

ซากุระต้นเดี่ยวที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศญี่ปุ่นนี่มีทั้งหมด 5 ต้นด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาใครพูดถึงซากุระต้นยักษ์ก็จะนึกถึงแค่ 3 ต้นเด่นๆเท่านั้น


Miharutaki-zakura (三春滝桜
) ในจ.ฟุกุชิมา สูง 12 เมตร มีอายุมากกว่า 1,000 ปี ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่นในปี 1922 น่าจะเป็นต้นที่มีชื่อเสียงและมีคนไปเยี่ยมเยือนมากที่สุดในยักษ์ใหญ่ 5 ต้นของญี่ปุ่น


Ishitokaba-zakura (石戸蒲ザクラ) ในจ.ไซตามะ สูง 14 เมตร มีอายุราว 800 ปี ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่นในปี 1922 และนี่เป็นซากุระต้นเดียวในโลกที่เป็นพันธุ์ผสมตามธรรมชาติระหว่าง Yama-zakura กับ Edohigan-zakura ที่ยังคงหลงเหลืออยู่


Yamataka Jindai-zakura (山高神代桜) ในจ.ยามานะชิ สูง 10.3 เมตร เป็นซากุระที่อายุมากที่สุดในญี่ปุ่น คือมีอายุอยู่ที่ราว 2,000 ปี ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนลำดับที่หนึ่งของญี่ปุ่นในปี 1922

...ซากุระอายุ 2,000 ปี อยากไปสัมผัสด้วยตาตัวเองกันบ้างมั๊ยคะ

นอกจากสามยักษ์ใหญ่ข้างต้น... ยังเหลืออีก 2 ต้นค่ะ ยักษ์ใหญ่ไม่แพ้กัน แต่ความน่าเกรงขามนี่...อาจจะต้องไปยืนยันด้วยตากันเอาเอง


Kariyado no Geba-zakura (狩宿の下馬桜) ในจ.ชิซูโอกะ มีอายุมากกว่า 800 ปี ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนพิเศษของญี่ปุ่นในปี 1952


และต้นสุดท้าย Usuzumi-zakura (薄墨桜) ในจ.กิฟุ มีอายุมากกว่า 1,500 ปี สูง 16.3 เมตร ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่นในปี 1922

ทีนี้ก็มาถึงซากุระอีก 7 ต้นที่มีอายุเกินพัน ถึงจะไม่ถูกจัดเป็น Big 5 แต่บางต้นนี่ก็ใหญ่ไม่ใช่เล่นๆเลยค่ะ


Isazawa no Kubo-zakura (伊佐沢の久保桜) ในจ.ยามางะตะ สูงถึง 16 เมตร มีอายุราว 1,200 ปี ถ้าดูจากกิ่งก้านสาขาที่มันแผ่ออกไปแล้ว ซากุระต้นนี้ก็ถือว่าเป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (東北) ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว ต้นนี้ยังเป็นต้นไม้ต้นแรกของจ.ยามางะตะที่ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่นอีกด้วย


ยังอยู่ที่จ.ยามางะตะค่ะ ซากุระต้นนี้ชื่อว่า Yakushi-zakura (薬師桜) สูงประมาณ 10 เมตร มีอายุมากกว่า 1,200 ปี ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของจ.ยามางะตะในปี 1955


ย้ายลงมาที่จ.นางะโนะค่ะ Jindai-zakura (神代桜) ในศาลเจ้า Suzakura-jinja (素桜神社) สูงประมาณ 12 เมตร มีอายุมากกว่า 1,200 ปี และอาจจะมากไปถึง 2,000 ปีเลยทีเดียว และก็ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่นในปี 1935


ที่นางะโนะอีกเช่นกันคะ Nakazone no Gongen-zakura (中曽根の権現桜) สูง 15 เมตร มีอายุราว 1,000 ปี ภายในลำต้นกลวง ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของจ.นางะโนะในปี 1967


ลำดับถัดไป Garyu-zakura (臥龍桜) ในจ.กิฟุ ซากุระต้นนี้มีความสูงถึง 20 เมตร ดูเผินๆเหมือนมีมากกว่าต้นเดียวอีกต่างหาก มีอายุมากกว่า 1,000 ปีค่ะ ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่นในปี 1973


Shidare-zakura (しだれ桜) ในหมู่บ้าน Okuyamada (奥山田) เมือง Okazaki (岡崎) จ.ไอจิ Shidare-zakura นี่เป็นซากุระพันธุ์หนึ่งที่กิ่งก้านของมันชี้พุ่งลงดิน ดูสวยงามไปอีกแบบ ส่วนซากุระต้นที่ว่านี้สูง 17 เมตร มีอายุราว 1,300 ปี ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของเมือง Okazaki ในปี 1963


มาที่ต้นสุดท้ายกันแล้วค่ะ Tarumi no Ozakura (樽見の大桜) ในจ.เฮียวโงะ ลำต้นสูงถึง 20 เมตร มีอายุมากกว่า 1,000 ปี เป็นซากุระที่มีอายุมากที่สุดในจ.เฮียวโงะ ได้รับการบันทึกเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่นในปี 1951 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการฟื้นบำรุงค่ะ เลยต้องล้อมกรงไว้อย่างที่เห็น

มีต้นไหนโดนใจกันบ้างมั๊ยคะ ถ้าจะไปชมปีนี้นี่ยังทันเป็นบางต้นนะคะ ส่วนจขบ.เองไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ไปเห็น ไปเยี่ยมเยือนกันเมื่อไหร่

...แต่ยังไงก็ต้องหาโอกาสไปให้ได้ค่ะ ^ ^




 

Create Date : 23 เมษายน 2553    
Last Update : 23 เมษายน 2553 9:02:42 น.
Counter : 603 Pageviews.  

ปีใหม่ญี่ปุ่น


ปาเข้ามาจะหมดเดือนอยู่แล้ว ยังจะมาพูดเรื่องปีใหม่อยู่อีก > < ประเทศพิธีรีตองเยอะ เรื่องก็ต้องแยะเป็นธรรมดาค่ะ

บางบ้านเคร่งมาก ทำตามประเพณีดั้งเดิมเป๊ะๆก็มี บางบ้านเอาแค่คร่าวๆพอเป็นพิธีเฉยๆก็มีไม่น้อย แล้วที่จะเขียนนี่ก็เอาเท่าที่ตัวเองรู้เท่านั้นนะคะ บางอย่างมันก็ยิบย่ิอยมากเกินนนนน ก็ข้ามๆไปบ้างแล้วกัน ...เนอะ

ปีใหม่ญี่ปุ่นก็เหมือนปีใหม่สากลทั่วไป คือ วันที่ 1 ม.ค.ของทุกปี และโดยทั่วไปแล้วช่วงที่ถือว่ายังอยู่ในช่วงปีใหม่ก็ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 7 ม.ค.
วันที่ 1 ก็เรียกว่า Ganjitsu (元日
) แปลว่าวันแรก ส่วนเช้าของวันแรก เค้าก็เรียกว่า Gantan (元旦)
ส่วนวันที่ 1 – 3 ม.ค. เค้าก็เรียกรวมว่า San ga Nichi (三が日)
และตั้งแต่วันที่ 1 – 7 ม.ค. (แต่ก่อนจะลากยาวถึง 15 ม.ค.กันเลย) เค้าก็เรียกว่า Matsu no Uchi (松の内) ...ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นจะประดับกิ่งสน หรือที่เรียกว่า Kadomatsu (門松) ไว้หน้าบ้านหรือหน้าร้านค้าต่างๆ เพื่อเป็นการอัญเชิญเทพเข้ามา ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเริ่มประดับกันหลังวันคริสต์มาส ก่อนวันที่ 28 ธ.ค.


ตัวอย่าง Kadomatsu ที่ประดับไว้ตามสถานที่ต่างๆ ตรงกลางก็จะเป็นไผ่ ประดับด้วยกิ่งสน และดอกไม้ประดับอื่นๆ

ช่วงปีใหม่ันี้ นอกจาก Kadomatsu แล้ว ก็ยังมีของประดับอื่นๆอีก เช่น

“มัดเชือกศักดิ์สิทธิ์ (しめ縄)” เป็นของประดับเพื่อเป็นการเชิญเทพเข้าบ้านเช่นกัน ช่วงเวลาในการประดับก็เช่นเดียวกับ Kadomatsu คือ ควรเริ่มประดับภายในวันที่ 28 ธ.ค. เพราะตัวอักษรคันจิของเลข 8 คือ รูปร่างเป็นลักษณะของการแผ่ขยายออกไป ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง ส่วนวันที่ 29 และ 30 ธ.ค. เป็นวันไม่ดี ถ้าไปประดับเอาวันที่ 31 ธ.ค.เลยก็ดูจะเป็นการผิดต่อเทพ ให้ท่านรีบมาแล้วก็รีบไป


“มัดเชือกศักดิ์สิทธิ์” ตามบ้าน


ส่วนตามศาลเจ้าก็จะขึ้น “มัดเชือกศักดิ์สิทธิ์” อันใหม่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ก็ยังมี “โมจิกระจก หรือ Kagami-mochi (鏡餅)” จะว่าเป็นของประดับก็ไม่เชิง ปกติก็จะใช้ถวายหิ้งพระหรือไม่ก็วางไว้ที่ “เวิ้งห้อง หรือที่เรียกว่า Tokonoma (床の間

ที่เรียกกันว่า “โมจิกระจก” ก็เพราะลักษณะของโมจินี้ไปคล้ายกับกระจกในสมัยโบราณ ซึ่งจขบ.ก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันค่ะว่ากระจกสมัยโบราณหน้าตามันเป็นยังไง

ช่วงเวลาในการเริ่มถวายหิ้งพระก็เช่นเดียวกับ “มัดเชือกศักดิ์สิทธิ์” แต่จะถวายจนถึงวันที่ 11 ม.ค.


ด้านบนโมจิประดับด้วยส้มพันธุ์ Daidai (ダイダイ) ซึ่งพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า “จากรุ่นสู่รุ่น”

เอาเรื่องของประดับกันพอหอมปากหอมคอ มาต่อกันที่กิจกรรมมากมายหลายหลากในช่วงปีใหม่นี้กันดีกว่า

“การทำความสะอาดครั้งใหญ่” ก็ทำนองเดียวกับการ “ล้างบ้าน” ในช่วงตรุษจีนของชาวจีน แต่ก็ไม่ได้กำหนดแน่นอนตายตัวว่าต้องเป็นวันสิ้นปีเท่านั้น ว่างวันไหน สะดวกเมื่อไหร่ ก็ค่อยๆทำกันไป เอาให้เสร็จก่อนต้อนรับปีใหม่เป็นใช้ได้

ธรรมเนียมการ “ส่งการ์ดปีใหม่” ซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมระดับชาติเลยทีเดียว 5555 เพราะอย่างตามร้านถ่ายรูปก็จะมีแคมเปญออกมาต่างๆนานาเกี่ยวกับการพิมพ์การ์ด ไปรษณีย์ก็ออกมาประกาศว่าให้ส่งการ์ดภายในวันนั้นวันนี้ (โดยปกติก็จะเป็นภายในวันที่ 25 ธ.ค. แล้วการ์ดของคุณจะไปถึงผู้รับในวันที่ 1 ม.ค.อย่างแน่นอน)

ส่วนการ์ดที่ใช้นี่ก็เป็นไปรษณียบัตรที่ทางไปรษณีย์ญี่ปุ่นจำหน่ายเพื่อใช้สำหรับทำการ์ดปีใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งก็จะเริ่มวางขายประมาณเดือนต.ค.

ส่วนหน้าการ์ดนี่ดีไซน์ได้ตามใจชอบ บางคนก็ทำการ์ดเรียบๆง่ายๆไม่มีอะไรหวือหวา บางคนก็เตรียมถ่ายรูปไว้สำหรับทำการ์ดกันเลยทีเดียว


ตัวอย่างการ์ดปีใหม่ของจขบ.เองค่ะ ^ ^

แต่อยากส่งก็ไม่ใช่ว่าจะเขียนอะไรส่งไปก็ได้นะคะ อย่าลืมว่าญี่ปุ่นนี่... ไม่ธรรมดา มีข้อควรระมัดระวังอยู่เหมือนกัน เท่าที่จขบ.รู้ก็คือ
คำว่า “ปีที่แล้ว” เค้าจะไม่ใช้คำว่า Kyonen (去年) เพราะคันจิตัวแรกของคำนี้มีความหมายว่า “การจากลา” เค้าจะใช้คำว่า Kyunen (旧年) หรือ Sakunen (昨年) แทน
คำว่า “อวยพรปีใหม่” “ต้อนรับปีใหม่” ที่เป็นคำสั้นๆคันจิ 2 ตัว เช่น Gasho (賀正), Geishun (迎春), Gashun (賀春) ...เหล่านี้ ก็ไม่ใช้สำหรับการ์ดที่ส่งให้ผู้ใหญ่

และถ้าเราได้รับการ์ดแจ้ง “ยกเลิกการอวยพรเนื่องจากไว้ทุกข์ (喪中欠礼)” แล้วล่ะก็ ...ก็เป็นการไม่สมควรที่จะส่งการ์ดไปให้กับคนนั้นๆในปีนั้น

แล้วถ้าเราได้รับการ์ดจากคนที่เราไม่ได้ส่งการ์ดไปให้ ถ้าอยากจะส่ง “การ์ดปีใหม่” ของเรากลับไปบ้างก็สามารถทำได้ ซึ่งก็เรียกว่า Kaeri Nenga (返り年賀) แต่ถ้าเลยวันที่ 7 ม.ค.ไปแล้วก็มักส่งเป็น “การ์ดเยี่ยมช่วงฤดูหนาว (寒中見舞い) แทน

กิจกรรมต่อมา “การตีระฆังในคืนวันสิ้นปี (除夜の鐘)” ซึ่งจะจัดขึ้นที่วัด เริ่มตีกันก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 31 ม.ค. เป็นจำนวน 108 ที (ตามจำนวนกิเลสทางโลกของมนุษย์) จขบ.เคยตื่นเต้นไปตีกับเค้าเหมือนกันเมื่อสมัยมาเรียนที่นี่ (นานนนนนนนมาแล้ว) ทางวัดให้ขึ้นไปตีได้คนละ 1 ครั้ง มาก่อนมีสิทธิ์ก่อน มีแจกเบอร์รอคิวกันด้วย ^ ^

โดยทั่วไปจะตีให้ครบ 107 ทีก่อนที่จะเข้าวันปีใหม่ ที่เหลืออีกหนึ่งทีก็จะไปตีเมื่อเลยเวลาเที่ยงคืนไปแล้ว

เข้ามาเช้าวันปีใหม่กันแล้ว...

ใครที่ศรัทธาแรงกล้า (จขบ.ตอนสมัยเรียนก็เคยแรงกล้ากับเขาด้วย) ก็ไป “Hatsu-moude (初詣)” กันต่อเลย ... Hatsu-moude คือการไปไหว้พระ (จะที่ศาลเจ้า ที่วัด หรือที่โบสถ์ก็ได้) ครั้งแรกของปี ญี่ปุ่นบางคนก็ตื่นข้ามคืนรอดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีด้วยเลย (บ้านช่องไม่ต้องกลับกันล่ะ)

แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่เค้าก็ทำกันแต่พอดี ใช่ว่าทุกคนจะไปตีระฆังข้ามคืนกันซะทั้งหมด ใช่ว่าทุกคนจะไป Hatsu-moude กันตั้งแต่ยังไม่สว่าง

โดยทั่วไป Hatsu-moude จะทำกันตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 3 ม.ค. จะไปวัดเดียว ศาลเจ้าเดียว หรือจะไปไหว้หลายๆแห่งก็ได้ ส่วนถ้าใครไปวัดหรือศาลเจ้าดังๆใหญ่ๆในวันที่ 1 นี่ก็รอกันจนอาจจะลืมไปเลยว่ามารออะไร 55


เข้าไปในศาลเจ้ากันแล้ว ก็ต้องล้างมือล้างปากกันก่อน ที่ถูกต้องก็คือ ใช้กระบวยตักน้ำด้วยมือขวา ล้างมือซ้าย เปลี่ยนมาถือด้วยมือซ้าย ล้างมือขวา จากนั้นก็ล้างปาก แล้วก็เทน้ำที่เหลือให้ไหลตามด้ามจับเพื่อเป็นการล้างกระบวย

เมื่อสามารถทะลุทะลวงเข้าไปถึงด้านหน้าศาลเจ้าได้แล้ว ก็ให้โยนเหรียญทำบุญก่อนการอธิษฐานขอพร จะให้เท่าไหร่นี่ไม่จำกัด บางคนเค้าก็โยนเหรียญ 5 เยน เพราะเสียงไปพ้องกับคำที่แปลว่า “การเชื่อมต่อกัน (ご縁)” หรืออาจจะให้ 45 เยน เพราะเสียงไปคล้ายกับคำที่แปลว่า “การเชื่อมต่อกันตลอดไป (始終ご縁

จากนั้นการไหว้ศาลเจ้าก็มีพิธีนิดนึง คือ จับเชือกตีระฆัง 3 ครั้ง คำนับ 2 ครั้ง ตบมือ 2 ครั้ง แล้วค่อยอธิษฐาน เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้วก็จบด้วยการคำนับอีก 1 ครั้ง

...จขบ.ทำไม่เคยถูกเลยค่ัะ 55


นี่ก็อีกแห่งหนึ่ง คนเยอะกว่าที่แรก รอคิวกันไม่ไหว เลยไปเข้าทางออกกันซะอย่างนั้น แต่เราไม่ได้ไปแทรกแถวเค้านะคะ เข้าไปไหว้อยู่ห่างๆเฉยๆ

ประดับบ้านแล้ว ทำกิจกรรมต้อนรับวันปีใหม่กันแล้ว ที่นี้ก็มาถึงเรื่องใหญ่ค่ะ .... เรื่องกิน

ในวันขึ้นปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจะทานอาหารชุดที่เรียกว่า “Osechi Ryori (おせち料理)” กัน

ในปัจจุบัน Osechi Ryori ก็จะเป็นอาหารที่ทำขึ้นมาแล้้วสามารถเก็บไว้ได้หลายวัน โดยจะเริ่มเตรียมกันไว้ก่อนวันปีใหม่ พอถึงวันปีใหม่แล้วจะได้ไม่ยุ่ง ไม่ใช่ว่าทุกคนได้พักผ่อนวันปีใหม่กันสบายใจ แต่คุณแม่บ้านต้องมาหน้ามันเข้าครัวอยู่คนเดียว

และแน่นอนค่ะ นอกจากอาหารนั้นๆจะสามารถเก็บไว้ได้หลายวันแล้ว อาหารชุดนี้ยังเต็มไปด้วยความหมายในการเริ่มต้นปีดีๆอีกด้วย


อย่างแรกเลยก็ตัวภาชนะที่นำมาใส่ Osechi Ryori จะมีลักษณะเป็นชั้นๆ หมายถึง ความสุขที่พอกพูน (แต่บ้านจขบ.ไม่มีเซ็ทที่ว่านี้ ก็ใช้ภาชนะธรรมดาไม่แตก ไม่บิ่น ไม่มีคราบ ...เท่านั้นเองค่ะ)

ส่วนตัวอาหาร หลักๆเลย คิดว่าบ้านไหนๆในญี่ปุ่นก็ต้องกินเจ้านี่รับวันขึ้นปีใหม่อย่างแน่นอน

... โมจิในน้ำซุป หรือที่เรียกว่า Zouni (雑煮) ค่ะ

ใน Zouni เค้าใส่อะไรกันบ้าง.... ก็ขึ้นอยู่กับภูมิภาคไหน จังหวัดไหน และ... บ้านไหน เพราะแต่ละที่ก็มี Zouni เป็นของตัวเอง แต่ที่แน่ๆคือ ในนั้นจะต้องมีโมจินอนลอยคออยู่


บ้านจขบ.กิน Zouni แบบจ.นีงาตะค่ะ เพราะแฟนเป็นคนที่นั่น ก็จะเป็น Zouni น้ำข้น มีเครื่องมากมายอย่างที่เห็น เมนูอื่นก็เอาโมจิมากินกับถั่วแดงต้ม หรือที่เรียกว่า O-Shiruko (お汁粉) ไม่ก็คลุกกับถั่วเหลืองบดผสมน้ำตาลที่เรียกว่า Kinako (黄粉)

ต่อมาก็เป็นพวกเครื่องเคียงต่างๆ เช่น


- Tatsukuri (田作り) ทำมาจากปลาแอนโชวี่ตากแห้ง กินเพื่อขอให้การเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์
- Kazunoko (数の子) หรือไข่ปลาเฮอร์ริ่ง กินเพื่อขอให้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง
- ถั่วดำ หรือ Kuro-Mame (黒豆) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า Mame ที่แปลว่า ขยันขันแข็ง และที่เป็นถั่วดำ ก็เพราะเค้าเชื่อกันว่าสีดำเป็นสีที่มีพลังปัดป้องสิ่งเลวร้าย
- รากโกโบทุบ (たたき牛蒡) กินเพื่อขอให้การเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์
- ปลาอัด Kamaboko (かまぼこ) สีขาวและสีแดง (ชมพู) เนื่องจากเป็นสีที่ใช้ในงานมงคล
- ไข่ม้วน เป็นตัวแทนของม้วนหนังสือในสมัยโบราณ หมายถึง ความรู้ที่พอกพูน
- เกาลัดหวาน หรือ Kuri-Kinton (栗金団) คันจิ ย่อมาจาก 黄金 แปลว่า ทอง นั่นก็หมายถึงความร่ำรวยเงินทองนั่นเอง
- สาหร่าย Kombu (こんぶ) เพราะเสียงใกล้เคียงกับคำว่า Yorokobu ที่แปลว่า ความยินดี
- ถั่ว Otafuku-Mame (お多福豆) ถั่วปากอ้าหรือ Sora-Mame (蚕豆) ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคำว่า Fuku แปลว่า “ความสุข” อยู่
- ของหมักน้ำส้มสายชูต่างๆ ซึ่งจะใช้ผักดิบหรือผ่านความร้อนนิดๆหน่อยๆ ไม่ใส่น้ำมัน เพื่อสุขภาพที่ดี

มาต่อที่ของปิ้งย่างค่ะ ก็เช่น
- ปลาสำลีทะเล หรือปลา Buri (ブリ) เนื่องจากเป็นปลาที่มีการพัฒนา เค้าไม่ได้เป็น Buri มาตั้งแต่เกิดนะคะ แรกเกิดเค้าชื่อว่า ปลา “Wakashi” โตขึ้นมาหน่อยก็กลายเป็น ปลา “Inada” ยาวขึ้นมาอีกนิดก็กลายเป็น ปลา “Warasa” ท้ายสุดเมื่อโตเต็มที่ถึงจะเรียกเค้าว่า “Buri”
- ปลาตะเพียนทะเล หรือปลา Tai () เนื่องจากเสียงไปคล้ายกับคำว่า “Medetai (めでたい)” ซึ่งแปลว่า “ความยินดี”
- กุ้ง เพื่อให้มีอายุยืนยาว เพราะหนวดที่ยาวและลำตัวคดงอของกุ้งแทนภาพของผู้สูงอายุนั่นเอง (แต่จขบ.ไม่อยากหลังคดงอนี่ไม่รู้จะกินอะไรแทนได้นะคะ)


แต่บ้านนี้ไม่กินปลา Buri ค่ะ แม่เค้าว่าเหม็นคาว แถมไม่กินกุ้งกันอีกต่างหาก แต่หันมากินปลาหมึกแทน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีความหมายว่าอะไรนะคะ

ต่อไปเป็นของต้มค่ะ


- แห้ว หรือ Kuwai (クワイ) เรียกเป็นภาษาไทยก็ความหมายไม่ดี เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นก็..... อย่าเรียกเสียงดังนักแล้วกันค่ะ > < แต่ในความหมายของชาวญี่ปุ่นแล้ว หน่อขนาดใหญ่ของแห้ว หมายถึง “การแตกหน่อ” “การประสบความสำเร็จ”
- รากบัว หรือ Renkon (レンコン) เนื่องจากมีรูให้มองผ่านทะลุไปได้ จึงหมายถึง “การมองการณ์ไกล”
- รากโกโบ (牛蒡) เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นรากโกโบด้วย
- เผือก หรือ Sato-imo (里芋) เนื่องจากเผือกมีหน่ออยู่รอบๆมากมาย แทนความหมายของ “การมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง”
- หอย Tokobushi (トコブシ) ลักษณะคล้ายหอยเป๋าฮื้อ (アワビ) แต่มีขนาดเล็กกว่า ตัวแทนของความโชคดี

นี่แค่คร่าวๆนะคะ ...บางบ้านมีมากมายกว่านี้เยอะ

ทำกิจกรรมดีๆก็แล้ว กินอาหารดีๆต้อนรับปีใหม่ก็แล้ว หวังว่าปีนี้จะมีอะไรดีๆตลอดทั้งปีนะคะ สา.....ธุ

... สุขสันต์วันปีใหม่ (ย้อนหลัง) ค่ะ ^ ^




 

Create Date : 20 มกราคม 2553    
Last Update : 20 มกราคม 2553 13:57:04 น.
Counter : 1985 Pageviews.  

มรดกโลกในญี่ปุ่น (3)


มาถึง 5 แห่งสุดท้าย จะได้ไปเริ่มเรื่องใหม่ซักที ^ ^

มรดกโลกแห่งที่สิบ “เหมืองเงินอิวามิและภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม (石見銀山遺跡とその文化的景観
)” ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี 2007 ซึ่งถือเป็นมรดกโลกน้องใหม่ล่าสุดของญี่ปุ่น


เหมืองเงินอิวามิตั้งอยู่ในจังหวัดชิมาเนะ เป็นเหมืองเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น รุ่งเรืองมากตั้งแต่ช่วงปลายสงครามกลางเมืองจนถึงต้นสมัยเอโดะ แต่ปัจจุบันได้ปิดเหมืองไปแล้ว

เหมืองเงินแห่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ในสมัยนั้นญี่ปุ่นสามารถถลุงแร่ได้ 200 ตันต่อปี (มาจากเหมืองอิวามิ 38 ตัน) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ 1 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก

โดยทั่วไปแล้ว เพื่อความบริสุทธิ์ของเงินจำเป็นจะต้องใช้ถ่านไม้เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับเหมืองเงินอิวามินี้ ได้มีการควมคุมและพัฒนาการทำเหมืองให้กระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ส่งผลให้แม้ในปัจจุบันพื้นที่ในแถบเหมืองก็ยังคงมีป่าไม้หลงเหลืออยู่

แห่งที่สิบเอ็ด “อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา หรือที่รู้จักกันในนาม โดมปรมาณู (広島平和記念碑)” ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี 1996


จากชื่อก็แน่นอนว่า อนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดฮิโรชิมา เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงผู้เคราะห์ร้ายที่เสียชีวิตลงจากน้ำมือของระเบิดปรมาณู Little Boy ในสงครามโลกครั้งที่สอง

อาคารแห่งนี้เดิมสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอแสดงสินค้าของฮิโรชิมา หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นหอส่งเสริมอุตสาหกรรมฮิโรชิมาก่อนที่จะถูกทำลายลง

8 โมง 15 นาที ของวันที่ 6 ส.ค. 1945 เครื่องบิน B-29 ชื่อ Enola Gay ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลงในฮิโรชิมา โดยมีเป้าหมายอยู่ที่สะพาน Aioi-bashi (相生橋) ทางตะวันตกของ “หอส่งเสริมอุตสาหกรรมฮิโรชิมา”

หลังจากที่ระเบิดถูกปล่อยลงมาเพียง 0.2 วินาที รังสีความร้อนที่มีพลังงานมากกว่าแสงอาทิตย์ถึงหลายพันเท่าก็แผ่กระจายออกไป อุณหภูมิพื้นผิวสูงถึง 3,000 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นเพียง 0.8 วินาทีก็เกิดแรงลมความเร็วมากกว่า 440 เมตรต่อวินาที ทำให้อาคาร “หอส่งเสริมอุตสาหกรรมฮิโรชิมา” ถูกเผาทำลายลงในเวลาเพียง 1 วินาทีเท่านั้น เหลือเพียงซากโดมตรงกลางเอาไว้

แล้วทำไมโดมถึงไม่ถูกทำลาย (?) คาดกันว่าน่าจะเนื่องมาจาก...
ตัวโดมได้รับรังสี Shock Wave จากด้านบนโดยตรง
ตัวโดมมีกระจกเป็นจำนวนมาก ทำให้แรงลมที่มาปะทะทะลุผ่านกระจกออกไป ความดันอากาศภายในตัวโดมจึงไม่สูงกว่าอากาศภายนอก
อีกทั้งหลังคาของตัวโดมทำด้วยแผ่นทองแดง ซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าโครงเหล็กของตัวอาคารที่ถูกทำลายลง เมื่อโดนรังสีความร้อนไปในช่วง 0.2 วินาทีแรก แผ่นทองแดงก็ละลายไปหมด เมื่อมีแรงลมปะทะตามมาลมก็ผ่านโดมไปได้ง่ายมากขึ้น

โดยปกติแล้ว ญี่ปุ่นจะขอเสนอชื่อสถานที่ใดๆขึ้นเป็นมรดกโลกนั้น ก็ต้องเข้าเงื่อนไขที่ว่า สถานที่นั้นๆต้องได้รับการคุ้มครองตามกฏหมายญี่ปุ่นด้วย เช่น ถ้าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลตามกฏหมายคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเสียก่อน แต่เนื่องจากอาคาร “โดมปรมาณู” นี้มีอายุการใช้งานเพียงไม่กี่ปี จึงไม่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ไม่สามารถยื่นขอขึ้นเป็นมรดกโลกได้ (จริงๆจะยื่นก็ได้ เพราะ UN ไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ ญี่ปุ่นสร้างเงื่อนไขของเค้าขึ้นมาเอง)

แต่เนื่องจากมีการล่ารายชื่อขอเสียงสนับสนุนการยื่นขอ “โดมปรมาณู” ให้ขึ้นเป็นมรดกโลกไปทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้ลงนามมากกว่า 1.65 ล้านคน รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้นำไปพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

มาถึงแห่งที่สิบสองค่ะ ยังอยู่กันที่ฮิโรชิมา “ศาลเจ้า Itsukushima Shrine (厳島神社)” ขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 1996


ศาลเจ้า Itsukushima ตั้งอยู่บนเกาะ Miyajima (宮島) เป็นศาลเจ้าหลักของ Itsukushima Shrine ที่มีอยู่ประมาณ 500 แห่งทั่วญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้นเชื่อว่า เกาะ Miyajima เป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าขึ้นที่นี่เพื่อใช้เป็นที่สักการะเทพเจ้า

สัญลักษณ์ของที่นี่คือ ประตู Torii ที่ตั้งอยู่ในทะเลบริเวณช่องแคบ Oono-seto (大野瀬戸) มีความสูง 16 เมตร ซึ่งสูงพอๆกับพระพุทธรูป Daibutsu ในนารา หนักประมาณ 60 ตัน เสาหลักทำมาจากไม้การบูรอายุ 500 – 600 ปี ที่เห็นนี่เป็นเสารุ่นที่ 8 แล้ว

ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “หนึ่งในสามทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น” อีก 2 แห่งก็คือ
หมู่เกาะ Matsushima (松島) ในจังหวัดมิยางิ มีเกาะน้อยใหญ่มากกว่า 260 เกาะ
และสันดอนทราย Amanohashidake (天橋立) ในเกียวโต ซึ่งมีความยาวถึง 3.6 ก.ม.

แห่งที่สิบสาม “เกาะ Yaku-shima (屋久島)” ในจังหวัดคาโงชิมะ ขึ้นเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 1993

เกาะ Yaku-shima เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองในจังหวัดคาโงชิมะ รองจากเกาะ Amami Ooshima (奄美大島) ส่วนพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกคิดเป็น 21 % ของพื้นที่เกาะ


เกาะนี้มีธรรมชาติที่หลากหลาย ตรงกลางเกาะมียอดเขา Miyanoura-dake (宮之浦岳) สูง 1,936 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในภูมิภาคคิวชู นอกนั้นยังมีภูเขาสูงในระดับ 1,000 เมตรขึ้นไปอีกหลายลูก จึงได้ชื่อว่าเป็น “แอลป์แห่งท้องทะเล”
เป็นพื้นที่ใต้สุดของญี่ปุ่นที่มีพื้นที่ชุ่มน้ำในระดับสูง มีฝนตก 35 วันต่อเดือน มีพืชพันธุ์ตั้งแต่พืชเขตอบอุ่นไปจนถึงพืชเขตหนาว
เป็นพื้นที่ใต้สุดของญี่ปุ่นที่มีหิมะตก โดยจะตกบนยอดเขาที่มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 5 องศา (ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิในซัปโปโรซะอีก)

มีต้นโจมงซีดาร์ ซึ่งเป็นสนซีดาร์พันธุ์ที่หาได้ในเกาะ Yaku-shima เท่านั้น ที่ได้ชื่อว่า “โจมงซีดาร์” ก็เนื่องมาจาก สันนิษฐานกันว่าต้นสนนี้มีมาตั้งแต่สมัยโจมงของญี่ปุ่น ปัจจุบันมีอายุมากกว่า 4,000 ปี และตอสนที่พบเห็นบนเกาะก็ว่ากันว่าเป็นตอสนที่เหลือจากการตัดไปสร้างปราสาทโอซากา


ทางตอนเหนือของเกาะ เป็นที่วางไข่ที่มีชื่อเสียงของเต่าหัวค้อน (Loggerhead turtle)


มีน้ำตกที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น
Toroki no Taki (トローキの滝) มีความสูง 6 เมตร เป็นหนึ่งในสองแห่งของน้ำตกในญี่ปุ่นที่ไหลลงสู่ทะเลโดยตรง (อีกแห่งคือน้ำตก Oshin-koshin no Taki ในฮอกไกโด)
Ooko no Taki (大川の滝) สูง 88 เมตร เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน Yaku-shima
Sempiro no Taki (千尋の滝) สูง 60 เมตร ตกจากผาหินแกรนิตขนาดใหญ่


ที่นี่ยังมีชื่อเสียงเรื่อง Onsen อีกด้วย อาบน้ำไป ชมทะเลไป ถ้าใครกล้าเปลือยก็เอาเลยค่ะ เต็มที่ !

มาถึงแห่งสุดท้ายแล้วค่ะ แห่งที่สิบสี่ “ปราสาทและสิ่งก่อสร้างอันเกี่ยวข้องกับอาณาจักรริวกิว (琉球王国のグスク及び関連遺跡群)” ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี 2000 แสดงถึงวัฒนธรรมริวกิวซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากทั้งจีนและญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยสถานที่ 9 แห่งซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะโอกินาวา


ส่วนที่เป็นปราสาทมีทั้งสิ้น 5 แห่งด้วยกัน
ร่องรอยปราสาท Shuri (首里城跡) ปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในราชวงศ์ริวกิวที่อยู่ในโอกินาวา
ร่องรอยปราสาท Nakijin (今帰仁城跡) ขุดพบเครื่องเคลือบดินเผาจากจีนและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก
ร่องรอยปราสาท Naka-gusuku (中城城跡) ตั้งอยู่บนเนินสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 160 เมตร เป็นปราสาทที่เหลือร่องรอยไว้มากที่สุด จากกำแพงหินเราสามารถมองเห็นทะเลจีนตะวันออก (East China Sea) และอ่าว Naka-gusuku ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคได้
ร่องรอยปราสาท Zakimi (座喜味城跡) มีการปรับปรุงซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ และซุ้มประตูหินก็ยังคงลักษณะเดิมเอาไว้
ร่องรอยปราสาท Katsuren (勝連城跡) ตั้งอยู่บนเนินเขาขนาบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิค


ส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่ปราสาท ได้แก่
สวน Shikina-en (識名園) อยู่ทางใต้ของปราสาท Shuri ศิลปะผสมระหว่างศิลปะจีนกับศิลปะโอกินาวา
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ Seifa-utaki (斎場御嶽) ศาลเจ้าชินโตของชาวริวกิว
ประตูหิน Sonohyan-utaki (園屋武御嶽) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้คือป่าหลังประตูหิน เป็นสถานที่ที่กษัตริย์จะต้องมากราบไหว้ก่อนออกเดินเรือเสมอ
และที่สุดท้าย สุสาน Tamaudun (玉陸) ใช้เป็นสุสานฝังพระศพของกษัตริย์ริวกิว

จบแล้ว เย้ๆๆๆๆๆๆ เหนื่อยมาก จะมีใครเข้ามาอ่านบ้างมั๊ยน้า...




 

Create Date : 15 มกราคม 2553    
Last Update : 15 มกราคม 2553 13:29:16 น.
Counter : 1289 Pageviews.  

มรดกโลกในญี่ปุ่น (2)


กลับมาแล้วค่ะ แอบแว่บไปเขียนบล็อคอื่นอยู่ตั้งนาน ^ ^

กลับมาที่มรดกโลกในญี่ปุ่นของเราต่อดีกว่า คราวที่แล้วลงมาถึงเกียวโตกันแล้ว ไปต่อกันด้วย...

มรดกโลกแห่งที่หก “มรดกทางวัฒนธรรมเมืองหลวงเก่านารา (古都奈良の文化財
)” ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี 1998 มีทั้งสิ้น 8 แห่งด้วยกัน


ใครมานาราก็ต้องแวะมาที่นี่ค่ะ วัด Todai-ji (東大寺)

อาคารหลักของวัดเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า Daibutsu (大仏)

Todai-ji ผ่านการซ่อมแซมหลายครั้งหลายครา ทั้งจากน้ำมือของแผ่นดินไหวและเหตุการณ์ไฟไหม้ อาคารหลักที่เราเห็นในปัจจุบันก็มีขนาดเพียง 2 ใน 3 ของอาคารเดิม ส่วนตัวองค์พระพุทธรูปเองก็เหลือส่วนดั้งเดิมแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น


วัด Kofuku-ji (興福寺) เป็นวัดซึ่งมีอิทธิพลมากในสมัยนั้น ที่รัฐบาลทหาร (โชกุน) ทั้งในสมัยคามาคุระและสมัยมุโรมาจิไม่สามารถเข้ามาควบคุมได้

เจดีย์ 5 ชั้นของที่นี่สูง 50.8 เมตร เป็นเจดีย์ไม้ที่สูงเป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่นรองจากเจดีย์ของวัด To-ji (東寺) ในเกียวโต


Kasuga-taisha Shrine (春日大社) ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะนารา เป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้า Kasuga อื่นๆในญี่ปุ่น


วัด Gango-ji (元興寺) แตกมาจากวัด Hoko-ji (法興寺) หรือเรียกอีกชื่อว่าวัด Asuka-dera (飛鳥寺) วัดทางพระพุทธศาสนาอย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกของญี่ปุ่น


วัด Yakushi-ji (薬師寺) เจดีย์ที่นี่สูงเพียง 3 ชั้นเท่านั้น แต่มีปีกหลังคายื่นออกมาถึง 6 ชั้น ปีกหลังคาที่สร้างเพิ่มขึ้นมาระหว่างชั้นนี่ก็เพื่อป้องกันลมฝน และหิมะ แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามนั่นเอง


วัด Toshodai-ji (唐招提寺) สร้างขึ้นโดยพระจีนนามว่า Jian Zhen อุโบสถหลังนี้เป็นอุโบสถเพียงแห่งเดียวที่สร้างขึ้นในสมัยนาราที่ยังคงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน (ส่วนอุโบสถของวัดอื่นๆไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอุโบสถมาตั้งแต่เริ่มแรก)


ร่องรอยพระราชวัง Heijo-kyu (平城宮) พระราชวังในเมือง Heijo-kyo (平城京) เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นในยุคนารา สร้างขึ้นเลียนแบบซีอาน เมืองหลวงแห่งราชวังถังของจีน เป็นร่องรอยทางโบราณคดีแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลก


ป่าธรรมชาติ Kasugayama (春日山原始林) ป่าศักดิ์สิทธิ์แห่ง Kasuga-taisha Shrine เป็นป่าที่ห้ามตัดทำลายมานานกว่าพันปี จึงทำให้ป่าธรรมชาติแห่งนี้แผ่ขยายถึงขีดสุด

แห่งที่เจ็ด “สิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาแห่งวัด Horyu-ji (法隆寺地域の仏教建造物)” ขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 1993


สิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาในบริเวณนี้มีทั้งสิ้นประมาณ 48 แห่ง สร้างขึ้นระหว่างปลายศตวรรษที่ 7 ถึงต้นศตวรรษที่ 8 บางแห่งถือเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งก่อสร้างในบริเวณนี้นอกจากจะมีค่าทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์แล้ว ยังเป็นตัวแสดงถึงประวัติของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนอีกด้วย

แห่งที่แปดค่ะ “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางแสวงบุญบนเทือกเขาคิอิ (紀伊山地の霊場と参詣道)” ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี 2004

มรดกโลกชิ้นนี้กินพื้นที่ 3 จังหวัดด้วยกัน คือ นารา, วาคายามะ และมิเอะ

มรดกโลกส่วนที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แบ่งออกเป็น 3 แห่ง

- แห่งแรก แถบ Yoshino-Oomine (吉野・大峯) ในจังหวัดนารา สถานที่ที่ขึ้นเป็นมรดกโลกในแถบนี้ คือ


ภูเขา Yoshino-yama (吉野山) สถานที่ชมซากุระที่มีชื่อเสียงมากมาตั้งแต่ยุคโบราณ
Yoshino Mikumari Shrine (吉野水分神社) ตั้งอยู่บนยอดเขา Aonega-mine (青根ヶ峰) ยอดเขาที่สูงที่สุดบนภูเขา Yoshino-yama ซึ่งยอดเขาแห่งนี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำ Yoshino-gawa (吉野川) ในจังหวัดนาราและวาคายามา
Kimpu Shrine (金峯神社) ศาลเจ้าเก่าตั้งอยู่ในส่วนลึกสุดของ Yoshino
วัด Kimpusen-ji (金峯山寺) เริ่มเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญในสมัยเฮอัน อาคารหลักของวัดนี้ถือเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในญี่ปุ่น รองจากอาคารไม้ของวัด Todai-ji ในนารา
Yoshimizu Shrine (吉水神社) เป็นศาลเจ้าประจำหมู่บ้านในสมัยนั้น
วัด Oominesan-ji (大峯山寺) บนยอดเขา Oomine ก่อตั้งโดย En no Ozunu (役小角) ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกาย Shugendo (修験道) และที่นี่สตรีไม่มีสิทธิ์ผ่านประตูเข้าไปค่ะ

- แห่งที่สอง ศาลเจ้าใหญ่ 3 แห่งใน Kumano หรือที่เรียกรวมว่า Kumanosan-zan (熊野三山) ในจังหวัดวาคายามา มีสถานที่ที่ขึ้นเป็นมรดกโลก คือ


Kumano Hongu Taisha Shrine (熊野本宮大社) ไม่ทราบปีที่ก่อสร้างอย่างแน่ชัด แต่ว่าสร้างขึ้นก่อนคริสตกาล เดิมศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Kumano-gawa แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 1889 ศาลเจ้านี้ก็ย้ายขึ้นมาอยู่บนเขาแทน และได้สร้างประตู Torii (鳥居) สูง 33.9 เมตร ไว้ ณ บริเวณศาลเจ้าเดิม ซึ่งเป็น Torii ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น
Kumano Hayatama Taisha Shrine (熊野速玉大社) หรือเรียกอีกชื่อว่า Shingu (新宮)
และ Kumano Nachi Taisha Shrine (熊野那智大社) ตั้งอยู่บนเขา Nachi-san (那智山)

ศาลเจ้า Kumano Shrine (熊野神社) ทั้ง 3 แห่งนี้ เป็นแหล่งกำเนิดชินโตสาย Kumano ซึ่งปัจจุบันมีศาลเจ้าสายนี้อยู่ทั้งสิ้นมากกว่า 3,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น


วัด Seiganto-ji (青岸渡寺) วัดในพุทธศาสนานิกาย Tendai (天台) บนเขา Nachi-san ในบริเวณเดียวกับ Kumano Nachi Taisha Shrine
น้ำตก Nachi no Taki (那智の滝) บนเขา Nachi-san หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียง 3 แห่งในญี่ปุ่น (อีก 2 แห่งคือ น้ำตก Kegon no Taki ในจ.โทจิงิ และน้ำตก Fukuroda no Taki ในจ.อิบารากิ)
วัด Fudarakusan-ji (補陀洛山寺) วัดในพุทธศาสนานิกาย Tendai ชื่อวัดนี้ตรงกับภาษาสันสกฤตที่ว่า “โปตาลกะบรรพต” เขาแห่งพระอวโลกิเตศวร
ป่าธรรมชาติ Nachi (那智原始林) ป่าของศาลเจ้า Kumano Nachi Taisha Shrine มีพันธุ์พืชแปลกๆหายากอยู่มากมาย

- แห่งที่สาม เขา Koya-san (高野山) ในจังหวัดวาคายามา มีสถานที่ที่ขึ้นเป็นมรดกโลก คือ


Niukanshobu Shrine (丹生官省符神社) สร้างขึ้นโดยพระ Kukai (空海) หรือ Kobodaishi (弘法大師) ผู้ก่อตั้งนิกายชินงอน (真言宗)
วัด Kongobu-ji (金剛峯寺) วัดหลักของนิกายชินงอน ในเขา Koya-san ดูแลวัดลูกอื่นๆราว 100 วัดในบริเวณเดียวกัน ซึ่งถือเป็น “เมืองวัด” ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ในญี่ปุ่น
วัด Jison-in (慈尊院) วัดในนิกายชินงอน เป็นประตูเข้าสู่เขา Koya-san
Niutsuhime Shrine (丹生都比売神社) ศาลเจ้าหลักของ Niutsuhime Shrine อื่นๆในญี่ปุ่น

มาต่อกันที่มรดกโลกส่วนที่เป็นเส้นทางแสวงบุญ


เส้นทาง Omine Okugake Route (大峯奥駈道) ระหว่างนาราและวาคายามา
เส้นทาง Kumano Sankei Route (熊野参詣道) แยกย่อยเป็นเส้น Iseji (伊勢路) จากศาลเจ้า Ise Jingu Shrine (伊勢神宮) ในจังหวัดมิเอะ, เส้น Nakahechi (中辺路) และ Oohechi (大辺路) ในจังหวัดวาคายามา, เส้น Kohechi (小辺路) ระหว่างจังหวัดนาราและวาคายามา และเส้น Kiiji (紀伊路) ระหว่างจังหวัดวาคายามาและโอซากา
เส้นทางสุดท้าย เส้นทาง Koyasancho-Ishi Route (高野山町石道) ในจังหวัดวาคายามา เชื่อมระหว่างวัด Jison-in กับเขา Koya-san

ใครศรัทธาแรงกล้า อยากจะเดินจาริกแสวงบุญตามเส้นทางเหล่านี้บ้างก็ได้นะคะ เพียงแต่ต้องข้ามเขาหลายลูกหน่อย ^ ^

มาถึงมรดกโลกในญี่ปุ่นแห่งที่เก้า “ปราสาท Himeji (姫路城)” ในจังหวัดเฮียวโกะ ที่นี่ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี 1993


ปราสาท Himeji ได้รับการขนานนามว่า “ปราสาทนกกระสาขาว (Hakuro-jo: 鷺城)” ซึ่งก็มีที่มาจากการที่ว่า ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บน “เขานกกระสา (Sagi-yama: 鷺山)” อีกทั้งผนังของปราสาทก็เป็นสีขาวสว่างตา ในบริเวณนี้ยังมีนกกระสาขาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และท้ายสุด ..เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับปราสาท Okayama ที่มีผนังปราสาทเป็นสีดำ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ปราสาทนกกา (U-jo: 烏城

ปราสาท Himeji เป็นตัวอย่างแม่แบบของปราสาทญี่ปุ่นที่สมบูรณ์ เริ่มสร้างในปี 1346 แต่ก็มีการโอนย้ายเปลี่ยนมือ ต่อเติม เสริมแต่ง ซ่อมแซมกันมาเรื่อย จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปี 1618

เฮ้อ.. ใกล้จบแล้วค่ะ เหลืออีก 5 แห่งเท่านั้น ขอจขบ.พักหน่อยนะคะ ^ ^




 

Create Date : 14 มกราคม 2553    
Last Update : 10 มีนาคม 2553 17:02:00 น.
Counter : 1571 Pageviews.  

1  2  

HappyToBeMe*
Location :
Shizuoka Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เรียนเอกญี่ปุ่น ทำงานบริษัทญี่ปุ่น แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น บางช่วงก็เกลียดญี่ปุ่นเข้าไส้ บางช่วงก็รักใจจะขาด ไม่นึกว่าญี่ปุ่นจะมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตมากมายขนาดนี้เลยนะเนี่ย

เพื่อการอ่านหน้าบล็อคให้ได้ตามความตั้งใจของจขบ. ลองดาว์นโหลดฟอนต์ดู ที่นี่ เลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณ iannnnn มากๆที่สร้างสรรค์ฟอนต์สวยๆให้ได้ใช้กันนะคะ

**สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพ และ ข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุดนะคะ**

New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HappyToBeMe*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.