เที่ยวญี่ปุ่น 3 จังหวัด ...ก่อนกลับไทย (อิวาเตะ)


วันนี้เราขับรถพุ่งตรงขึ้นเหนือไปจ.อิวาเตะกันค่ะ ...ไปเที่ยววัดกัน

วัดที่จะพาไปนี่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกแห่งล่าสุดของญี่ปุ่นค่ะ เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนไปเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมานี่เอง ...แต่ ณ วันที่เราไปนั่นยังอยู่ในขั้นตอนการเสนอชื่ออยู่เลย ชื่อที่ได้รับการขึ้นทะเบียนคือ “อาคาร สวน ซากทางโบราณคดีที่แสดงความเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนาใน Hiraizumi” ...ยาวมากกกกกก

วัดแรก Chuson-ji Temple ที่นี่มีงานศิลปะสมัยเฮอันมากมายที่ได้รับการขึ้นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น


อาคารที่ขึ้นชื่อที่สุดภายในวัดแห่งนี้คือ Golden Hall หรือ Konjiki-do อาคารไม้ปิดทอง ...ตั้งอยู่ในอาคารคอนกรีตในรูปนี้อีกที

ไม่ใช่เพียงได้รับการเก็บรักษาไว้ในอาคารคอนกรีตนี้เท่านั้น แต่ยังมีตู้กระจกกั้นระหว่างนักท่องเที่ยวกับตัว Golden Hall อีกด้วย ...และห้ามถ่ายรูปค่ะ เลยได้มาแต่รูปภายนอกอาคารแค่นั้น

Golden Hall นี้เป็นอาคารไม้ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ปีดทองทั้งหลัง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บศพของผู้นำตระกูล Fujiwara ที่มีอำนาจปกครองญี่ปุ่นทางตอนเหนือในช่วงศตวรรษที่ 12 และเป็นอาคารที่มีการตกแต่งอย่างละเอียดประณีตมากเลยทีเดียวค่ะ


บริเวณอื่นๆภายในวัด ...ภาพบนคืออาคารอุโบสถหลังปัจจุบัน ส่วนภาพล่างเป็นหอพระไตรปิฎกค่ะ


ส่วนนี่เป็นเวทีแสดงละครโนกลางแจ้ง

และวัดอีกแห่งที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกเช่นกัน ...วัด Motsu-ji ที่นี่มีซากอาคารวัดเก่าแก่มากมาย แต่เป็นแค่ซากจริงๆนะคะ เหลือแค่เสา หรือตอเตี้ยๆเท่านั้น


อาคารอุโบสถหลังปัจจุบันที่สร้างขึ้นมาใหม่


บ่อน้ำใหญ่ภายในวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรก ซากวัดโบราณก็อยู่รอบๆบ่อน้ำนี้นี่แหล่ะค่ะ

เที่ยวกันพอหอมปากหอมคอ กลับไปที่มิยางิดีกว่า เพราะเรายังต้องพักค้างคืนที่นี่กันอีกหนึ่งคืนค่ะ


เที่ยวทิ้งท้ายก่อนหมดวัน ...บริเวณ Matsushima สมกับที่ชื่อ “เกาะสน” จริงๆ เพราะมีต้นสนเต็มไปหมด

บริเวณนี้ได้รับผลกระทบจากทสึนามิไม่ร้ายแรงเท่าบริเวณอื่นๆใกล้เคียงกัน เนื่องจากความที่มันเป็นอ่าว แล้วก็มีเกาะน้อยใหญ่อยู่มากมาย เลยลดระดับความรุนแรงของทสึนามิไปได้มากทีเดียว ...แต่ก็ไม่รู้เนอะ ไอ้ที่เค้าว่าโดนไม่เท่าไหร่เนี่ย สภาพจริงๆจะเป็นยังไง


Godaido ...นี่เป็นอาคารที่เรากังวลมากที่สุดว่ามันคงพังทะลายลงจากน้ำมือของทสึนามิอย่างแน่นอน เพราะว่าตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆริมฝั่งเลย

...แต่อาคารอายุหลายร้อยปีนี้กลับไม่เป็นอะไรเลยค่ะ (ดีใจแทบกระโดด) มีแต่โคมไฟหินสองต้นหน้าอาคารเท่านั้นที่พังลง ตัวอาคารยังอยู่ดีเหมือนเดิม ...ไม่น่าเชื่อ


มามิยางิ ต้องมากินลิ้นวัวค่ะ อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ อร่อยมากกกกกกกก


ลาทริปนี้ด้วยภาพนี้แล้วกัน วิวสวยๆ ธรรมชาติงามๆของญี่ปุ่นค่ะ ^ ^




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2554 18:42:23 น.
Counter : 1443 Pageviews.  

เที่ยวญี่ปุ่น 3 จังหวัด ...ก่อนกลับไทย (มิยางิ)


มาพักที่บ่อน้ำพุร้อน ก็ต้องทำตัวให้ชิลล์ๆสมกับสถานที่กันซักหน่อย ตื่นเช้ามาเดินเล่นต๊อกแต๊ก ไม่มีใครเค้าใส่ยูกาตะออกมาเดินกันเลย มีอีต่างชาติหัวดำคนนี้คนเดียวนี่ล่ะ


ดอกไม้งามๆแถวที่พัก ...ท้องห้าเดือนกับชุดยูกาตะนี่เป็นอะไรที่อึดอัดมาก

จากที่พักยังต้องขับรถวกวนขึ้นเขาไปอีกหน่อยกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางของวันนี้ แต่ว่าคุ้มแน่นอน !


ถึงแล้วค่ะ Okama (หรือ หนองน้ำห้าสี) เดินจากที่จอดรถไม่ไกลเลย หน้าร้อนจริง แต่อากาศบนนี้เย็นสบายมากๆ

ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเทือกเขา Zao แต่เค้ากั้นคอกเอาไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมได้อย่างถึงเนื้อถึงตัว เพราะภูเขาไฟแห่งนี้ยังไม่สงบ แถมถ้ามีความร้อนปะทุขึ้นมา น้ำในทะเลสาบก็จะเดือดปุดๆอีกด้วย และอีกอย่าง หินสีเหลืองสวยงามนี่ก็เป็นเพราะแร่กำมะถันจากภูเขาไฟทั้งนั้น นั่นก็แสดงว่าน้ำในทะเลสาบก็มีค่าความเป็นกรดสูงไม่ใช่เล่น เห็นสวยๆอย่างนี้ น่ากลัวไม่น้อย...

หน้าร้อนอาจจะเหมาะที่สุดที่จะมาเที่ยวที่นี่ เพราะพอหน้าหนาวหิมะก็จะตก จริงๆก็ดูสวยงามไปอีกแบบ แต่ก็คงอันตรายน่าดูถ้าต้องขับรถขึ้นมาเอง แถมลมบนนี้ค่อนข้างแรงมากด้วยค่ะ ถ้าเจอหนาว + ลมเข้าไปอีกคงไม่ไหว


ช่วงที่อากาศไม่ดี ที่นี่จะมีหมอกลงเต็มไปหมด เค้า (ใคร ?) ว่าว่ามันจะมองไม่เห็นอะไรเลย ก็เลยต้องมีไม้สูงๆปักไว้บอกทาง


บนพื้นที่ที่มีแต่หิน ต้นไม้เตี้ยๆ แต่ก็ยังมีดอกไม้สวยๆให้ได้ชมกันประปรายค่ะ


น้ำตกระหว่างทางมุ่งหน้าออกจาก Zao ...มีแนะนำอยู่ในหนังสือนำเที่ยวด้วย ไอ้เราก็นึกว่าจะใหญ่กว่านี้ซะอีก > <


มาถึงเซนได ก็ต้องมากินของขึ้นชื่อค่ะ นั่นคือ ... Zunda (ซุนดะ) หรือถั่วแระบด อย่างแรกที่ได้ลิ้มลองคือ Soft cream zunda …ยังไงชาเขียวก็ยังชนะเลิศนะ อีกอันคือ Zunda Mochi คือถั่วแระบดราดมาบนโมจินั่นเอง อันนี้อร่อยดี มาแถวนี้ อย่าลืมแวะมาลองกันนะคะ

หลังจากแวะกินของคาว (ที่เราไม่พูดถึง) กับของหวานกันเรียบร้อยแล้ว ก็เดินหน้าเที่ยวต่อกันเลย


เรามุ่งหน้าตรงไปยังวัด Zuigan-ji ริมอ่าว Matsushima


วัดแห่งนี้มีสถานที่แปลกตาก็คือ หินที่ถูกเจาะเป็นห้องสี่เหลี่ยมๆนี่แหล่ะค่ะ เค้าว่ากันว่าเป็นที่เก็บเถ้ากระดูก แต่คนใกล้ตัวเราบอกว่า เป็นที่นั่งบำเพ็ญเพียรของพระสมัยก่อนกันด้วย ...ไม่รู้ว่าไงแน่ รู้แต่ว่าเค้าช่างเจาะได้เจ๋งมากๆ เหลี่ยมเป๊ะ แถมมีบางส่วนที่ทำเป็นสองชั้น มีบันไดหินขึ้นไปอีกต่างหาก สุดยอด


ส่วนอาคารอุโบสถอายุหลายร้อยปีนี่ไม่เหลือแล้วค่ะ จากภัยทสึนามินี่ผ่านมา T ^ T

ชมวัดแปลกตากันไปแล้ว ก็ต้องไปหาจุดชมวิวสวยๆของอ่าว Matsushima กัน ...อ่าว Matsushima นี้มีเกาะน้อยใหญ่ราว 260 เกาะ ถือเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์งดงามติดอันดับ 1 ใน 3 ของทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น (อีกสองที่คือ Ama no Hashidate (天橋立
) ในเกียวโต เป็นแนวสันทรายยาวในอ่าว Miyazu อีกแห่งหนึ่งคือ เกาะ Miyajima ในฮิโรชิมา)


นี่ค่ะ วิวจากมุมสูง ...คือมันมีจุดชมวิวหลายจุดมาก และจุดนี้ก็ไม่ใช่จุดที่สวยที่สุด เลยได้มาเท่าเนี้ยอ่ะค่ะ

...จบแล้วสำหรับทริปวันนี้ พรุ่งนี้ขึ้นเหนือไปจ.อิวาเตะกันค่ะ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2554 18:37:00 น.
Counter : 821 Pageviews.  

เที่ยวญี่ปุ่น 3 จังหวัด ...ก่อนกลับไทย (ยามางาตะ)


นี่ก็กลับไทยมาได้จะ 6 เดือนเต็ม กำลังจะกลับไปญี่ปุ่นอีกรอบอยู่แล้ว ถึงเพิ่งจะมีเวลามาอัพบล็อกเที่่ยวญี่ปุ่นกะเค้าบ้าง ...จริงๆจะว่ามีเวลาก็ไม่เชิง แต่มันมีแรงกระตุ้นมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวกับสึนามิที่เพิ่งเิกิดไปเมื่อวันศุำกร์ที่ 11 ที่เพิ่งผ่านมา จะอะไรน่ะเหรอคะ ก็เราเพิ่งไปเที่ยวแถวนั้นมาน่ะซิ ยังคุยกับที่รักอยู่เลยว่า ...ถ้าลูกเดินได้เมื่อไหร่จะพามาเดินเล่นแถวนี้ ...แต่ตอนนี้ ไม่มี “แถวนี้” ให้เดินเล่นอีกแล้ว

ยิ่งเพิ่งไปมา ก็ยิ่งไม่อยากจะคิดจินตนาการว่าสถานที่สวยๆแถวนั้น ผู้คน ร้านค้าบริเวณนั้นเค้าจะเป็นยังไงกันบ้าง ...ส่วนเราน่ะเหรอ ก็ทั้งเศร้า ทั้งสงสาร ทั้งช็อค ไม่อยากเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ เลยอยากจะเขียนเก็บความทรงจำของสถานที่เหล่านั้นเอาไว้ซักหน่อย

ครั้งนี้เราไปมา 3 จังหวัดด้วยกันค่ะ ก็มี ยามางาตะ มิยางิ แล้วก็อิวาเตะ ...ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ คนไทยอาจจะไม่คุ้นชื่อจังหวัดเหล่านี้ซักเท่าไหร่นัก แต่สองจังหวัดหลังนี่ตอนนี้คงได้ยินได้ฟังจากข่าวกันทุกวัน ...ทีแรกมีแพลนว่าจะไปฟุกุชิมาด้วย แต่ก็ยกเลิกก่อนเดินทางเพียงไม่กี่วัน เพราะกลัวคนท้อง 5 เดือน (ณ ตอนนั้น) จะเหนื่อยซะก่อน


เราไม่ได้ไปจากชิซูโอกะโดยตรงค่ะ แต่แวะไปรับพ่อแม่สามีที่นีงาตะก่อน


คณะเราแวะเที่ยวกันที่วัด Yamadera ในจ.ยามางาตะกันก่อน แล้วถึงจะลงไปเที่ยวทะเลสาบปิดปากปล่องภูเขาไฟ Zao Okama แล้วค่อยขับขึ้นเหนือกันค่ะ
...ถ้าใครมาจากโตเกียว ก็วิ่งทางด่วน Tohoku ตรงขึ้นมาได้เลย จากนั้นก็แล้วแต่เลยว่าจะแยกซ้ายเข้ายามางะตะ หรือจะแยกขวาเข้าเซนได (มิยางิ) ...แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสภาพเซนได ณ ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง แต่ก็คงบอบช้ำน่าดู หรือจะพุ่งขึ้นเหนือไปอิวาเตะก็ได้

...คราวนี้เป็นการเที่ยวทิ้งท้ายของเราก่อนกลับไปคลอดลูกที่เมืองไทย คุณสามีเลยอยากพาหนีร้อน ขึ้นไปเที่ยวอากาศเย็นๆทางเหนือ อากาศเย็นสบายจนลืมเหนื่อย บางวันตอนเที่ยวก็ไม่เหนื่อย แต่พอกลับมาที่พักก็นอนไม่หลับซะงั้น อาการมันเพิ่งออก นอนหายใจไม่ทันอยู่หลายคืน บางที่ก็เที่ยวกันสมบุกสมบันมากเกินไป ...ไม่เหมาะกับคนท้องเท่าไหร่เลยจริงๆ - -“


ที่แรกของทริปนี้... วัด Yamadera (山寺) ในจ.ยามางาตะค่ะ

...วัดแห่งนี้รู้จักกันโดยทั่วไปในนาม “Yamadera” แปลตรงตัวว่า “วัดในขุนเขา” ซึ่งก็อยู่ในเขาสมชื่อ แต่ชื่อจริงๆของที่นี่ คือ Risshaku-ji Temple (立石寺) มีอายุราวๆพันกว่าปีแล้ว


Matsuo Basho กวีเอกคนหนึ่งของญี่ปุ่น ผู้มีชื่อเสียงทางด้านการแต่งบทกวีไฮคุ ก็เคยเดินทางมาที่นี่เช่นกัน


ปากทางขึ้นเขาค่ะ จากจุดนี้ไปมีบันไดรอเราอยู่ถึง 800 กว่าขั้น ...ซึ่งก็ไม่มีใครบอกกันก่อนบ้างเลย เดินๆไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงซะที ดีที่อากาศไม่ร้อนมาก แตุ่ถ้ารู้มาก่อนจะไม่แบกลูกในท้องขึ้นไปด้วยแน่ๆ


ระหว่างทางขึ้นเขา


มาถึงกลางทางแล้วค่ะ


ศาลาหลังนี้เป็นหอพระไตรปิฎก และเป็นสัญลักษณ์ของ Yamadera แห่งนี้ด้วย ...อยู่สูงมาก เห็นภูเขาอยู่ลิบๆเลย


...มาถึงแล้วค่ะ จุดสูงสุดของวัดแห่งนี้ เดินไปพักไปก็พอไหวอยู่นะ


หอเจดีย์สามชั้นขนาดเล็ก ...เล็กมากกกกจริงๆ ได้รับการบันทึกเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ” ของญี่ปุ่น


ขึ้นมาขนาดนี้ก็ต้องไม่พลาดวิวจากมุมสูงด้วยนะคะ ...ญี่ปุ่นนี่มีภูเขาเยอะจริงๆ

ขึ้นมาสูงขนาดนี้ก็อยากจะดื่มด่ำบรรยากาศข้างบนนี่ให้คุ้มซักหน่อย แต่ฟ้าฝนก็ดันไม่เป็นใจเอาซะเลย ตกลงมาไล่พวกเราซะงั้น แต่ไล่แล้วจะไปไหนได้ ได้แต่ติดแง็กอยู่ที่ศาลาชมวิวเนี่ยแหล่ะ ...แล้วแม่พระก็มาโปรดค่ะ ไม่ใช่ใครที่ไหน แม่ของสามีเนี่่ยแหล่ะ แกเดินขึ้นไปถึงชั้นบนสุดก่อนใคร แล้วก็ลงไปรอทุกๆคนที่รถเรียบร้อยแล้ว พอฝนตกแกก็เลยซื้อร่มจากด้านล่าง เดินขึ้นมาหาทุกๆคนข้างบนอีกที ...มือถือไม่มีสัญญาณ คุณแม่เลยต้องเหนื่อยปีนบันได 800 กว่าขั้นเป็นรอบที่สอง คนแก่อายุ 70 กว่าๆ เดินขึ้นเดินลงเขาแห่งนี้สองรอบในครึ่งวัน นับถือจริงๆ

...เย็นวันนั้นเราขับข้ามจังหวัด เข้าไปพักในจ.มิยางิ บริเวณบ่อน้ำพุร้อน Zao Onsen (蔵王温泉) ค่ะ


หลังจากทำตัวชิลล์ๆแช่บ่อน้ำร้อนของทางโรงแรมเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาของมื้อเย็นค่ะ

...พรุ่งนี้ไปต่อกันที่ทะเลสาบปิดปากปล่องภูเขาไฟ Zao Okama (蔵王のお釜) กันนะคะ




 

Create Date : 22 มีนาคม 2554    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2554 18:22:37 น.
Counter : 1026 Pageviews.  

เที่ยวเล่นคาบสมุทรอิซุ... มันร้อนจริงๆ


เดือนสิงหาคม... ที่ญี่ปุ่นนี่มีวันหยุดยาวช่วงกลางเดือนกับเค้าอยู่ เรียกว่า ช่วง Obon ค่ะ เด็กๆปิดเทอม ผู้ใหญ่หยุดงาน ก็ต้องหาเรื่องเที่ยว ไม่ก็พากันกลับถิ่นฐานบ้านเกิด

แต่จขบ.เองไม่มีวันหยุดโอบ้งกับเค้าก็เลยต้องหาเรื่องไปเที่ยวกันก่อน ไม่อย่างนั้นคงต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวเป็นแน่

เราไปเที่ยวคาบสมุทรอิซุกันมาค่ะ ...จขบ.ได้มีโอกาสไปเที่ยวคาบสมุทรนี้ไม่บ่อยแต่เนื่องๆ ขับรถจากบ้านไปเพียงแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึง แต่ที่ไม่เข้าใจมานาน ไม่เข้าใจมาตลอด ก็คือ... ทั้งๆที่ตัวคาบสมุทรอิซุอยู่ในเขตจ.ชิซูโอกะ แต่ทำไมหมู่เกาะอิซุถึงได้ตกไปเป็นของโตเกียว

จริงๆคนข้างตัวก็เคยเล่าให้ฟังแล้วล่ะค่ะว่า มันน่าจะเนื่องมาจากการจัดสรรงบประมาณการปกครองพัฒนาพื้นที่ โตเกียวเป็นเมืองใหญ่ย่อมได้งบประมาณที่สูงกว่า สามารถดูแลเกาะเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง ผิดกับจังหวัดเล็กๆอย่างชิซูโอกะเรา ...ถึงจะเข้าใจ แต่มันก็น่าน้อยใจ เลยไม่อยากทำความเข้าใจ 555

...แล้วเจ้าคาบสมุทรอิซุที่ว่านี่มันอยู่แถวไหนกัน


คาบสมุทรอิซุตั้งอยู่ระหว่างจ.ชิซูโอกะกับจ.คานางาวะ

...แต่ก่อนตอนที่ญี่ปุ่นยังไม่เป็น “ประเทศญี่ปุ่น” เหมือนทุกวันนี้ คาบสมุทรแห่งนี้ก็ไม่ได้เ็ป็นส่วนหนึ่งของเกาะฮอนชู เกาะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนี้เช่นกัน แต่เป็นเพียงแค่เกาะที่ลอยลำอยู่ในทะเลฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่เนื่องจากเปลือกโลกของเรามีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เลยพาเอาเกาะแห่งนี้มาติดกับตัวเกาะฮอนชู เมื่อแผ่นเปลือกโลกสองแผ่น (แผ่นฟิลิปปินส์กับแผ่นอเมริกาเหนือ) มาชนกัน ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นบ่อยครั้ง เกิดน้ำแร่ร้อนพุ่งออกมาจากใต้พื้นโลก ...ทำให้อิซุกลายเป็นแหล่งอนเซนที่ดีและมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

...ว่ากันว่าอีกหน่อย (จริงๆก็ยังอีกนานนนนน) ฮาวายก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเกาะฮอนชูนี่เช่นกัน แต่กว่าวันนั้นจะมาถึง เราก็คงไม่อยู่กันแล้วล่ะ

เกริ่นกันพอหอมปากหอมคอ ไปเที่ยวอิซุกันดีกว่าค่ะ ^ ^/


ตามธรรมเนียมปฏิบัติของจขบ. ต้องมีแผนที่กันก่อนนิดนึง ครั้งนี้จขบ.จะพาไปเที่ยวอิซุตะวันออกกันค่ะ

จากฝั่งโตเกียว ขับรถมาก็ขึ้นทางด่วน Tomei มาลงที่ Hadanonakai (秦野中井
) IC ถ้ารถไฟก็มาลงที่ Atami (熱海) แล้วก็ต่อรถไฟท้องถิ่นสาย Izu-Kyuko Line (伊豆急行線) เที่ยวอิซุฝั่งตะวันออกกันได้เลย
จากฝั่งโอซากา ขับรถมาก็มาลงทางด่วน Tomei ที่ Numazu (沼津) IC ถ้าเป็นรถไฟก็ต้องมาต่อที่สถานี Atami เช่นกันค่ะ

ที่เที่ยวในบล็อคนี้นี่จขบ.ไม่ได้ไปรวดเดียวหมดภายในทริปเดียวนะคะ อย่างที่บอกว่ามีโอกาสได้ไปเรื่อยๆ เลยเอามารวบรวมให้ได้อ่านกันดีกว่า


ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นหน้าร้อนค่ะ เลยเอาฟูจิซังหน้าร้อนมาฝากกันก่อน ไม่มีหิมะเลยยยยยยย เหงาๆแปลกๆ

เอาล่ะ.. ออกเที่ยวกันเลยดีกว่า คาบสมุทรแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายจริงๆ แต่เอาแค่เท่าที่จขบ.เคยไปนะคะตามแผนที่เลยแล้วกัน...จากบนลงล่าง เราขับรถไปกันจากชิซูโอกะ ปกติมาแถวนี้ก็จะมาพักกันที่บ้านพักสวัสดิการบริษัทของสามีแถวๆที่ราบสูงอิซุ


หน้าตาที่พักค่ะ ...เงินทองไม่รั่วไหล ^ ^ มีอนเซนอยู่ในที่พัก ได้อย่างเสียอย่าง คือเราเลยไม่ได้ออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศอนเซนมีชื่ออื่นๆกันเลย

เริ่มจากแห่งที่ใกล้บ้านพักมากที่สุดก่อน


อุโมงค์ซากุระบนที่ราบสูงอิซุค่ะ ตอนที่เราไปนี่เริ่มโรยบ้างแล้ว แต่นี่ขนาดโรยแล้วก็ยังสวยอยู่เลย บนที่ราบสูงแห่งนี้มีถนนเล็กๆตัดกันหลายสาย และทุกสายก็จะปลูกซากุระไว้เป็นอุโมงค์แบบนี้ เหมาะจะเดินเล่นชมวิวมากกกกกกกกกกก


แถบนี้มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆหลากหลายประเภทมากกกกกกกก แต่ที่เราแวะกันก็คือ Izu Teddy Bear Museum ไม่ได้เป็นแฟนเจ้าหมีเท๊ดดี้หรอกค่ะ แต่เห็นป้าย Totoro เลยอดใจไว้ไม่อยู่ ^ ^


ห่างจากที่พักขึ้นไปไม่ไกล ก็มีภูเขาไฟเตี้ยๆปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวสวยงาม ชื่อ Omuro Yama (大室山)

เราสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ในราคา 500 เยน จากบนนี้นอกจากเราจะสามารถมองเห็นฟูจิซังได้แล้ว ยังมีทางเดินรอบๆปากปล่องให้ได้เดินพอให้เหนื่อยกันด้วย ส่วนด้านล่างของปล่องทำเป็นลานยิงธนูค่ะ ใครอยากเล่นก็คนละ 1,000 เยน


เลยขึ้นไปอีกหน่อยก็มีทะเลสาบเล็กๆไว้นั่งเล่น นอนเล่น ถีบเรือเล่น ...อะไรก็ได้ ชื่อทะเลสาบ Ippeki-ko (一碧湖) ค่ะ บรรยากาศร่มรื่นเลยทีเดียว


เลยไปไม่ไกลมีเขื่อนหินเล็กๆชื่อ Okuno Dam (奥野ダム)

ส่วนอิซุฝั่งที่ติดทะเลก็มีหาดหินสวยๆให้ได้เที่ยวกันค่ะ


ที่นี่เรียกว่า Jogasaki (城ヶ崎) เป็นหาดหินลาวาที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ Omuro Yama เมื่อประมาณ 4000 ปีที่แล้ว


เดินเข้าไปชมใกล้ๆกันดีกว่า


จากมุมสูง


ลองเดินลงไปชมด้านล่างกันบ้าง ...ทะเลที่นี่น้ำใสสีสวยมาก เสียที่เป็นหาดหิน แถมคลื่นแรง ก็เลยได้แต่นั่งชมความงามเ่ท่านั้นแหล่ะค่ะ


ที่นี่มีสะพานแขวนสองที่ค่ะ อันนี้ยาว 60 เมตร สูง 18 เมตร คนที่ไปด้วยเดินไม่กล้ามองลงไปข้างล่างเลย 555


ถึงแล้วค่ะเจ้าแหลม Jogasaki ที่มีชื่อ รูปนี้ถ่ายจากหอชมวิว จะเข้าไปใกล้ๆก็ต้องผ่านสะพานแขวนอีกอัน อันนี้ยาว 48 เมตร สูง 23 เมตร จขบ.เฉยๆนะ ไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน แต่คนที่กลัวความสูงอย่างคนข้างๆนี่คงได้เสียวๆอยู่เหมือนกัน


บรรยากาศบริเวณแหลมค่ะ พี่ท่านเดินมาถึงแล้วก็ไม่เดินไปไหนอีกเลย บอกว่าดูจากรูปที่เราถ่ายก็พอ - -" คงจะกลัวจริงๆ

ลงไปทางใต้กันบ้าง มาดูว่าที่ Kawazu มีอะไรให้เราเที่ยวกัน


ระหว่างทางไปน้ำตกเจ็ดสาวน้อย...ไม่ใช่แล้ว น้ำตกเจ็ดแห่งของ Kawazu ก็มีบ่อน้ำพุร้อนให้เราเข้าไปชมได้ฟรีค่ะ

น้ำพุร้อนแ่ห่งนี้อยู่ในสวนสาธารณะเล็กๆชื่อ Mine Onsen Daifunto (峰温泉大噴湯公園) ขุดพบเมื่อปี 1926 แต่เพิ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อ 20 ปีให้หลังคือในปี 1946

เค้าทำฐานปิดไว้เพื่อเอาน้ำพุร้อนไปใช้ในการอื่น ไม่ได้เปิดให้มันพุ่งขึ้นมาตลอด 24 ช.ม. ถ้าอยากมาชมเค้าก็มีเปิดให้ชมทุกๆ 1 ช.ม.ตั้งแต่ 9 โมงครึ่งจนถึงบ่าย 3 โมงครึ่ง (ปิดวันอังคารกับศุกร์เพื่อซ่อมบำรุงนะคะ)

ขับลึกเข้าไปอีกประมาณเกือบ 10 ก.ม. เราก็มาถึงน้ำตก 7 แห่งของ Kawazu (Kawazu Nanadaru) กันแล้วค่ะ

...ที่นี่เป็นฉากหนึ่งในนวนิยายเรื่อง Izu no Odoriko (The Dancing Girl of Izu) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยูในภาวะซึมเศร้าโดดเดี่ยว และได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาภาวะจิตใจของตัวเองด้วยการออกเดินทางไปยังคาบสมุทรอิซุ ในระหว่างการเดินทางเขาก็ได้พบกับกลุ่มสาวนักรำเข้า และเกิดเป็นความรักอันอ่อนโยนขึ้น

ที่นี่เลยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเนื่องจากไปปรากฎเป็นส่วนหนึ่งของนวนิยายนั่นเอง

...เรามาไล่น้ำตกทั้งเจ็ดแห่งกันดีกว่า


แห่งแรกชื่อ Oo-daru (Big Waterfall) มีขนาดใหญ่มากที่สุดใน 7 แห่งนี้ ไม่สูงอย่างเดียว น้ำแรงมากกกกกกอีกต่างหาก ถ้าลงไปใต้น้ำตกตัวคงแตกตาย

รอบๆบริเวณนี้มีอนเซนและสระว่ายน้ำกลางแจ้งไว้ให้บริการ ไม่แยกชายหญิงค่ะ ทุกคนก็ใส่ชุดว่ายน้ำลงไปกัน เสียค่าบริการ 1000 เยน


Deai-daru (Merging Waterfall) ตามชื่อเลยค่ะ ที่นี่เป็นที่ๆน้ำตกสองสายไหลมารวมกัน


Kani-daru (Crab Waterfall) เป็นน้ำตกที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดา 7 แห่งนี้ ชื่อว่าน้ำตกปู แต่ดูยังไง๊...ยังไงก็ไม่ปูนะ


ระหว่างทางเดินเข้าไปด้านใน จากร้อนๆเข้ามาในนี้เย็นมากกกกกกกก


น้ำตกที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดใน 7 แห่ง น้ำตก Shokei-daru (First View Waterfall) มีรูปปั้นสองตัวละครให้เข้ากับบรรยากาศของนวนิยายซักหน่อย


Hebi-daru (Snake Waterfall) ที่มาของชื่อนี้ก็เพราะเค้าว่ากันว่าคลื่นของน้ำที่ตกลงมานั้นมีลักษณะเหมือนกับเกล็ดงู ไม่รู้เหมือนกันว่าเหมือนตรงไหน แต่ยามแสงตกกระทบนี่สีสวยมากกกกกกกกกก แต่ต้องเป็นตอนประมาณเที่ยงๆนะคะ ขาเข้าไปจขบ.ก็ไม่ได้เห็นแสงสวยๆแบบนี้เหมือนกัน นี่ถ่ายตอนขาออก นั่งทอดอารมณ์กันอยู่นานเชียวค่ะ ^ ^


Ebi-daru (Prawn Waterfall) เค้าว่ากันว่า (อีกแล้ว) ...สายน้ำตกที่ไหลลงมานี่มีลักษณะเหมือนกันหางกุ้ง ...เหมือนมั๊ยอ่ะ


มากันที่แห่งสุดท้าย Kama-daru (Iron Pot Waterfall) หรือ “น้ำตกหม้อข้าว” ...เป็นหม้อข้าวได้ยังไง ?

ครบแล้วค่ะน้ำตกทั้งเจ็ดแห่งของเรา ที่นี่นอกจากจุดน้ำตก Oo-daru แล้ว ก็ไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำ (ขนาดไปกันตอนหน้าร้อนน้ำยังเย็นมากกกก) แถมน้ำยังไหลแรงและเร็ว ก็ได้แค่เดินชมธรรมชาติงามๆพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ๆค่ะ ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ไป-กลับก็ใช้เวลากันประมาณ 2 ชั่วโมงได้ แต่ถ้าใครนั่งรถโดยสารประจำทางไป ก็ไปลงป้ายบนสุด เดินลงมาเรื่อยๆมาขึ้นรถเมล์กลับที่ด้านล่าง ก็น่าจะใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ขับรถลงใต้กันเข้าไปอีก มาถึงทะเลจะไม่ได้เห็นหาดทรายเลยก็กระไรอยู่ หาดทรายที่มีชื่อเสียงที่สุดของอิซุฝั่งตะวันออกนี้ชื่อหาด Shirahama (白浜海水浴) ค่ะ

แต่ตอนที่เราไปนี่บ่ายแก่มากแล้ว ต้องเสียค่าที่จอดรถ 1500 – 2000 เยน ...เลยขอบายดีกว่า มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการอยู่ทั้งวันจริงๆ เราทั้งคู่เลยขับเลยไปกันอีกหน่อย ก็มาเจอกับหาดนี้เข้าค่ะ


Sotoura Beach (外浦海水浴) จริงๆที่นี่ก็ต้องเสียค่าที่จอดรถเหมือนกัน แต่เพราะบ่ายแก่มากแล้วคนเก็บตังค์เลยกลับบ้านไปแล้ว โชคดีของเราไป

ที่มากันเอาซะบ่ายแก่ๆก็เพราะว่าเราสองคนไม่ค่อยพิศวาสทะเลญี่ปุ่นกันซักเท่าไหร่ ขอแค่ย่ำทราย นั่งมองทะเลยามเย็นเท่านั้นก็พอ ถ้าอยากเล่นน้ำทะเลเก็บเอาไปเล่นที่เมืองไทยเราดีกว่า

ที่นี่คนน้อยกว่า Shirahama เยอะเลย ทั้งๆที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 5 นาที ที่ Shirahama นั่นวัยรุ่นตรึม (สามีแอบบอกว่า ในหมู่วัยรุ่น เค้ามีคำพูดกันว่า ใครอยากเสียสาวให้มาที่ Shirahama นี่ ...ไม่ใช่ว่าใครอยากจีบสาวนะคะ แต่เป็นใครอยากเสียสาวแทน เฮ้อ...)

ขับรถไปอีกไม่ถึง 5 นาที เราก็เข้ามายังเขตตัวเมือง Shimoda กันค่ะ

Shimoda เป็นเมืองท่าเรือที่สำคัญในการติดต่อไปมาระหว่างญี่ปุ่นฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออก ต่อมานายพลเพรี่ (Perry) แห่งสหรัฐฯก็ได้ยกกองเรือมาขึ้นฝั่งที่นี่เพื่อขอให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศและทำการค้ากับสหรัฐฯ


อนุสาวรีย์นายพล Perry ที่ท่าเรือ Shimoda

เที่ยวกันมาสุดสายปลายทางรถไฟกันแล้ว เรามาเข้าพาร์ทของกินบ้างดีกว่า

อิซุมีชื่อเสียงในเรื่องของวาซาบิ มาถึงถิ่นแล้วก็ต้องลองอาหารที่ทำมาจากวาซาบิกันซักหน่อย


โซบะวาซาบิึ่ค่ะ นอกจากเส้นโซบะที่มีส่วนผสมของวาซาบิแล้ว วาซาบิที่เอามาให้ใส่ในน้ำซุปโซบะก็ไม่ได้มากันแค่นิดๆหน่อยๆ แต่เล่นเสิร์ฟมาทั้งต้นเลย

จขบ.กับสามีชอบกินราเมงกันเป็นชีวิตจิตใจ ไปที่ไหนต้องดูก่อนเลยว่ามีราเมงที่ไหนที่มีชื่อบ้าง แล้วเราก็มาเจอกับที่นี่เข้าค่ะ


ร้าน Kihachi รอเข้าคิวอยู่กว่า 30 นาทีได้ แต่ก็คุ้มกับการรอคอย อยู่บริเวณที่ราบสูงอิซุ


นี่ก็ราเมงอีกแห่งใกล้ๆกัน แต่จริงๆน่าจะบอกว่าเป็นร้านเหล้าที่ขายราเมงด้วยน่าจะถูกกว่า ชื่อร้าน Shiosai

...สองร้านนี้เราสองคนชอบ Kihachi มากกว่าค่ะ

อีกร้านที่อยากแนะนำคือร้านสปาเก๊ตตี้ใน Shimoda ร้านเล็กมากกกกกกก ขับรถผ่านๆไปมาถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่รู้เลยว่านี่เป็นร้านอาหาร


ที่นี่เน้นสปาเก๊ตตี้ซุปค่ะ น้ำเยอะๆหรือไม่ก็มาเป็นซุปไปเลย เห็นแปลกดีเลยแวะเข้าไปลองซักหน่อย อร่อยใช้ได้เลยค่ะ ...แต่จำชื่อร้านไม่ได้ เหอๆๆ - -"


ขอให้สนุกกับวันหยุด Obon นะคะ ^ ^/




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2553 12:11:08 น.
Counter : 2381 Pageviews.  

Silver Week 2009…. Let’s go to Kii Peninsula (2)


ยังอยู่ที่จ.วาคายามะค่ะ วันนี้เราจะไปเที่ยวศาลเจ้าสำคัญ 3 แห่งใน Kumano หรือที่เรียกรวมว่า Kumanosan-zan (熊野三山) ที่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดชินโตสาย Kumano ในญี่ปุ่น ศาลเจ้าทั้ง 3 แห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางการแสวงบุญเส้น “Kumano-kodo (熊野古道

และได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกทั้ง 3 แห่งค่ะ

ที่แรกของวันนี้ เราแวะไปกันที่ Kumano Hongu Taisha Shrine


เดิมศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Kumano-gawa แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 1889 ศาลเจ้านี้ก็ย้ายขึ้นมาอยู่บนเขาแทน และได้สร้างประตู Torii (鳥居) สูง 33.9 เมตร ขึ้นในปี 2000 ไว้ ณ บริเวณศาลเจ้าเดิม ซึ่งเป็น Torii ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น


จริงๆแล้วศาลาวัดด้านในนี่ห้ามถ่ายรูป แต่คนญี่ปุ่นเองก็ถ่ายกันจัง เลยแอบเก็บภาพกลับมาบ้าง

วัดแถบนี้มีลักษณะที่แปลกแตกต่างจากวัดในแถบอื่นๆอย่างชัดเจนเลยก็ตรงตัวหลังคานี่แหล่ะค่ะ จะสังเกตได้ว่าหลังคาของวัดจะมีลักษณะคล้ายกาแลของไทยเราประดับอยู่ด้วย

และที่แปลกอีกอย่างคือ สัญลักษณ์ของศาลเจ้า Kumano นี่เป็นรูปกายักษ์ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมกายักษ์ถึงมี 3 ขา

และถ้าใครมีศรัทธาแรงกล้าจะเดินตามรอยเส้นทางที่พระใช้จาริกแสวงบุญก็สามารถทำได้นะคะ แต่จขบ.ไม่ไหว ขอบาย...

ไปต่อกันที่แห่งที่ 2 ค่ะ


Kumano Nachi Taisha Shrine ถ้าเดินมาจากลานจอดรถด้านล่าง (จอดฟรี) ต้องผ่านด่านบันได้ถึง 473 ขั้น แต่ถ้าขับมาจอดด้านบน (เสียตังค์) ซึ่งก็มีให้เลือกหลายที่ ถ้าเลือกลานที่ใกล้ที่สุด ก็เดินแค่ 20 ขั้นเองค่ะ อยากเดินมากเดินน้อยก็เลือกจอดกันได้เลย

ส่วนเรานี่ตอนก่อนไปตั้้งใจเต็มที่เลยว่ายังไงต้องพิชิต 473 ขั้นให้ได้ แต่พอเอาเข้าจริง... ฝนดันตก เดินผ่านป่าคงเฉอะแฉะน่าดู เลยตัดสินใจเอารถขึ้นไปจอดด้านบนแทน เดินกันแค่พอรู้สึกเหนื่อยเท่านั้นค่ะ


ปัจจุบันตัวศาลาหลักของศาลเจ้าตั้งอยู่บนเขานี่ก็จริง แต่ว่าแต่เดิมแล้วเคยมีศาลเจ้าหลักตั้งอยู่ใกล้ๆกับตัวน้ำตก Nachi no Taki เพื่อใช้บูชาเทพเจ้าน้ำตก


ต้นการบูรในบริเวณศาลเจ้า (หน้าตาเหมือนหนังสยองขวัญซะเรื่อง..) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพืชสงวนของญี่ปุ่น มีอายุประมาณ 800 ปี กลางลำต้นกลวงค่ะ สามารถเดินลอดเข้าไปได้ โดยเชื่อกันว่าคนที่เดินทะลุช่องนี้จะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

เดินมาทางด้านหลังเราจะเจอกับ วัด Seiganto-ji (青岸渡寺) วัดสาย Tendai (天台)


ศาลาหลักของวัดสร้างขึ้นในปี 1590 ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในมรดกโลกเช่นกันค่ะ


ทางเดินเท้าในสมัยโบราณ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแสวงบุญ Kumano Sankei Route


ศาลา 3 ชั้นและน้ำตก Nachi no Taki

ภายในศาลาเปิดให้เข้าได้ตั้งแต่ 8 โมงเช้า – 4 โมงเย็น ค่าเข้า 200 เยนค่ะ

ส่วนน้ำตก Nachi no Taki นี่มีความสูง 133 เมตร ถือเป็นน้ำตกสายที่ไหลยาวตรงลงมาที่มีความสูงมากที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าน้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงมีมัดเชือกศักดิ์สิทธิ์ผูกไว้บริเวณปากน้ำตกด้วย ซึ่งมัดเชือกนี้จะเปลี่ยนปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 9 ก.ค. และ 27 ธ.ค.

ไปต่อกันที่ศาลเจ้า Kumano แห่งที่ 3 ค่ะ ศาลเจ้า Kumano Hayatama Taisha หรือบางทีก็เรียกกันว่า Shingu (新宮) หรือศาลเจ้าใหม่


ที่เรียกว่าศาลเจ้าใหม่นี่ ไม่ได้เรียกเทียบกับ Kumano Hongu หรือ Kumano Nachi ที่กล่าวมาข้างต้นหรอกนะคะ แต่เรียกเทียบกับศาลเจ้า Kamikura Shrine (神倉神社) วัดแม่ที่ตั้งอยู่ในจ.เดียวกัน


ในบริเวณศาลเจ้า หลังคาก็ยังคงมีลักษณะคล้ายกาแลบ้านเราอยู่ แต่ที่แอบน่ารักคือ มีเจาะรูเป็นรูปหัวใจด้วยค่ะ

วันนี้เราจะไปค้างกันในจ.มิเอะ เพื่อพรุ่งนี้จะได้ขับรถกลับได้เร็วขึ้นหน่อย ไม่อยากเสี่ยงกับรถติดนานๆค่ะ เลยจบทริปในจ.วาคายามะไว้เพียงเท่านี้


ขับรถเลียบชายฝั่งมาเรื่อย ก็มาเจอกับหินสูง 25 เมตรหน้าตาประหลาดนี่เข้าค่ะ เค้าเรียกว่า Shishi-iwa (獅子岩) หรือ “โขดหินสิงโต” เหมือนมั๊ยอ่ะคะ เราว่ามันเหมือนนกฮูกกำลังโกรธมากกว่า

บางคนก็เรียกว่าเป็น “สฟิงซ์แห่งญี่ปุ่น”


มาถึงจ.มิเอะก็มืดซะแล้ว หาร้านอาหารยากมากกกก ขับรถวนไปวนมาไม่รู้จะกินอะไรกันดี จนมาเจอกับร้านนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ไหนๆก็ไหนๆมาถึงที่นี่ก็ต้องขอลองชิมเจ้าเนื้อ Matsusaka กันซักหน่อย... ขอบอกว่าอร่อยมากกกกก สมคำร่ำลือ ^ ^ แต่ไม่ต้องถามสนนราคานะคะ รู้แต่ว่าสั่งมาได้แค่พอให้หายอยาก เหอๆ - -“

ตัดไปเช้าวันรุ่งขึ้นกันเลยค่ะ เนื่องจากอยากหนีปัญหารถติดช่วงขากลับ เราเลยออกจากโรงแรมกันตั้งแต่เช้า ไปแวะศาลเจ้าดังกันหน่อย แล้วค่อยตีรถยาวกลับบ้าน


เดินผ่านถนน Oharai-machi (おはらい町) ที่ยังคงรูปแบบอาคารแบบโบราณไว้ตลอดสาย โผล่กันไปตั้งแต่ร้านรวงยังไม่เปิดเลยค่ะ (ซ้ายบน – ธนาคาร, ขวาบน – ไปรษณีย์ สร้างเข้ากับบรรยากาศดีจัง)


เดินกันมาถึงแล้วค่ะ จุดหมายก่อนเดินทางกลับ “ศาลเจ้า Ise Jingu (伊勢神宮)” ศาลเจ้าหลักของ Ise Jingu ทั่วทั้งญี่ปุ่น

แวะนั่งพักแถว Mitarashiba (御手洗場) แม่น้ำที่ซึ่งคนในสมัยก่อนจะลงไปชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณศาลเจ้า

เค้าว่ากันว่ามานั่งที่ริมฝั่งแม่น้ำนี้ จะเผลอนั่งทอดอารมณ์ไปโดยไม่รู้ตัว แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเลยค่ะ นั่งกันเพลิน...มองสายน้ำ มองปลาคาร์ฟไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ติดว่าต้องรีบกลับก็คงนั่งต่ออีกยาว เหอๆ

ศาลเจ้า Ise Jingu นี้แยกของเป็น 2 แห่งคือ คือ Naiku (内宮) และ Geku (下宮) สร้างขึ้นบูชาเทพเจ้าคนละองค์กัน Naiku บูชาพระอาทิตย์ ส่วน Geku บูชาเทพเจ้าแห่งปัจจัยสี่

ตามหลักแล้วจะต้องไป Geku ก่อนแล้วถึงมาที่ Naiku แต่นักท่องเที่ยวส่วนมาก รวมทั้งเราเองด้วยก็มักจะไปแวะกันที่ Naiku ก่อน


ในบริเวณ Naiku ค่ะ

ศาลเจ้าหลักของที่นี่ (ของที่ Geku ก็เช่นกัน) พอก้าวผ่านพ้น Torii เข้าไปก็ห้ามถ่ายรูปกันเลย มียามเฝ้าอีกต่างหาก เราเลยได้กลับมาแต่ศาลเจ้าอื่นๆเล็กๆทั่วไป

ไม่ได้แค่ห้ามถ่ายรูปนะคะ ยังมีรั้วล้อมศาลาไว้อีกหลายชั้นเลยทีเดียว แถมบริเวณด้านหน้าที่เป็นกล่องทำบุญ จะปิดผ้าขาวให้ไม่สามารถมองเข้าไปยังศาลาได้โดยตรงอีกต่างหาก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเผื่ออะไร แถมกล่องทำบุญยังไม่ได้มีลักษณะเป็นช่องไม้ซี่ๆให้เราโยนเงินทำบญลงไป แต่เปิดปากกล่องไว้กว้างๆ เห็นกันไปเลยค่ะว่าใครทำมากทำน้อย... คนที่ศรัทธาศาลเจ้านี้มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ทำบุญกันทีหนักๆทั้งนั้น (ยกเว้นเรา 2 คน เหอๆ ก็เล่นมีซองส่งตรงมาถึงบ้าน “บังคับ” ให้ทำบุญอยู่ทุกปีอยู่แล้ว จะมาเอาอะไรอีก - -")


ในบริเวณ Geku ลักษณะโดยรวมก็ไม่ต่างไปจาก Naiku ค่ะ ข้อห้ามต่างๆก็เหมือนกัน

พอมาถึงที่นี่ถึงได้รับรู้ว่า ที่นี่จะมีงานใหญ่ทุกๆ 20 ปี นั่นคือการสร้างศาลาต่างๆขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 690 จนปัจจุบันมีการสร้างใหม่ไปแล้วถึง 61 ครั้ง

ด้วยความที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสร้างใหม่ ...เค้าก็มีอธิบายไว้อ่ะนะคะว่าเป็นการแสดงถึง “ความไม่มีที่สิ้นสุด” หรือ “ความเป็นนิรันดร์” ....ด้วยการส่งซองมาเรี่ยไร่ถึงบ้านทุกๆปีเนี่ยนะ เพื่อให้ได้ประโยชน์อันใดไม่ทราบ ! ....กลับออกมาด้วยความอคติ เลยไม่อยากหาข้อมูลต่อค่ะ (พาลเนอะ)


สะพานสวยๆช่วงขากลับ บนทางด่วน Isewangan (伊勢湾岸) กับจุดพักรถ Kiriya Highway Oasis (刈谷パーキングエリア)

เป็นจุดพักรถที่มีอะไรมากมายอย่างคาดไม่ถึง นอกจากร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ห้องน้ำที่เหมือนที่พักรถทั่วไปแล้ว ที่นี่ยังมีสวนสนุก มีบ่อน้ำพุร้อน (Onsen) มีนวด มีซาวน่า มีโรงยิม มีการแสดงดนตรี

...เดินไปเดินมา ดูไปดูมา เราสองคนเสียเวลาที่นี่มากกว่าที่ Ise Jingu ซะอีก 55555




 

Create Date : 11 มีนาคม 2553    
Last Update : 11 มีนาคม 2553 12:58:27 น.
Counter : 855 Pageviews.  

1  2  3  

HappyToBeMe*
Location :
Shizuoka Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เรียนเอกญี่ปุ่น ทำงานบริษัทญี่ปุ่น แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น บางช่วงก็เกลียดญี่ปุ่นเข้าไส้ บางช่วงก็รักใจจะขาด ไม่นึกว่าญี่ปุ่นจะมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตมากมายขนาดนี้เลยนะเนี่ย

เพื่อการอ่านหน้าบล็อคให้ได้ตามความตั้งใจของจขบ. ลองดาว์นโหลดฟอนต์ดู ที่นี่ เลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณ iannnnn มากๆที่สร้างสรรค์ฟอนต์สวยๆให้ได้ใช้กันนะคะ

**สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพ และ ข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุดนะคะ**

New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HappyToBeMe*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.