ปลาหมึกผัดผงกะหรี่


หายหน้าหายตาจากบล็อคทำอาหารไปนานมากกกกกกกกก เพราะจขบ.ไม่มีกะจิตกะใจจะสร้างสรรค์ของกินนั่นเองค่ะ เมื่อความอยากอาหารไม่มีก็ไม่รู้จะทำอะไรดี เมื่อท้องไม่อยากหัวไม่แล่น ภาระเลยไปตกกับคนที่บ้านต้องมานั่งทำให้เรากิน ...น่าสงสาร

วันนี้ขออินเทรนกับเค้าซักเล็กน้อย เห็นว่าช่วงนี้มีคนอยากฆ่า (เอ๊ย...อยากกิน) หมึกค่อนข้างมาก ที่บ้านก็เผอิญมีปลาหมึกนอนตายอยู่ในตู้เย็นพอดี ส่วนผักที่ใช้ก็เช่นกันค่ะเป็นผักที่นอนรออยู่ในตู้เย็นจขบ.อยู่แล้ว ^ ^

หลังจากห่างหายไปนานเมนูแรกก็เป็นอาหารไทยกันเลย ...อาหารไทยเมนูแรกในบล็อคนี้ หน้าตาจะเป็นยังไงน้า...

วัตถุดิบ


ปลาหมึกกล้วยขนาดกลาง 2 ตัว
หน่อไม้ฝรั่ง 4 ต้น (หักเป็นท่อนๆพอดีคำ)
ไข่ไก่ 2 ฟอง
นมสด 1/2 ถ้วย
ผงกะหรี่ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1) นำหมึกมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่นๆ แล้วนำไปลวกในน้ำเดือดจัด
2) นำส่วนผสมทั้งหมด (ไข่ไก่ นมสด ผงกะหรี่ น้ำตาลทราย น้ำปลา) ลงผสมเข้าด้วยกัน พักไว้
3) ตั้งกระทะ นำปลาหมึกลงผัด จากนั้นนำส่วนผสมในข้อ 2) เทลงในกระทะ (ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อนนะคะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไข่จะไหม้ติดกระทะซะก่อน) คนไปเรื่อยๆระวังอย่าให้ไข่ไหม้ พอเริ่มขลุกขลิกนิดหน่อย ก็นำผักลงผัด
4) ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างแรง ดูให้เหลือน้ำพอขลุกขลิกก็ยกขึ้นได้เลยค่ะ


เสร็จแล้ว... ปลาหมึกผัดผงกะหรี่ร้อนๆค่ะ ^ ^




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2553 17:04:30 น.
Counter : 1043 Pageviews.  

Raw Chocolate


เมื่อวานนี้มีโอกาสได้ลงมือทำ Raw Chocolate ค่ะ ที่มาที่ไปก็เนื่องจาก (?) เป็นวัน White Day ของชาวญี่ปุ่นเค้า ลองเข้าไปอ่านเรื่องราวเม้าท์ White Day ได้นะคะ 14 Mar My White Day ^ ^

สูตรที่ได้มานี่ ได้มาจากรายการทีวีรายการหนึ่งของญี่ปุ่น มาสอนวิธีการทำขนมง่ายๆจากของที่เหลือในตู้เย็น เพราะฉนั้นสูตรนี้ก็เลยไม่ใช่สูตรอย่างเป็นทางการนะคะ แต่รสชาตินี่....สู้ได้ไม่แพ้แน่นอน ^ ^

ไหนๆได้สูตรง่ายๆมาแล้ว ก็เลยลองทำดูซักหน่อย เพราะจริงๆพวกขนม นม เนยที่ไม่ค่อยถูกกับจขบ.เท่าไหร่ รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเราฝีมือไม่ถึง แถมเป็นคนใจร้อนอีกต่างหาก จะให้มาปราณีต ตกแต่งให้สวยงามนี่...ทำไม่เป็น

วัตถุดิบ


ช็อกโกแลตหั่นละเอียด 250 กรัม
น้ำส้ม 75 ม.ล.
เนยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 75 กรัม

วิธีทำ
1) นำน้ำส้มตั้งไฟจนเดือด แล้วปิดไฟ
2) นำช็อกโกแลตที่หั่นละเอียดไว้ลงไปผสม คนให้ละลายให้เข้ากันดี จากนั้นก็นำเนยลงไปคนใ้ห้เข้ากันเช่นกัน
3) เทช็อกโกแลตที่ได้ลงในถาดที่ปูด้วยแผ่นพลาสติก (เวลาช็อกโกแลตแข็งตัวจะได้ดึงออกมาได้ง่ายๆค่ะ)
4) นำถาดช็อกโกแลตเข้าแช่ในตู้เย็นประมาณ 2 ช.ม. (ขึ้นอยู่กับปริมาณและความหนาของช็อกโกแลตด้วย)
5) นำออกมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ โรยด้วยผงโกโก้ ของหวานเพิ่มไขมันก็เสร็จแล้วค่ะ ^ ^


หน้าตาหลังจากเทใส่ถาดแล้ว


แท่นแท๊น..... หน้าตาเละเชียว อดใจไม่ไหวอ่ะค่ะ อยากกินเร็วๆ เลยหั่นก่อนที่มันจะแข็งตัวดี แค่จับก็เละแล้ว > <

... บอกแล้วว่าใจร้อน 55

กินพอหายอยาก แล้วนำที่เหลือกลับไปแช่ใหม่


ออกมาได้หน้าตาดูดีกว่าเดิมค่ะ ^ ^ แต่ก็ยังไม่สวยงามนัก ถ้าใจเย็นคงได้โกโก้ที่เรียบสวยมากกว่านี้ > <

...สีโกโก้ไม่เหมือนกัน เพราะใช้คนละแสง รูปแรกใช้แสงไฟในครัว รูปที่สองใช้แสงธรรมชาติเมื่อเช้านี้ค่ะ




 

Create Date : 15 มีนาคม 2553    
Last Update : 15 มีนาคม 2553 11:34:22 น.
Counter : 640 Pageviews.  

แซลมอนต้มสาเก


鮭の粕汁 (Sake no Kasujiru)

เมนูวันนี้ตั้งชื่อได้มั่วมากกกก ไม่รู้ว่าจะเรียกเป็นภาษาไทยว่าอะไรดี > <

ตั้งแต่รู้จักกับญี่ปุ่นมา ไม่เคยได้ยินชื่อเจ้าซุปนี่มาก่อน จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วค่ะคนที่บ้านร่ำร้องว่าอยากกิน อยากกินเหลือเกิน ไอ้เราก็ไม่รู้จัก รสชาติ หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยไม่เคยได้ลงมือทำซักที จนเจ้าตัวคงใกล้จะลงแดงนั่นแหล่ะค่ะ ถึงได้ลุกขึ้นมาแสดงฝีมือให้ได้กินกัน

ขอบอกว่า.... ไม่อร่อยมากๆๆๆๆๆๆ ไม่อร่อยเลย จขบ.กินไปได้แค่คำเดียวก็ไม่แตะอีกเลย - -"

แ่ต่วันนี้....ไม่รู้อะไรเข้าสิง อยู่ๆก็อยากทำสนอง need คนที่บ้านซักหน่อย ไหนๆก็ไหนๆแล้วปีละครั้งก็ยังดี ^ ^

พอทำเสร็จก็ชิมรสอย่างกล้าๆกลัวๆ > <

....

........ อืม.. เข้าท่าแหะ =^ ^= ก็เลยอยากเอามาฝากกันค่ะ

แต่อย่างที่บอกอาจจะไม่ถูกปากคนไทยซักเท่าไหร่ (ถ้าใช้ปากจขบ.เป็นมาตรฐานอ่ะนะคะ) แต่พอเรารู้แล้วว่ารสมันจะออกมาประมาณไหนก็น่าจะพอทานกันได้ เหมือนกินนัตโตครั้งแรก ...อี๋.. หนืดๆ กินครั้งที่ 2 ที่ 3 เริ่มติดใจ ซักพักกลายเป็นชอบ บางคนถึงกับขาดไม่ได้ ประมาณนั้นน่ะค่ะ ^ ^

เริ่มกันเลย ^ ^/
วัตถุดิบ


ปลาแซลมอนหมักเกลือเล็กน้อย (Amajiozake – 甘塩鮭) 3 ชิ้น
เผือก 3 หัว (ปกติใช้มันฝรั่ง แต่คนที่บ้านไม่ชอบ เลยใช้เผือกแทน อร่อยดีค่ะ ^ ^)
แครอท 1 หัว
หัวไชเท้า 6 ซ.ม.
คอนยัคคุ 1 แผ่นเล็ก
กากสาเกแบบแผ่น (Sakekasu – 酒粕) 200 กรัม
ถั่วเหลืองหมัก (Miso – 味噌) 1 – 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำสต๊อคญี่ปุ่น (dashi) 6 ถ้วย
เกลือ พริกไทย โชยุ นิดหน่อย

** ปริมาณที่ทำนี่ เก็บไว้กินได้เป็นอาทิตย์ ถ้าใครอยากแค่ลองทำชิมดูก่อน ก็ลดสัดส่วนลงเอานะคะ

วิธีทำ
1. เตรียมเครื่องทั้งหมด


- หั่นเผือก แครอท หัวไชเท้าเป็นชิ้นพอคำ นำไปต้มให้พอนิ่ม (แต่ละอย่างใช้เวลาต้มไม่เท่ากัน ควรแยกต้มทีละอย่าง)
- บิคอนยัคคุเป็นชิ้นพอคำ ล้างแล้วนำไปลวก นำขึ้นโรยเกลือ พริกไทย


- หั่นแซลมอนเป็นชิ้นพอคำ นำไปลวกในน้ำร้อน แล้วนำขึ้นให้สะเด็ดน้ำ

2. นำกากสาเกไปละลายในน้ำร้อน (บิกากสาเกเป็นชิ้นเล็กๆ ใช้น้ำนิดหน่อยพอ นอกนั้นก็ต้องใช้แรงบี้ๆๆๆๆๆๆ)
** อันนี้ตอนจขบ.ทำก็บิลงไปในหม้อเลย แล้วมันไม่ค่อยละลาย จะบี้ก็บี้ไม่ได้ เดี๋ยวเครื่องเละ คุณสามีเลยบอกให้เอาไปละลายก่อนค่ะ ...ก็เมืองไทยมันไม่มีนี่นา...

3. ตั้งไฟน้ำสต๊อคญี่ปุ่นให้เดือด ใส่เครื่องทั้งหมดในข้อ 1 ลงไป ใช้ไฟกลาง


4. ใส่กากสาเกในข้อ 2 ตามด้วย Miso คนให้กระจายๆอย่างเบามือ แล้วต้มต่อประมาณ 7 – 8 นาที

5. ชิมรส ปรุงด้วยเกลือ หรือโชยุเพิ่มเติมตามชอบ

** ถ้าอยากได้อะไรเขียวๆ ก็ลวกถั่วแขกใส่ไปตอนท้ายก็ได้ค่ะ


เสร็จแล้วหน้าตาเป็นอย่างนี้ค่ะ ทำกินรอบ 2 นี่ จขบ.ติดใจอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนคนที่บ้านไม่ต้องพูดถึง เพราะชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ^ ^

แต่จริงๆแล้วมันควรมีน้ำซุปมากกว่านี้นะคะ แต่ครั้งนี้จขบ.ทำแบบกล้าๆกลัวๆ (กลัวตัวเองกินไม่ได้) ก็เลยทำแบบขลุกขลิกๆพอ แต่พ่อบ้านยกซดอย่างไม่ปราณี เลยต้องต้มใหม่ ปรุงใหม่เลย - -"




 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2553 7:52:24 น.
Counter : 522 Pageviews.  

ปลาสำลีต้มหัวไชเท้า (Buri-daikon)


ブリ大根 (Buri-daikon)

ที่ญี่ปุ่นนี่เขามีฤดูกาลชัดเจน ผักชนิดไหนกินหน้าร้อน ปลาชนิดไหนกินหน้าหนาว ของไทยนี่คงมีแต่ผลไม้ล่ะมั้งที่กินกันตามฤดูกาล

มาญี่ปุ่นแรกๆจขบ.ก็ไม่คิดอะไรมาก อะไรที่มีวางขายในตลาด ถ้าอยากกินก็ซื้อ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณแม่สามีมาพักด้วยที่บ้าน เลยมีโอกาสได้ออกไปจ่ายตลาดด้วยกัน ด้วยความที่ปกติจขบ.กับคุณแฟนจะกินผักกันเป็นกาละมัง ยิ่งถ้าเป็นสลัดนี่มีเท่าไหร่กินเท่านั้น ไม่ยั้งมือ เราเองก็ชอบกินมะเขือเทศ กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบเท่านั้นแหล่ะ...

.... ก้อจัง มะเขือเทศหน้านี้ไม่อร่อยนะ มะเขือเทศต้องกินหน้าร้อน ที่ขายตอนนี้ก็ปลูกในเรือนกระจก ไม่อร่อยหรอก

เอิ่มๆๆๆๆๆๆ ค่ะ เอาไว้กินหน้าร้อนก็แล้วกัน > <

(แต่พอกลับมาอยู่ด้วยกัน 2 คนเหมือนเดิม จขบ.ก็กลับมาซื้อตามใจไม่ใช่ตามฤดูกาลอยู่ดี 55)

แต่ก็นั่นแหล่ะค่ะ จากคำพูดคราวนั้น มันเลยทำให้จขบ.เริ่มหันมามองของกินตามฤดูกาลมากขึ้น ...หน้าหนาวกินนี่แล้วอุ่น หน้าร้อนกินนี่แล้วช่วยขับร้อน อะไรก็ว่ากันไป

เมนูวันนี้ Buri-daikon ก็เป็นเมนูประจำหน้าหนาวของชาวญี่ปุ่นค่ะ

Buri หรือปลาสำลีน้ำลึกของญี่ปุ่นนี่จะอร่อยทีุ่สุดก็เห็นจะเป็นช่วงปลายฤดูหนาว ซึ่งเรียกกันว่า Kan-buri (寒ブリ) หรือ “ปลาสำลีฤดูหนาว” นั่นเอง

ที่อร่อยนี่ก็เพราะไขมันที่มันสะสมพอกพูนขึ้นเพื่อรับมือกับความหนาว ไขมันจากหมู จากไก่ จากเนื้อไม่ควรกินมาก แต่ไขมันปลานี่...ประโยชน์มากมาย

อีกอย่างที่ต้องทำเมนูนี้ก็เพราะ.... จขบ.ไปได้หัวไชเท้าบิ๊กเบิ้มมาค่ะ ไม่รู้จะกินยังไงให้หมดดี เลยต้องเอามาใช้งานซักหน่อย (เหตุผลส่วนตัวมากๆ)

หัวไชเท้าที่ได้มานี่เป็นพันธุ์ Shogoin (聖護院) พันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันในเกียวโต ฤดูของเขาก็ตั้งแต่ธ.ค. – ก.พ.

ว่ากันว่าหัวไชเท้าพันธุ์นี้เหมาะมากที่จะเอามาต้มกิน แต่ไม่เหมาะที่จะเอามาทำเป็น Daikon-Oroshi (大根おろし) หรือหัวไชเท้าบด

จขบ.ก็ลองมันทั้ง 2 อย่างเลยค่ะ ....สรุปได้ว่า ถ้าเอามาทำเป็น Daikon-Oroshi นี่ มันเผ็ดถึงเผ็ดมากกกกกก ไม่ว่าจะส่วนหัวส่วนหาง เผ็ดหมด

แต่ถ้าเอามาต้มนี่.... สุดยอดอ่ะค่ะ อร่อยสุดๆ นิ่มมากกกกกกกก มากกว่าหัวไชเท้าทั่วๆไป คอนเฟิร์ม ! ^ ^

มาดูวิธีทำ (ของจขบ.) กันเลย ^ ^


วัตถุดิบ

ปลาสำลี (Buri) 200 กรัม
หัวไชเท้า 10 ซ.ม.
ข้าวสาร 1 ช้อนชา
น้ำสต๊อคญี่ปุ่น (dashi) 500 ม.ล. (2 ถ้วย)
โชยุ 1.5 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1.5 ช้อนโต๊ะ
สาเก 1.5 ช้อนโต๊ะ
ขิงฝาน 3 – 4 แผ่น

วิธีทำ


1. ล้างปลาให้สะอาด ซับน้ำให้แห้ง แล้วโรยเกลือทิ้งไว้ 10 นาที


2. ระหว่างนั้นก็ต้มน้ำสำหรับที่จะเอาปลาลงไปลวก พอน้ำเดือด ก็เอาปลาลงลวก นับ 1 – 5 ก็เอาขึ้นได้เลยค่ะ ลวกเสร็จก็เอามาวางบนน้ำแข็ง

3. เตรียมหัวไช้เท้า หั่นหัวไชเท้าเป็นรูปครึ่งวงกลม หนาประมาณ 2 ซ.ม. (แต่หัวไชเท้าของเราคราวนี้รูปร่างไม่อำนวยเอาซะเลย หมดปัญญาค่ะ ไม่รู้จะหั่นออกมายังไงดี เลยมั่วๆเอา เหอๆ)


4. จากนั้นก็เอาหัวไชเท้าที่หั่นแล้วลงต้มกับน้ำอุณหภูมิห้อง ใส่ข้าวสารลงไปด้วยเลย (บางคนก็ใช้น้ำซาวข้าว) พอเดือดก็คอยช้อนฟองออก
.... ข้าวสารจะไปช่วยขับความขมของหัวไชเท้าออกมาเป็นฟองลอยอยู่บนผิวน้ำ หัวไชเท้าที่ได้จะสีสวย แถมยังช่วยให้ปรุงรสหัวไชเท้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

5. ต้มหัวไชเท้าไปซักประมาณ 20 นาทีหรือจนกว่าจะนิ่ม จากนั้นก็ปิดแก๊ซ พักหัวไชเท้าในน้ำซุปจนเย็นตัวลงค่ะ


จะได้หัวไชเท้าสีสวยแบบนี้ (แต่จริงๆเดี๋ยวพอใส่โชยุ สีก็เปลี่ยนค่ะ เหอๆ)


6. เตรียมปลาแล้ว เตรียมหัวไชเท้าแล้ว.... นำลงต้มด้วยกันได้เลยค่ะ นำปลาและหัวไชเท้าลงต้มในน้ำสต๊อค (ให้น้ำซุปพอปริ่มๆเครื่องนะคะ) ใช้ไฟแรง

7. พอเดือดก็ใส่น้ำตาล โชยุ สาเก พอเดือดอีกรอบก็คอยช้อนฟองออก


8. จากนั้นใส่ขิง ต้มต่อประมาณ 20 นาที ใช้ไฟกลางถึงอ่อนนะคะ


เสร็จแล้ว.... ปลาเละไปหน่อยค่ะ > < เพราะมันนิ่มมาก นิ่มเกิน อีกอย่าง… ใช้ตะเกียบคีบก็เลยหลุดๆมาแบบนี้ (ไม่โทษตัวเองเลย...จริงๆ)


อีกรูปพร้อมน้ำซุป อร่อยมากกกกกก ขอบอก ^ ^




 

Create Date : 25 มกราคม 2553    
Last Update : 25 มกราคม 2553 8:40:22 น.
Counter : 3014 Pageviews.  

Oyako-don


親子丼 ...จะแปลเป็นไทยว่าอะไรดี “ข้าวหน้าพ่อแม่ลูก” - -“ 555

จริงๆมันคือ “ข้าวหน้าไก่กับไข่” ค่ะ

เมนูนี้ไม่มีใครเรียกร้อง คนที่บ้านก็ไม่ได้อยากกิน แต่เนื่องจากวันที่ทำเมนูนี้นี่หนาวววววววมากมาย ขี้เกียจออกจากบ้านน่ะค่ะ ก็เลยมองหาของเหลือๆในตู้เย็น แล้วก็กำเนิดเป็นเมนูนี้ขึ้นมา > <


วัตถุดิบ
เนื้อไก่ 100 กรัม (เราใช้เนื้อน่องกันค่ะ)
ไข่ไก่ 3 ฟอง
หัวหอมใหญ่ ครึ่งลูก
(เห็ดหอม หรือ Shiitake 2 ดอก, ต้นหอม ตามชอบ ...อันนี้จขบ.ไม่ได้ใส่ค่ะ ...เพราะไม่มีเหลืออยู่ในตู้เย็น 55)
น้ำสต๊อคญี่ปุ่น (dashi) 100 ม.ล.
โชยุ 2 ช้อนโต๊ะ
Mirin 1 ช้อนโต๊ะ
สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1) เตรียมวัตถุดิบ ...หั่นไก่เป็นชิ้นเล็กๆ ...หั่นหัวหอมใหญ่แนวยาว (ใครอยากหั่นเป็นเส้นๆบางๆก็ได้นะคะ) ...และตอกไข่ตีเ็ป็นเส้นตรงลงมาคร่าวๆ ไม่ต้องให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกันแบบไข่เจียวบ้านเรา


2) นำน้ำสต๊อคญี่ปุ่น โชยุ Mirin สาเก และน้ำตาลลงหม้อ ตั้งไฟ (จริงๆเค้ามีกะทะสำหรับทำ Oyako-don โดยเฉพาะ แต่ถ้าไม่มีใช้หม้อธรรมดานี่ก็ได้ค่ะ)


3) พอเดือด ใส่หัวหอมใหญ่ลงไป ใช้ไฟอ่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพวกโชยุจะไหม้ติดหม้อไปซะก่อน


4) พอหัวหอมใหญ่เริ่มสลด ก็ใส่ไก่ ใช้ไฟอ่อนไปจนไก่สุก


5) จากนั้นใช้ไฟกลางนะคะ ค่อยๆเทไข่ที่ตีแล้วลงหม้อให้กระจายไปทั่วๆ พอไข่เริ่มสุกนิดหน่อยก็ปิดแก๊ซ ปิดฝาหม้อ ให้มันระอุซัก 1 – 2 นาที


เปิดออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ ^ ^


นำไปราดบนข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ


จะโรยด้วยพริกญี่ปุ่น หรือจะเป็นสาหร่ายก็ได้ ตามชอบเลยค่ะ




 

Create Date : 18 มกราคม 2553    
Last Update : 18 มกราคม 2553 13:52:04 น.
Counter : 439 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
HappyToBeMe*
Location :
Shizuoka Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เรียนเอกญี่ปุ่น ทำงานบริษัทญี่ปุ่น แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น บางช่วงก็เกลียดญี่ปุ่นเข้าไส้ บางช่วงก็รักใจจะขาด ไม่นึกว่าญี่ปุ่นจะมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตมากมายขนาดนี้เลยนะเนี่ย

เพื่อการอ่านหน้าบล็อคให้ได้ตามความตั้งใจของจขบ. ลองดาว์นโหลดฟอนต์ดู ที่นี่ เลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณ iannnnn มากๆที่สร้างสรรค์ฟอนต์สวยๆให้ได้ใช้กันนะคะ

**สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพ และ ข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุดนะคะ**

New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HappyToBeMe*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.