ห้าเดือน ...โดนคุณลุงห้างทำดราม่าใส่


** นี่เป็นบันทึกย้อนหลังนะคะ แม่มันไม่มีเวลา แต่ก็ไม่อยากบันทึกแบบขาดๆหายๆเลยต้องกลับมาเขียนย้อนหลังเอา แหะๆ ตอนนี้ยูครบขวบเข้าไปแล้ว **

ตอนอยู่เมืองไทยไม่เคยหิ้วยูออกไปไหนสองคนแม่ลูกเลย ถ้าไม่มีตายายไปด้วย ก็ฝากให้ตายายช่วยเลี้ยงอยู่ที่บ้าน แม่มันฉายเดี่ยวตลอด

แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ จะไปหาตัวช่วยได้ที่ไหน ปู่ย่ามาอยู่ได้แป๊บเดียวเค้าก็กลับบ้านเค้าไป ไอ้เราจะคอยพึ่งสามีตลอดก็ไม่ได้ ไม่เป็นอันได้ทำอะไรกันพอดี ...กล้าๆหน่อย จะอะไรมาก ถ้าร้องก็พากลับบ้าน ...แค่นั้นเอง ...บอกตัวเองไว้แบบนั้น

การจะพายูออกนอกบ้านแต่ละที แม่มันตื่นเต้นทุกทีไป ...คราวนี้ลูกจะร้องมั๊ย จะหลับคา car seat รึป่าว ถ้าหิวขึ้นมาระหว่างขับรถจะทำไง

ไม่รู้เพราะเป็นนมแม่ หรือเพราะเป็นนมเรา มันไม่อยู่ท้องเด็กยูเลย ร้องขอกินทุกๆสองช.ม. เวลาจะออกไปซื้อกับข้าวที ก็ไปได้เฉพาะซุปเปอร์ที่มีห้องสำหรับให้นมเท่านั้น กินนมที่บ้านเสร็จ ขับรถออกไปซื้อของ แล้วก็ต้องให้นมก่อนกลับอีก ไม่งั้นร้องรถแตกแน่นอน

แล้วก็ง่วงไม่เป็นเวลา ไอ้เวลาที่อยากให้นอนกล่อมเท่าไหร่ก็ไม่นอน ไอ้ที่ไม่อยากให้นอนนี่นอนจริงนอนจัง เด็กทุกคนคงเป็นเหมือนๆกัน นั่ง car seat โยกซ้ายโยกขวา เอนหน้าเอาหลัง ซักพัก ...หลับ

ถ้าเป็นเด็กคนอื่น หลับแล้วเอาลงใส่รถเข็น ก็คงนอนต่อได้สบาย ...แต่ไม่ใช่กับยู พยายามขุดจาก car seat ให้เบามือที่สุด เอาลงนอนบนรถเข็นอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่แค่หลังสัมผัสกับรถเข็นเท่านั้นแหล่ะ ...จ๊ากกกกกกกก ร้องไห้ห้างแตก ไม่รู้โดนรถเข็นมันกัดเข้าหรือไง m- -m

การพาเด็กยูออกไปข้างนอกจึงเป็นเรื่องที่เครียดสำหรับแม่มือใหม่คนนี้พอควร ต้องลุ้นนนนนมันทุกวัน

...มีอยู่วันนึง ระหว่างลุ้นๆว่าวันนี้ยูจะมาไม้ไหนก็เจอคุณลุงพนักงานห้างคนนึงในลิฟท์

คุณลุง... 6 เดือนได้แล้วรึยัง

เรา... ยังค่ะ เพิ่งจะสี่เดือนครึ่ง

คุณลุง... เด็กผู้ชายใช่มั๊ย

เรา... ค่ะ

คุณลุง... แต่ก่อนลูกลุงก็น่ารักแบบนี้แหล่ะ (มาพร้อมแววตาเหงาๆ) ช่วงยังเล็กๆเนี่ย เก็บความทรงจำที่มีกับลูกไว้ให้ได้มากที่สุดนะ เพราะเวลาเหล่านั้นจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว ...ยิ่งเด็กผู้ชายด้วยแล้ว...

...แล้วลุงก็เงียบไป

เรา... ค่ะ

แล้วลุงเค้าก็ตามเก็บรถเข็นตามรายทางต่อไปอย่างเหงาๆ

...อย่าทำท่าเหงามากซิลุง หนูหวั่นๆเลยเนี่ย วันนั้นเลยทั้งหวั่นกลัวยูจะร้อง แล้วก็ต้องมาหวั่นเรื่องที่ลุงเค้าพูดอีก ..ลุงเนี่ย...!!

พัฒนาการลูกชายตัวน้อย
ยูมีกำลังขามากขึ้น นอนหงายถีบตัวเองได้ไกลขึ้น
ตอนนอนคว่ำก็ไถตัววนรอบๆได้ แต่ยังไม่เขยื้อนไปไหน
เดือนนี้พลิกหงายด้านขวาได้แล้ว ...ต้องลุ้นไม่แพ้ด้านซ้ายเลย
อีกอย่างคือ เริ่มกินเท้าตัวเอง ...อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นพัฒนาการหรือเปล่า คงใช่อ่ะเนอะ เหมือนเค้าคงเริ่มสนใจสิ่งต่างๆรอบๆตัวล่ะมั้ง

เริ่มเล่านิทานก่อนนอนให้ยูฟัง เด็กน้อยก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะแย่งเอาหนังสือนิทานไปกินซะมากกว่า m- -m


...ยูเต็มห้าเดือนที่น้ำหนัก 5.6 กิโล สูง 63 เซ็นต์ ตกเกณฑ์ได้ตกเกณฑ์ดีนะลูกนะ




 

Create Date : 21 มีนาคม 2555    
Last Update : 21 มีนาคม 2555 8:22:06 น.
Counter : 926 Pageviews.  

นอนให้นม ...สบายจริงหรือ


** นี่เป็นบันทึกย้อนหลังนะคะ แม่มันไม่มีเวลา แต่ก็ไม่อยากบันทึกแบบขาดๆหายๆเลยต้องกลับมาเขียนย้อนหลังเอา แหะๆ ตอนนี้ยูครบขวบเข้าไปแล้ว **

ก่อนหน้านี้สมัยยูยังเล็ก เรานอนให้นมเค้าค่อนข้างบ่อย ก็มันสบายนี่นา... แต่ก็รู้แท้แน่นอนแล้วว่า การนอนให้นมเนี่ย ไม่ได้ส่งผลดีใดๆกับตัวลูกเลย แค่ทำให้แม่มันสบายได้ยามเหนื่อยๆแค่นั้น นอนให้นมไม่จับเรอ ...ยูก็แหวะ นอนให้นมจนเคยตัว ...ยูก็ติดนม ไม่มีนมนอนไม่หลับซะงั้น แถมลูกก็กินนมได้ไม่เต็มที่ ก็มันเพลิน ดูดไปได้ไม่เท่าไหร่ก็หลับ เลยสัญญากับตัวเองว่า ถ้าไม่เหนื่อยจริงๆ ถ้ายังพอมีแรงอยู่ จะไม่นอนให้นมเค้าเด็ดขาด!!!

ตัดกลับมาญี่ปุ่น ^ ^

...กลับมาอยู่ที่ญี่ปุ่นในช่วงที่อากาศกำลังดี ฟ้าใส แดดสวย ดอกไม้บาน ยูเองก็คงชอบ ...แต่ๆๆๆ ตอนกลางคืนก็ยังหนาวอยู่ดี นอนใต้ผ้าห่มนุ่มๆอุ่นๆตลอดคืนคงไม่รู้สึกอะไร แต่ๆๆๆๆ (หลายแต่จังวุ้ย) ถ้าต้องลุกขึ้นมานั่งให้นมลูกนี่มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก หนาวๆนอนสบายๆอยู่ใต้ผ้าห่ม มันก็ไม่อยากจะลุกออกมานั่งหรือทำอะไรที่มันต้องโผล่พ้นผ้าห่มออกมาทั้งสิ้น

พอยูร้อง ด้วยความรักสบายของแม่มัน และลืมไปว่าเคยสัญญากับตัวเองไว้ว่ายังไง แรกๆก็นั่งให้นมดี หลังๆไม่ไหว ให้นมไปหนาวไป ขอนอนใต้ผ้าห่มอุ่นๆหน่อยก็แล้วกัน เมื่อเริ่มกลับมานอนให้นมอีกครั้ง สบายนี่หว่า ยูไม่แหวะแล้วด้วย ...ก็เริ่มมีครั้งที่สอง สาม สี่ และกลายเป็นทุกๆครั้งทุกๆคืนที่ลูกตื่นขึ้นมาร้อง จับนมยัดซักพักเงียบ แม่มันได้นอน ...สบาย

...แต่สบายได้ไม่เท่าไหร่ ยูเริ่มกลับมาเป็นเด็กติดนม จับนมยัดก็เงียบ พอหยุดดูดแม่ก็เอาออก ไม่ถึงห้านาที ตื่นอีก ร้องอีก จับยัดอีก พอไม่ดูด ก็เอาออก ตื่นอีก ร้องอีก ...วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนแม่ต้องให้ลูกนอนอมไปทั้งคืน นอนได้ท่าเดียว พลิกไปไหนไม่ได้ ปวดเอวมากกกกกกก ถึงมากที่สุด

ไม่ได้การ!!!! ขืนต้องนอนอย่างงี้ไปตลอด แม่มันไม่ได้หลับไม่ได้นอนยิ่งกว่าเก่าแน่ๆ อยู่ที่นี่ไม่มียายมาช่วย กลางวันก็ต้องทำนั่นนู่นนี่เองหมด หักดิบเลยละกัน ...แต่ไม่ใช่เลิกให้นมหรอกนะคะ น้ำหนักยูยังตกเกณฑ์อยู่ ยังไงก็ึคงต้องให้นมกันต่อไป แต่คราวนี้ง่วงแค่ไหน หนาวแค่ไหน แม่มันยอมกัดฟัน ลุกขึ้นมานั่งให้นมลูก ...แน่นอนว่าหลับคาเต้าอีกเช่นเคย แต่พอเอาลง ...เออ หลับแหะ ...สบายยยยยย เราจะได้นอนมั่ง

...แง........................................

แม่มันสลึมสลือหันไปดูนาฬิกา ...10 นาที!!!! เพิ่งลงนอนได้ 10 นาทีเท่านั้น ฮ่วย!!!! ง่วงนะเว้ยคุณลูก!!!! ...ไม่เป็นไร เอาใหม่ ...งัดลูกขึ้นจากเตียง ตั้งใจว่าจะอุ้มกล่อม แต่ที่ไหนได้ พอเจ้าตัวรู้ว่าจะไม่ได้นม ก็ดิ้นพราดๆๆๆๆๆๆ ข้อมือแม่ที่เป็นเอ็นข้ออักเสบอยู่มันไม่สามารถรับมือกับแรงของยูได้เลย ...เลยต้องยอม นมก็นมฟระ m- -m

จับเข้าเต้า ดูดแป๊บๆ หลับอีก เอาลงนอน นอนแป๊บๆ ตื่นอีก แม่อุ้มเข้าเต้าใหม่ ...เป็นหยั่งงี้ไปทั้งคืน ไม่มีการนอนให้นม นอนไม่เต็มที่ทั้งแม่และลูก ระหว่างวันยูก็จะงอแงมากมายเป็นพิเศษ เฮ้อ.... เหนื่อยทั้งกลางวันกลางคืนเลยตรู

พยายามจะหาเครื่องทุ่นแรง ...หรือเราจะลองใช้จุกหลอกดี ให้ดูดเฉพาะตอนนอนคงเลิกไม่ยากล่ะมั้ง มีอยู่แล้วสองอันได้มาจากโรงพยาบาลอันนึง อยู่ในเซ็ตของขวัญที่เพื่อนให้มาอีกอันนีง ไม่เคยใช้เลย ...เจ้าจะมีประโยชน์ก็วันนี้ล่ะ หึหึ

พอยูหลับ แต่ยังทำปากจ๊วบๆอยู่ เราก็จับจุกหลอกยัดเข้าปากเลยค่ะ ...แต่น แต๊นนนนนน ...ไม่ได้ผล ยูไม่เอาเลย ฮึ่มๆ

ลองเดินๆดูจุกหลอกของเด็กชาวญี่ปุ่น เฮ่ย..ทำไมรูปร่างไม่เหมือนกันอ่ะ หรือของที่นี่จะดีกว่า ซื้อกลับมาลองหน่อยละกัน

...มาตรการเดิม ...จับยัดใส่ปากเหมือนเดิม ...ไม่เอาเหมือนเดิม ...เซ็งหนักกว่าเดิม m- -m ลองอยู่หลายครั้ง ยังไงก็ไม่ได้ผล ...ลองหาข้อมูลดู เค้าว่าถ้าไม่ได้ให้เค้าดูดตั้งแต่แรกเกิด เด็กเค้าก็จะไม่ดูดแล้ว

...อ้าว... ก็ไม่เห็นมีใครบอก > <

....เลยต้องกลับมาทนใช้วิธีเดิม ไม่ได้นอนก็ไม่ได้นอนฟระ ไม่รู้จะใช้วิธีไหนแล้ววววว

แต่ไม่นานคะ ไม่เกินสองอาทิตย์ เห็นผล ^ ^ ยูหลับสนิทหลังจากที่เอาลงนอน ตื่นอีกทีก็สองช.ม.ให้หลัง (ยูเป็นเด็กที่ตื่นบ่อยมากกกกกกกกก ทุกๆสองช.ม.เลย T ^ T) เยสสสสสสส!!!! พอถึงเสาร์อาทิตย์ แม่มันไม่ทำอะไรเลย หลับเป็นตาย ปล่อยให้พ่อเค้าเลี้ยงกันไป ขอชาร์จแบตซักวันสองวันนะจ๊ะ จุ๊บๆ

...คราวนี้ไม่เอาแล้วจริงๆ ถ้าไม่เหนื่อยจนแทบสลบ ก็จะไม่กลับไปนอนให้นมติดๆกันแบบเดิมอีกเด็ดขาด อยากเลิกขาดเลยเหมือนกัน แต่คงยาก ...ก็จริงๆแล้วมันสบายนี่นา แหะๆ เอาไว้เป็นตัวช่วยยามหมดพลังฉุกเฉินคงไม่เป็นไรมั้งเนอะ


โฉมหน้าเด็กไม่ยอมนอน




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2555 13:25:18 น.
Counter : 3593 Pageviews.  

เดือนแรกกับชีวิตในญี่ปุ่น และเรื่องราวของวัคซีน


** นี่เป็นบันทึกย้อนหลังนะคะ แม่มันไม่มีเวลา แต่ก็ไม่อยากบันทึกแบบขาดๆหายๆเลยต้องกลับมาเขียนย้อนหลังเอา แหะๆ ตอนนี้ยูครบขวบเข้าไปแล้ว **

...เราสามคนพ่อ แม่ ลูก รวมทั้งคุณปู่ คุณย่า กลับมาถึงญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ น้องยูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยมาตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่อง แถมการนั่ง Car Seat ครั้งแรกจากสนามบินฮาเนดะมาถึงบ้านที่ชิซูโอกะ ...ก็ไกลหลายช.ม.อยู่ แต่ยูก็นั่งได้ไม่บ่นอะไร ...ทุกอย่างราบรื่นผิดจากที่คาดไว้มาก ...หรือลูกอาจจะยังงงๆอยู่

ถึงที่ญี่ปุ่นจะหมดหนาวไปแล้ว แต่อากาศก็ยังเย็นๆอยู่ เลยไปไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่าต้องใส่อะไรมากน้อยแค่ไหนถึงจะพอ ไอ้เราเห็นเด็กคนอื่นเค้าใส่กันไม่เท่าไหร่ แต่ย่าก็กังวลกลัวหลานจะหนาว แม่มันก็กลัวลูกจะร้อน ยูก็บอกไม่ได้ว่าร้อนหรือหนาว ตกลงก็ยุ่งอยู่แต่กับไอ้ร้อนๆหนาวๆเนี่ยแหล่ะ

มาถึงญี่ปุ่นภาระกิจแรกเลยคือ ต้องนัดเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ของทางเขตมาตรวจสุขภาพเด็กยู ที่ญี่ปุ่นนี่เค้ามีกำหนดให้พ่อแม่ควรจะต้องพาเด็กไปตรวจสุขภาพดูพัฒนาการของลูกตั้งแต่แรกเกิด ตามคู่มือตรวจสุขภาพแม่และเด็กของทางญี่ปุ่นนี่ (แม่ทุกคนจะต้องไปรับกับทางศูนย์สุขภาพของรัฐ หลังจากที่ทางโรงพยาบาลที่ไปฝากครรภ์ออกหนังสือรับรองการตั้งครรภ์ให้) ระบุให้เข้ารับการตรวจสุขภาพตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ ซึ่งโดยปกตินี่จะฟรี ...สวัสดิการดีเนอะ ก็แน่ล่ะซิจ่ายภาษีกันเท่าไหร่ล่ะ!! (แต่ก็ต่างกันไปในแต่ละเมืองแต่ละจังหวัดอีกแหล่ะค่ะ)

แต่เจ้ายูนี่อยู่ที่เมืองไทยไปซะสามเดือน ไม่มีโอกาสได้ไปตรวจตอนครบหนึ่งเดือนเหมือนเด็กคนอื่นๆเค้า เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ของทางเขตเลยขอตรวจพัฒนาการต่างๆทันทีหลังจากกลับมาถึงญี่ปุ่นนี่แล้ว ...จะเกิดในเกิดนอก เธอก็ไม่รอดมือชั้น ...ว่างั้น

ตรวจสุขภาพครั้งแรกนี่เจ้าหน้าที่มาเยือนถึงบ้าน จับถอดเสื้อผ้า ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง รอบอก รอบหัว ...โดยทั่วไปก็เหมือนๆกับที่เมืองไทย แล้วก็มีให้พ่อแม่สังเกตุลูกของตัวเองว่ามีพัฒนาการต่างๆตามที่เด็กหนึ่งเดือนควรจะเป็นหรือเปล่า ก็มี...

เด็กขยับแขนขาไปมาเมื่อไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหรือไม่
กินนมดีมั๊ย
สะดุ้งกางแขนขาออกหรือร้องไห้เมื่อมีเสียงดังหรือไม่
สะดือแห้งหรือยัง
ยังคงถ่ายเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีเทาหรือไม่

นอกนั้นเค้าก็มีอธิบายเรื่องวัคซีนว่าเด็กต้องฉีดอะไรบ้าง (ซึ่งโรงพยาบาลที่เราคลอดที่เมืองไทยไม่มีอธิบายอะไรแบบนี้ ...โดยปกติก็คงไม่มีมั้งเนอะ คลอดมาก็จับฉีดเองเลย แล้วก็นัดครั้งต่อไปให้เสร็จว่าต้องมาฉีดอะไรต่อ)

ที่ญี่ปุ่นนี่เค้าจะแบ่งออกเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) กับวัคซีนทางเลือก (มีทั้งที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้อง ขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัดค่ะ) ซึ่งโดยปกติจะเริ่มฉีดให้เมื่อเด็กครบสองเดือนไปแล้ว แต่เจ้ายูโดนตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาออกมาดูโลก เลยฉีดไปหลายขนานมากตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย ...ซึ่งจริงๆไม่ต้องรีบฉีดไง มารับของฟรีที่ญี่ปุ่นนี่ก็ได้ แต่ทางโรงพยาบาลคงเห็นว่ายังไงๆก็ต้องฉีดเลยฉีดให้เลยเสร็จสรรพ แม่มันไม่ได้รู้เรื่องเล้ยยยยยยย แถมเมืองที่เราอยู่นี่ไม่ได้ฟรีแค่วัคซีนภาคบังคับ อย่างคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ฯลฯ แต่วัคซีนแพงๆอย่าง IPD Hib เค้าก็ฉีดให้ฟรี!!!! เสียที่เมืองไทยไปตั้งหลายพัน ไม่น่าเลยตรู - -" และที่ตกใจอีกอย่างคือ ที่ญี่ปุ่นนี่ไม่มีวัคซีนโรต้า (ณ ตอนนั้นนะคะ) ทำไมอ่ะ ก็เห็นเด็กๆก็เป็นกัน ทำไมไม่มีฟระ!!! แอบเชยนะเนี่ย

แต่ที่เชยสุดๆยิ่งกว่าคือ วัคซีนโปลิโอที่นี่มีแต่แบบหยอด ของยูฉีดโปลิโอพร้อมคอตีบ ไอกรน บาดทะยักที่เมืองไทยมาแล้ว จะมารับแบบหยอดที่ญี่ปุ่นนี่ต่อก็ได้ แต่จากสถิติความเสี่ยงของเด็กที่รับวัคซีนหยอดของที่นี่มันช่างไม่น่าพิศมัยเลยจริงๆ สถิติว่ายังไงนะเหรอคะ ก็ว่าไว้ว่า ในเด็ก 4 – 5 ล้านคน จะมีหนึ่งคนที่เป็นอัมพาตเนื่องจากเชื้อแพร่เข้าสู่ไขสันหลัง
โอ้วววววว น่ากลัวมาก โดยหลักสถิติแล้ว ตัวเลขเท่านี้จะถือว่ามากหรือน้อยนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือมันไม่ปลอดภัย 100% เลยคิดหนักเลยว่าจะไปยังไงต่อดี

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนโปลิโอแบบฉีดแล้วก็แบบหยอดของเมืองไทยค่ะ (สรุปจากหนังสือ “วัคซีน...น่ารู้” โดยสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Clinicdek)

วัคซีนโปลิโอ... หยอดหรือฉีดดีกว่ากัน

วัคซีนโปลิโอชนิดหยอด... เป็นวัคซีน “เชื้อเป็น” เตรียมจากไวรัสโปลิโอที่มีชีวิตนำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง แต่ยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นได้ ใช้โดยการหยอดใส่ปาก ซึ่งเป็นการเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ และป้องกันได้ทันทีหลังให้วัคซีน ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ทั้งในกระแสเลือดและภูมิคุ้มกันที่เยื่อบุลำไส้ ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในลำไส้ไม่ให้รุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย และขัดขวางเชื้อโปลิโอที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่อาจได้รับเข้ามาโดยไม่ก่อให้เกิดโรค ส่วนภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดจะสกัดกั้นไม่ให้ไวรัสที่ผ่านเข้าสู่กระแสเลือดเข้าสู่ระบบประสาท

แต่เนื่องจากวัคซีนชนิดหยอดเป็นวัคซีนเชื้อเป็น อาจทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนหรือผู้ที่สัมผัสกับอุจจาระของผู้ที่ได้รับวัคซีนเกิดอาการอัมพาตขึ้นได้ แต่พบน้อยมากและความเสี่ยงจะลดลงไปในการรับวัคซีนครั้งต่อๆไป ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตเพิ่มขึ้น
(นั่นหมายความว่า ผู้ที่ไม่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ยังคงเสี่ยงอยู่ดี???) ดังนั้นก่อนให้วัคซีนโปลิโอชนิดหยอด ควรสอบถามให้แน่ใจว่าไม่มีสมาชิกในครอบครัวมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือกำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ในประเทศไทยพบอาการอัมพาตจากวัคซีนโปลิโอชนิดหยอดน้อยมาก โดยในช่วงปี พ.ศ.2544-2547 พบเพียง 1 รายและพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด... อยู่ในรูปของวัคซีนรวม โดยรวมอยู่กับวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน วัคซีนฮิบ และวัคซีนตับอักเสบบี รวมเป็น 4, 5 หรือ 6 ชนิดในเข็มเดียวกัน สามารถใช้ทดแทนวัคซีนโปลิโอชนิดหยอดได้ วัคซีนนี้มีข้อบ่งใช้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว

มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างภูมิคุ้มกันในกระแสเลือด แต่สร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ได้น้อย และสามารถลดอาการอัมพาตซึ่งเป็นผลข้างเคียงของวัคซีนชนิดหยอด

วัคซีนโปลิโอชนิดฉีดเป็นวัคซีน “เชื้อตาย” ไม่ทำให้เกิดอาการอัมพาตหลังได้รับวัคซีน สามารถใช้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่มีราคาสูงและสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ในลำไส้ได้น้อยกว่าวัคซีนชนิดหยอด จึงอาจจะไม่สามารถระงับการระบาดของโรคได้ทันท่วงที


...สรุปคือ แบบหยอด มีความเสี่ยงเป็นอัมพาต (ในไทยสี่ปีำพบหนึ่งคน) แต่ได้รับปุ๊บ ป้องกันปั๊บ จึงเหมาะกับประเทศที่ยังไม่ได้รับการประกาศว่าปลอดเชื้อโปลิโอแล้ว ...แบบฉีด ไม่มีความเสี่ยงใดๆ แต่ได้รับปุ๊บ ยังไม่ป้องกันปั๊บ จึงเหมาะกับประเทศที่โปลิโอได้สูญสลายหายไปแล้ว...

...กลับเ้ข้าเรื่องของเราต่อ เรื่องการฉีดวัคซีนของที่นี่ แม่ก็ต้องเป็นคนโทรไปนัดหมอเองว่าอยากให้ลูกฉีดอะไร เมื่อไหร่ ฉีดเสร็จหมอไม่มีนัดครั้งต่อไปนะคะ ไม่บอกด้วยว่าเข็มต่อไปต้องทิ้งระยะห่างเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ถามก็ต้องศึกษาเอาเอง

การตรวจร่างกายที่ญี่ปุ่นครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี น้ำหนักยูตกเกณฑ์ก็จริง แต่เจ้าหน้าที่บอกให้อุ่นใจว่าเส้นกราฟเป็นสถิติโดยเฉลี่ย เด็กไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักส่วนสูงอยู่ในช่วงกราฟ ขอเพียงแค่มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกเดือนขนานไปกับแนวกราฟเท่านั้นพอ ...ค่อยโล่ง

พัฒนาการของลูกชายตัวน้อย
หัวเราะเก่งขึ้นมาก และแน่นอนว่าร้องไห้เก่งขึ้นด้วย แต่สิ่งที่ชอบและหลงรักมากที่สุดคือ รอยยิ้มของลูกชายตัวน้อยหลังตื่นนอน น้องยูตื่นปุ๊บก็ร่าเริงปั๊บ ยิ้มแฉ่งให้แม่ทุกเช้าเลย เป็นพลังในการเริ่มวันใหม่ที่ดีมากๆ

เดี๋ยวนี้ยูคอแข็งแล้วด้วย เวลาอุ้มหรือเวลาอาบน้ำให้แม่สบายขึ้นเยอะมากๆเพราะไม่ต้องคอยประคองคอเหมือนแต่ก่อน ที่ญี่ปุ่นนี่ห้องอาบน้ำประจำตัวของยูคือ ซิงค์ล้างจาน เอาอ่างเล็กๆใส่ลงไป สะดวกกว่านั่งอาบมากๆ ไม่งั้นอาบน้ำให้ยูทีไรแม่ต้องเปียกไปด้วยทุ๊กกกกที

พลิกหงายตัวเองได้แล้วนะฮะ อิอิ กว่าจะพลิกได้แม่มันก็ลุ้นนนนนนหยั่งกะลุ้นมวย 5555 แต่ได้อยู่ด้านขวาด้านเดียว ซ้ายยังไม่ตามมา

เริ่มจับผ้า จับของเล่นเองได้ และแน่นอน เริ่มเอาของเล่นเข้าปาก

...ได้เห็นพัฒนาการของลูกทุกวันนี่มันสนุกดีแหะ

กิจกรรมนอกบ้าน
...ชีวิตยูมาเริ่มต้นที่ญี่ปุ่นนี่พร้อมฤดูซากุระบาน ช่างเป็นฤกษ์งามยามดีซะจริง ^ ^


ยูกับซากุระแถวๆบ้าน

วันดีคืนดีพ่อเค้าอยากพาลูกไปเที่ยวทะเล ...เอ่อมมมมม ทะเลหนาวๆเนี่ยนะ แต่ก็อย่างว่า เค้าเห่อลูกเค้า อยากพาไปนั่นไปนี่ตลอด ลูกใครใครก็เห่อ ...หรือจะว่าไม่จริง ^ ^


แต่ทะเลแถวบ้านนี่ืทำได้แค่รับลมทะเล เพราะมันเป็นหาดหิน น้ำลึกอีกต่างหาก ตอนเอายูลงไปเดินเล่นก็ต้องห่อกันเป็นดักแด้ เพราะมันหนาววววววมากกกกกกกกกก ยูึคงไม่รู้ว่าพามาที่ไหนเพราะมองอะไรไม่เห็น 55555

...ส่วนแม่มัน ผ่านเดือนแรกในการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นโดยไม่ได้ปั๊มนมเลยซักครั้งเดียว อุตส่าห์แบกมาจากเมืองไทย หนักก็หนัก แบกมาวางไว้ให้ฝุ่นมันจับเล่นซะงั้น ก็นะ...อยู่เมืองไทยยังมียายมาช่วยป้อน อยู่ญี่ปุ่นนี่ จะให้มาปั๊มเอง ป้อนเอง ...ไม่ไหวมั้ง งานบ้านก็ต้องทำเอง แล้วจะเจียดเวลาเสี้ยวไหนมาปั๊มนมได้ล่ะนั่น ยูเลยไม่ต้องกล้ำกลืนดูดจากขวดที่ไม่ค่อยชอบ โชคดีไป


...ยูครบเดือนแรกที่ญี่ปุ่น (เต็มสี่เดือน) ที่น้ำหนัก 5.4 กิโล สูง 62 เซนต์ ...(น้ำหนักยังคงตกเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง > <)




 

Create Date : 26 มกราคม 2555    
Last Update : 26 มกราคม 2555 11:42:59 น.
Counter : 1734 Pageviews.  

จากลูกถึงแม่... ขอบคุณค่ะแม่


ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อคลูกซะนาน ตั้งแต่พายูกลับมาญี่ปุ่นนี่ก็ไม่มีเวลา... ก็ไม่เชิง มันไม่มีสมาธิที่จะมานั่งเขียนนั่งเล่าอะไรเท่าไหร่เลย

จริงๆเรื่องนี้อยากเขียนมานานละ ตั้งใจว่ายังไงก็ต้องเขียนให้ได้ ...อยากขอบคุณผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูแลเรามาตลอดช่วงที่เราตั้งท้อง ...ไม่ใช่ซิ จริงๆเค้าดูแลเรามาตั้งแต่เกิดต่างหาก ไม่ใช่ใครอื่นไกล เค้าคนนั้นก็คือ “แม่”

หลังจากคลอดน้่องยู มีน้องคนนึงถามเราว่า

“พี่ก้อ พอมีลูกของตัวเองแล้ว รู้สึกรักแม่มากขึ้นเลยมั๊ย”

...มาอีกแล้ว คำถามตอบยาก ไปไม่ถูกอีกเหมือนเคย อึ้งไปหลายวิอยู่ มัวแต่ถามตัวเองว่า ...นี่ชั้นรักแม่มากขึ้นบ้างรึเปล่า

“พี่ก้อเค้ารักแม่มากอยู่แล้วไง” ...มีน้องคนนึงเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ไว้ให้

นั่นแหล่ะ ใช่เลย!!! ลูกคนนี้ไม่ได้รู้สึกรักแม่มากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะรักยังไงให้ได้มากกว่านี้ แต่ความรู้สึกที่มีมากขึ้นก็คือ “ชั้นทึ่งผู้หญิงคนนี้จริงๆ... หนูทึ่งในความเป็นแม่ของแม่มาก” ตอนท้องเคยคิดว่า ...อยากเป็นแม่ให้เหมือนอย่างที่แม่เป็น แต่ตอนนี้กลับคิดว่า ...ชั้นจะเป็นแม่ได้เหมือนแม่ซักครึ่งนึงมั๊ย

...เราว่าลูกๆหลายคน หรืออาจจะทุกคนด้วยซ้ำที่พอมีลูกของตัวเองแล้วก็จะอาจจะรู้สึกแบบเรานี่แหล่ะ

ก่อนคลอดมีหลายคนบอกไว้ว่า ระวังภาวะซึมเศร้าหลังคลอดนะ เรื่องเล็กๆน้อยๆก็ร้องไห้ น้อยใจ หรือจิตตกโดยไม่มีสาเหตุ ...ที่เค้าว่าคนท้องจะขี้น้อยใจ เราก็ไม่เป็นอย่างใครเค้า ...สามีบอกว่า ขี้น้อยใจขั้นเทพอย่างเรา ถึงจะท้องก็ไม่สามารถขี้น้อยใจไปได้มากกว่านี้แล้้วล่ะ (นี่ชั้นควรจะดีใจ ?)

พอหลังคลอดไอ้อาการจิตตก นอยด์ โลกสีเทาก็ไม่ได้ประสบพบเจอเหมือนกัน ไม่ว่าทางการแพทย์หรือตามหลักจิตวิทยามันจะเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่ รู้แต่ว่าขอยกความดีนี้ให้ครอบครัวของเราที่เมืองไทยทุกคน และแน่นอน... คนที่สำคัญที่สุดก็คือ “แม่”

เราข้ามน้ำข้ามทะเลกลับไปคลอดที่บ้าน ที่ที่ไกลสามี นอนรอคลอดตั้งแต่เช้าเหงาๆอยู่คนเดียว กว่าจะคลอดก็เย็น ไม่มีใครมาคอยกุมมือ เช็ดเหงื่อ หรือเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ แต่เรารู้ว่ามีพ่อ แม่ แล้วก็น้องชายนั่งรอเป็นเพื่อนเราอยู่ข้างนอกห้องคลอด ...แค่นั้นก็พอแล้ว

3 วัน 2 คืน ระหว่างที่นอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ก็ได้แม่นี่แหล่ะที่มานอนเฝ้าเราทุกคืน คนแก่อายุ 70 ต้องมาอดหลับอดนอน เพราะเดี๋ยวๆพยาบาลก็มาปลุกให้กินยา ซักพักเข้ามาอีกละ ขอวัดความดัน อีกเดี๋ยวก็เข็นลูกมาให้ดูดนม แม่ก็พลอยไม่ได้หลับไม่ได้นอนไปด้วย

ระหว่างที่พักฟื้น พยาบาลเอาลูกเข้ามาดูดนมเราทุกๆสามช.ม.ก็จริง แต่เราไม่มีนมให้ลูกเลยแม้แต่หยดเดียว และแน่นอนว่าสมัยแม่เราก็ไม่ได้มีการรณรงค์ส่งเสริมนมแม่อะไรกันมากมาย ความรู้เรื่องการให้นมแม่ของแม่เราจึงแทบไม่มีเลย แต่แม่ก็ยอมเปิดใจฟังคุณหมออธิบาย อ่านหนังสือเกี่ยวกับการให้นมแม่ที่คุณหมอเอามาให้ ...อ่านจบก่อนเราอีก แล้วก็มาอธิบายให้ฟังเป็นฉากๆ แม่ไม่กดดันเรื่องที่เราไม่มีน้ำนมเลย อาจมีอารมณ์สงสารหลานอยู่บ้าง พอเห็นหลานร้องไห้ แม่ก็ว่า ...ก็เค้าคงไม่อิ่ม มันไม่มีอะไรให้กิน แต่แม่ก็ไม่เคยขยั้นขยอให้ป้อนนมผงเลยแม้แต่ครั้งเดียว กลับกัน... แม่กลับขยั้นขยอให้เราคอยปั๊มนม นมมันจะได้เพิ่มพอให้หลานเค้ากิน

พอกลับมาที่บ้านก็ยังมานอนเป็นเพื่อนเรากับลูก ตกกลางคืนเวลาที่ยูร้องไห้ไม่ยอมหยุด ไอ้เราก็หมดแรง ไม่รู้จะอุ้มยังไง ไม่รู้จะกล่อมแบบไหน แม่ก็เป็นคนที่อุ้มยูไปกล่อมให้ ส่วนเราน่ะเหรอ... นอนหลับรออยู่บนเตียง ...นี่ชั้นทรมานคนแก่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

แม่ให้ความร่วมมือดีมากในทุกๆเรื่อง ช่วยเหลือทุกๆอย่าง สอนเรามากมาย ส่วนใหญ่ไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่เป็นการกระทำ แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่บางทีเรามองข้ามเค้าไป ไปไหว้วานคนอื่น จริงๆก็เพราะกลัวเค้าเหนื่อย แต่แม่กลับบอกว่า “อยากได้อะไรบอกแม่ซิ เดี๋ยวแม่ทำให้”

...บางทีก็รู้สึกเหมือนจะเคยตัวที่ (ต้อง) มีแม่อยู่ข้างๆ ไม่ต้องช่วยอะไรมาก ขอแค่มีเค้าอยู่ข้างๆ แค่นั้นก็อุ่นใจ รู้ว่าถ้าเราไม่ไหว เราสามารถเรียก “แม่” ได้ตลอดเวลา

...อยากเป็นแม่ให้ได้อย่างที่แม่เป็นจัง


บางครั้งก็แอบคิดว่าแม่จะคิดถึงหลานเค้ามากแค่ไหน เค้าเลี้ยงของเค้ามา แล้วเราก็มาพรากหลานเค้าไป...




 

Create Date : 24 กันยายน 2554    
Last Update : 26 มกราคม 2555 11:22:13 น.
Counter : 650 Pageviews.  

พาลูก 3 เดือนบินกลับญี่ปุ่น ...แน่ใจเหรอ


กริ๊งงงงงง ...ตกลงแกจะกลับญี่ปุ่นเมื่อไหร่วะ แล้วกลับได้เหรอแก
กริ๊งงงงงง ...บ้านแกปลอดภัยดีใช่มั๊ย โดนผลกระทบอะไรบ้างป่าว
กริ๊งงงงงง ...คนทางโน้นเป็นยังไงบ้าง แล้วเราเลื่อนตั๋วกลับไปก่อนไม่ได้เหรอ
กริ๊งงงงงง ...ได้ข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหว แล้วมันใกล้กับเมืองที่เราอยู่รึป่าว
กริ๊งงงงงง ............

11 มี.ค. 2554
นอนกล่อมยูไปเช็คเมลล์ไป (สามารถมาก เหอๆ) อยู่ๆก็มีเมลล์จากพ่อสามีว่า “เคนให้เมลล์มาบอกว่าที่ญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหว แต่ที่นี่ไม่มีใครเป็นอะไร ปลอดภัยดีกันทุกคน ไม่ต้องเป็นห่วง”
...ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวบ่อยจนเป็นเรื่องปกติมากมาย แต่ครั้งนี้ต้องไม่ปกติแน่ๆไม่งั้นคงไม่ให้พ่อเมลล์มาบอกเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้
เปิดทีวีเช็คข่าว ก็ยังไม่มีข่าวช่องไหนออกเลย ...คงไม่หนักหนามากล่ะมั้ง
พอเดินกลับเข้่าห้องไปดูลูกได้ซักพัก แม่ก็หน้าตาตื่นเดินมาบอกว่า ข่าวออกว่าที่ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวน่ะ ตั้ง 9 ริกเตอร์ มีสึนามิด้วยนะ ใกล้เมืองที่เราอยู่รึป่าว ทางโน้นเค้าเป็นไงกันมั่ง

“รู้แล้ว เค้าไม่เป็นไรกัน ปลอดภัยดีกันทุกคน แล้วก็ไม่ได้เกิดใกล้เมืองที่ก้ออยู่ด้วย”

ตอบแบบทำหน้าตาว่ามันไม่มีอะไรหนักหนาสุดฤทธิ์ ก็ไม่อยากจะให้ตื่นตระหนกก็แค่นั้น

... แต่ในใจน่ะเหรอ "เฮ้ย ตั้ง 9 ริกเตอร์ มีสึนามิด้วย !!!!"

หลังจากนั้นก็มีคนเป็นห่วงเป็นใยส่งเสียงมาถามข่าวคราวมากมาย แต่เมืองที่เราอยู่ไกลจากเมืองมิยางิที่เกิดเหตุมากอยู่ เลยมั่นใจว่าไม่มีอะไรกระทบรุนแรงแน่นอน

...แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวว่า โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมาได้รับผลกระทบทำให้มีกัมมันตภาพรังสีรั่วออกมาจากโรงงาน ...ไอ้อันนี้ซิน่ากลัว หรือเราจะกลับญี่ปุ่นไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ

...ได้ข่าวเรื่องโรงงานในฟุกุชิมา เป็นยังไงกันบ้าง ที่เมืองไทยนี่ออกข่าวใหญ่โต จริงๆมันเป็นยังไงเหรอ

เงียบ

...ได้ข่าวว่าที่โตเกียวมีปริมาณกัมมันตภาพรังสีสูงอยู่เหมือนกัน ขากลับต้องบินไปลงโตเกียว ยูยังเล็กอยู่ จะปลอดภัยเหรอ

เงียบ

ถามอะไรไปก็ “เงียบ” ไม่มีเสียงตอบจากเมลล์ที่ส่งไปเลยซักครั้ง เฮ้อ...

25 มี.ค. 2554
ยูได้เจอหน้าปู่ย่า และพ่อเค้าเป็นครั้งแรก ...ที่เมืองไทย ปู่ย่าเจอหน้าหลานก็ดีอกดีใจ แต่ยังไม่มีใครกล้าอุ้ม ส่วนพ่อยูน่ะเหรอ เหมือนจะทำตัวไม่ถูก ไม่เข้ามาดูลูก ทักลูก คงยังแปลกๆเขินๆ ไม่รู้ว่าจะเอายังไงดีล่ะมั้ง

มาคราวนี้นอกจากจะมารับเราแม่ลูกกลับญี่ปุ่นแล้ว ก็ต้องมาจัดการเรื่องพาสปอร์ตไทยของยูให้เรียบร้อย พาสปอร์ตญี่ปุ่นนี่ไม่มีปัญหา เพราะเค้าให้พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งไปยื่นแทนก็ได้ แต่พาสปอร์ตไทยนี่ซิ พ่อกับแม่ต้องไปเซ็นลายเซ็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เลยต้องให้พ่อเค้าบินมาทำเรื่องให้เรียบร้อย พอพาสปอร์ตไทยเรียบร้อย เราก็ยื่นเรื่องขอเพิ่มชื่อกลางในพาสปอร์ตญี่ปุ่นให้น้องยูทันที ...ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหา

ระหว่างที่อยู่ที่เมืองไทยนี่ เราไม่มีการพูดถึงกันเลยซักครั้งว่าจะกลับญี่ปุ่นได้หรือเปล่า มันเหมือนเป็นสิ่งที่รู้ได้โดยอัตโนมัติว่า “ก็เค้ายังบินมาได้ ทำไมเราจะบินกลับไปไม่ได้”

29 มี.ค. 2554
“อายุยังไม่ถึงขวบมีพาสปอร์ตแล้ว แถมได้นั่งเครื่องบินอีก ตอนตาเด็กๆยังปั้นดินเล่นน้ำคลองอยู่เลย เมืองนอกเมืองนาไม่เคยรู้จัก” ...ตาแซวหลานที่กำลังจะบินจากเมืองไทยในวันนี้

วันนี้เป็นวันที่น้องยูจะได้ขึ้นเครื่องบินเป็นวันแรก และแน่นอนว่าลูกคงจำเหตุการณ์วันนี้ไม่ได้ การพาน้องยูขึ้นเครื่องครั้งนี้ ก็ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม แจ้งกัีบทางสายการบินล่วงหน้าว่าเราจะำพาเด็กเล็กบินด้วย ...จริงๆก็รู้ได้ตั้งแต่ตอนจองตั๋วแล้ว เพียงแต่เด็กเล็กของเรานี่ไม่มีที่นั่ง แต่เราต้องขอที่นอนให้เค้าด้วย

เด็กเล็กวัยก่อนสองขวบนี่โดยทั่วไปจะคิดราคาที่ 10% ของราคาผู้ใหญ่ ...กรณีที่เด็กนั่งกับผู้ใหญ่นะคะ แล้วสัมภาระของเด็กก็ได้ที่ 10 กิโล โดยทั่วไปสายการบินจะให้เด็กเล็กอายุตั้งแต่ 7 วันขึ้นไปบินได้แล้วค่ะ

ครั้งนี้เราบินกับ ANA พอทางสายการบินทราบว่าเราพาเด็กเล็กบินด้วย เค้าก็กันที่นั่งด้านหน้าติดผนังไว้ให้เลย เพื่อใช้ติดตั้งที่นอนของเด็ก หรือที่เค้าเรียกว่า “bassinet” ก่อนบินเราก็เช็คอินล่วงหน้าทางอินเตอร์เนต ...ผ่านไปได้ด้วยดี ...ยกเว้นเรา !

“ANA เหรอคะ คือจะบินคืนนี้อ่ะค่ะ แต่เช็คอินออนไลน์ไม่ได้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรคะ”

“คุณมีผู้ติดตามด้วย (ก็คือน้องยูนั่นเอง) คนอื่นถือตั๋วเดี่ยว เลยเช็คอินได้ แต่ตั๋วคุณถือร่วมกับลูก ต้องมาเช็คอินหน้าเคาน์เตอร์ค่ะ” ...เป็นงั้นไป

สัมภาระทั้งสิ้น 120 กว่ากิโล ของผู้ใหญ่ 4 คน และทารกอีกหนึ่ง แต่เกินครึ่งเป็นของยูทั้งนั้น พร้อมบินกลับญี่ปุ่นแล้วคืนนี้

พาเด็กอายุยังไม่เต็ม 3 เดือนดีขึ้นเครื่องบินนี่ เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากกกกกก ทีแรกว่าจะจองไฟล์ทกลางวัน ถ้าร้องจะได้ไม่เป็นการรบกวนผู้โดยสารคนอื่นมากเกินไป แต่ไฟล์ทดันเต็มหมด ช่วยไม่ได้ ต้องจองไฟล์ทกลางคืนแทน

“เวลาเครื่องขึ้นลง อย่าลืมให้ลูกดูดนมนะคะ เค้าจะได้ไม่เจ็บหู”

คุณหมอเด็กที่หาอยู่ให้คำแนะนำก่อนบิน

เราไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย ยูเป็นเด็กนมแม่ 100% เต็ม เลยไม่ต้องเตรียมน้ำ ไม่ต้องเตรียมนมผง แค่เตรียม (นม)แม่มันให้พร้อม ...เท่านั้นพอ

...ตามธรรมเนียม ผู้โดยสารที่มีเด็กเล็กจะได้ขึ้นเครื่องก่อนใคร

ขึ้นไปได้ไม่เท่าไหร่ ยูก็ร้องหิวนม ...จะกินตอนนี้เลยเหรอลูก เดี๋ยวหนูอิ่มก่อนเครื่องขึ้น หนูเลิกดูดนมหนูจะเจ็บหูเอานา... ทนอีกนิดละกัน

...แต่ยูไม่ยอม

..กินก็กินวะ

พอเครื่องเริ่มออกวิ่ง แม่มันก็ลุ้นให้ลูกดูดนมไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งมาอิ่มเอาตอนนี้นะ แม่ยังไม่อยากโดนพิฆาตทางสายตาจากคนแถวนี้ ...ในที่สุด พอเครื่อง take off ปุ๊บ ยูหยุดดูดนมปั๊บ แล้วก็หลับไปเลย พาลูกบินไฟล์ทดึกนี่มันดีอย่างงี้นี่เอง


หน้าตาเจ้า bassinet ค่ะ รับน้ำหนักได้ถึง 10 กิโล แต่นี่ยูแค่ 5 โล เราก็ว่าแน่น bassinet แล้วนะ ช่วงที่เค้ายังไม่ปิดไฟ เราก็เอาผ้ามาคลุมแสงสว่างจะได้ไม่แยงตาลูก

ไฟล์ทนั้นทั้งไฟล์ทยูก็ร้องแอ๊ะๆตื่นขึ้นมากินนมสามรอบ ไม่มีร้องไห้โวยวายอย่างที่แม่มันกังวล อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนตื่นง่ายด้วย แค่ยูร้องแอ๊ะเดียวเราก็ตื่นแล้ว พ่อมันยังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ 555

ภายในเครื่องจะวุ่นวายขนาดไหน แอร์สาวสวยเดินไปมา เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟเครื่องดื่ม ประกาศต่างๆในเครื่อง ยูไม่สนใจทั้งนั้น มาตื่นตาสว่างอีกทีก็ตอนที่ล้อกระแทกพื้น

ไม่น่าเชื่อว่าบินกับเด็กเล็กมันจะง่ายถึงเพียงนี้ ของเล่นไม่ต้อง ไม่มีข้อต่อรอง ง่วงเป็นนอน ก็แค่นั้น


น้องยูตอนเกือบครบสามเดือน ยิ้มเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

น้ำหนักเดือนนี้ก็อยู่ที่ 4.9 กิโล ความยาว 59 ซ.ม. น้ำหนักเริ่มตกเกณฑ์ ไหงงั้นล่ะลูก




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 5 มกราคม 2555 19:11:41 น.
Counter : 1771 Pageviews.  

1  2  3  

HappyToBeMe*
Location :
Shizuoka Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เรียนเอกญี่ปุ่น ทำงานบริษัทญี่ปุ่น แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น บางช่วงก็เกลียดญี่ปุ่นเข้าไส้ บางช่วงก็รักใจจะขาด ไม่นึกว่าญี่ปุ่นจะมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตมากมายขนาดนี้เลยนะเนี่ย

เพื่อการอ่านหน้าบล็อคให้ได้ตามความตั้งใจของจขบ. ลองดาว์นโหลดฟอนต์ดู ที่นี่ เลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณ iannnnn มากๆที่สร้างสรรค์ฟอนต์สวยๆให้ได้ใช้กันนะคะ

**สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพ และ ข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุดนะคะ**

New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HappyToBeMe*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.