เจาะตำนาน "The Rock"


“Alcatraz” หรือที่รู้จักกันดีในนาม “The Rock” ...เป็นเกาะโดดเดี่ยวกลางอ่าวซาน ฟรานซิสโก เคยถูกใช้เป็นคุกทางทหารก่อนที่จะมาเป็นเรือนจำของซาน ฟรานซิสโก เนื่องด้วยความโหดร้ายทางสภาพแวดล้อม พื้นดินแห้งแล้ง คลื่นลมแรง อีกทั้งยังล้อมรอบด้วยน้ำทะเลที่มีความหนาวเย็นตลอดทั้งปี ว่ากันว่าไม่มีนักโทษคนใดสามารถหลบหนีออกไปจากคุกอันโหดร้ายแห่งนี้ได้ ถึงแม้จะมีหลายคนพยายามหลบหนี แต่คนเหล่านั้นไม่ถูกจับได้ ก็ถูกฆ่าตายระหว่างการจับกุม จะมีก็แต่นักโทษ 3 คนที่หายไปในทะเลและไม่มีใครพบเห็นคนเหล่านั้นอีกเลย ก็เลยไม่ได้รู้กันเลยว่าที่หนีลงทะเลไปได้นี่ ...รอดหรือตาย

นักโทษคนดังที่รู้จักกันดีไปทั่วโลกก็อย่างเช่น

อัล คาโปน หัวหน้าแก๊งมาเฟียขนาดใหญ่ที่สุดในชิคาโก ดำ้เนินธุรกิจผิดกฎหมายมากมาย ทั้งการพนัน ลักลอบนำเข้าของผิดกฎหมาย ค้าเหล้าเถื่อน ธุรกิจโสเภณี พัวพันในคดีสังหารหมู่ แต่มาถูกจับด้วยคดีหลีกเลี่ยงภาษี

โรเบิร์ต แฟรงคลิน สเตราท์ หรือ “Birdman” ถูกจำคุกฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา เค้าเกิดมาสนใจเรื่อง “นก” ตอนที่ถูกคุมขังอยู่ที่คุก Leavenworth ที่นั่นเค้าเลี้ยงนกไว้กว่า 300 ตัว และยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับนกขึ้นมาอีก 2 เล่ม เค้าได้รับความเห็นใจและการยกย่องจากผู้รักนกทั้งหลาย แต่หลังจากที่เค้าถูกย้ายมาอยู่ที่อัลคาทราซ เค้าก็ไม่สามารถเลี้ยงนกที่เค้ารักได้อีกต่อไป

…เรือที่จะพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชม “เกาะหิน” จะออกทุกๆครึ่งชั่วโมง คณะเราจองไว้รอบ 10 โมงเช้า โดยเรือจะออกจากท่า Pier 33 ราคาก็... เด็ก (5 – 11 ปี) 16 ดอลล่าร์ ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 62 ปีขึ้นไป 24.50 ดอลล่าร์ นอกนั้นก็ 26 ดอลล่าร์ค่ะ เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยที่ alcatrazcruises

แนะนำอย่างนึงว่า จะเที่ยวอัลคาทราซนี่เลือกช่วงเช้าน่าจะดีกว่า เพราะอากาศบนเกาะนี่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ถึงแม้อากาศบนฝั่งจะอบอุ่นกำลังสบาย แต่ที่เกาะอาจจะหนาวลมแรงก็เป็นได้

อีกอย่าง... กินมาเสียให้พร้อมนะคะ เพราะเค้าห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไปบนเกาะ จะทานได้ก็แต่บนเรือเท่านั้น


ถึงแล้วค่ะเกาะอัลคาทราซ ...ถ้าเดินอยู่คนเดียวอาจชวนขนหัวลุกได้ แต่นี่นักท่องเที่ยวล้นหลามไม่มีซอกหลืบไหนที่วิเวกวังเวงเลย


ภายในตัวอาคารค่ะ ...ที่ว่าคุกแห่งนี้โหดร้าย แต่เท่าที่ดู เึค้ามีห้องขังหลายประเภทเหมือนกันนะคะ

อีกทั้งนักโทษชั้นดียังได้รับอนุญาตให้ทำโน่นทำนี่ได้มากมาย อย่างห้องข้างบนมีภาพวาดฝีมือนักโทษวางเรียงเต็มไปหมด บางห้องก็มีกีต้าร์ มีหนังสืออ่านเล่นวางเรียงอยู่เต็มชั้น


แต่ที่แน่ๆก็มีคุกมืดและคุกขังเดี่ยวสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์ด้วย แค่เห็นห้องก็น่ากลัวแล้ว เป็นแค่ห้องสี่เหลี่ยม ไม่มีที่นั่งส้วม อ่างล้างหน้า หรือเตียงเหมือนกับห้องนักโทษอื่นๆ ไม่อยากจะคิดว่าคนที่ถูกขังอยู่ในนั้นจะมีสภาพยังไง ...เพราะแค่คิดภาพตามก็สยองแล้ว

...กลับขึ้นฝั่งไปหาอะไรกินกันที่ Fisherman’s Wharf ดีกว่า


จากท่าเรือ Pier 33 เดินไปยัง Fisherman’s Wharf ก็แค่ 5 นาทีเท่านั้น บริเวณนี้มีแมวน้ำขึ้นมานอนอา่บแดดกันมากมาย นอกจากเสียงร้องกันระงมแล้ว กลิ่นยังใช้ได้เลยล่ะ

เมื่ออิ่มกันแล้วก็ขอออกไปชมบ้านชมเมืองกันซักเล็กน้อย


Palace of Fine Arts เป็น 1 ใน 10 ของปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้แสดงในงานนิทรรศการ Panama-Pacific ในปี 1915 และเป็นปราสาทเพียงหลังเดียวที่ยังคงเหลืออยู่บนพื้นที่ก่อสร้างเดิม

...จะเป็นเพราะว่าเราออกกันมานอกแหล่งท่องเที่ยวหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่มีแท๊กซี่วิ่งผ่านให้เราเรียกกลับที่พักได้เลยซักคัน รถสาธารณะก็ไม่มีนอกจากรถเมล์ แต่ก็ไม่รู้ว่าสายไหนวิ่งไปไหน ทั้งยืนรอทั้งเดินเรียก ผ่านไปเกือบชั่วโมงน่ะค่ะถึงจะได้เหยื่อมา 1 คัน เข็ดจริงๆ


อาคารส่วนใหญ่ในซานฟรานมักจะเป็นอาคารทรงสูง 3 ชั้น อาคารที่มีลักษณะเป็นบ้านหลังๆนี่แทบจะไม่มีให้เห็นเลย

17 วันในอเมริกาทำให้ได้รู้ได้เห็นได้รู้จักประเทศที่คิดว่ารู้จักดีแล้วขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ แต่ก็แน่นอนว่าที่รู้ที่เห็นนี่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด อเมริกายังมีมุมที่น่าสนใจอีกมากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปอีกหรือเปล่า




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2553    
Last Update : 25 ธันวาคม 2553 14:32:32 น.
Counter : 1486 Pageviews.  

มุ่งหน้าสู่เป้าหมายสุดท้าย... San Francisco


เช้านี้เราอยู่กันที่เมืองหลวงของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมือง Sacramento ค่ะ เป็นเมืองหลวงแต่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าลอสแองเจลิส หรือว่าซาน ฟรานซิสโก ซะอีก

เราเข้าไปเดินเล่นในย่านเมืองเก่ากัน พอเหยียบเข้าไปเท่านั้นแหล่ะค่ะ กลิ่นอายความเป็น “Western” ก็โชยเข้ามาเตะจมูกเต็มๆ พาให้คิดไปว่าตัวเองได้มาเยือนเมืองคาวบอย เดี๋ยวจะต้องมีคาวบอยโดนเตะออกมาจากร้านเหล้า แล้วก็จะมาจบลงที่การดวลปืนกัน ...ท่าจะเป็นเอามาก เหอๆ
พอเอาเข้าจริงก็มีแต่ร้านรวงที่ยังคงรูปแบบเดิมๆเอาไว้ ไม่ได้มีคาวบอยออกมาเดินเพ่นพ่านแถวนี้ซักหน่อย


ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ให้เด็กๆได้มาแปลงกลายเป็นหนุ่มสาวชาวไร่ นั่งรถม้าชมเมืองกันด้วย


บรรยากาศภายในเมืองเก่าค่ะ เก๋ดีเนอะ

จาก Sacramento เราขับมุ่งหน้าไปยังเมืองเป้าหมายท้ายสุดและสุดท้ายของทริปนี้ “ซาน ฟรานซิสโก” ค่ะ ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณชั่วโมงครึ่งด้วยกัน

และแน่นอน เมืองใหญ่ๆอย่างนี้ค่าโรงแรมก็กลายเป็นภาระใหญ่ตามไปด้วย เราเลยใช้บริการเว็บไซต์เดิมกับที่จองที่พักในนิวยอร์ค เป็นบ้านที่เจ้าของเปิดให้เช่า ราคาก็ยังแพงพอดู แต่ถูกกว่าโรงแรมมากมายอยู่เหมือนกัน ลองเข้าไปดูได้ที่ Find a Place to Stay เลยค่ะ


หน้าตาที่พักของเรากว้างขวางมากมาย สบายกว่าอยู่บ้านตัวเองอีก 555 และที่สำคัญ... ค่าที่จอดรถ “ฟรี”


แถมด้วยวิวเมืองซาน ฟรานซิสโกจากระเบียงบ้าน ^ ^

เมื่อมาซานฟราน จับต้นชนปลายไม่ถูกไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ไหนก่อนดี ก็ต้องนี่เลยค่ะ สะพานแขวนสีแดง (แต่จริงๆเค้าว่าว่าเป็นสีส้ม) สัญลักษณ์ของซานฟรานที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก “สะพาน Golden Gate”


จากที่นี่เราสามารถมองเห็น “เกาะ Alcatraz” เกาะที่มีชื่อเสียงในการคุมขังนักโทษ และรู้จักกันดีในนาม “The Rock” ...เราจะไปเยือนคุกแห่งนี้กัันในวันรุ่งขึ้นค่ะ


ตกเย็นก็มุ่งหน้าเข้าไปเดินเล่นหาของกิน ของฝากราคาถูกใน China Town กัน

แนะนำการคมนาคมในซานฟรานกันหน่อยดีกว่า เคยได้ยินมาว่าซานฟรานเป็นเมืองแห่งเนินเขา แต่จากที่เคยได้ยินและที่เคยจินตนาการขอบอกว่ายังห่างไกลจากความเป็นจริงที่เราได้เห็นเยอะ ทีแรกว่าจะจอดรถทิ้งไว้ที่ที่พัก แล้วนั่งรถสาธารณะหรือไม่ก็เดินเที่ยวชมเมืองเอา แต่พอเอาเข้าจริงแค่เนินสองเนินก็จอดแล้วค่ะ บางเนินชันมากถึงขนาดตอนขับลงเนินนี่กันชนดันไปกระแทกกับพื้นซะ เลยสรุปเอาเองไปว่า...เมืองนี้คงไม่เหมาะที่จะมาเดินเที่ยวซักเท่าไหร่ คนที่ไม่ได้ขับรถเที่ยวก็ต้องอาศัยรถที่เค้ามีไว้ให้บริการกันแทน

ที่นี่มีบัตร Muni Passport ไว้ในบริการในการขึ้นรถสาธารณะตั้งแต่เคเบิ้ล คาร์, Muni Bus และ Muni Metro
ตั๋วรายวัน ราคา 11 ดอลล่าร์
ตั๋ว 3 วัน ราคา 18 ดอลล่าร์
ตั๋ว 7 วัน ราคา 24 ดอลล่าร์
ขึ้นได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ถ้าจะต้องไปต่อรถ เช่น นั่งรถเมล์แล้วไปต่อรถใต้ดิน ก็ให้ขอ Transfer ticket มาจากที่ขายตั๋วด้วย (ตั๋วนี้ไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มนะคะ) พอได้ตั๋วนี้มาเราก็สามารถเปลี่ยนรถจากรถเมล์เป็นใต้ดิน หรือจากใต้ดินเป็นรถเมล์กี่ครั้งก็ได้ภายในเวลา 90 นาที แต่ว่าไม่สามารถใช้ Transfer ticket นี้กับเคเบิ้ล คาร์ แล้วก็ Bart ได้

ทีนี้มาดูราคาค่าโดยสารของรถแต่ละประเภทดีกว่า เผื่อเอาไว้ใช้ตัดสินใจว่าซื้อตั๋วแบบไหนจะคุ้มกว่ากัน (ราคาทั้งหมดนี้เป็นราคา ณ ปี 2009 นะคะ)


รถโดยสารที่ฮอตฮิตที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวคงจะหนีไม่พ้นเคเบิ้ล คาร์ สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของซานฟราน อย่างน้อยๆไม่ได้ขึ้นก็ขอให้ได้มีรูปถ่ายกลับไปก็ยังดี
ค่าขึ้นเคเบิ้ล คาร์อยู่ที่ 5 ดอลล่าร์ค่ะ (แต่ถ้าถือ Muni Passport อยู่แล้วก็ไม่ต้องเสียตังค์อีก) เริ่มวิ่งตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนครึ่ง

ต่อมาคือ Muni Bus และ Muni Metro ค่าโดยสารเท่ากันค่ะ ครั้งละ 1.50 ดอลล่าร์

...พรุ่งนี้ไปชมคุกเก่า “Alcatraz” กันค่ะ




 

Create Date : 01 กันยายน 2553    
Last Update : 1 กันยายน 2553 7:55:28 น.
Counter : 787 Pageviews.  

เกือบแข็งตายใน Yosemite


มากับคนหมู่มาก แถมยังต่างวัยต่างความสนใจกันอีก เลยต้องเฉลี่ยๆกันไป ตามใจคนแก่บ้าง ตามใจตัวเองบ้าง ส่วนที่นี่นี่มาตามใจน้องชายค่ะ

อย่างที่เล่าไว้เมื่อตอนที่แล้วล่ะค่ะว่าอากาศบนอุทยานแห่งชาติ Yosemite นี่หนาวจัด แต่พวกเรามีเพียงเต็นท์บางๆที่กั้นเราไว้จากอากาศหนาวเย็นภายนอกเท่านั้น ผ้าห่มที่ทางที่พักจัดเตรียมไว้ให้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย

แต่ตอนที่พวกเรามาถึงนั่นก็ดึกมากแล้ว หนาวยังไงขนาดไหนไม่มีใครสนใจ เวลานี้ขอนอนเอาแรงกันก่อน ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาเปลี่ยนชุดนอนแล้วก็กระโดดลงบนที่นอนอย่างพร้อมเพรียง แต่ขอบอก...นอกจากผ้าห่มจะไม่่ช่วยอะไรแล้วที่นอนยังเย็นมากกกกกก ตกดึกหน่อยจขบ.ค่อยๆลุกขึ้นมาใส่กางเกงยีนส์ ถุงเท้า ซักพักเริ่มไม่ไหวต้องหยิบเสื้อหนาวมาใส่เพิ่มอีก 2 ตัว ...แต่ก็ช่วยให้อุ่นขึ้นมาได้หน่อยนึงเท่านั้น


หน้าตาที่พักของเรา เต็นท์สีขาวมีกล่องเหล็กวางอยู่ด้านหน้าเอาไว้เก็บพวกขยะหรืออาหาร ไม่อย่างนั้นอาจมีหมีมาเป็นแขกในยามค่ำคืนได้

พอฟ้าเริ่มสว่าง พ่อจขบ.ก็ลุกขึ้นไปวิ่งรอบเต็นท์ให้ร่างกายมันอบอุ่น พ่อบอกว่า.. ขืนยังนอนอยู่ในเต็นท์ก็แข็งตายกันพอดี เช้านี้ไม่มีใครใส่ชุดนอนเหมือนตอนล้มตัวลงบนเตียง แต่กลับเป็นชุดกันความหนาวแบบเต็มยศ พร้อมกับสารภาพว่า ...ไม่มีใครได้นอนกันเลย

ไม่ไหวล่ะค่ะ เรายังต้องอยู่ที่นี่กันอีกคืน เลยต้องขอเปลี่ยนห้องเป็นการด่วน ไม่อย่างนั้นคงได้แข็งตายกันจริงๆแน่ แต่กว่าจะรู้ว่าจะมีห้องว่างหรือเปล่าก็ต้องรอหลังเที่ยงอีกที ...แล้วถ้าไม่มีล่ะ เฮ้อ..ไม่อยากจะคิด

โชคดีที่ห้องอาหารของที่พักเปิดให้บริการแต่เช้า ทุกคนเด้งจากที่นอนมุ่งตรงไปยังห้องอาหารโดยที่ไม่ต้องนัดกันเลยซักนิด

หลังมื้อเช้าอันแสนอร่ิอยภายในอาคารอันแสนจะอบอุ่น น้ำท่าไม่มีใครอยากแตะ ออกไปสำรวจพื้นที่กันเลยดีกว่า

สายๆหน่อยอากาศเริ่มเย็นสบาย คณะของเราตกลงกันว่าจุดแรกนี่จะเดินไปที่น้ำตก Vernal กันซักหน่อย จากไกด์บุ๊ค เค้าว่าไว้ว่าต้องใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมงกับระยะทางเพียงแค่ 2 กิโลครึ่งเท่านั้น แสดงว่าทางก็น่าจะลำบากพอดู

ไอ้เราน่ะได้ ...แต่คนแก่อีกสองเด็กอีกหนึ่งไม่รู้จะเป็นยังไง แต่ก็ตกลงกันว่าจะลองเดินกันเข้าไปก่อน


สรุปว่าเราเดินกันไปได้ไม่ถึงไหน ...ไม่ถึงไหนเลยจริงๆค่ะ ทางเดินชันมากกกกกกกกก จากอากาศเย็นๆ เดินไปได้แค่ 15 นาทีจขบ.ก็ร้อนขึ้นมาในทันที คนแก่ 2 คนขอบาย ไอ้เราจะทิ้งพ่อกับแม่ไว้แล้วเดินเข้าไปต่อก็ยังไงๆอยู่ สรุปก็ไม่ได้เห็นหรอกค่ะไอ้เจ้าน้ำตกที่ว่าเนี่ย ต้องถอยทัพกลับออกมากันก่อน


ทิวทัศน์ภายในอุทยาน หิมะบนยอดเขายังละลายไม่หมดเลยค่ะ

วันนั้นเราเที่ยวกันอยู่แต่ภายในหุบเขาเท่านั้น สูดอากาศดีๆได้เต็มปอด อยู่กับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ตอกย้ำความเป็นเศษเสี้ยวของตัวเองได้เป็นอย่างดี

...และในที่สุดสิ่งที่เรารอคอยก็มาถึง ตกเย็นเราเข้าไปคุยกับพนักงานของที่พัก ...แล้วโชคก็เป็นของเราค่ะ มีห้องว่างหนึ่งห้องพอดี แต่จากเดิมเราจองห้อง 4 เตียง แต่ห้องนี้มีแค่ 3 เตียงเท่านั้น ....ณ จุดนี้แล้ว ขอแค่มีฮีตเตอร์เป็นห้องไม้กระดานดิชั้นก็นอนค่ะ เหอๆ

พอจัดแจงโยกย้ายข้าวของเข้าที่พักกันเสร็จ ทุกคนก็ขอไปอาบน้ำกันก่อนเลยหลังจากที่ยังไม่ได้โดนน้ำกันเลยตั้งแต่เมื่อวาน ที่นี่เป็นห้องอาบน้ำรวมค่ะ มีกระจายอยู่หลายจุด อารมณ์เหมือนมาค่ายพักแรมมากๆ

คืนนั้นเราเลยได้นอนกันอย่างมีความสุข ^ ^

...เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะออกเดินทางไปยังเมืองต่อไป เราขอเข้าไปเดินเล่นชมทะเลสาบ Mirror Lake กันซักหน่อย


จากปากทางเข้าไปแค่กิโลเดียวเท่านั้นค่ะ ทางก็เดินง่าย แต่ที่ต้องระวังคือมันมีขี้ม้าอยู่เป็นระยะๆ


ถึงแล้วค่ะ Mirror Lake ...ดูไม่ค่อยเหมือนทะเลสาบเนอะ เหมือนเป็นแค่แอ่งน้ำมากกว่า ก็ถือซะว่าเป็นการออกกำลังกายยามเช้าก็แล้วกัน

อยู่ที่นี่เจอทั้งกวาง ตัวมาร์มอต (Marmot) นกหลากหลายชนิด แต่ไอ้ที่เค้าขู่นักขู่หนาก็คือ “หมี” นี่ พวกเราไม่มีใครโชคดี (?) ได้เจอ


ส่วนเจ้านี่เป็นเพื่อนเล่นยามว่างของหลานชายค่ะ เล่นด้วยกันอยู่ได้เป็นชั่วโมง

ใครจะมาเที่ยวที่นี่ ถ้าขับรถมาเองก็เช็คถนนดีๆด้วยนะคะว่าเค้าเปิดถนนให้วิ่งได้แล้วหรือยัง เพราะถ้าหลงขับเข้าไปแล้วกว่าจะไปออกมาตั้งต้นใหม่นี่ ตัดใจเลิกเข้าไปอาจจะง่ายซะกว่า
อีกอย่างคือ รีบจองที่พักแต่เนิ่นๆ ที่นี่ฮอตฮิตไม่แพ้แกรนด์ แคนยอนเลย อย่างน้อยนี่ต้องครึ่งปีล่วงหน้าไปเลยค่ะ


สมกับเป็นอากาศบนเขามากๆอากาศเปลี่ยนแปลงง่ายจริงๆ สายๆเราขับรถกันออกมาก็มาเจอกับทั้งฝนทั้งหมอก

น้องชายจขบ.ก็ขับมาอย่างช้าด้วยความระมัดระวังแล้ว ...แต่ก็ไม่วาย เจอเรื่องตื่นเต้นเข้าจนได้ รถเราเจอตำรวจเรียกค่ะ
เวลาคุณตำรวจเค้าเรียกให้จอดนี่เค้าก็ไม่ได้หวีหว่อๆๆๆๆๆไซเรนกระหึ่มอะไรขนาดนั้นนะคะ แค่ “ปี๊บ” สั้นๆเท่านั้น คนโดนเรียกก็ต้องรออยู่ในรถ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เค้าจะเดินมาหาเราเอง
คุณตำรวจที่นี่พูดดีเชียวค่ะ เค้าก็แค่มาเตือนเราว่าเราขับรถเร็ว (...นั่นเร็วแล้วเหรอ) ฝนตก ถนนลื่น ทัศนวิสัยไม่ดี เค้าไม่อยากให้ใครต้องเป็นอันตรายไป ไม่มีการออกใบสั่ง ...โล่งอก เพราะถ้าโดนค่่าปรับที ทริปที่เหลือคงได้กินแต่แกลบล่ะค่ะ

ขับรถออกมาเรื่อยๆอย่างไร้จุดมุ่งหมายว่าเที่ยงนี้จะไปฝากท้องที่ไหนกันดี แต่แล้วเราก็ขับมาเจอกับเมืองนี้เข้าค่ะ


เมืองเล็กๆชื่อ Groveland ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โบสถ์ ธนาคาร ทุกอาคารที่นี่สร้างออกมาได้น่ารักและกลืนกันไปหมด


และนี่คือที่ฝากท้องของเรา Iron Door Saloon ร้านเหล้าที่เก่าแก่ที่สุดในแคลิฟอร์เนียที่เปิดทำการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ชอบการตกแต่งภายในร้านมากดูเป็น “Western” ดีจริงๆ และพวกเราก็เป็นต่างชาติเพียงโต๊ะเดียวภายในร้าน

หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปยังที่พักของเราเย็นนี้ค่ะ ...เราจะไปพักแถวทะเลสาบ Tahoe กัน ทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสกี แต่สำหรับคณะเรา...ก็แค่อยากหาที่พักระหว่างทางก่อนเข้าซานฟรานซิสโกก็เท่านั้น

ขับรถไปเรื่อยๆ ใจก็เริ่มจะไม่ค่อยดี เพราะทางที่น้องชายขับมากับทางที่จขบ.หาข้อมูลมานี่เป็นคนละเส้นกัน ยิ่งขับไปเท่าไหร่ภูมิประเทศก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงขึ้นเท่านั้น จนในที่สุดเราก็มาติดอยู่ในดงหิมะ


...หิมะหนาขนาดนี้แน่นอนว่า ถนนปิดค่ะ ถนนปิด!!! นี่มันวันอะไรกันวะคะเนี่ย

จะออกไปตั้งต้นใหม่กว่าจะไปถึงที่พักก็คงมืดอีก เลยเบนเข็มกันเลยค่ะ เสียค่าที่พักฟรีไป 1 คืน เราขับมุ่งหน้าเข้าไปพักในตัวเมือง Sacramento เมืองหลวงของแคลิฟอร์เนียแทนค่ะ




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2553    
Last Update : 13 สิงหาคม 2553 11:43:17 น.
Counter : 628 Pageviews.  

Death Valley… หุบเขาแห่งความตาย


หลังจากนอนที่เวกัสกันถึง 2 คืน โดยที่ไม่ได้ย่ำราตรีเวกัสเลย - -" ก็นะ... คนแก่ 2 เด็ก 1 คนท้องอีก 1 ก็ต้องยอมรับสภาพกันไป

ก่อนออกจากเมืองเลยขอแช๊ะภาพบรรยากาศเวกัสตอนเช้าซักเล็กน้อย


มีมันทุกอย่างตั้งแต่หอไอเฟล ประตูชัยฝรั่งเศส ปิรามิด ส่วนซ้ายล่างไม่รู้ว่าใช่ดิสนีย์แลนด์หรือเปล่า ไม่เคยไปกับเค้าเหมือนกัน

...จะว่าไปนี่เราเข้าสู่วันที่ 10 ของการท่องเที่ยวในอเมริกาแล้วนะคะเนี่ย ไวเหมือนโกหก...

วันนี้ทางผ่านของเราฟังชื่อดูน่ากลัวยังไงไม่รู้ เราจะขับเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ Death Valley หรือ หุบเขาแห่งความตายกันค่ะ ก่อนหาข้อมูลท่องเที่ยวนี่ก็ไม่ได้รู้จัก Death Valley อะไรนี่เลย เคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง

พอเริ่มหาข้อมูลจริงจังก็เริ่มรู้สึกว่าอยากเที่ยวที่นี่แบบเต็มสตรีมเลยจริงๆ แต่ก็ช้าไปแล้วเพราะวันของเรามันมีไม่พอ

อุทยานแห่งชาติ Death Valley เป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุด ร้อนที่สุด และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากทีุ่สุดในอเมริกา อุณหภูมิที่นี่เคยขึ้นไปสูงสุดถึงเกือบ 60 องศา และลดลงไปต่ำสุดประมาณ -10 องศาเลยทีเดียว

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงปลายพ.ค.ค่ะ ถึงอุณหภูมิเฉลี่ยจะไม่ถึง 40 ก็เถอะ แต่ก็เคยปาเข้าไปสูงสุดถึง 50 องศา ก่อนไปก็ลุ้นกันมากว่าเราจะมาโชคร้ายเจอกับวันที่ร้อนๆเข้าหรือเปล่า


Death Valley รอเราอยู่ข้างหน้าแล้วค่ะ


ประมาณ 2 ช.ม.ครึ่งเราก็มาถึงทางปากทางเข้าอุทยานกันแล้ว โชคดีที่วันนี้อากาศไม่ร้อนอย่างที่กลัว

ที่นี่มีข้อมูลเกี่ยวกับ Death Valley ให้นักท่องเที่ยวได้หยิบไปศึกษากันก่อนด้วย และถึงจะมีห้องน้ำให้เข้าก็จริงแต่เป็นแบบส้วมหลุมธรรมดาๆ เปิดเผยให้เห็นทุกอย่างภายในหลุมกันเลย (555 กรุณาอย่าจินตนาการตาม แต่จขบ.ไม่ได้เข้านะคะ ไปยืนรอหลานเฉยๆ ...จะแก้ตัวทำไม ^ ^) ถ้ายังอดรนทนไหว ขับเข้าไปอีกไม่ถึง 15 นาที ก็จะเจอกับ Visitor Center ค่ะ

แต่ก่อนจะถึง Visitor Center เรามาแวะชมสถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งแรกของ Death Valley ก่อนดีกว่า


Zabriskie Point สถานที่ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกทิ้งเอาไว้ และ ณ ที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลสาบมาก่อน !!

เค้าว่ากันมาแสงกระทบจะสวยมากๆช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก แต่เราไม่มีโอกาสได้ชมทั้งสองช่วงเวลา เลยไม่สามารถบอกได้ว่ามันงดงามมากน้อยแค่ไหน


บรรยากาศความเวิ้งว้างภายใน Death Valley


ขับรถมาได้ไม่กี่นาที เราก็มาถึงอีกจุดนึงค่ะ Golden Canyon เราสามารถเข้าไปเดินสำรวจดูความมหัศจรรย์ของธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด

จากจุดนี้ขับรถไปไม่ถึง 3 นาทีเราก็จะมาเจอกับ Furnace Creek Visitor Center ว่าจะมาหาอะไรทานกันที่นี่ซักหน่อยแต่เท่าที่ขับรถเข้าไปวนๆดู เห็นมีร้านขายอาหารอยู่ร้านเดียว แถมทัวร์คณะยักษ์ก็เพิ่งมาลง เราเลยตัดใจไปแวะทานข้าวที่จุดพักรถข้างหน้า


จาก Visitor Center ไปยังจุดพักรถ Stovepipe Wells Village ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีได้

บรรยากาศเหมือนเมืองคาวบอยโบราณเลยนะคะ ชอบๆ

ที่นี่มีร้านอาหารที่เราหวังจะไปฝากท้อง... แต่... แต่เค้าปิดทำการ T ^ T อยากจะลงไปนั่งร้องไห้จริงๆ อาหารกลางวันของพวกเราในวันนั้นเลยมาจบลงที่สลัดผักของคุณแม่ที่ซื้อทิ้งไว้ในรถ กับเลย์ถุงยักษ์สไตล์อเมริกัน

หลังจากอิ่มท้อง (อิ่มเหรอ ?) เราก็ขับมุ่งหน้าไปยังทางออกกันเลย แพลนแต่เดิมว่าจะไปหาอะไรกินกันตรงใกล้ๆทางออก เพราะตั้งใจจะออกจากที่นี่หลังมื้อเที่ยง แต่พอเอาเข้าจริง นั่นก็น่าดู นี่ก็น่าแวะ ก็เลยยังไปกันไม่ถึงไหน

...แต่ยิ่งขับก็ยิ่งกังวลว่าเราจะไปเจอทางออกกันตอนไหน เพราะถนนพาเราสูงขึ้นๆไปเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะพาเราไปยังทางออกเลยซักนิด > <

จากความแห้งแล้งของ Death Valley อยู่ๆเราก็มาเจอกับภูเขาหิมะตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ไม่น่าเชื่อว่าจากจุดที่ร้อนที่สุดของอเมริกาจะสามารถมองเห็นความหนาวเย็นได้จากที่นี่


ซักพักก็มาเจอกับทะเลสาบ Owens Lake ...ที่เห็นเหือดแห้งเป็นเกลือขึ้นอยู่ในภาพล่างนั่นแหล่ะค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นเงาสะท้อนหิมะบนภูเขาซะอีก

ดูจากแผนที่ Owens Lake นี่ตั้งอยู่นอกเขตอุทยาน นั่นหมายความว่าเราได้หลุดออกมาจาก Death Valley แล้ว เย้ๆๆๆๆๆ ถึงจะไม่รู้ว่าออกกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็เถอะ 55+ แต่จากเป้าหมายว่าจะออกมาประมาณเที่ยง กลับกลายเป็นว่ากว่าจะหลุดออกมาได้ก็ล่อเข้าไปบ่ายมากๆแล้ว


เอาภูเขาเต็มๆไปอีกที ไม่นึกว่าทัศนียภาพที่แตกต่างสุดขั้วเช่นนี้ จะสามารถเห็นได้ในเวลาเดียวกัน

จขบ.รู้สึกประทับใจ Death Valley มากๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (ถึงแม้ว่าตอนเจอทางออกจะดีใจขนาดนั้นก็เถอะ ก็คราวนี้เรามีเวลาจำกัดนี่นา...) เหมือนกับว่าธรรมชาติสร้างความงามที่หลากหลายมารวมไว้ในพื้นที่เดียวกันได้อย่างลงตัว ถ้ามีโอกาสได้กลับไปอีก ก็จะกลับไปเที่ยวที่นี่แหล่ะค่ะ ทีนี้จะเที่ยวมันให้ทั่ว Death Valley กันเลย

...แต่หนทางของเราในวันนี้ยังอีกยาวไกล ยังต้องขับรถกันไปอีกราว 300 กว่าไมล์ หรือประมาณ 500 กว่าก.ม. โอ้... จะไปถึงกันกี่โมงล่ะเนี่ย


แถมทางผ่านของเราก็ต้องขับผ่านเขาไปอีกหลายลูก > <

...ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ปีนี้หนาวจัดหนาวนาน ถนนที่ปกติต้องเปิดให้รถวิ่งได้แล้ว ก็ยังคงปิดอยู่เพราะยังมีหิมะอยู่นั่นเอง เราเลยไม่สามารถวิ่งไปตามเส้นทางปกติซึ่งมีระยะทางแค่ 350 ก.ม.ได้ ...อยากรู้มั๊ยคะว่าจขบ.กำลังมุ่งหน้าไปไหนกัน 55 ไม่บอก


สองทุ่มครึ่ง เรายังอยู่กันที่ปั๊มน้ำมันก่อนขับขึ้นเขากันอยู่เลย > <

ทางขึ้นเขามืดสนิท ไม่มีไฟทางซักดวงเดียว แถมทางแคบ เป็นเลนเดี่ยว คดไปเคี้ยวมา ไม่มืดก็ยังดูแผนที่ไม่ค่อยจะรู้ว่าอยู่ส่วนไหนของโลก นี่มืดตึ๊ดตื๋อขนาดนี้ นั่งลุ้นน้องชายที่กำลังขับรถอยู่ไป นั่งลุ้นเวลาที่เราจะไปถึงที่พักไป นั่งดูแผนที่ไป ใจไม่เป็นสุขเลยจริงๆค่ะ

...ซักพักใหญ่ๆ ใหญ่มากกกกกก ณ เวลาเกือบๆเที่ยงคืน เราก็มาถึงที่พักของเราจนได้ แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้นน่ะซิคะ

แค่เปิดประตูรถลงไปก็แทบจะแข็งตาย หนาวมากกกกกก เลยให้น้องชายลงไปเช็คอินแต่เพียงผู้เดียว (ช่างเป็นพี่ที่ดีจริงๆ 55) ที่เหลือก็นั่งรอในรถ

เราเริ่มหาที่พักกันช้ามาก จนที่พักอื่นๆที่เป็นห้องหับมิดชิด มีฮีทเตอร์พร้อมเค้าเต็มกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ที่นี่ที่เป็นแบบเต๊นท์เท่านั้น ไอ้เราก็คิดในใจว่า ...เอาวะ อุณหภูมิต่ำสุดเท่าที่เช็คดูก็ประมาณ 3-5 องศา มีผ้าห่มให้เบิกได้ไม่อั้น ไหนๆก็ไหนๆแล้วคงไม่เป็นไรหรอกน่า...

ด้วยความชะล่าใจเต็มที่

พอเข้าไปในที่พักเท่านั้นแหล่ะค่ะ ผ้าห่มที่เค้ามีให้ เราก็จินตนาการซะดิบดีว่าต้องเป็นผ้านวมแบบที่เราเคยใช้ที่ญี่ปุ่น หนาวถึงติดลบเราก็ไม่เคยถึงขนาดต้องเปิดฮีทเตอร์นอน ...แต่ไม่ใช่ที่นี่ ผ้าห่มที่เค้ามีให้นี่ให้คนละ 3 – 4 ผืนเลยทีเดียว แต่เป็นผ้าห่มแข็งๆเหมือนแบบที่ใช้ตามค่ายทหาร (อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน) ห่มไปเถอะ 2 ผืน 3 ผืน 4 ผืน ช่างไม่แตกต่าง ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายอุ่นเพิ่มขึ้นเลยซักนิด

สรุปว่าคืนนั้นไม่มีใครได้นอน - -"




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 8:48:40 น.
Counter : 1187 Pageviews.  

Fly to Las Vegas & Drive to Grand Canyon


หลังจากชมสุสานอาร์ลิงตันกันมาตลอดครึ่งเช้า เราก็เตรียมบินข้ามฟากไปยังลาส เวกัสกันค่ะ

เราใช้บริการของ United Airlines ด้วยเหตุผลเดียวคือสายการบินนี้มีไฟล์ทตรงจากดี.ซี.ไปเวกัส …ประสบการณ์ครั้งแรกในการขึ้นเครื่องภายในประเทศของอเมริกา มีอะไรที่ไม่รู้เยอะแยะเลย

อย่างแรก ตอนเช็คอิน...ไม่มีพนักงานนั่งประจำเคาว์นเตอร์ มีแต่หน้าจอให้ผู้โดยสารเข้าไปกดๆๆๆๆๆเพื่อกรอกข้อมูลเช็คอินเอาเอง พอถึงเวลาออก Boarding pass ถึงจะมีเจ้าหน้าที่เดินมาจัดการให้เรา
อย่างที่สอง ถ้ามีสัมภาระโหลดลงเครื่อง ต้องเสียชิ้นละ 25 ดอลล่าร์ (แต่ถ้าถือขึ้นเครื่องเองก็ไม่ต้องจ่ายค่ะ)
อย่างที่สาม บิน 5 ชั่วโมง ถ้าใครหิวต้องซื้อจากบริการขายอาหารบนเครื่อง แต่พวกเราใช้วิธีซื้อ KFC หิ้วขึ้นไปให้กลิ่นเตะจมูกคนอื่นเล่น ^ ^


บรรยากาศเหนือฟากฟ้าฝั่งตะวันตกของอเมริกาค่ะ ช่างแตกต่างจากฝั่งตะวันออกจริงๆ ...แห้งแล้งแต่ก็สวยงาม

เครื่องเราออกเวลาประมาณ 5 โมงครึ่ง ไปถึงลาส เวกัสก็ประมาณ 1 ทุ่มครึ่งพอดี ...แต่ไอ้ 1 ทุ่มครึ่งเนี่ยมันเป็นเวลาของเวกัส ซึ่งช้ากว่าเวลาของดี.ซี.อยู่ 3 ชั่วโมง นั่นก็หมายความว่าถ้าเป็นที่ดี.ซี.ก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มครึ่งแล้ว


พอลงมาจากเครื่องก็เห็นเจ้า Slot machine นี่ทันที สมกับเป็นเมืองแห่งการพนันเลยจริงๆ

ระหว่างรอทำเรื่องเช่ารถ ซึ่งนานมากกกกกกก คนแก่นั่งสลบไสลไปหมดแล้ว เหลือเจ้าหลานจอมซนที่นึกคีกอะไรไม่รู้ อยู่ๆก็ลุกขึ้นมาเต้นโชว์ชาวบ้านเค้าซะงั้น

จากสนามบินไปโรงแรมก็ไม่ไกลกันมาก แต่รถในเมืองนี่ติดน่าดู ...นั่งมองแสงสีเมืองเวกัสอยู่ในรถอย่างหงอยๆ ถึงห้องเมื่อไหร่ พร้อมหลับได้ในทันที

...วันรุ่งขึ้นเราออกกันแต่เช้าค่ะ เพราะวันนี้ต้องขับรถกันไกลเลย เราจะมุ่งหน้าไปแกรนด์ แคนยอนกัน


ไหนๆก็เป็นทางผ่านแล้ว ก็ต้องขอแวะซักเล็กน้อย ..จากเวกัสมาไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงที่นี่ค่ะ เขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam)

เขื่อนนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ระหว่าง 2 รัฐ คือรัฐเนวาดาและรัฐแอริโซนา บนแม่น้ำโคโลราโด

...ออกจากเขื่อนฮูเวอร์ ทีนี้ก็ได้เวลามุ่งตรงไปยังแกรนด์ แคนยอนกันซักที


ระหว่างทาง ...ไม่มีอะไรเลยจริงๆ


จากเขื่อนฮูเวอร์มาประมาณ 4 ชั่วโมงได้ เราก็มาถึงแกรนด์ แคนยอนกันค่ะ วันนั้นหนาวมากกกกก ลมแรงสุดๆ

ค่าเข้าชมแกรนด์ แคนยอน
ถ้าเดินทางมาทางรถยนต์ก็เสียคันละ 25 ดอลล่าร์ เที่ยวได้ 7 วัน จะขับออกไปแล้วกลับมาเที่ยวใหม่อีกก็ได้
แต่ถ้าเป็นรายบุคคลก็คิดที่คนละ 12 ดอลล่าร์ เที่ยวได้ 7 วันเหมือนกัน

จขบ.ว่าแกรนด์ แคนยอนนี่เหมาะกับการเดินเที่ยว แบบ hiking อะไรเทือกๆนั้น เพราะเราไม่สามารถขับรถเลียบตัวแคนยอนได้ จะดูทีก็ต้องขับรถไปแต่ละจุดที่มันเป็นวิวพอยท์ ซึ่งระหว่างทางที่เราขับรถนั้นเราไม่สามารถเห็นตัวแคนยอนได้ อาจจะเห็นบ้างแว๊บๆแต่ก็ไม่ตลอดระยะทาง มันก็ดูเหงาๆยังไงไม่รู้นะคะ

จากจุดนึงไปยังอีกจุดนึงก็ขับรถกันไกลพอดู แต่พอลงไปทัศนียภาพความยิ่งใหญ่อลังการก็ไม่ได้แตกต่างจากจุดแรกมากนัก เลยคิดว่าสำหรับที่นี่เนี่ยถ้ามาเที่ยวแบบ hiking น่าจะได้อรรถรสมากกว่า

ชมแกรนด์ แคนยอนกันให้พอหายเหนื่อยจากการขับรถ เราก็มุ่งหน้ากลับไปนอนกันที่เวกัสเหมือนเดิมค่ะ ทีแรกว่าจะอยู่ดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ ลืมไปว่ากว่าพระอาทิตย์ที่นี่จะตกมันก็ดึกกว่าบ้านเรา ก็เลยชวด > <

ส่วนใครที่อยากมาเที่ยวแล้วมาพักค้างคืนที่นี่ อย่าลืมจองที่พักล่วงหน้านานๆนะคะ เค้าว่ากันว่าจองล่วงหน้าครึ่งปีก็อาจจะช้าเกินไปด้วยซ้ำ


บรรยากาศในตัวโรงแรมที่พัก มีคาสิโนอยู่ด้านล่าง (คาสิโนนี่แอบถ่ายตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ยังไม่มีใครมาเล่น เลยเห็นโหวงเหวงอย่างนี้แหล่ะค่ะ แต่ตอนกลางคืนนี่สุดยอด....)
ส่วนรูปด้านล่างเป็นบรรยากาศของพื้นที่ร้านอาหารและช้อปปิ้งของโรงแรม ออกแบบบรรยากาศสวยดี ...ในอนาคตจะมีร้านอาหารไทยฝีมือการออกแบบของน้องชายมาเปิดบริการที่นี่ด้วยนะคะ ^ ^

พรุ่งนี้เราจะออกจากเวกัสกันแล้วค่ะ ^ ^/




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 8:57:06 น.
Counter : 565 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

HappyToBeMe*
Location :
Shizuoka Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เรียนเอกญี่ปุ่น ทำงานบริษัทญี่ปุ่น แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น บางช่วงก็เกลียดญี่ปุ่นเข้าไส้ บางช่วงก็รักใจจะขาด ไม่นึกว่าญี่ปุ่นจะมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตมากมายขนาดนี้เลยนะเนี่ย

เพื่อการอ่านหน้าบล็อคให้ได้ตามความตั้งใจของจขบ. ลองดาว์นโหลดฟอนต์ดู ที่นี่ เลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณ iannnnn มากๆที่สร้างสรรค์ฟอนต์สวยๆให้ได้ใช้กันนะคะ

**สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพ และ ข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุดนะคะ**

New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HappyToBeMe*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.