อย่าให้ทุกข์ ทับถม ชีวิต

อย่าให้ทุกข์ ทับถม ชีวิต

ส.ค.ส. ปี ๒๕๕๐ โดยท่านปัญญานันทภิกขุ


สวัสดีปีใหม่ อย่าให้ทุกข์ ทับถม ชีวิต
โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ นั่งพัก ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งสามารถจะได้ยินเสียงจากเครื่องขยายเสียงนี้ แล้วจงตั้งใจฟังให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการมาวัดในวันอาทิตย์ตามสมควรแก่เวลา

เรามาวัดนี่มาเพื่ออะไร
มาเพื่อศึกษาธรรมะให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เพราะ
การนับถือศาสนานั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสนาที่เรานับถือ
ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ การปฏิบัติก็ไม่ถูก
เมื่อปฏิบัติไม่ถูกก็เป็นทุกข์ เวลาเป็นทุกข์ก็ไม่รู้ว่าทุกข์คืออะไร เหตุอะไรให้เกิดทุกข์ก็ไม่รู้
ทุกข์เป็นเรื่องแก้ได้ แต่ว่าแก้ไม่เป็น เลยทุกข์แล้วทุกข์อีก>ความทุกข์ นั้นมี 2 แบบ เรียกว่า ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ

ทุกข์ทางกาย หมายความว่าร่างกายเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์

ทุกข์ทางใจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในใจของเราเอง

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นทางกายเพราะร่างกายไม่อยู่ในสภาพปกติ เราก็มีความทุกข์ทางกาย
ความจริงมันทุกข์อย่างเดียว ทุกข์อยู่ที่ใจ เพราะว่าใจเข้าไปยึดถือกาย เมื่อใจเข้าไปยึกกายก็เลยเป็นทุกข์
ไม่ว่าอะไร เราลองเข้าไปยึดถือ พอยึดถือปั๊บมันก็เป็นทุกข์ เป็นห่วง เป็นกังวลกับสิ่งเหล่านั้น เข็มเล่มหนึ่งถ้าเรายึดถือว่าเป็นของฉันก็เป็นทุกข์เป็นกังวลว่าต้องเก็บตรงนั้น ต้องวางตรงนี้ แล้วก็ไปเที่ยวหา ถ้าหายไปก็เป็นทุกข์ วัตถุใหญ่ก็ทำให้เป็นทุกข์ วัตถุเล็กก็ทำให้เป็นทุกข์ จิตใจก็เป็นทุกข์ ธรรมดามันก็เป็นทุกข์ตามสภาพเรียกว่า “ทุกข์ตามธรรมชาติ” ของสิ่งนั้น แต่ว่าเราเข้าไปยึดถือมันก็เป็นทุกข์ขึ้นอีกทีหนึ่ง เรียกว่า “ทุกข์ด้วยความยึดถือ” ด้วยอุปาทาน ถ้าเราไม่เข้าไปยึดถือ ทุกข์เพราะอุปาทานก็ไม่มี
คำว่า “ทุกข์” แปลว่าทนไม่ได้ คือมันต้องเปลี่ยนไปตามสภาพของมัน หรืออีกอย่างหนึ่งแปลว่า “น่าเกลียด ไม่น่าดู” ไม่น่าดูเพราะว่ามันไม่คงที่ไม่ถาวร มันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงเรียกว่า มันเป็นทุกข์ นั่นมันของธรรมชาติ
ต้นหมากรากไม้ก็เป็นทุกข์ตามธรรมชาติของต้นหมากรากไม้ แผ่นดินที่เราอาศัยมันก็เป็นทุกข์ตามธรรมชาติของแผ่นดิ ที่นี้มันเป็นทุกข์ซ้อนขึ้นมาเพราะเราเข้าไปยึดถือว่า ดินของฉัน ต้นไม้ของฉัน บ้านเรือนของฉัน เสื้อผ้าของฉัน ลูกฉัน หลานฉัน อะไรของฉันมันเยอะแยะที่เกิดขึ้น โดยเป็นความยึดถือขึ้นมาในใจ ความยึดถือเหล่านั้นก็เป็นปัญหาสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนขึ้นในใจของเราด้วยประการต่างๆ แต่เราไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร.. ไม่รู้เหตุของความทุกข์ เพราะคนเราไม่ได้เรียนเรื่องนี้ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าเราเป็นทุกข์ และไม่รุ้ว่าเราเป็นทุกข์เพราะอะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เราไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ต่อไปว่าทุกข์เป็นเรื่องดับได้ แก้ได้ แก้ได้โดยวิธีใด เราต้องปฏิบัติตามวิธีนั้น อันนี้พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เวลาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็รู้เรื่องนี้ รู้เรื่องความทุกข์ของสัตว์โลก รู้เหตุของความทุกข์ รู้ว่าทุกข์เป็นเรื่องแก้ได้ แล้วก็แก้ได้โดยวิธีใด ก็สอนแนวทางไว้ให้ คือ อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางดับทุกข์ เราก็ปฏิบัติตามทางนั้น เราก็จะดับทุกข์ได้
ใครอยากจะดับทุกข์ก็ต้องเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าชี้ให้เดิน ถ้าใครไม่อยากดับทุกข์ก็ไม่ว่าอะไร พระองค์ก็ไม่ได้บังคับ อยากจะทรมานตนต่อไป ให้ธรรมชาติมันกัดเอาเจ็บต่อไปท่านก็ไม่ว่า
แต่ว่าท่านสงสารชาวโลกที่กำลังเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ จึงได้บอกแนวทางให้ ว่าเดินทางนี้แล้วท่านจะพ้นทุกข์ด้วยตัวท่านเอง ทีนี้ถ้าเราดื้อไม่ได้เดินมันก็ไม่พ้น แต่ถ้าเราไม่ดื้อเราพยายามเดินไปตามเส้นทางที่พระพุทธเจ้าท่านชี้ไว้ให้เราเดิน เราก็จะพ้นไปจากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน
บางคนเมื่อเป็นทุกข์ก็ไปหาหมอให้ทำนายทายทัก ขอบอกว่าหมดน่ะไม่รู้อะไร ไม่มีใครรู้อะไรยิ่งไปกว่าตัวเรา อะไรๆ ที่เกิดขึ้นที่ตัวเรา เรานั่นแหละเป็นผู้รู้ แต่เราไม่ใช้ปัญญาพิจารณา ไม่มองดูตัวเอง ไม่พิจารณาตัวเอง ไม่ตักเตือนตัวเอง ไม่แก้ไขตัวเองตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าท่านสอนแล้วสอนอีกว่าให้พิจารณาที่ตัวให้รู้ว่าตัวผิด ตัวถูก ตัวทำอะไร แล้วแก้ไขเสีย แต่ว่าเราไม่ค่อยจะมองดูตัวเรา พอมีปัญหาขึ้นก็ไปโทษสิ่งอื่น หาว่าดวงไม่ดี โชคไม่ดี วันนี้ไม่ดี วันนั้นไม่ดี เหลวไหลทั้งเพ ไม่ได้เรื่อง หาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แล้วก็ดับทุกข์ไม่ได้ แต่ไปหาหมอดูซึ่งทำนายทายทักว่าเราจะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ เราก็เออออห่อหมกกันไปตามเรื่อง ความจริงทายไม่ถูกหรอก ทายส่งเดชไปอย่างนั้น เราก็ดีใจ ถ้าหมอว่าดีเราก็ดีใจ ถ้าหมอว่าร้ายก็ไม่สบายใจ แล้วจะทำอย่างไรล่ะ หมอเขาก็มีวิธีให้ทำนั่นทำนี่ เสียสตางค์ทั้งนั้น เสียสตางค์ให้หมอนั่นแหละ ไม่ใช่ให้ใคร หมอหากินทางฉ้อโกงหลอกลวงประชาชน เป็นบาปเป็นโทษ แต่ว่าไม่กลัว หลอกกันอยู่เรื่อยไป เพราะมีคนชอบไปหาให้เขาหลอก เขาก็หลอกเราเรื่อยไป
เราชาวพุทธต้องทำตนเป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบานแจ่มใส
รู้จักตัวเอง รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในตัว มันเกิดมาจากอะไร
อะไรเป็นเหตุให้เกิดขึ้น
แล้วก็แก้ไขที่เหตุ ถ้าตัดเหตุได้ผลมันก็หายไป
เพราะธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ ไม่มีเหตุเกิดไม่ได้ แล้วเหตุนั้นไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก ไม่ได้อยู่ที่ดาวที่เดือนที่โชคที่ต้นไม้ที่จอมปลวกหรือที่อะไรๆ ต่างๆ ที่เราไปไหว้บูชา แต่อยู่ที่ตัวเราเอง เราเป็นผู้คิดผิด พูดผิด ทำผิด เข้าใจผิด เลยเป็นทุกข์เดือดร้อน

พอเป็นทุกข์เดือดร้อน ก็ไม่มองตัวเองแล้ว ไปโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำอย่างไรจึงจะแก้ได้ ก็ไปหาหมอ หมอให้ทำบัตรพลี ไปแก้ บนบานศาลกล่าวกับต้นไม้ ต้นไม้พูดไม่ได้ เราไปพูดเองเออเอง แล้วก็กลับมากินกันเอง หรือดีหน่อยก็ไปวัด แต่ไม่ไปพบพระที่เข้าใจธรรมะ ไปพบพระประเภทเกจิอาจารย์ซึ่งมีมากในเมืองไทย ทำหน้าที่เป็นหมอดู หมอเดา ปลุกๆ เสกๆ ลงเลขลงยันต์ให้คนโง่เท่านั้นเอง ไม่ใช่ดีขึ้น เราก็ไปหา
ถามว่าเป็นทุกข์เรื่องอะไร อ๋อ..พระราหูเข้า พระเสาร์แทรก พระอังคารเล็งลัคน์ ลัคน์เล็งราหู.. ดาวทุกดวงมันเล็งกันอยู่ทั้งนั้นแหละ ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ มันดูดซึ่งกันและกัน จึงอยู่ได้ ถ้าไม่มีการดูดมันก็ตกลงมาบนแผ่นดินนั้นแล้ว ไม่ใช่ดาวดวงนั้นมาใกล้ดาวดวงนี้ไม่ดี ต้องให้ดาวออกไปห่าง แล้วจะไปดันดาวอย่างไร เราก็ดาวมันไกลกันเหลือเกิน สมัยนี้เขามีพาหนะ บินไปโลกพระจันทร์ได้ แต่ยังไม่ถึงโลกพระอังคาร ดาวจันทร์กับดาวอังคารมันอยู่ไกลกัน ไปยังไม่ถึง แต่นึกเอาว่าดาวอังคารน่าจะมีอะไรๆ วาดภาพส่งมาเมืองมนุษย์ ให้เชื่อกันไปตามเรื่อง เป็นแบบศึกษาธรรมชาติ ฝรั่งเขาก้าวไปไกล แต่หาพ้นทุกข์ไม่ ยังมีความทุกข์มีความเดือดร้อนกันอยู่ เพราะไกลเกินไป ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง
ทางที่ถูกต้องนั้นอยู่ที่ตัวเราเอง อยู่ที่ใจของเรานั่นแหละ ใจเราคิด ผลก็เกิดที่ใจ ถ้าคิดดีก็สบายใจ คิดชั่วก็ไม่สบายใจ คิดให้เป็นทุกข์ ก็นั่งเป็นทุกข์ คิดให้ไม่เป็นทุกข์ก็สบายใจ ไม่เป็นทุกข์ มันอยู่ที่เราไม่ได้อยู่ที่สิ่งอื่น แต่ชาวพุทธไม่เชื่อ ไปเชื่อพระที่เรียกว่า “เกจิอาจารย์” ทำหน้าที่เขกกบาล ถ่มน้ำลายใส่หัว แล้วก็ปลุกๆเสกๆ ลงเลขลงยันต์ บอกว่าป้องกันภัยได้ ให้เขียนยันต์เต็มตัวก็ป้องกันไม่ได้ เพราะไม่ได้ประพฤติตามธรรมะ ถ้าประพฤติตามธรรมะ ธรรมะช่วยเรา รักษาเราให้ปลอดภัย แต่เราไม่ค่อยเอาธรรมะมาใช้ ชอบใช้ความโง่ความหลง อย่างที่เขาทำกันมาก่อน
พอทุกข์ขึ้นมาก็ไปวัดละ “ดิฉันกลุ้มใจค่ะ ช่วยรดน้ำมนต์หน่อย” เอ้า..รดน้ำมนต์ให้ รดน้ำมนต์แล้วถ่มน้ำลายใส่หัวอีกหน่อย เขกกบาลหน่อย ดีใจ..พ้นทุกข์แล้ว พอกลับมาถึงบ้าน นั่งทุกข์ต่อไป เพราะการกระทำเช่นนั้น ไม่ใช่ทางแก้ แก้ทุกข์ไม่เป็น ไม่รู้จักเหตุ แล้วไม่ตัดเหตุ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ” เหตุนั้นมันอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจของเรา ใจเราคิดไม่ดี จึงสร้างความทุกข์ ถ้าคิดดีก็ไม่เป็นทุกข์ แต่ว่าเราคิดไม่ดีก็เป็นทุกข์เดือดร้อน เขารดน้ำมนต์ ก็รดบ้าง จะหายได้อย่างไร ไม่หาย หรือทำพิธีปลุกเสก เอาดินมาปั้นเป็นรูปพระ..เสก เอาหินมาแกะสลักเป็นรูปพระ..เสก เอาไม้มาแกะสลักเป็นรูปพระ..เสก เวลาเสกน่ะไม่ใช่องค์เดียว ร้อยแปด เอานั่งหลับตา..เสก
ขอบอกตรงๆ ว่า หลอกทั้งเพ โกหกทั้งเพ ไม่มีใครกล้าพูดอย่างนี้ เพราะกลัว..กลัวว่าอาจารย์เหล่านั้นจะเสกให้บ้า แต่ฉันไม่กลัว ฉันไม่บ้า เสกเท่าไรก็ไม่ถูกฉัน ฉันมีของดีป้องกันตัวคือสติปัญญา
นั่งเสกกัน แล้วแพงด้วยนะ เสกเสร็จแล้วขายองค์หนึ่งก็ ๙๙๙ บาท ต้องให้ลงเลข ๙ มันถึงจะขลัง ชาวบ้านก็ไปซื้อ ไปแย่งกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย ได้มาสักองค์ เอามาแขวนคอ ไปเที่ยวอวดว่า..นี่เป็นของหลวงพ่อวัดนั้น หลวงพ่อวัดนี้ อาจารย์เสกตั้ง ๑๐๘ องค์ วิเศษนัก ไม่ต้องกลัวแล้ว ทุบไม่เข้า ยิงไม่เข้า..แต่ถ้าถูกไม้คมแฝกก็ตายทุกคน ถูกยิงก็ตาย พวกผู้ร้ายแขวนพระ ตำรวจก็แขวนพระ ยิงกัน..ตายทั้งคู่ พระจะช่วยอะไรได้ ช่วยไม่ได้
พระภายนอกช่วยไม่ได้ ต้องมีพระภายใน แต่เราไม่สร้างพระภายใน ชอบเอาพระภายนอกมาห้อยคอ ชอบไปไหว้พระองค็ใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นสมัยนี้ พยายามทำพระให้ใหญ่ ให้คนไปไหว้ ที่เชียงใหม่ เขากำลังสร้าง ทำด้วยปูนซิเมนต์หล่อ..ใหญ่ ให้คนไปไหว้ เพราะนึกว่าถ้าใหญ่จะศักดิ์สิทธิ์ จะช่วยตนได้บ้าง ก็เลยสร้างให้ใหญ่ หรือใจกรุงเทพฯก็มี วัดพระแก้วไม่ใหญ่เท่าไร แต่เป็นของเก่ามีราคา อยู่ในวัง คนก็ไปไหว้บนบานศาลกล่าว แก้ด้วยไข่เค็ม ถ้าสำเร็จจะเอาไข่มาถวาย ๑๐๐ ฟอง พวกเฝ้าพระก็กินกันพุงบานไป พอใจว่าได้กิน กินไข่หลวงพ่อ วัดกัลยาณ์ก็พระใหญ่ คนก็ไปไหว้ วัดโสธรก็พระใหญ่คนก็ไปไหว้
การไปไหว้พระน่ะถูกต้องเพียงนิดเดียว ถูกนิดเดียว ไม่ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะไหว้ไม่เป็น ไปไหว้พระเหมือนไปไหว้ผี เอาของไปเซ่น เอาปลาไปเซ่น เอาเป็ดไปเซ่น เอาหมูไปเซ่น เอาไปวางไว้ แล้วก็กินกันเอง พระไม่ได้กิน ทำอย่างนั้นเรียกว่า เซ่นผี
พระพุทธรูปไม่ใช่ผี แต่คนไปไหว้เหมือนไหว้ผี ทำกันอยู่อย่างนั้น พระก็นั่งดู รับผลประโยชน์คือของที่เขาถวาย เขาแบ่งถวายพระบ้าง พระได้ฉันไข่หมูเห็ดเป็ดไก่ที่เขาไหว้ เอามาฉันกัน..สบายใจ ไม่พูดอะไร ขัดคอคน เดี๋ยวคนจะไม่มาวัด ปล่อยให้โง่เป็นวัวเป็นควายอยู่..อย่าไปยุ่งกับเขาเลย.. ไปนั่งสั่นกระบอก พระก็นั่งดู ไม่สอนไม่บอกว่าสั่นทำไม สั่นเพื่ออะไร สั่นแล้วมันจะรู้อะไร ไม่ได้สอน ให้สั่นๆกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย แล้วหล่นมาอันหนึ่ง ได้ใบเซียมซีมาใบหนึ่ง..อ่าน “ได้ใบนี้ว่าดีแท้ ถามของหายจะได้คืน”..ดีใจ “ถามคู่รักจากไปก็จะกลับมา” ดูพระพุทธรูปแล้วก็หัวเราะว่าคู่รักจะกลับมา “ถามโรคาไข้ก็จะหาย จะสบายๆๆ”..ดีใจ
เขาหลอกแท้ๆ หลอกให้เราดีใจ เหมือนเด็กร้องไห้ ถามอยากกินอะไรหนู..กินกล้วย.. ถ้าได้กินกล้วยมันก็หยุดร้อง ถ้าไม่ได้กินกล้วย มันก็ร้องต่อไป มันร้องเพราะอย่างอื่น เราไม่รู้เหตุ
นี่ก็เหมือนกัน ไปแก้ไม่รู้เหตุ วัดไหนมีเซียมซีไปตั้งไว้ อยากจะกล่าวว่า..สมภารวัดนั้นโง่ ไม่รู้จักสอนคน.. แต่ให้คนไปนั่งสั่นเซียมซี ได้นิดหน่อย ได้ ๒๐ สตางค์ เอาไปทำอะไร เอาไปสร้างอะไรก็ไม่ได้ ได้นิดๆ หน่อยๆ ไม่น่าพอใจ
หลวงพ่อไม่อยากได้สตางค์ที่มาจากคนโง่ สั่งสอนให้เขาฉลาดแล้วก็ให้ เขาทำบุญด้วยความฉลาดดีกว่าทำบุญด้วยความโง่ความเขลา ทำบุญด้วยความโง่สิ้นเปลืองเงิน ไม่ได้อะไร ได้ความโง่กลับมา เพราะฉะนั้นอย่าทำให้เขาโง่เป็นดี เลยตั้งหน้าตั้งตาสอน พูดจาขัดคอคนบ่อยๆ อะไรก็ทำถูกก็ว่า..ถูกแล้ว ถ้าทำไม่ถูกก็ว่า..ทำผิด..อารยชนเขาไม่ทำอย่างนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ทำอย่างนี้ ให้ทำอย่างอื่น..เขาเชื่อ เขาเลิกก็ได้ประโยชน์ ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ได้อะไร วันหลังเขามาสั่นต่อไป
ตามโบสถ์ต่างๆต้องมีหลายกระบอก บางคนมาพร้อมกัน ก็มาสั่นก๊อกแก๊กๆ แข่งกับเสียงเทศน์..รำคาญ เลยเรียมา..คุณอยู่วัดนี้หรือ..ใช่..เอากระบอกไปทิ้งน้ำเสีย อย่าเอามาสั่นต่อไป คนมามัวแต่สั่นอยู่ไม่ได้เรื่อง ให้ฟังเทศน์ดีกว่า ให้คนนั้นยกไปทิ้งน้ำ สมภารเป็นเปรียญ ๗ ประโยค แต่ไม่สนใจสอนคน ทำแต่เรื่องวัตถุ หลอกคนเรื่อย ตายแล้ว อายุคราวกับหลวงพ่อ แต่ว่าตายก่อน เป็นอย่างนั้น ทำหน้าที่ของพระไม่เป็น ไปทำหน้าที่ของศิษย์ไสยศาสตร์
ไสยศาสตร์เขามีไว้สำหรับคนปัญญาอ่อน
พุทธศาสตร์มีไว้สำหรับทำคนให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบานแจ่มใส
อันไหนดีกว่ากัน เราคิดดู ไปหาพระพุทธเจ้า กลายเป็นผู้รู้ กลายเป็นผู้ตื่น กลายเป็นผู้เบิกบานแจ่มใสในรสพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้แสงสว่างสำหรับชีวิต แต่ถ้าไปทำไสยศาสตร์ก็ได้ความโง่ โง่หนักเข้าไปอีก โง่จนตาย ไม่ได้เรื่องอะไร เป็นชาวพุทธปัญญาอ่อน ถ้าไปทำอย่างนั้น
เราอย่าเป็นชาวพุทธแบบปัญญาอ่อน ให้เป็นชาวพุทธที่ได้รับประโยชน์จากพุทธธรรมด้วยการปฏิบัติตาม รับรอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าถ้าเราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า เราจะไม่มีความทุกข์ จะไม่มีความยุ่งใจ จะไม่มีความเดือดร้อน จะอยู่ด้วยความสะอาด สงบ สว่าง
แต่เราไม่ค่อยเอา ฟังแล้วทิ้งไว้ที่นี่ กลับไปบ้านไม่เอาไปใช้ พอไม่สบายก็นึกถึงหมอดูก่อนเพื่อน แล้วก็ไปหาหมอทำพิธีเซ่นไหว้บนบานศาลกล่าวด้วยวิธีการต่างๆ ขอบอกตรงๆว่า มันไม่ถูกไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
วัดใดที่มีเรื่องอย่างนั้นแปลว่า พระสมภารโง่ ไปเอาของไม่ดีมาไว้ในวัด ถ้าฉลาดก็สอนคนให้รู้จักบาป – บุญ คุณ – โทษ ประโยชน์ – มิใช่ประโยชน์ เขาก็จะเข้าใจ ไม่กลัวอะไรอีกต่อไป
สิ่งที่น่ากลัวไม่ได้อยู่ข้างนอก อยู่ข้างใน ผีน่ะมันอยู่ในใจเรา มันหลอกเราตลอดเวลา หลอกเราให้หลงให้เข้าใจผิด ให้คิดไม่ดี ให้พูดไม่ดี ให้ทำไม่ดี แล้วเราก็เป็นทุกข์เพราะเชื่อผี ถ้าเอาอีออกมาเชื่อพระก็สบาย
วิธีแก้ทุกข์ของพระพุทธเจ้า คือผจญกับสิ่งนั้นด้วยปัญญา ไม่ใช่หนีนะ พระพุทธเจ้าไม่สอนให้เราหนีปัญหา..หนีไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ชอบการหนี แต่ชอบการต่อสู้กับสิ่งนั้นด้วยปัญญา เช่นเมื่อพระองค์เสด็จไปเมืองโกสัมพี แล้วก็มีพระนางมาคันทิยานี่แกโกรธพระพุทธเจ้า..โกรธมานานแล้ว เพราะว่าพ่อแม่ทำไม่ถูก เพราะมีลูกสาวสวย ใครมาขอก็ไม่ให้ บอกว่าต้องหาผู้ชายที่มีรูปร่างฐานะสมควรจึงจะให้ ก็เลยกลายเป็นสาวมีอายุมาก..สาวเทื้อ ไม่ได้แต่งงาน
วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่นั่น คือรู้ว่าพ่อกับแม่นี่มีอุปนิสัยพอที่จะสอนไดก็เลยมา พ่อไปพบก่อนก็เลยว่าบุรุษผู้นี้มีรูปร่างดีมาก เหมาะแก่ลูกสาวเรา เลยบอกว่า..อย่าไปไหนๆ อยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน เดี๋ยวจะไปเอาลูกสาวมาให้.. ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เดี๋ยวจะเอามาให้ ไปถึงบอกเมีย..นี่ยายพบแล้วพบลูกเขยแล้ว รูปร่างหน้าตาเข้าที..พบแล้วรีบแต่งตัวลูกสาว แต่งตัวลูกสาวสวยพริ้ง พาไปหาพระพุทธเจ้า แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ยืนอยู่ตรงนั้น พอเยียบรอยเท้าไว้ แม่บ้านมาถึงเห็น ก็ต่อว่าสามีว่า โอ..แกนี่ไม่เอาไหน รอยเท้าแบบนี้ไม่ใช่รอยเท้าของคนมีกิเลส รอยเท้าคนหมดกิเลสแล้ว จะเอาลูกสาวให้เขาได้อย่างไร ตาผัวบอก..แกล่ะก็ดูอะไรเหมือนกับดูจระเข้ในโอ่งนั่นแหละ เห็นทั้งตัวแหละ เดี๋ยวฉันจะเที่ยวหาก่อน..ไปหาเจอเข้าก็ โอ..มา มานี่ฉันจะยกลูกสาวให้
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า..ลูกสาวของท่าน อย่าว่าแต่จับด้วยมือเลย แม้แตะด้วยเท้าก็ไม่เหมาะ .. ว่าอย่างนั้น แม่คนนั้นก็โกรธซิว่า โอ..สมณะองค์นี้ กูจะจำไว้ ได้โอกาสต้องเล่นงาน..แก้แค้น แต่ว่าพระองค์ตรัสคำธรรมะให้พ่อแม่สองคนฟัง ได้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ได้แนวทางที่ถูกต้อง แต่ลูกสาวไม่เข้าใจ เพราะลูกสาวนั้นติดรูปมาก เมาในรูปว่าสวย ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง เลยไม่ได้อะไร มีแต่ความพยาบาทว่าต้องเล่นงาน
ทีนี้ พระพุทธเจ้าสด็จมาเมืองโกสัมพี แม่หญิงคนนั้นได้ไปเป็นพระมเหสีรองของพระเจ้าอุเทนในเมืองนั้น พระเจ้าอุเทนมีมเหสีอยู่ก่อนองค์หนึ่งชื่อสามาวดี พระนางมาคันทิยารู้ว่าพระนางสามาวดี เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ยังทำอาจารย์ไม่ได้ก็ทำลูกศิษย์ก่อน ใส่ร้ายอย่างนั้น อย่างนี้ด้วยประการต่างๆ แต่พอรู้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็จ้างคนให้ไปดักด่า ไปดักสามแยก ไปดักสี่แยก ไม่ว่าไปไหนมีคนด่าเรื่อย พระอานนท์บอก..ไม่ไหวเมืองนี้ คนขี้ด่ามากเหลือเกิน ไปเมืองอื่นเถิดพระเจ้าข้า เอ้า..อานนท์ไปเมืองอื่นถ้าคนด่าอีก มิต้องหนีกันทั่วชมพูทวีปรึ..ไม่ได้ ตถาคตจะหนีอย่างนั้นไม่ได้ ตถาคตเป็นเหมือนช้างออกศึก แม้ลูกศรมากระทบเหมือนกับห่าฝน แต่ช้างไม่ถอย
คนชั่วมันมากในโลกนี้ คนชั่วคนปัญญาอ่อนมีมาก ถ้าเราไปถือคำคนเหล่านั้น เราก็อยู่ในโลกไม่ได้ เพราะคนชั่วมันพูดอะไรทำอะไรตามประสาคนโง่ เราจะเอาเป็นอารมณ์ก็ไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้นแล้วก็ไม่หนี อะไรที่เกิดกับพระพุทธเจ้า เกิดเพียง ๗ วันมันก็หายไปเอง คนด่าอย่างมาก ๗ วัน คนชมเราก็ไม่นานหรอก ติเราก็ไม่นาน
อย่าไปเอาคำติคำชมของคนอื่นมาเป็นอารมณ์
แต่เราต้องนึกว่าเราทำอะไรถูกต้องหรือไม่
ถ้าเราทำอะไรถูกต้อง คำพูดของคนอื่นไม่สำคัญ
เพราะถ้าหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่น เราก็อยู่ไม่ได้

เหมือนกับสมภารองค์หนึ่งทำมีดด้าม เขาเรียกว่า มีดตอก มีดมันมีงอๆ ด้ามมันงอ หนีบกับรักแร้แล้วเหลา ทีนี้วางไว้คนมาถึงก็ เออ..ไม่สวย เอ้า..ช่วยแต่งหน่อย ไอ้นั่นก็แต่ง พอคนอื่นมาก็ โอ๊ย..ไม่สวย ช่วงแต่งหน่อย.. แต่งทุกคนจนด้ามมีดนั้นเหลือนิดเดียว เพราะมันแต่งจนหมด จนมันใช้ไม่ได้ ก็เพราะว่าทุกคนช่วยแต่ง แต่งจนด้ามมีดเลอะเทอะหมดใช้ไม่ได้ นี่แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราไปเชื่อคำพูดของคนทุกคนเราอยู่ในโลกลำบาก แต่เราต้องคิดว่มันพูดถูกหรือพูดผิด พูดเป็นประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ควรฟังหรือไม่ควรฟัง
พระพุทธเจ้าสอนว่า คำพูดของบัณฑิตต้องรับฟัง แต่คำพูดของอันธพาลอย่าไปฟัง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ และอย่าไปโต้ตอบ เพราะถ้าไปโต้ตอบ เหมือนเราเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เอาเนื้อไปแลกกับหนัง เอาทองคำมีค่าไปถูกับกระเบื้องเก่าๆ ที่หล่นลงมาจากหลังคาโบสถ์ นี่มันไม่ได้เรื่องอะไร มันไม่สวควรกัน สอนอย่างนั้น
เราอย่าไปหวั่นไหวกับคำของคนอื่น
คำติคำชมของคนอื่นอย่าเอามาเป็นอารมณ์
ถ้าจะเอามาก็คิดแต่เพียงว่าเอ.. มันถูกหรือผิด มันดี – ชั่ว มีประโยชน์ – ไม่มีประโยชน์อย่างไร แล้วมองดูตัวเราว่าตัวเราเป็นอย่างไร อย่าเอาฐานะความเป็นอยู่เป็นเครื่องวัด แต่เอาธรรมะมาเป็นเครื่องวัดว่าความถูกต้องมันอยู่ที่อะไร เราควรทำอย่างไร ควรคิดอย่างไรที่เป็นความถูกต้อง ถ้าทำอย่างนี้ใจก็สบายไม่มีปัญหาอะไร
ใครเขาจะพูดอะไร ทำหูทวนลมเสียบ้าง ถ้าขืนฟังมากก็ไม่ไหว คนนั้นพูดอย่าง คนนี้พูดอย่าง มันก็ลำบาก เหมือน
พ่อ – ลูก สองคนขี่ลา
ชั้นแรกก็ให้ลูกขึ้นนั่งบนหลังลา
คนเห็นก็ เฮ้ย..ไอ้ลูกคนนี้แย่จริงให้พ่อแก่ๆเดินจูงลาไปได้ ตัวขึ้นไปนั่งสบาย
เอ้า..อย่างนั้นพ่อขึ้น..พ่อขึ้นขี่
พอเดินไปคนเห็นก็..ตาแก่คนนี้โง่จริงๆ ปล่อยให้เด็กเดินอยู่ได้..
เอ้า..ให้ลูกขึ้นมานั่งบนหลังลาทั้งพ่อทั้งลูก
คนเห็นก็ว่า..เอ๊อ ไอ้สองคนนี่มันแย่จริงๆ ลาตัวเดียวมันขึ้นไปนั่งตั้ง ๒ คน..
ลูกนั่งมันก็ว่า
ให้พ่อนั่งมันก็ว่า
ทั้งพ่อทั้งลูกขึ้นไปนั่งมันก็ยังว่าอีกว่าอะไรลาตัวเดียวขึ้นไปนั่งตั้ง ๒ คน
ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยแบกลาดีกว่า
ทั้งพ่อทั้งลูกแบกลาไป
พอแบกลาไปคนว่า..โอ๊ย ไอ้สองคนนี่มันโง่จริงๆ ลามีตั้ง ๔ ขา ไปแบกมันทำไม..
เลยไม่รู้จะทำอย่างไรกับลาตัวนั้น

นี่มันเป็นอย่างนี้ อะไรๆนี้ถ้าไปฟังคนอื่นแล้วมันยุ่ง พวกฟังคำคนอื่นเขาเรียกว่า “โลกาธิปไตย” ถือชาวโลกเป็นใหญ่..ไม่ได้ หรือถือตัวเป็นใหญ่ “อัตตาธิปไตย” ฉันอย่างนั้นฉันอย่างนี้ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ยุ่งอีกเหมือนกัน เอาตัวเข้าไปวัดก็ยุ่ง เอาฐานะเข้าไปวัดก็ยุ่ง แต่ถ้าเราคิดว่าความถูกต้องมันอยู่ที่อะไร เอาธรรมะนั่นหละเป็นความถูกต้อง เอาธรรมะเป็นใหญ่ เรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างไรในเรื่องนี้ เราเอาธรรมะมาเป็นเครื่องวัดก็สบายใจ ไม่มีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นในชีวิต
นี่มันต้องคิดอย่างนั้น คิดในแง่ธรรมะแล้วใจสบาย แต่ถ้าเราไม่คิดในแง่ธรรมะก็วุ่นวายใจ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งเกื้อกูลแก่การดับทุกข์ของเรา พระพุทธเจ้าสอนให้เราดับทุกข์ด้วยปัญญา อย่าดับทุกข์ด้วยความโง่ความเขลา

ผ้าสกปรก..เอาน้ำสกปรกมาซักไม่ได้
ต้องเอาน้ำสะอาดมาซัก
จิตใจเราเศร้าหมองมีความทุกข์..เราต้องเอาธรรมะซึ่งเป็นสิ่งสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกมาล้าง
เวลากลุ้มใจต้องฟังธรรมะ เปิดเทปฟังบ้าง
อ่านหนังสือธรรมะบ้าง มาสนทนากับพระกับผู้รู้บ้าง
เราก็ได้แนวทางเอาไปใช้แก้ไขปัญหาชีวิตต่อไป

เพราะฉะนั้นใกล้จะสิ้นปี นี่จะขึ้นเดือนพฤศจิกายน ทางจันทรคติเขาเรียกว่าเดือนอ้าย เป็นเดือนที่ทางปักษ์ใต้ฝนตกหนัก คือฝนที่มันตก ที่นี่มันเลื่อนไปตกปักษ์ใต้ ตกตั้งแต่ชุมพรไปจนโน่นแหลมมาเลเซีย ตกใหญ่ ตกสามวัน ตกเจ็ดวัน น้ำท่วม แต่น้ำท่วมปักษ์ใต้ไม่รุนแรง ลงทะเลง่ายเพราะใกล้ทะเล คนไม่เดือดร้อนเท่าไร เพราะเป็นชาวนาชาวไร่ เขาไม่เดือดร้อน เขาเตรียมตัวพร้อมว่าน้ำจะท่วม นวดข้าวไว้ น้ำท่วมก็เอาไปตำได้ สีได้ ได้ข้าวสารมากินกัน ใครไม่มีเขาแบ่งมากินกัน ช่วยเหลือกัน เพราะว่าพี่น้องร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ไม่แยกกันอยู่ ไม่แยกกันเป็น ไม่แยกกันกิน แต่ว่าเป็นอยู่เหมือนกัน ถือว่าเป็นพี่น้องกัน
พี่น้องในทางธรรมถาวรกว่าพี่น้องในทางโลก พี่น้องในทางโลกแย่งมรดกกัน โกรธกันจนไม่มองหน้า แต่ว่าพี่น้องในทางธรรมะ เราก็ยังเป็นพี่น้องกันอยู่เหมือนเดิม ไม่แตกไม่แยก ไม่ทะเลาะกัน อยู่กันด้วยความสงบสุข ให้นึกไว้อย่างนั้น
ให้นึกว่าเราทุกคน “ลงเรือลำเดียวกัน” มีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ อย่ากินคนเดียว อย่าใช้คนเดียว เพราะถ้ากินคนเดียวใช้คนเดียวก็เป็นทุกข์ แบ่งให้เพื่อนกินบ้างก็สบายใจ คนไทยเราจึงชอบทำบุญ
ฝรั่งที่เขาเดินด้วเท้าเดินจากประเทศอินเดียวไปประเทศต่างๆ เขาชมว่าคนเมืองไทยนี่ดีที่สุด เมื่อมาถึงเขาไม่ถาม เขาหุงข้าวให้กินให้อาบน้ำให้พักผ่อน ตื่นเช้าหุงข้าวให้กินแล้วยังห่อไปกินกลางทางด้วย น้ำใจอย่างนี้หายาก มีแต่คนตระหนี่ถี่เหนียวทั้งนั้น
ฝรั่งคนหนึ่งมาบวช เดินมาจากอังกฤษผ่านมาทางตะวันออก เสื้อผ้ารุ่มร่าม ผอม..ดูแล้วเหมือนกับไม้เสียบผี ผมเผ้ารุงรัง เหมือนคนบ้าๆ บวมๆ ไปที่ไหนเขาก็ไม่ต้อนรับ ไม่ให้เข้าบ้าน เข้าไปก็ว่า โอ๊ย..ไปนั่งตรงโน้น สกปรก ไม่ให้เข้าบ้าน แต่เขาเอื้อเฟื้ออาหาร เอาไปกินตรงโน้น อย่ามากินตรงนี้ กินมื้อเดียวไปได้ อย่านอนต่อไป ที่นี่นอนไม่ได้ เพราะเป็นคนจัญไร เขาดูที่เสื้อผ้า เขาว่าเป็นคนจัญไร
แต่ว่าไปที่ประเทศอิหร่าน ผู้หญิงคนหนึ่งเห็นเข้าก็กวักมือเรียก..ตามฉันไป.. พาไปจนถึงบ้าน ให้เปลี่ยนผ้าที่สกปรกที่สุด อาบน้ำ ได้ใช้สบู่ ใช้หวีหวีผม ค่อยสบายใจ เสร็จแล้วแต่งตัวชุดใหม่ เขาเตรียมไว้ให้ ออกมาหาเจ้าของ เจ้าของบ้านบอกว่า..เธอนอนได้สักชั่วโมงหนึ่ง แล้วตื่นขึ้นรับประทานอาหารแล้วไปได้ อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ฉันไม่อยากเห็นคนผอมโซอย่างนี้.. ให้กินข้าว ช่วยทุกอย่างแล้วก็เดินทางต่อไป
บางบ้านไล่เหมือนไล่หมาไล่หมู แต่บางบ้านก็ต้อนรับดี ให้กินอาหาร ก็เลยคิด เอ..ถ้าเราอยู่บ้าน คุณแม่จะช่วยเราอย่างนี้ คนเหล่านี้เหมือนกับแม่เหมือนกัน เลยกินไป ขอบใจเขา แต่จะทำอะไรให้ก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ยอมรับ กินเสร็จแล้วรีบไป อย่ามานั่งอยู่ตรงนี้ เป็นอัปมงคลแก่บ้านแก่เรือน เขาไม่ชอบคนจนๆ
กลับไปถึงบ้านทำกับแม่อย่างดี หุงอาหารให้แม่รับประทาน เวลาแม่กินอาหารก็นั่งปฏิบัติ แม่ถามว่า..เธอได้ความรู้นี้จากไหน..จากการเดินทาง มีประสบการณ์เยอะ แม่ก็ดีใจ แล้วลาแม่ เดินเท้าเปล่ามา มาจนถึงเมืองไทยไปอุบล ไปพบอาจารย์ชา ท่านต้อนรับดี เอากรรไกรมาตัดผมให้ ให้นุ่งผ้าขาวสะอาด ให้ถือศีลอยู่พักหนึ่งเป็นสามเณร แล้วก็บวชพระ เป็นพระดีองค์หนึ่ง ชื่อ “ชยสาโร”
เดี๋ยวนี้ยังอยู่เป็นพระ อยู่เมืองไทย บอกว่า..ที่ไหนไม่สบายเท่าเมืองไทย เลยอยู่เมืองไทย ถ้าจากเมืองไทยก็ไปอังกฤษ แต่คนอังกฤษกับคนไทยไม่เหมือนกัน คนอังกฤษเขาไม่อยากให้คนจรหมอนหมิ่นเข้าบ้าน แต่คนไทยไม่รังเกียจ ใครเข้ามานอนสามวัน เจ็ดวันก็ได้ ให้กินให้อยู่สบาย ไม่บ่นไม่ว่า หุงหาอาหารให้กิน เขารับอาหารด้วยความเต็มใจ ขอบคุณคนไทยที่มีน้ำใจอย่างนั้น
เราถือว่าทุกคน “ลงเรือลำเดียวกัน” มีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้จึงจะสบาย อยู่กันด้วยความรัก ความเมตตาดีกว่าอยู่กันด้วยความเกลียด
อยู่กันด้วยความเกลียดนอนเป็นทุกข์ ยืนเป็นทุกข์ นั่งเป็นทุกข์ เวลากินก็เป็นทุกข์ ไม่สบาย มีอะไรแบ่งให้เขากินบ้าง เขาไม่กินมันอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเขากินเราก็สบายใจ แล้วไม่หวังอะไรจากคนนั้น ช่วยเพื่อนเมื่อยามหิว ให้หายหิว เป็นที่ประทับใจคนที่ได้รับการช่วยเหลือ วันหลังเขาก็ช่วยเหลือคนอื่นต่อไป ตอบแทนกันไปในตัว บ้านเมืองเต็มไปด้วยคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่กิน ไม่กินคนเดียว อย่างนี้สงบสุข อยู่ที่ไหนคนมากก็เป็นสุข อยู่ที่ไหนไม่ทำอย่างนั้นก็เป็นทุกข์เดือดร้อน สุข – ทุกข์เราทำเอาเองทั้งนั้น ไม่มีใครทำให้
เพราะฉะนั้น เมื่อมีความทุกข์ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแก้อย่างไร ทรงมองด้านใน ดูว่ามันฟุ้งซ่านเหลวไหลไม่อยู่กับร่องกับรอย ก็ปรับปรุงเปลี่ยนใจ ให้ดีขึ้นให้เจริญให้ก้าวหน้าตามหลักธรรมะ ที่มีอยู่เป็นพื้นฐาน ทำต่อไปๆ ก็เป็นพระพุทธเจ้ามีน้ำใจดีงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เรียกว่าพระมหากรุณา พระปัญญา พระบริสุทธิ์
เราไปไหว้พระให้ไปเอาความกรุณามาใส่ใจเรา เอาปัญญา เอาความบริสุทธิ์มาใส่ใจเรา อย่าไปเอาความชั่วมา เพราะท่านไม่มีความชั่วจะให้ ท่านให้แต่ความดี ถ้าเอาความดีมารักษาตน เราอยู่รอดปลอดภัย ไม่มีใครให้พรว่าเป็นสุข เราก็เป็นสุขด้วยตัวเราเอง เพราะเราคิดให้เป็นสุข พูดให้เป็นสุข ทำให้เป็นสุข ไปไหนก็ไปเพื่อความสุข ความเจริญแก่เพื่อนมนุษย์ เป็นการไปที่ถูกต้อง
ให้ถือว่ากัณฑ์เทศน์กัณฑ์นี้เป็น “ส.ค.ส.” จะพิมพ์เป็นเล่ม โยมเอาไปแจกญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเหมือนทุกปี เขาอ่านแล้วจะได้รู้สึกตัว มองเห็นตัวเองชัดเจนแจ่มแจ้ง แล้วแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น
ธรรมะเป็นกระจกเงาที่เรายกขึ้นมาส่องดูตัวเราได้ พิจารณาตัวเราได้ เพื่อแก้ไขเพื่อปรับปรุงตัวเราได้ ถ้าเรามีธรรมะเอามาส่อง จะรู้จะเห็นสภาพความเป็นจริง คนที่ไม่เคยดูกระจก ก็ไม่รู้ว่าตัวสกปรก แต่ไปดูเข้าก็ตกใจ
หมอคนหนี่งแกชอบดื่มเหล้ามากที่สุด เป็นหมอไม่ควรจะดื่มของมึนเมา ไม่ควรดื่มเหล้า ไม่ควรสูบบุหรี่ เพื่อรักษาสุขภาพให้เป็นตัวอย่างแก่คนไข้ แล้วจะได้ไปช่วยคนไข้ให้ดีขึ้น แต่หมอนั้นเป็นคนที่เรียกว่าบังคับตัวเองไม่ได้ ขาดความอดทน ขาดความเสียสละในทางจิตใจ เลยกลายเป็นนักดื่มหัวราน้ำ กลางวันเช้าๆนี่พอรักษาคนได้ พอตอนบ่ายเมากันตลอดเวลา สภาพชีวิตไม่ดีขึ้น เมื่อไรก็ไม่ก้าวหน้า
ไปอยู่บ้านเมืองที่มีการเศรษฐกิจดี ถ้าเป็นหมอนี่เขาก็เจริญละ หมอที่ปกติไปอยู่นั้นอยู่ได้สองปีก็สร้างบ้านสองสามชั้นเป็นคลินิกให้คนไข้มาพักได้ แต่ว่าคุณหมอคนนี้อยู่มา ๑๐ ปีแล้วก็ซอมซ่ออยู่อย่างนั้น อยู่ห้องแถวเก่าๆ ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะความเมามันทำให้เกิดความเสียหายไม่รู้สึกตัว
ต่อมาก็มีคนที่ขายยาเอาหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสไปทิ้งไว้ แล้วก็บอกว่า..วันไหนไม่เมาให้อ่านเสียบ้าง..แกก็อ่านเวลาใกล้รุ่ง เพราะเวลาใกล้รุ่งมันสร่างเมาแล้ว อ่านไปๆก็รู้สึกตัวว่าเรานี้มันแย่เต็มที ชีวิตไม่ดี ไม่งามเพราะไม่ประพฤติธรรม เลยเลิก หันมาประพฤติธรรมเรียบร้อย แต่ประพฤติธรรมอยู่ไม่ได้เท่าใด มะเร็งจับเข้าที่กระเพราะอาหาร เลยตายด้วยโรคมะเร็ง เพราะพิษสุรานั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร..นี่น่าเสียดาย ชีวิตที่เป็นอยู่อย่างนั้น แต่ก็มารู้สึกตัวเอาได้ก่อนตายสองสามปี รู้สึกตัวว่าเรามันเหลวไหล ที่รู้สึกตัวก็เพราะว่าได้กระจกแผ่นใหญ่คือตัวธรรมะนั่นเอง
วันก่อนนี้ไปเทศน์วัดพระศรีมหาธาตุ แล้วก็มีคนๆหนึ่งมารับไป พอขึ้นนั่งรถ แกก็บอกว่า.. ผมนี่เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มาโดยไม่ได้พบตัวท่านอาจารย์ แต่ได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้อ่านมากอะไร อ่านเพียงวรรคเดียวเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไร วรรคเดียวที่อ่านนั้นคืออ่านว่า “คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้แค้น” หนังสือเขียนไว้ว่าอย่างนั้น
แกมีอารมณ์แค้นอยู่ในใจแล้วเป็นทุกข์อยู่ด้วยเรื่องความแค้น เพราะว่า คุณพ่อคุณแม่ถูกอันธพาลเบียดเบียนทำให้เกิดความเสียหายย่อยยับก็ว่าได้ แกก็รู้สึกตัวก็โกรธอยู่ในใจแค้นอยู่ในใจ นึกว่าจะต้องเล่นงานไอ้พวกนี้สักวันหนึ่ง แล้วก็ไปทำความคุ้นเคยกับพวกทหารเพื่อจะขอซื้อลูกระเบิดมือไว้ จะเอาไปขว้างพวกนั้นให้มันตายหมดทั้งบ้านไปเลย แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ
เป็นบุญนักหนาที่ได้พบหนังสือเข้า แล้วไม่ได้เปิดอ่านทั้งเล่ม อ่านแต่หลังปกเท่านั้นเอง พออ่านเข้าก็รู้สึกว่า อ้อ..ไอ้เรานี่มันเป็นคนจัญไร ไม่ใช่คนดี คนดีชอบแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น แต่คนจัญไรมันคิดแต่เรื่องจะแก้แค้นจะทำลายคนอื่น นึกขึ้นได้
นี่เขาเรียกว่ามีบุญมีวาสนามีอุปนิสัยทางธรรมะอยู่บ้าง ก็เลยเปลี่ยนความคิด ไม่คิดแก้แค้นใครต่อไป แล้วก็ตั้งหน้าศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ มีความสามารถได้ทำงานการก่อสร้าง เป็นบริษัทก่อสร้างมีกิจการเจริญก้าวหน้า นั่งรถราคาแพงพอสมควร นี่ก้เพราะว่าได้หันหน้าเข้าหาธรรมะ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวเหลวไหลในเวลากลางคืน รักษาเนื้อรักษาตัว ทำงานเป็นไปด้วยดี นี่ก็เพราะว่าได้พบกระจกแผ่นเล็กๆ ไม่ใหญ่ไม่โตอะไร พบกระจกเพียงข้อความเล็กน้อย แต่ว่าได้เอาข้อความนั้นมาพิจารณา
เพราะฉะนั้น ช่วยกันเอาหนังสือ “ส.ค.ส.” นี้ไปให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงอ่าน เขาจะได้รู้ได้เข้าใจอะไรๆดีขึ้น ไม่หลงใหลไปเที่ยวไหว้ผีสางเทวดา บูชานั่นบูชานี่ซึ่งไม่ได้เรื่อง แล้วไม่ต้องไปหาหมอดูให้หลอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ บ้านช่องอยู่ดีๆ หมอบอกว่าไม่ดี ต้นไม้นี่มันขวาง ตัดต้นไม้.. ร้อน ไม่มีร่มเงา เลยอยู่กันด้วยความร้อน ไม่เป็นสุข เป็นทุกข์ต่อไป เพราะไปเชื่อคนบ้าๆ บวมๆ เลยเดือดร้อน
ที่จังหวัดปัตตานี มีหมอดู เอาไม้ชี้ ดูโชค ดูชะตา ดูลายมือ ดูดวง จะร่ำรวยเมื่อไหร่ดูได้ทั้งนั้น เชิญ..เชิญ
เจ้าของสวนถือมีดพร้าห่อวางไว้แล้วเดินเข้ามาบอกว่า “ฉันเป็นคนจน ทำงานเหนื่อยมาก ช่วยดูหน่อย เมื่อไหร่จึงจะดีขึ้น” ยื่นมือให้หมอดู หมอดูแล้วบอกว่า.. “ไอ้มืออย่างนี้ มือขี้ข้า ยากจนจนตาย”
แกบอก.. “หมอเก็บของได้ ไปที่บ้านหน่อย ไปช่วยนับเงินหน่อย นี่มันตลาดของฉัน แต่ฉันทำสวน มือไม้สกปรก เสื้อผ้าก็ติดยาง”
หมอตกใจ เจอคนดีเข้าแล้ว เลยเก็บข้าวของหนีไปเลย ไม่มาดูที่นั่นต่อไป เพราะดูผิด ดูคนไม่เป็น เขาคนมีสตางค์หาว่าเป็นคนจน คนทำงานหาว่าเป็นคนไม่ดี
คนนี้ชื่อ “นายอ้วน” ตายแล้ว เวลาตายพระเทพฯเสด็จไปเผาศพ พระเทพฯบอกว่า..เผาศพลุงอ้วน.. แล้วพอถึงวันตายก็ไปทำบุญอุทิศให้ทุกปี นายอ้วนแกยกต้นไม้คือต้นลองกอง ๒ ต้นถวายพระเทพฯ ถ้าเป็นลูกต้องเก็บส่งมากรุงเทพฯทุกปี เป็นอย่างนั้น เป็นคนดีคนหนึ่ง แต่หมอดูบอกว่า “เป็นคนจน ไม่มีทางดีขึ้น จะจนจนตาย” แกร่ำรวย ตลาดของแกทั้งนั้น มีเงิน แต่หมอทายว่า “จนจนตาย” มือทำงานจนกระด้าง ไปดูอย่างนั้นก็ดูผิด ไม่เข้าใจคน เชื่อไม่ได้
อย่าไปดูหมอเลย.. ดูตัวเอง นั่งพิจารณาตัวเอง ตักเตือนตัวเอง แก้ไขตัวเองดีกว่า
เมื่อวัน เดือน ปี จะสิ้นไป เราจะต้องพิจารณา เช่นกลางคืน ก่อนหลับก่อนนอนควรจะได้ทำกิจอันควรทำ คือไหว้พระสวดมนต์ น้อมจิตระลึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ทุกคนในครอบครัวต้องมานั่งรวมกันที่ห้องพระ โดยมากเรามีพระพุทธรูปไว้ประจำบ้าน ถ้าเราไม่บูชาไม่สักการะ ไม่ทำตามคำสอนของพระองค์แล้ว พระพุทธรูปเหล่านั้นก็ไม่มีสาระ ไม่มีประโยชน์อะไร
เราทุกคนมีบัญชีประจำตัว บัญชีบุญบัญชีบาป บัญชีความดีบัญชีความชั่ว แต่ไม่ค่อยจะได้พิจารณาว่าเราขาดอะไร เพราะฉะนั้นเวลาใกล้สิ้นปีนี่ต้องมีเวลานั่งสงบใจ มองดูตัวเอง มองด้านใน มองให้เห็นตัวเราชัดเจนแจ่มแจ้ง ให้รู้จักตัวเอง ให้รู้ว่าเราเกิดมาทำไม มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร สิ่งที่ดีที่เราควรทำคืออะไร และเราได้ทำสิ่งนั้นแล้วหรือยัง
คนเราปกติมักจะพลั้งจะเผลอ เพราะฉะนั้นในรอบปีหนึ่งเราเผลอไปทำอะไรเข้าบ้าง เผลอไปดื่มเหล้า เผลอไปเล่นการพนัน เผลอไปเที่ยวกลางคืน เผลอไปคบคนชั่ว เผลอไปในการใช้ทรัพย์สุรุ่ยสุร่าย เป็นหนี้เป็นสินรุงรัง นี่เรียกว่าเราเผลอเราประมาทไปแล้ว จึงควรจะมานั่งพิจารณาว่าเราเผลอไปในเรื่องอะไรบ้าง เราผิดพลาดในเรื่องอะไรบ้าง สิ่งนั้นให้โทษแก่เราอย่างไร ให้ทุกข์แก่เราอย่างไร
กินกับปาก อยากกับท้อง รู้ดีกันทั้งนั้น แต่ว่าเมื่อรู้แล้วก็ทำเฉย ไม่สนใจที่จะเลิกจะละ อย่างนี้ก็ไม่มีความหมาย เราจึงต้องรู้ เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นประโยชน์ของสิ่งเหล่านั้นอย่างชัดเจน อะไรเป็นโทษเลิกเสีย อะไรเป็นคุณก็ทำต่อไป ถ้าเราทำอยู่อย่างนี้ ชีวิตก็มีความหมาย ปีเก่าที่ผ่านไปมีค่า แล้วปีใหม่ที่จะมาถึงก็มีค่าเพิ่มขึ้น
วันปีใหม่ควรตื่นแต่เช้า แล้วก็อธิษฐานใจว่า..
ปีใหม่ปีนี้
เราจะงดเว้นจากความชั่วที่เรียกว่า “อบายมุข”

งดเว้นจากการเสพสิ่งเสพติดมึนเมา

งดเว้นจากการเล่นการพนัน

งดเว้นจากการเที่ยวกลางคืน

งดเว้นจากการเพลิดเพลินสนุกสนานเป็นทาสของกามารมณ์

งดเว้นจากความเกียจคร้านเหลวไหล

ตั้งใจจะเป็นคนดีตามหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วเราก็หุงข้าวต้มแกงไปตักบาตร ถวายพระ ไปวัดแล้วก็ไปฟังธรรม เป็นข้อเตือนจิตสะกิดใจ พักอยู่ที่วัดที่สงบเงียบ นั่งพิจารณาตัวเอง ตักเตือนตัวเอง แก้ไขตัวเอง เพื่อให้รู้ว่าตัวเก่ามันเป็นอย่างไร ตัวที่จะใหม่ให้เป็นอย่างไร
คิด พูด ทำในสิ่งที่ถูกต้องตลอดปี ทำความดีตามหน้าที่ของเรา เป็นชาวนาก็ทำดีในฐานะเป็นชาวนา เป็นชาวสวนก็ทำดีตามแบบชาวสวน เป็นข้าราชการก็ทำดี เป็นทหารดี เป็นตำรวจดี เป็นผู้แทนดี เป็นนักการเมืองดี เป็นพุทธบริษัทดี ฯลฯ
ดีหมด ตั้งแต่ปลายผมถึงปลายเท้า กายยาววาหนาคืบกว้างศอก นั้นบรรจุความดี ไม่เอาความชั่วมาไว้ในตัว เพราะบรรจุความชั่วมันหนัก มันเสื่อม เป็นทุกข์ แต่ถ้าเราบรรจุความดีไว้ เบาสบาย มีความสุข มีความเจริญ มีความก้าวหน้า สมความตั้งใจ
นี่เป็น พร ที่ขอฝากไว้ให้ญาติโยมได้นำไปพิจารณา ในวันสิ้นปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขออวยพรให้ทุกท่านจงเจริญงอกงามในพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าจงทั่วกันทุกท่านทุกคน เทอญ

ต่อไปนี้ก็ขอเชิญนั่งสงบใจเป็นเวลา ๕ นาที

สำรวมจิตแผ่เมตตา ปรารถนาความสุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์
อะเวรา, เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น,
อัพยาปัชฌา, จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด
อะนีฆา, อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย,
สุขี อัตตานัง, จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด
ปะริหะรันตุ. อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย,
จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด
อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย,
จงมีความสุขกายสุขใจ
รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด.




 

Create Date : 25 เมษายน 2553    
Last Update : 25 เมษายน 2553 8:41:23 น.
Counter : 286 Pageviews.  

ปีใหม่ต้องดีกว่าปีเก่า

ปีใหม่ต้องดีกว่าปีเก่า

อันปีใหม่ นั้นต้องดี กว่าปีเก่า
ใหม่เปล่าๆ ไม่มีดี นี้ไม่ไหว
ดีแต่ปาก ใจไม่ดี ดีทำไม
ให้ผีใย เย้ยเยาะ เหมาะหรือเรา

สะอาดกว่า สว่างกว่า สงบกว่า
เรียกว่าใหม่ ยิ่งขึ้นมา อย่ามัวเขลา
ใกล้นิพพาน ยิ่งขึ้นไป ไม่หลวงเงา
เรียกว่าเรา มีปีใหม่ ใหม่จริงเอย ฯ







 

Create Date : 25 เมษายน 2553    
Last Update : 25 เมษายน 2553 8:40:01 น.
Counter : 230 Pageviews.  

 
 

jany_j
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add jany_j's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com