Group Blog
 
All Blogs
 

ไม่ดูทีวี


เมื่อเริ่มเข้าเรียนที่ รร.แสนสนุกไตรทักษะ คุณครูขอความร่วมแม่จากแม่ว่าให้หนูเลิกดูทีวี แม่ก็มีคำถามมากมายกับครู ว่าให้ดูน้อยลงได้มั้ยคะ แต่คำตอบเดียวจากครูคือ "ไม่ดูทีวีเลยดีที่สุดสำหรับเด็กค่ะ" แม่ก็อืมๆ ไปอย่างนั้นแต่ในใจคิดว่า ชั้นต้องหาคำตอบเรื่องนี้อีกที

วันหนึ่งขณะที่คุณแม่ไปรับลูกสาวที่รร. ได้มีโอกาสคุยกับคุณป้าอุษา ในขณะที่เรายืนคุยกันอยู่ ก็มีกลุ่มเด็กวิ่งไปล้างมือที่ก๊อกน้ำ ป้าอุษาชี้ให้แม่ดูว่า....

ป้าอุษา : เดี๋ยวคุณแม่ดูนะคะ เราจะได้เห็นความแตกต่างของเด็กที่ดูทีวี กับเด็กที่ไม่ดูทีวี
แม่ : !!!! งง !!! ว่าจะรู้ได้ด้วยเหรอ

เด็กกลุ่มนั้นวิ่งไปล้างมือทีละคน ทุกคนค่อยๆ บรรจงเปิดน้ำจากก๊อก ล้างมือให้สะอาดอย่างตั้งใจ แล้วก็ปิดก๊อกน้ำจนสนิท ทุกคนมีกิริยาเช่นนี้ ยกเว้นเด็กคนหนึ่ง ที่วิ่งมาและเปิดก๊อกน้ำอย่างลวกๆ ล้างมืออย่างไม่มีสติ คือไม่ได้ล้างเพื่อให้สะอาด แต่เป็นการล้างเพียงเพื่อ "ต้องล้าง" ล้างอย่างลวกๆ แล้วก็ปิดน้ำอย่างลวกๆ เช่นกัน คุณป้าอุษา ต้องเรียกให้แกกลับมาปิดก๊อกน้ำให้สนิท

ป้าอุษา : เนี่ยล่ะค่ะ ผลกระทบอย่างหนึ่งของการที่เด็กดูทีวี แกจะทำอะไรแบบลวกๆ เร็วๆ

ตรงนี้แม่มาคิดต่อเอาเองว่า การที่เคยมีคนพูดว่าเด็กดูทีวีจะทำให้สมาธิสั้น แต่แม่ว่า สำหรับเด็กที่ไม่ได้ถึงกับสมาธิสั้น ก็มีผลกระทบต่อพฤติกรรมระหว่างวันของเขาด้วยเช่นกัน อย่างกรณีนี้ แม่เห็นได้ชัดว่า เด็กที่ไม่ดูทีวี น่าจะมีสติกับการดำเนินชีวิตมากกว่า ไม่ทำอะไรอย่างลวกๆ เร็วๆ ตามความเร็วของภาพที่ได้รับจากทีวี.....

สำหรับลูกแม่ หลังจากหนูเลิกทีวีโดยเด็ดขาด ลูกแม่ก็เปลี่ยนไป

- หนูไม่มีพฤติกรรมสาวเกินวัย อย่างดาราละคร หรือดาราคาค่าตัวสูงตามโฆษณาต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ นู๋เริ่มจะมีและมีแนวโน้มว่าจะรักสวยรักงานแบบผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องรองเท้า การแต่งหน้า ทาปาก เสื้อสายเดี่ยว ฯลฯ

- หนูเล่นอย่างเด็กมากขึ้น ได้มีเวลาออกกำลังกายอย่างเต็มที่ แล้วสุขภาพของหนูก็ดีขึ้นมากกกก

- เมื่อหนูไปเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันแถวบ้าน แม่ว่าลูกแม่ดูเป็นเด็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก ในขณะที่เพื่อนๆ หนู ดูเป็นเด็กโต เป็นสาว ทั้งการแต่งตัว ทรงผม และจริต แต่ลูกแม่ ยังดูเป็นเด็ก กะโปโล อยู่เลย ซึ่งทุกคนในบ้านก็เห็นเหมือนกัน

- หนูดูสงบขึ้น ไม่ทำอะไรลุกลี้ลุกลน หรือทำอย่างลวกๆ อย่างที่เด็กดูทีวีเป็น แม่เห็นได้ชัดจากการที่หนู เล่น และ เก็บของเล่นต่างๆ รวมถึง การทำงานของหนูด้วย

แม่ดีใจที่แม่ยังรักษาความเป็นเด็กของลูกไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลาที่หนูโตจริงๆ แล้วเมื่อนั้น แม่ก็หวังว่า หนูจะเป็นเด็กโตที่รู้คิด รู้รับผิดชอบ ตามวัยนะคะ




 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2551 20:43:46 น.
Counter : 197 Pageviews.  

สำหรับหนู งาน = เล่น และ เล่น = งาน


บ่อยครั้งที่หนูกลับมาบ้าน พร้อมเสื้อผ้าในถุงที่เปียกชุ่ม

แม่ : หนูทำอะไรมาคะ ทำไมเสื้อผ้าเปียกชุ่มอย่างนี้ล่ะลูก
ฮานิส : หนูล้างห้องน้ำค่ะ
แม่ : ???? ล้างห้องน้ำเหรอคะ ???
ฮานิส : ค่ะ คุณครูให้หนูล้างห้องน้ำทุกวัน พี่โตทุกคนต้องช่วยดูแลน้องๆ แล้วก็ต้องช่วยทำความสะอาด ล้างห้องน้ำ หั่นผลไม้ แล้วก็ทำอะไรต่ออะไรที่ครูบอกค่ะ
แม่ : อ๋อ เหรอคะ แล้วหนูทำอะไรบ้างล่ะคะ
ฮานิส : ก็ทำทุกอย่างแหล่ะค่ะ เพราะหนูเป็นพี่โตแล้ว คุณครูให้หนูดูแล น้องอิ่มกอดด้วย
แม่ : เหรอคะ แล้วดูแลยังงัยล่ะคะ
ฮานิส : ก็ช่วยน้องเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ โอ๋ เวลาน้องร้อง
แม่ : (งงว่า อย่างลูกแม่เนี่ย ทำได้ด้วยเหรอ อยู่บ้านมีแต่คนทำให้ทุกอย่าง) ....

จนวันหนึ่ง ครูเอ๊ะ มาบอกแม่ว่า

ครูเอ๊ะ : คุณแม่คะ น้องเริ่มโตแล้ว คุณแม่ให้น้องช่วยงานที่บ้านได้แล้วนะคะ
แม่ : เหรอคะ งานแบบไหนคะ
ครูเอ๊ะ : งานที่เด็กช่วยได้น่ะค่ะ เช่นล้างจาน ปอกหรือหั่นผลไม้ เด็กวัยนี้เค้าเริ่มช่วยเหลืองานได้แล้วค่ะ เราควรให้เค้าช่วยทำงานที่ง่ายๆ แต่ต้องไม่ง่ายจนเกินไปนะคะ เพราะจะทำให้เค้าไม่รู้สึกว่ามันน่าสนใจ
แม่ : ค่ะ ได้ค่ะ

จากวันนั้นมาแม่ก็เริ่มให้หนูช่วยแม่ล้างจาน แล้วก็น่าแปลกใจที่หนูช่วยแม่ล้างจานกองโตได้สะอาดอย่างที่แม่นึกไม่ถึง แล้วหนูก็มีอะไรแปลกมาให้แม่เห็นเสมอ ทั้งเรื่องการช่วยงานบ้าน รวมถึงการเก็บของเล่นทุกครั้งหลังจากเล่นเสร็จ

แม่เคยอ่านเจอในหนังสือ first step to waldorf education เค้าบอกว่า สำหรับเด็กในวัยนี้ งาน = เล่น และการเล่น = งาน ฉะนั้น สำหรับผู้ใหญ่ งานคือสิ่งที่ไม่น่ารื่นรมณ์ แต่ในเด็กเล็กแล้ว เค้าสนุกกับงานทุกงานเสมอ มันขึ้นกับว่าเราจะสร้างแรงจูงใจในงานนั้นๆ ด้วยวิธีใด....สิ่งนี้เป็นศิลปะที่ผู้ใหญ่อย่างแม่ต้องหาคำตอบเอาเอง.....




 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2551 20:45:05 น.
Counter : 123 Pageviews.  

อารมณ์ของผู้ใหญ่


ก่อนจะถึงวันที่หนู ผลัดฟัน คือเปลี่ยนชุดฟันจากฟันน้ำนม เป็นฟันแท้ เป็นช่วงเวลาที่ต้องถือว่าหนูยังไม่ "ตื่น" อย่างเต็มที่ ในช่วงเวลานี้ หรือพูดง่ายๆคือ ช่วง 0-7 ปี เป็นเวลาที่ลูกแม่จะยังไม่แยกตัวออกจากสิ่งต่างๆรอบๆตัวลูก พฤติกรรมของหนู หนูจะเลียนแบบท่าทางของสิ่งต่างๆ รอบตัว หนูจะเป็นแมวได้ เมื่อหนูเล่นกับแมวหรือประทับใจในตัวแมวหลังจากที่เล่นกับแมวเสร็จ แล้วหนูก็อยากจะเป็นนก หลังจากที่หนูคุยกับเจ้านกที่มาเกาะกิ่งไม้ที่หน้าบ้านเรา.....

แม่เสียเวลากับช่วงนี้ของเจ้าไปหลายปีกับความ "ไม่รู้" บางสิ่งบางอย่างแม่ละเลยไป แม่ไม่รู้ว่าวัยนี้ การเรียนรู้ของหนู มาจากสิ่งต่างๆรอบตัวและหนูก็กำลังเลียนแบบสิ่งต่างๆ รอบตัว รวมทั้งเลียนพฤติกรรมทุกอย่างของผู้ใหญ่ แม้กระทั่ง "อารมณ์" ด้วยความไม่รู้ บ่อยครั้งที่แม่ปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิด และรวมถึงคำพูดโมโห แสดงอารมณ์ของแม่ ซึมซับอยู่ในตัวลูกอย่างไม่ตั้งใจ....

แต่นับแต่วันที่แม่เริ่มเข้าใจ และเปลี่ยนคำพูดจากการดุว่าเวลาหนูทำผิด เป็นการพูดกับหนูดีๆ บวกกับการกอด หนูก็.....

แม่ : ฮานิสขา...เราไม่ทำแบบนี้นะคะ เราจะทำแบบนี้....
ฮานิส : มองหน้าแม่ แล้วถามว่า แม่ไม่ดุหนูเหรอคะ ??
แม่ : ไม่ดุค่ะ เราคุยกันดีๆ หนูก็เข้าใจใช่มั้ยคะ แม่ก็ไม่ต้องดุ
ฮานิส : ใช่ค่ะ หนูจะเป็นเด็กดีของแม่ (ยิ้มหวาน)
ฮานิส : (หุบยิ้ม...นิ่ง....แล้วมองหน้าแม่อย่างสงสัย)
แม่ : มีอะไรคะ ????
ฮานิส : แม่จะทำอย่าง "ครูเอ๊ะ" เหรอ ????
แม่ : (จ๋อย เพราะลูกรู้ทัน) .....555

ครูเอ๊ะ เป็นครูที่รร.ของฮานิส ที่บางครั้ง หนูก็เรียกว่า "พี่เอ๊ะ" กับ "พี่หนึ่ง" พี่หนึ่งก็เป็นครูอีกคนที่ดูแลเด็กๆ ห้องอิ่มอุ่น ทั้งพี่หนึ่งและพี่เอ๊ะ เป็นครูอนุบาลที่น่ารักที่สุดเท่าที่แม่เคยเห็น ..... ครู ต้องเป็น เช่นนี้ ครูต้องรักเด็กและเห็นเด็กเป็นเสมือน ต้นกล้าน้อยๆ ที่ต้องดูแล บ่มเพาะ ให้แข็งแรง เติบโตเป็นต้นไม้ที่เข้มแข็ง และพร้อมเผชิญกับพายุและแดดแรงในวันข้างหน้า

ครูเอ๊ะ และ ครูหนึ่ง จะกอดเด็กๆ เสมอ บางครั้งก็ทั้งกอดทั้งหอม ครูทั้งสองใช้แต่คำพูดที่หวานหูกับเด็กๆ ไม่มีการทำโทษ แต่ก็น่าแปลกที่เด็กๆ ก็เป็นระเบียบเสมอเช่นกัน

แม่คิดว่าหนูซึมซับอารมณ์ของครูที่น่ารักจากโรงเรียนมาเยอะมาก เพราะช่วงหลังๆ หนูไม่เกรี้ยวกราด และมักอารมณ์ดีเสมอ เคยแอบถามหนูอยู่บ่อยๆ ว่าครูดุบ้างไหม (ในใจคิดว่า มันต้องมีบ้างล่ะน่ะ ใครจะอดทนกับเด็กเฮี้ยวๆ 20 กว่าคนได้ตลอดเวลา) แต่สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ก็เหมือนกันทุกครั้ง .....

แม่ : ครูดุหนูบ้างมั้ยลูก
ฮานิส : ไม่ ดุ ค่ะ
แม่ : ไม่มีครูคนไหนดุเลยเหรอ
ฮานิส : ไม่มีค่ะ ทุกคนใจดีหมดเลย
แม่ : แล้วป้าอุษาล่ะคะ ดุไหม (ในใจคิดว่า ยังงัยป้าอุษาที่เป็นครูผู้ใหญ่ที่สุด ก็น่าจะมีบ้างล่ะน่า)
ฮานิส : ไม่ดุค่ะ ป้าอุษาจะพูดกับหนูดีๆ แล้วก็เอามือมาแตะที่หลังมือหนูเบาๆ แบบนี้ (พร้อมกับทำท่าประกอบ เอามือเค้าเองมาแตะหลังมือแม่เบาๆ ) แล้วพูดว่า เด็กน้อย....

ในเวลาเพียงไม่ถึงปี แม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ของหนูชัดเจน ซึ่งสืบเนื่องจากสภาพแวดล้อมของผู้ใหญ่รอบๆ ตัวที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็แม่เชื่ออย่างสนิทใจว่า สภาพแวดล้อมที่นุ่มนวล อ่อนโยน บ่มเพาะให้ลูกแม่เป็นเด็กใจเย็น และสดใสร่าเริง สุขภาพจิตดีเยี่ยม และแม่ก็ตัดสินใจว่า แม่จะทำให้สภาพแวดล้อมแบบนี้ อยู่กับหนูตลอดไป........


......................................................................................................




 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2551 20:45:33 น.
Counter : 173 Pageviews.  

เลี้ยงลูกอย่าง "วอลดอร์ฟ"



แม่เริ่มทำความรู้จักกับ "วอลดอร์ฟ" แล้วก็พบว่า แนวการศึกษานี้ไม่เพียงตอบสนองการเรียนรู้ของเรา แต่มันตอบสนองการดำเนินชีวิตในฐานะมนุษย์ ตั้งแต่เราเกิด หรือถ้าจะพูดให้ถูก ตั้งแต่ก่อนเกิด จนกระทั้ง หลังจากที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว

แม่ยังไม่ได้รู้ลึกซึ้งนักเกี่ยวกับ วอลดอร์ฟ แต่เท่าที่ได้ข้อมูล ได้เห็นตัวอย่าง ได้เข้าไปสัมผัส ได้พูดคุย กับผู้ที่มีความรู้ มันยิ่งทำให้แม่มั่นใจว่า แม่พาลูกเดินมาไม่ผิดทาง ด้วยการศึกษานี้ หนูจะเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีความพร้อมในการเผชิญโลกในวันข้างหน้า หนูจะเป็นผู้ที่มีความรักในเพื่อนมนุษย์ เป็นคนที่มีจิตใจดี เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจผู้อื่น หนูจะเป็นผู้ที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ และเรียนรู้อย่างกระหายใคร่รู้ และที่สำคัญ หนูจะเป็นผู้ที่รู้คิด รู้รับผิดชอบด้วยตัวเอง อย่างที่แม่ไม่ต้องห่วง หากถึงวันที่แม่ต้องจากหนูไป.....

แม่ตัดสินใจ เลี้ยงลูกอย่าง วอลดอร์ฟ .....

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของครอบครัวเรา....

....แม่พาลูกออกจากรร.เดิม และเข้าเรียนในโรงเรียน แสนสนุกไตรทักษะ รร.ที่ใช้แนวการศึกษาวอลดอร์ฟ
....แม่ตัดสินใจให้หนูเลิกดู ทีวี ตามคำแนะนำของครู แม้ในเวลานั้น แม่จะยังไม่เข้าใจมากนักว่า "ทำไม" แต่ในที่สุดแม่ก็ได้คำตอบกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง
....แม่เปลี่ยนนิสัยตัวเอง จากที่เราเคยดุลูกเวลาหนูทำผิด เราเปลี่ยนมาพูดคุยกันดีๆ และใช้วิธีที่ทางโรงเรียนแนะนำ
....หนูเปลี่ยนไป เสียงหัวเราะที่แม่เคยคิดว่าสดใสที่สุดแล้ว...มันกลับสดใสอย่างที่แม่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้....เสียงหัวเราะของหนูมันเหมือนระเบิดออกมาจากความสุขภายใน
....หลังจากเรียนไปได้ซักระยะ หนูเริ่มช่วยงานแม่มากขึ้น หนูช่วยแม่ล้างจานกองโต ด้วยวัยเพียง 6 ขวบ หนูช่วยคุณยายล้างพัดลม นานเป็นชั่วโมง โดยไม่วิ่งหนีไปเล่นซน เหมือนแต่ก่อน
....หนูเริ่มไม่รบเร้าซื้อของเล่น ตรงกันข้าม หนูชวนแม่ และป๋า ประดิษฐ์ของเล่นเองเสมอๆ
....หนูชวนแม่ไปทำความสะอาดห้องนอน และตกแต่งห้องนอนของตัวเอง...อันนี้แม่ งง มาก
....อีกหลายสิ่งหลายอย่างสำหรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม่รู้สึกว่าแม่ตัดสินใจไม่ผิดเลย ที่เลือกทางเดินสำหรับการศึกษาให้ลูกในครั้งนี้

เราจะเดินไปพร้อมกัน...แม่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆกับหนู อายุของเราเท่ากัน อายุความเป็นแม่ของแม่ เท่ากับอายุความเป็นเด็กและเป็นลูกของหนู เราเริ่มต้นชีวิตพร้อมกัน มีอีกหลายสิ่งที่เราต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง...




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2551 9:39:16 น.
Counter : 296 Pageviews.  

การศึกษาที่แม่คิดว่า..."ผิดทาง"...

ครั้งหนึ่ง....ด้วยวัยเพียง 4 ขวบหนูกลับมาจากโรงเรียน ด้วยสีหน้าไม่ค่อยยิ้มแย้มแจ่มใส่ แม่สังเกตอยู่พักใหญ่ อาการของหนูคือ ไม่อยากไปโรงเรียน แม่ตะล่อมถาม จนได้ความจากปากลูกว่า.....

ฮานิส : หนูไม่อยากไปโรงเรียนค่ะ
แม่ : ทำไมล่ะคะลูก ทำไมลูกไม่อยากไปโรงเรียน
ฮานิส : หนูจำไม่ได้
แม่ : ????? หนูจำอะไรไม่ได้คะ
ฮานิส : หนูจำที่ครูให้ท่องไม่ได้
แม่ : ครูให้ท่องอะไรคะ
ฮานิส : ไอ้นั่นอ่ะแม่...J-A-N-U-A-R-Y อะไรนั่นน่ะ
แม่ : ???? ครูให้หนูท่องเหรอลูก (เริ่มรู้แล้วว่าลูกหมายถึง ศัพท์ เดือนทั้ง 12 และรวมถึง วันทั้ง 7 ด้วย)
ฮานิส : ค่ะ เพื่อนๆ จำได้ แต่หนูจำไม่ได้

หลังจากเหตุการนั้น...แม่ก็เลยเริ่มมาทบทวน เรื่องการศึกษาของหนู ว่าถูกต้องแล้วหรือ ที่เด็กต้องนั่งท่องจำคำศัพท์ ทั้งๆ ที่แกยังไม่ตระหนักรู้เลยด้วยซ้ำว่า เดือน กับวัน และ ปี ต่างกันอย่างไร สัมพันธ์กับชีวิตแกอย่างไรบ้าง มันจะมีประโยชน์อะไร ที่ต้องยัดเยียด สิ่งเหล่านี้ เข้าไว้ในหัวเด็ก ที่ยิ่งอายุน้อยเท่าไร ผู้ใหญ่ก็ยิ่งภูมิใจมากเท่านั้น.....

แม่เริ่มมาใช้สติ คิดอย่างจริงจัง ว่าการศึกษาที่แท้จริง คืออะไร และควรต้องเป็นอย่างไร

แม่หาข้อมูลทุกอย่าง ทุกทาง ศึกษาเรื่องแนวทางการศึกษา แต่ละรูปแบบ อย่างจริงจังมากขึ้น พร้อมๆ กับที่รับรู้ปัญหาของลูกจาก รร. อนุบาล ที่ลูกเรียนอยู่ในเวลานั้น

....แล้วแม่ก็มาเจอ แนวการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ.....

มันคืออะไรนะ...แล้วมันต่างจากการศึกษาทั่วๆ ไปอย่างไร ????




โรงเรียน แสนสนุกไตรทักษะ..เป็นแหล่งความรู้แหล่งแรกของแม่ เกี่ยวกับการศึกษาวอลดอร์ฟ นอกเหนือจากที่แม่ค้นพบโดยบังเอิญ จากการ search search แล้วก็ search จาก engine ต่างๆ ในโลกอินเตอร์เนต

ที่ไตรทักษะนี้ นอกจากให้ความรู้แบบตรงไปตรงมาแล้ว ยังมีตัวอย่างให้แม่เห็น ว่าเด็กที่ได้รับการศึกษาหรือการดูแลจากรร.ที่มีรูปแบบที่แตกต่างนี้ เค้าเป็นกันอย่างไร....ในวันงานเทศกาลเก็บเกี่ยวของโรงเรียน หรือสำหรับที่โรงเรียนอื่นๆ อาจเรียกมันว่า งานวันปิดภาคเรียน แต่ที่นี่ บรรยากาศของงานดูแตกต่าง ดูสบายๆ และเป็นกันเอง...ไม่ต้องใช้สตางค์ ไม่ต้องหรูหรา ไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไรที่มากกว่าการร่วมมือร่วมใจ ในการจัดงาน

แม่มีภาพวันงานเก็บเกี่ยวของปีนี้มาบางส่วนมาให้ดู เราจะได้เห็นบรรยากาศไปพร้อมๆ กัน

ภาพบรรยากาศในงาน


ซุ้มอาหาร ใกล้เข้ามาอีกหน่อย


แม่พาฮานิส และคุณยายไปร่วมงานตามคำเชิญชวนของ ป้าอุษา ครูผู้ใหญ่ของรร.นี้ แล้วฮานิสก็เพลิดเพลินมาก โดยเฉพาะเมื่อฟังครู และพี่ๆ บรรเลงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีสากล และ ดนตรีไทย หนูจองที่นั่ง แถวหน้าสุด และชะเง้อมองผู้เล่นแบบคอตั้งบ่า (เอาไว้ค้นรูปเจอแม่จะเอามาให้หนูดู) และเป็นธรรมเนียมของงานเลี้ยงของ รร. แห่งนี้ที่ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน จะช่วยกันคนละไม้คนละมือ ในการจัดสถานที่ และเตรียมอาหาร แขกทุกคนที่มาร่วมงานจะได้รับการต้อนรับอย่างญาติมิตร ด้วยอาหารที่หยิบทานได้เท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ รอยยิ้มที่เป็นมิตร และมีให้กันอย่างเหลือเฟือ คำทักทายที่แสนอบอุ่น....

ภาพอาหารที่บรรดาผู้ปกครองและนักเรียนร่วมใจกันนำมาแบ่งปัน จากแต่ละครอบครัว


สิ่งที่แม่สังเกตเห็นจากในงานคือ .... เด็กชายวัยประถมปลายกลุ่มใหญ่ ถือจานอาหารและเดินกันมาอย่างเรียบร้อย เพื่อมาหาที่นั่งรับประทาน อย่างสุภาพ ไม่กระเจิดกระจัดกระจาย เหมือนเด็กผู้ชายวัยเดียวกันที่แม่เคยเห็น สภาพของงานดูไม่วุ่นวาย เด็กๆ รู้เวลาและหน้าที่ของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องใช้คำสั่งหรือคำดุ แต่ประการใด

สถานที่ล้างจาน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ


ในงานเลี้ยงทุกคนใช้จานและแก้วน้ำที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ และทุกคนต้องช่วยล้างจานและแก้วน้ำของตัวเอง ในขณะที่คุณยายของหนูรอต่อแถวเพื่อล้างจาน คุณยายสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่ง มีแผลบาดเจ็บที่แขนข้างซ้าย พันผ้าและร้อยเข้าเฝือกผ้าอยู่ คุณยายจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

คุณยาย : หนูแขนหนูไปโดนอะไรมาลูก
เด็กชาย : ผมเล่นประทัดครับ แล้วมันโดนแขน
คุณยาย : ตายแล้ว !!!!!!! ทีหลังอย่าไปเล่นนะลูก เนี่ย ดีนะที่.....บลา...บลา....บลา..... (ยาวเลยค่ะ ตามประสาคนแก่)

จนพอคุณยายรู้สึกตัวว่าบ่นยาวมากแล้ว ก็หยุด แล้วมองหน้าเด็กชาย ที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เมื่อคุณยาย สวดจบ

เด็กชาย : ยกมือสองข้างประนมไหว้คุณยาย พร้อมกล่าวคำว่า "ขอบคุณครับ" ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
คุณยาย : อึ้ง!!!!!!!!!

ภาพนี้ เด็กชาย 3 คน ช่วยกันยกโต๊ะเก็บเข้าที่เมื่องานเสร็จ (ภาพงานเก็บเกี่ยวปีปัจจุบัน)


โรงเรียนนี้ หรือถ้าจะพูดให้ถูก การศึกษาแนวนี้ มันสร้างความแตกต่างให้ชีวิต จริงๆ หรือ นี่คือผลของเหตุ ทางการศึกษา แน่ๆ หรือ มันเริ่มทำให้แม่ยิ่งอยากรู้ อยากเห็นมากขึ้นไปอีก....









 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2551 13:28:23 น.
Counter : 206 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

แม่ของลูกสาว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่ของลูกสาว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.