Group Blog
 
All Blogs
 
นิทาน : ภาพลักษณ์กับความหมายที่แฝงเร้น



"ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับไวในวิถีความเป็นอยู่ของคนเรา การแข่งขันอย่งดุเดือดในโลกธุรกิจ ทำให้ผู้ใหญ่สมัยนี้ตื่นกลัวว่าจะต้องรีบฉุดเด็กก้าวตามไปด้วย มิฉะนั้นจะรั้งท้ายอยู่ข้างหลัง ไม่ทันโลกไม่ทันยุค ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเห็นว่าวิธีที่จะช่วยเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกยุคปัจจุบันคือ การให้ข้อมูลล่าสุดแก่เด็ก

กว่ามนุษย์เราจะก้าวมาสู่วิวัฒนาการทางสังคมระดับปัจจุบัน กว่าจะพัฒนามาถึงสภาวะสำนึกร่วมสมัยได้ ต้องผ่านกระบวนการและระยะเวลายาวนาน เมื่อเด็กถือกำเนิดขึ้นมาร่วมเป็นสมาชิกในสังคมยุคนี้ สภาวะสำนึกของเขาไม่ได้ต่างอะไรกับมนุษย์ที่เพิ่งถือกำเนินขึ้นมาในโลกเมื่อพันปีก่อนเท่าใดนัก เขาต้องค่อยๆก้าวผ่านกระบวนการแต่ละขั้นตอน จึงจะก้าวมาถึงสภาวะสำนึกร่วมสมัยได้ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาตลอดช่วงวัยเด็ก

ขณะที่สภาวะสำนึกของเด็กยังก้าวไปไม่ได้ถึงระดับนั้น เราจึงต้องคำนึงถึงข้อนี้ และเริ่มต้นจากจุดที่เด็กอยู่ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นแห่งวิวัฒนาการมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้เองสำหรับเด็กเล็ก สาระที่เหมาะสมสำหรับวัยของเขาจึงเป็นเรื่องราวจากยุคสมัยที่อยู่ห่างไกลจากปัจจุบันมากที่สุด หาใช่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือสถานการณ์ปัจจุบันของโลกไม่ หากเป็นเรื่องราวดั้งเดิมที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ นิทาน ซี่งเล่าขานถึงเส้นทางการพัฒนาตนของคนเรา และช่วยปูพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้แก่เด็ก นิทานมาจากห้วงลึกสุดของจิตมนุษย์ จึงเป็นวรรณกรรมที่เหมาะสมต่อความรู้สึกนึกคิด และหัวใจของเด็กมากที่สุด ชนิดที่ไม่มีวรรณกรรมอื่นใดเทียบได้ เป็นการนำปรีชาญาณทางจิตวิญญาณอันมั่งคั่งมาแสดงออกในรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด

เราไม่ได้เล่านิทานให้เด็กฟังเพียงเพื่อเสริมจินตนาการของเด็กเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้นเราก็อาจหยิบเรื่องเพ้อฝันหรือนิทานสมัยใหม่อะไรมาเล่าก็ได้ แต่ที่ต้องขุดนิทานพื้นบ้านเก่าๆ ตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณมา ก็เพราะนิทานเหล่านั้นถ่ายทอดปรีชาญาณของบรรพบุรุษของเราในยุคสมัยที่มนุษย์ยังเข้าถึงโลกทางจิตวิญญาณได้ นิทานจึงสามารถสื่อความหมายและตอบสนองความต้องการภายในของเด็กเล็กๆได้ เพราะเนื้อหาและจินตนาการของนิทานสอดคล้องกับสภาวะสำนึกของเด็ก เด็กจึงรับเนื้อหาได้ง่ายกว่า ลึกซึ้งกว่า เมื่อเราเข้าหาเขาด้วยสภาวะสำนึกของผู้ใหญ่ ด้วยสภาวะสำนึกของเราเป็นไปโดยสอดคล้องกับความเป็นจริงภายนอกและแยกตัวออกมา ส่วนสภาวะสำนึกของเด็กเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและพาตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย

คำถามสำหรับเราก็คือ เราจะรับและนำธรรมชาติของเด็กมาใช้ได้อย่างไร เราไม่ได้ต้องการให้วัยแห่งจินตนาการยืดยาวเกินไปในพัฒนาการเด็ก จนเขาไม่พร้อมที่จะก้าวสูโลกแห่งความเป็นจริงเมื่อถึงเวลาอันควร แต่เราก็ไม่ต้องการดึงเด็กออกจากสภาพธรรมชาติของเขา ละทิ้งสำนึกแห่งจินตนาการเร็วเกินไป อันจะยังผลให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่วุฒิภาวะต่ำ ชีวิตจิตใจแห้งแล้วแคระแกร็นไม่สมบูรณ์ตามวัย ตรงนี้เองที่นิทานจะช่วยได้

นิทานมิได้พาให้เด็กจมอยู่ในโลกแห่งความฝัน ไม่รู้จักความเป็นจริงของชีวิต ตรงกันข้ามเนื้อหาของนิทานถ่ายทอดความเป็นจริงและความลับของชีวิตออกมาโดยแท้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่หลวงและลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ ทว่าอยู่ในรูปแบบของสัญลักษณ์ รูปของภาพ ซึ่งเป็นรูปที่สอดคล้องกับสภาวะสำนึกของเด็กเล็ก เด็กจึงรับรู้และเข้าใจได้ ผิดกับผู้ใหญ่เราซึ่งก้าวพ้นสภาวะสำนึกนั้นไปนานแล้ว จึงมองไม่เห็นความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในเนื้อหาของนิทาน ไม่เข้าใจว่ามันสื่ออะไรต่อเด็ก

นิทานสะท้อนความเป็นจริงออกมาเป็นภาพที่มีชีวิต ถ้าเราสามารถดำดิ่งลงในภาพเหล่านั้นและเข้าถึงมันได้ มันก็จะโปร่งใส แสดงความหมายลุ่มลึกออกมาให้เราเห็น จิตของเรานั้นเองคือเวที ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดในนิทานดำเนินไป ตัวละครแต่ละตัวล้วนอยู่ในตัวเรา เป็นส่วนหนึ่งในจิตของเรา

เด็กในช่วงวัย 3-9 ปี คิดเป็นภาพในลักษณะเดียวกับนิทานจึงสามาถเข้าใจภาพของนิทานได้โดยง่าย แต่ไม่ใช่ในระดับความคิด หากเป็นประสบการณ์ภายใน ภาพเหล่านั้นจะประทับอยู่ในจิตของเด็ก ดำรงอยู่ในมิติภายในของมนุษย์ และช่วยให้เขารู้สึกได้ถึงความลับแห่งชีวิต ต่อมาภายหลังภาพเหล่านั้นจะแปรเป็นพลังในการเข้าใจ นิทานจึงสามารถเป็นปัจจัยในการให้การศึกษาแก่จิตได้

แต่สำหรับผู้ใหญ่ไม่ใช่เช่นนั้น ผู้ใหญ่จะต้องทำความเข้าใจกับภาพโดยผ่านการคิด การนำภาพเข้ามาสู่จิตอย่างมีชีวิต แปลงโลกภายนอกในนิทานเป็นโลกภายในจิตของเรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นกระบวนการหันสู่ภายใน เป็นการพลิกข้างในออกข้างนอก ซ้ำสภาวะสำนึกสมัยใหม่ยังคอยเข้ามาท้วงติงเราว่า สัตว์พูดไม่ได้ มังกร หรือภูเขาเขาแก้วไม่มีจริง คนตายแล้วฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร เจ้าหญิงไม่มีทางนิทราไปร้อยปีได้หรอก

นอกเหนื่องจากความเป็นจริงที่เรามองเห็นแลสัมผัสได้ในโลกกายภาพแล้ว อาจจะมีความเป็นจริงในรูปแบบอื่นอีกก็ได้ ดินแดนแถบอาร์คติคหนาวจับใจ ในเวลาเดียวกับที่แอฟริการ้อนระอุฉันใด ทั้งโลกกายภาพภายนอกและโลกแห่งจิตภายในต่างก็เป็นความจริงด้วยกันฉันนั้น

สำนวนที่ว่า “สีนี้บาดตา” “เขาหัวเสีย” จะตีความตรงตามตัวอักษรย่อมไม่ได้ แต่มันสื่อความหมายต่อเรา ในทำนองเดียวกัน เราก็ไม่อาจตีความนิทานตรงตัวได้ ไม่อาจมองภาพของนิทานเป็นภาพของโลกกายภาพได้ ทว่าต้องมองเป็นภาพซึ่งสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตและจิตวิญญาณออกมาเป็นรูป ตัวละครทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสุนัขป่า เจ้าชาย หรือแม่มด ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์แทนคุณภาพหรือสภาวะบางอย่าง ไม่ใช่สัตว์หรือคน การกิน ฆ่า หรือ ขโมยก็เช่นกัน จะต้องผ่านการขบคิดใคร่ครวญถึงความหมายให้ดี ไม่อาจถือตรงๆตามนั้นได้เลย

ความงามที่บรรยายในนิทานในฐานะความงามทางกายภาพแท้จริงแล้วคือความงามภายใน ความงามของจิต ส่วนความอัปลักษณ์ขี้ริ้วคือภาพของความเลวร้าย เหตุการณ์ร้ายแรงน่ากลัวในนิทานก็คือภาพของการเอาชนะความชั่วร้าย

ความรัก การแต่งงาน การเกิดเป็นประเด็นที่ปรากฎอยู่บ่อยครั้งในนิทาน แต่จะไม่มีการใช้สำนวนโรแมนติค รักๆใคร่ๆ ไม่มีการบรรยายภาพเจ้าชายคลอเคลียไปกับเจ้าหญิง เหมือนในภาพยนตร์หรือทีวี

นิทานเป็นเพียงภาพซึ่งใช้เหตุการณ์ภายนอกมาช่วยบรรยายประสบการณ์ทางจิตที่เราได้รับ อาทิ หนูน้อยหมวกแดงก้าวออกนอกทาง เพลิดเพลินไปกับสิ่งเร้าภายนอก จึงเกิดเหตุร้ายขึ้น เคราะห์ดีที่มีนายพราน มีผู้คุ้มกันในจิตของเราคอยระแวดระวังภัยให้จึงรอดพ้นมาได้

ธรรมชาติของมนุษย์ในเด็กเชื่อมโยงกับชีวิตของโลกในระดับปฐมภูมิ ด้วยเหตุนี้เอง เด็กๆ จึงต้องมีนิทานเป็นอาหารบำรุงจิต

สตรีวัย 20 เศษคนหนึ่งเล่าให้ครูที่เคยสอนสมัยอนุบาลฟังว่า
“หนูจำได้ว่าบางครั้งพวกเราเด็กๆ ก็โกรธครู”
“ทำไมล่ะ?”
“อ้าว ก็ครูเล่านิทานให้เราฟัง แล้วเราถามว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าไงคะ”
“แล้วครูตอบว่าอย่างไรล่ะ?”
“ครูบอกว่า ดูไปก็แล้วกัน”
“แล้วเธออยากให้ครูตอบว่าไงล่ะ?”
“ก็ว่าเป็นเรื่องจริงน่ะซีคะ เพราะเรารู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง” "

แม่แอบขอยกเอาคำนำจากหนังสือนิทาน เมฆเริงรำสายน้ำร้องเพลง มาเป็นพระเอกของ blog นี้ เพราะแม่รู้สึกว่า คำนำบทนี้แสดงเนื้อหาและความหมายของสิ่งที่แม่อยากจะเขียนได้หมดจดแล้ว

แม่ชอบหนังสือนิทานเมฆเริงรำสายน้ำร้องเพลงทั้ง 2 เล่ม มากๆ เพราะเป็นนิทานที่คำนึงถึงผู้ฟัง แบ่งกลุ่มเด็กออกเป็นตามช่วงอายุ แม่อ่านหลายๆเรื่องในนั้นแล้ว ตั้งแต่นิทานสำหรับเด็ก 3 ขวบไปจนถึง 8 ขวบ มันมีความแตกต่างในรูปแบบของเนื้อหาในนิทาน แม่ใช้หนังสือนิทานนี้เล่าให้หนูฟังเป็นประจำตั้งแต่หนู 4 ขวบ ตอนนี้หนู 6 ขวบแล้ว แม่อยากให้เค้าทำเล่ม 3 4 5 ออกมาอีกเรื่อยๆ จัง

เมฆเริงรำสายน้ำร้องเพลง ซึ่งมีอยู่ 2 เล่ม (เล่ม 1 กับเล่ม 2) เป็นนิทานที่ไม่มีภาพ แม่จะเล่าเพียงอย่างเดียวแล้วหนูก็จะจินตนาการเอาเอง ซึ่งครูก็บอกว่าดีกว่าหนังสือนิทานภาพ แต่เราก็มีหนังสือนิทานในรูปแบบอื่นๆ มากมาย แต่ของแม่ยังไงก็สู้นิทานของครูเอ๊ะ ไม่ได้ นิทานของครูเอ๊ะ (หลายๆเรื่องก็มาจากหนังสือ 2 เล่มนี้) จะมีตัวละคร(ตุ๊กตาผ้า)ประกอบด้วยเสมอๆ ไม่ใช่เพียงเท่านั้น หลายๆครั้งครูเลือกนิทานเพื่อกระตุ้นหรือชดเชยหรือปรับพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคลในกรณีที่ครูเห็นว่าเหมาะสม

นิทานที่ดีเป็นเสมือนสื่อเชื่อมระหว่างตัวลูกสาวแม่กับโลกใบนี้ เป็นสิ่งปลูกฝังจริยธรรม เป็นต้นกำเนิดแห่งจินตนาการ และเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ของสังคมรอบตัว

หนูชอบฟังนิทานเป็นชีวิตจิตใจ หนูจะดีใจทุกครั้งที่แม่พาเข้าร้านหนังสือ แล้วทุกครั้งหนูก็จะได้หนังสือติดมือกลับบ้านครั้งละเล่มสองเล่ม และแน่นอน ส่วนใหญ่คือ "นิทาน" หนูยังอ่านไม่ออก แล้วก็คงอีกนานกว่าหนูจะอ่านได้ แต่หนูติดใจการดูหนังสือ (ต้องเรียกว่าดูมากกว่า) มาตั้งแต่เล็กๆ

นิทานสำคัญสำหรับเด็กทุกคน เป็นเสมือนอาหารสมองเลยก็ว่าได้ ที่รร.ของลูกเด็กๆ จะได้ฟังนิทานจนกระทั้งเรียน ประถม 3 กันเลยทีเดียว น่าอิจฉาจัง สมัยแม่เด็กๆ แทบไม่เคยฟังนิทานกับเค้าเล้ยยยย จินตนาการถึงได้แห้งแล้งขนาดนี้...




Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2551 9:12:24 น. 5 comments
Counter : 324 Pageviews.

 
เป็นข้อมูลที่ดีจังเลยนะคะ..ขอบคุณที่นำมาฝากกันค่ะ


โดย: กะตุ้งนิ้ง วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:38:53 น.  

 
จินตนาการเด็กบรรเจิดมาก ๆ บางครั้งต้องติดคำตอบไว้ตอบทีหลัง และต้องนัดวันเวลาให้แน่นอนด้วยค่ะ ว่าจะตอบวันไหน ไม่งั้นกลายเป็น " แม่หลอกเก่งชะมัดเลย "


นิทานที่ไม่มีภาพไม่มีเลยที่บ้านน่าซื้อมาลองอ่านให้ฟังบ้าง แต่น่าจะ 100 คำถามก่อนจบเรื่องแน่เลย ทำไมลูกช่างถามมากเลย


โดย: MONROVIA วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:55:47 น.  

 
ขอบคุณ คุณแหม่มมาก ๆ เลยนะคะ


โดย: MONROVIA วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:5:42:27 น.  

 
คุณแหม่ม ตาได้รับหนังสือแล้วนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ได้อ่านคร่าว ๆ แล้วค่ะ แบบทางการสอนของไทยจะไปอีกทางนึง

ไว้อ่านได้เยอะ ๆ ขอบอกต่อเพื่อน ๆ นะคะ

ขอบคุณมากอีกครั้งค่ะ


โดย: MONROVIA วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:5:12:04 น.  

 
น้องฮานิสโชคดีสุดๆ ได้แม่ที่มีความคิดอ่านลึกซึ้งอย่างนี้ เราว่าแหม่มควรเขียนหนังสือขายอ้ะ เขียนได้ดีเลยจริงๆ


โดย: kanu_memphis วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:37:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แม่ของลูกสาว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่ของลูกสาว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.