happy memories
Group Blog
 
All blogs
 

Vincent




"Starry Night" โดย Vincent Van Gogh
ภาพจาก wikipedia.org









Vincent
คำร้อง-ทำนอง Don McLean


Starry, starry night,
Paint your pallet blue and gray.
Look out on a summer's day
With eyes that know the darkness in my soul.

Shadows on the hills
Sketch the trees and the daffodils.
Catch the breeze and the winter chills
in colors on the snowy linen land.

Now I understand what you tried to say to me.
How you suffered for your sanity...
and how you tried to set them free.
They would not listen they did not know how.
Perhaps they'll listen now.

Starry, starry night,
Flaming flowers that brightly blaze.
Swirling clouds in violet haze ...
Reflect in Vincent's* eyes of China blue.

Colors changing hue,
Morning fields of amber grain.
Weathered faces lined in pain
Are soothed beneath the artist's loving hand.

Now I understand...what you tried to say to me.
And how you suffered for your sanity...
and how you tried to set them free.
They would not listen they did not know how.
Perhaps they'll listen now.

For they could not love you,
But still your love was true.
And when no hope was left inside on that ...
Starry, starry night
You took your life as lovers-often do.

But I could have told you, Vincent
This world was never meant for one as beautiful as you.

Starry, starry night ...
portraits hung in empty halls.
Frameless heads on nameless walls
with eyes that watch the world and can't forget.

Like the strangers that you've met,
the ragged men in ragged clothes.
The silver thorn of bloody rose
lie crushed and broken on the virgin snow.

Now I think I know what you tried to say to me.
And how you suffered for your sanity.
And how you tried to set them free.
They would not listen they're not listening still.

Perhaps they never will…


คืนดวงดาวพร่างพราวฟ้า
แต่งแต้มจานสีเธอด้วยสีฟ้าสีเทา
เฝ้ามองทิวาวารแห่งคิมหันต์ฤดู
ด้วยดวงตาที่หยั่งรู้ความหม่นมัวในใจฉัน

เงื้อมเงาทาบทาทิวเขา
ขีดเขียนภาพร่างทิวไม้และหมู่ต้นแดฟโฟดีล
สัมผัสสายลมรวยริน และความเยือกเย็นแห่งฤดูกาลเหน็บหนาว
จากมวลสีสันแต่งแต้ม...บนพื้นลินินขาวราวหิมะ...

และแล้วฉันพลันเข้าใจ... สิ่งใดที่เธอพร่ำบอกฉัน
ยากเย็นเพียงไหนที่เธอสู้ฝ่าฟัน
และเหนื่อยยากเพียงใด เพื่อปลดปล่อยเหล่าผู้คน
ไม่มีใครรับรู้ ไม่เคยมีใครรับฟัง
อาจบางที...พวกเขาจะรับฟังบ้างแล้ว...

คืนดวงดาวพร่างพราวฟ้า
ดั่งดอกไม้เพลิงโชติช่วงสุกใส
หมู่เมฆหมุนคว้างกลางเงาหมอกม่วงหม่น...
สะท้อนในดวงตาสีครามของวินเซนต์

สีสันแปรเปลี่ยนความเข้มจาง
ท้องทุ่งยามอรุณดั่งโรยเม็ดอำพัน
ใบหน้าอันทุกข์ทน กร้านกรำทรมาน...
พลันได้รับการบรรเทา...ใต้มือเปี่ยมรักแห่งศิลปิน

บัดนี้ฉันจึงเข้าใจ... สิ่งใดที่เธอเพียรบอกฉัน
ยากเย็นเพียงไหนที่เธอสู้ฝ่าฟัน
และเหนื่อยยากเพียงใด เพื่อการปลดปล่อยเหล่าผู้คน
ไม่มีใครรับรู้ ไม่เคยมีใครเข้าใจ
บางทีตอนนี้...จะมีใครรับฟังบ้างแล้ว...

แม้ไม่อาจมีใครรักเธอ
แต่รักเธอยังคงเที่ยงแท้เพียงนั้น
และเมื่อยามสิ้นไร้ความหวัง
โอ้ คืนแห่งดาราพร่าพราย...
เธอได้พลีใจกาย เช่นเหล่าผู้มีรักได้เคยกระทำ

แต่วินเซนต์เอ๋ย... ฉันอาจบอกเธอได้เพียงว่า
โลกนี้ไม่เคยคู่ควร... กับผู้งดงามเช่นเธอ

คืนดวงดาวพร่างพราวฟ้า....
รูปเหมือนแขวนไว้ในห้องโถงเวิ้งว้างว่างเปล่า
ใบหน้าในภาพไร้กรอบ... ติดผนังไว้โดยไร้นาม
กับดวงตาที่ยังเฝ้ามองสรรพสิ่งและไม่เคยลืมเลือน

เหมือนเหล่าคนจรพลัดถิ่นที่เธอเคยพบพาน
คนยากไร้ในอาภรณ์คร่ำคร่า
ดั่งหนามสีเทาเงิน กุหลาบแดงสดใส
ถูกขยี้แหลกลาญ กลางผืนหิมะขาวสะอาด

บัดนี้ฉันจึงคิดเข้าใจ...สิ่งใดที่เธอเพียรบอกฉัน
ยากเย็นเพียงไหนที่เธอสู้ฝ่าพัน
เหน็ดเหนื่อยเพียงใด กับการปลดปล่อยเหล่าผู้คน
พวกเขาไม่เคยรับรู้... ยังไม่มีใครยอมรับฟัง

อาจบางที...พวกเขาไม่มีวันเข้าใจ...


เนื้อเพลงและแปลโดย คุณจีระศักดิ์ กุลวิบูลย์
จากกระทู้ แปลพลง Vincentฯ








Vincent Van Gogh
ภาพจาก wikipedia.org



ค่ำคืนที่ดวงดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้าคืนหนึ่งในเดือนมิถุนายนปี ๑๘๘๙ เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินโพสต์-อิมเพรสชั่นนิสต์ชื่อ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh ภาษาดัตช์ออกเสียงว่า ฟินเซนต์ ฟัน โคค) ถ่ายทอดภาพดวงดาวพราวพร่างในสายตาของตัวเอง จนกลายเป็นภาพเขียน The Starry Night อันโด่งดัง พอ ๆ กับภาพดอกทานตะวันหรือภาพพอร์เทรตของตัวเขาเองที่เป็นงานชิ้นสำคัญไม่แพ้กัน


วินเซนต์เขียนภาพนี้จากวิวนอกหน้าต่างของโรงพยาบาลบ้า


เราไม่รู้แน่ชัดว่าเขา ‘บ้า’ แค่ไหน ที่แน่ ๆ ก็คือวินเซนต์เคยคลุ้มคลั่งถึงขนาดที่ตัดหูข้างซ้ายของตัวเองทิ้ง และเขาต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้าเป็นเวลากว่าหนึ่งปี





ท่านแวนโก๊ะเมื่ออายุ ๑๓ (ค.ศ. ๑๘๖๖)
ภาพจาก wikipedia.org



แต่การตัดสินว่าใครบ้าหรือไม่บ้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก หากย้อนไปศึกษาประวัติของศิลปินชื่อก้องโลกคนนี้ เราจะพบว่าวินเซนต์อาจจะเป็นเพียงชายหนุ่มผู้อ่อนไหวคนหนึ่ง เขาเพียงแค่สนใจเรื่องศาสนาอย่างจริงจัง เขาเพียงแค่อยากจะมีชีวิตตามครรลองของสังคมในยุคนั้น เขาเพียงแค่มีความรักให้กับหญิงสาว แต่ทุกสิ่งที่เขาต้องการกลับตอบปฏิเสธอย่างไรเยื่อใย ในที่สุดเขาก็พบว่าตัวเองเหลือเพียงแค่งานศิลปะ และน้องชายของเขาที่ชื่อธีโอเท่านั้น ที่ยังพอใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจได้บ้าง





ท่านแวนโก๊ะเมื่ออายุ ๑๙ (ค.ศ. ๑๘๗๒)
ภาพจาก wikipedia.org



หลังกลับคืนสู่สังคมปกติ วินเซนต์ยังคงใช้ชีวิตอย่างลำบากแร้นแค้น แต่เขายังวาดรูปเป็นจำนวนมากและเขียนจดหมายถึงธีโออย่างสม่ำเสมอ ผลงานในช่วง ๒ ปีหลังจากออกจากโรงพยาบาลถือว่าเป็นห้วงเวลาที่ความสามารถทางศิลปะของเขาเข้าสู่จุดสูงสุด เส้นสายสั่นสะเทือน สีสันรุนแรง แสดงถึงอารมณ์พลุ่งพล่านและเป็นภาพแทนมุมมองจากสายตาเฉพาะตัวของศิลปินได้อย่างน่าตื่นใจ





ภาพ self-portrait ที่ท่านแวนโก๊ะวาดหลังจากตัดหูตัวเอง
ภาพจาก wikipedia.org



แต่ทุกอย่างยังคงไม่มีอะไรดีขึ้น งานศิลปะของเขายังคงไม่มีใครสนใจ ในที่สุดวินเซนต์ก็พานพบกับความมืดมนในจิตใจอีกครั้ง เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการยิงสีข้างตัวเองเมื่ออายุ ๓๗ ปี ตลอดชีวิตของวินเซนต์ เขาวาดรูปไปกว่า ๒,ooo ชิ้น และเขียนจดหมายถึงธีโอกว่า ๖oo ฉบับ จดหมายเหล่านี้ก็กลายเป็นหลักฐานบ่งบอกความคิดและชีวิตของวินเซนต์ที่หลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลัง





ธีโอ น้องชายของท่านแวนโก๊ะ
ภาพจาก public.fotki.com



แล้วคนรุ่นหลังนี่เองที่ค่อย ๆ ยกย่องให้ วินเซนต์ แวน โก๊ะ เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เมื่อเวลาผ่านไปผลงานของเขาก็กลายเป็นของล้ำค่า และชีวประวัติแสนขื่นขมของเขาก็กลายเป็นตำนาน


เวลาผ่านไปราว ๘o ปีหลังความตายของวินเซนต์ ในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ร่วงปี ๑๙๗o ชายหนุ่มชาวอเมริกันชื่อ ดอน แม็กลีน (Don Mclean) กำลังอยู่กับวันเวลาที่ย่ำแย่ เขามีชีวิตแต่งงานที่ขมขื่น ความฝันที่อยากจะเป็นนักร้องชื่อดังก็ยังไปไม่ถึงไหน ตอนนั้นการร้องเพลงของเขาก็มีแค่งานร้องเพลงให้เด็กๆ ในชั้นเรียนฟังเท่านั้น เช้านั้นดอนนั่งอ่านชีวประวัติของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ อยู่ตรงเฉลียงหน้าบ้าน เรื่องราวชีวิตของวินเซนต์กระทบใจของดอนอย่างรุนแรง เขาเข้าใจทันทีว่าวินเซนต์ไม่ใช่คนบ้า เขาเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของศิลปินคนนี้ แล้วเขาก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะแต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตของศิลปินผู้อาภัพคนนี้


ดอนหาภาพ The Starry Night มานั่งดู แล้วเขาก็เริ่มแต่งเพลง


“Starry, starry night...”





ภาพจาก wikipedia.org



เพลง Vincent ไม่มีอินโทรใด ๆ ทั้งสิ้น นักแต่งเพลงหนุ่มเพียงเริ่มต้นคำแรกและโน้ตแรกของเพลงจากชื่อภาพของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ที่เขาถืออยู่ในมือ แล้วหลังจากนั้น เนื้อเพลงที่งดงามที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีอเมริกันก็ค่อย ๆ ถูกวาดขึ้นมา





ภาพจาก slicethelife.com



ดอนใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับสีสันที่เปี่ยมอารมณ์ในหลายๆ ท่อนเพลงอย่าง “Swirling clouds in violet haze”, “The eyes of China blue” หรือ “Snowy linen land” ซึ่งดูจะเป็นการใช้ถ้อยคำมาระบายสีในวิถีเดียวกับที่วินเซนต์ใช้พู่กันบรรเลงความรู้สึก มีการพูดถึงดอกทานตะวันจากภาพวาดเลื่องชื่อภาพหนึ่งของวินเซนต์ว่า “Flaming flowers that brightly blaze” นอกจากนี้ ดอนยังใส่ถ้อยคำปลอบประโลมราวกับว่าเขาแต่งเพลงนี้โดยมีวินเซนต์มานั่งอยู่ตรงหน้า ช่วงหนึ่งดอนเขียนว่า เขาเข้าใจความเจ็บปวดจากการพยายามทำให้ตัวเองให้ดูเป็นคนปกติของวินเซนต์!





ภาพดอกทานตะวันที่แพงที่สุดในโลก
ภาพจาก overstockart.com



นักแต่งเพลงหนุ่มแบ่งท่อนเวิร์สของเพลงออกเป็น ๓ ท่อน สองท่อนแรกลงท้ายด้วยความหวังที่ค่อย ๆ ริบหรี่ลง ก่อนจะปิดท้ายเพลงด้วยความหวังที่มอดดับไป ในช่วงกลางเพลงเขายังแทรกเรื่องอัตวินิบาตกรรมของวินเซนต์ไว้อย่างงดงามราวบทกวี





ภาพจาก slicethelife.com



เพลง Vincent ของ ดอน แม็กลีน กลายเป็นดังขนาดที่ติดอันดับ ๑ ที่ประเทศอังกฤษ แล้วมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัลบั้ม American Pie (1971) ของเขากลายเป็นงานอมตะของคนดนตรีโฟล์กมาจนทุกวันนี้ เพลงนี้ยังเข้าไปอยู่ในใจของศิลปินจำนวนนับไม่ถ้วน นักร้องหลากหลายแนวเพลงคัฟเวอร์เพลงนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า มีตั้งแต่วงร็อกหนัก ๆ ศิลปินป๊อปจ๋า ยันคนดนตรีแจ๊ส





ภาพจาก 45cat.com



แต่เวลาและสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่เพลง Vincent ถูกนำไปบรรเลง ก็คือที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะที่อัมสเตอร์ดัม เพลงหวานเศร้าเพลงนี้ถูกเปิดเป็นบรรยากาศในพิพิธภัณฑ์ทุกวัน ในห้องที่จัดแสดงพู่กันที่ครั้งหนึ่งวินเซนต์ แวน โก๊ะ เคยใช้ระบายอารมณ์และความรู้สึก





พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ
ภาพจาก mnque.com



“ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันเข้าใจสิ่งที่เธอพยายามบอกฉันแล้ว
รวมทั้งความเจ็บปวดจากความปกตินั่นด้วย
เธอพยายามที่จะปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ
แต่พวกเขาไม่เคยฟัง ...ตอนนี้ก็ยังไม่ยอมฟัง
บางที พวกเขาอาจไม่มีวันรับฟัง”



ชีวิตและผลงานของวินเซนต์ถูกนำมาตีความ วิเคราะห์ และเล่าซ้ำในปริมาณนับไม่ถ้วน วันนี้เขากลายเป็นศิลปินที่คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี แต่ภายใต้คำที่กว้างใหญ่อย่าง ‘ศิลปะ’ หรือ ‘ศิลปิน’ นั้น จะมีสักกี่คนกันที่เข้าใจชีวิตของเขาอย่างแท้จริง





"Self-Portrait with Straw Hat"
ภาพจาก vangoghgallery.com



แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้ใครบางคนก็อาจเคยตั้งใจรับฟัง และแว่วได้ยินสุ้มเสียงแผ่วเบาที่แอบกระซิบอยู่ในภาพวาดของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ บ้างแล้ว ผ่านทางบทเพลงที่ชื่อ Vincent ของ ดอน แม็กลีน





"Starry Night over The Rhone"
(คืนที่ดาวพราวฟ้าเหนือแม่น้ำโรน)
ภาพจาก mnque.com






สุสานที่ Auvers-sur-Oise ชานกรุงปารีสที่ท่านแวนโก๊ะและธีโอถูกฝังร่างไว้เคียงกัน
ภาพจาก wikipedia.org




ข้อมูลจาก
komchadluek.net
คอลัมน์ "มองผ่านเลนส์คม" โดย วิภว์ บูรพาเดชะ









ในกระทู้ แปลพลง Vincentฯ คุณจังงังร้อยกรอง "อุปัฏฐิตาฉันท์"
รำลึกถึงท่านแวโก๊ะไว้เพราะได้ใจมาก
ขออนุญาตนำมาลงไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่บล็อกนี้ค่ะ





แด่จิตรกรเอกผู้ลำเค็ญ วินเซ็นต์ วิลเลี่ยม แวนโก๊ะ ด้วยดวงใจ...

(๑)

๏ ราตรีศศิงาม....................และอร่ามนภาพราว
คราเขียนอุระราว.................ผิว์ทะท้าวละเลงสี -
ฟ้าเทาขณะป้าย..................สิระบายระทมมี
มองด้วยศมนีย์*..................อรดี ณ คิมหันต์ ๚

(๒)

๏ แสงเงารุจิรา....................กระจะตา ณ ไพรวัลย์
ทอดผ่านคิริอัน....................ฐิติยั้งตระหง่านคง
ร่างเส้นผิว์พินิจ.....................และลิขิตวนาพงษ์
มาลาจะประจง.....................จิตคงละเลงไป ๚

(๓)

๏ งานศิลปะนี้......................มิจะมีวิธีใด
อ้างอิงนิติใคร......................ดุจให้ประหลาดฤๅ
เขียนลมขณะพัด..................และนิทัศน์ขยับมือ
ป้ายสีมติคือ.........................มุติสื่อสนองตน ๚

(๔)

๏ เขียนรูปฤตุหนาว...............อุระร้าวและอับจน
แต่งแต้มมหิดล....................และสกลสะอ้านงาม
คลุมด้วยหิมะมวล.................ขณะง่วนระบายความ
เป็นภาพปริณาม...................และนิยามนิรันดร ๚

(๕)

๏ มองภาพ มน เพ่ง...............สิเชลงนิพนธ์กลอน-
กาพย์ฉันท์ขณะตอน..............อุระร้อนหทัยครวญ
เข้าใจนยะนี้.........................และวิธีสิสื่อมวล-
เรื่องราวนิติถ้วน.....................สิคระหวนคะนึงนาน ๚

(๖)

๏ คุณคล้ายดุจทุกข์................มิสนุกเกษมศานต์
ว้าวุ่นทรมาน..........................จิระกาลสะท้านทรวง
จึ่งคิดวิธิคลาย........................สิสลายระทมปวง-
อ่อนล้าสละยวง......................และระลวงสยบลง ๚

(๗)

๏ เพียงอิสระนั้น....................บ่มิหวั่นฤทัยคง-
หมั่นขีดและผจง....................ดุจบ่งประสงค์จริง
หากมีทุรชน..........................สิวิจลวิจารณ์ชิง-
ชังว่า นรศฤงค์*.....................มิวิจิตรตระการตา ๚

(๘)

๏ พวกเขาบ่มิฟัง...................จรคั่ง*ทุวาจา
ไร้ซึ่งสติมา-........................จะวิเคราะห์และไตร่ตรอง
ตราบสิ้นบริคนห์ ...................อนุชนประสงค์มอง
เป็นแบบนิติต้อง-...................สิสนองและบูชา ๚

(๙)

๏ ราตรีศศิงาม.........................ชุติวามสบายตา
ไม้ดอกผลิ ฤ ว่า.......................สิประภาประดุจไฟ
มวลเมฆ ณ นภา.......................ผิว์ถลาละลิ่วไกล
แปลกตาคละประไพ..................สิสลับละไมคง ๚

(๑๐)

๏ มวลภาพบ่มิเลือน.................ดุจเหมือนสถิตตรง-
ปรากฏมุติบง..........................คติตรง ณ ดวงตา-
วินเซนต์ ฯ ขณะเขียน...............และมุเพียรละเลงครา-
รุ่งโรจน์รวิจ้า...........................สิสว่างกระจ่างครัน ๚

(๑๑)

๏ ทุ่งข้าวกระจะนัก.................ดุจลักษณ์ ณ อำพัน
โศกเศร้า ตม นั้น....................สรพัน ณ หทัย
เคยทุกข์และระทม..................บ่มิสมระเริงใด
กลับชื่นรติใคร่........................ณ ทิวากระไรมี ฯ

(๑๒)

๏ โอ้ว่าจิตรกร.......................ฤ ฉะอ้อนและโศกี
แม้ไร้รติที่-............................นรชนสิให้มา
หากแม้นมตินั้น......................ดุจมั่นนิรันดร์นา
ปราศสุข ณ อุรา.....................มิมล้างและเปลี่ยนไป ๚

(๑๓)

๏ ราตรีศศิงาม.........................ระดะวามนภาไกล
ฆ่าตนเพราะอะไร......................ฤ หทัยมิไตร่ตรอง
เปรียบผัวภริยา........................รติมาสลายกอง
ฤาคุณสิคะนอง.........................วิเคราะห์ผอง มิ ตรองดี ๚

(๑๔)

๏ ฉันควรอธิบาย.....................และขยายระบานี*
บอกว่าปฐพี............................มิเหมาะที่สิควรคุณ-
ผู้ซึ่งมนงาม............................มุจะข้ามนิยามดุลย์
เขียนรูปและพิธุร*...................ผิว์สลดและวุ่นใจ ๚

(๑๕)

๏ ราตรีศศิงาม.........................และอร่ามนภาไกล
ภาพเขียนระดะไป....................ณ นิวาสและปราศชน
ภาพเขียนสิริลักษณ์.................และวิจักขณ์คละรูปตน
ไร้ชื่อสิฉงน.................................ดุจคนปะปนกัน ๚

(๑๖)

๏ สายตามิผละหนี....................ผิว์ฤดีมิลืมวัน
โลกหล้าสรพัน..........................มิสลายมลายเลือน
คล้ายมวลนรชน.......................และวิกลจริตเบือน
เสื้อผ้าดุจเหมือน......................สติเฟือนคละเกลื่อนตา ๚

(๑๗)

๏ แปลกหน้าขณะพบ.................ฤ ประสบอนาถา
โปรดจงกรุณา..........................มุทุตาและเกื้อกูล
ดุจไม้ศุจิแย้ม...........................ผิว์กุหลาบและแหลมบูรณ์
ถูกบีบสิกระลูน*........................มิเสถียรจรูญใด- ๚

(๑๘)

๏ ยังเกลื่อนหิมะขาว................อุระร้าวและร่ำไร
ยามนี้ระบิใด...........................ดุจะได้กระจ่างจริง
รู้ว่าขณะนี้..............................มุติที่สิอ้างอิง
คุณบอกมติสิ่ง.........................ผิว์พะพริ้ง*ณ ผลงาน ๚

(๑๙)

๏ คุณคล้ายดุจทุกข์..................มิสนุกเกษมศานต์
ว้าวุ่นทรมาน............................จิระกาลสะท้านทรวง
จึ่งคิดวิธิคลาย..........................สิสลายระทมปวง-
อ่อนล้าสละยวง.........................และระลวงสยบลง ๚

(๒๐)

๏ เพียงอิสระนั้น.......................บ่มิหวั่นฤทัยคง-
หมั่นขีดและผจง.......................ดุจบ่งประสงค์จริง
หากมีนรชน..............................สิวิกลวิจารณ์ชิง-
ชังว่า นรศฤงค์*........................มิวิจิตรตระการตา ๚

(๒๑)

๏ โอ้ว่าจิตรกร.........................ฤ ฉะอ้อนและโศกา
แม้ไร้รติครา-...........................ทุรชนประณามใด
หากไร้มุทิตา-..........................มติพาระทมใจ
บางทีรติใฝ่..............................ดุจไร้นิรันดร ๚ะ๛

๏๏๏ อุปัฏฐิตาฉันท์ ๏๏๏ ( ๑๑ )






บล็อกคุณปอนล่าสุด

ดอกไม้ในแจกัน
เสียงหัวใจ



บล็อกเสพงานศิลป์ล่าสุด

เสพงานศิลป์ ๒๒๙



บล็อกนี้อยู่ในหมวดแฟนคลับ



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่
กรอบจากคุณ ebaemi และคุณ somjaidean100

ภาพในกล่องเม้นท์เป็นผลงานของท่านแวนโก๊ะชื่อ
“Fishing Boats on the Beach”
(เรือหาปลาบนหาดทราย)
ชนาด ๗o ซม. X ๘o ซม. เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ภาพจาก artkustiks.wordpress.com


Free TextEditor





 

Create Date : 12 กันยายน 2558    
Last Update : 14 กันยายน 2558 19:46:31 น.
Counter : 1781 Pageviews.  

Sukiyaki




“ A boat on the Sumida River in moonlight"
(ล่องเรือในแม่น้ำสุมิดะคืนวันเพ็ญ)
ศิลปิน Arai Yoshimune (๑๘๗๓ - ๑๙๔๕)
ภาพจาก pinterest.com









Sukiyaki
คำร้อง โรคูซึเกะ เออิ
ทำนอง ฮาชิเดอิ นากามูระ


上を向いて 歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันแหงนมองฟ้าตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป

涙が こぼれないように
Namida ga koborenai you ni
เก็บกลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล

思い出す春の日 一人ぽっちの夜
Omoidasu haru no hi, hitori bocchi no yoru
ฉันยังจำช่วงเวลาในฤดูใบไม้ผลิได้อยู่, ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนที่อ้างว้าง

上を向いて歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันแหงนมองฟ้าตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป

にじんだ 星をかぞえて
Nijinda hoshi wo kazoete
เฝ้านับดวงดาวที่ทอแสงประกายริบหรี่

思い出す夏の日 一人ぽっちの夜
Omoidasu natsu no hi, hitori bocchi no yoru
ฉันยังจำวันเวลาในฤดูร้อนได้อยู่, ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนที่อ้างว้าง

幸せは 雲の上に
Shiawase ha kumo no ue ni
ความสุขคงอยู่เหนือปุยเมฆ

幸せは 空の上に
Shiawase ha sora no ue ni
ความสุขคงอยู่บนท้องฟ้า

上を向いて 歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันแหงนมองฟ้าตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป

涙が こぼれないように
Namida ga koborenai you ni
เก็บกลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล

泣きながら歩く 一人ぽっちの夜
Nakinagara aruku, hitori bocchi no yoru
ฉันเดินไปก็ร้องไห้ไป, ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนที่อ้างว้าง

思い出す秋の日 一人ぽっちの夜
Omoidasu aki no hi, hitoribocchi no yoru
ฉันยังจำวันเวลาในวันฝนตกได้อยู่, ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนที่อ้างว้าง

悲しみは 星のかげに
Kanashimi ha hoshi no kage ni
ความเศร้าแฝงตัวอยู่ในเงาของดวงดาว

悲しみは 月のかげに
Kanashimi ha tsuki no kage ni
ความเศร้าแฝงตัวอยู่ในเงาของดวงจันทร์

上を向いて 歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันแหงนมองฟ้าตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป

涙が こぼれないように
Namida ga koborenai you ni
เก็บกลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล

泣きながら歩く 一人ぽっちの夜
Nakinagara aruku, hitoribocchi no yoru
ฉันเดินไปก็ร้องไห้ไป, ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนที่อ้างว้าง

一人ぽっちの夜
Hitoribocchi no yoru
ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนที่อ้างว้าง


เนื้อเพลงจาก akitia.com









ภาพจาก wikipedia.org



๒-๓ ปีที่ผ่านมา เพลง Gangnam Style ของไซ ศิลปินจากเกาหลีใต้ เกือบจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงเอเชีย และวงการเพลงเกาหลี เมื่อจ่อขึ้นอันดับ ๑ ในชาร์ตเพลงฮิตของบิลบอร์ดอยู่นาน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เมื่อโดน Payphone ของ Maroon ๕ และวิซ คาไลฟา ขวางเอาไว้อยู่หลายสัปดาห์จนอ่อนแรง และค่อย ๆ ตกจากอันดับ และทำให้เพลง Sukiyaki ของศิลปินญี่ปุ่น คิว ซาคาโมโต ยังคงเป็นเพลงของศิลปินเอเชียแท้ ๆ เพลงเดียวที่ขึ้นอันดับ ๑ ในชาร์ตเพลงฮิตของบิลบอร์ดได้สำเร็จ





ภาพจาก express.co.uk



ซึ่งหากย้อนดูความเป็นมาของเพลงนี้ จริง ๆ แล้วชื่อดั้งเดิมคือ Ue o Muite Aruko ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า I Look Up As I Walk มีเนื้อหาที่แตกต่างไปจากดนตรีที่ฟังสดใส ท่วงทำนองที่รื่นรมย์ เพราะจะพูดถึงการที่ต้องเก็บความเศร้าเอาไว้ และเจ้าตัวต้องเดินเงยหน้า เพื่อที่น้ำตาจะไม่ต้องไหลหล่นลงบนพื้น ซึ่งเป็นฝีมือการเขียนของโรคูซึเกะ เออิ ขณะที่ตัวดนตรีเป็นฝีมือของ ฮาชิเดอิ นากามูระ





ภาพจาก heinenokcharlton.blogspot.com



แล้วเอาเข้าจริง ๆ เพลงนี้ก็ไม่ใช่เพลงรัก เพราะโรคูซึเกะแต่งขึ้นขณะเดินกลับจากไปประท้วงการมีกองทัพอเมริกันในญี่ปุ่น เพื่อถ่ายทอดถึงความรู้สึกคับแค้นใจที่ความพยายามดังกล่าวล้มเหลวอีกต่างหาก





คิวและคุณแม่
ภาพจาก wikipedia.org






คิวและพี่สาวในปี ๒๔๙๙
ภาพจาก wikipedia.org



สำหรับคิว ซาคาโมโต หรือชื่อจริง ฮิซะชิ โอชิมะ เป็นนักร้องเสียงละมุนของญี่ปุ่น เกิดเมื่อ ๑o พ.ย. ๒๔๘๔ เสียชีวิตวันที่ ๑๒ ส.ค. ๒๕๒๘ ที่จังหวัดคานากาวะ คาวาซากิ บิดาเป็นเจ้าหน้าที่ประมูลระวางบรรทุกสินค้าทางเรือที่ชื่อ Hiroshi Sakamoto และมารดานาง Iku Oshima เขาเป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๙ คน ชื่อเล่นของเขานั้นคือ Kyu ซึ่งแปลว่าเก้า มาจากชื่อ Hisashi ที่อ่านเป็นภาษาคันจิ มารดาของเขามีลูกชายที่ติดมาจากการสมรสครั้งก่อน ๒ คน และบิดาก็เช่นเดียวกัน มีทั้งลูกชายและลูกสาวรวม ๖ คนอยู่แล้วก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานและมีลูกสุดท้องที่เกิดจากพวกเขาทั้งคู่นั่นก็คือ คีว นั่นเอง





ฮาชิเดอิ นากามูระ
ภาพจาก amazon.co.uk



เขาเริ่มร้องเพลงตามคลับตั้งแต่วัยรุ่น และได้เซ็นสัญญากับโตชิบา เรคคอร์ดส์ ในปี ๑๙๕๙ มีเพลงฮิตในญี่ปุ่นอยู่หลายเพลง ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ Ue O Muite Aruko ที่เป็นเพลงอันดับ ๑ ในญี่ปุ่นเมื่อปี ๑๙๖๑ และเป็นซิงเกิลขายดีที่สุดติดต่อกันในปีนี้ถึง ๓ เดือน





แผ่นเสียงเพลง Ue O Muite Aruko
ภาพจาก heinenokcharlton.blogspot.com



หลุยส์ เบนจามิน ประธานของพาย เรคคอร์ดส์ (Pye Records) ของอังกฤษไปทำธุระที่ญี่ปุ่น และได้ยินเพลงนี้เข้าจนติดอกติดใจ นำไปให้ Kenny Ball and his Jazzmen ศิลปินแจ๊สในสังกัด บันทึกเสียงเป็นเพลงบรรเลง แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Sukiyaki ตามชื่ออาหารโปรดของญี่ปุ่นของตัวเอง เพราะกลัวว่าชื่อเดิมอ่านและจำยากไปสำหรับคนอังกฤษ เพลงเวอร์ชั่นนี้ขึ้นไปถึงท็อปเท็นในชาร์ตเพลงฮิตของอังกฤษได้





ภาพจาก youtube.com





ภาพจาก blouinartinfo.com



ส่วนงานต้นฉบับของซาคาโมโต ก็ถูกนำไปเปิดในอเมริกาผ่านสถานีวิทยุ KORD ที่พาสโค, วอชิงตัน โดยดีเจชื่อ ริชาร์ด ออสบอร์น และได้รับความสนใจอย่างมาก จนแคพิตอล เรคคอร์ดส์ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ เพื่อจัดจำหน่ายในอเมริกา แต่ยังใช้ชื่อ Sukiyaki และมีเพลง Anoko No Namaewa Nantenkana เป็นเพลงหน้าบี Sukiyaki กลายเป็นเพลงฮิต ทำยอดขายกว่า ๑๓ ล้านก๊อบปี้ทั่วโลก คว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำมาครอง และในเดือนมิถุนายนปี ๑๙๖๓ เพลงนี้ก็เข้าชาร์ตบิลบอร์ดถึง ๓ ชาร์ต โดยติดอันดับ ๑ ในชาร์ตเพลงฮิตรวม ๓ สัปดาห์, ติดอันดับ ๑๘ ในชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี และขึ้นอันดับ ๑ ในชาร์ตเพลงผู้ใหญ่ร่วมสมัย





ภาพจาก discogs.com



หลังจาก Sukiyaki ซาคาโมโตปล่อยซิงเกิล China Nights (Shina no Yoru) ซึ่งหน้าบีเป็นเพลง Benkyo No Cha Cha Cha ตามมาในช่วงปลายหน้าร้อนปีเดียวกัน แต่ก็ไปได้แค่อันดับที่ ๕๘ และเป็นเพลงของศิลปินญี่ปุ่นเพลงสุดท้ายที่เข้าชาร์ตเพลงฮิตอเมริกัน จนอีก ๑๖ ปีต่อมาถึงมี Kiss in the Dark ของวงดูโอหญิงล้วน Pink Lady มาติดชาร์ตท็อปโฟร์ตี้





ภาพจาก theeyeoffaith.com



ซาคาโมโตยังมีซิงเกิล Elimo ที่หน้าบีเป็นเพลง Why, ซิงเกิล Tanko bushi ที่มี Olympics Song เป็นเพลงหน้าบีออกมาอีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากซิงเกิลในปี ๑๙๖๓ เขายังออกอัลบั้ม Sukiyaki and Other Japanese Hits ซึ่งเป็นงานชุดเดียวของซาคาโมโต ที่ได้วางจำหน่ายในอเมริกา





ภาพจาก mr-poundmusicshop.com



ซาคาโมโตเสียชีวิตด้วยวัยเพียง ๔๓ ปี จากอุบัติเหตุเครื่องบินของเจแปน แอร์ไลน์ ไฟลต์ ๑๒๓ ตกใกล้ ๆ กับกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๑๙๘๕ โดยอุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตถึง ๕๒o ราย รอดชีวิตมาได้แค่ ๘ คน โดยก่อนที่จะหมดลมหายใจ เขาได้เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงภรรยาเอาไว้ด้วย





ภาพจาก vk.com



และในวาระครบรอบ ๓ ทศวรรษการจากไปของคิว ซาคาโมโต ทางต้นสังกัดได้ทำอัลบั้มชุด Kyu Sakamoto-Golden Best ออกมา เพื่อเป็นการรำลึกถึงนักร้องประวัติศาสตร์เจ้าของเพลงตำนานของชาวญี่ปุ่น และคนเอเชียออกมา ซึ่งมีเพลงฮิตของซาคาโมโตให้ได้ฟังถึง ๑๘ เพลง และหนึ่งในนั้นก็คือ Sukiyaku หรือ Ue O Muite Aruko นั่นเอง.





ภาพจาก theeyeoffaith.com





ภาพจาก FB 坂本九(Kyu Sakamoto)



นอกจากนี้ยังมีหลายศิลปินนำเพลงนี้ไปทำใหม่ โดยยึดจากเมโลดี้ฉบับดั้งเดิม การนำมาทำใหม่ในปี ๑๙๘๑ ของวงอะเทสต์ออฟฮันนี ได้ขึ้นชาร์ตบิลบอร์ดฮอต ๑oo ที่อันดับ ๓ (อันดับ ๑ บนชาร์ตอเดาต์คอนเทมโพแรรีและชาร์ตอาร์แอนด์บี ขณะที่ในเวอร์ชันปี ๑๙๙๕ ของวงโฟร์พีเอ็ม ขึ้นสูงสุดอันดับ ๘ และเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๙ ไปรษณีย์ญี่ปุ่นออกแสตมป์เพื่อเป็นการรำลึกถึงเพลงนี้





แสตมป์ที่ออกเพื่อรำลึกถึงเพลง Sukiyaki
ภาพจาก yushu.co.jp






สุสานของคิวในโตเกียว
ภาพจาก angelfire.com




ข้อมูลจาก
ryt9.com
wikipedia -ซากาโมโต
wikipedia-เพลงสุกียากี้
คอลัมน์ "ดนตรีมีเหตุ" นสพ.ไทยโพสต์ ๕ ส.ค. ๒๕๕๘




บล็อกนี้อยู่ในหมวดแฟนคลับ




บีจีจากคุณเนยสีฟ้า กรอบจากคุณ ebaemi

Free TextEditor





 

Create Date : 23 สิงหาคม 2558    
Last Update : 23 สิงหาคม 2558 11:10:13 น.
Counter : 1658 Pageviews.  

ฝนรัก ฝนเศร้า




ภาพจาก บล็อกุคณ touch the sky








ฝนรัก ฝนเศร้า
คำร้อง ทำนอง มนัส ปิติสานต์


ฝนตั้งเค้ามาคราใด
เป็นภาพเตือนใจ
เตือนให้นึกถึงความหลังครั้งหนึ่ง

เมื่อคืนฝนพรำ...หวานฉ่ำสุดซึ้ง
ยังตรายังซึ้ง...หวานไม่คลาย

เหมือนยังได้คลอเคียงเธอ
หลับตาละเมอ
ท่ามกลางเสียงฟ้าสายฝนพร่างพราย

อ้อมกอดอุ่นอุ่น...ว้าวุ่นทั่วกาย
ต้องหลบหน้าหาย...ฝนพรำ

มาบัดนี้ไม่มีเธอ
ฉันต้องละเมอ...เฝ้าพร่ำเพ้อครวญคร่ำ

เธอจากฉันไปท่ามกลางฝนพรำ
ฝากความชอกช้ำ...ให้ฉันเฝ้าตรม

ฝนตั้งเค้ามาคราใด
สะกิดแผลใจน้ำตาอาบไหลร้าวใจเหลือทน

โอ้ฝนเจ้าขา...ข้าปวดกมล
เจ็บจนสุดทน...แล้วฝนเอย









ภาพจาก newtopwallpapers.com


'ฝนรัก ฝนเศร้า' สวลี ผกาพันธุ์
รักในฤดูฝนของ ครูมนัส ปิติศานต์



"ฝนตั้งเค้ามาคราใด

เป็นภาพเตือนใจเตือนให้นึกถึงความหลังครั้งหนึ่ง

เมื่อคืนฝนพรำ...หวานฉ่ำสุดซึ้ง

ยังตรายังตรึง...หวานไม่คลาย....."



ระหว่างที่กำลังมีมาตรการแก้ภัยแล้งหลายมาตรการออกมาแล้ว ให้ทุกภาคส่วนต้องใช้น้ำประหยัดที่สุด งดกิจกรรมสิ้นเปลืองทั้งหลาย เช่น บริการสนามกอล์ฟ สระว่ายน้ำ ให้ใช้น้ำได้เฉพาะในส่วนสำรองของตนเองเท่านั้น ห้ามใช้น้ำประปาอย่างสิ้นเปลือง โดยเฉพาะส่วนราชการต้องเป็นตัวอย่างการใช้น้ำอย่างมีสติ ใครฝ่าฝืนอาจต้องเจอมาตรการขั้นเด็ดขาด นอกจากนั้นยังต้องเตรียมเปิดรับบริจาคน้ำดื่มส่งไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย และบางพื้นที่เช่นชาวนาโคราชนั้น ถึงกับต้องตัดใจทิ้งนาให้แห้งตายเพื่อแลกน้ำกินน้ำใช้





ภาพจาก newtopwallpapers.com



ก็พอดีมีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศพม่าและประเทศลาวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน แล้วยังมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้าปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยเข้ามาด้วย ก็เลยทำให้หลายพื้นที่มีฝนตั้งเค้าแล้วก็ตกลงมาหนาแน่น พอให้คนไทยหลายพื้นที่เย็นฉ่ำทั้งผิวกายและความหวัง ว่านอกจากภัยแล้งจะไม่หนักอย่างที่คิดแล้ว ในอีกหลายพื้นที่ยังอาจมีน้ำท่วมได้ด้วย





ภาพจาก newtopwallpapers.com



นั่นคือบรรยากาศทั่วไปก่อนและหลังฝนตกในปีนี้ แต่ไม่ว่าในปีไหน ๆ มีนักแต่งเพลงระดับศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่ง ที่มักจะมีอารมณ์อ่อนไหวกับเวลาฝนตั้งเค้าอย่างค่อนข้างหนักหนาสาหัส จนต้องแต่งเพลงออกมาให้ได้ฟังกันแล้วเพลงก็ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองในทุก ๆ ฤดูฝน


ศิลปินแห่งชาติผู้ที่กล่าวถึงท่านนี้ก็คือ ครูมนัส ปิติสานต์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้เป็นเจ้าของผลงานเพลงยอดนิยมมากมาย รวมถึงเพลง "ฝนรัก ฝนเศร้า" ที่สุดซึ้งตราตรึงเพลงนี้ด้วย





ครูมนัส ปิติสานต์
ภาพจาก vattavan.com



เพลง "ฝนรักฝนเศร้า" คำ ร้อง ทำนองโดย มนัส ปิติสานต์ ขับร้องโดย สวลี ผกาพันธุ์ ทันทีที่เพลงนี้ถูกนำออกอากาศทางสถานีวิทยุต่าง ๆ เมื่อประมาณ ๕o ปีที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับจากมิตรรักนักเพลงเป็นอย่างดีตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕o๙  โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนของแต่ละปีนับว่าเป็นเพลงที่สร้างสรรค์ความไพเราะให้กับนักฟังเพลงไทยผ่านมาเกือบ ๕o ปีแล้ว





ภาพจาก saisampan.net



ครูมนัส ปิติสานต์ นั้น เป็นมือไวโอลินมือหนึ่งของดุริยางค์ทหารอากาศและวงดนตรี "กระชับมิตร" ที่มี ครูแจ๋ว สง่า อารัมภีร และ ครูใย ปรีชา เมตไตรย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ดังนั้นนอกจากเป็นนักแต่งเพลงที่มีอารมณ์แสนจะโรแมนติกแล้ว ครูมนัสยังเป็นนักสร้างทำนองเพลงที่งดงามและพลิ้วหวาน ไม่ต่างจากท่วงทำนองและลีลาของเสียงไวโอลินที่งามสง่ายิ่งนั้น





ภาพจาก youtube.com



ในวันที่ฝนตก ลองนั่งหรือนอนฟังสายฝนที่สาดสายลงกระทบระเบียงหรือหลังคาบ้าน แล้วปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปถึงใครคนหนึ่งที่เคยมานั่งอยู่ในหัวใจของเรา  และเคยอยู่เคียงข้างกันในวันเวลาอย่างนี้ ก็คงจะฟังเพลง "ฝนรัก ฝนเศร้า" ได้อย่างซาบซึ้งระคนด้วยความเจ็บปวดล้ำลึกยิ่งนัก โดยเฉพาะหากได้ฟังต้นฉบับที่ขับร้องโดยศิลปินแห่งชาติ สวลี ผกาพันธุ์


"มาบัดนี้ไม่มีเธอฉันต้องละเมอ

เฝ้าพร่ำเพ้อครวญคร่ำ

เธอจากฉันไปท่ามกลางฝนพรำ

ฝากความชอกช้ำ...ให้ฉันเฝ้าตรม....."





ภาพจาก voltuzaidi.deviantart.com



วันเสาร์ที่ ๘ ส.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิอุบลรัตน์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ รศ.ดร.วีณา เชิดบุญญชาติ ขอเชิญชมคอนเสิร์ตแห่งรักแห่งปี "ที่สุดที่ดี...เพื่อพี่รี่ สวลี ผกาพันธุ์" ๘๔ ยังแจ๋ว สองรอบ ๑๔.oo น. และ ๑๙.oo น. วันเสาร์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งนับว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ชุมนุมศิลปินนักร้องยอดนิยมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง ๓๖ คน





ภาพจาก manager.co.th



นำโดย ๕ ศิลปินแห่งชาติ สวลี ผกาพันธุ์, สุเทพ วงศ์กำแหง, รวงทอง ทองลั่นทม, ชรินทร์ นันทนาคร, ชาลี อินทรวิจิตร, ธานินทร์ อินทรเทพ, ศรีไศล สุชาตวุฒิ, อรวี สัจจานนท์, นฤพนธ์ ดุริยพันธ์, นันทวัน เมฆใหญ่, โฉมฉาย อรุณฉาน, สมศรี ม่วงศรเขียว, รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส, ผุสดี เอื้อเฟื้อ ฯลฯ





ภาพจาก youtube.com



ไม่ว่าฝนจะรัก...หรือฝนจะเศร้า แต่เพราะเรารัก "พี่รี่ สวลี ผกาพันธุ์" ๘๔ ยังแจ๋ว ของเราทุกคน เราก็จะต้องบากบั่นและมุ่งมั่นไปชมคอนเสิร์ตนี้ให้ทันกับวันเวลาที่กำหนดไว้นั้นให้ได้ ไปชมให้ถึง...ไปซึ้งกับใจ ว่าในจำนวนนักร้องทั้ง ๓๖ คนบนเวทีในวันนั้น ใครกันจะเป็นผู้ขับร้องเพลง "ฝนรัก ฝนเศร้า"


"ฝนตั้งเค้ามาคราใด

สะกิดแผลใจน้ำตาอาบไหลร้าวใจเหลือทน

โอ้ฝนเจ้าขา...ข้าปวดกมล

เจ็บจนสุดทน...แล้วฝนเอย........"





ภาพจาก บล็อกกันและกัน





ภาพจาก newtopwallpapers.com



ข้อมูลจาก
ryt9.com
คอลัมน์ "ถูกทุกข้อ"นสพ.ไทยโพสต์ ๒ ส.ค. ๒๕๕๘




บล็อกคุณปอนล่าสุด

บางครั้งคนเราก็หลงลืม



บล็อกเสพงานศิลป์ล่าสุด

เสพงานศิลป์ ๒๒๕



บล็อกนี้อยู่ในหมวดแฟนคลับ



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ ebaemi

Free TextEditor





 

Create Date : 15 สิงหาคม 2558    
Last Update : 15 สิงหาคม 2558 20:38:15 น.
Counter : 948 Pageviews.  

ฟ้ารักดิน




ภาพจาก wallpaperswide.com








ฟ้ารักดิน
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง สง่า อารัมภีร


ญ. อุ่นอารมณ์สมสุขอย่างนี้มีแต่เราสอง


ช. อกดินถวิลลำพอง
คิดปองฟ้าไกลพาให้ตรม
ชวดชมแล้วซมซานเศร้า


ญ. หวั่นกระไรฟ้าดินใจตรงกัน


ช. แต่กระนั้นยังพรั่นมิเบา ไม่ทำให้เจ้าเฉา
ไม่ทำให้เจ้าช้ำ อกดินถวิลครวญคร่ำ


ญ. อกฟ้าระกำยิ่งกว่า


ช. ไหว้วอนขอพรเทวา ให้ดินเสมอฟ้าที


ญ. ถึงยามราตรี


ช. ฟ้ามีแสงจันทร์


ญ. ขอปันแสงจ้า


ช. เมตตาให้ฟ้าโลมดิน
แอบจูบลูบไล้ยุพิน
จูบดินด้วยแสง จันทร์ส่อง


ญ. เชื่อใจเพียงใคร่จะลอง ก็กลัวจะหมองมิวาย


ช. ทุกทิวา


ญ. ทุกราตรี


ช. สองชีวีมิมีหน่าย


พร้อม ไม่สลายคลายรักเอย









คุณอารีย์ นักดนตรี และ คุณกำธร สุวรรณปิยะศิริ
ภาพจาก บล็อกคุณ chailasalle



ความทรงจำที่งดงาม...ฟ้ารักดิน
โดย พอ.วัชระ วัชรีวงศ์



"ฟ้ารักดิน" ผลงานเพลงของ ชาลี อินทรวิจิตร และ สง่า อารัมภีร, กำธร สุวรรณปิยะศิริ ร้องคู่ อารีย์ นักดนตรี ต่อมา ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ร้องบันทึกเสียงคู่ นงลักษณ์ โรจนพรรณ...การเลื่อนไหลของกาลเวลาเป็นผลให้ปัจจุบันแปรเปลี่ยนเป็นอดีต มีเพียงความทรงจำเหลืออยู่ เรื่องที่ประทับใจก็อยู่ในความทรงจำนาน หากเรื่องใดเห็นว่าไม่ค่อยมีความสำคัญก็จะค่อย ๆ ลืมเลือนไปจนจำไม่ได้ในที่สุด





สถานีช่อง ๔ บางขุนพรหม
ภาพจาก กระทู้พันทิป



อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่ลืมเลือนไปแล้วอาจหวนคืนกลับมาได้จากเสียงเพลง บางครั้งเพลงเก่าที่เคยได้ยินในวัยเยาว์ มีอานุภาพกระตุ้นความรู้สึกให้รำลึกอดีตได้แจ่มชัด  โดยเฉพาะความรู้สึก ความทรงจำที่งดงาม เช่น เพลงจากละครที่ผ่านมานานหลายสิบปี กาลเวลาทำให้ลืมเลือนไปบ้าง แต่หากได้ย้อนฟังเพลงที่ประทับใจในอดีต ความทรงจำดี ๆ อาจผุดขึ้นมาได้แจ่มชัด โดยท่วงทำนองจะนำความรู้สึกให้กลับมาก่อน แล้วตามด้วยเนื้อหาสาระ เช่น เพลงฟ้ารักดิน จากละครเรื่อง ขุนศึก ที่แพร่ภาพทางไทยทีวีช่อง ๔  บางขุนพรหม เมื่อกว่า ๕๐ ปีก่อน









ละคร "ขุนศึก" เวอร์ชั่นช่อง ๔ บางขุนพรหม
ภาพจาก กระทู้ขุนศึกเวอร์ชั่นก่อน ๆฯ



ผ่านไปหลายสิบปีจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ เมื่อได้ฟังฟ้ารักดินก็ได้รับรสความสุขไออุ่นของความรัก ความรู้สึกหวานละมุน กรุ่นกลิ่นอายอดีต ได้ย้อนมองความสุขในวัยเด็กที่มีรสชาติแตกต่างจากปัจจุบัน นับว่าเพลงมีบทบาทสำคัญในการถนอมอารมณ์ความรู้สึกในยุคนั้นได้อย่างดี





ภาพจาก book.rmutt.ac.th



ดังเหตุการณ์ที่ได้ไปร่วมงานแถลงข่าวหนังสือ "โลกมายาของอารีย์" อารีย์ นักดนตรี ดาราไทยทีวีช่อง ๔ เป็นผู้เขียน ที่ศูนย์การค้าย่านราชประสงค์เมื่อกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว งานนี้มีเพื่อนนักเขียนซึ่งเป็นนักแสดง ผู้ร่วมงานหลายหน้าที่จากสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ ไปร่วมงานแถลงข่าวหลายคน ด้วยความประทับใจในบรรยากาศการทำงาน การฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จ





ภาพจาก บล็อกคุณ นายยั้งคิด และ thaifilm.com



ความรู้สึกเต็มตื้นได้ระบายออกด้วยการร้อง "อุ่นอารมณ์สมสุขอย่างนี้มีแต่เราสอง..." เป็นอารมณ์ร่วมที่แสดงออกโดยไม่ได้นัดหมาย แต่ส่งต่อความรู้สึกได้แจ่มกระจ่างจนไม่ต้องขยายความแต่อย่างใด และอารมณ์กรุ่นกลิ่นอายอดีตจากเพลงฟ้ารักดิน ก็เสริมเสน่ห์บันเทิงคดี "โลกมายาของอารีย์" ได้เหนือความคาดหมาย





คุณบูรพา-ดร.ญาดา อารัมภีร
ภาพจากเวบ oknation.net



เพลงฟ้ารักดิน ได้หวนคืนเวทีอีกครั้งเมื่อโรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุง ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตรำลึกกำธร  สุวรรณปิยะศิริ พระเอกละครขุนศึก (ร้องเพลงนี้คู่อารีย์ นักดนตรี ครั้งแรกในละคร) เมื่อ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๗ การแสดงครั้งนี้ทายาทครูสง่า อารัมภีร บูรพา-ญาดา อารัมภีร ได้ถ่ายทอดมรดกที่มีค่าทางใจ เพลงฟ้ารักดินเผยแง่คิดชีวิตงาม ให้อารมณ์หวานละมุนฟื้นขึ้นมาใหม่ และทำให้ได้คิดว่าฟ้ารักดิน สะท้อนมุมมองว่า ความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน มีมนต์เสน่ห์ไม่เสื่อมคลายไปโดยง่าย





ครูสมาน ครูสง่า และ ครูชาลี
ภาพจาก komchadluek.net และ บล็อกคุณก๋งแก่(หง่อมจริง ๆ)



ทั้งนี้เพราะน้ำคำที่เจือน้ำใจย่อมหวานไม่คลาย  ครูเพลงผู้สร้างตำนานเพลงรักหวานยุคนั้น จึงได้รับฉายาว่า "เพลงรักครูสมาน เพลงหวานครูสง่า" ต่อมาภายหลังสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี (๒๕๒๕) ทางราชการได้เชิดชูเกียรติศิลปินที่มีผลงานดีเด่นให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ครูสมาน กาญจนะผลิน และ ครูสง่า อารัมภีร ก็ได้รับเชิดชูให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล) นอกจากนี้ ครูชาลี อินทรวิจิตร ผู้แต่งคำร้องเพลงฟ้ารักดินก็ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้ประพันธ์คำร้อง-ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์) เช่นกัน






จังหวะชีวิตค่อยเป็นค่อยไปเมื่อ ๕๐ ปีก่อนสอดคล้องกับละครขุนศึกที่แสดงเดือนละครั้งติดต่อกันเป็นปี ๆ ทำให้ผู้ชมคุ้นเคยกับตัวละคร ต่างก็เอาใจช่วยคู่-พระนาง รวมทั้งเพื่อนคู่หูที่ติดสอยห้อยตามให้ประสบความสุขสมหวังในชีวิต มีคู่ครองกันทั่วหน้า บท เพลงส่งท้ายนอกจากมีความหมายดีสอดคล้องกับเนื้อเรื่องในละครแล้ว ยังเป็นเสมือนคำอำนวยพรผู้ชมในคราวเดียวกัน เห็นได้ว่า สื่อบันเทิงยุคนั้นมุ่งให้ความสุขผู้ชมเป็นสำคัญ ในขณะที่สื่อบันเทิงปัจจุบัน ทั้งโทรทัศน์และภาพยนตร์มักสร้างเนื้อที่เน้นความรุนแรง ทำให้ผู้ชมชินชาต่อการตัดสินใจใช้ความรุนแรงในการทำร้ายหรือทำลายฝ่ายศัตรู หากไม่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือเสนอทาง ออกที่ยกระดับจิตใจผู้ชมให้สูงขึ้น ผู้คนในกาลภายหน้าโดยเฉพาะผู้ชมสื่อบันเทิงในโรงภาพยนตร์และโทรทัศน์จะไม่รู้จักความสงบสุขเป็นแน่





ละครเวอร์ชั่นล่าสุด
ภาพจาก thaitv3.com


คลิกชมภาพ "ขุนศึก" ทุกเวอร์ชั่นได้ที่นี่ วิกิพีเดีย



ผู้สร้างหนังละครได้สร้างขุนศึกออกมาหลายครั้ง แต่การแสดงครั้งหลัง ๆ ไม่มีเพลงรักหวานที่อยู่ในความทรงจำ ฉะนั้นเวลาผ่านไปนานเพียงใด ผู้ชมละครโทรทัศน์รุ่นแรกยังระลึกถึงบรรยากาศกรุ่นกลิ่นอายอดีตเคล้ามากับเพลง ดังถ้อยคำเว้าวอนชวนฝัน...



"ถึงยามราตรี ฟ้ามีแสงจันทร์

ขอปันแสงจ้า เมตตาให้ฟ้าโลมดิน

แอบจูบลูบไล้ยุพิน จูบดินด้วยแสงจันทร์ส่อง..."



และจดจำน้ำคำที่ถ่ายทอดอารมณ์ รักหวานละมุนร่วมกัน


"...ทุกทิวา ทุกราตรี

สองชีวีมิมีหน่าย ไม่สลายคลายรักเอย".






ภาพจาก hdwallpapers.cat



ข้อมูลจาก
ryt9.com
คอลัมน์ "ถูกทุกข้อ"นสพ.ไทยโพสต์ ๖ ธ.ค. ๒๕๕๗




บล็อกคุณปอนกล่าสุด

ไม่มีรักไม่มีทุกสิ่ง
บันทึกระหว่างบันทัด



บล็อกเสพงานศิลป์ล่าสุด

เสพงานศิลป์ ๒๒๑
เสพงานศิลป์ ๒๒๒



บล็อกนี้อยู่ในหมวดแฟนคลับ



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ ebaemi

Free TextEditor





 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2558 21:49:23 น.
Counter : 1879 Pageviews.  

แม่กลอง




บรรยากาศริมแม่น้ำแม่กลองยามเช้า
ภาพจาก m.hi5.com




แม่กลอง-สุเทพ วงศ์กำแหง






แม่กลอง
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน


สายชลแม่กลอง เหมือนดังละอองน้ำตก
ใสดังกระจก เปรียบดังจิตใจเจ้าของ
พี่ลอยรักให้ ฝากไปในสายแม่กลอง
ขอเชิญให้น้อง ครองความรักไว้เถิดหนา


สายชลเชี่ยวนัก แพ้ใจรักจริงของพี่
รักลอยมานี่ ดั่งใจพี่ครวญใฝ่หา
นางนวลขาวผ่อง ไม่ผ่องเกินนวลแก้วตา
เนื้อนวลนวลกว่า นวลนกนวลปลาไหนไหน


กลางกระแสแลล้วนโป๊ะล้อม
เขาลงอวนอ้อม ล้อมสกัดมัจฉาเอาไว้
แม้พี่เป็นปลา ไม่ปรารถนาเข้าอวนของใคร
พี่จะขออยู่แต่ใน อวนใจน้องเจ้าเท่านั้น


สายชลแม่กลอง น้ำนองสองฟากล้นฝั่ง
น้ำใจจงหลั่ง พอได้ประทังชีพฉัน
สายน้ำมิอาจ ตัดขาดออกไปจากกัน
สายใยสัมพันธ์ ขาดกันมิได้หรอกเอย


(ดนตรี......)
สายชลแม่กลอง น้ำนองสองฟากล้นฝั่ง
น้ำใจจงหลั่ง พอได้ประทังชีพฉัน
สายน้ำมิอาจ ตัดขาดออกไปจากกัน
สายใยสัมพันธ์ ขาดกันมิได้หรอกเอย









ภาพจาก travel.mthai.com



"สายชลแม่กลอง เหมือนดังละอองน้ำตก

ใสดังกระจกเปรียบดังจิตใจเจ้าของ

พี่ลอยรักให้ฝากไปในสายแม่กลอง

ขอเชิญให้น้อง ครองความรักไว้เถิดหนา..."



บทเพลงแห่งลุ่มน้ำที่หวานซึ้งและอ่อนพลิ้วปานจะล่องลอยไปกับสายลมให้ไกลแสนไกลเพลงนี้ สื่อความหมายแห่งรักที่แสนบริสุทธิ์ "เหมือนดังละอองน้ำตก...ใสดังกระจก" ตามที่เนื้อเพลงได้พร่ำพรรณนาไว้อย่างงดงามด้วยคมกวีอันวิจิตร สมแล้วที่เพลงนี้ถ่ายทอดออกมาจากใจของชายหนุ่มผู้มีพลังฝันอันบรรเจิดที่บรรจงแต่งให้กับผู้เป็นนางในฝันของเขา





ครูชาลี อินทรวิจิตร
ภาพจากบล็อกคุณก๋งแก่(หง่อมจริง)



ชายหนุ่มคนนั้นในวันนี้คือ ศิลปินแห่งชาติวัย ๙๒ ปี นาม ชาลี อินทรวิจิตร เป็นผู้แต่งคำร้อง โดยมีศิลปินแห่งชาติคู่ใจผู้ล่วงลับไปก่อน คือ สมาน กาญจนะผลิน เป็นผู้แต่งทำนอง ส่วนศิลปินแห่งชาติอีกคนนั้นเป็นที่รู้กันว่าเป็นคู่หูที่ยังคงเคียงคู่กันอยู่บนเวทีเพลงในปัจจุบัน คือ สุเทพ วงศ์กำแหง เป็นผู้ขับร้องต้นฉบับ





ภาพจาก saisampan.net



ชาลี อินทรวิจิตร เป็นคนท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อเป็นผู้แต่งเพลง "ท่าฉลอม" และเพลง "มหาชัยอาลัยท่าฉลอม" จึงดูสมเหตุสมผลทุกประการ แต่เมื่อมาเป็นผู้แต่งเพลง "แม่กลอง" อันเป็นอำเภอเมืองของจังหวัดสมุทรสงครามอีกเพลงหนึ่ง จึงต้องมีคำถามว่า มีแรงบันดาลใจอย่างไรจึงแต่งเพลงนี้  ก็ได้รับคำตอบอย่างอารมณ์ดีจากศิลปินแห่งชาติวัย ๙๒ ผู้ที่ยังขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตระดับชาติอยู่เป็นประจำว่า


"ครอบครัวของผมเป็นเจ้าของรถไฟสายมหาชัย-แม่กลอง ผมจึงขึ้นรถไฟไม่เสียเงิน จะไปไหนก็ได้ ตอนเป็นหนุ่มก็เลยได้ไปเที่ยวแม่กลองแทบทุกวัน จนไปรักผู้หญิงคนหนึ่งเข้า ก็เลยแต่งเพลงนี้จีบเขาตั้งแต่ตอนนั้น เมื่อเข้ามากรุงเทพฯ ผมก็มาเป็นนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ จบแล้วก็ไปเข้าโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟรุ่นแรก แผนกการเดินรถ ต้องรออีกตั้งหลายปีจึงได้เอาเพลงนี้มาให้สุเทพเขาร้องบันทึกเสียง" ครูชาลีหัวเราะเบา ๆ เมื่อมีโอกาสเปิดเผยความหลังให้ฟัง





ภาพจาก manager.co.th



คุณชาลี อินทรวิจิตร เขียนไว้ในหนังสือ "บันเทิง-บางที" ว่า


เพลงแม่กลอง เป็นเพลงที่ผมเขียนตอนไปเที่ยวกับอาจินต์ ปัญจพรรค์ สง่า อารัมภีร (แจ๋ว) รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) และพรรคพวกอีกหลายคนที่จังหวัดสมุทรสงคราม อาจินต์เป็นคนยุให้ผมแต่งเพลง "แม่กลอง" จริง ๆ แล้วควรจะให้แจ๋วแต่งทำนอง แต่ผมมีคติประจำตัวนิดหนึ่งว่า ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรให้แจ๋วแต่ง เพราะแจ๋วแต่งเองได้ทั้งคำร้องและทำนองเช่­นเดียวกับสุรพล โทณะวณิก แจ๋วกับผมจึงแต่งเพลงด้วยกันน้อยมาก แต่เพลงที่แต่งกับแจ๋วดังทุกเพลง กับสุรพล
แทบจะไม่มีเลย เพราะสุรพลเขาเก่งครับ แต่งได้ทั้งทำนองและคำร้อง แต่งได้ทุกรูปแบบ คนที่แต่งเพลงกับผมมากที่สุด คือ คุณสมาน กาญจนะผลิน อาจารย์ประสิทธิ์ พยอมยงค์ สง่า ทองธัช ปราจีน ทรงเผ่า ดนุพล แก้วกาญจน์ จำรัส เศวตาภรณ์ และ ทนงศักดิ์ อาภรณ์ศิริ





ภาพจาก youtube.com



ชาลี อินทรวิจิตร เกิดเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ในขณะที่ สุเทพ วงศ์กำแหง เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ ทั้งคู่จึงเป็นสองชายที่วัยห่างกันเกือบ ๑๑ ปี แต่เป็นเพื่อนรักคู่ซี้คู่แซวกันมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อย จนกระทั่งเป็นหนุ่มสูงวัยด้วยกันทั้งสองคนในวันนี้ ในตอนค่ำของวันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เป็นวันครบอายุ ๘๑ ปี ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ได้มีการจัดงานฉลองวันเกิดให้กับศิลปินแห่งชาติท่านนี้ โดย ชมรมคนรัก สุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นภายในบริเวณสนามหญ้าของสำนักงานใหญ่ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ถนนรัชดาภิเษก จะมีเวทีดนตรี และซุ้มอาหารอยู่รอบ ๆ สนาม ตั้งแต่เวลา ๑๙.oo น. เป็นต้นไป





ภาพจาก youtube.com



คาดว่าในค่ำวันนั้น ชาวคณะของเมืองไทยประกันชีวิตที่สำนักงานใหญ่ คงไม่มีใครอยากกลับบ้าน แต่คงจะนัดกันอยู่รอเพื่อสมทบกับแฟนเพลงของ สุเทพ วงศ์กำแหง ที่อยู่ใกล้ ๆ ในย่านนั้น เพื่อคอยฟังเพลงประทับใจจากนักร้องคนโปรดมากหน้าหลายตาจาก สมาคมนักร้องแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ ที่จะมาร้องเพลงให้ฟังกันจนถึงถิ่น และโอกาสที่จะได้ฟังเพลง "แม่กลอง" กับสองชาย คือ สุเทพ วงศ์กำแหง และ ชาลี อินทรวิจิตร บนลานหญ้านุ่มและพุ่มพฤกษ์ ของ เมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษกนั้นจึงมีเปอร์เซ็นต์สูงมาก


เพียงแต่ผู้ที่จะเป็นคนขึ้นเวทีร้องเพลงนี้ให้ฟังในค่ำวันนั้น จะเป็นสุภาพบุรุษ วัย ๘๑ ปี หรือจะเป็นชายชาตรี วัย ๙๒ เท่านั้นเอง


"กลางกระแสแลล้วนโป๊ะล้อม

เขาลงอวนอ้อมล้อมสกัดมัจฉาเอาไว้

แม้พี่เป็นปลาไม่ปรารถนาเข้าอวนของใคร

พี่จะขออยู่แต่ใน อวนใจของเจ้าเท่านั้น....."





แม่น้ำแม่กลอง ขณะไหลผ่านจังหวัดสมุทรสงคราม
ภาพจาก wikipedia.org




ข้อมูลจาก
ryt9.com
นสพ.ไทยโพสต์ ๑o พ.ค. ๒๕๕๘



บล็อกคุณปอนสองบล็อกล่าสุด

หุบสิเน่หา
เช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมา


บล็อกเสพงานศิลป์ล่าสุด

เสพงานศิลป์ ๒๑๙



บล็อกนี้อยู่ในหมวดแฟนคลับ



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ ebaemi

Free TextEditor





 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2558 23:59:52 น.
Counter : 1548 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

BlogGang Popular Award#13


 
haiku
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 141 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.