All Blog
หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด




คาถาบูชาท่าน คือ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ.2225
สิริรวมอายุได้ 99 ปี


คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด

ธรรมประจำใจ

พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์

ละได้ย่อมสงบ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน

ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้
แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก

ชีวิตทุกข์

การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ
จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ
เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

บรรเทาทุกข์

การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง
และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ยากกว่าการเกิด

ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น

ยึดจึงเดือดร้อน

ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่
ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล
จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก
สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

อยู่ให้สบาย

ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย
อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง

ธรรมารมณ์

การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง
อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว
ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์

กรรม

ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า
เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริง

มารยาทของผู้เป็นใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติด

เสียงเป็นหลัก

คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

โลกิยะ หรือ โลกุตระ

คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะ ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า?
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน
เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง

ศิษย์แท้

พิจารณากายในกาย พิจารณาธรรมในธรรม พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณ
นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รู้ซึ้ง

ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ

การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์
จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา

คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้น ตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณา
แล้วค้นสัจจะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้

บริจาค
ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก
การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ
การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก
นี่คือเรื่องของนามธรรม

ทำด้วยใจสงบ

เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ
อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ
เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ
นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด
เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก

มีสติพร้อม

จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม
คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผล มาอยู่เหนือความจริง

เตือนมนุษย์

มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า
พิจารณาตัวเอง
คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่า ที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร
คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง


สาธุ

คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของหลวงปู่ทวด
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม
ธรรมะของหลวงปู่ทวด อ่านแล้วส่งต่อ เพื่อเป็นธรรมทาน



Create Date : 17 พฤษภาคม 2555
Last Update : 17 พฤษภาคม 2555 8:43:20 น.
Counter : 1346 Pageviews.

13 comment
ความตายแค่เพียงปลายมีด
ความตายแค่เอื้อม


สองวันที่ผ่านมาฉันนอนคิดนักหนา ว่าชีวิตคนเรามันช่างแค่เอื้อมจริงๆ
เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ พอคนเราหลับก็ถือว่าตาย เพราะไม่รู้สึกตัว
ตื่นขึ้นมานั่นแหละถึงรู้ว่าเกิดอีกครั้ง
ขณะที่หลับฝันไป จิตเราคงท่องเที่ยวไปที่ต่าง ๆ นานา
บางทีก็ฝันซ้ำๆซากๆ กับสถานที่เดิม เหตุการณ์เดิมหรือต่อเนื่อง
บางคนก็ฝันถึงคนเดิมๆ คนเดียวกันตลอดเวลา ทั้งๆที่ไม่ได้คิดถึง
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร กัน

สองวันที่ผ่านมา ฉันนอนคิดไตร่ตรองบนเตียงผู้ป่วย ฉันฉุกคิดได้ว่า
นี่ฉันตายจริง ๆ มาแล้ว 5 ครั้งแล้วสิ เพราะคนตายไม่รู้สึกตัว
ว่าใครทำอะไรยังไงกับร่างกายตัวเองบ้าง พอตื่นจากความตาย
ความเจ็บปวดมาด้วย ร่างกายเจ็บก็แปลว่าไม่ตาย เพราะมีความรู้สึก

ขณะที่ฉันตายวิญญานฉันไปไหนนะ ทำไมไม่รู้ตัวว่าเขากำลังทำอะไร
กับร่างกายตัวเอง ทำไมไม่ฝัน ทำไมไม่เจ็บปวดขณะที่ร่างกายโดยมีดกรีด
คนที่ตายแล้วดับสูญแบบนี้หรือเปล่า ไปแบบไม่สั่งไม่ลาดูมันค้างคา
เป็นแบบนี้เองเหรอ ถ้าพวกเค้าฆ่าฉันก็ย่อมทำได้ เพราะฉันไม่รู้สึกตัวนี่
ทำให้ฉันขนลุกซู่ ความตายบนปลายมีด น่ากลัวโดยแท้.....
และมันเป็นความตายที่ฉันสมัครใจนับตั้งแต่ฉันจรดปากกายินยอมขึ้นเขียง
ผ่าตัดตัวฉันเอง........






Create Date : 14 พฤษภาคม 2555
Last Update : 14 พฤษภาคม 2555 8:58:31 น.
Counter : 725 Pageviews.

7 comment
หญ้าหยาดน้ำค้าง
หญ้าหยาดน้ำค้าง ว่านยาไทย
แก้พิษไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย



หญ้าหยาดน้ำค้างแบบสด



ตากแห้งไว้สามแดด

เพื่อเก็บไว้ต้มดื่ม เพราะหายยากในช่วงที่ฤดูทำนาก็จะขาดแคลน
เป็นหญ้าที่เติบโตในทุ่งนาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว หน้าแล้ง

ประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากบอกเล่าคะ

กลับบ้านร้อนตับแตก ต้องแก้ผ้าอาบน้ำหลายหนในระหว่างวัน
โรคหวัดถามหาแน่นอนคะ แม่อุ้ยต้มหญ้าหยดน้ำค้างให้ดื่ม รสชาด
เหม็นเขียวกลิ่นผักฉุนติดจมูกติดลิ้นเหมือนกันคะ แต่ทึ่งอย่างเหลือเชื่อคะ
เพราะว่าขับพิษไข้ เหงื่อไหลไคลย้อย อาการปวดเมื่อยเข็ดตัวหายไปเลย
ทีแรกนึกว่าอุปทาน แต่เห็นจะต้องฟังคนแก่บอกเล่าสรรพคุณซะมากมาย
แม่หนูยิมเลย มาเล่าให้ฟัง ส่วนสรรพคุณบนอินเตอร์เนต พอมีให้ค้นหา
จึงหยิบยกมาให้รู้กันคะ


search from google;

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มีนาคม 2555 13:43 น. Share39



กรมแพทย์แผนไทย ประสาน สสจ.ส่งหญ้าหยาดน้ำค้าง พิสูจน์สรรพคุณ-สารปนเปื้อน เผย ยุโรปใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 รักษาอาการไอ

จากกรณีที่ชาวบ้าน จ.กำแพงเพชร แห่งเก็บสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า หญ้าหยาดน้ำค้าง โดยมีความเชื่อว่า สามารถใช้รักษาโรคเบาหวาน ความดัน มะเร็ง ได้นั้น วันนี้ (12 มี.ค.)

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ทางกรมฯ ได้ประสานงานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ให้มีการส่งตัวอย่างสมุนไพรดังกล่าวเพื่อศึกษาสรรพคุณ โดยทาง สสจ.จะดำเนินการจัดส่งเข้ามายังกรมฯ ภายในวันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)

หลังจากนั้น ให้นักพฤกษศาสตร์ได้ศึกษาว่าเป็นพืชชนิดใด รวมทั้งขอความร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้มีการศึกษาสรรพคุณทางยาด้วยว่าในอดีตมีการใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง รวมทั้งศึกษาด้วยว่ามีสารปนเปื้อนใดๆ หรือไม่ เนื่องจากบางพื้นที่อาจมีสารเคมีอยู่ ก็เกรงว่า จะไม่ปลอดภัย เพราะหากแม้สมุนไพรจะมีประโยชน์จริง แต่หากมีสารปนเปื้อนก็ไม่เป็นผลดี

นพ.สุพรรณ กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อมูลเบื้องต้นนั้น พบว่า หญ้าหยาดน้ำค้างนี้ มีกลุ่มประเทศแถบยุโรปใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 อาทิ ประเทศอิตาลี เยอรมนี มีการนำมาทำเป็นชา เพื่อบริโภคบรรเทาอาการไอกรน หอบหืด ไอแห้ง หลอดลมอักเสบ และอาการอื่นที่เกี่ยวข้องกับหลอดลม ส่วนประเทศไทยนั้น หมอพื้นบ้านเคยมีความเชื่อว่า สามารถใช้รักษามะเร็ง และเบาหวานได้ โดยภูมิปัญญาเหล่านี้ ถือเป็นความเชื่อที่ต้องรอการพิสูจน์ ในทางคลินิก หรือศึกษาเชิงลึกไปก่อนว่าแท้จริงแล้วสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนใดของพืช เช่น จากราก โคน ใบ หรือดอก ไม่แน่ว่าอาจมีหญ้าหรือพืชตระกูลเดียวกันที่มีสรรพคุณคล้ายกันก็เป็นไปได้

“อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นความเชื่อของชาวบ้าน ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ ซึ่งหากชาวบ้านจะบริโภคต่อไปก็ทำได้ แต่อยากให้ระวังเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ หรือโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงไว้บ้าง รวมทั้งระมัดระวังเรื่องสารปนเปื้อนให้มาก เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเอง” นพ.สุพรรณ กล่าว

อธิบดีกรมพัฒนาแพทย์แผนไทยฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ คาดว่า อาจต้องใช้เวลาในการพิสูจน์เรื่องดังกล่าวจากผู้เชี่ยวชาณประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งหากพบว่ามีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์จริงในอาคตก็จะมีการส่งเสริมและพัฒนาต่อไป อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ตนได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ และผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มประเทศอาเซียน เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนายาสมุนไพรเพื่อต้อนรับประชาคมอาเซียน ซึ่งในการประชุมมีการหารือเกี่ยวกับเรื่องการทำสาธารณสุขมูลฐานตำรับยาสมุนไพร เพื่อจะใช้ร่วมกันในอนาคต ซึ่งมีตัวยาอยู่ในรายการจำนวน 62 ชนิด โดยจะเร่งแลกเปลี่ยนความรู้กันว่า ประเทศใดใช้สมุนไพรในด้านใดบ้าง รวมทั้งมีการเตรียมปรับราคากลางเพื่อให้สอดรับกับประชาคมอาเซียนด้วย

????????????????????????????????????????????????????????????









Create Date : 09 พฤษภาคม 2555
Last Update : 9 พฤษภาคม 2555 0:39:20 น.
Counter : 3960 Pageviews.

8 comment
มึนงง

นิ่งสยบมาร



ฉันดำรงชีวิตสันโดษดี ๆ
สตรีคนนี้ ดันมาสนใจฉัน
แปลกนักหรือสองหมาแอบอิงกัน
เสียใจ.....ฉันไม่หันไปสนใจ




ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุนะเธอ
เรื่องเผลอไม่มีหรอกที่จะยิ้มให้
เออแนะมีอีกสาวแย่งซีนไปจนได้
จะเป็นไรไปถ้าฉันนอนผึ่งพุงให้หล่อนมอง



เผลอแพล๊บเดียวสาวเจ้ามายืนใกล้
ยื่นมือไล้ลูบหัวฉันอย่างคนอง
เอาสิไม่ว่า น้องสาวยิ่งลำพอง
จับต้องตัวฉันไม่เกรงใจ




แข็งใจสะบัดหันหน้าหนี
อย่าซี้ซั้ว ให้รู้ว่าไผเป็นไผ
ถึงเป็นหมา ฉันก็มีหัวใจ
หยอกเอินเสร็จแล้วจากไปให้คิดถึง



อ้าวแม่นี่ก็ยังถ่ายไม่เลิก
ค่าตัวฉันมากน้อยกี่สลึง
แถมหน้าตาฉันก็แสนจะมึนตึง
มันลึกซึ้งน่าถ่ายตรงไหนกัน



เสียงใครวะบ่นอยู่ได้ รำคาญจริง
ทางนี้มีลิงเกาหัวอย่างเมามัน
ทางที่ดีคิดว่านั่งทำท่าฝัน
ว่าไปนั่น ถ่ายหรือยัง แอ็คค้างแล้วเธอ



ถึงคราวผมเสียทีรอตั้งนาน
ผมหมาบ้านแถมหน้าตาดูเอ๋อ ๆ
ชื่อผม โตชิ พันธ์ชิวาว่านะเออ
แล้วอย่าเผลอเรียกว่าหมาหมูผมเสียใจ.....(อ้วนมาก)







Create Date : 03 พฤษภาคม 2555
Last Update : 3 พฤษภาคม 2555 23:20:12 น.
Counter : 1108 Pageviews.

10 comment
วัดอุโมงค์ - เชียงใหม่

วัดอุโมงค์


กลับบ้านคราวนี้ร้อนไปไหนไม่รอด พาเด็กเดินห้างฯ ก็ไม่เอาบอกว่า ห้างที่ภูเก็ตก็มี คริ คริ แล้วตรูจะพาไปไหน จะขับรถเล่นก็ใช่ร้อนตับแลบแบบนี้ ขับรถไปหลังมอชอ อ๊าาา พาเด็ก ๆ ไปหาที่เย็นใจดีกว่า เผลอได้เย็นกายด้วย สะกิดคุณป๋าของเด็ก ๆ แวะเข้าวัดอุโมงค์

วัดอุโมงค์ (อุโมงค์เถรจันทร์) เป็นชื่อเรียกวัดเก่าที่ "พระเจ้ากือนาธรรมิกราช" ทรงสร้างอุโมงค์ขึ้นเพื่อถวายเพื่อให้พระมหาเถรจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฏกอาศัย ปัจจุบัน อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สวนพุทธธรรม ประวัติคงค้นหาได้ตาม ป๋ากูลฯของเรา

แม่หนูยิมหยิบคำสอนบางอย่างของท่านพระพุทธภิกษุฯ มาให้ทัศนา ในอีกมุมมองหนึ่งคะ


รูปปั้นท่านปัญญานันทภิกขุ ยืนเด่นตระหง่าน ดึงดูดให้เราทั้งหมดยืนทำความเคารพพร้อมกัน


ตัวกูรู้ทุกอย่าง ยกเว้นตัวกู
เป็นคำสอนที่ลูกๆ อ่านขำ ๆ แต่คนโต ๆ อย่างเราต้องนิ่งคิดด้วยใจเป็นธรรม




ความหมายอยู่ในเนื้อธรรมอยู่แล้ว สาธุ




ท่านอบรมให้เรามีเมตตาธรรม



แวะไปดูเจดีย์ ก่อนแล้วกัน บันไดไม่มากแต่ก็เรียกเหงื่อได้พอควร


เจดีย์เก่าแก่ไม่ค่อยได้เห็นแล้วที่ยังคงความสมบูรณ์และงดงามแบบนี้ ส่วนมากต้องเรียกว่า ซากปรักหักพัง รอบูรณะซ่อมแซม เจ้ายิมเก็บภาพยกใหญ่ เสียงชมไม่ขาดปากว่าสวย ๆ ๆ จนคนเป็นแม่ต้องหันมองเห็นแต่ละท่าที่ลูกถ่ายรูปแล้วขำ จนมีที่มาการถ่ายรูปแม่ในแบบฉบับตัวญ่ายเท่าเจดี์ยข้างล่างนี้คะ



ถึงเวลาเข้าถ้ำแล้วคะ ในถ้ำเย็นมาก หลังจากกราบไหว้พระพุทธรูปแล้ว ปลอดคนเลยได้ภาพที่งดงามมาฝากคะ



ส่วนรูปข้างล่าง ฝีมือถ่ายภาพจากหนูยิมคะ เห็นแล้วชอบอาร์ทดี



ในวัดมีที่พักผ่อนให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเข้ามาหลบแดดและเพลิดเพลินไปกับนกและปลา พวกมันคุ้นเคยกับคนเป็นอย่างมากไม่กลัวแถมใจกล้าที่จะเข้ามาอยู่บนแขนบนไหล่ ส่วนปลาก็แหวกว่ายขออาหารจะผู้ใจบุญโยนเศษขนมปังด้วยเช่นกัน
สีหน้าน้องชายหนูยิมก็พอจะรู้ว่าลูกชอบ ก็ที่ภูเก็ตบรรยากาศแบบนี้ไม่มีหรอกคะ ลูกชอบแม่ก็ชื่นใจพามาในที่ถูกใจ




ก่อนกลับก็ชักภาพตัวเองเป็นที่ระลึกซะหน่อย อิอิ






Create Date : 28 เมษายน 2555
Last Update : 28 เมษายน 2555 11:41:25 น.
Counter : 1688 Pageviews.

17 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

gymstek
Location :
ภูเก็ต  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



>