All Blog
เลเซอร์ คำตอบสุดท้าย หรือไม่

เลเซอร์ คำตอบสุดท้าย หรือไม่?



วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับเรื่อง เลเซอร์ เพื่อเสริมความงามมาฝาก

ผู้หญิงไม่ว่าจะยุคสมัยใดอดีตหรือปัจจุบัน ทุกคนอยากสวยด้วยกันทั้งนั้น คนที่เกิดมาสวยอยู่แล้วก็ยังมีความต้องการที่จะสวยทนสวยนานตลอดกาล ในขณะที่คนเกิดมาไม่สวยก็ใช่ว่าชีวิตจะสิ้นหวังไปซะเลย เพราะปัจจุบันเพียงแค่เดินเข้าไปตามสถานเสริมความงามที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทุกซอกทุกมุมของประเทศ หรือโรงพยาบาลต่างๆ ใช้เวลาไม่นานเกินรอ ชีวิตเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ กลายเป็นคนละคน สวยฉับพลันทันใจทีเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อก่อนนี้สาวๆ ถ้าใครอยากสวยต้องพึ่งมีดหมอยอมเจ็บกันทั้งนั้น ขึ้นเขียงให้หมอ ทั้งกรีด ทั้งคว้าน แค่ฟังก็หวาดเสียวแล้ว แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป เมื่อมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ด้านความงามเกิดขึ้นมากมาย “เลเซอร์” เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่เข้ามาสู่แวดวงความงาม เปรียบเสมือนแสงสว่างจากหลอด LED นำทางชีวิตของผู้หญิงที่รักสวยรักงามทุกคนที่หวังว่า “เลเซอร์” จะมาช่วยให้เธอสวยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

การพัฒนาเทคโนโลยีด้าน “เลเซอร์” เกี่ยวกับความงามก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา จนปัจจุบันแม้แต่สีฟันก็ฟอกให้ขาวได้ ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ทำหน้าสวยกระจ่างใส ลบรอยแผลเป็น กระชับรูขุมขน ฯลฯ สวยแบบฉับพลันแถมไม่ต้องเจ็บด้วยมีดผ่าตัดหรือเข็มฉีดยาอีกแล้ว

แต่ !!! ใช่ว่า “เลเซอร์” จะเป็นเหมือนไม้กายสิทธิ์ของแฮรี่ที่มีเวทย์มนตร์ดลบันดาลความสวยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างที่สาวๆ ทุกคนฝากความหวังเอาไว้ เพราะของทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษคู่กันไปเสมอ

ขอยกตัวอย่างข้อแนะนำของ นพ. พีระ อุดมจารุมณี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง ผู้ซึ่งมีประสบการที่รักษาด้านผิวหนังมากว่า 10 ปี นพ. พีระ ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังจะพึ่งพาเลเซอร์เพื่อแก้ปัญหาด้านผิวหนังว่า “เลเซอร์” อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับการเนรมิตความงามให้ได้ผลอย่างปลอดภัย แต่ทั้งนี้ยังมีหลากหลายปัจจัยที่จะต้องนำมาพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจพึ่งพาเลเซอร์

นพ. พีระ อุดมจารุมณี กล่าวต่อว่า เลเซอร์ในยุคแรก ๆ ที่เข้ามาใช้เพื่อความงามนั้นมี ประสิทธิภาพแบบดุดัน เน้นการทำลายผิว โดยใช้ลำแสงในการ “ผ่าออก” แทนการ “ผ่าตัด” เรียกว่าแบบ Ablative Laser นพ. พีระ กล่าวต่อว่า

“สมัยก่อนนั้นการเปลี่ยนผิวหน้าให้เนียนเรียบที่เราเรียกว่า Re-surface นั้นจะนิยมใช้แสงทำลายทิ้ง คือ ใช้แสงเลเซอร์ร้อนยิงไปทั่วใบหน้าเพื่อให้ผิวหนังชั้นบนสุดลอกออก ซึ่งความจริงวิธีการนี้ได้ผลมากที่สุด แต่ต้องดูแลผิวที่ถูกทำลายค่อนข้างมาก” ผู้ที่ผ่านการยิงเลเซอร์แบบนี้จะห้ามโดนแดดเด็ดขาดประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ เพราะผิวหนังชั้นบนถูกทำลาย ใบหน้าจะเป็นรอยแดงไหม้ด้วยแสงเลเซอร์ ซึ่งแพทย์จะต้องนำเทปมาปิดรอยแดงบนใบหน้าเอาไว้ ส่งผลให้หลายคนไม่สามารถออกสังคมหรือไปทำงานได้ตามปกติ และถ้ารักษาไม่ดีอาจจะติดเชื้อลุกลามได้เช่นกัน




“ข้อดีสำหรับเลเซอร์แบบนี้ คือ ได้ผลดีที่สุด แต่ข้อเสียก็มี คือ มีผลข้างเคียงมาก ปัญหาคือคนไข้รับไม่ค่อยได้ เพราะต้องหลบหน้าจากสังคม ขณะที่บางคนอาจลางานไม่ได้ก็ต้องแบกหน้าในสภาพนี้ไปทำงานหรือไปออกงานสังคมได้ระยะหนึ่ง”

อย่างไรก็ตามเลเซอร์ก็มีวิวัฒนาการให้ประโยชน์ได้ง่ายและปลอดภัยขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ยุคที่ 2 ซึ่ง นพ.พีระ เรียกว่า ยุคว่า Non–Ablative Laser เป็นยุคที่ปรับความรุนแรงของแสงเลเซอร์ให้เบาลง วิธีการคือ เมื่อยิงแสงเลเซอร์ผ่านเข้าไปในผิวหนัง โดยจะทำให้ผิวชั้นบนถูกทำลายน้อยที่สุด ทั้งนี้เพราะแสงเลเซอร์จะผ่านผิวชั้นบนไปในผิวหนังเข้าไปทำปฏิกิริยากับคอลลาเจนโดยตรง

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงข้อเสียเรื่องความร้อนของแสงเลเซอร์ที่จะเผาไหม้ ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า เนื่องจากแสงเลเซอร์จะร้อน จึงมีการใส่ความเย็นเข้าไปเพื่อช่วยลดความร้อนของแสงเลเซอร์ทำให้ผิวชั้นบนไม่ถูกเผาไหม้

“คนไข้หลังจากยิงเลเซอร์มาแล้ว ผิวหนังเพียงแดงเรื่อๆ นิดหน่อย แพทย์ที่ใช้เลเซอร์ในการรักษาจะต้องเลือกระดับของเลเซอร์ เพื่อให้เข้ากับ อาการที่จะรักษา เพราะเลเซอร์เป็นคลื่นของแสง แพทย์จะรู้ว่าสเปกของแสงระดับไหนรักษาอะไรได้บ้าง และแพทย์จะต้องรู้ว่าถ้าใช้สเปกเท่าใดมีผลข้างเคียงกับคนไข้อย่างไรบ้าง ต้องปะยาชา เพราะจะเวลารักษาอาจจะเจ็บได้”

ข้อดีของการใช้เลเซอร์แบบ Non – Ablative Laser คือ ผลข้างเคียงน้อย ผิวหน้าแดงเล็กน้อย เมื่อคนไข้ยิงเลเซอร์เสร็จก็สามารถกลับบ้านได้เลย ไม่มีแผลรุนแรง


>


“เรามักจะได้ยินโฆษณาประเภทที่ว่ามาทำหน้าสวยเร็วเหมือนเข้ามาชอปปิ้ง ทำเสร็จก็กลับไปทำงานต่อได้เลย แต่ข้อเสียก็คือ ผลจะสู้แบบแรกไม่ได้ ดังนั้นคนไข้จึงต้องทำบ่อย ๆ ซึ่งตามคลินิกมักจะรักษาด้วยการขายเป็นแพคเกจ”

เมื่อเลเซอร์ทั้งยุคแรกและยุคที่ 2 ต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ไป เลเซอร์จึงนำข้อดีของทั้ง 2 แบบมาพัฒนาเข้าสู่ยุคที่ 3 ซึ่ง นพ.พีระ เรียกว่า Semi Ablative Laser ซึ่งปัจจุบันเครื่องเลเซอร์ประเภทนี้เข้ามาสู่เมืองไทยแล้ว ที่รู้จักกันในชื่อ Smooth Sour

“การทำงานของ Semi Ablative Laser นั้นจะปล่อยลำแสงเลเซอร์เล็กๆ ขนาดไมคอนยิงผ่านผิวหนังไปกระตุ้นคอลลาเจน ข้อดีคือ ได้ผลดีกว่าแบบที่ 2 คือหน้าจะแดงนิดหน่อยอยู่ 2 – 3 วัน หลังจากนั้นผิวจะผลัดเซลล์ออก ริ้วรอยบนใบหน้าจะจางหายไป ทำให้ผิวเนียนเรียบ ฟื้นฟูสภาพผิวให้กระชับสดใส ลบลอยแผลเป็น หลุมสิวต่างๆ เป็นต้น”

แม้เลเซอร์ที่ผ่านการพัฒนามาถึงยุคปัจจุบันจะให้ผลดี มากกว่าผลเสียก็ตาม แต่ นพ.พีระ ก็แนะนำการรักษาปัญหาของผิวพรรณนั้นควรเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ จบด้านผิวหนังมาโดยเฉพาะ เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะสามารถวิเคราะห์สาเหตุของอาการได้แม่นยำ รักษาได้ตรงกับอาการได้อย่างตรงจุดตรงประเด็น ด้วยความสามารถในการที่จะผสมผสานความรู้ความเชี่ยวชาญกับวิวัฒนาการทางการ แพทย์หรือนวัตกรรมทางการแพทย์ ต่างๆ โดยใช้ความรู้ความสามารถของแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง ส่งผลให้ผลการักษามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นมากกว่า ซึ่งอาจจะไม่ใช่บทสรุปที่การใช้เลเซอร์รักษาก็ได้





Create Date : 18 มิถุนายน 2556
Last Update : 18 มิถุนายน 2556 14:03:25 น.
Counter : 1107 Pageviews.

4 comments
  
กร๊าาาาากกกก
พี่ตุ้ย ดอยสะเก็ตเจ้าขา ตอนนี้แม่หนูยิม กำลังทำปริญญาเอกในเฟทอยู่คะ อิอิ ซะงั้น เผอิญงานที่ทำค้างเอาไว้มันหายตอนกลับบ้านเลยเอามาอัพต่อไปไม่ได้คะ ตอนนี้ต้องกลับไปอ่านของเก่าให้ของขึ้นอีกทีคะ
โดย: gymstek วันที่: 19 มิถุนายน 2556 เวลา:10:25:12 น.
  


วันนี้ ปอป้าพาพ่อนาคกับลูกสาว (แม่พราหมณี)
มากราบขอบพระคุณในทุกกำลังใจที่มีให้กับครอบครัวของเรา...นะคะ

หลวงพ่อจะสึกวันที่ ๒๗ นี้ และอยู่รักษาศึลแปดต่ออีก ๓ วัน

ขอบุญกุศลทั้งหลายที่หลวงพ่อตั้งใจเพียรปฏิบัติตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน
จงอำนวยผลให้เพื่อนบล๊อกเพื่อนเฟสทุกท่านประสบแต่สิ่งที่ดีงาม
มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมตลอดไป...ค่ะ


โดย: พรหมญาณี วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:13:45:12 น.
  


สวัสดีค่ะ

ระยะนี้ปอป้าเจอมรสุมชีวิตหลายอย่าง
เสร็จจากงานศพลูกได้หนึ่งเดือน คิดว่าจะได้พักผ่อนเสียที
แต่คุณแม่ก็ต้องมาผ่าตัดตาด่วน ไม่อย่างนั้นตาจะบอด

เหนื่อยแค่ไหนก็ยังสู้ได้อยู่ค่ะ เพราะกำลังใจมากมายจากเพื่อนทุกคน
ที่สำคัญอาศัยพระธรรมคอยประคับประคองจิตใจตลอดมา
โชคดีที่ได้เห็นได้รู้พระธรรมมาก่อนที่จะเห็นทุกข์
พอทุกข์จริงทั้งหลายประดังเข้ามาก็เลยรับมือไหว

ขอให้ทุกท่านหาโอกาสศึกษาพระธรรมไว้บ้าง
เพราะเมื่อถึงเวลาที่ทุกข์มาเยือน เราจะได้มีสติรับมือกับทุกข์นั้นได้
ทุกสิ่งผ่านมา แล้วก็ผ่านไป ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน
คิดได้เช่นนี้ ชีวิตก็มีความสุขแล้วค่ะ

ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ปอป้าเสมอมา...นะคะ

โดย: พรหมญาณี วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:14:16:51 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

gymstek
Location :
ภูเก็ต  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



>