อุทาหรณ์ร้านซ่อมมือถือ และฝันแปลกๆ
เรื่องมีอยู่ว่า
ปกติ ไม่ฝันนะ จะนอนหลับสนิทเป็นตาย ไม่ฝันร้าย นานๆ จะฝันดี แต่ว่า......
เช้าวันศุกร์วันนึง นาฬิกาปลุก แต่ไม่อยากตื่น ปิดซะ! แล้วนอนต่อ จากนั้นก็ฝันล่ะ
ฝันว่า เดินเข้าไปในห้องมืดดดดด ก็เลยเอามือเอื้อมไปเปิดสวิตซ์ไฟ ไฟมันเปิดช้าอ่ะ ในห้องยังมืดอยู่
แต่ว่า! มัน มัน มีตัวอะไรงับมืออ่ะ T T ตกใจ เจ็บ และกลัว~ กัดแน่นไม่ยอมปล่อย ตอนนั้นไฟก็ยังไม่ติด
ไม่ชอบเลย T T ความรู้สึกที่โดนตัวอะไรกัดที่ในขณะที่มองไม่เห็น
ก็เลยตัดสินใจไม่รอช้า เดินออกมาข้างนอกที่สว่างพอมองเห็นว่า เป็นตัวอะไร

ตอนแรกคิดว่า เป็น งู~ (อะจริงดิ ก็ดีสิ ถ้าฝันเห็นงูเขาว่าจะเจอเนื้อคู่ ฮ่าๆๆ)
พอออกมาที่สว่าง ปรากฎว่า กรี๊ดดดดดดดด ตุ๊กแกกกกกกกกก ตกใจมาก พยายามสบัดมือให้มันหลุดไป อยู่หลายครั้ง แต่ไม่ยอมออก T T กรี๊ดดดด
ก็เลยหลับตาปี๋ ให้คนในฝัน (รู้สึกจะผู้ชายในฝัน) ช่วยง้างปากมันออกให้ กรี๊ดดด ใครก็ไม่รู้คนนั้นอ่ะ เลือนลาง 555
แล้วก็ตกใจตื่นนนน ~ มาสู่โลกแห่งความจริง แบบสะดุ้งๆ แล้วลุกไปอาบน้ำทันที ปกติงัวเงีย อ้อยอิ่ง ต่อรองกับตัวเองทุกเช้า 555
ในใจคิดว่า จะไป search หาความหมายของฝันนี้ตอนอยู่ที่ทำงาน

===================================================
...
อยู่ที่ทำงาน ลืมเรื่องฝันไปแล้วว
กลางวันกินข้าว (ส้มตำ) ระหว่างสั่งอาหาร
น้องโทรมา "เจี๊ยบ เปิ้ลทำโทรศัพท์ตก จอแตก ฮือๆ "
เรา "อืม แล้วไง อืม เสียงไม่ค่อยชัดเลย ขาดๆ หายๆ"
น้องน้ำเสียงรนๆชอบกล "เอาไปซ่อมเลยไหม เอาไปซ่อมเลยไหม"
เรา "จะรีบซ่อมไปไหน แค่นี้นะฟังไม่ค่อยชัด"
ในใจคิด แปลกๆ ทำไมต้องรีบซ่อมขนาดนั้น พร้อมหงุดหงิด เสียงขาดๆ หายๆตะกี้ ฟังไม่รู้เรื่อง กับกำลังชุลมุนในร้านหาที่นั่งและสั่งอาหาร

...
เย็นหลังเลิกงาน ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ที่เยาราช เพื่อนจุ่นเลี้ยงวันเกิดควบสองคน ย้อนหลังไปนานเชียว
ระหว่างกิน น้องก็โทรมาเป็นระยะๆ เรารับ.... มันวาง... เราโทรกลับ มันก็ไม่รับเหมือนกดทิ้ง หรือแบตหมด หลายครั้งจนหงุดหงิดอีกแระ ไม่ได้คุยซะที หงุดหงิดสิ
กะว่าจะมากินข้าวอร่อยๆ เฮฮา กับมีเรื่องต้องกังวล มีไรมากเปล่า
สักพัก ก็ได้คุยกันซะที ได้ความว่า

"เจี๊ยบ เปิ้ลเอาโทรศัพท์มาซ่อม แล้ว micro sd card หาย ทำไงดี"
น้องเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะเอาโทรศัพท์ไปซ่อม ที่โทรศัพท์หล่นจนจอแตกนั้น มันยังโทรเข้าโทรออกได้อยู่ และเสียงเรียกเข้าก็เป็นเสียงเดิมที่อ่านจาก card
เป็นไปไม่ได้ที่จะหายก่อนหน้าเอามาซ่อม
อันนี้มาถามน้องอย่างละเอียดหลังเหตุการณ์ ดังนี้
ตอนโทรศัพท์ตกแล้วจอแตกก็ตกในห้อง เครื่องไม่ได้กระจาย เพราะอยู่ในซิลิโคน และไม่ได้มีมือดีที่ไหน หรือเพื่อนที่มหาลัยมาแตะต้องเครื่องก่อนส่งซ่อมเลย หรือแม้แต่ตัวน้องเองก็ไม่ได้แกะฝาหลังเปิดเลย การ์ดจะหลุดออกมาได้ไง

แต่คนซ่อมกับเจ้าของร้าน ไม่ได้หยิบยื่นความรับผิดชอบว่าซ่อมแล้วทำการ์ดน้องหายแต่อย่างใด เขายังคงบอกว่า เขาไม่ได้ทำ
น้องถามถึงความรับผิดชอบ เขาก็บอกว่า น้องทำหายตอนหล่นจอแตกหรือเปล่า
ลองไปหาดูก่อนไหม หรือ มันมีมาด้วยหรือเปล่าตอนก่อนซ่อมน่ะ หรือ มันมีจริงเปล่าก็ไม่รู้

เราได้ยินแบบนั้น ก็เลยบอกน้องว่า ให้ยื่นข้อเสนอเองเลย
1. ค่าซ่อม 700 จะจ่ายแค่ 500 เพราะคุณทำ card เราหาย จะเอาไหม? ถ้าไม่เอาไปอ่านข้อสอง
2. ยื่นบัตรประชาชนให้ แล้วบอกว่าไม่จ่าย แล้วไปตกลงกันที่โรงพัก เพราะคุณไม่รับผิดชอบสิ่งที่คุณทำหาย
ให้น้องถามเขา แบบนี้

...
ก็คุยโทรศัพท์ เป็นระยะๆ
สักพักน้องโทรมาบอกว่า ตกลงกันไม่ได้ จะไปโรงพัก
โอ้ว มันเอาจริงเว้ย
เรากับเพื่อนเริ่มเป็นห่วงน้องว่า ไปกันยังไง นั่งรถไปกะเขาเหรอ อันตรายไปเปล่า ไว้ใจได้หรือเปล่า ตอนนั้นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม
ตอนแรกตกลงกันไม่ได้ว่า จะไปกันยังไง เพราะว่า เพราะฝั่งเรา กลัวน้องเป็นอันตราย ฝั่งเขากลัวเราโกงค่าซ่อมทั้งหมด ไม่มีใครไว้ใจกัน
นี่แหละโลกแห่งความจริง ไม่มีใครยอมเสียเปรียบ และไม่มีใครไว้ใจใคร เป็นโลกที่หวาดระแวง
อีกอย่าง มีนังชมพู่ปากมาก ด่าไม่ยั้งแสดงให้เห็นถึงกำพรืดด และการศึกษา และ logic ว่าอยู่ในระดับอ่อนเพียงใด ซึ่งเขาเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้าน ทำให้สถานการณ์แย่ลงๆ
จนกลายเป็นแจ้งความเนี่ยแหละ มาถามน้องทีหลังว่า ทำไมไม่จบที่ 500 ล่ะ
น้องบอกว่า "ถามเขารอบแรก แต่เจ้าของร้านไม่พูดอะไรเลย เงียบ" ส่วนนังชมพู่ด่าก่อนไม่คิดเลยว่า "เนี่ย เห็นมะ มาแนวนี้อีกแล้ว มันกะว่าจะมาเอาของฟรีละมั้ง ~~~"
โอ้วว ชีแรงมั่กมาก น้องเราเลยฉุน งั้นไปตกลงกันที่โรงพักเลย
ตอนตกลงว่าจะไปโรงพัก น้องไม่อยากนั่งรถร่วมไปกับเขา เพราะมีคนเดียว และกลัวอันตราย ทางนั้นก็คิดว่าจะโกงลูกเดียว ก็เลยตะล่อมน้องว่า ให้ถอดจอที่ซ่อมไปออกก่อน
หรือให้คนกลาง (เจ้าของร้านอื่น แถวนั้น ที่อาสาจะขับรถพาไป) ถือมือถือน้องไป
ใครจะกล้าตกลงล่ะ เพราะจอที่เปลี่ยนซ่อมให้ เป็นตัวประกันเรานี่ เกิดฝั่งนั้นได้จอคืนแล้วชิ่ง แล้วการ์ดเราล่ะ ซวยสิ คนกลางกลางจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้


... ถึงโรงพักใกล้มากจากสถานีห้วยขวาง
เดินเข้าไป เจอน้อง หน้าแบบเหนื่อยสุดๆ กำลังนั่งคุยกับตำรวจ สักพักเราเข้าไปฟังด้วย
โอ้ว เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงดูดี พูดจามีน้ำหนัก ซวยแล้วน้องตู แต่น้องเราดูเหนื่อยจะมีแรงสู้ไหมเนี่ย เป็นห่วงสุดๆ
เขาบอกว่า เขาไม่ได้ทำ เราก็บอกว่า เขาทำ ต่างคนต่างยืนยัน ก็เลยไม่รู้ว่า มันอันตรธานไปตอนไหนการ์ดน่ะ -*- แต่เราย่อมเชื่อใจน้องเราที่สุดอยู่แล้ว
เจ้าของร้านจะไม่ยื่นข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้นในการรับผิดชอบตั้งแต่อยู่ที่ร้านจนกระทั่งหน้าตำรวจ .... ชีเป็นคนฉลาด แต่เหนียว และไม่ยอมเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย ไม่คิดถึงชื่อเสียงหรืออะไรทั้งสิ้น เท่าที่สังเกตจากการสนทนา
ส่วนน้องเราเด็ก และอ่อนต่อโลก แต่กำลังหัดไม่ยอมเสียเปรียบอยู่ และเหนื่อย อ่อนแรง เพราะอยู่ในอารมณ์เครียดคนเดียวมานาน น่าสงสารอ่ะ

สุดท้ายจบลงที่ถอดจอคืนร้านไป เพราะเสียความรู้สึก จ่ายค่าซ่อมส่วนอื่นๆ 150 บาท ค่าบัตรเติมเงินที่เติมจากร้านไป 50 บาท และให้เจ้าของร้านหาการ์ดใหม่มาทดแทนการ์ดเดิมให้****

.... ดังนั้น พวกเราก็ต้องกลับมาเอาการ์ดใหม่ที่ร้านอีกรอบหลังจากคุยกับตำรวจเรียบร้อยแล้ว -*- ไม่อยากแต่ก็ต้องมา
มาถึงร้านซ่อม ช่างซ่อมก็หาการ์ดมาให้ ปรากฎว่า เป็นการ์ดเก่าที่ใช้แล้ว ไม่ได้เป็นการ์ดใหม่อย่างที่น้องเราคิดแต่อย่างใด ~~~~ เอาแล้วเสียเปรียบอีกแล้ว
ก็เลยเถียงกันอีกรอบ
น้องเถียง บอกว่า "ที่ตกลงกันไว้คือการ์ดใหม่ไม่ใช่เหรอ"
เจ้าของร้านเถียงว่า "บันทึกประจำวันเขียนว่า จะหาการ์ดใหม่มาทดแทน ไม่ได้แปลว่า การ์ดใหม่แกะกล่อง แต่จะหาการ์ดอื่นอันใหม่มาทดแทน"

เอ่อ อึ้ง เราเริ่มรู้ชะตากรรมแระ ว่าคงต้องยอมรับที่ตรงนี้ เถียงไปก็เสียเวลานอน แต่ก่อนจากขอซะหน่อย
ก็เลยกระแหนะกระแหน + อารมณ์โกรธ ไปว่า "อะไรกันนักกันหนาวะ เล่นแง่อยู่ได้"
ในระหว่างที่ไอ้เม เล่นบทดีอยู่ พยายามตะล่อมช่างว่า "หาการ์ดใหม่ให้หน่อยนะพี่ นะ นะ"
และช่างซ่อมก็โมโหเรา ที่พูดไม่ดี มองหน้าขึง แล้วพูดว่า "คนนี้ก็พูดดี แต่คนนี้ทำไมต้องมีอารมณ์ด้วย"
เรามองหน้าตอบ ไม่หลบตา (ทั้งที่คิดว่า อาจมีตะลุมบอน ตูตายแน่) "ก็มีอารมณ์ไง ถึงพูดแบบมีอารมณ์" ท้าทายอีกตู

จากนั้น เรื่องเด่นอยู่ที่นังชมพู่ เดินเข้ามาถามเรื่องเจ้าของร้าน เอาเรื่องหลักๆ ก่อน จากนั้น เถียงๆเรื่องการ์ดเก่าการ์ดใหม่ ใส่อารมณ์ ใส่ทุกอย่างพิเศษเลย ทำเอาเราเดือดปุดๆ
เราเลยถามกลับไปว่า "พี่ไปด้วยเหรอ โรงพักน่ะ"
มันบอก "ไป น้องไม่เห็นเหรอ แสดงว่า ตาไม่ดีนี่"
เอ่อ กรูไม่เห็นนะ ผีตานีเปล่าเนี่ย แต่ไม่เถียงนะ เพราะมันมีต่อมาแน่ เอี้ยยมาก

จากนั้นหลังจากเถียงกันหอมปากหอมคอแล้ว -*- (ความจริงเครียด เกือบจะตบกัน) ก็คงลงเอยที่การ์ดเก่าอันนี้แหละ ก็เลยทดสอบการอ่าน การเขียนการ์ด ว่าปกติดีหรือเปล่า
เมพูดกับเจ้าของร้านดีๆ จนเขายอมติดสติกเกอร์ รับประกันให้
ซึ่งมาพบภายหลังว่า สติกเกอร์ที่ติดกับการ์ดมานั้น มันฉีกขาด คาดว่า
1. คิดในแง่ร้าย เจ้าของร้านผู้ไม่ยอมเสียเปรียบเลย เอาเล็บจิกก่อนติดลงการ์ด
2. คิดในแง่ดี เป็นอุบัติเหตุ


ปะ กลับบ้านสิ อยู่ทำไมล่ะ เครียดขนาดนี้ หลังจากส่งเมจูน ขึ้น taxi กลับบ้านด้วยน้ำตาแห่งความทราบซึ้งใจเพื่อนรักที่มาเป็นเพื่อน ช่วยเหลือตลอด T T ไม่รู้จะขอบคุณยังไงจะพอ
ก็กลับบ้านอาบน้ำแก้เครียด (ปกติอ้อยอิ่งไม่ยอมอาบง่ายๆ) อาบแล้วค่อยดีขึ้นหน่อย ....
ถามน้องเป็นระยะว่า โอเคไหม... เป็นระยะ เพราะว่าน้องต้องทนกับเรื่องนี้ ต้องแต่หกโมงเย็น จนถึงตอน สามทุ่มครึ่ง
แล้วก็เข้านอนซะ อย่าปล่อยนังชมพู่มาแล่นในจิตใจ


สุดท้ายที่สู้ไม่ถอยกันแบบนี้ ก็เพราะคิดว่า ร้านซ่อม ก็น่าจะมีมาตรฐานว่าต้องตรวจสอบอะไรก่อนเวลาจะซ่อมของ แล้วถ้าของหายแบบนี้ ก็ควรมีการรับผิดชอบด้วย
แต่นี่เรากลับไม่ได้ข้อเสนอในการรับผิดชอบอะไรเลยจากเจ้าของร้าน ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เรากับน้องเราเรียกร้องทั้งนั้น น่าเศร้าประเทศไทย
อีกอย่าง ช่างซ่อมไม่ได้ออกรับเลยในการทำงานพลาดของตัวเอง ให้เจ้าของร้านเถียงแทนลูกเดียว
และที่สำคัญช่างซ่อมโกหกว่าไม่ได้เปิดฝาหลังเครื่องตรงที่การ์ดอยู่ เพราะการซ่อมจอคนละส่วนกัน
ซึ่งน้องมาตรวจพบตอนหลังว่า การเปลี่ยนจอต้องเปิดฝาหลังเครื่องเพื่อไขน๊อตเอากรอบจอออกก่อน แล้วถึงจะเปลี่ยนจอได้
ไอ้เลว!~~~~
เลวไม่เลวขอด่าก่อนล่ะ เรื่องนี้ช่างซ่อมน่าจะรู้ดีว่าทำหรือเปล่า แล้วตัวโกหก หรือเปล่า แต่เราเองขอเชื่อในสิ่งที่เราเห็นและหลักฐานที่เรามีก่อนละกัน

เรื่องนี้ทำเอาหัวหมุน หัวใจเต้นเร็ว ไม่ได้เป็นบ่อยๆ เครียดและคิดถึงเรื่องอยู่วันสองวัน และคงจะเจือจางหายไปเรื่อยๆ
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. เรายังเด็ก ไม่มีชั้นเชิงต่อรองกับคน ยังต้องฝึกอีก ที่จะไว้ป้องกันตัวเอง
2. แง่ร้าย - ไปซ่อมโทรศัพท์ต้องดูร้านที่ไว้ใจได้ดีๆ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อในการลดต้นทุนของเขาและการแข่งขันทางตลาด (ลองไปสืบหากลโกงร้านมือถือตู้กระจกจาก internet ดูได้) แง่ดี - เราเข้าใจร้านนี้ผิด (แต่ตอนนี้เราตัดข้อดีนี้ทิ้งด้วยหลักฐาน)
3. ในการส่งของซ่อม ต้องมีเอกสารที่ระบุว่า ก่อนส่งของมีอะไรยังไง เพื่อที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย และยอมรับว่า ก่อนส่ง กับรับคืน เป็นตามนั้น ไม่ได้รับผิดชอบที่ร้านซ่อมอย่างเดียวนะ เราต้องรักษาสิทธิ์เราด้วย ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
4. แบบนี้มันเป็นคดีแพ่งอ่ะ ต้องไปฟ้องศาลเอา(ซึ่งไม่คุ้มกับการ์ดอันไม่กี่บาท) ฟ้องตำรวจไม่ได้ ตำรวจมีหน้าที่ไกล่เกลี่ย =_= ก็นู๋อยากคุยกับพี่ตำรวจนี่!
5. เวลาไปคุยกับตำรวจ ต้องหนักแน่น ยืนยันสุดฤทธิ์ ต้องเตรียมตัวก่อน ต้องเตี๊ยมด้วยว่า ตอบอย่างไรให้มีน้ำหนัก =_= (ครั้งแรกนี่หว่า)
6. เราไปคิดแทนคู่กรณีไม่ได้อ่ะ แม้จะให้คำแนะนำในทันทีทันใดก็ไม่ได้ เพราะโดนกันออก ให้คู่กรณีคุยกันกับตำรวจเท่านั้น (ต้องเตี๊ยมก่อนจิงจิ๊งงงง)
7. ซึ้งน้ำใจเพื่อนจูน เม ที่ไปเป็นเพื่อน มิตรภาพและน้ำใจมีจริงๆ นะ >_< ขอบคุณ ไม่รู้จะขอบคุณสักกี่ครั้ง


หมายเหตุ ร้านที่กล่าวถึงนี้ อยู่ที่ Jusco จัสโก้ รัชดา ชั้น 3 ชื่อร้าน Get Mobile เป็นร้านใหญ่ แต่ส่งต่อซ่อม KJ Mobile ซึ่งเดาว่า เป็นเครือข่ายกัน
และในชั้นนั้นก็มีร้านของนังชมพู่ปากตลาดอยู่ด้วย ซึ่งน่าจะอยู่แถวนั้นแหละ
โปรดใช้วิจารณญาณนะ จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ เพราะเรายังให้โอกาสคนอื่นตัดสินร้านนี้ในแง่ดี แต่เราเขียนเพื่อเตือนไว้เฉยๆ เผื่ออยากลอง หรือเผื่อใครมีพฤติกรรมแบบนี้มา search เจอ จะได้รู้ว่า เคยเกิดแล้วหากเกิดอีกแบบเดิมซ้ำ ก็อาจจะสรุปฟันธงได้ว่า ร้านนี้จิ๊กของลูกค้าจริงๆ ส่วนตอนนี้ขอฟันธงก่อนว่า ไม่ช่างทำหาย ก็ช่างขโมย นี่แหละ
==================================================


.... ลืมเรื่องฝันว่าตุ๊กแกกัดมือ ไปเลยล่ะ
หลายวันผ่านมานึกออกว่า โอ้ววว เช้าวันเดียวกันกับที่เจอเรื่องแย่ๆ ฝันร้ายนี่หว่า ก็เลยโยงเรื่องเป็นว่า นังชมพู คือตุ๊กแก เพราะมันพูดจาลามปาม -*-
จากนั้น
วันนี้ ก็เลย ไปหาคำทำนายฝัน 555 ย้อนหลัง ฝันตอนเช้า เค้าว่ากันว่าแม่นนะ
ดังนี้
ผลการทำนายคำว่า ตุ๊กแกกัดมือ
ฝันเห็นตุ๊กแกกัดมือ จะได้รับข่าวร้ายหรือหากเดินทางจะได้รับอันตรายให้เร่งระวัง
ตัวเลขนำโชค ได้แก่ 65 , 408 , 634 , 191 , 806
สีนำโชค ได้แก่ สีเหลือง
ทิศนำโชค ได้แก่ ทิศตะวันออกเฉียงใต้

555 โยงเรื่องเป็นตุเป็นตะ ได้รับข่าวร้ายตั้งแต่กลางวัน และตอนเย็นด้วย ทางโทรศัพท์ตลอด -*-
แถมเลขเด็ด คือ 191 ต้องไปสถานีตำรวจ (โยงกันได้ไงเนี่ย)



Create Date : 23 กันยายน 2552
Last Update : 23 กันยายน 2552 1:52:46 น.
Counter : 662 Pageviews.

0 comment
งานยุ๊งยุ่ง
"พักนี้ดี มีงานทำ ได้ตังค์ใช้ สบายใจ ไม่ฟุ้งซ่าน"

นี่เป็นคำขวัญประจำช่วงนี้ ^_^ ชอบจริงๆ ฮ่าๆ มีความสุขที่ได้ทำงานที่ชอบ

ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบทำงานเยอะๆ ยุ่งๆ และได้อะไรกลับมา อย่างเช่นทักษะ ได้พัฒนา ได้เงิน
และได้งานที่มีคุณภาพมากๆขึ้นเรื่อยๆ ที่คิดแบบนี้เพราะว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจที่จะพัฒนาด้วยตนเองเลยใช้งาน ความรับผิดชอบผลักดันตัวเอง

บางทีก็คิดว่าความคิดนี้มันออกจะเห็นแก่ตัวไปสักหน่อย ที่ใช้งานเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง ประมาณว่าใช้งานลองของ ไม่ใช่ฝึกมา รู้มา แล้วมาทำ
แต่คิดอีกอย่าง แล้วคนอื่นเขาคิดยังไงกัน เขาทำกันแบบไหน เขาก็ทำกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ -*- หุ้ย คิดมากจริงเรา

ทำงานมากๆ ก็ทำให้นอนฝันยังเป็นงาน เป็นภาษาจาวา เย้ยยยย ฮ่าๆ นั่งรถก็หลับไม่ลงมัวแต่คิดลอจิกอะไรสักอย่าง พินิจพิเคราะห์ ภาพงานที่ทำไปผุดขึ้นมา ผุดๆ แล้วก็ตกกะใจ อะเห็นที่ผิดพลาด โหยยย ไม่ได้ตั้งใจจะคิดนะ
ก่อนนอน ก่อนตื่น ก็ผุดๆ มาหลอกมาหลอน ฮ่าๆ หาที่ผิดไม่เจอก็เครียดๆมากกก แต่พอทำสำเร็จ หาเจอก็รู้สึกดีเป็นบ้าเลย แล้วมานั่งขำที่ตัวเองเครียดไป
มีอยู่ตอนหนึ่ง เขียนโปรแกรมวนลูปไม่รู้จบตอนนั้นตีสาม นั่งขำตัวเอง ฮ่าๆ ไม่ได้เขียนลูปไม่รู้จบแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ฮ่าๆ รันโปรแกรมแล้วเครื่องมันนิ่งเลย ตลกดี

รู้สึกช่วงนี้ชีวิตมีสาระ วันนี้ดูทีวีอะไรสักอย่าง เห็นข้อความในทีวีบอกว่า "บัณฑิตเป็นผู้ฝึกตน" แล้ววันนี้เราทำหรือยัง??? ว่าแร้วววก็ไปทำงานต่อดีกว่านะ อุๆ เอางานนี่ล่ะมาฝึกตน ไปแระน้าาาา

ปล. บ่นๆ เพราะอยากได้บัตรคอนเสิร์ต LOVEiS ที่เขาใหญ่ไปให้เพื่อนค้า ส่วนตัวเราซื้อบัตรไปแล้ว อิ อิ ไปชัวร์ๆ ใครไปก็เจอกันนะ คนเยอะแยะ เราอาจหลงๆ ในที่ๆเดียวกัน :D



Create Date : 28 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2550 21:39:08 น.
Counter : 228 Pageviews.

2 comment
TAG WALLPAPER (-_-")

โดนอีกแล้วคร๊าบบพี่น้อง ไอ้จูนจังทำเหตุ โดน Tag wallpaper -*-
ได้ ก็ได้ไง เวลาว่างเยอะอยู่แล้ว ได้เลย เพื่อจูนจัง ได้ ได้ -*-


โดนมาจาก : จูนจัง' s Bloggang (zazasassy)



จะเริ่มละ เป็นเครื่องที่ทำงานนะ เครื่องที่บ้านเจ๊งอยู่
1. พูดถึง wallpaper : เป็นรูป Utada Hikaru เจ้าแม่เหนือหัวที่ชื่นชมเป็นพิเศษอันดับหนึ่งเลย แล้วสงสัยตัวเองอยู่ว่า คงจะชอบสีเหลือง สังเกตตัวเองมานานแล้ว ส่วนสีชมพูก็เราว่าผู้หญิงหลายคนคงชอบอยู่แล้ว แล้วเราก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง :D ความจริงไม่ค่อยชอบที่ Hikki ทำท่ายิงฟันใส่อะไรสักอย่างนี้เท่าไหร่ แต่ว่าเป็น wallpaper ภาพเดียวที่ทำออกมาจาก official site เธออะ เนื่องด้วย single ล่าสุดชื่อ The Flavor of Life ก็เลยไม่สามารถเลือกได้ -*-


2. OS? : Windows XP Professional Service Pack 1 เองอ่ะ เพิ่งกดดู ทำไม pack 1 ล่ะ -_-" (อยากใช้ Vista ultimate นั่นๆ คิดไปก่อน)


3. ได้มาได้ยังไง : งงคำถามว่า อะไรที่ได้มายังไง ว่า หมายถึง wallpaper หรือว่า OS -*- ตอบมันไปสองอย่างเลยละกัน wallpaper ดูข้อ 1 ส่วน OS ที่ทำงานลงมาให้อยู่แล้ว


4. เหตุผลที่เลือก : wallpaper ดูข้อ 1 ส่วน OS เลือกไม่ได้ เขาลงมาให้ -*-


แฮะๆ จบละ Desktop ฉัน ทำไมมันรกจัง 555++


ส่งต่อใครละที่นี้ หุ หุ ผู้ที่ได้รับเกียรติ์
1. โจ้ (อีกแล้ว) //wizes.multiply.com ***wait :D
2. neomercy //neomercy.multiply.com ***wait :D
3. เม (อีกแล้ว) //mayortel.multiply.com ***wait :D
4. พี่นุช //arasun.multiply.com ***wait :D เจ๊จะทำไหมเนี่ย
5.  ไม่รู้จะให้ใครแล้วอ่ะ





















Create Date : 05 เมษายน 2550
Last Update : 5 เมษายน 2550 17:14:41 น.
Counter : 236 Pageviews.

17 comment
TAG แบบไม่รู้ตัว
"กฏของ blog tag มีอยู่ว่าถ้าใครโดนปั๊บ ก็ต้องเล่าเรื่องตัวเองมา 5 ประการ แล้วส่งต่อไปเรื่อย ๆ อีก 5 ราย มันก็จะขยายไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ เป็น blog ลูกโซ่ " *
*ที่มา: //sleepyhedo.multiply.com/journal/item/1

ต้นเหตุมีอยู่ว่าไม่กี่วันที่ผ่านมา ออนไลน์ไปเจอไอ้จูนจัง
เราถามว่า "ตัวเองทำไรอยู่"
จูนจัง "TAG TAG TAG"
เจี๊ยบ "อะไรเหรอ งง"
จูนจัง "ไปดูที่ bloggang เอง"

รู้ดังนั้น เราก็เข้าไปดูที่ bloggang ทันที แต่เข้าไม่ได้อะจิ on mobile อยู่ พักนี้เน็ตไม่ดีด้วย

วันต่อมาเลยเข้าไปใหม่ ไปที่ bloggang ของเราเอง เจอจูน 'ment ว่า "TAG TAG TAG กรุณาอัพบล็อกด่วน "
เราก็ว่าจะอัพอยู่แล้วแหละนะ แต่ยังไม่ได้ทำซะทีหลังจากทิ้ง bloggang มานาน มาเล่น space แทน
แต่เราก็ไม่ได้เข้าไป bloggang ของจูน เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไร

จากนั้นเมื่อวานนี้เองอาร์ท
อาร์ท "เจี๊ยบ รู้จัก blog tag ป่าว"
เจี๊ยบ " อย่าง wordpress หรือเปล่า มันสามารถ เอา tag อะไรใส่ไป แล้วค้นหาออกมาได้เลย"
อาร์ท "//sleepyhedo.multiply.com/journal/item/1"

ไปอ่านผ่านๆ กะลังขยันทำงาน เง้อ อย่างนี้นี่เอง เลื่อนลงมาอ่านตอนท้าย ขำไอ้จูนโดน (ยังไม่รู้ตัว)
พอทำงานเสร็จกำลังจะมาอ่านใหม่อีกครั้ง

เจี๊ยบ "จูนโดนต่อเหรอ 555"
อาร์ท "เจี๊ยบก็โดนด้วยนะ หึๆๆๆ "
เรา "เย้ยย ไปโดนที่ไหน"
อาร์ท "โดนตอนนี้นี่แหล่ะ"
(O_O)

เลยตามไปอ่าน bloggang ของจูนต่อ อ้าววว ซวยเลยตู ชื่อ Gryffin(เราเองใน bloggang) ใน bloggang จูน คนแรกเลยโดนด้วยนิ
O_O งี้ก็สองทางอะจิ ไม่ต้องเขียน 10 เรื่องเลยหรือนี่ -*- แต่เอาแค่ 5 เรื่องส่งต่อ 5 คนก็พอเถอะนะเพื่อนๆ T_T

เริ่มกันเลยดีกว่า

เรื่องที่ 1 เราน่ะโหดนะ

ตอนเด็กๆ นี่มีเรื่องชกต่อย ทะเลาะใช้กำลัง กับเด็กผู้ชายเป็นระยะๆ เออ...น่าแปลกเหมือนกันนะว่า ทำไม่มีเรื่องตบตีกับเด็กผู้หญิงบ้าง -_-"
ตอน ป.5 มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตาเขียวกลับบ้านเลย T_T อายแม่มั่กมาก แต่แม่ก็ไม่ได้โอ๋เราเลย เราก็ไม่อยากพูดถึงมัน เล่นฝากรอยไว้เลยนิ
ไปโรงเรียนต้องเดินก้มหน้าก้มตาเป็นอาทิตย์ๆ จำไม่ได้แล้วว่าต้นเหตุคืออะไร จำได้แต่ว่า เรานิสัยไม่ดีเอง ตอนนั้นรู้สึกแพ้
และครั้งนั้นก็สอนว่า "จะมีเรื่องต้องรักษาตัวเองด้วย (หรือไม่มีเรื่องเลยจะดีกว่านะ -_-") "

ยังไม่เลิกๆ ตอน ม.1 ซ้อมเชียร์ที่รร. ต้องย้ายที่นั่ง ไปนั่งข้างๆ เพื่อนผู้ชาย(นิสัยไม่ดี ชื่อชานนทร์ จำได้ๆ)
ชานนทร์ "มานั่งทำไม" พร้อมทำหน้าเหยียดหยาม -*-
เรา "ไม่ได้อยากมานั่งตรงนี้หรอก" เราก็เหยียดกลับ -*-

เรานั่งๆ อยู่ รอซ้อม(เชียร์) มันก็ตักดินมาใส่ที่กระโปรงเรา -*- (อารมณ์กำลังพลุ่งพล่าน)
เราเลยบอกให้มันหยุด มันก็ยังทำ เราก็บอกว่า "หยุด" มันก็ยังทำ -*- (มึงงตายเลยดีกว่าไหม)
ไม่หยุดสักที เลยต่อยมันไป 1 แล้วเราทั้งคู่ก็ตะลุมบอนกันนิดหน่อย 555
กลัวอาจารย์เห็น ไม่อยากเข้าห้องปกครองอะจิ เลยหยุด แล้วเลิกยุ่งกัน
จากนั้นมันก็ไม่กล้าทำตัวกวนทีนเราอีก ฮุๆ ฮุๆ

ชีวิตเราต้องสู้จริงๆ เจอเด็กผู้ชายกวนๆ ไอ้เราก็ไม่ยอมซะด้วยสิ -_-"


เรื่องที่ 2 เราน่ะอ่อนไหวสุดๆ เลย -*-

ตอนเด็กนี่ดูทีวีมากเกินไป ดูมันทั้งวัน เพื่อนชวนไปเล่นก็ไม่ไป ดูมากๆ เข้าเลยอยากเป็นนักร้องนักแสดง
ฝึกร้องเพลง ดูละครงี้ต้องฝึกร้องไห้เอาไว้ เวลาไปเล่นจริงนี่จะได้ร้องออกมาได้ง่ายๆ เหมือนนางเอกอ่ะ (เพ้อเจ้อไหมล่ะ)

ไงล่ะ พอโตขึ้น หนังกินใจนิดหนึ่ง ร้องไห้และ ..... อย่างเร็ว -*-
ยิ่งตอนนี้ดูหนังญี่ปุ่น หรือซีรี่ส์ญี่ปุ่น คนอื่นเขาซึ้งกับคำพูดเฉยๆ เรานี่ซึ้งจนร้องไห้ไปเลย

ยกตัวอย่าง เรื่อง Death Note 2 ที่ไปดูมา
ตอนใกล้จะจบอ่ะ ที่ L พูดกับพ่อของไลท์ ประมาณว่า "ชีวิตผมไม่มีครอบครัว คุณเป็นพ่อที่ดี ผมก็อยากเป็นลูกคุณอีกคนหนึ่ง"
T_T เราร้องไห้เลย พี่ที่ไปดูด้วยกันถามตอนออกมาว่า "หนังมันเศร้าเหรอเจี๊ยบ"
เราก็หัวเราะ แบบเพิ่งร้องไห้ออกมาจากโรงอ่ะนะ แล้วตอบว่า "ไม่เศร้าาาา แต่มันซึ้งงงง T_T L ตายแล้ววว T_T"

และถ้าเป็น Nana นี่ไม่ต้องพูดถึง แค่รู้สึกถึงอารมณ์มิตรภาพของนานะทั้งคู่แล้ว ร้องไห้ได้ทันที
เหอๆ easy cryin' T_T เป็นเรื่องธรรมดาของเรา เพื่อนๆ ที่ทำงานรู้ดี


มันเยอะเหมือนกันนะนี่ 5 เรื่อง
เรื่องที่ 3 ฉายแววนักดนตรี 555

ตอนประถมเป็นมือเมโลเดียนในวงดุริยางค์ของโรงเรียน เป่าได้หลายเพลงอยู่ แต่ไม่ค่อยได้ซ้อมเท่าไหร่อะจิ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง งานกีฬาโรงเรียน พวกเราต้องเดินขบวนรอบหมู่บ้านเลย
เพื่อประกาศว่า "เรากำลังจะแข่งกีฬากันนะ ท่านพ่อแม่พี่น้อง มาดูลูกหลานของท่านได้ ^_^ "

หนุกดี เสร็จแล้วก็มาจบขบวนพาเรดที่หน้าเสาธงในโรงเรียน
พวกเราต้องเป่าเพลง มหาฤกษ์ ใช่มะ เพื่อเปิดงาน แต่เพลงมหาฤกษ์เนี่ยมี ท่อน 1 กับ ท่อน 2
ปกติเพื่อนเราจำโน๊ตกันได้แค่ ท่อน 1 มีบางคนจำได้ ท่อน 2 บ้าง
เราก็ตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่ได้เตรียมว่า จะเล่น ท่อน 1 เท่านั้น ดันเล่นท่อน 2 ต่อไป เง้อ
เป่าเป็นอยู่ 2 คนอะจิ เรากะเพื่อนอีกคน เป่าๆๆๆ สักพักเราหยุด จากนั้นก็เริ่มหยุดที่ละเครื่องดนตรี เหอๆๆๆ
แล้วเพลงมันก็หยุดไปเลย แบบตลกๆ 555++

คุณครูที่เป็นพิธีกรขำๆ พวกเราก็ขำ+อาย คุณครูก็เลยพูดตลกๆ แก้ให้ไป (เศร้าจริง -*-)


เรื่องที่ 4 เราเคยเป็นเด็กเรียนนะ

ตอนประถม เรียนโรงเรียนในหมู่บ้าน ขี่จักรยานไปโรงเรียนทุกวัน ไปสายด้วย ขี้เกียจสุดๆ ตอน ป.4 - ป.5 ครูให้งานทำในห้อง เราไม่ทำ นั่งเล่น ไม่เสร็จสักที ครูและเพื่อนๆ ก็รอ -*- ให้ทำให้เสร็จ เหอๆ แต่สอบได้ที่ 1

พอจบป.6 ก็ไปสอบเข้าที่โรงเรียนสาขาของโรงเรียนประจำจังหวัด (ร.ส. 2) สอบเข้าได้ที่ 4 ตกใจตัวเองเหมือนกัน เพราะคิดว่าเรามันเด็กบ้านนอก (นอกเมือง) สู้เขาได้ด้วยเหรอ
แล้วเลยเริ่มมีความคิดทะเยอทะยาน จะเอาที่ 1 ใน สายชั้นนักเรียนก็ประมาณ 400 กว่าๆ ได้มั้ง ม.1เทอมแรก นี่ได้ที่ 2 ในสายชั้น เราก็วุ้ยยย เริ่มเลื่อนๆ ตำแหน่งแล้ว เทอมสองเลยจะเอาที่ 1 อีก
ก็ได้มาครอบครองจริงๆ จากนั้นก็ได้มาตลอด ตอนเรียนม.ต้น เลยไม่มีวีรกรรมอะไรนอกจาก ไอ้นี่ล่ะความทะเยอทะยานของเรา

แล้วก็สอบเข้าม.ปลาย ที่โรงเรียนชายล้วนประจำจังหวัด (ร.ส.) แต่รับผู้หญิงตอนม.ปลาย รับอยู่ 36 คนง่ะ เศร๊าเศร้า สมัครกันไปตั้ง 500 กว่าคน ส่วนใหญ่ที่มาสมัครสอบจะเป็นเด็กต่างอำเภอ
เราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือไปสอบหรอก ขี้เกียจ คงมีพื้นม.ต้นที่ดีอ่ะ เลยสอบติดมาได้ ตกใจอีกแหละ คิดว่าไม่ได้แน่ๆ

พอเข้ามาเรียน เราก็คิดว่า พวกเพื่อนๆ ให้ห้องนี้คงจะเก่งมากๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กร.ส. เก่าเกือบหมดนิ เราคงสู้ไม่ได้แหงๆ เลย เรียนๆ ไป ตามไม่ทันอะจิ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
เยอะจัง ก็เลยเรียนดีเฉยๆ ไม่ถึงกะดีมากเหมือนก่อน ขี้เกียจกว่าเก่าด้วย ได้ที่ 33 ในสายชั้น ก็โอเคพอรับได้
เราชอบโรงเรียนนี้มาก มีต้นไม้ใหญ่เยอะดี แล้วหลังโรงเรียนยังมีสวนป่าอีก >_< เพื่อนๆ ก็น่ารัก เป็นครั้งแรก ที่มีเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ ทำกิจกรรมเยอะ เหนื่อยมากตอนกีฬาสี
หนีเรียนก็เหนื่อย กว่าจะหาทางออกจากโรงเรียน (โรงเรียนกว้างมาก) กว่าจะนั่งรถเมเข้าไปในเมือง เหนื่อยแทบแย่ เลยคิดว่าจะหนีทำไมว่ะ -*- นั่งอยู่ในโรงเรียนเฉยๆ ดีกว่า

พอเข้ามหาลัย ขี้เกียจหนักกว่าเก่าอีก ปรับตัวนานนนนนนนน ไม่ชอบสังคมมหาลัยอย่างแรงงงงงงงงงง
ต่อต้านนนนนเงียบบบบบบบบบ มีเพื่อนเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ เหอๆๆ เพื่อนๆ รู้ดีว่าเราเป็นไง
ปี1 ปี2 เลยเรียนแย่ๆ นึกได้อีกที ปี3 กะ ปี4 ถึงฮึดสู้อีก แต่ไม่ทันแล้ว up grade ดั่งที่ตั้งใจไม่ทันแล้ว T_T แต่จบมาแบบก็โอเคอ่ะ ไม่อายใคร เหอๆๆ

พอทำงานยิ่งขี้เกียจกว่าเก่าอีกอ่ะ T_T ทำไงดีล่ะทีนี้


เรื่องที่ 5 พัฒนาการการฟังเพลงของเรา

เริ่มต้นด้วย เพลงที่ได้ยินตอนเด็กๆ ลูกทุ่ง, เพลงของค่ายที่มี ก้อย ดอน สอนระเบียบ แม่กับพ่อซื้อมาเปิด

ตอนประถมปลายๆ นี่ เป็นเด็ก RS กรี๊ดจริงๆ รายการเพลงมีเวลาไหนมั้ง จำได้หมด ดูมันซ้ำๆ อยู่นั่นแหละ ชอบลิฟท์กับออย
ความจริงชอบออย ธนาอ่ะ ชอบมั่กมากกก เท่ห์ดี พูดน้อย มีโลกส่วนตัวสูง ลึกลับ น่าค้นหา >_<
อ้อ ใช่ต้องจัดรายการวิทยุของโรงเรียนตอนเช้าด้วย ก็เปิดเพลงลิฟท์-ออย นี่ล่ะ 555

พอมัธยมต้น-ปลาย ก็ยังเป็นเด็ก RS เหนียวแน่นเหมือนเดิม แต่ก็แอบชอบค่ายคู่แข่งด้วย พวกนักร้องผู้หญิงอ่ะ
เพลงอะไร เจี๊ยบร้องได้หมด รู้จักหมด 555 ฟังแต่เพลงไทย เก็บตังค์ค่าขนมซื้อเทปเรื่อยๆ
ชอบดัง พันกร มั่กมาก เท่ห์มากตอนอัลบั้มแรก ฟังกี่ทีก็ไม่เบื่อ แต่หลังๆ นี่ไม่ชอบแล้ว ไม่เท่ห์แล้ว T_T
เริ่มรู้จัก Utada Hikaru ตอนกำลังจะจบ ม.6 จากทีวี แล้วก็ได้ฟังในร้านฮาจิบัง ที่ the mall โคราช แต่ไม่ได้ซื้อมาฟัง

เรียนมหาลัย ฟังเพลงไทยอยู่บ้าง แล้วก็เริ่มมาฟังญี่ปุ่นตอนที่อัลบั้ม Deer River (อัลบั้มที่ 3) ออกมา ได้ดู PV Sakura Drops ในทีวีแล้วชอบมั่กมากกก
ก็เลยซื้อเทป Hikki มาฟัง แต่ซื้อมาผิด เพราะไม่รู้ชื่ออัลบั้ม ซื้อเป็น Distance (อัลบั้มที่ 2) มาแทน เปิดฟังๆ ดู อะไม่มี Sakura Drops เลย T_T
ตอนนั้นไม่ชอบ Distance เลยนะ เลยไปซื้อมาฟังใหม่ ฟัง album นี้นาานมากกก ไม่เบื่อเลย นานๆ เข้า ก็อยากลองฟังของคนอื่นดูมั้ง
เลยไปตั้งกระทู้ที่ pantip ว่า เราฟังเพลงแบบนี้ๆ เราควรฟังอะไรต่อดี เพื่อนๆ ที่นั่นแนะนำมาเพียบ เราก็เลยลองเลือกฟัง BoA กับ Nakashima Mika
ไม่ค่อยชอบเท่า Hikki สักคน เพลงน้อง BoA มันเด็กอ่ะ เพลงมิกะจัง ก็ออกแนว classsic jazz อะไรพวกนั้น

พอทำงาน เหอๆๆ ฟังไทยนิดหนึ่ง ฟังเพลงสากลนิดหนึ่ง ฟังญี่ปุ่นหนักมาก ไปทาง Hip Hop กับ R&B หมดเลยเท่าที่สังเกตตัวเอง ทั้งไทย, สากล, ญี่ปุ่น
ตอนนี้ก็กรี๊ด m-flo, Bennie K, Utada Hikaru, Namie Amuro, Nakashima Mika,.. และรู้จักนักร้องญี่ปุ่นเยอะขึ้นกว่าเดิมมากเลย หู้ยยย เรื่องนี้คุยกันได้ยาวววว จบกันดีกว่าเนอะ

จบซะทีนะ 5 เรื่อง เห๋ออออ -_-"

------------------------
โดน Tag มาจาก จูนจัง -: //zazasassy.bloggang.com
และ อาร์ท -: //sleepyhedo.multiply.com/journal/item/1

คนที่จะส่งต่อคือใครดีนะ อิ อิ
1...



Create Date : 18 มกราคม 2550
Last Update : 18 มกราคม 2550 14:30:02 น.
Counter : 236 Pageviews.

4 comment
Nothing...
เพลง : จะทำยังไง
ศิลปิน : บอย โกสิยพงษ์ Feat.ตู่
อัลบั้ม : RHYTHM & BOYd E1EVEN1H



















"what what will i do will i do will i do... คิดว่าเป็นเพียงแค่ความฝัน ไม่เคยหวัง ไม่เคยคิดจริงจังอะไร แค่แอบหลงรักเธอเล่นๆ ตามลำพังข้างเดียวในหัวใจ แต่เมื่อมารู้สึกนึกอีกที เมื่อรู้ตัวอีกที ฉันก็รักจนลึกข้างใน ฉันจะมองหน้าเธอยังไง ให้ใจข้างในปิดไว้ไม่ต้องเปิดเผยอะไรๆ ที่มีให้เธอรู้ ฉันจะพูดคุยยังไง ที่จะไม่ทำให้ใจของเธอนั้นพบว่าฉันแอบรักอยู่ กลัวจะทำให้เธอลำบากถ้าหากว่าเธอได้รู้ และฉันนั้นควรจะทำยังไง ถ้าหัวใจของฉันมันหยุดไม่อยู่ what what will i do will i do will i do... รู้ดีว่าไม่ควรฝัน ไม่ควรหวัง ไม่ควรคิดจริงจังอะไร แม้ว่าเธอไม่เคยบอก ฉันก็รู้ดีว่าเธอมีใคร แต่เมื่อมารู้สึกนึกอีกที เมื่อรู้ตัวอีกที ฉันก็รักจนลึกข้างใน ฉันจะมองหน้าเธอยังไง ให้ใจข้างในปิดไว้ไม่ต้องเปิดเผยอะไรๆ ที่มีให้เธอรู้ ฉันจะพูดคุยยังไง ที่จะไม่ทำให้ใจของเธอนั้นพบว่าฉันแอบรักอยู่ กลัวจะทำให้เธอลำบากถ้าหากว่าเธอได้รู้ และฉันนั้นควรจะทำยังไง ถ้าหัวใจของฉัน... อยากจะขอบอก อยากที่จะรอบอก อยากจะเปิดเผย อยากจะเฉลย อยากจะเปิดใจเลยตรงๆ ไม่ต้องหลอก ว่าฉันนั้นต้องเจ็บปวดขนาดไหนที่ต้องพูดและต้องแกล้งทำตรงกันข้ามกับหัวใจ ฉันจะมองหน้าเธอยังไง ให้ใจข้างในปิดไว้ไม่ต้องเปิดเผยอะไรๆ ที่มีให้เธอรู้ ฉันจะพูดคุยยังไง ที่จะไม่ทำให้ใจของเธอนั้นพบว่าฉันแอบรักอยู่ ฉันจะมองหน้าเธอยังไง ให้ใจข้างในปิดไว้ไม่ต้องเปิดเผยอะไรๆ ที่มีให้เธอรู้ ฉันจะพูดคุยยังไง ที่จะไม่ทำให้ใจของเธอนั้นพบว่าฉันแอบรักอยู่ กลัวจะทำให้เธอลำบากถ้าหากว่าเธอได้รู้ และฉันนั้นควรจะทำยังไง ถ้าจากนี้หัวใจฉันหยุดไม่อยู่"



เราฟังหลายรอบมากๆๆๆๆ
สงสัยจริงๆ ว่าพี่บอยเขาเขียนได้ไงกัน มันช่าง โอ้โห สุดยอดที่สุด
คนที่ร้องก็ร้องได้เยี่ยมมาก เราชอบตอนที่ร้องว่า "ฉันก็รักจนลึก... ข้างใน... "
อีกอย่างเพลงโดนมากเลย T_T จะทำยังไงดีล่ะคะทีนี้ ฮือๆๆๆๆ





Create Date : 21 เมษายน 2549
Last Update : 22 มีนาคม 2550 10:15:36 น.
Counter : 252 Pageviews.

30 comment

Gryffin
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



MY VIP Friend