[http://goodforyou.bloggang.com]
Group Blog
 
All Blogs
 

แบคทีเรียก็มีประโยชน์



Probiotics เป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์กับร่างกายคนเรา เป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่ช่วยให้ระบบของร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น จริงๆแล้วในต่างประเทศก็จะมีทำออกมาในรูปอาหารเสริมกันมากมาย ในบ้านเราอาจยังมีไม่มากแต่ก็สามารถหาได้จากอาหารบางชนิด

เอาชนะสิวด้วยคุณประโยชน์จากแบคทีเรีย

แบคทีเรีย ที่ดีจะเกิดขึ้นเองในระบบการย่อยอาหาร ไม่ใช่แค่เพียงช่วยเสริมสร้างการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเท่านั้น แต่ยังผลิตไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ปริมาณน้อย ๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกาย คุณประโยชน์เหล่านี้ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยรักษาและป้องกันร่างกาย เมื่อเพิ่มการใช้แอนตี้ไบโอติค (ช่วยต่อต้านแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคอื่น ๆ) แบคทีเรียนี้จะขยายตัวเพื่อช่วยควบคุมเชื้อโรค และช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง - - การศึกษาข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้โปรไบโอติครักษาสิว Dr.R.H.Siver ได้ ศึกษาการใช้ประโยชน์ของแบคทีเรียเพื่อรักษาผู้ที่มีปัญหากระเพราะอาหารและลำ ไส้ทำงานไม่ปกติ แต่การรักษาอาการดังกล่าวกลับให้ประโยชน์กับผิวหน้าที่เคยมีปัญหา และในผู้ป่วยที่เป็นสิวให้กลับดีขึ้นได้ถึง 80% และจะยิ่งให้ ผลชัดเจนในเด็กชาย และเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ส่วนใหญ่ผิวจะดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังได้รับอาหารเสริมที่เป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้แยกคุณประโยชน์จากโปรไบโอติคแบคทีเรีย 3 ชนิด

- Lactobacillus acidophilus (DDS-1 และ NAS super strains) แบคทีเรียที่ช่วยทำให้โปรตีนแตกตัวในลำไส้เล็ก และช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากเชื้อโรค เนื่องจากแบคทีเรียตัวนี้จะช่วยหลั่งสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และจุลินทรีย์อื่น ๆ ... แลคโตบาซิลัสแบคทีเรียนี้เป็นตัวช่วยระบบภูมิคุ้มกัน

- Bifidobacteria bifidum (Malyoth super strain) แบคทีเรียนี้มีฤทธิ์มากกว่า, อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ ป้องกันเชื้อโรคเข้ามาทำร้ายร่างกาย หรือจากการรบกวนของยีสต์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่... ยิ่งมีแบคทีเรียชนิดนี้เยอะ ก็ยิ่งจะช่วยลดภาระการทำงานของตับได้เท่านั้น แบคทีเรียที่ทำประโยชน์ให้ร่างกายนี้จะขจัดสารพิษออกไปเพื่อให้ตับทำงานเป็น ปกติ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นรู้สึกว่าแบคทีเรียชนิดนี้จะเป็นตัวที่สำคัญและให้ ประโยชน์กับร่างกายมนุษย์มาก

- Lactobacillus bulgaricus (LB-51 super strain) อยู่ในระบบย่อยอาหารที่ส่งต่อไปยังลำไส้ เป็นแบคทีเรียที่ช่วยทำให้โปรตีนแตกตัว ช่วยให้ระบบดูดซึมสารอาหารได้ดี และช่วยทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ชนิดอื่น ๆ ติดอยู่ที่ผนังลำไส้ได้

คุณรู้หรือไม่ว่า จำนวนแบคทีเรียในร่างกายมีปริมาณมากกว่าเซลล์ 20 เท่า?? และ ในความเป็นจริง ทุก ๆ เท่าตัวของจำนวนแบคทีเรียในร่างกายก็มีจำนวนมากกว่าคนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ซะอีก ดังนั้นครั้งต่อไปที่เข้าห้องน้ำ จำเอาไว้ว่าน้ำหนักที่เหยียบลงไป 1 ปอนด์นั้นไม่ใช่ของคุณทั้งหมด แต่มีจุลินทรีย์เป็นพันล้านตัวอยู่ในเครื่องในคุณด้วย นี่อาจฟังดูน่ากลัว แต่จุลินทรีย์เหล่านั้นมีผลดีต่อสุขภาพ

โปรไบโอติคนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความสมดุลในระบบลำไส้ จึงเป็นประโยชน์ และเป็นแบคทีเรียชนิดที่ดีที่ช่วยย่อยสิ่งที่กินเข้าไปและต่อต้านเชื้อโรคใน ลำไส้

Probiotics ที่มีในอาหาร

จะมีมากใน yogurt, ชีส และในยาคูลท์ที่เราได้ยินคำว่าแลคโตบาซิรัสบ่อยๆก็ นั่นแหละค่ะหนึ่งใน probiotics

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook




 

Create Date : 26 เมษายน 2554    
Last Update : 26 เมษายน 2554 13:14:42 น.
Counter : 727 Pageviews.  

น้ำบนเนื้อโยเกิร์ตคือ อะไร?



เป็นคนชอบกินโยเกิร์ตค่ะ เวลาเปิดฝากระป๋องโยเกิร์ตออกมาจะเห็นน้ำเหลว ๆ อยู่ชั้นบนก่อนถึงเนื้อโยเกิร์ตสงสัยมานานแล้วว่ามันคืออะไร มีประโยชน์กับร่างกายมั้ย

ของเหลวที่เห็นอยู่บนผิวโยเกิร์ต คือ หางนม หรือนมใส (whey) เมื่อเชื้อแบคทีเรียที่เอามาทำโยเกิร์ตเจริญเติบโตอย่างพอเหมาะ นมจะเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นก้อนหนืด ๆ โปรตีนในนมจะอัดตัวแน่นเข้าด้วยกัน กลายเป็นสารที่คล้ายนมข้น และดันเอาหางนมออกมา ถึงแม้หางนมมีลักษณะเหมือนน้ำ แต่มันก็ไม่ใช่น้ำเปล่า หางนมมีสารอาหารหลายอย่าง ทั้งน้ำตาล เกลือแร่ โปรตีนบางชนิด และแล็กโตส เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตักทิ้ง หากคนผสมไปกับเนื้อโยเกิร์ตจะได้คุณค่าอาหารเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง

“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”




 

Create Date : 18 มีนาคม 2553    
Last Update : 18 มีนาคม 2553 14:23:39 น.
Counter : 519 Pageviews.  

โยเกิร์ตระงับกลิ่นปาก



กลิ่นปากเป็นหนึ่งในปัญหาเรื่องบุคลิกภาพ ถึงจะหน้าตาดี ดูดีแค่ไหน กลิ่นปาก ก็สามารถทำให้ทุกอย่างดูแย่ลงได้

คุณ เคนอิชิ โฮโจ และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสึรูมิ ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัย และพบว่าแบคทีเรีย ที่อยู่ในโยเกิร์ต โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิด Streptococcus thermophilus และ Lactobacillus bulgaricus อาจมีผลต่อแบคทีเรีย ที่เป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก ของคนเราได้ โดยจากการ ทดลองพบว่า การกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน วันละ 6 ออนซ์ (ประมาณ 1 ถ้วย) จะช่วยลดปริมาณ สารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก อย่างเช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์

นอกจากนี้ ในบรรดาผู้ที่ชอบกินโยเกิร์ตนั้น มักจะมีปริมาณคราบแบคทีเรียบนผิวฟัน (plaque) และอาการของโรคเหงือกอักเสบ น้อยกว่าคนทั่วไป แม้ว่าจำเป็น ที่จะต้องมีการวิจัย มากกว่านี้ เพื่อยืนยันผลที่ได้ แต่นักวิจัยก็อ้างว่า การกินโยเกิร์ตน่าจะเป็นวิธีที่ดี และปลอดภัย ในการป้องกันปากเหม็น

ข้อมูลเพิ่มเติมสุขภาพดีด้วยโยเกิร์ตแหล่งพลังงานจากนม ปัจจุบันนี้นม ถูกปรับเปลี่ยน ไปใช้ ในรูปแบบ ที่ต้องการ ทั้งในด้านการบริโภค อุปโภค จนกระ่ทั่ั้งปัจจุบันนี้ถูกปรับ มาเป็นเครื่องสำอาง เพราะในตัวของน้ำนม อุดมไปด้วยต่างๆ มากมายในตัวของนม

โดยถ้าพูดไปแล้ว โยเกิร์ตก็คือนมสด ที่นำมาหมักกับเชื้อจุลินทรีย์ จนน้ำตาล แลกโตสในนม เปลี่ยนเป็นกรดแลคติก ทำให้นมมีรสเปรี้ยว และมีความข้น ขึ้นจนเป็นลิ่ม การกินโยเกิร์ต เป็นประจำจะช่วยให้ ลำไส้มีแบคทีเรีย ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ช่วยแก้อาการท้องเสียเรื้อรังได้

ซึ่่งในการกินโยเกิร์ตนั้น ให้สารอาหารครบถ้วน เหมือนการดื่มนม แต่ไม่ทำให้ท้องเสีย เหมือนที่ บางคน มักเป็นเวลาดื่มนม นอกจากนั้นโยเกิร์ตยังมี คุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ในร่างกายให้สูงขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างสารแอนติบอดี้ และเพิ่มปริมาณสารอินเฟอร์รอน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกาย สร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค

โดยในตัวของโยเกิร์ตยังมี สารไขมันธรรมชาติ มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ที่เรียกว่า พรอสตาแกลนดิน อี 2 (Prostaglandin E2) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยปกป้อง ผนังกระเพาะ จากสารกระตุ้นต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ และบุหรี่ เพราะฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้ท้องว่าง ก็กินโยเกิร์ตรองท้อง สักถ้วยก็คงดี และการกินโยเกิร์ตยังช่วยลดความเสี่ยง จากการเกิดมะเร็งบริเวณเนื้อเยื่อกระดูก และช่วยลดระดับ โคเลสเตอรอลในเลือดได้ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้เปล่งปลั่งได้อีกด้วย




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2552    
Last Update : 7 ธันวาคม 2552 15:30:06 น.
Counter : 403 Pageviews.  

อยากมีอายุยืนยาวสักร้อยปี แถมมีสุขภาพแข็งแรงไหม

ลองไปถาม ชาวบัลแกเรีย อาจได้เคล็ดลับดูแลสุขภาพง่ายๆ ที่เป็นคำตอบอาจทำให้ผู้ผลิตอาหารบางรายยิ้นแป้น เพราะเคล็ดลับ อายุยืนของ ชาวบัลแกเรียอยู่ที่ โยเกิร์ต อาหารพื้นเมืองที่รับประทานสืบต่อกันมานานตั้งแต่ก่อนคริสตกาล

แล้วอะไรล่ะ..ที่ทำให้โยเกิร์ต ทรงอิทธิพลได้ถึงขนาดนั้น

โยเกิร์ต หรือ นมเปรี้ยว เป็นอาหารนมที่เกิดจากการนำนมสดมาหมักด้วยแบคทีเรียแลคติกสายพันธุ์จำเพาะจนข้นเหนียวและมีรสเปรี้ยว ในผลิตภัณฑ์โยเกิร์ต 1 ถ้วย เต็มไปด้วยแบคทีเรียกว่า 3,000 ล้านตัว ได้ยินอย่างนี้ หลายคนคงร้องยี้ แต่แบคทีเรียที่ว่าถือเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ยิ่งต่อร่างกาย หรือที่เรียกกันว่า ?โพรไบโอติก? (Probitics)

สร้างสมดุลให้จุลินทรีย์

คำจำกัดความสั้นๆ ของโพรไบโอติก ก็คือ จุลินทรีย์ที่มีชีวิต เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเกิดผลดีต่อผู้รับประทาน โดยจะเข้าไปปรับปริมาณของประชากร จุลินทรีย์ในร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่สมดุล

?จริงๆ แล้วโพรไบโอติก เป็นคอนเซปต์ที่ มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศักราช มีการใช้นมเปรี้ยวที่ผ่านการหมักแล้วมารักษาโรคของทางเดินอาหาร จะสังเกตได้ว่าคนทิเบต และบัลแกเรีย มีอายุยืนเป็นร้อยปี มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคทางเดินอาหาร หรือลำไส้ สาเหตุก็เพราะโยเกิร์ตเข้าไปช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น? วิภาพรรณ อธิบาย พร้อมดึงข้อมูลวิทยาศาสตร์มานำเสนอ

ปริมาณจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรามีประมาณ 400-500 ชนิด รวมจำนวนประชากรทั้งหมดราว 100 ล้านล้านตัว ซึ่งมีมากกว่าจำนวนเซลล์ในร่างกายเสียอีก โดยในกระเพาะอาหารจะมีน้อยหน่อย เพราะมีภาวะเป็นกรด พอลงไปถึงลำไส้เล็ก ปริมาณจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลักหมื่น-ล้านตัว แต่เมื่อไปถึงในลำไส้ใหญ่แล้ว จะมีจุลินทรีย์มากเป็นล้านล้านตัว ได้แก่ พวกแบคทีรอยเดส, ไบฟิโดแบคทีเรีย, คลอสทริเดีย และที่มากสุด ก็คือ แลคโตแบซิไล

จากการวิเคราะห์อุจจาระคนเรา พบว่ามีจุลินทรีย์อยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ จุลินทรีย์ก่อโรค พวกพาโธเจน ที่ก่อให้เกิดพิษ ท้องเสีย และโรคติดเชื้อในร่างกาย กลุ่มที่สองคือ จุลินทรีย์สุขภาพ ได้แก่ แลคโตแบซิไล ยูแบคทีเรีย ไบฟิโดแบคทีเรีย สามารถป้องกันโรคติดเชื้อ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และมีประโยชน์ต่อโภชนาการ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ จุลินทรีย์ฉวยโอกาส ได้แก่ เอ็นทีโรค็อกไค, อี.คอไล, สเตรปโตค็อกไค และแบคทีรอยเดส เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเราอ่อนแอ จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้จะช่วยซ้ำให้อาการหนักขึ้นไปอีก

กำจัดจุลินทรีย์ฝ่ายอธรรม

แล้วมีทางเป็นไปได้ไหมที่จะกำจัดจุลินทรีย์ตัวร้ายออกจากร่างกาย?

การเพิ่มปริมาณประชากรจุลินทรีย์ที่ดี เพราะจุลินทรีย์ในกลุ่มนี้จะสร้างกรดอะซิติกและแลคติกขึ้นมา เมื่อมีภาวะเป็นกรด พวกจุลินทรีย์ก่อโรคก็จะไม่ทำงาน และจุลินทรีย์ฝ่ายธรรมะยังสร้างสารพวก IgA ที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มการกำจัดเชื้อของโรค รวมทั้งแย่งอาหารของจุลินทรย์ก่อโรคด้วย



ขณะเดียวกัน ยังทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารได้อีกต่างหาก เพราะใช่ว่าอาหารทุกอย่างที่เรารับประทานเข้าไปจะย่อยได้หมดภายในกระเพาะอาหาร ยังมีบางส่วนที่หลุดรอดไปยังลำไส้เล็ก และลงไปถึงลำไส้ใหญ่

?ถ้าเป็นโปรตีน เมื่อถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ก่อโรค ก็จะกลายเป็น AMINES NH4 สารชนิดนี้เป็นสารพิษ เมื่อถูกดูดซึมในลำไส้ใหญ่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ ถ้าเป็นไขมันที่ย่อยไม่หมด เมื่อถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ที่ไม่ใช่จุลินทรีย์สุขภาพ จะเกิดพวกไกลซีน ทัวรีน กรดน้ำดี สารเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวที่เซลล์ของลำไส้ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งลำไส้ได้ มีเพียงคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น เมื่อผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่จะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์สุขภาพ ทำให้ได้กรดแลคติกและพวกที่เป็นพลังงานให้กับผนังลำไส้ และช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมา? ผู้จัดการอาวุโสด้านวิชาการโภชนาการของเนสท์เล่ อธิบาย

จึงไม่แปลกที่เธอจะบอกว่าทุกคนจำเป็นต้องมีจุลินทรีย์สุขภาพในร่างกายให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการหมักของโปรตีน หรือไขมันที่เหลือมาจากลำไส้เล็ก

โพรไบโอติกที่มีคุณลักษณะที่ดี มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ต้องไม่ก่อโรค ไม่ปล่อยสารพิษ และสามารถผ่านกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหาร น้ำดี ลำไส้เล็ก และลงไปถึงลำไส้ใหญ่ได้โดยที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ที่สำคัญต้องเป็นเชื้อกลุ่มเดียวกันกับที่มีอยู่ในลำไส้มนุษย์ วิภาพรรณ ให้ข้อสรุป และเพิ่มเติมว่า

?จุลินทรีย์ที่พบบ่อยมี 2-3 กลุ่ม ได้แก่ ไบฟิโดแบคทีเรียที่พบมากในทารกแรกเกิด ได้แก่ B.lactis B.longum B.breve ส่วนในผู้ใหญ่ก็จะเป็น แลคโตแบซิลไล ได้แก่ แอล.อะซิโดฟิลัส, แอล. คาเซอิ, แอล. บัลการิคัส, แอล. จีจี และสเตรปโตคอกคัส เทอร์โมฟิลัส?

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นิยมนำโพรไบโอติกไปเป็นส่วนผสมร่วม นอกจากโยเกิร์ตแล้ว ก็คือ นมผงดัดแปลงสำหรับทารก ช่วยป้องกันเด็กจากอาการอุจจาระร่วง และติดเชื้อได้ รวมทั้งยังป้องเรื่องการแพ้อาหาร นอกจากนี้ ยังมีอยู่ในผลิตภัณฑ์นม และอาหารอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง และเข้าไปช่วยทางด้านปศุสัตว์ได้ด้วย

มาถึงตรงนี้ คงสงสัยกันแล้วว่าต้องกินในจุลินทรีย์ที่ดีในปริมาณแค่ไหนล่ะ ถึงจะพอเหมาะกับร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการรายนี้ ตอบว่าปริมาณจุลินทรีย์ที่จะช่วยสุขภาพให้ดีได้นั้น จะต้องมีประมาณ 3,000 - 10,000 ล้านตัว และโยเกิร์ต 1 ถ้วยโดยทั่วไป จะมีจุลินทรีย์ราว 3,000 ล้านตัวขึ้นไป



?เราควรรับประทานโยเกิร์ตทุกวัน เพราะจุลินทรีย์สุขภาพ เมื่อครบ 8 ชั่วโมง ปริมาณจะลดลง ดังนั้นต้องทานไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ทานทุกวัน ก็ต้องทานเป็นระยะ เพราะ 8 วันเชื้อจุลินทรีย์จะหมดไป?

ให้อาหารจุลินทรีย์

แต่ใช่ว่าจะมีแค่โยเกิร์ตเท่านั้นที่เป็นพระเอก ยังมี ?พรีไบโอติก? (Prebiotics) นางเอกคนดีที่คอยช่วยเสริมให้การทำงานของจุลินทรีย์สมบูรณ์ขึ้น เพราะเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีผลดีต่อระบบขับถ่ายของร่างกาย เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและเหล็กให้ดีขึ้น

สารอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ได้แก่ โอลิโกฟรุกโตส ซึ่งมีอยู่ในพืช เช่น หัวชิกอรี หัวหอม กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง และกล้วย สามารถส่งเสริมให้จุลินทรีย์สุขภาพมีการเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะชนิดไบฟิโดแบคทีเรีย และแลคโตแบซิไล

คุณสมบัติที่ทำให้พรีไบโอติกกลายเป็นอาหารของจุลินทรีย์ในร่างกายได้ ก็เพราะไม่สามารถถูกย่อยได้หมดที่ลำไส้ส่วนบน ทำให้ผ่านไปยังลำไส้ใหญ่และเข้าไปมีผลเจาะจงส่งเสริมการเติบโตของจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่บางชนิด

ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลดีจริงๆ เราก็ควรจะรับประทานทั้งโพรไบโอติก และพรีไบโอติกควบคู่กันไป แต่บางคนอาจบอกว่าทนกลิ่นโยเกิร์ตไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก ทางออกที่ง่ายที่สุด คือ ผสมผลไม้ ถั่ว หรือน้ำสลัด ซึ่งอาจช่วยให้เราได้รับแบคทีเรียได้อย่างไม่ผะอืดผะอมมากนัก

?โยเกิร์ตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เพราะคงไม่มีอะไรที่ดีกว่าการที่คุณทานทุกอย่างแล้ว คุณสามารถขับถ่ายออกมาได้ง่ายๆ การที่คนบัลแกเรียมีอายุยืน ไม่เป็นมะเร็งลำไส้ เพราะมีจุลินทรีย์ที่ดีช่วยในการขับถ่าย การทำงานของร่างกายเป็นไปปกติ ไม่เป็นโรคลำไส้ ไม่มีการก่อเซลล์ลำไส้มากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็ง ด้วยเหตุนี้ ถ้าคิดจะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุดก็คือ จุลินทรีย์ที่เราสามารถเสริมด้วยการรับประทานโยเกิรต์เข้าไป และถ้าได้กล้วยแกล้มอีกสักผลก็ยิ่งดีใหญ่?

ข้อสรุปปิดท้ายที่ได้จากคนรักโยเกิร์ต...ว่าแต่ว่าวันนี้คุณกินโยเกิร์ตแล้วหรือยัง..? โย่ โย่
From bangkokbiznews




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 7 ธันวาคม 2552 15:53:34 น.
Counter : 466 Pageviews.  

โยเกิร์ตอาหารยืดอายุ

โยเกิร์ตทำมาจากนมที่หมัก โดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี (Lactobacillue acidophilus และ Bifidobacterium lactis) ที่จัดอยู่ในจำพวก “โพรไบโอติก” ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลนม (แลคโตส) เป็นกรดแลคติก นมจึงเปลี่ยนสภาพ มีรสเปรี้ยว การกินโยเกิร์ตมีส่วนช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีให้ระบบลำไส้ได้ ระบบลำไส้ของคนเรามีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ 2 ชนิด คือ

-ชนิดดี ยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีและเพิ่มภูมิต้านทานให้ระบบย่อย สามารถย่อยน้ำตาลในนมได้ คนที่แพ้นมเพราะขาดเอนไซม์แลคโตส จึงหมดปัญหาท้องเสียหรือปวดท้องเมื่อกินโยเกิร์ต
-ชนิดไม่ดี ชนิดไม่ดีเยอะ ระบบย่อยอาหารและระบบ ขับถ่ายจะมีปัญหา

11 สารอาหารในโยเกิร์ต
การกินโยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมปริมาณสูงกว่านม เพราะกรดแลคติกในโยเกิร์ตจะย่อยแคลเซียมในนม ช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ในโยเกิร์ต 1 ถ้วย มีสารอาหารมากถึง 11 ชนิด ได้แก่ ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามิน บี 12 ทริปโทฟาน โปตัสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี วิตามิน บี 5 จึงไม่น่าแปลกใจที่โยเกิร์ตจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ชาวบัลแกเรียอายุยืน และจากผลวิจัยยังพบอีกว่าโยเกิร์ตมีประโยชน์ดังต่อไปนี้

-งานวิจัยยังพบว่าโยเกิร์ตวันละ 2- 5 ถ้วย ช่วยลดระดับ “แกซไฮโดรเจน ซัลไฟด์” ที่ทำให้ลมหายใจมีกลิ่น และลดความเสี่ยงโรคเหงือก
-โยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่มีชีวิต ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินบี และวิตามินเอ ในลำไส้ จากงานวิจัยพบว่า การบริโภคโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
-ผู้หญิงที่ติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอดบ่อยๆ เมื่อกินวันละ 8 ออนซ์ เป็นเวลา 6 เดือน การติดเชื้อจะลดลงถึง 3 เท่า
- มีแคลเซียมสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง มะเร็งในลำไส้ใหญ่ เพิ่มการเผาผลาญไขมัน
- เชื้อแลคโตแบซิลลัส ในโยเกิร์ตช่วยลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ
-จุลินทรีย์ที่ดีช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร” ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ
- กรดไขมันคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิคในโยเกิร์ต ป้องกันโรคหัวใจได้


กินอย่างไรให้อายุยืน
โยเกิร์ตรสชาติดั้งเดิมของชาวบัลแกเรียไม่ใส่น้ำตาล และมีรสชาติเปรี้ยว แต่ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดมีรสหวาน เนื่องจากผสมน้ำตาล หรือน้ำเชื่อมลงไปด้วย ผู้ป่วยโรคเบาหวานแนะนำให้กินรสธรรมชาติ(Bio Yogurt) กับผลไม้สด หรือนำโยเกิร์ตมาปั่นรวมกับผลไม้ จะได้อาหารที่มีพลังงานเพียงพอถึงเที่ยง และถ้านำมาใช้แทนมายองเนสในการทำน้ำสลัดหรือผสมทำไส้แซนด์วิชจะได้อาหารชูสุขภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา




 

Create Date : 30 กันยายน 2552    
Last Update : 19 ตุลาคม 2552 14:27:25 น.
Counter : 468 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
goodforyou
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add goodforyou's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.