รู้จักรอยดำบนใบหน้า




รู้จักรอยดำบนใบหน้า




พูดถึงเรื่องรอยด่างดำบนใบหน้า คงมีผู้อ่านหลายท่านสนใจ เพราะเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย รอยด่างดำบนใบหน้าที่พบได้บ่อย เช่น ฝ้า กระตื้น กระลึก กระแดด กระเนื้อ รวมไปถึงรอยดำจากการอักเสบ เช่น รอยสิว ปัญหารอยด่างดำต่าง ๆ มีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วมีวิธีการแก้ไขและรักษาทางการแพทย์อย่างไร คอลัมน์หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ ฉบับนี้มีคำตอบมาฝาก

"ฝ้า" คือ ภาวะที่ผิวหนังมีเม็ดสีหรือเมลานินมากขึ้นซึ่งเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น บางครั้งจะพบว่าเซลล์สร้างเม็ดสีมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย มักพบบริเวณที่ร่างกายสัมผัสแสงแดด เช่นใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผาก แก้ม จมูก เหนือริมฝีปากบน และกราม มักเริ่มเป็นฝ้าเมื่ออายุ 30-40 ปี เชื่อว่าเกิดจากแสงแดดเป็นหลัก เราจะพบได้ว่าฝ้ามักจะเข้มขึ้นเมื่อไปตากแดด และฝ้าสามารถจางลงได้ถ้าหากหลบแดด นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดและในผู้ที่ตั้งครรภ์ การรักษาฝ้าสามารถทำได้โดยการใช้ยาทาที่มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสี การใช้สารกลุ่มกรดผลไม้เพื่อผลัดเซลล์เม็ดสีส่วนเกินออก ร่วมกับการใช้ยากันแดดและการหลบแดด สำหรับการรักษาด้วยเลเซอร์จัดเป็นการรักษารอง บางรายที่ตอบสนองก็จะมีฝ้าจางเร็วขึ้นได้ แต่บางรายฝ้าอาจจะดำขึ้นหากเลือกใช้เลเซอร์หรือการตั้งค่าพลังงานเลเซอร์ไม่เหมาะสม

ส่วน "กระ" สามารถแบ่งได้หลายชนิด เช่น กระตื้น กระลึก กระแดด กระเนื้อ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีหน้าตาแตกต่างกันไป กระตื้น จะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาลอ่อน ขอบเขตชัด ขนาด 2-3 มิลลิเมตร มักพบได้ที่บริเวณสัมผัสแสงแดด เช่นใบหน้า โดยเริ่มเป็นตอนเข้าสู่วัยรุ่น มักพบในผู้ที่มีผิวละเอียดสีขาว หากสัมผัสแดดจะเป็นมาก และหากหลบแดดได้ดี อาจจะจางได้เอง บางรายอาจเริ่มเป็นตั้งแต่อายุก่อน 10 ปี สำหรับการรักษากระตื้นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมที่จะจับเม็ดสี เช่น เลเซอร์คิวสวิทช์เอนดีแย็ก คิวสวิทช์อเลกซานไดรท์ และเลเซอร์ทับทิมชนิดคิวสวิทช์

นอกจากนี้ยังมีแสงความเข้มสูงหรือที่เรียกกันว่า "ไอพีแอล" อาจจะพอช่วยได้ บางครั้งอาจใช้น้ำยาทางการแพทย์ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนแต้ม เพื่อให้กระหลุดออก แต่การใช้น้ำยามีข้อเสียคือ อาจเกิดแผลเป็นได้ หากแต้มมากเกินไป กระตื้นจุดที่รักษามักจะหายได้ภายหลังการรักษาโดยเลเซอร์ 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นกระตื้นอาจจะเป็นกระตื้นจุดใหม่ได้อีก ดังนั้น จึงควรหลบแดดและใช้สารกันแดด เพื่อไม่ให้เกิดจุดใหม่

กระอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในชาวเอเชีย คือ "กระลึก" รอยโรคจะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาลเข้ม อมเทาดำ ขอบเขตไม่ชัด ขนาด 2-3 มิลลิเมตร มักพบที่โหนกแก้มและจมูก พบได้เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป สีจะค่อย ๆ เข้มขึ้นตามกาลเวลา โดยส่วนใหญ่ คนไข้จะได้รับการรักษาแบบฝ้ามาบ้างแล้วหรือรักษาด้วยแสงความเข้มสูงหรือ ไอพีแอล แต่ไม่ดีขึ้น ซึ่งกระลึกต้องทำการรักษาด้วยเลเซอร์พลังงานและความยาวคลื่นที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่สามารถใช้ยาทา น้ำยาแต้ม หรือแสงความเข้มสูงไอพีแอลรักษาได้ หากทำการรักษาได้ถูกวิธี กระลึกมักจะหายไปภายหลังการรักษา 3-6 ครั้ง ส่วนมากผู้ที่เป็นกระลึกจะไม่เป็นซ้ำอีก หากทำการรักษาด้วยเลเซอร์จนหายไปแล้ว

"กระแดด" เป็นกระอีกรูปแบบหนึ่งที่มักเกิดได้ในวัยกลางคนถึงสูงวัย ลักษณะจะเป็นแผ่นสีน้ำตาลอ่อน ขอบเขตชัด ขนาด 0.3-2 เซนติเมตร เกิดจากแสงแดดและอายุที่มากขึ้น กระชนิดนี้หากปล่อยทิ้งไว้ อาจใหญ่และนูนขึ้นได้ กระชนิดนี้ไม่สามารถจางลงได้แม้หลบแดด จึงต้องทำการรักษาโดยเลเซอร์เท่านั้น เลเซอร์ที่ใช้จะเป็นชนิดเดียวกันกับเลเซอร์ที่ใช้รักษากระตื้น ส่วนมากจะหายภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ 1-2 ครั้ง ผู้ที่เป็นกระแดดอาจจะเป็นกระแดดจุดใหม่ได้อีก ดังนั้นจึงควรหลบแดดและใช้สารกันแดด เพื่อไม่ให้เกิดจุดใหม่

"กระเนื้อ" คือเนื้องอกของผิวหนังชนิดหนึ่ง กระชนิดนี้ที่จริงแล้วไม่ใช่กระ แต่เป็นเซลล์ผิวหนังที่แบ่งตัวมากขึ้น มีลักษณะสีน้ำตาลอ่อนจนไปถึงสีน้ำตาลเข้มและดำ รอยโรคจะเป็นตุ่มนูนผิวขรุขระ ขนาดตั้งแต่ 2 มิลลิเมตรจนถึงหลายเซนติเมตร มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขนและลำตัว เชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุ์และอายุที่มากขึ้น บางคนเริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 20 ปี เนื้องอกชนิดนี้เป็นเนื้อดี ไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่อาจใหญ่ขึ้นทำให้แลดูไม่สวยงามได้ บางรายอาจพัฒนามาจากกระแดด การรักษาที่ดีที่สุดคือการใช้เลเซอร์ที่มีอำนาจทำลายผิวชั้นบน เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ อาจใช้จี้ไฟฟ้า หรือทำการรักษาด้วยไนโตรเจนเหลว หรือตัดออก เมื่อกระเนื้อจุดเดิมหายแล้ว ในอนาคตอาจเป็นกระเนื้อจุดใหม่ได้ ไม่มีวิธีป้องกันการเกิดกระเนื้อรอยดำอีกชนิดบนใบหน้าที่พบได้บ่อย คือรอยดำที่เกิดภายหลังการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งรวมไปถึงการที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ตัวอย่างที่พบได้บ่อย คือรอยดำจากสิว โดยจะพบมากหากเป็นสิวอักเสบหรือไปแกะสิวเพราะการแกะสิวจะทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและอักเสบมากขึ้น รอยดำลักษณะนี้จะเป็นจุดหรือปื้นสีน้ำตาล เกิดบริเวณเดียวกับที่ผิวหนังเคยมีการอักเสบมาก่อน (เช่น มีอาการแดง บวม เจ็บ) วิธีการรักษาที่สำคัญที่สุดคือต้องหยุดการอักเสบโดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยการอักเสบให้เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ รอยดำจะเป็นมากขึ้น เมื่อการอักเสบหายแล้ว สามารถรักษารอยดำที่เหลือได้โดยการใช้ยาทา หรืออาจใช้เลเซอร์เสริมเพื่อทำให้จางเร็วขึ้น

ขึ้นชื่อว่ารอยดำแล้ว แม้จะไม่อันตราย แต่ก็ส่งผลต่อการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับชีวิต โดยเฉพาะในคุณผู้หญิงที่มักจะกังวลกับปัญหารอยดำกันมาก เชื่อเหลือเกินว่าแฟนคอลัมน์คงจะได้ความรู้เกี่ยวกับรอยดำชนิดต่าง ๆ บนใบหน้า รวมถึงแนวทางการรักษารอยดำแต่ละชนิดกันเป็นอย่างดี ฉะนั้น หากพบว่ามีรอยดำและต้องการแก้ไขรักษา แนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเป็นการดีที่สุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย อาจารย์นายแพทย์ วาสนภ วชิรมน อาจารย์แพทย์ประจำแผนกผิวหนังและเลเซอร์ หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

click เพื่ออ่านต่อ









 

Create Date : 26 กันยายน 2555    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 23:23:55 น.
Counter : 1021 Pageviews.  

"วิตามินบี” ช่วยอาการนอนไม่หลับ




“วิตามินบี” ช่วยอาการนอนไม่หลับ




ปัญหาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและหญิงวัยหมดประจำเดือน หากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วหายไป อาจไม่มีผลต่อสุขภาพมาก ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ และง่วงหงาวหาวนอนขณะทำงาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่หากเป็นการนอนไม่หลับเรื้อรังอาจกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ภูมิต้านทานลดลงได้

สาเหตุของการนอนไม่หลับมีได้หลายสาเหตุ เช่น อาการไข้ ปวด การเจ็บป่วยบางอย่าง เช่น โรคซึมเศร้า หอบหืด กระดูกพรุน ความเครียด วิตกกังวล ก็เป็นสาเหตุสำคัญ การนอนหลับที่ดีร่างกายต้องการเพียงแค่ 7 ชั่วโมงเท่านั้น การนอนหลับอย่างสนิท 5-7 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้วสำหรับร่างกายได้ในบางคน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดคือฝึกตัวเองให้เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา เพื่อช่วยปรับวงจรการหลับและตื่นให้เป็นปรกติ นอกจากนี้การดูแลเรื่องโภชนาการให้ถูกหลักก็จะช่วยแก้ไขเรื่องอาการนอนไม่หลับได้

สารอาหารที่มีผลต่อการหลับ ได้แก่ วิตามินบี คนที่ขาดไนอะซินและวิตามินบีอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้ การเสริมวิตามินเหล่านี้ก็จะช่วยแก้ไขได้

วิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสร้างสารเซโรโทนินในสมอง สารตัวนี้ช่วยควบคุมอารมณ์และการนอนหลับ คนที่ได้รับวิตามินตัวนี้ไม่เพียงพออาจมีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด

วิตามินบี 12 การเสริมวิตามินตัวนี้จะช่วยให้อาการนอนไม่หลับดีขึ้น แต่เมื่อหยุดเสริมอาการจะกลับมาอีก แต่การเสริมวิตามินบี 12 เพื่อแก้ไขอาการนอนไม่หลับต้องใช้ปริมาณสูง ดังนั้น จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์

แคลเซียมและแมกนีเซียม แร่ธาตุทั้ง 2 ตัวจะช่วยในการทำงานของระบบประสาท ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การขาดแร่ธาตุนี้จะทำให้เกิดตะคริวและรบกวนการทำงานของเส้นประสาท มีผลทำให้นอนไม่หลับ นอกจากนี้การขาดธาตุเหล็กและทองแดงจะทำให้หลับช้า นอนนาน และอาจตื่นกลางดึก ทำให้นอนไม่อิ่ม

ทริปโตเฟน เป็นกรดอะมิโนที่ถูกนำมาสร้างเซโรโทนินในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมการนอนหลับ และยังมีผลต่อสารเมลาโทนิน ซึ่งมีผลต่ออารมณ์และการนอนหลับ ทริปโตเฟนมีมากในอาหารธรรมชาติกลุ่มโปรตีน ผลการวิจัยอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงจะช่วยให้สมองผลิตเซโรโทนินมากขึ้น ฉะนั้นก่อนนอนอาจลองรับประทานคาร์โบไฮเดรตเบาๆ เช่น ขนมปังสังขยา แครกเกอร์แยม จะช่วยให้หลับสบาย อาหารอื่นๆ เช่น นม เนยแข็ง หรือกล้วยก็มีทริปโทเฟนสูง ดังนั้น การดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนก็อาจช่วยได้

เทคนิคการกินอาหารก็ช่วยให้หลับได้ง่าย เช่น ไม่กินอิ่มเกินไปในมื้อค่ำ เพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก ควรกินหนักในมื้อเช้า ปานกลางในมื้อกลางวัน แต่เบามื้อเย็น ถ้าหิวก่อนนอนอาจทำให้นอนไม่หลับ ควรเลือกกินเบาๆ เช่น นมจืดพร่องมันเนย นมถั่วเลือง โยเกิร์ต ก่อนนอน ข้อแนะนำอื่นๆเพื่อช่วยให้หลับง่าย เช่น งดหรือลดเครื่องดื่มกาเฟอีน กาเฟอีนจะตกค้างในร่างกายหลายชั่วโมงกว่าจะถูกขับออก คนที่ติดกาแฟเมื่อเลิกทันทีจะทำให้อ่อนเพลีย สะลึมสะลือ ดังนั้น ควรค่อยๆลดปริมาณลง งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน การดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้หลับสบายในชั่วโมงแรก แต่หลังจากนั้นจะทำให้เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายและอุณหภูมิร่างกาย ทำให้ตื่นกลางดึก หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ก่อนนอน เพราะสารนิโคตินจะกระตุ้นให้ตื่นตัว ทำให้หลับยาก เลี่ยงการดื่มน้ำและเครื่องดื่มชนิดอื่น เช่น น้ำผลไม้ 90 นาทีก่อนนอน สำหรับผู้ที่ต้องตื่นมาปัสสาวะตอนดึก เพราะร่างกายใช้เวลาประมาณ 90 นาทีในกระบวนการขับน้ำออกทางปัสสาวะ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้



click เพื่ออ่านต่อ







 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 23:11:44 น.
Counter : 902 Pageviews.  

คิดให้ดีก่อนใช้กลูตาไธโอน




คิดให้ดีก่อนใช้กลูตาไธโอน




ในช่วงนี้ คงเคยได้ยินข่าวกันอย่างหนาหูเกี่ยวกับการใช้บริการกลูตาไธโอนที่ทำให้ผิวขาว ทั้งในด้านวิธีการใช้ และผลข้างเคียงจากการใช้ ซึ่งล่าสุดพบผู้ป่วยหญิง ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้กลูตาไธโอนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการ ตัวซีด ตาเหลือง ท้องอืด เอนไซม์ตับสูง ซึ่งผู้ป่วยปฏิเสธการแพ้ยา สารเคมี และอาหาร โดยแพทย์แจ้งว่า ผู้ป่วยรับประทาน L-glutathione ชนิดแคปซูล ไม่ทราบชื่อการค้าและขนาด ซื้อจากร้านชำ รับประทานต่อเนื่องประมาณ 45 วัน เพื่อต้องการให้ผิวขาว แพทย์เฉพาะทางเจาะตับเพื่อหาสาเหตุการเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรง

โดย แพทย์ประเมินความสัมพันธ์อาการดังกล่าวกับกลูตาไธโอนอยู่ในระดับน่าจะใช่ (probable) กล่าวคือ ผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยรายนี้ได้รับน่าจะเกิดจากการใช้กลูตาไธโอนและแพทย์ได้รักษาอาการดังกล่าวให้กับผู้ป่วยรายนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการนำกลูตาไธโอไปใช้อย่างไม่เหมาะสม ส่งผลทำให้ร่างกายได้รับอันตราย ดังนั้นก่อนจะใช้บริการกลูตาไธโอนควรมีความรู้ ความเข้าใจก่อนตัดสินใจใช้บริการ อันดับแรกเราควรจะรู้ก่อนว่ากลูตาไธโอนคืออะไร

จากข้อบ่งใช้ของกลูตาไธโอน จะเห็นได้ว่าไม่มีข้อบ่งใช้ในการทำให้ผิวขาว แต่ที่มีผู้นำกลูตาไธโอนมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อรับประทานหรือใช้ฉีดเพื่อให้ผิวขาวโดยอาศัยกลไกการออกฤทธิ์ที่อาจอธิบายได้ดังนี้ คือ กลูตาไธโอนไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) เปลี่ยนการสร้างยูเมลานิน (eumelanin) ซึ่งเป็นสีผิวคล้ำเป็นฟีโอเมลานิน (phaeomelanin) ซึ่งเป็นสีผิวจางหรือผิวขาว แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มฟีโอเมลานิน (เม็ดสีขนาดเล็กพบในคนตะวันตก) ของกลูตาไธโอนทำให้สีผิวจางลง แต่เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ระดับยีน เมื่อหยุดการใช้ กลูตาไธโอน ร่างกายก็จะสร้างยูเมลานิน (เม็ดสีที่พบมากในคนผิวคล้ำ) เหมือนเดิมและสีผิวกลับมาคล้ำเช่นเดิม ทั้งนี้การทำให้ผิวขาวโดยใช้กลูตาไธโอนเป็นเพียงผลข้างเคียงเท่านั้น ยังไม่มีผลงานวิจัยรับรองว่าใช้เป็นยาที่ทำให้ผิวขาวได้ และไม่มีข้อมูลยืนยันถึงขนาดที่รับประทาน ระยะเวลา และผลข้างเคียงจากการใช้เป็นเวลานาน อย่างแน่ชัด ทำให้การใช้กลูตาไธโอนมีความเสี่ยงในเรื่องของการได้ไม่คุ้มเสีย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

กลูตาไธโอน เป็นสารแอนติออกซิเดนซ์ หรือสารที่ต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายมนุษย์จะได้รับสารชนิดนี้จากการบริโภคอาหารประเภทโปรตีน ไข่และนม รวมถึงผลไม้ประเภทอะโวคาโด และจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ทั้งนี้สารกลูตาไธโอน เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดสมดุล โดยเฉพาะเมื่อร่างกาย ต้องรับสารอนุมูลอิสระเข้าไป สารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยปรับให้สภาพร่างกายเกิดสมดุล และยังเป็นตัวขจัดของเสีย หรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย ตั้งแต่สารปรอท ยาฆ่าแมลง หรือยาบางชนิดที่เราต้องกินเข้าไปและเหลือตกค้าง ตับจะทำหน้าที่ขับสารพิษออกมา โดยสารกลูตาไธโอนมีบทบาทสำคัญในกระบวนการดังกล่าว นอกจากนี้ ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์สารกลูตาไธโอนขึ้นเองได้ มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วน โดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน ช่วยให้เม็ดเลือดมีความแข็งแรง และช่วยเร่งการซึมผ่านของสารอาหารสู่เซลล์



ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เรียบเรียงจากบทความ ปภัสสร ผลโพธิ์ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค


click เพื่ออ่านต่อ






 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 22:58:07 น.
Counter : 570 Pageviews.  

กิน”วิตามินซี”เสริมดีหรือไม่



กิน”วิตามินซี”เสริมดีหรือไม่




ตอนเด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้

ดังนั้นเพื่อ ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

นพ.กฤษดา กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสัง เคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย

ถามว่าวิตามินซี ชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้

โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า ธรรมชาติ หรือ Natural ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees แทน

สำหรับความจำเป็นในการกินวิตามินซีชนิดเม็ด นพ.กฤษดา บอกว่า หากกินผักผลไม้ไม่ค่อยไหวก็อาจรับประทานได้บ้าง แต่ไม่ใช่ใช้แทน เพราะอย่างไรก็ดีวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้น ๆ ช่วยด้วย ดังนั้นสูตรสำเร็จสำหรับผู้รักที่จะกินวิตามินซีก็คือ กินอาหารเสริมบวกอาหารสดนั่นเอง

อาหารที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งกลมสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิ้ล และส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกวิตามินซี เพราะจะเห็นว่าผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะยมหรือลูกเสาวรสไม่ติดอันดับต้น ๆ เลย

นอกจากนี้อาหารธรรมชาติที่นึกไม่ถึงอีกชนิดที่มีวิตามินซีมาก คือ ปลาทะเลดิบ มีกรด แอสคอบิกมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าชาวเอสกิโมนั้นแม้ไม่ค่อยได้บริโภคพืชผักผลไม้ ก็ยังไม่เป็นโรคขาดวิตามินซี

กลุ่มคนที่ควรรับประทานวิตามินซี คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโลหิตจางและผู้รับประทานมังสวิรัติ เพราะบุหรี่หนึ่งมวนจะผลาญวิตามินซีไปเท่ากับส้มเขียวหวานราว 1 ผลเลยทีเดียว ส่วนโลหิตจางบางชนิดกับคนกินมังสวิรัตินั้นมักขาดธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์จึง ต้องอาศัยวิตามินซีช่วยจับธาตุเหล็กให้มากขึ้นแทน รวมถึงผู้ที่เริ่มสูงวัยหรือผิวพรรณเริ่มเสื่อมไป วิตามินซีจะช่วยกวาดสนิมแก่ ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนกระดูกของผิวให้คงรูปไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัย วิตามินซียังช่วยเสริมภูมิให้กับผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง ไอเรื้อรังหรือเป็นหวัดบ่อย นอกจากนี้ยังแก้เครียดด้วย เพราะเกี่ยวพันกับต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต้านเครียดและการอักเสบชื่อ ว่า คอติซอล

กินวิตามินซีมากไปมีผลเสียหรือไม่? นพ.กฤษดา กล่าวว่า มีแน่นอน การกินนับสิบ ๆ เม็ดหรือบ้างก็ใช้ฉีดเข้าเส้นกันโดยหวังว่าจะรักษามะเร็งและโรคร้ายอื่นได้ มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินซีปริมาณมากอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ได้ เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลอง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งในมนุษย์ ทำให้ขาดธาตุทองแดงและน้ำย่อยสำคัญในร่างกาย

ส่วนอาการเตือนในช่วง แรกที่กินมากไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่สังเกตได้ อาทิ คลื่นไส้ ถ้ากินมากถึงแก่อาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม

อย่างไรก็ตามไม่ต้อง ตระหนกอกสั่นกับ วิตามินซีเป็นพิษ มาก เพราะว่ามันละลายน้ำได้ ถ้าได้เยอะเกินไปร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร จะแย่หน่อยก็ตรงเสียดายว่ามันจะกลายเป็นฉี่แพงไปหน่อยเท่านั้นเอง

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

click เพื่ออ่านต่อ







 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 22:55:20 น.
Counter : 733 Pageviews.  

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้! ก่อนทำทรีตเมนต์-เลเซอร์ในคลินิกความงาม




ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้! ก่อนทำทรีตเมนต์-เลเซอร์ในคลินิกความงาม

เพราะเดี๋ยวนี้ คลินิกเสริมความงามผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ทั้งเลเซอร์ลดรอยดำ, สลายฝ้า, ทำลายขน หรือแม้แต่กระชับผิวหน้าให้เต่งตึง ก็สามารถทำได้ง่าย ทำได้เร็ว …. ทว่าการเสริมสวยใกล้ตัว ที่แม้จะขึ้นชื่อว่าทำในคลินิก จะปลอดภัยแน่หรือ ?


ในงานสัมมนา “เหรียญ 2 ด้านของผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเสริมความงามที่ประชาชนต้องรู้จัก” ซึ่งจัดโดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย นายแพทย์อุดมศักดิ์ วงศ์ปารมี คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง ในฐานะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้มาบรรยายให้ความรู้ พร้อมเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำทรีตเมนต์ - เลเซอร์ เราเลยถือโอกาสเก็บเกี่ยวความรู้มาให้คุณๆ ได้ทราบว่า ก่อนเข้าทำสวยตามคลินิกน่ะ มีเรื่องใดที่ต้องทราบ หรือต้องระวังกันบ้าง

คิดทำ ทรีตเมนต์ - เลเซอร์ ต้องระวังอะไร

“ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเกี่ยวกับความงาม นอกจากเลเซอร์แล้ว ยังมีเทคโนโลยีชนิดอื่นที่นำมาใช้ เช่น IPL (Intense Pulse Light) หรือใช้แสงความเข้มข้นสูงเพื่อช่วยให้หน้าขาวใส ส่วนอีกชนิดที่นำมาใช้กันเยอะ คือการใช้คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ช่วยยกกระชับผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าตึง คนที่คางย้อยๆ ก็สามารถยกขึ้นได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อฟังคำโฆษณาเพลินๆ เราอาจเห็นแต่รูปที่สวยงาม เวลาเข้าไปคลินิกเหล่านี้ก็หวังว่าจะสวยงามอย่างที่เห็นในโฆษณา แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังความงามนั้น อาจมีบางมุมที่ซ่อนอยู่ เหมือนเหรียญอีกด้าน ซึ่งหากพิจารณาไม่ดี บางคนอาจต้องพบผลข้างเคียงเช่น

- ทรีตเมนต์ IPL อาจเกิดรอยไหม้ดำ , รอยแผลเป็นนูน หรือที่เรียกว่า คีลอยด์ ( Keloid) ได้

- เลเซอร์กำจัดไฝ สำหรับบางคนที่มีประวัติว่าเป็นแผลง่าย หากไปทำการรักษาดังกล่าวอาจก่อให้เกิดแผลเป็นนูนได้ง่าย ซึ่งกรณีดังกล่าวหากคุณไปทำการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์จะแนะนำคนไข้ก่อนว่า ไม่ควรทำในตำแหน่งที่เกิดแผลเป็นได้ง่าย

- เลเซอร์ลอกผิว เพื่อรักษาฝ้า หากทำโดยแพทย์ที่ไม่ชำนาญ อาจจะเกิดผลข้างเคียง ทำให้คนไข้ผิวหนังไหม้ พุพอง รวมถึงอาจมีน้ำเหลืองไหลย้อยออกมาได้ ในกรณีที่มีการใช้พลังงาน (ของแสงเลเซอร์) มากเกินไป

- เลเซอร์ลบเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ การใช้เลเซอร์ในกลุ่มของ Q-switched Nd:YAG ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม และโฆษณากันเป็นจำนวนมาก ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ในบางราย อาจพบว่า คนไข้ เกิดทั้งจุดขาว และจุดดำบริเวณที่ทำการรักษา สาเหตุเพราะการยิงเลเซอร์ ที่บางจุดได้พลังงานเลเซอร์น้อยเกินไปทำให้ไปกระตุ้นให้ฝ้ายิ่งดำขึ้น ส่วนจุดที่ขาว ก็เป็นเพราะได้รับพลังงานเลเซอร์มากเกินไป ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีแตกต่างกันไป แทนที่จะหายฝ้า หายจุดด่างดำ ก็กลายเป็นหน้ากระดำกระด่าง ซึ่งสภาวะอย่างนี้ การรักษาให้ผิวกลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิมก็เป็นเรื่องยาก

- เลเซอร์กำจัดขน หากทำมากเกินไป อาจเกิดตุ่มพองใสๆ บริเวณรอบเส้นขน และเมื่อตุ่มใสหายไปจะเกิดเป็นแผลดำ เป็นระยะเวลานานกว่าจะกลับมาสู่สภาพปกติ” คุณหมอยกตัวอย่าง ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

แพทย์ตัวจริง -อุปกรณ์ได้มาตรฐาน ตัวช่วยให้สวยปลอดภัย

คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง อธิบายต่อว่า หลักการเบื้องต้นที่จะลดความเสี่ยง จากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการรักษาด้วยทรีตเมนต์ หรือเลเซอร์ต่างๆ คือ การเลือกรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

“วิธีการง่ายๆ ที่จะป้องกันผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นคือ เราต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ นั่นคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง ซึ่งหลังเรียนจบแพทย์ 6 ปีแล้ว ต้องใช้เวลาเรียนอีก 4 ปี (แพทย์ด้านอายุรกรรม 1 ปี และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 3 ปี) ถึงจะได้เป็นแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง แต่ปัจจุบัน หากเราไปในบางคลินิก เราอาจจะได้เจอแพทย์ที่เป็นแพทย์จบใหม่ คือเรียนจบแพทย์ 6 ปี ก็ถูกจ้างมาตรวจตามคลินิก ซึ่งแพทย์ที่จบ 6 ปี อาจมีความรู้ไม่เพียงพอ เหตุการณ์ผิดพลาดต่างๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้

แต่หากเป็นแพทย์เฉพาะทาง ที่ไปเรียนต่อยอดด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันในประเทศ หรือต่างประเทศ (จนได้วุฒิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หรือ Dermatologist) ก็จะเป็นตัวการันตีหนึ่ง ที่จะทำให้ผลข้างเคียงที่เกิดน้อยลงได้ ส่วนคำถามที่ว่าจะทราบได้อย่างไร ว่าแพทย์เฉพาะทาง หรือแพทย์ผิวหนังท่านใดที่เป็นแพทย์ผิวหนังจริงๆ ขั้นแรก คือ เราสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ แพทยสภา เพื่อตรวจดูขั้นต้นได้ว่า แพทย์ท่านนั้นเป็นแพทย์จริงหรือเปล่า และหากอยากทราบว่า เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังหรือไม่ ก็สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของสมาคมแพทย์ผิวหนัง ที่จะมีการรวบรวมรายชื่อ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่ได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา แสดงไว้ให้ทราบ

อีกส่วนคือการเลือกเครื่องมือ เน้นว่า เครื่องมือที่ใช้ต้องผ่านมาตรฐานทางวิชาการของ อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ซึ่งจะสามารถรับรองได้ในระดับหนึ่งว่า ผลข้างเคียงน้อย แต่แม้ว่า เครื่องที่ผ่าน อย. ก็จริง แต่หากแพทย์ไม่มีความรู้เพียงพอ ก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงขึ้นมาได้”

เผย ! แพทย์ผิวหนังตัวจริง มีไม่มาก

คุณหมอผู้ดำรงตำแหน่งอนุกรรมการประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ยังให้ข้อมูลที่น่าตกใจด้วยว่า แม้ทุกวันนี้เราจะเห็นคลินิกเสริมความงาม ทยอยเปิดตัว เปิดสาขามากขึ้นเรื่อยๆ นับพันแห่ง ทว่าแท้จริงแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่จบในประเทศไทยกลับมีไม่ถึง 500 ท่าน!

“ปัจจุบัน มีแพย์ผิวหนังที่จบแพทย์ผิวหนังในประเทศไทยจริงๆ 477 คนเท่านั้น ไม่ได้เยอะ และใน 477 คนมีอยู่ประมาณ 50-60 ท่าน ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพด้านเวชกรรมแล้ว ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว หมอผิวหนังไม่ได้มีมาก”

"การที่บางมีการระบุแพทย์ท่านนั้น ท่านนี้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จบหลักสูตรผิวหนังจากต่างประเทศเช่น Diplomate American Board of Dermatology หรือ American Board Of Anti-Aging อันนี้ทางแพทย์สภา ไม่ได้ยอมรับเลยครับ พวกนี้บางทีเรียนทางไปรษณีย์ แต่ค่าเรียนแพงนะครับ ค่าเรียน 700,000 บาท อย่างนี้เป็นต้น และทางสหรัฐอเมริกาเอง เขาก็ไม่ได้ยอมรับกับวุฒิตรงนี้ เพียงแค่ว่ามันมีการจดลิขสิทธิ์ชื่อเอาไว้ก่อน แต่ชื่อเหล่านี้ ไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากสมาคมแพทย์ผิวหนังอเมริกา” คุณหมออุดมศักดิ์ อธิบายปิดท้าย


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
อ่านเพิ่มเติม: //www.masterseniorhome.com/articles/41969286/ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้!-ก่อนทำทรีตเมนต์-เลเซอร์ในคลินิกความงาม.html







 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 3:13:34 น.
Counter : 943 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
goffymew
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Flag Counter Welcome to Goffymew Blog
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add goffymew's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.