เล่าเรื่องเที่ยวสเปนและโปรตุเกส ตอน ซาราโกซา-โทเลโด




 





ซาราโกซา-โทเลโด




9-10 พฤษภาคม 2560

คลิกก่อนหน้านี้ บาร์เซโลน่า

วันนี้พวกเราเดินทางไกลมาก เราจะเดินทางไปยังเมืองซาราโกซ่า ระยทาง 306 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง

วิวข้างทางเป็นทะเลทรายและภูเขาสวยไปอีกแบบ








ไม่ต้องนับต้นมะกอกแล้ว..ดูวิวทะเลทรายเพลินดี









ซาราโกซ่า (Zaragoza) เป็นเมืองหลักที่ตั้งอยู่ในเเคว้นอารากอน ตั้งอยู่ทางทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่ความสูงกว่า 199 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยอยู่ริมแม่น้ำเอโบรและบรรดาเเควสาขาของเเม่น้ำอวยร์บาและเเม่น้ำกาเยโก

ลักษณะภูมิประเทศของที่นี่มีความหลากหลายอย่างมาก โดยมีทั้งทะเลทรายอย่าง โลสโมเนโกรส เเถมด้วยทุ่งหญ้า ที่เขียวขจีเเละสวยงามอย่างมาก รวมทั้งป่าทึบที่หน้าเเละทิวเขาที่เเสนจะงดงาม









ในสมัยก่อนเมืองนี้เคยถูกปกครองโดยแขกมัวร์ และในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ชาวอารากอน ที่เป็นกลุ่มคนที่นับถือคริสตศาสนาได้เข้ามายึดครองเมืองเเห่งนี้และตั้งให้เมืองเเห่งนี้เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอารากอน









เราเดินเข้ามาบริเวณ จัตุรัส Plaza del Pilar เป็นหนึ่งในจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป บริเวณนี้มี โบสถ์ วิหาร และอื่นๆอีกมาหมายและสถาปัตยกรรมที่งดงาม

ไกด์จะพาพวกเราเข้าชมมหาวิหารซานตา มาเรีย เดอร์ฟิวลาร์ แต่ยังไม่ถึงเวลานัดไกด์ท้องถิ่น พวกเราจึงเดินเล่นและถ่ายรูปไปพลางๆก่อน









ไกด์จะพาพวกเราเข้าชมมหาวิหารซานตา มาเรีย เดอร์ฟิวลาร์ (Basilica of Our Lady of the Pillar)

เป็นมหาวิหารคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก โดยมหาวิหารถูกสร้างขึ้นอย่างงดงามในแบบสถาปัตยกรรมสไตล์บาร็อค มหาวิหารนี้สร้างทับโบสถ์หลังแรก มีขนาด 8,318 ตารางเมตร ใช้เวลาสร้าง 191 ปี (ค.ศ.1681–1872)

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อค.ศ.39 แม่พระประจักษ์มาหา “นักบุญยาค็อบ อัครสาวก (องค์ใหญ่)” ตอนนั้น นักบุญยาค็อบไปแพร่ธรรมที่เมืองซาราโกซ่า ประเทศสเปน ท่านกำลังท้อแท้มากเพราะมีคนกลับใจน้อยมาก แม่พระประจักษ์มาหาท่านและสัญญาว่า จะเป็นกำลังใจและช่วยเหลือในการประกาศพระวรสาร แม่พระได้มอบ “เสา” หนึ่งต้นให้นักบุญยาค็อบและสั่งให้ท่านสร้างวัดตรงนี้ แม่พระยังได้บอกอีกว่า แม่พระจะเป็นเสาหลักให้กับวัดนี้ตลอดไป









พวกเราเดินเล่นรอบๆจตุรัสก่อนที่จะเข้าภายในวิหาร

































ศิลปินชื่อดังโกย่า (Goya) หนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสเปนและของโลก

โกยา ชื่อเต็มของเขา คือ ฟรานซิสโก โฮเซ โกยา อิลูเธียนเตส เกิดเมื่อ30 มีนาคม พ.ศ. 2289 เขาชอบวาดภาพมากจึงเดินทางไปฝึกวาดภาพในอิตาลี ดังนั้นเมื่อเขาเดินทางกลับสเปนพร้อมประสบการณ์วาดภาพบนผนังโบสถ์ในอิตาลี ทำให้เขาได้รับการว่าจ้างให้วาดภาพ Christ on the Cross บนผนังของมหาวิหารแห่ง Zaragosa ผลงานนี้ทำให้โกยามีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมาก ดังนั้นเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี 2332 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้โกยาเป็นจิตรกรประจำราชสำนัก ผู้มีหน้าที่วาดภาพเหมือนของพระราชวงศ์ทุกพระองค์


















รูปปั้นโดยโกย่า






สถาปัตยกรรมรูปปั้น



รูปปั้นเจ้าหญิงโกย่าออกแบบมาให้ผู้หญิงมีลักษณะสมส่วนที่สุด









พอได้เวลาสักพักพวกเราก็เข้าไปข้างในมหาวิหารกัน เราได้แต่เดินชมอย่างเดียว แต่ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป พวกเราเดินข้างในประมาณ 30 นาที ก็กลับออกมาข้างนอก และถ่ายรูปต่อ








บนสะพานคนยังไม่เยอะเท่าไหร่









แม่น้ำเอโบร (Ebro) เป็นแม่น้ำขนาดใหญ่สายหนึ่งทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปนและมีความยาว 910 กิโลเมตร ยาวที่สุดในประเทศ

























จากนั้นพวกเราก็เดินเข้าไปภายในตัวเมืองกัน โชคไม่ดีเลย ฝนตก









มีลูกเห็บตกเม็ดใหญ่









พวกเราจึงวิ่งไปหลบที่ร้านไอศครีมกันและ Churros

Churros ขนมสเปน ทำจากแป้ง dough ไม่มีไส้ และแค่โรยน้ำตาล ที่สเปนนิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า กับกาแฟ Latte ในบ้านเราก็เห็นมีขายแล้ว

มีเรื่องเล่าว่า นักเดินทางชาวโปรตุเกส เห็นชาวจีนทำ “ปาท่องโก๋” แล้วอยากทำบ้าง แต่ “ยืด” แป้ง dough ไม่เป็นเหมือนคนจีน จึงใช้วิธีใส่ในถุงแล้วบีบออกมาเป็นเส้นๆทอดลงในน้ำมัน









พอฝนหยุด พวกเราก็ออกเดินทางต่อ อำลาเมืองซาราโกซ่า









จากนั้นพวกเราก็ไปต่อยังกรุดมาดริดและต่อไปยังเมืองโทเลโด

เมืองโทเลโด (Toledo) เป็นเมืองหลวงเก่าของสเปน เคยถูกชาวโรมันเข้ายึดครองเมือง 2,200 ปีมาแล้ว ในเวลาต่อมาได้ถูกเปลี่ยนมือเข้าปกครองโดยชาวยุโรปและชาวอาหรับเผ่าต่างๆ อาทิ ชน ชาติมัวร์ จนถึงปี ค.ศ. 1085 จึงได้ตกมาอยู่ภายใต้ความครอบครองของกษัตริย์อัลฟองโซที่ 6 ซึ่งได้ทรงสถาปนาให้เป็นนครหลวงแห่งจักรวรรดิของพระองค์ตลอดมา จนกระทั่งกษัตริย์ฟิลลิปที่ 2 ทรงย้ายราช สำนักไปประทับอยู่ในนครแมดริด ปี 1561 ได้เป็นเมืองมรดกโลกตั้งแต่ปี 1986









เมืองนี้ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองแห่ง 3 วัฒธรรม เพราะว่าโตเลโด้ได้รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมเอาไว้อันได้แก่ คริสต์ ยิวและแขกมัวร์เป็นเวลาหลายศตวรรษ









รถขับผ่านเมืองเพื่อที่จะขึ้นสะพานไปยังยอดเขา เพื่อไปยังจุดชมวิวกันก่อน









เมืองนี้มีแม่น้ำล้อมรอบอยู่ 3 ด้านมีลักษณะคล้ายเกาะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Tajo (ตาโฆ่) เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดของคาบสมุทรไอบีเรียเลยทีเดียว ยาว 1008 กม.ไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส


































จะเห็นวิวของตัวเมืองเก่า อาคารใหญ่ๆ ตรงกลางของเนินเขา คือพระราชวัง Alcazar เคยเป็นป้อมปราการของชาวมุสลิมและคริสเตียน สร้างในศตวรรษที่ 16

ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภํณฑ์ทางการทหาร









จากนั้นก็เริ่มลงมาข้างล่างกัน ..วิวสวยมาก..ไม่ว่ากดกล้องมุมไหนก็สวยไปหมด


















จากนั้นไกด์ได้พาพวกเราไปดูสินค้ามีชื่อเสียงของนครโตเลโด้ คือ ดามัสเซเน (Damascene)เป็นภาชนะโลหะลงดำฝังเงิน ทอง และลวดทองแดง แล้วขึ้นลายด้วยใยทองเงินและทองแดง ไกด์บอกว่าเขาใช้ทอง24 K โดยนำเข้ามาจากซีเรีย

พนักงานกำลังทำงานอย่างขมักเขม้น









ล็อคเก็ตแบบสวยๆ









ที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการทำดาบ ในสมัยก่อนมีการใช้ดาบในการขับไล่พวกมุสลิม

ดาบของเมืองโทโลโด้มักจะใช้ในหนังฮอลลิวู้ด เช่น Loard of the ring , Game of thrones









หมากรุก









ตุ๊กตาฟลามิงโก้


















จากนั้นพวกเราก็เข้าไปในตัวเมือง

















ฝาท่อเมืองนี้ทำเป็นรูปแผนที่ของเมือง









พวกเราผ่านพระราชวัง Alcazar แต่พวกเราไม่ได้เข้าไป

















และชมภายในวิหาร Toledo Cathedral วิหารประจำเมือง เดิมเป็นสุเหร่าของชาวมุสลิม ต่อมาได้เป็นโบสถ์คริสต์









วิหารแห่งนี้ ออกแบบโดยใช้สถาปนิกและช่างก่อสร้างของโบสถ์นอทเทอร์ดัม Notre Dame Cathedral

สถาปัตย์สไตล์บารอกและภายนอกเป็นสไตล์กอธิคสร้างปี 1221 และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 300 ปีถัดมา นับเป็นมรดกแสดงความเป็นเมืองศาสนาของสเปน









มีหอระฆังสูง 92 เมตร ตัวระฆังชื่อ ฆอดา แปลว่าระฆังใหญ่ หนัก 18000 Kg ว่ากันว่าเป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตีครั้งเดียวระฆังพัง..และไม่ได้ใช้อีกเลย

ส่วนยอดมี 3 ชั้น แต่ละชั้นคั่นด้วยมงกุฏคือเป็นแฉกยื่นออกมาโดยรอบ










เราเข้ามาชมวิหารด้านในกัน

วิหารนี้ใช้เสา 88 ต้น ดูสูงและกว้างขวาง กระจกสี (Stain glass )จะเล่าเรื่องคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมด เพราะคนสมัยก่อนไม่รู้หนังสือ และพระก็เก็บภาษาลาตินไว้ แต่วิธีเรียนรู้ก็คือจะเรียนรู้จากภาพต่างๆ ดังนั้นจึงเล่าเรื่องศาสนาจากภาพใน กระจก stain glass









The Cathedral"s Monstrance









ที่นี่ให้ถ่ายรูปได้แต่ห้ามใช้แฟลต เพราะจะทำลายรูปภาพ









High Altar Reredos ฉากหลังแท่นบูชา พวกนี้ทำจากไม้เคลือบด้วยทอง เล่าเรื่องของพระเยชูตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตและกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

























พระแม่มารีกับยิ้มที่งดงาม









ภาพพระเยซูเอามือทาบอก วาดโดยเอลเกรโก( El Greco) จิตรกรเอกของสเปน มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพสีน้ำมัน นอกจากรูปนี้แล้วยังมีรูปอื่นๆที่เป็นฝีือของเกรโก

















หลังจากชมความสวยงามของวิหารแห่งนี้จนได้ที่..พวกเราก็เดินทางกลับกัน


























เก็บความสวยงามของเมืองนี้อีกครั้ง









จากนั้นเราก็กลับไปยังเมืองแมดริด และเดินทางกลับประเทศไทยในตอนเย็น


Create Date : 16 สิงหาคม 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 3:11:09 น.
Counter : 825 Pageviews.  

เล่าเรื่องเที่ยวสเปนและโปรตุเกส ตอน บาร์เซโลน่า





 





บาร์เซโลน่า




8 พฤษภาคม 2560

คลิกก่อนหน้านี้ ซินทรา

เช้านี้พวกเราตื่นเต่เช้าเพื่อที่จะไปเยี่ยมชมสนามฟุตบอลบาร์เซโลน่า สนามอยู่ห่างจากโรงแรมประมาณ 1 กิโลเมตร

สนามฟุตบอลบาร์เซโลน่า มีชื่อเรียกว่าสนาม คัมป์ นู(Camp Nou)แปลว่าสนามใหม่ เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 1954 และแล้วเสร็จในปี 1957 ซึ่งเริ่มเปิดใช้งานครั้งแรกในวันที่ 24 ก.ย. 1957 มีความจุมากถึง 98,787 คน









สนามเปิดให้เข้าชม 08.30 น- 18.00 น.พวกเรามาถึงก่อนเวลาจึงถ่ายรูปด้านหน้าไปพลางๆก่อน









ด้านหน้ามีรูปนักเต๊ะดาวเด่น อย่าง เมสซี่ ด้วย ถึงไม่ได้ถ่ายรูปกับตัวจริงถ่ายรูปกับรูปภาพก็ยังดี









เมื่อได้เวลาเราก็เข้าไปถ่ายรูปด้านในกัน ภายในมีพิพิภัณฑ์ให้เข้าชม ซึ่งมีภาพถ่ายของนักเตะบาร์ซ่าทุกยุคทุกสมัย และก็ยังมีถ้วยแชมป์ให้ได้ชื่นชมนอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกขาย เช่น เสื้อ ผ้าพันคอ หมวก แก้วน้ำ ลูกฟุตบอลและอื่นๆ ค่าเข้าชม 25 ยูโรคะ









พวกเราก็เดินเข้าไปข้างในแต่ถ่ายรูปได้เพียงแค่ด้านหน้าเท่านั้นเพราะ พวกเราต้องรีบไปเที่ยวที่อื่นอีก









จากนั้นพวกเราก็นั่งรถเพื่อเที่ยวชมเมืองบาร์เซโลน่า เมืองนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองศิลปะของเกาดี้ก็ว่าได้ โดยจะเห็นว่าจะเห็นผลงานของเกาดี้อยู่มากมาย

• Casa Vicens (1878-1880)
• Palau Güell (1885-1889)
• Colegio de Santa Maria de Jesús (1889-1894)
• Santa Coloma de Cervelló (1898-1915)
• Casa Calvet (1899-1904)
• Casa Batlló (1905-1907)
• Casa Milà (La Pedrera) (1905-1907)
• Parc Güell (1900-1914)
• Sagrada Família (1884-1926)









เช้านี้เราเทียวชม มหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย Sagrada Familia บนถนน Carrer de Mallorca

Sagrada Familia เป็นสถาปัตยกรรมประจำเมืองบาร์เซโลนา ออกแบบโดย แอนโทนี่ เกาดี้ (Antoni Gaudí) เป็นผลงานที่เรียกว่า โมเดิร์นนิสโม หรือ อาร์ตนูโว (Art Nouveau) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

วิหารแห่งนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 มีกำหนดก่อสร้างหอคอยทั้งหมด 18 หอคอย นับตั้งแต่ปีเริ่มสร้างจนถึงปัจจุบันสร้างเสร็จไปแล้วแค่ 8 หอคอย เนื่องจากเกาดี้ได้เสียชีวิตไปเสียก่อน ปัจจุบันมหาวิหารแห่งนี้ก็ยังดำเนินการก่อสร้างคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2569








ซากราดา ฟามิเลีย มีความสูง 170 เมตร มีความแปลกตาจากงานชิ้นอื่นของเกาดี้ ตรงสีสันอันเรียบนิ่งแบบโทนสีธรรมชาติ ให้ความรู้สึกที่สงบผ่อนคลายและเยือกเย็นและมีความละเอียดละเมียดที่ละไม









ผู้ที่ริเริ่มสร้างวิหารแห่งนี้ ได้แก่ โฮเซป โบคาเบลลา พ่อค้าหนังสือ ได้จ้างสถาปนิกคนแรกให้ออกแบบวิหารแห่งนี้ให้เป็นโบสถ์สไตล์โกธิก แต่พอเกาดี้มาสานต่อโครงการตอนที่เขาอายุ 32 ปี เขาก็ผสมผสานแนวคิดแฟนตาซีผสมผสานกับศาสนา โดยเป็นศิลปะแบบนีโอ โกธิค ผสมผสานกับความเป็นธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ ต้นไม้ เถาไม้เลื้อย ร่วมด้วย









เกาดี้มีความศรัทธาในศาสนาอย่างมาก โดยดูจากลวดลายแกะสลักที่ด้านนอกตัวโบสถ์และภายใน มีรูปแกะสลักที่เกี่ยวกับศาสนาอยู่ไปทั่ว สมกับเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่เขาอุทิศตนให้กับศาสนจักร
























การก่อสร้างวิหารใช้เงินที่ได้จากการบริจาคและจากค่าเข้าชมโดยไม่ขอรับการสนับสนุนใดๆจากภาครัฐเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในตอนเริ่มแรก มีทั้งคนพอใจและคัดค้านแบบวิหารของ Gaudi เพื่อให้วิหารเป็นของทุกคน เงินที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดจึงมาจากการบริจาคของผู้ศรัทธา ต่อมาเมื่อมีการเปิดให้คนเข้าชม คณะกรรมการก่อสร้างวิหารก็นำเงินที่เก็บได้จากค่าเข้าชมมาใช้เป็นค่าก่อสร้างด้วย









หลังจากถ่ายภายนอกสักพักพวกเราก็เข้าไปชมในส่วนของพิพิธภัณฑ์กัน

แม้เกาดีจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผู้ร่วมงานของเขายังคงสานต่อโครงการโดยอาศัยรูปถ่าย ภาพร่าง และแบบจำลองที่เกาดีทำไว้ แต่แล้วในปี พ.ศ. 2479 โครงการก็ต้องหยุดชะงักเพราะสงครามกลางเมืองในสเปน ห้องใต้ดินและแบบจำลองอย่างละเอียดก็ถูกเผาทำลาย แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามทีมงานก็กลับมาทำงานกันต่อ โดยอาศัยภาพร่าง ภาพถ่ายและแบบจำลองอื่น ๆ ที่รอดพ้นจากการถูกทำลาย ภายหลังได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ออกแบบ









บอร์ทเล่าเรื่องราวของการสร้างมหาวิหารแห่งนี้









แบบจำลอง model ทีถูกทำลายและนำคอมพิวเตอร์กราฟฟิคมาใช้ในหลายรูปแบบ









อันตอนี เกาดี (Antonio Gaudi) เป็นสถาปนิกชาวชาวคาตาลัน ประเทศสเปน เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1852 ในช่วงการทำงานของเกาดี้ เขาได้รับอิทธิพลจากงานเขียนในยุคกลางพวกโกธิค บวกกับแนวรูปร่างของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ทำให้งานของเขาสะท้องออกมาในแนวของการตกแต่งแบบอลังการ ซึ่งถือได้ว่า เขาเป็นผู้นำศิลปะสมัยใหม่จริง ๆ

เกาดี้ใช้ชีวิตในปั้นปลายชีวิตแบบใช้ชีวิตสันโดษในกระท่อมข้างโบสถ์ ปฏิเสธเงินเดือน สวมเสื้อผ้าธรรมดาๆ รับประทานอาหารมังสะวิรัต  เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ปี 1926 เขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 73 ปี จากอุบัติเหตุรถรางชน ในตอนนั้น Gaudi แต่งตัวสกปรก ไม่มีเงินติดตัว สภาพไม่ต่างไปจากขอทาน แม้แต่ Taxi ยังปฏิเสที่จะรับ หลังจากเข้าโรงพยาบาล 3 วันเขาก็เสียชีวิต ศพของเขาได้ถูกฝัง ไว้ในซากราดาฟามิเลียด้วย








ครอบครัวของเขาเป็นช่างตีเหล็ก ชีวิตในวัยเด็กไม่ค่อยดีนักเพราะป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบ ทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวเล่นได้เหมือนเด็กอื่นทั่วๆไปเพราะต้องนั่งอยู่กับที่ แต่การนั่งอยู่กับที่ก็มีประโยชน์กับตัว Gaudi เองเพราะทำให้เขากลายเป็นคนที่สนใจธรรมชาติอย่างมากโดยเฉพาะรูปทรงของไม้ หิน ที่ในเวลาต่อมา Antoni Gaudi ก็ได้นำเอารูปทรงต่างๆของสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่นรูปโค้งมนของใบไม้หรือก้อนหินมาใช้ในงานของตน








จากนั้นพวกเราได้เดินเที่ยวชมภายในมหาวิหารกัน









มีการผสมผสานกับธรรมชาติอย่างลงตัว ตัวอาคารบรรจงประดับด้วยโมเสคจากเวเนเชี่ยน ประดับด้วยปฏิมากรรมแกะสลักจากหินหลายพันชิ้นจากศิลปินสเปน









เสาแต่ละเสาสูงมาก ผสมผสานศิลปะกัอย่างลงตัวดูแล้วคล้ายๆกับต้นไม้

พวกเราแหงนคอกันจนเมื่อยเชียว


















































ประดับประดาด้วย stain glass เวลาแสงแดดส่องสะท้อนจะมีสีสันหลากหลายเข้ามาภายใน สวยมากเลย









แม้แต่ประตูทางออกยังมีลวดลายที่มีเอกลักษณ์









พวกเราออกมาถ่ายรูปด้านนอกกันอีกครั้ง

















จากนั้นพวกเราเดินทางไปยังยอดเขามอนด์จูอิค

รถแล่นผ่าน หอคอยคู่เวเนเชียน เป็นหอคอยคู่สีอิฐน้ำตาลแดง สูง 47 เมตร









Arenas de Barcelona ในสมัยก่อนเคยใช้เป็นสถานที่แข่งวัวกระทิง สามารถจุคนได้มากถึง 16,000 คน แต่ต่อมาได้ยกเลิกการจัดแข่งสู้วัวกระทิงเพราะเป็นการทารุณสัตว์และโหดร้าย ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นห้างสรรพสินค้าแทน

บริเวณนี้คล้ายกับอนุเสาวรีย์ชัยฯ ในบ้านเรา เป็นศูนย์กลางที่มีรถผ่านหลายสาย









ทางขึ้นยอดเขามอนต์จูอิค( Mont Juic ) ซึ่งเป็นจุดชมวิวของเมือง

























เห็น Torre Agbar ตึกหัวกระสุน ออกแบบโดย Jean Nouvel แต่ไกล


























บนนี้มีร้านอาหารสำหรับนั่งชมวิวด้วย









ใกล้ๆกันมีสวนหย่อมเล็กๆของโรงแรม บริเวณจุดชมวิวจะมีศิลปินนักร้องมาขายCDและ มาบรรเลงเพลงให้ฟังเพราะมาก









จากนั้นพวกเราก็ลงจากเขาพื่อไปทานอาหารเที่ยง ที่ร้านอาหารบริเวณท่าเรือเก่า "Port Vell"

รถแล่นผ่านอนุเสาวรีย์คริสโตเฟอร์โคลัมบัส อยู่ในท่ายืนชี้บอกทางไปโลกใหม่









เห็นต้นปาล์มเรียงรายริมทะเล









บริเวณนี้ยังเป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย มี โรงภาพยนต์ IMAX ร้านค้า ร้านอาหาร บรรยากาศซิวๆ น่านั่งสบายๆ


























ท่าจอดเรือยอร์ท









เรารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านนี้









บรรยากาศในร้านดูสบายๆ นั่งซิวๆดูทะเลกัน








อาหารมื้อนี้เป็น seafood อร่อยดี และสดมาก









รถมาส่งเราที่ถนนกราเซีย เราแวะถ่ายรูปที่ Casa Batllo’

Casa Batllo’ คาซ่าแปลว่าบ้าน บ้านหลังนี้ฉลองครบรอบ 100 ปีไปเมื่อ ค.ศ. 2007 ยูเนสโก้ประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2005

ออกแบบโดยเกาดี้ โดย Jose Battlo คหบดีนักอุตสาหกรรมสิ่งทอของเมืองเป็นผู้จ้างให้ก็เข้ามาปรับปรุง และออกแบบให้ใหม่ (ซึ่งเป็นช่วงที่เกาดี้กำลังมีชื่อเสียงพอดี) โดยมีคอนเซปไม่มีเส้นตรง ภายในตกแต่งจากไอเดียก้นหอย ใช้กระจกสี และหินโมเสกประดับ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมกัน

ตัวตึกสร้าง เลียนแบบหลังของมังกร ส่วนลายกระเบื้องก็เปรียบได้กับเกล็ด ของมังกร









บริเวณประตูทางเข้ามีห้องจำหน่ายตั๋ว มีคิวต่อแถวยาวเชียว พวกเราไม่ไดเข้าไปชมข้างในเลย เพราะกลัวไม่ได้ shopping









แอบเสียดายมาก ทีไม่ได้เข้าไปชมด้านใน ขอเอารูปจาก internet มาให้ชมกัน









พวกเราไปเดินเล่นและซ้อปปิ้งกัน โดยเราจะไปเดินเล่นที่ Passeig de Gracia ซึ่งเป็นแหล่ง ซ้อปปิ้งสินค้า Brand name มากมาย เช่น Louis Vutton ,Prada ,Chanel, Gucci รวมทั้ง Zara Mango และร้านชั้นนำอีกมากมาย

ที่สเปน vat refund สูงสุด 17% คะ...น่า shopping มากเลย






เราเสียเวลา shopping แถวนี้นานมาก



ร้านค้าที่ี่นี่ตกแต่งสวยงาม









มุ่งหน้าไป Plaça de Catalunya แล้วต่อมาที่ Les Rambles เพื่อที่จะไปหาของรับประทานที่ตลาดสด Mercado de La Boqueria










La Ramblas มีระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ทอดตัวยาวจาก Plaza Catalunya ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมืองบาร์เซโลน่า เรื่อยไปจนสุดที่บริเวณท่าเรือ Port Vell ซึ่งอยู่ริมทะเล ทีเราไปรับประทานอาหารเมื่อกลางวัน









บริเวณนี้มีร้านขายของที่ระลึกหลากหลาย ร้านดอกไม้ และมีศิลปินวาดรูปขาย









และเราเดินต่อไปยัง ตลาดสด Mercado de La Boqueria เพื่อหาอาหารเย็นทานกัน








ตลาดมีร้านขายหลากหลายเช่น อาหาร sea food, ร้านขายขาหมูและแฮมแบบต่างๆ









ร้านขายผลไม้และน้ำผลไม้ดูสดและน่าทาน ที่สำคัญราคาน่าคบมาก









Mazapan รูปร่างขนมคล้ายๆกับขนมลูกชุบของไทย โดยเอาแป้งร่วนๆ มาทำเป็นรูปทรงต่างๆ แล้วแต่งสีเพิ่มลงไป









พวกเราเดินไปเดินมาได้แต่ผลไม้ แต่ไม่ได้ทานอะไรเลยเพราะพึ่งรับประทาน seafood เมื่อมื้อกลางวัน สุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียเวลาจึงไปรับประทาน subway กัน

จากนั้นพวกเรานั่ง Taxi กลับที่โรงแรม Senator Hotel ราคาเริ่มต้น 2 กิโลเมตรแรก 3.5 ยูโร เราจ่ายค่า Taxi ไปทั้งสิ้น 12 ยูโร

ตอนต่อไป ซาราโกซา-โทเลโด



Create Date : 14 สิงหาคม 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 3:08:22 น.
Counter : 687 Pageviews.  

เล่าเรื่องเที่ยวสเปนและโปรตุเกส ตอน ซินทรา





ซินทรา




7 พฤษภาคม 2560

คลิกก่อนหน้านี้ ลิสบอน

โปรแกรมเที่ยววันนี้เป็นสถานที่ๆเราอยากไปเที่ยวมากที่สุดในทริปนี้ เราจะไปเที่ยวเมืองซินทรากัน เราออกเดินทางจากโรงแรม 9.00 น.ตามเวลาที่ไกด์นัด เพื่อไปเที่ยวเมืองซินทรา รถขับพาพวกเรามุ่งหน้าไปแหลมโรก้าก่อน

ระยะทางจากลิสบอนไปแหลมโรก้า 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที

แหลมโรกา(Capo Da Roca) เป็นจุดตะวันตกสุดของทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ(North Atlantic Ocean)






เห็นวิวแต่ไกลๆ








เดินเข้ามาใกล้ๆ



บริเวณนี้มีคนถ่ายรูปเยอะมาก









ชายฝั่งทะเลที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงประมาณ 150 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไกด์บอกว่าถ้ามาตอนพระอาทิตย์ตกจะสวยงามมาก








มองไปไกลๆเราเห็น ประภาคาร Cabo da Roca ซึ่งมีความสำคัญมาตั้งแต่ศตวรรษที่16ในด้านการป้องกันตามแนวชายฝั่งและการเดินเรือ ปัจจุบันยังคงใช้งานอยู่ถึงปัจจุบัน









หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางไปยังจเมืองซินทรา รถขับขึ้นเขาและทอดตามชายฝั่งทะเล








ซินทรา (Sintra) เมืองบนยอดเขาที่ดูน่ารักสวยงามราวกับถอดแบบมาจากเทพนิยาย มีปราสาทอยู่มากมาย และแวดล้อมด้วยสวนที่งดงาม จนเมืองนี้ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี ค.ศ. 1995








เมืองซินทรามีปราสาทหลายๆปราสาทให้เยี่ยมชมกัน แต่ด้วยเวลาโปรแกรมที่จำกัดพวกเราจึงไปชมได้แค่ ปราสาทพีนา (Pena Castle) เพียงที่เดียว








การที่จะขึ้นไปชมปราสาทพวกเราจะต้องเปลี่ยนรถไปเป็นรถประจำทางหรือรถเล็กเช่นตุ๊กตุ๊ก เพราะทางคดเคี้ยวมาก คงต้องใช้คนที่ขำนาญเป็นพิเศษ รถประจำทางที่จะไปปราสาทพีน่าปสาย 434 หรือถ้าใครชอบเดินก็สามารถเดินขึ้นได้แต่ก็คงเหนื่อยมากเลย






บริเวณนี้เป็นป้ายรถเมล์ที่พวกเรารอขึ้น


วันนี้รถติดมาก เพราะเขาทำถนนจึงทำให้การจราจรติดขัดไปหมด และคนรอคิวเยอะมาก ใช้เวลารอรถประจำทางนานมากกว่าจะได้ขึ้นรถ








รถแล่นผ่าน Moorish Castle เสียดายมากไม่มีเวลาได้ขึ้นไปชม เพราะโปรแกรมวันนี้เราชมแค่ปราสาทเดียว

Moorish Castle ถูกสร้างในราวศตวรรษที่ 9 ซึ่งเดิมชาวแขกมัวร์เป็นผู้ปกครองและถูกชาวคริสต์ยึดได้ในศตวรรษที่12 ดูแล้วคล้ายกำแพงเมืองจีนแต่เล็กกว่า ข้างบนเป็นป้อมปราการ








ปราสาทพีนา (Pena Castle) ปราสาทสีพาสเทลหวานๆ เหมือนกับเทพนิยาย ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเมืองซินทราได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี 1995 และยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของประเทศโปรตุเกส








แรกเริ่มเดิมทีปราสาทนี้เป็นสถานพำนักของนักบวช และในช่วงศตวรรษที่ 18 เกิดแผ่นดินไหวและฟ้าผ่าลงมา จึงถูกปล่อยร้างทิ้งไว้ ต่อมากษัตริย์พระองค์ที่ 13 ของโปรตุเกส คือพระเจ้าจอห์นที่สอง ทรงปรับปรุงปราสาทแห่งนี้มอบแด่ให้ราชินี Eleanor of Viseu เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความรักของพระองค์ โดยให้สถาปนิกชาวเยอรมันเป็นผู้ออกแบบ โดยได้แรงบันดาลใจจากปราสาทลุ่มแม่น้ำไรน์ ศิลปะเรเนซองส์ นิโอโกธิคและแขกมัวร์(Moorish)









พวกเราเดินไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆ วันนี้แดดแรงมากเลย








แต่แดดแรงขนาดไหนเราก็ไม่ย่อท้อ เราก็เดินขึ้นไปบนปราสาทเรื่อยๆ























พวกเราเดินผ่านประตูปูด้วยกระเบื้องสวยงามแปลกตา









รูปปั้น Triton เหนือประตูทางเข้า ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานครึ่งมนุษย์และครึ่งปลานั่งอยู่บนเปลือกหอย

















ภายในปราสาทมีห้องรับแขก ห้องทานอาหาร ห้องนอน ตกแต่งด้วยกระเบื้องงดงาม
แต่เขาไม่ให้เข้าไปข้างใน








เราเดินขึ้นมาข้างบนเข้ามาภายในวิหารน้อย (Chapel)








ที่นี่ไม่ว่ามุมไหน ก็โพสท่าถ่ายรูปได้หมด









จากจุดนี้เราถ่ายวิวมองจากข้างบนลงไป เห็นพระราชวังซินทรา ( Sintra Palace )แต่ไกล









หลังจากถ่ายรูปในหลายๆมุม เราก็เดินลงจากปราสาทกัน








ขากลับก็ต้องนั่งรถประจำทางกลับเหมือนเดิม แต่เนื่องจากรถประจำทางมาช้ามาก ไกด์จึงให้พวกเรานั่งตุ๊กๆลงจากเขาเพราะกลัวว่าเวลาไม่ทันไปขึ้นเครื่องบิน








ด้วยเวลาที่กระชั้นพวกเราจึงต้องไปทานอาหารเที่ยงที่สนามบิน มื้อนี้เป็นอาหารกล่องที่ทางร้านเตรียมให้เพราะถ้านั่งทานที่ร้านอาจตกเครื่องบินได้

พวกเราบินจากลิสบอนมาบาร์เซโลน่าประมาณ 1.50 ชั่วโมง มาถึงก็เกือบ 2 ทุ่ม









ที่สนามบินบาร์เซโลน่าใหญ่มาก มีร้าน ZARA ใหญ่มากและอีกหลายๆร้านน่าเข้ามาก แต่ไม่ได้เข้าซักร้านเพราะไกด์ไล่ไม่ให้เข้าไปดูอะไรเลย









จากนั้นเราก็ไปรับประทานมื้อเย็นกัน






มื้อนี้เป็นอาหารจีน


ผ่าน Casa Batllo ออกแบบโดย Antoni Gaudi ทาวน์เฮาส์ ฝีมือการออกแบบของอันโตนิโอ เกาดี้ (สถาปนิกและศิลปินชื่อดัง) ทาวน์เฮาส์หลังนี้ออกแบบให้เหมือนโลกใต้บาดาลและระเบียงด้านนอกเหมือนหัวกระโหลก เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาบรรยายต่อ









พวกเราพักที่โรงแรม Senator Hotel อยู่ใกล้สนามฟุตบอลบาร์เซโลน่า








วันนี้เที่ยวไม่เยอะแต่เดินทางเยอะมาก มาถึงโรงแรมก็รีบนอนเลยเพราะพรุ่งนี้วางแผนว่าจะไปเดินเล่นสนามฟุตบอลบาร์เซโลน่ากันแต่เช้า


ตอนต่อไป บาร์เซโลน่า





 

Create Date : 29 มิถุนายน 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 3:09:52 น.
Counter : 2923 Pageviews.  

เล่าเรื่องเที่ยวสเปนและโปรตุเกส ตอน ลิสบอน





ลิสบอน




6 พฤษภาคม 2560

คลิกก่อนหน้านี้ คอร์โดบ้า-เซวิลล์


โปรแกรมวันนี้พวกเราตื่นแต่เช้าเพราะต้องเดินทางไกลมากจุดหมายของเราวันนี้ไปเที่ยวลิสบอนประเทศโปรตุเกส

เราเดินทางจากเมืองเซบีย่าไปลิสบอนระยะทาง 461 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5 กิโลเมตร






ระยะทางไกลมาก ชมวิวข้างทางเหมือนๆกันหมดมีแต่ต้นมะกอกตลอดสองข้างทาง



ลิสบอน (Lisbon)เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกส ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทากัส (Tagus River)อยู่ฝั่งตะวันตกของยุโรป ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของคาบสมุทรไอบีเรีย และเป็นเมืองสงบ สบาย และอากาศดีมาก ในหน้าร้อนเดือนมิ.ย.- ส.ค. อุณหภูมิประมาณ 36-38 องศาเซนเซียส เดือนพ.ย.-ธ.ค.จะมีอากาศหนาวและฝนตกเกือบทุกวันและช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. เป็นช่วงหน้าหนาวที่สุด

เมื่อห้าร้อยปีก่อน เมืองนี้เป็นท่าเรือออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติค นักเดินเรือชาวโปรตุเกสออกเดินทางเพื่อไปล่าอาณานิคมเแล้วทำมาค้าขายจนประเทศร่ำรวย โดยเฉพาะการค้าเครื่องเทศจากประเทศอินเดีย นอกจากนั้นโปรตุเกสยังไปล่าอาณานิคมในอีกหลายๆประเทศทั้งอาฟริกา เอเซีย และละตินอเมริกา ปัจจุบันภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาที่มีคนพูดมากเป็นอันดับที่เจ็ดของโลก

รถขับเข้ามาในลิสบอน ขึ้นสะพาน 25 de Abril Bridge เป็นสะพานแขวนคล้ายสะพานgolden gateที่ซานฟานซิสโก









เราเก็บวิวที่สวยงามบน 2 ข้างทางของสะพาน









National Sanctuary of Christ the King รูปปั้นพระเยชู คล้ายกับ ริโอเดอจาเนโร( Rio de Janeiro ) ที่บลาซิล แต่เล็กกว่า ที่คล้ายกันเพราะ Cardinal Patriarch ได้ไปเยือนที่นั่นเมื่อปี 1934 และได้แรงบันดาลใจจึงกลับมาปั้นบ้างในปี 1950 และเสร็จในปี 1959










เมือรถผ่านสะพานเรามองวิวด้านซ้ายเห็น Monument of Discoveries อนุเสาวรีย์แห่งชัยชนะ และTorre de Belem หอคอยเบเล็งอยู่ไกลๆ














ซุมเข้ามาหน่อย



วิวฝั่งขวาบ้าง เห็นอ่าวจอดเรือทั้งเรือยอร์ทและเรือส่งสินค้า








จากนั้นรถก็พาพวกเราไปส่งย่านเมืองเก่า Bairro Alto อยู่ด้านบนสุดของภูเขา ซึ่งเป็นย่านบันเทิงกลางคืนที่มีชื่อที่สุดของเมือง เพื่อรับประทานอาหารเที่ยง






คนโปรตุเกสท่าจะชอบกระเบื้องมาก ดูตึกรามบ้านช่องประดับประดาด้วยกระเบื้องหินอ่อนสวยงาม









ร้านอาหารที่พวกเราจะไปรับประทานกันอยู่ในซอยนี้

ในนี้จะมีร้านอาหารและบาร์เหล้าจำนวน 360 ร้านแต่ละร้านจะมีพื่นที่ 40-80 ตรม.จะมีร้านอาหารโปรตุเกส ,sea food และบาร์เหล้าและผับ ไกด์บอกว่ากลางคืนคึกคักมาก คนเยอะแยะ จนแทบไม่มีทางเดินคล้ายๆถนนข้าวสารของบ้านเรา








แต่เรามาเร็วกว่าเวลา ร้านยังจัดแจงอาหารไม่เสร็จ ไกด์จึงพาเราไปยังจุดชมวิวที่ Miradouro Sao Pedro de Alcantara พวกเราเดินออกจากซอย บริเวณตรงข้ามซอยมีรถรางที่เลื่อนขึ้นลงตามเขาระยะทาง300 เมตร ค่าโดยสาร 80 เซ็นต์ ซึ่งทำให้คนสามารถเดินทางขึ้นลงเขาได้สะดวก






คนที่นี่น่าจะมือซนไม่เบา เขียนรถรางจนเปอะไปหมด


พวกเราขึ้นมาดูวิวที่ Miradouro Sao Pedro de Alcantara เป็นจุดชมวิวลิสบอนที่สวยแห่งหนึ่ง














มีสวนหย่อมเล็กๆให้นั่งพักผ่อนชมวิวกัน













อีกมุม



พวกเราถ่ายรูปและชมวิวประมาณ 15 นาที ก็เดินกลับไปยังร้านอาหารไทยชื่อสุโขทัย ซึ่งอยู่ในซอยที่พวกเราเดินออกมา








อาหารมื้อนี้อร่อยที่สุดในทริปตรั้งนี้เพราะมีอาหารไทยแค่ 1 มื้อ มีแกงไก่ ผัดกระเพรา น้ำพริกกระปิ ไข่เจียว ที่เหลือไม่ได้ถ่ายรูปเพราะหิวจัด









รอบนี้ได้ไกด์คนไทย เป็นเจ้าของร้านอาหารสุโขทัยที่พวกเราไปทานชื่อคุณอู้ดมาเป็นไกด์ให้พวกเรา
ไกด์พาเราไปเที่ยววิหารเจอโรนิโม่ (Jeronimos Monastery)กันต่อ
วิหารแห่งนี้ถูกสร้างโดยพระเจ้ามานูเอลที่1 (Manuel I of Portugal) จากเงินบริจาคของวาสโกดากามา (Vasco da Gama) เพื่อถวายแด่ Saint Jeronimo ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของนักเดินเรือทั้งหลาย เมื่อค.ศ.1511หรือในช่วง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ของอยุธยาซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับโปรตุเกสเข้ามาติดต่อขอเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย และเป็นช่วงที่โปรตุเกสร่ำรวยที่สุดในยุโรป และเป็นชาติมหาอำนาจสูงสุด จากการผูกขาดการค้าเครื่องเทศจากอินเดีย






วิหารใหญ่และยาวมากต้องถ่ายไกลๆถึงจะเห็นทั้งหมด















บริเวณด้านหน้าวิหารงดงามมาก


วิหารนี้ใช้เวลาสร้างกว่า 100 ปี และต่อเติมอีก 20 กว่าปีจึงจะเสร็จ ศิลปะตกแต่งสไตล์โกธิค บวกกับศิลปะของฝรั่งเศสและอิตาลี่ ที่เรียกว่า มานูเอลลีน (Manueline)ตามชื่อของพระเจ้ามานูเอลที่ 1 ผู้สร้างโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโปรตุเกส โดยได้รับแรงบันดาลใจ จากอุปกรณ์เดินเรือทั้งหลาย จึงมักออกแบบ ซุ้มประตู หน้าต่าง และหัวเสา แกะสลักลวดลายที่อ่อนช้อยงดงาม เช่นพวก พืชน้ำ เปลือกหอย เกลียวเชือก ปมเชือก ขดเชือก เสมอเรือ และอุปกรณ์เดินเรือในสมัยนั้น
















นอกจากนี้จะเห็นรูปองุ่น ใบไม้ ผลไม้ ลิง นก แกะสลักตามที่ต่างๆ








ไกด์พาพวกเราเดินเข้าไปในโบสถ์ ภายในโบสถ์มีลักษณะคล้ายไม้กางเขน






ภายในกว้างขวาง



เมื่อผ่านประตูเข้ามา จะมีหีบศพหิน 2 ใบ อยู่ทางซ้ายและขวา คล้ายกันมาก แกะสลักด้วยศิลปะแบบ มานูเอลลีน (Manueline) ทำขึ้นพร้อมกัน ในปี 1880

ฝั่งขวามือของทางเข้าจะเป็นที่หีพศพของวาสโกดากามา ( Vasco Da Gama)

นักสำรวจชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปคณะแรกที่ค้นพบประเทศ อินเดีย โดยได้รับมอบหมายจาก พระเจ้ามานูเอล ที่ 1 ใช้วิธีการเดินทางโดยอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) จนมาถึงชายฝั่งมาลาบาร์ (Malabar Coast) เมืองคาลิคัต (Calicut) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และทำการค้าเครื่องเทศกับโลกตะวันออก จนทำให้ประเทศโปรตุเกสเรืองอำนาจมากในสมัยนั้น






ไกด์บอกว่ามีศพของวาสโกดากามาจริงอยู่ในนี้


ส่วนฝั่งซ้าย (ไม่ได้ถ่ายรูปไว้)จะเป็นหีพศพของกวีคนสำคัญผู้บันทึกเรื่องราวการเดินเรือสมัยนั้นอย่าง Luís de Camões เขามีความสำคัญขนาดวันที่เขาเสียชีวิต 10 มิถุนายน ก็ยังใช้เป็นวันชาติของชาวโปรตุเกสอีกด้วย

เดินไปอีกหน่อยจะเห็นกระจกตกแต่งหลายๆสี เล่าเรื่องของชีวิตมหากษัตริย์โปรตุเกสในสมัยนั้น

























ดูความใหญ่ของเสา ศิลปะมานูเอลลีน (Manueline)








จากนั้นพวกเราก็เข้าไปชมในส่วนชั้นในมี 2 ชั้น มีความสวยงามเช่นกัน








ยังคงตกแต่งด้วยศิลปะแบบ มานูเอลไลน์ (Manueline) ซึ่งประยุกต์มาจากสิ่งต่างๆที่พบเห็นที่เรือและทะเล เช่น เปลือกหอย เกลียวเชือก เป็นต้น






ศิลปะสวยงาม
















มองลงมาเห็นเสาใหญ่มาก






















จากนั้นเราก็ออกมาข้างนอก เพื่อไปยังที่ต่อไป








ไกด์พาเราไปเขต Belém เพื่อซื้อทาร์ทไข่ที่ร้านดัง Pastéis dé Belém เป็นร้านเก่าแก่เปิดตั้งแต่ปี 1837

ไปถึงร้านคนเยอะมากเลย ถ้าซื้อกลับบ้านต้องต่อคิวยาวมาก แต่ถ้านั่งทานในร้านไม่ต้องรอนานเลย









มาดูบริเวณด้านหน้าเคาเตอร์กันบ้าง








บริเวณนี้เป็นส่วนที่เขากำลังอบทาร์ทไข่








ได้มาแล้ว รสชาดแสนอร่อย หอมหวาน กรอบนอก นุ่มใน








พวกเราชิมทาร์ทไข่เสร็จแล้วก็เดินไปยังจุดหมายต่อไป

เราเดินผ่านสวนหย่อม ไกด์เล่าให้ฟังว่าชาวโปรตุเกสมักจะมานั่งตามสวนสาธารณะในวันอาทิตย์ หรือวันหยุด จะมาพักผ่อนโดยมีการปิคนิคและนั่งเล่นกัน








วันนี้เป็นวันอาทิตย์มีตลาดนัด จะมีสินค้าขายจำนวนมาก เช่น รถขายเบียร์ คนเล่นดนตรี เครื่องแก้ว สินค้ามือ 2 และอื่นๆ








มีร้านค้ามาตั้งร้านมากมาย แต่เราไม่มีเวลาเดินชมเลย ได้แต่เดินผ่านๆ








จากนั้นพวกเราก็เดินไปยังอนุสาวรย์แห่งการค้นพบดินแดนใหม่ (Monument of Discoveries )ตั้งอยู่ด้านเหนือบริเวณปากแม่น้ำ Tagus ออกแบบโดยสถาปนิกชาวโปรตุเกสชื่อ แองเจโล ซึ่ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 500 การสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายเฮนรี่ ท่านชอบการเดินเรือมากจนมีฉายาว่า (Henry the Navigator)ท่านมีความสนใจเรื่องการหาทางลัดไปอินเดียเพื่อที่จะค้าเครื่องเทศ แต่ท่านสิ้นพระชนม์ซะก่อน หลังจากนันวาสโกดากามาก็ทำได้สำเร็จ






ลานกว้างมาก


ไกด์พาเราไปดูแผนที่โลกและอธิบายการเดินทางของวาสโกดากาม่าและการเดินเรือของชาวโปรตุเกสผ่านอาฟริกาและอ้อมแหลมกู้ดโฮป ( Cape of Good hope ) โดยแหลมนี้เปลี่ยนชื่อมาจาก “แหลมพายุ” (Cape of Storms) เพราะเมื่อก่อนชาวโปรตุเกสเดินเรือผ่านแหลมนี้ไม่สามารถเดินเรือต่อไปได้เพราะมีพายุและมีอุปสรรคหลายๆอย่าง กษัตริย์โปรตุเกสจึงเปลี่ยนชื่อเป็นแหลมกู้ดโฮป หลังจากเปลี่ยนชื่อก็สามารถเดินทางต่อไปได้ ผ่านมาดากัสกา แล้วมาเอเซีย มาเก๊า พม่าและมาเมืองไทยปี 1511 และเดินทางต่อไปที่มะละกา และติมอตะวันออก ทุกครั้งที่มีการเดินเรือก็จะมีการค้าขาย เช่นเครื่องเทศ ไม้ และทองคำ ซึ่งส่งผลให้โปรตุเกสเป็นประเทศที่ร่ำรวยมากในขณะนั้น
















Monument of Discoveries อนุเสารีย์ได้ถูกออกแบบให้เหมือนกับเรือและใบเรือมีความสูง 30 เมตรหรือตึก 5ชั้น ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการเดินเรือ มีลิฟท์ชึ้นไปเพื่อไปถึงจุดชมวิวที่เมืองลิสบอน มีรูปปั้นทั้งหมด 33 คน คนแรกคือเจ้าชายเฮนรี่ คนที่สองคือกษัตริย์เปโตร คนที่สามคือ Vasco da Gama ผู้คนพบอินเดีย และคนที่สี่คือ Pedro Álvares ผู้ค้นพบบราซิล นอกจากนี้เมีนักคณิตศาสตร์ มิชชั่นนารี หมอสอนศาสนา นักวิทยาศาสตร์ และพ่อค้า จิตกร นักเขียนบันทึกการเดินทาง กัปตันเรือ เป็นต้น















จะเห็นสะพาน 25 de Abril Bridge มีความยาว 2.278 กิโลเมตร ยาวที่สุดในยุโรป ทอดข้ามแม่น้ำ Tagus








อีกด้านเป็นท่าจอดเรือยอร์ท








แดดแรงมาก พวกเราทนร้อนไม่ไหว จึงเดินทางต่อไปยังที่อื่นต่อไป

หอคอยแห่งเบเล็ง (Torre de Belém) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สร้างเมื่อปี 1517 ใช้เวลาสร้างเพียง 6 ปี ตกแต่งด้วยศิลปะ มานูเอลไลน์ ใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ มีหน้าต่าง แต่ละบานใส่ปืนใหญ่เพื่อทำการรบข้าศีก ห้องใต้ดินเก็บอาวุธโบราณ ชั้นบนเป็นดาดฟ้าสำหรับมองข้าศึก

บริเวณนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเรือ เชื่อว่าเป็นจุดของความสำเร็จที่ออกจากจุดนี้ วาสโกดากามาก็เดินทางโดยออกจากจุดนี้เช่นกัน

ในปี 1755 เกิดแผ่นดินไหว มีประชากรเสียชีวิต 50,000 กว่าคน แต่ไม่มีผลกระทบกับ Torre de Belém แสดงว่ามีความแข็งแรงมาก









ที่นี่ปิด 5 โมงเย็น เราไปไม่ทัน ไม่สามารถขึ้นไปได้ ได้แต่ถ่ายรอบนอก








บริเวณนี้คนเยอะมาก ถ่ายตรงไหนก็เห็นคนเต็มไปหมด







อีกด้านเป็นที่นั่งชมวิว


ใกล้ๆกันมีหอคอยจำลองตั้งอยู่








พอไม่ได้ขึ้นหอคอยเราก็เดินออกมาเจอกับอนุเสาวรีย์แห่งนี้








อนุสาวรีย์เครื่องบินนี้อยู่ไมไกลจากหอคอยเบเล็ง สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ของนักบินชาวโปรตุเกสคนแรก








เดินถ่ายรูปรอบๆเครื่องบินได้สักพัก พวกเราก็ไปรับประทานอาหารเย็นกัน






เย็นนี้ทานอาหารพื้นเมือง


หลังจากนั้นรถก็พาพวกเราก็กลับโรงแรม วันนี้พัก Lutecia Hotelเป็นโรงแรม 4 ดาว








มาเที่ยวโปรตุเกสไม่ทันได้ซื้ออะไรเลย เพราะรีบมาก ไม่มีโอกาสแม้แต่จะหยิบของเลย ต้องเที่ยวแข่งกับเวลา....เฮ้อ

พอถึงโรงแรมสิ่งแรกที่ทำคือจัดการกับผลไม้และน้ำที่ซื้อมาให้หมด พร้อมกับแพ๊คกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้ต้องบินไปบาร์เซโลน่าช่วงบ่าย

ตอนต่อไป ซินทรา








 

Create Date : 20 มิถุนายน 2560    
Last Update : 11 สิงหาคม 2560 23:48:30 น.
Counter : 2400 Pageviews.  

เล่าเรื่องเที่ยวสเปนและโปรตุเกส คอร์โดบ้า-เซวิลล์





คอร์โดบ้า-เซวิลล์




5 พฤษภาคม 2560

คลิกก่อนหน้านี้ มาดริด

พวกเราเดินทางจากมาดริดไปยังเมืองคอร์โดบ้า( Cordoba ) ระยะทาง 394 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 4 ชั่วโมง

คอร์โดบ้า (Cordoba) เมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของแคว้นอันดาลูเซีย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ ฆัวตาลควิวีร์ (Guadalquivir) ถูกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกและ เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมมุสลิมในสเปน

ในอดีต คอร์โดบ้าเป็นเมืองหน้าด่านในสงครามครูเสด จึงถูกสลับกัน ยึดครอง ระหว่างกองทัพอิสลาม และกองทัพคริสเตียน ก่อนที่จะตกเป็นของ กองทัพคริสเตียนในที่สุด







มองเห็นวิวแต่ไกลๆ สวยงามมาก



คอร์โดบ้าเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด ของอาณาจักรโรมันในสเปนแห่งคาบสมุทรไอบีเรียน ศิลปะในเมืองนี้จึงเป็นแบบ ผสมผสานระหว่าง 2 อารยธรรมทั้งของโรมันและแขกมัวร์ คอร์โดบาเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยที่โดนปกครองด้วยอิสลามโดย เป็นศูนย์กลาง ทางอารยธรรมเคียงคู่คอนแสตนติโนเปิลและแบกแดด มีประชากรครึ่งล้านคน มัสยิด 3,000 แห่ง หอสมุดกว่า 70 แห่ง และสถานที่อาบน้ำสาธารณะอีกมากมาย






รถขับมาใกล้ๆเห็นสะพานโรมัน



นักท่องเที่ยวมักจะเที่ยวชม สุเหร่าเมซกีต้า( Mezquita Catedral ) และ Alcázar of Córdoba หรือปราสาทเก่าของเมือง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกันสามารถเดินไปได้

โปรแกรมวันนี้เราเที่ยวชมสุเหร่าเมซกีต้า







รถมาส่งเราบริเวณประตูทางเข้า ประตูนี้เชื่อมอยู่บนสะพานส่งน้ำโรมัน



เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของโลกมุสลิม จะเป็นรองก็เพียงสุเหร่าทีเมืองเมกกะ มีขนาดกว้าง 137 เมตร ยาว 174 ด้านในมีพื้นที่ถึง 24,000 ตารางเมตร


แผนที่สุเหร่าเมซกีต้า







ก่อนเราจะเข้าไปชมสุเหร่าเมซกีต้า( Mezquita Catedral )ไกด์พาพวกเราไปชมร้านค้าและบ้านเรือนในละแวกนี้กันก่อน






เราเดินผ่านกำแพงทอดยาว


สร้างโดยกษัตริย์แห่งมุสลิม อับด์ อัลรามันที่ 1 ประมาณปี ค.ศ. 784 และได้รับการต่อเติมไปเรื่อยๆกว่าจะเสร็จสิ้นใช้เวลา 200 ปี

เมื่อคอร์โดบาถูกปกครองโดยคริสเตียน กษัตริยชาร์ลส์ที่ 5 มีบัญชาให้สร้างโบสถ์รูปกางเขน แทรกลงในสุเหร่าแห่งนี้ โดยทรงตัดเสาออก 60 ต้นแล้วเพื่อเติมโบสถ์พระแม่มารีลงไป เมื่อ คศ.1523 ทำให้สุเหร่าแห่งนี้ก็ต้องกลายสภาพ มาเป็นโบสถ์ของชาวคริสต์ ซึ่งมีข่าวว่าหลังจากสร้างเสร็จพระองค์เสียใจมากเพราะทำให้ศิลปะเสียหาย






กำแพงสไตล์แขกมัวร์สวยงามแปลกตา








บรเวิณนี้มีซอยเล็กซอยน้อย มีบ้านเรือนร้านค้า ตกแต่งน่ารักดี


ร้านค้าทุกร้านตกแต่งด้วยกระบะปลูกดอกไม้ที่มีต้นเจอเรเนียมและกุหลาบเบ่งบานสะพรั่งก็ทำให้ผนังขาว ๆ ดูสดใสขึ้น








พัดแบบนี้จะมีเกือบทุกร้าน








ตุ๊กตาฟลามิงโก








เมื่อใกล้เวลาพวกเราก็เดินเข้าไปในสวนเพื่อที่จะชมสุหร่าเมชกีต้า

เขารักษาสวนอย่างดี ต้นสนสูงมาก








ได้ตั๋วมาแล้วไปเที่ยวชมกัน









สุเหร่ามี หลังคาโดมรูปเปลือกหอยตกแต่งอย่างวิจิตรและโดดเด่นด้วยซุ้มเป็นโดม ตามสถาปัตยกรรมแบบแขกมัวร์ (Morrish Style) มีเสาหินอ่อนถึง 850 ต้น






เสามีความสูง 4 เมตร และเสามีจำนวนมากเรียงซ้อนๆกันไปเรื่อยๆ ดูสวยงาม


บริเวณหัวเสาจะเห็นสีแดงสลับขาว โดยสีแดงทำจากอิฐส่วนสีขาวทำจากปูน เมื่อเดินดูไปเรื่อยๆจะเห็นหัวเสาแบบต่างๆมากมายเพราะมีการต่อเติมไปเรื่อยๆตามงบประมาณ








ภายในมีซุ้มสวดMihrab ประดับประดาด้วยโมเสก ซึ่งอยู่ตามผนังหันหน้าไปทางนครเมกกะ และเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปจะเห็นมีฮ์ราบทรงแปดเหลี่ยมที่มีหลังคาโดมรูปเปลือกหอยประดับประดาด้วยโมเสกงดงาม








การตกแต่งสวยงามตามสไตล์แขกมัวร์









คล้ายๆพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม









บริเวณด้านนี้เป็นโบสถ์คริสต์มีศิลปะทั้งของโกธิคและเรเนซองส์
























มีการผสมผสานศิลปะได้อย่างเหมาะเจาะ

























มีความสูง 2.63 เมตร ทำจากทองคำหนัก 200 กิโลกรัม ใช้ประกอบพิธีสำคัญ บางทีนำแห่ทั่วเมือง


La custodia de Arfe














ออร์แกนท่อ (Church Pipe Organ)การเล่นออร์แกนในสมัยโบราณใช้แรงคนในการผลิตลม เมื่อลมถูกบังคับให้ไหลผ่านท่อที่มีขนาดต่างๆกันก็จะเกิดเสียงที่มีความถี่แตกต่างกัน ท่อที่ใช้ในการสร้างออร์แกนนั้น อาจจะเป็นไม้ หรือโลหะ ก็ได้ ซึ่งจะส่งผลให้มีเสียงที่แตกต่างกัน










ไกด์บรรยายไปสักพักเราก็เดินออกจากสุเหร่า






หอระฆังแบบคริสต์สูง 93 เมตร


จากนั้นพวกเราเดินข้ามสะพานเพื่อไปรับประทานอาหารเที่ยงกันโดยเดินข้ามสะพานโรมันกัน

Puente Romano สะพานโรมัน ทอดข้ามแม่น้ำกวาดัลกีบีร์(Guadalquivir) จะเห็นหอคอย Calahorra Tower สร้างในปี 1369 เพื่อป้องกันการลุกรานของศัตรู






บริเวณสะพานมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก
















เดินออกมาพ้นสะพาน






ถ่ายรูปย้อนกลับไป


มื้อนี้รับประทานอาหารพื้นเมือง








หลังจากรับประทานนอาหารพื้นเมืองกันแล้วพวกเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่เมืองเมืองเซบียา (Sevilla)

เดินทางจากคอร์โดบ้าไปยังเมืองเซบีย่า ระยะทาง 140 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง

เซบียา (Sevilla)เป็นเมืองทางใต้ของสเปน เป็นเมืองหลวงของแคว้น Andalucia
เป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของสเปน เป็นเมืองมรดกโลก ตั้งอยู่บนแม่น้ำเดียวกันกับเมืองคอร์โดบ้า หลังจากที่สเปนยึดเมืองคอร์โดบ้าได้แล้วอีก 200 กว่าปีก็ยึดเมืองเซบีย่าตามมา

พวกเราเที่ยวชม ปลาซา เด เอสปันญา (Plaza de Espanga)เป็นสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ ตั้งอยู่ในสวน Maria Luisa Park โดยที่จัตุรัสแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นมาในปี1929 เมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo (ครบรอบ500 ปีหลังจากที่โคลัมบัสพบอเมริกา) โดย นำเอาจุดเด่นของศิลปะการตกแต่งแต่ละยุคสมัยมารวมกันเช่นการตกแต่งแบบครึ่งวงกลม หอคอย Giralda น้ำพุและตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบ








เป็นจัตุรัสโค้งรูปครึ่งวงกลมเรียงต่อกันเป็นแนวยาว แต่ละโค้งประตูติดตั้งตราประจำจังหวัดทำด้วยเซรามิกสวยงามมากๆ






โค้งแต่ละโค้งงดงาม


ภายในยังเป็นอาคารราชการอยู่








บริเวณด้านในอาคาร















ตราประจำจังหวัดทำด้วยเซรามิกสวยงามมากๆ
















งดงามจริง








มีเรือพายให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพ















จากนั้นพวกเราเดินทางต่อไปยัง Catedral de Sevilla มหาวิหารสไตล์ Gothic ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็น UNESCO World's heritage อีกด้วย






บริเวณนี้มีรถไฟวิ่งผ่าน


มหาวิหารแห่ง Sevilla เป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองแค่มหาวิหารที่นครวาติกัน และมหาวิหารเซนต์พอลที่อังกฤษ








เมืองเซบียา เคยถูกปกครองโดยพวกมัวร์เป็นเวลาหลายร้อยปีและได้มีการสร้างมัสยิดซึ่งมีหอสูงตั้งตระหง่านและเมื่อพวกมัวร์ถูกขับไล่ออกจากเมืองเซบียา ชาวเมืองก็รื้อทำลายมัสยิดของเมืองเพื่อสร้างมหาวิหารแห่งเซบียาแทน แต่หอสูงนี้งดงามจนชาวเมืองไม่อยากรื้อมัน ดังนั้นเขาจึงเก็บหอนี้ไว้ กลายเป็นหอระฆังของมหาวิหารและสร้างวิหารขึ้นข้างๆกัน

ราว ๆ 500 ปีที่แล้วมีแผ่นดินไหวในเซบีย่า ทุกอย่างหายไปหมดรวมทั้งกำแพงเมืองด้วย เหลือแต่เพียงหอระฆังGiralda และสวนส้ม






หอคอย Giralda ซึ่งเป็นหอระฆังสูง 105 เมตร ที่อีกเดี๋ยวเราจะปีนขึ้นไป









ทางขึ้นที่นี่เป็นทางลาด มี 34 ชั้น เดินได้ไม่ยากแต่ผู้สูงอายุอาจจะเหนื่อยหน่อย








มองเห็นวิวเมืองทั้งเมือง








มีลานแบบมัวร์เล็ก ๆ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของมัสยิดเดิม ประดับประดาด้วยต้นส้มเป็นแถว ๆ สวนแบบนี้เป็นต้นแบบของลานอันดาลูเชีย มีคล้าย ๆกันอีกหลายแห่ง โดยต้นส้มแรกเริ่มเดิมทีพวกมัวร์นำเข้ามาในสเปนเป็นครั้งแรก และยังคงปลูกอยู่รอบเมือง แต่เนื่องจากมันมีรสขมดังนั้นจึงไม่นิยมรับประทาน มักใช้ทำแยมผิวส้มกัน






มองเห็นมหาวิหารและสวนส้ม


มุมอื่นบ้าง






















หลังจากชมวิวเมือง เบียดเสียดผู้คน พวกเราก็เดินลงกัน

พวกเราเข้ามาภายในวิหารกัน






ภายในกว้างขวาง










ซูมเข้ามาใกล้ๆ เป็นไม้แกะสลักปิดทอง ลวดลายละเอียดมากๆ
















คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส( Christopher Columbus) เป็นนักทำแผนที่ นักสำรวจ นักเดินเรือเป็นนักเดินเรือคนแรกที่ค้นพบทวีปอเมริกา เชื่อกันว่าน่าจะเป็นขาวอิตาลี่ ได้ รับการสนับสนุนจากสำนักราชวังสเปน โดยไปขอรับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลลาที่ 1 แห่งอาณาจักรคาสตีล


หีบศพโคลัมบัส




มีกษัตริย์ของอาณาจักรทั้ง4 ของสเปนแบกโลงศพ เป็นการให้เกียรติ เพราะเป็นผู้นำดินแดนใหม่ ความมั่งคั่งมาสู่สเปน


ไกด์อธิบายว่าข้างในโลงคือกระดูกที่เชื่อว่าเป็นของโคลัมบัส พบว่ามีชิ้นส่วนอยู่160 กรัม ซึ่งนำกลับจากคาริบเบียนในปี 1899 แต่สาธารณรัฐคาริบเบียนอ้างว่ากระดูกจริงของโคลัมบัสฝังอยู่ในซานโต โดมิงโก ดังนั้น สเปนได้ทำการตรวจสอบดีเอ็นเอกระดูกในโบสถ์เซบิย่ามา ในปี 2004 นำไปเทียบดีเอ็นเอกระดูกของน้องชายโคลัมบัสที่ฝังในเซบีย่า และพิสูจน์ได้ว่ากระดูกในนี้เป็นของโคลัมบัส แต่บางทฤษฎีบอกว่าอาจจะเป็นได้ทั้ง 2 แบบก็ได้เพราะมีการเคลื่อนย้ายกระดูกทำให้กระดูกอยู่ทั้ง 2 ที่ก็เป็นได้















หลังจากเดินชมมหาวิหารได้พอสมควรพวกเราก็ออกมาถ่ายรูปข้างนอกกัน






บริเวณรอบๆมีรถม้าบริการนักท่องเที่ยว


ถ่ายรูปไปได้ไม่นาน ไกด์ก็ไล่ต้อนพวกเราไปทานอาหารเย็น มื้อนี้เป็นอาหารพื้นเมือง

อาหารสเปนมื้อนี้อร่อยดี ไม่เค็มอย่างที่เขาบอกมา








จากนั้นพวกเราก็กลับไปพักที่โรงแรม Trh Alcora Hotel

โรงแรมไม่มีน้ำให้ดื่มฟรี แต่โรงแรมอยู่ใกล้คาร์ฟูร์ พวกเราไปเดิน shopping เพื่อซื้อน้ำดื่มและขนม มาที่นี่ได้ของเพียบทั้งขนมและของฝากเพราะราคาไม่แพง shoping กันเพลินจนห้างปิด( ปิด 4 ทุ่ม )






โรงแรม 4 ดาวห้องใหญ่ดี โดยเฉพาะที่นอนนุ่มมาก
นอนหลับสบาย


คืนนี้นอนพักเตรียมแรงไว้พรุ่งนี้ไปเที่ยวโปรตุเกสกันต่อ

ตอนต่อไป ลิสบอน





 

Create Date : 15 มิถุนายน 2560    
Last Update : 11 สิงหาคม 2560 1:19:04 น.
Counter : 3028 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

goffymew
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Flag Counter Welcome to Goffymew Blog
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add goffymew's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.