ชนะตัวเองให้ได้ เย้!

บทที่ 15

บทที่ 15

แม้ปกติจะเป็นคนตื่นเช้า แต่ปั้นหยาก็ไม่เคยนอนดึกเกือบค่อนสว่างติดต่อกันยาวนานขนาดนี้มาก่อน ยิ่งวันเสาร์และอาทิตย์อันควรเป็นวันหยุดพักผ่อนกลับต้องตื่นแต่ไก่โห่ เพื่อทำหน้าที่คนรับใช้ผู้ต้องคอยติดสอยห้อยตามเหล่าคุณหนูคุณชายไฮโซตะลอนทั่วเกาะฮ่องกง หญิงสาวจึงรู้สึกอ่อนล้า ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างบอกไม่ถูก หากพอคิดว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของทริปทัวร์คณะเติ้งจื่อผิง เธอก็กัดฟันอดทนเดินตามหลังทุกคนต้อยๆ โดยไม่ปริปากเลยสักคำเดียว
ทว่าทริปสุดท้ายนี่แหละที่สาหัสมิใช่น้อย ด้วยคุณหนูเติ้งกับคุณตู้ สองสาวนักช้อปต้องการตระเวณซื้อของย่านการค้าลือชื่อของเกาะฮ่องกง ถึงระยะทางและอาณาบริเวณของจิมซาจุ่ยจะไม่มากถ้าเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นแต่ก็ต้องเดินทั้งวัน อีกทั้งถุงข้าวของหลายใบของพวกเธอปั้นหยาต้องเป็นคนถือเกือบทั้งหมด แม้นครินทร์มีน้ำใจช่วยหอบบ้าง หากจำนวนและน้ำหนักก็ยังมากมายสำหรับคนเริ่มตัวรุมๆ เพราะพิษไข้แล้ว
“หนึ่งคะ แวะร้านนี้ก่อนนะ” เติ้งจื่อผิงชี้หน้าร้านขายตุ๊กตาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะลากแขนเพื่อนสนิทเข้าไปด้านในโดยมีหม่าและเฉินเดินตามไปติดๆ ปั้นหยารู้สึกโล่งอกว่าตนจะได้พักบ้างจึงยืนพิงรั้วกั้นถนนหน้าร้านรอทุกคน ระหว่างหลับตาเพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อย เสียงนครินทร์ก็ดังขึ้นข้างตัว
“ไม่สบายหรือเปล่า”
หญิงสาวรีบลืมตาทันทีก่อนบอก “ไม่ค่ะ ฉันสบายดี”
“โกหก” ว่าพลางขยับมือขึ้นแตะหน้าผากหญิงสาวด้วยปลายนิ้ว “เธอมีไข้นี่นา”
“ฉันกินยาแล้ว เดี๋ยวก็หายค่ะ”
“กินที่ว่าน่ะกินเมื่อไหร่ ฉันไม่เห็นเธอกินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยงจนตอนนี้บ่ายกว่าแล้ว”
“เอ่อ... ฉันไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ”
นครินทร์ชักอยากเขกกะโหลกยัยจอมดื้อสักโป๊ก แต่เขาเลือกหยิบโทรศัพท์มือถือของตนออกมากด ปั้นหยาได้ยินชายหนุ่มพูดภาษาจีนสองสามประโยคแล้ววางสาย จากนั้นก็หันมากล่าวกับเธอ
“ฉันเรียกคนขับรถมาแล้ว เธอกลับไปพักผ่อนเถอะ”
“แต่ว่า...”
“ที่นี่ฉันจัดการต่อเอง รวมถึงเรื่องท่านประธานด้วย ไม่ต้องเป็นห่วง”
“คือ... ฉันคิดว่าตัวเองไหวค่ะ”
จากที่คิดว่าไหวแน่ๆ ก็ชักจะเริ่มเวียนหัว สะบัดร้อนสะบัดหนาวขึ้นมาทันที แต่ปั้นหยาเชื่อว่าเป็นเพราะสองตาดุซึ่งจ้องกันเขม็งอยู่นี่มากกว่าอย่างอื่น เธอจึงเบือนหน้าหลบอย่างไม่รู้จะวางสายตาไว้ตรงไหน ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่านครินทร์จะพูดด้วยเสียงอันเฉียบขาด ซึ่งไม่ต้องใช้สัมผัสที่หกช่วยก็รู้เลยว่าเจ้านายของเธอองค์ลงประทับเรียบร้อยแล้ว
“อย่าขัดคำสั่งฉัน”
ดุขนาดนี้ใครจะกล้า... ปั้นหยาได้แต่คิดพลางพยักหน้าทั้งๆ ที่ก้มมองพื้นอยู่นี่แหละ เล่นเอาคนมองส่ายศีรษะอย่างระอาก่อนดึงถุงช้อปปิ้งของเติ้งจื่อผิงออกจากมือหญิงสาว ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่รถจากทางโรงแรมมาถึงพอดี
ปั้นหยายังละล้าละลังตอนก้าวขึ้นรถสีดำสนิท นครินทร์จึงใช้สายตาบังคับแกมขู่จนกระทั่งประตูปิดลงอย่างเรียบร้อย พอรถออกตัวไปได้สักพัก กลุ่มคนไฮโซก็ออกจากร้านขายตุ๊กตาโดยมีแค่เฉินที่ซื้อสินค้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ชายหนุ่มหันรีหันขวางแล้วขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ทันถามถึงหญิงสาวผู้หายไป เจ้านายของเธอก็ชิงพูดออกมาก่อน
“ปั้นหยาไม่ค่อยสบายครับ ผมเลยให้เธอกลับไปพักผ่อน”
“อ้าว เหรอครับ” เท่านั้นก่อนจะมองตุ๊กตาในมือด้วยแววตาเสียดาย นครินทร์มองอาการนั้นด้วยความฉงนใจตัวเองเล็กน้อย เพราะมันก้ำกึ่งทีเดียวระหว่างสะใจกับสงสาร แต่สุดท้ายเขาก็เลือกจะบอก
“จะฝากผมนำไปให้เธอไหมครับ”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมค่อยให้เธอก็ได้”
ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ในเมื่อ... “อ้าว คุณเฉินไม่ได้กลับพร้อมทุกคนคืนนี้หรือครับ”
“ไม่ครับ เผอิญผมมีธุระด่วน”
นครินทร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ ว่าไปแล้วทั้งคุณหม่าและคุณเฉินต่างก็ทำธุรกิจส่วนตัวทั้งนั้น ผิดแต่ว่ารายแรกเหมือนกรณีเขาคือต้องรับสืบทอดกิจการครอบครัว ส่วนรายหลังร่ำรวยได้เพราะฝีมือตัวเองล้วนๆ ซึ่งชายหนุ่มคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเป็นเจ้าของคาสิโนใหญ่ในมาเก๊า
“งั้นเดี๋ยวหนึ่งเรียกคนมารับของกลับด้วยนะคะ ฉันมีที่อยากจะไปกับคุณตามลำพังค่ะ”
ไม่ต้องรอคำตอบ เติ้งจื่อผิงก็หันไปพูดกับกลุ่มเพื่อนว่าขอแยกย้ายกันตรงนี้แล้วค่อยพบกันอีกครั้งที่โรงแรมก่อนเดินทางกลับ หม่ากับตู้จึงขอตัวไปกับรถด้วยเพราะอยากพักผ่อนและจัดเก็บข้าวของ ซึ่งเฉินก็ขอกลับโรงแรมเช่นเดียวกัน นครินทร์จึงเรียกให้พลรถมารับกลุ่มแขกวีไอพี รอจนทั้งหมดเคลื่อนขบวนจากไปจึงค่อยเดินทอดน่องเคียงคู่คุณหนูเติ้งด้วยสีหน้าเหมือนกำลังเดินขึ้นตะแลงแกง
เยื้องร้านขายตุ๊กตาไปยังฝั่งตรงข้ามใกล้กับสี่แยกมีสวนสาธารณะขนาดย่อมค่อนข้างปลอดผู้คน เติ้งจื่อผิงเดินนำชายหนุ่มขึ้นบันไดและก้าวต่อเนื่องสู่จุดนั่งพักในศาลาแบบจีนซึ่งร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้พุ่มมีดอกสีแดงสดล้อมรอบ หลังจากหย่อนก้นสักครู่ เธอก็ยิ้มหวาน ตบเก้าอี้ข้างตัวเป็นเชิงชักชวนให้คนตามหลังมานั่งด้วยกัน นครินทร์ยิ้มตอบแต่กลับนั่งฝั่งตรงข้ามหญิงสาวก่อนจะถาม
“ที่นี่หรือครับที่คุณหนูเติ้งอยากมา”
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ” เธอว่าแล้วยิ้มเขิน “ฉันแค่อยากคุยกับหนึ่งสองต่อสองน่ะ”
จนได้สิ... นครินทร์เกือบจะทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่แล้วแต่ยังรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ ชายหนุ่มจึงเลือกใช้รอยยิ้มงุนงงกับอาการเลิกคิ้วเล็กน้อยเพื่อบอกว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องราวที่เธอกล่าว ซึ่งก็ได้ผลดีเสียด้วยเมื่อหญิงสาวทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“คุณน้าไม่ได้บอกหรอกหรือคะ”
“ท่านบอกให้ผมคอยดูแลคุณระหว่างการท่องเที่ยวครั้งนี้น่ะครับ”
ระหว่างการท่องเที่ยวครั้งนี้หรือ... หมายความว่าพอเธอกลับปุ๊บ เขาก็หมดความสนใจปั๊บสินะ
เติ้งจื่อผิงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกปฏิเสธ และฟันธงได้ทันทีว่านั่นต้องเป็นคำปฏิเสธแน่ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มไร้นัยยะใดของนครินทร์ในวินาทีต่อมา หญิงสาวก้มหน้า พยายามเทจุดสนใจไปสู่ครอบครัวแมวจรจัดที่นอนเกลือกกลิ้งเล่นกันอยู่แถวนั้น
ความเงียบอันน่าอึดอัดดำเนินไปหลายนาที ท้ายที่สุดเติ้งจื่อผิงก็เป็นฝ่ายพูดก่อน
“หนึ่งไม่อยากรู้หรือคะว่าคุณน้ากับพ่อคุยเรื่องอะไรกันบ้าง”
“ต้องยอมรับว่าใจนึงผมก็ไม่อยากนะ” ชายหนุ่มพูดหน้าตาย แต่คนฟังกลับหน้าเสีย นครินทร์แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอาการนั้นแล้วเอ่ยต่อ “คุณแม่ผมท่านคงลืมไปกระมังว่ามีลูกชายแค่คนเดียว จะให้รับกิจการเพิ่มอีกคงไม่ไหว”
นั่นทำให้หญิงสาวถึงกับหลับตาและสูดลมหายใจลึกอย่างโล่งอก เธอเงยหน้าขึ้นก่อนถาม
“แล้วถ้าเป็นเรื่องที่จะหาคนช่วยล่ะคะ หนึ่งคิดว่ายังไง”
“ผมมีเลขาแล้วครับ” กล่าวจบก็ยิ้ม หากเล่นเอาคนมองรอยยิ้มนั้นเริ่มเครียดอีกรอบด้วยความหมายซึ่งตีได้สองแง่สองมุม ทว่า...
“ไม่รู้สิคะ ฉันคิดว่าคุณปั้นหยาเธอ... เก่งไม่พอ”
“ผมมองว่าความสามารถเรื่องงานมันฝึกกันได้นะ แต่ที่ผมค่อนข้างชอบคือปั้นหยารู้ใจผม เป็นเลขาที่เข้าใจเจ้านายดีทีเดียว” แถมช่วงท้ายอีกนิดเพราะกลัวยัยคุณหนูจะเข้าใจผิดเลยเถิดหรอกนะ เจตนาแท้จริงของเขาน่ะแค่ให้สงสัยในความสัมพันธ์จนเลื่อนความต้องการเกี่ยวดองกันออกไปสักระยะก็พอแล้ว
เติ้งจื่อผิงทำหน้าครุ่นคิด ชำเลืองมองเขาสลับกับครอบครัวแมวซึ่งตอนนี้เหลือเพียงลูกแมวสองตัวนอนอาบแดดอยู่ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง
“ไว้ฉันจะถามคุณพ่ออีกทีนะคะ ตอนนี้เรารีบกลับกันเถอะค่ะ ฉันลืมไปว่าตัวเองยังไม่ได้เก็บกระเป๋าเลย” จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนและสืบเท้าออกจากเก้าอี้ทันที นครินทร์ยิ้มแล้วลุกตาม... โชคดีชะมัดที่ยัยคุณหนูนี่ยังเป็นลูกแหง่ หากอารมณ์กระหยิ่มยิ้มย่องคงอยู่ไม่นานนัก เมื่อหญิงสาวแสดงความจำนงค์ว่าอยากช้อปปิ้งต่อ ชายหนุ่มจึงได้แต่พยักหน้าและใช้รอยยิ้มช่วย ทั้งที่ในใจพยายามบังคับองค์มารไม่ให้ลงประทับร่างพลางท่องเวทย์มนตร์เพื่อข่มสติอารมณ์
เป็นเบ๊แบกถุงตอนนี้ ดีกว่าทั้งชีวิตต้องตกอยู่ใต้เงื้อมมือของเจ้าหล่อน!

ปั้นหยารู้สึกประหลาดใจเมื่อบริกรของทางโรงแรมเข็นรถอาหารมาเคาะประตูห้องหลังจากเธอกลับมาได้ไม่นานนัก แถมกระดาษโน้ตสีเหลืองแผ่นเล็กเขียนข้อความเป็นภาษาไทยในเชิงบังคับด้วยสำนวนคุ้นๆ ที่แปะไว้บนฝาโถข้าว ยิ่งทำให้สงสัยเข้าไปอีกว่าคนเขียนผู้น่าจะยังอยู่กับคณะทัวร์ลูกเศรษฐีในจิมซาจุ่ยเขียนข้อความนี้ส่งมาให้เธอได้อย่างไร หากหญิงสาวก็พับมันเก็บไว้ในมือหลังจากอ่านจบ ยิ้มพลางกล่าวขอบคุณบริกรหนุ่มซึ่งยิ้มตอบกลับอย่างกว้างขวางกว่า และบอกให้เธอวางถาดอาหารที่รับประทานเสร็จเรียบร้อยแล้วไว้หน้าห้อง ก่อนขอตัวไปทำงานต่อ
คนป่วยสำรวจอาหารของตนพลางกลืนน้ำลาย ไม่ใช่เพราะความหอมน่ากินของข้าวต้มทะเลร้อนๆ แต่เป็นด้วยพิษไข้ทำให้แสบปากแสบคอจนทานอะไรไม่ลง เธอจึงหยิบยาเม็ดในถ้วยกระเบื้องใบเล็กใส่ปากและดื่มน้ำตาม จากนั้นค่อยโถมตัวลงนอนเหยียดยาวบนเตียง ทว่าหลับได้สักพักก็ต้องสะดุ้งตื่น เนื่องจากอาการปวดกล้ามเนื้อเล่นงานจนไม่สามารถทนข่มตานอนต่อไปได้ พอลุกขึ้นมาแล้วปั้นหยาถึงเพิ่งนึกออกว่าตนยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่ช่วงเที่ยง หญิงสาวเลยเดินไปตักข้ามต้มเย็นชืดใส่ชามแบ่งและนั่งกินอย่างฝืดฝืน หากกลืนได้เพียงสองคำก็ต้องวางช้อนอิ่มเพราะเกิดอาการระคายคออย่างหนัก
คงต้องไปซื้อยาเสียแล้ว... หญิงสาวคิดพลางเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาค่ำแต่ก็ยังไม่ดึกมากนักและเธอจำได้ว่ามีร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ห่างออกไปเพียงสามช่วงตึก จึงคว้ากระเป๋าสตางค์กับกุญแจแล้วเดินออกจากห้องเพื่อซื้อของ
อากาศตอนกลางคืนหนาวเสียดกระดูกจนปั้นหยาต้องซุกมือลงกระเป๋าเสื้อโค้ทขณะเร่งฝีเท้าเท่าที่ขาสั้นๆ จะก้าวได้ พอถึงจุดหมาย เธอรีบกวาดตามองหาสิ่งของที่ตนต้องการแต่ไม่พบ หญิงสาวอยากจะร้องไห้ นึกไม่เข้าใจว่าเหตุใดร้านค้าปลีกยี่สิบสี่ชั่วโมงโลโก้เดียวกับที่ตั้งเกร่อในเมืองไทยทว่ามีขนาดเล็กกว่าหลายเท่าจึงหาสินค้าได้ยากเย็นนัก กระทั่งสายตาสะดุดกับยาบรรเทาอาการไอยี่ห้อดังตั้งอยู่ด้านหน้าแคชเชียร์ เธอก็รีบปรี่ไปหยิบโดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งยืนดูปกหนังสือติดเรทอยู่ตรงนั้นด้วย
“อ้าว ยัยแว่น” ประโยคเดียวเท่านั้นแต่ทำให้ปั้นหยาถึงกับขนลุกซู่ เธอเงยหน้ามองชายหนุ่มร่างผอมสูง ใบหน้าซูบตอบซึ่งบางครั้งก็เจอยามไปส่งงานฝีมือที่บ้านยายทม
“โตมร”
“คิดว่าเจอแบรท พิตต์หรือไง” ว่าพลางยักคิ้วให้อย่างยียวน “ไม่คิดว่าจะเจอกันที่นี่แฮะ แล้วยัยทอมคู่ขาเธอล่ะ”
“ไม่ได้มาด้วยหรอก” พูดแล้วก็อยากตบปากตัวเอง ในสถานการณ์แบบนี้เธอน่าจะโกหกว่าช่อม่วงรออยู่ด้านนอก อารามลนลาน หญิงสาวรีบวางยาแก้ไอกลับลงที่เดิมแล้วบอก “เอ่อ... ฉันไปก่อนนะ”
“เดี๋ยวสิ” โตมรว่าแล้วขยับจับแขนปั้นหยา เธอรีบสะบัดออกด้วยความตกใจ
“เอ้อ... โทษที ฉันรีบ” จากนั้นก็ลิ่วออกจากร้านไปเลย หญิงสาวจึงไม่เห็นว่าตอนนี้ชายที่ยืนอยู่ในร้านค้าเมื่อครู่เดินตามมาด้วย
กว่าจะรู้สึกตัวว่ามีคนตามหลังก็เริ่มเข้าสู่อาคารร้านรวงซึ่งเปิดเป็นร้านค้าในยามกลางวัน หากเวลาค่ำอย่างตอนนี้ผู้คนปิดบ้านดูทีวีหรือเข้านอนกันหมดแล้ว ปั้นหยารีบเร่งฝีเท้าเพื่อให้ผ่านถนนสายวังเวงนี้ไปโดยเร็ว แต่พลันต้องตกใจสุดขีดเมื่อแขนของเธอถูกกระชาก ทันทีที่ลำตัวบอบบางเซถลาไปชนแผ่นอกแข็งคล้ายมีโครงกระดูกปูดโปนออกนอกผิวเนื้อ หญิงสาวก็อ้าปากทำท่าจะกรีดร้อง ทว่าโตมรอาศัยความไวอุดปากเธอได้ก่อนและออกแรงลากเข้าไปในซอกตึกอันมืดสลัว ระหว่างนั้น เธอได้กลิ่นเหม็นจากร่างกายของเขา
ปั้นหยาจำกลิ่นนี้ได้ เธอเคยสัมผัสมันมาแล้วเมื่อหลายปีก่อนในตอนที่มีชายวัยฉกรรจ์หลายคนฉุดคร่าเธอไปจากป้ายรถเมล์หลังกลับจากโรงเรียน คนเหล่านั้นก็มีกลิ่นเหมือนเช่นโตมรยามนี้ มันเป็นกลิ่นน่าขยะแขยงและสุดแสนอันตรายอย่างยิ่งสำหรับลูกผู้หญิง
“ฉันรู้ว่าแกชอบฉัน ใช่ไหมยัยแว่น ตั้งท่ารังเกียจเพราะอยากเรียกร้องความสนใจใช่ไหม”
โตมรพูดเสียงเบาต่ำข้างหูของปั้นหยา หญิงสาวพยายามเบือนหน้าหนีอย่างยากลำบากเพราะถูกอุดปากไว้ คนกักขฬะแลบลิ้นเลียใบหน้าของเธอแล้วพูดต่อ
“ฉันยอมรับว่าถูกใจแกอยู่เหมือนกัน อยากรู้ว่าสาวใสซื่ออย่างแกจะมีปฏิกิริยายังไงเมื่อถูกฉัน...” เขาทิ้งช่วงเพื่อใช้สายตาลวนลามเรือนร่างหญิงสาว จากนั้นก็สอดมืออีกข้างเข้าไปในเสื้อโค้ทของเธอ ปั้นหยาทำได้แค่กรีดร้องในลำคอ น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัว แต่ก่อนที่คนสามานย์จะได้กระทำเลยเถิดกว่านั้น ร่างของมันก็ลอยหวือเพราะถูกกระชากคอเสื้อและปล่อยให้ปะทะกำแพงอีกฝั่งด้วยแรงเหวี่ยง เกือบเป็นเวลาเดียวกันกับที่ปั้นหยาถูกกระชากออกจากซอกตึกโดยฝีมือของนครินทร์
“เธอมาทำบ้าอะไรที่นี่!” ตวาดจบก็ใจหายวูบทันใดเมื่อเห็นดวงตาใต้แว่นเบิ่งค้างและมีน้ำตาไหลไม่ขาดสาย... ท่าทางยัยเลขาของเขาจะช็อกหนักเสียแล้ว
แต่ชายหนุ่มยังไม่ทันทำอะไรเพื่อเรียกสติ คนซึ่งถูกเหวี่ยงเมื่อครู่ก็ถลาเข้ามาหาพร้อมกับเงื้อหมัดแถมก่นด่าคำหยาบคาย เล่นเอานครินทร์ฉุนขาดและคิดจะต่อยสวนกลับ แต่ถ้าเขาหลบคนเจ็บคงเป็นปั้นหยาแน่นอน เขาจึงตัดสินใจหมุนตัวตวัดเท้าฟาดหน้าของโตมรจนล้มกลิ้ง สลบเหมือด
“ขอโทษทีว่ะ ฉันไม่พระเอกขนาดยอมให้คนอย่างแกชกหรอก” ผู้ชนะเยาะเย้ยจบก็หันหลัง เตรียมจัดการแม่เลขาที่ยังตัวแข็งอยู่เป็นรายต่อไป หากตอนนั้นหางตาเขาสะดุดกับซองพลาสติกแบบซิปล็อกบรรจุยาเม็ดสีน้ำตาลที่แลบออกจากกระเป๋าเสื้อของโตมรเข้าเสียก่อน
พลันนั้น ความคิดไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับยาชนิดนี้ก็แวบเข้ามาในหัว นครินทร์รีบใช้มือถือของตนบันทึกภาพโตมรไว้และหยิบซองยาออกจากกระเป๋าของเขา ตอนแรกเขาคิดจะหยิบไปเพียงสองเม็ดแต่ก็เปลี่ยนใจยึดมาทั้งหมด... ถ้าเจ้านี่เป็นสิ่งที่เขาคิด อันตรายคงบังเกิดกับคนที่จ่ายเงินเพื่อมันแน่ ชายหนุ่มเก็บมือถือกับซองยาใส่กระเป๋าเสื้อโค้ทแล้วเดินไปหาปั้นหยา เขย่าตัวเธอเบาๆ พลางส่งเสียงเรียก
“เปิ้ล เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”
เปิ้ลไม่ตอบ ดูเหมือนจะช็อกจนสิ้นสติทั้งที่ลืมตา นครินทร์ถอนหายใจแล้วกระชากตัวหญิงสาวเข้ามากอด จากนั้นก็ลูบศีรษะปลอบขวัญ เขารู้สึกปวดแปลบในอกอย่างไรพิกลเมื่อรู้สึกได้ว่าร่างเล็กๆ กำลังสั่น
“เปิ้ล เธอปลอดภัยแล้ว มีฉันอยู่ไม่ต้องกลัวนะ”
คล้ายจะมีเสียงสะอื้นหลุดออกมาจากคอคนช็อก นครินทร์จึงคลายวงแขนแล้วเปลี่ยนเป็นพยุงตัวเธอไว้ นึกโล่งอกว่าปั้นหยาคงได้สติแล้วเพราะดวงตากลมนั่นกำลังมองเขาอยู่ หากพักเดียวหญิงสาวก็ลมจับ ล้มลงสิ้นสติไปจริงๆ
นครินทร์ทำเสียงลอดไรฟันก่อนจะยกแขนปั้นหยาขึ้นพาดไหล่แล้วช้อนร่างของเธอแนบอก โชคดีที่ปั้นหยาตัวเล็ก ไม่อย่างนั้นเขาคงใช้วิธีลากเธอแทนการอุ้มอย่างแน่นอน

โตมรสะบัดหัวไล่อาการมึนงงหลังฟื้นจากการสลบพลางสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะยิ่งสบถหนักขึ้นเมื่อมองนาฬิกาข้อมือและพบว่าเลยเวลานัดส่งของร่วมสองชั่วโมงแล้ว เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรออก แต่พอรู้ว่าของที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อหายไปก็รีบปิดสายทิ้งทันที
“ฉิบหายแล้ว เฮียเฉินฆ่ากูตายแน่” ว่าพลางค้นหาตามกระเป๋ากางเกงหากก็เจอเพียงเศษเงินเท่านั้น โตมรขยี้ศีรษะอย่างแรงและยกมือถือขึ้นมากดเบอร์อีกครั้งด้วยสำนึกว่าสำหรับผู้ชายแซ่เฉิน การพูดความจริงจะนำพาเขาไปสู่บทสรุปที่ดีกว่าการปกปิดความผิดไม่ว่าเจตนาหรือไม่ก็ตาม ทว่าเหตุผลนั้นหาได้รวมถึงเรื่องใช้เวลางานทำอย่างอื่น โดยเฉพาะการประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งความผิดเขาเข้าข่ายเงื่อนไขข้อหลังด้วย
สัญญาณโทรศัพท์ดังเพียงสองครั้งก่อนจะตามมาด้วยเสียงตอบรับอันคุ้นเคย โตมรรีบพูดทั้งที่ยังนึกหาข้ออ้างเข้าท่าไม่ได้
“เฮียนะครับ ผมโตนะ คือ... ของที่จะเอาไปส่งลูกค้ามันหายไปแล้ว”
เงียบสักพัก ผู้รับก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้โตมรขนลุกเกรียว “ฉันก็ว่าอย่างนั้น”
“เฮียครับ ไม่ใช่ความผิดผมนะ คือ... มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้เตะผมจนสลบแล้วแย่งของไป”
“ไอ้บ้าคนนั้นเป็นใคร”
“ไม่ทราบครับผมไม่เคยเห็นหน้า รู้แต่ตัวสูง ขาวมาก แต่งตัวดูเหมือนพวกผู้ดีครับ อ้อ หน้าตามันใช้ได้เลยล่ะ”
เขานึกอยากประจบว่าเฉินหน้าตาดีกว่าแต่เลือกที่จะเงียบไว้ เพราะสถานการณ์อย่างนี้ เฉินไม่มีทางขำด้วยแน่นอน โตมรได้ยินเสียงขีดอะไรบางอย่าง จากนั้นปลายสายก็กรอกเสียงน่าขนลุกตามมาอีกครั้ง
“ฉันคิดว่าไอ้บ้าคนนั้นคงไม่อยู่ๆ มาเตะแกแล้วแย่งของไปแน่ ใช่ไหม”
“เอ่อ...” ไม่จำเป็นต้องข่มขู่มากไปกว่านี้ โตมรก็รู้ความนัยนั้นดี เขารีบละล่ำละลักบอก “คือ... ผมยืนฆ่าเวลาอยู่ที่ร้านค้า แล้วก็เจอคนรู้จัก ผมคิดว่าน่าจะหาอะไรทำสักหน่อยก่อนไปส่งของ ก็เลย... ตามไป ตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มหมอนั่นก็โผล่มาเตะผมจนสลบ แล้วมันคงจะเอาของไปด้วยครับ”
“นกต่อรึ”
“ไม่ครับ ยัยแว่นนั่นไม่มีทางเป็นนกต่อได้หรอก” โตมรอุดปากตัวเองเมื่อรู้ว่าเผลอพูดออกไปแล้ว เขาได้ยินเสียงคำรามในลำคอเบาๆ เล็ดลอดจากโทรศัพท์
“แก... ฉุดผู้หญิงรึ”
“เอ่อ... ก็...” เขาอึกอักอย่างไม่รู้จะพูดอะไรอีกต่อไป แต่เท่านั้นเฉินก็ลำดับเรื่องราวได้หมด เขาจุปากและกล่าวประโยคสุดท้ายก่อนวางสาย
“ฉันจะไม่ยุ่งเลยว่าแกทำอะไรบ้างถ้าไม่ทำให้งานของฉันเสียหาย โตมร ฉันรับรองว่าแกจะได้รับค่าตอบแทนเรื่องนี้อย่างงามแน่นอน”
สัญญาณตัดไปแล้วแต่โตมรยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น เนิ่นนานหลายนาทีกว่าชายหนุ่มจะรู้ว่าควรทำอะไร เขารีบปิดโทรศัพท์และโกยอ้าวไม่คิดชีวิต ตอนนี้เขาต้องหาแหล่งกบดานแล้วหนีกลับเมืองไทยให้เร็วที่สุด ด้วยสังหรณ์ว่าค่าตอบแทนที่เขาจะได้รับในอนาคตอันใกล้คงเพียงพอให้จดจำนายเฉินได้จนวันตายเลยทีเดียว

นครินทร์กัดนิ้วชี้เบาๆ อย่างครุ่นคิดขณะมองยาเม็ดสีน้ำตาลในซองพลาสติก จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหายุคันต์ เมื่อมีเสียงตอบรับกลับมา เขาก็พูดทันที
“แย้ นายยังมีเบอร์ของไอ้ทีอยู่หรือเปล่า”
ตอนแรกยุคันต์กะจะเล่นมุกให้ฝากข้อความหลังสัญญาณตอบรับ แต่พอได้ยินประโยคที่ถามถึงนรเทพ เพื่อนร่วมสถาบันผู้ลาออกเอากลางเทอมโดยไม่ทราบสาเหตุ ทว่าพอพบกันอีกครั้งหมอนั่นก็ยึดอาชีพตำรวจแล้วและดูเหมือนมียศใหญ่พอตัวเสียด้วย นายแย้ขี้เล่นจึงเปลี่ยนใจตอบตามตรง
“มี จะเอาไปทำไมรึ”
“มีของจะให้มันดูน่ะสิ ฉันเพิ่งยึดมาได้จากกุ๊ยคนไทย คงข้ามมาหากินแถวนี้แหละ แต่ฉันแค่สังหรณ์เฉยๆ นะเว้ย ไม่คอนเฟิร์ม”
“หนึ่งเอ๊ย แกจะไปยุ่งทำไมวะ เทลงชักโครกไปก็สิ้นเรื่อง”
“พอดีว่ามันมาหาเรื่องปั้นหยาว่ะ เลยกะจะลากมันเข้าซังเตสั่งสอน เอาโทษสักตลอดชีวิตก็พอ”
หาเรื่องปั้นหยาที่ว่าคงเป็นแง่ซึ่งไม่ค่อยดีนัก และแง่ดังกล่าวไม่ควรให้ช่อม่วงรู้เด็ดขาด เพราะมีสิทธิ์อย่างยิ่งที่แม่คุณจะไปอาละวาดถึงเกาะฮ่องกงภายในวันพรุ่งนี้ ยุคันต์นึกภาพก๊อตซิลล่าช่อม่วงพ่นไฟแล้วถอนหายใจ ก่อนจะถามไถ่ถึงผู้เสียหาย
“แล้วคุณปั้นหยาเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันช่วยไว้ทัน แต่ตอนนี้มีไข้สูง แม่ฉันกำลังดูแลอยู่”
โอ้... แสดงว่าคุณนายกิมลั้งพอใจปั้นหยาสินะ... “เหรอ”
“เออ เฮ้ย ขอเบอร์ด้วยเว้ย เร็วๆ”
ยุคันต์บอกคนใจร้อนให้รอขณะกดโหมดค้นหา พักหนึ่งก็พบเบอร์และบอกนครินทร์ไปแล้วค่อยวางสาย จากนั้น ชายหนุ่มจึงเคาะโทรศัพท์กับปากตัวเองเบาๆ อย่างครุ่นคิด
นับเป็นสัญญาณอันดีที่นครินทร์เป็นห่วงปั้นหยาถึงขนาดคิดแก้แค้นคืน เพราะตามปกติถ้าเป็นผู้หญิงอื่นเขาคงแค่ช่วยไปตามสถานการณ์เท่านั้น หากนั่นก็ยังฟันธงอะไรไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ของสองคนจะคืบหน้ากว่านี้
ชายหนุ่มชำเลืองมองภาพถ่ายสมัยเรียนมัธยมตอนกลุ่มของเขาชนะรางวัลการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งภาพนั้นถูกขยายใหญ่กว่าเดิมจนเห็นใบหน้าของทุกคนอย่างชัดเจน ยุคันต์เพ่งจุดสนใจไปยังเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายปั้นหยาด้วยดวงตาเศร้าสร้อย
“เต้เอ๋ย ถ้าดวงวิญญาณของนายยังอยู่ ฉันก็ขอร้องให้นายช่วยหนึ่งด้วยเถอะวะ”
ช่วยหนึ่งให้พบคนที่จะมารักษาแผลใจซึ่งเกิดขึ้นหลังจากนายตายไปด้วยเถอะ!

วันสุดท้ายของการทำงานในต่างแดน ปั้นหยาควรจะได้ออกเที่ยวแต่กลับต้องนอนซมอยู่ในห้องเกินครึ่งค่อนวันด้วยพิษไข้ พอขยับแขนขาได้บ้างก็ถึงเวลาจัดเก็บกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับคืนนี้เสียอีก แต่หญิงสาวคิดว่าดีแล้ว เพราะเธอคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่กับช่อม่วงจนไม่มีอารมณ์อยากไปไหนทั้งนั้น ทว่าขณะจัดเรียงเสื้อผ้า นครินทร์ก็โทรศัพท์เรียกเธอให้เข้าพบโดยไม่ถามไถ่อาการกันสักนิด แม่เลขาจอมอึดจึงจำใจวางมือจากภาระที่คั่งค้างและเดินสะโหลสะเหลออกจากห้องไปหาเจ้านายผู้แสนเอาแต่ใจ หากชายหนุ่มกลับยืนรออยู่หน้าห้องของเธอแล้ว
ปั้นหยามองคุณชายนครินทร์ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว วันนี้เขาแต่งตัวแบบไม่มีพิธีรีตองนักจึงดูอายุน้อยกว่าที่ควรเป็น หากนั่นหาใช่ประเด็นสำคัญ เพราะท่าทางเหมือนเขาจะ...
“ออกไปซื้อของกับฉันหน่อย”
นั่นปะไร เดาแม่นขนาดนี้น่าจะลองซื้อล็อตเตอรี่ดูบ้างนะ
การเดินทางครั้งนี้ไม่ลำบากเท่าใดนักเพราะรถของทางโรงแรมวนรอบแหล่งการค้า แต่อากาศหนาวเย็นบวกร่างกายซึ่งเพิ่งหายไข้ทำให้ปั้นหยาหน้าซีดปากสั่น คนมาด้วยกันจึงยื่นแจ๊กเก็ตของตนให้เธอสวม ครั้นจะปฏิเสธก็กลัวสายตาดุดันที่เจ้านายชอบใช้เวลาออกคำสั่ง หญิงสาวจึงรับมาอย่างเสียมิได้พลางกล่าวขอบคุณ
“ให้สวมนะ ไม่ได้ให้ถือ” นครินทร์พูดอย่างรู้ทัน ปั้นหยาเลยจำใจต้องสอดแขนเข้าไปในเสื้อเสียเดี๋ยวนั้น เนื้อผ้าหนานุ่มสร้างความอบอุ่นได้เป็นอย่างดีทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เล่นเอาคนเกรงใจเกิดนึกอยากยึดเสื้อตัวนี้ขึ้นมาครามครัน ถึงไซส์จะใหญ่เกินคำว่าหน่อยไปเยอะเลยก็เถอะ
“อยากแวะร้านไหนก็บอกนะ หรือเธอจะไปห้างล่ะ”
คำพูดของเจ้านายทำให้ปั้นหยากระพริบตาปริบๆ อย่างงุนงงก่อนจะหลุดปากด้วยเสียงสูงเป็นเชิงถาม “คะ”
“เธออยากซื้อของฝากไม่ใช่หรือ แต่จะให้กลับไปที่สแตนเล่ย์ มาร์เก็ตอีกก็คงไม่ไหว ฉันเลยพามาแถวนี้”
เห็นเขาติดอยู่กับกลุ่มคุณหนูเติ้งเกือบตลอด ไม่คิดว่าจะสังเกตเธอด้วยแฮะ... ปั้นหยารู้สึกใจเต้นแปลกๆ พิกลก่อนจะตอบ “ขอบคุณค่ะ”
“ขอบคุณอะไรกัน ค่าใช้จ่ายเรื่องของฝากคุณเปิ้ลต้องจ่ายเองนะครับ ไม่ใช่ผม”
นั่น ยังอุตส่าห์ยียวนกันด้วยรอยยิ้มเสียอีกนะ แปลกดี เวลาเจ้านายอารมณ์ดีแบบนี้แล้ว หญิงสาวรู้สึกว่าเขาน่ารักอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะคำลงท้าย ‘นะครับ’ จากเรียวปากสีสวยเป็นธรรมชาติ ฟังทีไรก็ชุ่มชื่นหัวใจทุกที แล้วยิ่งตอนนี้เขาเรียก... เดี๋ยวสิ! เขาเรียกชื่อเล่นเธอ
จู่ๆ คนยิ้มน้อยแบบรักษามารยาทก็เปลี่ยนสีหน้าคล้ายกำลังตกใจอะไรสักอย่าง ทำให้นครินทร์หัวเราะในลำคอแล้วแซวต่อ
“ทำไม คิดว่าฉันจะจ่ายให้หรือไง”
“เปล่าค่ะ” แค่แปลกใจว่าเรียกชื่อเต็มเป็นพิธีการตั้งนานทำไมเพิ่งมาขานชื่อเล่นเอาตอนนี้ ครั้นจะถามก็ไม่กล้าพอ ปั้นหยาจึงเปลี่ยนเรื่อง “ฉันแค่สงสัยว่าคุณนครินทร์ไม่หนาวบ้างเหรอ”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออีกครั้งพลางส่ายศีรษะราวกับรู้ว่าเธอถามไปอย่างนั้นเอง เล่นเอาคนถูกรู้ทันยิ้มเจื่อนแล้วมองออกนอกหน้าต่าง จังหวะนั้นเธอเห็นเฉินยืนคุยกับผู้ชายที่ใบหน้าหน้าละม้ายคล้ายคนตะวันออกกลางหน้าร้านค้าเสื้อผ้า เขากำลังยื่นอะไรสักอย่างเหมือนรูปถ่ายให้ชายคนนั้นดู และเพราะรถเคลื่อนที่ไม่ค่อยเร็วนัก ปั้นหยาจึงมั่นใจมากว่าใช่
“คุณเฉินยังไม่กลับหรือคะ” หญิงสาวถามเพราะแค่อยากรู้ แต่นครินทร์ถึงกับขมวดคิ้ว รอยยิ้มเมื่อครู่หายวับทันตาขณะถามกลับ
“ทำไมหรือ”
“ฉันเห็นเขายืนคุยกับใครก็ไม่ทราบเมื่อกี้นี้ค่ะ” ว่าพลางชี้นิ้วไปด้านหลัง ท่าทางไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของเธอทำให้นครินทร์รู้สึกโล่งใจ ก่อนตอบคำถามด้วยเสียงอันรื่นหูกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย
“คุณเฉินยังอยู่เพราะเห็นว่ามีธุระด่วนต้องทำ เธออยากพบเขารึเปล่าล่ะ ขากลับฉันจะได้โทรนัด”
“ไม่ค่ะ ฉันแค่ถามเพราะสงสัยเท่านั้น”
ประโยคนั้นทำให้คนฟังฉุกคิด... ซองยากับชายคนเมื่อวาน เป็นไปได้ไหมว่าจะเกี่ยวข้องกัน
“เรื่องเมื่อวานน่ะ ผู้ชายคนนั้นเธอรู้จักเขาหรือเปล่า”
ใบหน้าของปั้นหยาซีดลงทันทีพลางประสานมือและบีบมันแน่น นครินทร์รู้สึกว่าเธอกำลังตัวสั่น... คงยังผวากับเรื่องเมื่อวานสินะ
“ฉันถามก็เพราะอยากให้แน่ใจเท่านั้นเองว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน”
ปั้นหยารู้ดีว่าเจ้านายของเธอจัดการเรื่องนี้ได้ในระดับมากเชียวล่ะ แต่ที่ถามเพราะอยากให้เธอคะเนเอาจากความสัมพันธ์ว่าควรคาดโทษโตมรไว้สักแค่ไหน ทว่า หากออกโกหกไปคงรู้สึกผิดตลอดชีวิตแน่นอน หญิงสาวจึงเลือกตอบตามจริง ส่วนที่เหลือให้ความยุติธรรมในตัวของนครินทร์ตัดสินเองก็แล้วกัน
“ผู้ชายคนนั้น เอ่อ... โตมรเป็นหลานของคนที่ครอบครัวฉันรับจ้างทำงานฝีมือให้น่ะค่ะ”
แสดงว่าไม่สำคัญ... “งั้นก็สบายใจได้ ต่อไปหมอนั่นจะไม่มาให้เธอเห็นหน้าอีกแน่นอน”
ถึงกับทำหน้าตาตื่นทีเดียวหลังจากเขาพูดจบ นี่ยัยเปิ้ลคงคิดว่า... “เธอคิดว่าฉันจะสั่งเก็บหมอนั่นหรือไง”
“เอ่อ... เปล่าค่ะ” จริงๆ ก็คิดนั่นล่ะ แต่พอตรองดูให้รอบคอบ เรื่องอะไรที่นครินทร์จะยอมทำผิดเพื่อเธอกันเล่า ดังนั้นตัดเรื่องอาชญากรรมทิ้งไปได้เลย
คล้ายเจ้านายหนุ่มจะรู้ใจแม่เลขาจอมคิดมาก เขายิ้มพลางส่ายหัวอีกครั้งก่อนสรุป
“ไม่ต้องห่วง ที่ฉันจะทำคือส่งหมอนั่นเข้าคุกน่ะ”
เท่านั้นคนคิดมากก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะถ้าโตมรถูกส่งไปสถานที่เช่นนั้น กว่าจะออกมาได้อีกครั้งก็คงเข็ดหลาบและไม่มีวันมายุ่งกับเธออีกอย่างแน่นอน แต่เรื่องที่ปั้นหยาคาดเดาผิดคือความหมายแท้จริงของคำพูดนครินทร์ต่างหาก เขาได้คาดโทษสูงกว่าที่เธอคิดให้เจ้าคนสามานย์นั่นแล้ว
โตมรไม่มีทางออกมาสร้างความเดือดร้อนให้ปั้นหยาหรือใครได้อีกแน่ หากโทษของเขาคือจำคุกตลอดชีวิต




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2553 22:40:44 น.
Counter : 205 Pageviews.  

บทที่ 14

บทที่ 14

ฮ่องกงในช่วงปลายฝนต้นหนาวอากาศเย็นจนอาจทำให้คนไม่ถูกโรคกับฤดูนี้ถึงขั้นแสบหน้าแสบจมูก แต่ปั้นหยากลับรู้สึกว่าอุณหภูมิภายในโรงแรมปริ๊นเซสโรสนั้นต่ำกว่าข้างนอกมากมายนัก โดยเฉพาะเมื่อต้องมายืนรอรับรายละเอียดของงานที่ต้องทำต่อหน้าคุณนายกิมลั้ง ผู้เป็นทั้งมารดาของคุณนครินทร์และประธานใหญ่ตัวจริงเสียงจริงแห่งแบรนด์กิมเจริญสถาพรอนันต์ หญิงสาวต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้ประหม่าตอนที่พบหญิงสูงวัยคนนี้ตามลำพัง นางกิมลั้งเป็นคนร่างเล็กพอๆ กับเธอแต่ดูสง่างามสมอายุซึ่งดูจะเลยวัยชราไปเพียงเล็กน้อยและยังมีเค้าความสวยอย่างเห็นได้ชัด แววตามีความโอบอ้อมหากยามไร้รอยยิ้มก็ทำเอาแทบไม่กล้าจะสบด้วย ยิ่งคราแรกเห็นหน้าที่นครินทร์แนะนำตัวเธอ ท่านประธานใหญ่ถึงกับขมวดคิ้ว มองเธอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าสองรอบก่อนส่งสายตาดุไปหาลูกชายแล้วกลับมาจ้องกันต่อ หากก็ไม่ได้กล่าวอะไรนอกเหนือจากการแนะนำตัวเองสั้นๆ จากนั้นจึงบอกให้พนักงานพาเธอไปเก็บกระเป๋ายังห้องพัก
โรงแรมปริ๊นเซสโรสอยู่เขตเซนทรัลและใกล้กับท่าเรือเฟอร์รี่ ทัศนียภาพของที่นี่จึงไม่เป็นสองรองโรงแรมในเครือตระกูลกิมอีกแห่งที่กรุงเทพฯ หากหญิงสาวทำได้เพียงชื่นชมความงามเหล่านั้นผ่านทางหน้าต่างห้องพัก เพราะแค่เก็บกระเป๋าเสร็จ เธอก็ต้องรีบไปหาท่านประธานใหญ่ที่ห้องทำงานตามคำสั่งเพื่อเริ่มงานตามแต่เจ้านายใหม่จะมอบหมายให้ ทว่าพอมาอยู่ต่อหน้านางกิมลั้งจริงๆ แล้ว ปั้นหยากลับต้องยืนรอให้หญิงสูงวัยตรวจเอกสารเสร็จเสียก่อน
ความอึดอัดทำให้รู้สึกว่าการตรวจงานนั้นเชื่องช้าผิดปกติ นานทีเดียวกว่าจะได้ยินเสียงพลิกกระดาษสักแผ่น จนในที่สุดปั้นหยาก็ได้ยินคำพูดแรกจากผู้สูงอายุ
“เธอมีชื่อเล่นหรือเปล่า”
“เอ่อ... เปิ้ลค่ะ”
“จริงด้วยสิ ฉันก็ได้ยินยัยเง็กเรียกเธอแบบนั้น แต่ฉันคิดว่าเรียกด้วยชื่อจริงน่าจะดีกว่า เธอขัดข้องอะไรไหม”
“เอ่อ... ก็... สุดแล้วแต่ท่านประธานเถอะค่ะ”
ดวงตาของท่านประธานตวัดขึ้นมองหน้าเธอคล้ายจะตำหนิกับคำพูดซึ่งฟังเหมือนยอกย้อน แต่สุดท้ายนางกิมลั้งก็เข้าเรื่อง
“ที่ฉันเรียกตาหนึ่งกับเธอมานี่เพราะจะมีแขกคนสำคัญมาพักที่โรงแรมของเราในอีกสามวันข้างหน้า ฉันคิดว่าเธอควรได้ศึกษางานแบบนี้บ้างในฐานะเลขาของกรรมการผู้จัดการบริษัท”
คำตอบรับมาพร้อมกับอาการพยักหน้า นางกิมลั้งพูดต่อ “ช่วงสองวันแรกอาจหนักสักหน่อย ฉันอยากให้เธอดูว่าแต่ละแผนกทำอะไรกันบ้างและเกี่ยวข้องกันอย่างไร อีกอย่างที่นี่มีการประเมินการทำงานของพนักงานในแต่ละเดือนด้วยซึ่งฉันอยากได้ความเห็นของเธอสักหน่อยว่าเป็นยังไง ตรงส่วนนี้ฉันมีรายงานเก่าๆ ให้เธออ่าน ลองดูแล้วกันเผื่อจะเห็นภาพรวมง่ายขึ้น”
นางกิมลั้งขยับเอกสารที่เข้าเล่มเรียบร้อยเป็นเชิงบอกให้ปั้นหยาหยิบไป ซึ่งหญิงสาวก็เอื้อมมือไปรับมาถือไว้ก่อนเพราะคาดว่าท่านประธานคงยังไม่หมดเรื่องพูดเพียงเท่านี้ และจริงดังคาด มีคำสั่งต่อไปตามมาติดๆ
“เรื่องสุดท้าย ระยะนี้ฉันอยากให้เธออยู่ใกล้หูใกล้ตาฉันหน่อย เห็นโต๊ะตัวนั้นไหม ฉันเตรียมไว้ให้เธอ” ว่าพลางชี้ไปยังโต๊ะสำนักงานขนาดย่อม บนนั้นมีแฟ้มเอกสารทั้งที่เข้าเล่มเรียบร้อยและยังเป็นแผ่นกระดาษตั้งกองอยู่เต็ม
“ตามสบายนะ ขาดเหลืออะไรก็บอกได้ อ้อ ฉันจะให้เบอร์ส่วนครัวไว้ เผื่อเธอหิว”
หญิงชราหยิบกระดาษโน้ตสีเหลืองที่ดูเหมือนเธอจะเขียนเตรียมไว้แล้วล่วงหน้าขึ้นมาจากลิ้นชักและวางแปะลงบนโต๊ะ ปั้นหยาค้อมตัวเล็กน้อยอย่างสุภาพขณะดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาและกล่าว
“ขอบคุณค่ะ”
เป็นเพราะเธอก้มหน้า จึงมองไม่เห็นว่าตอนนี้ริมฝีปากของนางกิมลั้งหยักขึ้นเล็กน้อยและแววตาคู่นั้นก็ฉายความเอ็นดูอย่างเห็นได้ชัด แต่พอหญิงสาวกลับมาอยู่ในท่าเตรียมรับคำสั่งอีกครั้ง ร่องรอยทั้งหมดก็หายไปเหลือเพียงสีหน้าที่เรียบเฉยเช่นเดิม
“ไว้ฉันจะมอบหมายงานให้อีกที ตอนนี้ไปทำหน้าที่ของเธอได้แล้ว”
“ค่ะ” สุดท้ายก่อนจะหันหลังไปนั่งที่โต๊ะและเริ่มต้นอ่านรายงานเป็นอย่างแรกก่อน ความหนักใจบังเกิดขึ้นทันทีเมื่อเห็นเอกสารเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ... เรื่องจริงคือเธอไม่เก่งถึงขนาดแปลทั้งหมดนี้ออกมาได้หนำซ้ำยังลืมพกดิกชั่นนารีติดตัวมาเสียอีก ดังนั้นตัวช่วยเดียวที่คิดออกคือนครินทร์ แต่ถ้าจะไปรบกวนเขาขณะกำลังทำงานอยู่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับนางกิมลั้ง หญิงสาวจึงเลือกจดเฉพาะส่วนที่ตัวเองไม่เข้าใจ กะไว้ว่าพอพักแล้วค่อยสอบถามกันทีหลัง
ท่านประธานหญิงเหล็กมองเลขาคนใหม่ของลูกชายด้วยรอยยิ้ม เธอได้ยินคำชมเรื่องที่ปั้นหยาขยัน เอาการเอางานโดยไม่สนใจเรื่องจีบตาหนึ่งเลยสักนิดจากพิมพ์พรรณแล้วจึงอยากเห็นว่าแม่สาวคนนี้หน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร ตอนแรกยอมรับว่าตกใจไม่น้อยที่ปั้นหยาหน้าละม้ายคล้ายกับผู้ชายคนนั้น แต่พอนึกดูอีกที ตอนพบนายเต้ครั้งแรก เธอก็เข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นผู้หญิงเหมือนกัน
นางกิมลั้งถอนหายใจพลางหลับตาลงเมื่อระลึกถึงความหลัง... คงเพราะช่วงขยายกิจการซึ่งต้องทำงานหนักพร้อมกับสามีทำให้เธอลืมสังเกตว่าตาหนึ่งเลิกพาเด็กสาวเข้าบ้าน แต่กลับพาแย้ ทัน และเต้เข้ามาแทน... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเปลี่ยนไป กลายเป็นคนรักมั่นในเพศเดียวกันถึงขนาดตามไปดูแลตอนนายเต้อะไรนั่นป่วยหนัก ยอมกระทั่งทิ้งบ้านช่องและพ่อแม่อยู่ร่วมปี
“เอ่อ... ท่านประธานเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
คำถามนั้นทำให้หญิงชราลืมตาและรีบปั้นหน้าดุใส่แม่เลขาเพื่อกลบเกลื่อน แต่พอเห็นแววตาอันห่วงใยอย่างไม่ปิดบังนั้นแล้วก็ใจอ่อน จึงเผลอยิ้มตอบไปและบอก
“เปล่า ฉันสบายดี อ้อ... ฉันคิดว่าจะไปหาตาหนึ่งสักหน่อย เธอจะพักยืดเส้นยืดสายก่อนก็ได้นะ”
จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกนอกห้องไปทันที ปั้นหยามองตามจนกระทั่งประตูอัตโนมัติปิดลง

เสียงเคาะประตูสองครั้งก่อนมันจะเปิดออกไม่ทำให้นครินทร์แปลกใจเท่าใดนัก ชายหนุ่มเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารแล้วยิ้มให้กับหญิงสูงวัยซึ่งก้าวเข้ามาในห้องพักของเขาอย่างรวดเร็วและนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเขาทันที
“มีอะไรหรือครับ หม่าม้า”
“คิดว่าหม่าม้าจะมีอะไรล่ะ อย่ามาทำไขสือนะตาหนึ่ง”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อยกับความหมายที่เขาคาดเดาไม่ผิดสักนิด ก่อนกวาดสายตาอ่านเอกสารอย่างรวดเร็วและปิดมันลง “หม่าม้าต้องถามแย้ครับ เขาเป็นคนรับปั้นหยาเข้ามา”
“หม่าม้ารู้ แต่ที่ไม่รู้คือเรื่องแม่ปั้นหยาหน้าเหมือนผู้ชายคนนั้นต่างหาก”
สีหน้าของนครินทร์ตึงขึ้นในขณะที่ดวงตาของเขามีแววปวดร้าวอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของผู้เป็นแม่กระตุกวูบเพราะเกิดระลึกได้ถึงพิษของการพลัดพรากที่เล่นงานลูกชายจนแทบเหลือเพียงร่างอันไร้วิญญาณ ซึ่งมันเกิดขึ้นหลังจากนายเต้คนนั้นจากไปอย่างกะทันหัน... ทำไมกันนะ... ทำไมหนึ่งถึงได้รักผู้ชายคนนั้นมากมายขนาดจะตายตามเสียให้ได้
เมื่อพบว่าลูกชายของเธอยังโศกเศร้ากับอดีตไม่เสื่อมคลาย นางกิมลั้งจึงเปลี่ยนเรื่องพูด
“หม่าม้ามาเพราะมีเรื่องอยากถาม หนึ่งจะว่าอะไรไหมถ้าหม่าม้าขอเป็นคนพิจารณาเรื่องผ่านโปรของปั้นหยาเอง”
นครินทร์ใจหายไปวูบหนึ่ง เขาทราบดีว่ามารดามีความยุติธรรมมากพอจะตัดสินคนที่ผลงานหาใช่ความรู้สึกส่วนตัว แต่อดีตที่เขาทำลงไปนั้นก็ทำให้หม่าม้าผู้รักเขายิ่งกว่าสิ่งใดต้องร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ดังนั้น ถ้าปั้นหยาไม่ผ่านการทดลองงานด้วยเหตุผลนี้ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้
“ครับ แล้วแต่หม่าม้าเถอะ”
นางกิมลั้งพยักหน้าเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นยืนและกล่าว “หม่าม้าคิดว่าหนึ่งคงเตรียมตัวเรื่องคุณหนูเติ้งมาแล้ว ส่วนรายละเอียดที่เหลือ หม่าม้าจะบอกระหว่างเราทานข้าวก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มใช้รอยยิ้มเป็นคำตอบ ผู้เป็นมารดาจึงมองลูกชายอีกครั้งอย่างต้องการจะหยั่งเชิงน้ำหนักในความหมายของรอยยิ้มนั้นแล้วเดินตรงไปยังประตู หากเพียงไม่กี่ก้าวเธอก็หยุดยืนนิ่งก่อนพูด
“ลูกรู้ใช่ไหมว่าหม่าม้าไม่มีวันโกรธเกลียดหรือแค้นลูกได้ลงคอ”
“ครับ ผมทราบ”
“และหม่าม้าไม่ได้ช็อกกับเรื่องที่ลูกรักผู้ชาย หรือหนีไปอยู่กินกับผู้ชายตั้งหลายปี”
คราวนี้เขาไม่ตอบ แต่ทำเพียงจ้องด้านหลังของมารดานิ่ง นครินทร์เห็นร่างเล็กๆ นั้นสั่นเทาและค้อมลง
“แต่ที่หม่าม้าเสียใจคือทำไมลูกไม่ยอมบอก ไม่เคยปรึกษาเรื่องนี้กับหม่าม้าเลย กระทั่งถึงวันที่ผู้ชายคนนั้นจากไปหนึ่งก็ไม่พูดสักคำ หนึ่งคิดว่าหม่าม้าจะไม่เชื่อใจหนึ่งอีกแล้วใช่ไหม คิดว่าหม่าม้าจะรับไม่ได้กับเรื่องที่หนึ่งเป็นเกย์ใช่ไหม”
ถึงกับหายใจสะดุดทีเดียว หากนครินทร์ก็พูดอะไรไม่ออกนอกจากคำว่า
“ผมขอโทษครับ”
พักใหญ่ทีเดียวกว่านางกิมลั้งจะยืดตัวตรงเป็นปกติ ก่อนจะกล่าวคำพูดทิ้งท้าย
“เรื่องคุณหนูเติ้งก็คิดให้ดีล่ะ จำไว้ด้วยว่าหม่าม้าอยู่ข้างลูกเสมอ” กล่าวแล้วก็เดินออกจากห้องไปเลย หญิงสูงวัยจึงไม่ทราบว่าตอนนี้บุตรชายของเธอกำลังยิ้มอย่างเศร้าสร้อยและตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือ
“ขอบคุณครับ หม่าม้า”

นางกิมลั้งเกือบฟันธงแล้วว่าปั้นหยากินนอนอยู่ในห้องทำงานของเธอตลอดสองวันของช่วงศึกษาโครงสร้างโรงแรม เพราะเธอจะเห็นหน้าเจ้าหล่อนที่โต๊ะประจำตัวก่อนเวลาเริ่มงานและมักกลับออกไปเป็นคนสุดท้าย หากทุกสิ่งก็ถูกไขกระจ่างก่อนสิ้นวันที่สองว่าแม่เลขาคนนี้ต้องเคยออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกบ้างล่ะ ไม่เช่นนั้นคงตอบคำถามเรื่องหน้าที่และความเกี่ยวข้องของแต่ละแผนกไม่ได้ รวมทั้งไม่รู้ด้วยว่าการประเมินพนักงานที่ทางโรงแรมจัดทำเป็นรายเดือนนั้นมีการตบรางวัลแก่พนักงานดีเด่นตอนสิ้นปี เพราะเรื่องเหล่านี้เธอจงใจดึงออกจากรายงานฉบับเก่านั่นเอง
อย่างไรก็ตามปั้นหยายังมีปัญหาเรื่องการใช้อังกฤษไม่น้อย เธอเป็นผู้บริหารโรงแรมจะไม่รู้เลยเชียวหรือว่าตอนดึกๆ ปั้นหยาแอบโทรไปขอความช่วยเหลือจากนายลูกชายตัวแสบของเธอโดยใช้โทรศัพท์ภายใน ทว่าในข้อด้อยก็มีจุดดีซ่อนอยู่นั่นคือหญิงสาวหลีกเลี่ยงการพบปะกับบุรุษหนุ่มสองต่อสองในยามวิกาล ซึ่งตรงส่วนนี้แหละที่นางกิมลั้งประทับใจในตัวเจ้าหล่อนยิ่งนัก
แต่จะผ่านการพิจารณาหรือไม่มันหลังจากวันที่สามนี้ต่างหาก...
“จำเรื่องที่ฉันบอกว่าจะมีแขกคนสำคัญมาพักที่โรงแรมนี้ได้ไหม” นางกิมลั้งเริ่มเมื่อจบการทดสอบช่วงแรกแล้ว และพอคำตอบคือการพยักหน้าพร้อมกับรับคำสั้นๆ ตามเคย เธอก็พูดต่อ
“แขกสำคัญคนนั้นชื่อว่าเติ้งจื่อผิง เป็นลูกสาวนายทุนใหญ่จากมาเก๊า เธอจะมาท่องเที่ยวที่ฮ่องกงสี่วันกับเพื่อนในกลุ่มอีกสามคน ตาหนึ่งจะเป็นคนดูแลแขกกลุ่มนี้ด้วยตัวเอง หน้าที่ของเธอคือคอยช่วยลูกชายฉันอีกแรง ก็ไม่ต้องถึงขนาดแนะนำสถานที่เที่ยวอะไรหรอก แค่ช่วยอำนวยความสะดวกให้บ้างก็พอ”
หมายความว่าไปเป็นเบ๊สินะ... “ค่ะ”
“อ้อ เพื่อนคุณหนูเติ้งบางคนจะเรื่องมากนิดนึงนะ อยากให้เธอใช้ความอดทนสักหน่อย ส่วนอีกคนฉันอยากให้เธอระวังไว้ด้วย เห็นว่าทำสาวน้ำตาตกมาหลายรายแล้ว”
พวกเจ้าชู้นั่นเอง... “ค่ะ”
“พยายามให้เต็มที่นะ เสร็จงานแล้วฉันจะให้คนพาเที่ยว” จากนั้นนางกิมลั้งก็ยิ้ม เป็นยิ้มอ่อนโยนแบบที่ทำให้ใบหน้าของหญิงชราดูเยาว์วัยขึ้นอีกโข ซึ่งนั่นสร้างกำลังใจให้ปั้นหยาได้เป็นอย่างดี เธอจึงยิ้มตอบกลับกว้างขวางและสดใสกว่าที่เคย
“ค่ะ”
แล้ววันทดสอบความอดทนก็มาจนได้ แต่ในความคิดของคนถูกทดสอบกลับเห็นว่าการติดสอยห้อยตามห้าหนุ่มสาวไฮโซไปทุกที่นั้นก็ไม่ลำบากอะไรนัก คุณหนูเติ้ง สาวหมวยสวยสง่าราวกับนางแบบเกาะติดอยู่กับนครินทร์ ชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดลำลองแล้วดูเด็กลงอย่างน่าฉงน คุณตู้และคุณหม่าเป็นคู่รักยังหนุ่มสาวเลยมักกระจุ๋งกระจิ๋งกันสองต่อสอง ส่วนคุณเฉิน... รายนี้แหละที่ปั้นหยาคิดว่าเธอต้องใช้ความอดทนอย่างสูง ด้วยเขามักจะเวียนมาก้อร่อก้อติกหรือทำตีสนิทจนเกินงาม
คุณเฉินเป็นผู้ชายสูงประมาณชายไทยแต่ผิวขาวจัด เป็นขาวแบบที่ปั้นหยาคิดว่าหนักไปทางซีดมากกว่า หน้าตาค่อนข้างดีพอสมควรอีกทั้งพูดภาษาไทยได้คล่องปร๋อ ถึงบางคำจะแปร่งหูไปบ้างหากก็พอฟังออกล่ะว่าเขาอยากสื่อความหมายอะไร ซึ่งจุดนี้แหละที่หญิงสาวคิดว่าแย่ ยอมสื่อภาษากันแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างด้วยภาษาอังกฤษยังดีเสียกว่า ทว่าประโยชน์ของคุณเฉินก็ยังมีอยู่บ้างตรงช่วยเป็นล่ามแปลภาษาจีนให้นี่แหละ เธอจึงทราบว่าคุณหนูเติ้งต้องการจะนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อน วัดโปลินบนเกาะลันเตาจึงเป็นจุดหมายแรกของการเดินทาง
วัดโปลินแห่งนี้ภายนอกงดงามและยิ่งใหญ่ด้วยรูปปั้นพระยูไลขนาดมหึมาประดิษฐานอยู่บนยอดเขา ปั้นหยาถึงกับอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงกับความโอฬารตระการตา... ขนาดตอนรถแล่นขึ้นเขามาถึงตรงบริเวณสันเขื่อนและเห็นองค์พระอย่างชัดเจนว่าสวยแล้วนะ พอมายืนตรงกลางจัตุรัสด้านหน้าวัดอย่างนี้ องค์พระงามกว่าที่เห็นด้านล่างไม่รู้กี่เท่า
หญิงสาวหยิบมือถือของตนออกมาจากกระเป๋าสะพายและกดฟังก์ชั่นเข้าสู่โหมดถ่ายภาพ แม้เสียดายอยู่ลึกๆ ว่าตนเองไม่มีกล้อง แต่อย่างน้อยเธอก็มีสิ่งที่จะบันทึกภาพเหล่านี้เก็บไว้เป็นที่ระลึกแล้ว
“เธอน่ะท่าทางจะไม่ค่อยได้ไปไหนใช่ไหม” คำถามซึ่งดังชนิดเรียกได้ว่าอยู่ข้างหู เล่นเอาคนกำลังเล็งภาพอยู่ถึงกับสะดุ้งก่อนหันไปมองหน้าเจ้านายตัวเอง จากนั้นเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นใคร
“แล้ว... ทุกคนล่ะคะ”
“ไปห้องน้ำ ฉันอยู่เพราะต้องซื้อตั๋วเข้าชมองค์พระน่ะ ว่าแต่เธอกินอาหารเจได้ใช่ไหม”
“ค่ะ”
นครินทร์พยักหน้าก่อนจะเดินเลยไปยังประตูลูกกรงซึ่งด้านข้างมีคนยืนต่อคิวอยู่พอสมควร ปั้นหยาทำท่าจะเดินตาม แต่เขายกมือห้ามไว้พลางบอก
“รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันมา” จากนั้นก็ตรงไปยังจุดที่มีคนยืนต่อแถวอยู่ทันที ปั้นหยามองชายหนุ่มครู่หนึ่งก่อนละสายตาหากลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาด้วยกัน พอไม่เห็นใครจึงเบือนหน้ากลับเพื่อดูว่านครินทร์อยู่ช่วงไหนแล้ว ไม่ต้องชะเง้อหรือใช้ความพยายามหานานเลย เจ้านายของเธอโดดเด่นเสียขนาดนั้น
“ทำไมอยู่คนเดียวล่ะครับ”
ปั้นหยาสะดุ้งโหยงพลางก้าวถอยห่างคนถามโดยอัตโนมัติ สีหน้าเธอยังไม่คลายความระแวดระวังขณะกล่าว
“คุณเฉิน... เอ่อ แล้วอีกสามท่านล่ะคะ”
“ซื้อของทานเล่นอยู่ทางด้านนั้นครับ ว่าแต่คุณยังไม่ได้ตอบผมเลย”
นั่นต้องการคำตอบด้วยหรือ... หญิงสาวสงสัย ทว่าเธอไม่ต้องพูดหรอกเพราะคำตอบของเธอเดินมาถึงพอดี
“ผมไปซื้อตั๋วครับ เลยให้ปั้นหยาอยู่รอทุกคนที่นี่”
เฉินยิ้มเย็นพลางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงบอกว่าเขารับทราบแล้ว ทั้งสามจึงยืนรออีกกลุ่มอยู่อย่างเงียบๆ ปั้นหยาเพิ่งรู้ตัวว่าเธออยู่ตรงกลางระหว่างชายหนุ่มทั้งสองจึงถอยห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ตนดูสนิทสนมมากเกินไปนัก จนกระทั่งพวกคุณหนูเติ้งมาพร้อมแล้ว ทั้งหมดจึงเคลื่อนขบวนเข้าไปชมองค์พระใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา
นครินทร์พูดถูกที่ว่าปั้นหยาไม่ค่อยได้ท่องเที่ยวที่ไหนโดยเฉพาะการเดินขึ้นบันไดเป็นทางยาวขนาดนี้ แรกๆ ก็นึกสนุก แต่พอเริ่มเมื่อยและมองลงไปด้านล่างเพื่อพักสายตาบ้างกลับรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยด้วยเธอเป็นโรคไม่ถูกกับความสูง ยิ่งพอเห็นกระเช้าลอยฟ้าเลื่อนลัดเลาะระหว่างทิวเขาอยู่ไม่ไกล หญิงสาวให้นึกสงสัยว่าผู้คนที่นั่งมันขึ้นมาบนนี้ไม่รู้สึกกลัวกันบ้างหรืออย่างไรหนอ ทว่าพอถึงด้านบน ความเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวพลันหายเป็นปลิดทิ้ง พระพุทธรูปใหญ่มีรอยยิ้มอ่อนโยนราวกับจะช่วยชะโลมใจผู้ศรัทธาซึ่งยินดีสละความสบายส่วนตนเพื่อมาสักการะท่าน ปั้นหยายกมือพนมแล้วค้อมตัวลงอย่างนบนอบ อธิษฐานขอบคุณท่านที่ทำให้เธอได้มีโอกาสมายังประเทศนี้ก่อนขอพรให้เธอทำงานสำเร็จลุล่วง
ระหว่างที่ชมพระใหญ่และบริเวณโดยรอบ ปั้นหยาพยายามจะรักษาระยะห่างกับกลุ่มเจ้านายทั้งคำพูดและจังหวะการเดิน แต่เฉินมักอาศัยช่วงที่ทุกคนให้ความสนใจกับสถาปัตยกรรม ลดฝีเท้าของตนลงมาเดินเคียงกับเธอรวมถึงชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ ซึ่งหญิงสาวก็ยิ้มเล็กน้อย มองดวงตาคู่สนทนาเป็นระยะขณะพยักหน้ารับฟังไว้เพื่อรักษามารยาท อาการที่เหมือนว่าผู้ฟังกำลังฟังอย่างตั้งใจทำให้ชายหนุ่มเข้าใจผิดคิดว่าเธอเริ่มมีใจให้บ้างแล้ว จากผลุบเข้าผลุบออกระหว่างสองกลุ่มจึงกลายเป็นสถิตย์ติดหนุบหนับอยู่แต่กับปั้นหยา กระทั่งลงจากที่ประดิษฐานพระใหญ่เพื่อไปนมัสการองค์พระโพธิสัตว์ในวัดโปลินซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล เฉินยังอาสาเป็นเพื่อนหญิงสาวซื้อธูปให้ทุกคนที่มาด้วยกันอีก
“ท่าทางว่าเฉินคงติดใจเลขาของคุณเสียแล้วล่ะค่ะ”
เติ้งจื่อผิงบอกชายหนุ่มผู้ยืนใกล้กับตนขณะมองสองหนุ่มสาวเดินไปยังร้านขายธูปและของฝากซึ่งตั้งอยู่หน้าศาล นครินทร์ทำเพียงพยักหน้าพร้อมกับยิ้มรับเล็กน้อย... แปลก ทั้งที่เขารับทราบอยู่เต็มอกว่าปั้นหยาไม่มีทางสนใจนายเฉินหน้าขาวอะไรนั่นแน่ อีกทั้งรู้ด้วยว่ายัยเลขาคนนี้เชี่ยวชาญเรื่องฟังหูซ้ายทะลุหูขวาโดยอีกฝ่ายจับผิดไม่ได้หากไม่สอบถามความย้อนหลังกัน แต่ทำไมถึงหงุดหงิดพิกลเวลาเห็นใบหน้าเล็กๆ ส่งรอยยิ้มให้คนอื่นแบบนี้นะ
นครินทร์พยายามสลัดอารมณ์ซึ่งเริ่มกรุ่นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ออกโดยใช้เหตุผลทั้งหลายทั้งปวงเข้าสยบ ทว่าปั้นหยายังคงยิ้มเยื้อนอยู่อย่างนั้นจนคนมองชักอยากปรี่เข้าไปลากตัวยัยเลขาให้ออกห่างจากคนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง แต่ถ้าทำแล้วคงเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะคุณหนูเติ้งที่หม่าม้าย้ำนักย้ำหนาเรื่องการดูแลเจ้าหล่อนให้เกินระดับวีไอพีเพื่อผลประโยชน์ในอนาคต ซึ่งสาวเจ้าก็เหมือนนกรู้ คอยฉวยโอกาสเกาะแขนเขาแน่นหนึบทุกครั้งเวลาเผลอดังเช่นตอนนี้
“บอกตามตรงนะ ฉันอยากให้เขาจริงจังกับใครสักคนเสียที” เธอพูดและยิ้มหวาน
“ผมเข้าใจครับ” ชายหนุ่มบอกพลางยิ้มตอบขณะขยับตัวอย่างสุภาพเพื่อให้เติ้งจื่อผิงปล่อยแขนตน เหตุเพราะว่าเขาเข้าใจถึงความหมายของเธออย่างถ่องแท้นี่แหละ... ด้วยอายุและฐานะทางสังคม เฉินควรเลิกทำตัวเป็นคาสโนว่าแล้วหาใครสักคนที่เหมาะสมมาอยู่เคียงข้างสักทีก็จริง แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางใช่ปั้นหยาหรอก ชายหนุ่มจึงอดฉุนเล็กๆ กับหน้ากากแสนดีที่สาวไฮโซข้างตัวใช้กับเขาไม่ได้
หลังจากนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์และรับประทานอาหารกลางวันจนอิ่มหนำแล้ว ทุกคนก็เคลื่อนขบวนไปเที่ยวช้อปของฝากที่ตลาดนองปิงซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เฉินพยายามชวนปั้นหยาคุยตลอดทางไม่ว่าจะเป็นประวัติของสถานที่ จุดท่องเที่ยวน่าสนใจอื่นๆ หรือแม้กระทั่งกระเช้าลอยฟ้า จนคนฟังภาษาไทยออกอีกคนเริ่มค่อนในใจอย่างรำคาญพลางแอบชำเลืองแม่เลขาจอมอึดว่าจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเขาบ้างไหม แต่ยัยสาวแว่นก็ทำแบบเดิมคือยิ้มน้อยๆ พยักหน้าพร้อมกับอือออไปตามเรื่อง... เพราะนิสัยอย่างนี้น่ะสิ ถึงได้ถูกเข้าใจผิด
เมื่อรอ (และแอบเหลือบมองจนคิดว่านัยน์ตาของเขาอาจเขในไม่ช้า) จนกระทั่งมั่นใจว่าปั้นหยาไม่มีทางขอให้เขาช่วยจัดการนายหน้าวอกทั้งทางตรงและทางอ้อมแน่นอน นครินทร์จึงคิดจะพาทั้งหมดกลับโรงแรมด้วยเห็นว่าเวลานี้ก็บ่ายแก่ชนิดใกล้ล่วงเข้ายามเย็นเต็มทีแล้ว ทว่าคุณหนูเติ้งกลับกระโดดเกาะแขนเขาอีกครั้งพลางเอ่ยเสียงอ้อน
“อย่าเพิ่งรีบกลับเลยนะคะ ผิงอยากไปหมู่บ้านชาวประมงค่ะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้คุณหนูเติ้งเคยเที่ยวชมแล้วบ่นเบื่อ ด้วยสถานที่แห่งนี้เน้นการท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมและวิถีชาวบ้านจึงไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจสำหรับสาวนักช้อป แต่หญิงสาวกลับกอดแขนเขาแน่นขึ้น ส่งสายตาหวานเชื่อมพลางยิ้ม
“นะคะ ผิงอยากไปอ่ะ”
ถ้าคิดถึงคำขอของมารดาแล้ว เขาจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากตอบตกลง ทว่าพอถึงหมู่บ้านชาวประมงจริงๆ แล้ว คนที่ออกอาการกระดี้กระด้ามากกว่าใครกลับเป็นปั้นหยา ดูเหมือนหญิงสาวจะชื่นชอบบ้านเรือนสองฝั่งทางที่แม้จะเล็กแสนเล็กแต่ก็ยังน่าอยู่ บางอาคารเห็นชัดๆ ว่ามีหลายครอบครัวอาศัยกันแบบแออัดคับแคบ หากถัดไปอีกนิดกลับมีสวนไม้ดอกไม้ประดับขนาดย่อมตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขนาดของบ้านเรือนหาใช่ปัญหาถ้าผู้อยู่อาศัยเกื้อกูลกันและกัน
นครินทร์อดดีใจไม่ได้ที่อย่างน้อยก็มีหนึ่งคนแสดงให้เขาเห็นว่าชอบสถานที่นี้มากเพียงใด ส่วนคนรบเร้าว่าอยากมาทำเพียงพิจารณาอาหารทะเลสองสามร้านแล้วคุยกับเพื่อนของตัวเองเท่านั้น ชายหนุ่มจึงฉวยโอกาสนี้ปลีกตัวมาพูดกับปั้นหยาซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปกลุ่มผู้ชราเล่นไพ่นกกระจอก
“เก็บอาการหน่อยสิ เธอมาทำงานนะ”
“ขะ... ขอโทษค่ะ” จากนั้นก็รีบเก็บมือถือของตนลงกระเป๋า เล่นเอาคนไม่ตั้งใจปรามรู้สึกเสียใจ... ความจริง ที่เขาพูดแบบนั้นเพราะเฉินยังอยู่ใกล้ๆ หรอก
“ฉันไม่ได้ห้ามเธอถ่ายรูปนะ แค่อยากให้จับตาดูกลุ่มแขกไว้บ้าง อย่าเพลินจนลืมงาน”
“ค่ะ ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”
สงสัยจริงว่าถ้าเขาพูดเพิ่มสักประโยคเจ้าหล่อนจะกล่าวคำขอโทษอีกหรือเปล่า... หากนครินทร์ยังไม่ทันลอง พระเอกผิวซีดพอๆ กับม้าสีขาวก็ปรี่เข้ามาช่วย
“อย่าตำหนิเธอเลยครับ ตามพวกเรามาทั้งวันคงเหนื่อยแย่แล้ว คุณปล่อยให้เธอสนุกบ้างเถอะ”
“ฉันไม่เหนื่อยค่ะ คุณนครินทร์พูดถูกแล้วว่าฉันมาทำงาน”
จะว่าเลขาแก้ตัวให้เจ้านายก็ใช่ที่ เพราะรอยยิ้มซื่อนั่นบริสุทธิ์จนมองเจตนาเป็นอื่นได้ยาก คนออกโรงปกป้องหวังทำคะแนนจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนก่อนเฉไฉแกล้งสนใจอาหารทะเลแห้ง นครินทร์เกือบหัวเราะอย่างสะใจออกมาแล้วแต่ดีว่ารีบปั้นหน้าถมึงทึงกลบเกลื่อนทัน จากนั้นก็รู้สึกแย่อีกจนได้เมื่อเห็นปั้นหยาหน้าจ๋อยสนิท
“อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ ฉันไม่ว่าถ้าเธอจะถ่ายรูปหรือซื้อของบ้าง แต่อยากให้จำไว้ว่าอย่าลืมงานเท่านั้นเอง”
“ค่ะ ขอโทษค่ะ”
ชักสงสัยแล้วว่าปุ่มปิดคำขอโทษของยัยนี่อยู่ตรงไหนกัน เขาจะได้ปิดมันเสียที... แต่หลังจากนั้นปั้นหยาก็นำมือถือออกมาถ่ายภาพบ้างตามคำบอกของชายหนุ่ม ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้นว่าอย่างน้อยยัยเลขาก็ไม่ใช่คนเครียดหรือจริงจังไปเสียทุกเรื่อง และหลังจากชมสถานที่กันอีกพักใหญ่ เติ้งจื่อผิงก็ร่ำร้องว่าอยากกลับโรงแรมแล้ว นครินทร์จึงต้องปลีกตัวไปทำงานของตนบ้าง จังหวะที่เขาหันหลังนั้น ปั้นหยาถึงกับตาเบิ่งค้างเมื่อเห็นใครคนหนึ่งเดินเข้าตรอกที่อยู่สุดปลายทางเท้า
“มีอะไรหรือครับ คุณปั้นหยา” เฉินถาม แต่ปั้นหยาส่ายศีรษะ
“ไม่มีค่ะ” แล้วก็เก็บมือถือของตนลงกระเป๋าอีกครั้ง ตีสีหน้านิ่งขณะภาวนาในใจว่าขออย่าให้นครินทร์เดินไปทางนั้นเลย
ถ้าเฉินจะใส่ใจกับปั้นหยาอย่างแท้จริงสักนิด เขาคงเห็นความผิดปกติว่าระหว่างช่วงเดินทางกลับนั้นเธอไร้รอยยิ้มอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งเหมือนกับจมอยู่ในความคิดของตนจนไม่ได้ยินเสียงคนรอบข้าง ซึ่งกว่าอาการนั้นจะหายขาดก็ล่วงเข้าสู่ช่วงเช้าของวันต่อมาแล้วนั่นแหละ
แผนการณ์ของวันนี้คือรีพัลส์ เบย์ (Repulse Bay) เพื่อสักการะเจ้าแม่กวนอิม แต่คุณหนูเติ้งและคุณตู้เกิดอยากช้อปปิ้งที่สแตนเล่ย์ มาร์เก็ต (Stanley Market) ก่อน ทั้งหมดจึงต้องเลยจากจุดหมายหลักไปยังตลาดขายสินค้า... ซึ่งในความคิดของปั้นหยาแล้วที่นี่ช่างคล้ายถนนข้าวสารเพราะเต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของที่ระลึก จะผิดกันก็คือเรื่องความสะอาดเป็นระเบียบ รวมถึงไม่ต้องคอยเดินหลบรถหลากขนาดหลายประเภทเหมือนในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม บางร้านยังมีหินสีแปลกตาที่เมืองไทยไม่น่าจะมีขาย หญิงสาวหยุดยืนดูพลางคำนวนราคาอย่างสนใจ
“ปั้นหยา มานี่เดี๋ยวสิ”
เสียงเรียกของนครินทร์ทำให้เธอต้องละสายตาจากของฝากตรงหน้าเพื่อไปหาเขา คิดในใจว่าอีกเดี๋ยวค่อยเดินมาซื้อทีหลังก็ได้ ขณะยืนรอรับคำสั่ง ชายหนุ่มก็ยื่นเงินให้เธอแล้วบอก
“ช่วยไปซื้อน้ำดื่มที่ร้านตรงโน้นให้ที ขอน้ำเปล่าห้าขวดนะ ส่วนของเธอก็แล้วแต่จะเลือกเลย” พูดพลางชี้ไปยังจุดหมาย ปั้นหยามองตามจนเห็นร้านขายของชำ เธอตอบรับแล้วตรงดิ่งไปที่นั่นทันที เฉินทำท่าจะเดินตามแต่นครินทร์เรียกไว้
“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณเฉิน นี่เป็นงานของปั้นหยาอยู่แล้ว คุณอย่าลำบากเลย”
เรียกว่ากันท่าก็คงได้ แต่คนเพียบพร้อมอย่างนครินทร์น่ะหรือจะสนใจสาวธรรมดาแบบนั้น หากความรู้สึกหนึ่งซึ่งสะกิดใจเฉินนับจากเหตุการณ์ในวัดโปลินทำให้เขานึกอยากทดสอบชายคนนี้ขึ้นมาครามครัน ดังนั้นคำโต้ตอบที่กล่าวออกไปจึงฟังดูน่าหงุดหงิดไม่น้อย
“ผมเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ถือน้ำหลายขวดแบบนั้นคงจะหนักแย่ เลยคิดอยากช่วยเท่านั้นเองครับ”
หมายความว่าที่ทำก้อร่อก้อติกกับปั้นหยาจนเกินงามนี่ก็เพราะสงสารหรือไง หมอนี่มันน่า... แต่ถึงจะหงุดหงิดมากเพียงใด นครินทร์ก็ยังตอบออกไปด้วยรอยยิ้ม
“ผมทราบครับว่าคุณเฉินเป็นคนมีน้ำใจ แต่อย่างที่เรียนไปก่อนหน้าล่ะครับ งานนี้เป็นของปั้นหยา ให้เธอทำด้วยตัวเองจะดีกว่า”
เจ้านายของปั้นหยาพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา รอยยิ้มธรรมดาและสีหน้าก็ไร้ความผิดปกติ กระทั่งแววตายังไม่แสดงความรู้สึกใดเลยสักนิดราวกับว่าเขาหมายความตามนั้นจริงๆ เมื่อจับพิรุธอะไรไม่ได้ คนเริ่มเรื่องจึงยอมถอยไปตั้งหลักกับกลุ่มเพื่อนฝูง จากนั้นเพียงครู่เดียว ปั้นหยาก็กลับมาอีกครั้งพร้อมน้ำดื่มเย็นฉ่ำเหมือนกันหกขวด เฉินรับขวดพร้อมกับกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มทว่าหางตาของเขาแอบเหลือบไปลอบสังเกตอาการของนครินทร์ หากเป้าหมายยืนหัวร่อต่อกระซิกกับเติ้งจื่อผิงหน้าตาเฉยคล้ายจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาสักนิด เล่นเอาชายหนุ่มฉุนขาดและเกือบปรี่เข้าไปหาเรื่องกันแล้ว แต่โชคดีว่าเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
เฉินยกมือถือของตนขึ้นดูหน้าจอก่อนจะบอกเติ้งจื่อผิงไม่ต้องรอตนและขอปลีกตัวไปโทรศัพท์ที่อื่น นครินทร์จึงกำหนดสถานที่เพื่อนัดเจอกันอีกครั้ง ซึ่งเฉินก็พยักหน้ารับรู้แล้วปลีกตัวออกไปทันที ขณะที่เขากดตอบรับสายปลายทางในตอนเดินผ่านปั้นหยา หญิงสาวได้ยินเขาพูดภาษาไทยกับชื่อของคนๆ หนึ่งออกมาชัดเจนทีเดียว
ว่าไง โต งั้นรึ... แสดงว่าตอนเห็นโตมรที่หมู่บ้านชาวประมงก็ไม่ได้ตาฝาดจริงๆ น่ะสิ...
ทันใดนั้นปั้นหยาพลันเกิดลางสังหรณ์แปลกๆ แต่ยังพยายามปลอบใจตัวเองว่าอาจเป็นคนละโตก็ได้ อีกอย่าง โลกคงไม่กลมขนาดที่คุณเฉินจะรู้จักกับหลานชายของยายทมหรอก
ถ้าเธอรู้ว่าโลกกลมมากกว่าที่คิด ปั้นหยาคงระบุผู้ชายนามสกุลเฉินคนนี้ไว้ในรายชื่อผู้ไม่ควรคบหาสมาคมด้วยเช่นเดียวกับนายโตมรอย่างแน่นอน




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2553 22:39:49 น.
Counter : 111 Pageviews.  

บทที่ 13

บทที่ 13

เสียงโหวกเหวกเรียกชื่อเล่นเธอดังจากหน้าประตูบ้านแต่เช้าทำให้ปั้นหยาละมือจากการพับเสื้อผ้าพลางชะเง้อมองอาคันตุกะผ่านทางหน้าต่างมุ้งลวด ความจริงเธอจำเจ้าของเสียงได้นับตั้งแต่ได้ยินคำแรกเสียด้วยซ้ำ หากเพียงแค่อยากให้แน่ใจเท่านั้นว่านั่นคือนางสาวตื่นสายเสมอ (โดยเฉพาะในวันหยุด) ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งพอเห็นศีรษะประดับด้วยเรือนผมสั้นกุดคุ้นตาโยกไปเยกมา หญิงสาวก็ลุกขึ้นจากพื้นและเดินไปหาเป้าหมายพร้อมกับตะโกนถาม
“ม่วง มีอะไรเหรอ”
นานมากแล้วที่เพื่อนไม่มาเยี่ยมเยียนแต่เช้าตรู่ ซึ่งครั้งล่าสุดเท่าที่ปั้นหยาจำได้คือตอนช่อม่วงเลิกกับเชษฐา หากแม่คนหน้าโทรมเหมือนยังไม่ผ่านการล้างน้ำกลับเกาศีรษะ หาวปากกว้างก่อนตอบ
“พ่อไปธุระกับพวกลุงติ่งอ่ะ เลยว่าจะมาขอข้าวบ้านแกกินหน่อย ขี้เกียจทำ”
ปั้นหยายิ้มพลางเปิดประตูให้กว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนขี่สนิมสร้อย จักรยานแม่บ้านรุ่นคุณป้ามา ซึ่งคงสะดวกกับคนเดินผ่านไปมามากกว่าถ้าจะเก็บมันไว้ในบ้านด้วยถนนคอนกรีตภายในชุมชนนั้นค่อนข้างแคบแถมยังติดคูน้ำ และหลังจากลากจักรยานจนผ่านพ้นเข้ามาในบริเวณบ้านเรียบร้อยแล้วช่อม่วงก็พูดพลางเหยียบขาตั้งวาง
“สายๆ ฉันว่าจะไปหาซื้อสีมาแต่งตัวให้ยัยสนิมสร้อยสักหน่อย แกจะไปด้วยกันป่ะ”
“ได้สิ แต่รอฉันจัดกระเป๋าเสร็จก่อนนะ”
“ไม่มีปัญหา เพราะกว่าฉันจะตื่นอีกรอบก็สายพอดีนั่นแหละ” หญิงสาวพูดพลางยิ้มกว้าง เล่นเอาปั้นหยาเกือบถองเพื่อนด้วยความหมั่นไส้แทบทันที ความจริงเธอก็เดาได้แต่แรกอยู่แล้วกับสภาพกระเซอะกระเซิงนั่น หากครั้งนี้เธอไม่อยากให้ช่อม่วงมายุ่มย่ามกับเก้าอี้ยาวเพราะมันถูกนำไปใช้ในการวางเสื้อผ้าเต็มหมดเรียบร้อย ดังนั้นถ้ายัยคนขี้เซาอยากนอนต่อก็ต้องเป็น...
“ขึ้นไปนอนบนห้องเอาไหม”
เสนอไปโดยรู้อยู่ว่าไม่มีทาง บ้านของปั้นหยาเป็นบ้านสองชั้นขนาดเล็กทำจากไม้ทั้งหลังแถมยังเก่าซอมซ่อเหมือนกับบ้านในชุมชนเดียวกันอีกจำนวนมาก ห้องนอนมีเพียงห้องเดียวและไม่สามารถต่อเติมเพิ่มได้ ซึ่งในจุดนี้ช่อม่วงทราบดี หากเธอไม่เคยถืออภิสิทธิ์ความเป็นเพื่อนสนิทขึ้นไปนอนบนห้องที่มีเพียงความทรงจำเฉพาะสองแม่ลูกแม้รู้ว่าครอบครัวนี้ไม่เคยคิดมากก็ตาม ดังนั้นคำตอบของข้อเสนอนี้จึงกลายเป็นอาการส่ายศีรษะอย่างแรง
ก็กะไว้แล้วล่ะนะ... “หรือจะนอนกับพื้นล่ะ”
“หนอยแน่... นอนกับพื้นเหรอ คิดว่าคุณช่อม่วงเป็นใครกันยะ” ว่าพลางเท้าสะเอวและยืดอก แสร้งทำสีหน้าไม่พอใจก่อนพูดต่อ “ฉันก็ต้องนอนได้อยู่แล้วสิ”
“งั้นก็ตามสบายเลย” เจ้าบ้านพูดพลางเปิดประตูมุ้งลวดเพื่อให้แขกขาประจำเข้าไปพักผ่อนตามอัธยาศัย หากแขกคนที่ว่ากลับทำหน้าประหลาด เพราะดูเหมือนพื้นก็ไม่มีที่ว่างพอจะเอนหลังได้เช่นกัน
“นี่แม่รับงานจากยัยป้ามหาภัยนั่นมาทำอีกแล้วเหรอ” ช่อม่วงถามพลางก้มปัดเศษพลาสติกซึ่งเป็นส่วนประกอบของดอกไม้ประดิษฐ์ออกไปให้พ้นทาง ปั้นหยาพยักหน้าพลางตอบ
“ใช่ แม่บอกว่าอยู่บ้านเฉยๆ แล้วเบื่อน่ะ”
“โธ่ แม่ขา ถ้าอยากทำจริงๆ หนูว่าร้อยพวงมาลัยดีกว่าค่ะ พอวันหยุดปุ๊บหนูกับเปิ้ลจะได้ไปขายที่สี่แยก”
เสียงนั้นดังพอจะให้คนทั้งบ้านได้ยินทีเดียว แต่ปั้นหยารู้ดีว่าถ้าแม่เธอได้ยินเข้าก็ไม่โกรธยัยเพื่อนสนิทตัวดีหรอก เพราะช่อม่วงเคยเสนอความคิดเดียวกันนี้และเอาพวงมาลัยไปช่วยขายที่สี่แยกจริงๆ มาแล้ว ทว่า...
“แม่ไม่อยู่จ้ะ ไปบ้านยายที่ต่างจังหวัดน่ะ”
“อ้าวเหรอ โธ่เอ๋ย... เสนอมติเก้อเลยฉัน”
“อาจจะไม่เก้อก็ได้ เดี๋ยวฉันบอกแม่ให้” ปั้นหยาพูดพลางนั่งลงเพื่อพับเสื้อต่อ ช่อม่วงนั่งตามและหยิบตัวที่ใกล้มือมาช่วยพับก่อนถาม
“ว่าแต่แกจะเอาเสื้อผ้าไปหมดนี่เลยเหรอ ไปแค่อาทิตย์เดียวไม่ใช่หรือไง”
“ไม่หมดหรอก เพียงแต่ฉันอยากจัดตู้เสื้อผ้าใหม่ด้วยน่ะ”
“อ๋อ” จบแล้วก็สะบัดเสื้อตัวใหม่ หากยังไม่ทันลงมือพับ แม่มนุษย์เจ้าปัญหาถามต่อ “ถามจริงดิ แกคิดว่าเจ้านายแกเป็นยังไง”
“ก็หล่อดีไง เธอเคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ช้าย ฉันหมายถึงแกคิดว่าเขา... แปลกไหม”
คำถามของเพื่อนสนิททำให้หญิงสาวเลิกคิ้วอย่างฉงน แน่ล่ะ... เธอคิดว่าเขาแปลก แต่มันควรไหมที่จะทำตัวเป็นเลขานินทานาย หากระหว่างคิด คนที่รู้จักปั้นหยาดีมาแสนนานก็กล่าวดักคอ
“บอกมาตามตรงเหอะ แกคิดใช่ไหม”
คำตอบรับคืออาการพยักหน้า ซึ่งนั่นมากพอแล้วสำหรับเรื่องนินทาคนไม่ใช่เจ้านายโดยตรง อีกอย่างเพื่อยืนยันกับเพื่อนซี้ด้วยว่าไปฮ่องกงสองต่อสองกับชายหนุ่มรูปงามครั้งนี้หายห่วงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
“ดีแล้วที่แกเอะใจ คือ... ฉันได้ยินมาว่าเจ้านายแกเป็นเกย์อ่ะ”
ข่าวนั้นเชื่อถือได้ทีเดียว อย่างน้อยเธอก็มั่นใจว่า ‘เต้’ ที่เกริกเกียรติบอกว่าหน้าคล้ายเธอมากเป็นผู้ชาย แต่เรื่องนั้นช่อม่วงไม่จำเป็นต้องรู้นี่นะ... ปั้นหยายิ้มก่อนแซวเพื่อน
“ใส่ร้ายกันแบบนี้ กลัวฉันจีบคุณนครินทร์หรือไง”
“เฮ้ย เปล่า ฉันแค่ไม่อยากให้แกกังวลกับการไปค้างอ้างแรมกับผู้ชายสองต่อสองตั้งอาทิตย์”
รอยยิ้มกว้างขวางมากขึ้นเมื่อรู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง หญิงสาววางมือจากผ้าที่เพิ่งเริ่มหยิบมาพับแล้วเอื้อมไปหยิกแก้มของช่อม่วงอย่างหมั่นเขี้ยว
“ขอบใจนะม่วง”
หากคำขอบใจกลับถูกตอบแทนด้วยการที่อีกฝ่ายเอื้อมมือมาขยี้ผมพลางโยกศีรษะของตนไปด้วย พักใหญ่ทีเดียวกว่าต่างคนจะปล่อยมือ และเมื่อเป็นอิสระแล้ว สองสาวก็หัวเราะประสานเสียงกันลั่นบ้าน ช่อม่วงสบายใจแล้วกับการบอกความจริงนับตั้งแต่ได้ยินเรื่องนี้จากกฤษณา หากคนใกล้ชิดนครินทร์มากกว่าอย่างปั้นหยากลับต่อยอดความคิดออกไปอีกเล็กน้อย เมื่อความประหลาดของเจ้านายซึ่งเธอสัมผัสได้หาใช่เรื่องที่เขารักเพศเดียวกัน ทว่าเป็นเรื่องใดนั้นเธอก็ยังไม่ทราบแน่ชัด
เอาเถอะ ถ้าถึงเวลานครินทร์คงบอกเอง ในเมื่อเพื่อนรักอย่างยุคันต์ ธรรม์เทพ พี่เง็ก หรือแม้กระทั่งคนนอกอย่างเธอพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเขาตลอดอยู่แล้วนี่นา
กำลังคิดเพลินๆ เพื่อนสนิทก็พูดขึ้นมาว่า
“เออใช่ ว่าจะถามเรื่องเมื่อวานที่คุณนครินทร์พานายแย้ออกไปแล้วหายจ้อยเลย เธอรู้รึเปล่าว่าสองคนนั่นเค้า...”
ช่อม่วงเพิ่งระลึกได้ว่าเรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวกับเธอสักนิด ตาสัตว์เลื้อยคลานจะเป็นคู่ขาหรือคนรักของนครินทร์ก็หาใช่ความที่เธอต้องมาใส่ใจกันนี่นา แต่ปั้นหยาไม่ทราบถึงนัยยะสำคัญ เธอจึงตอบเพื่อนตามตรง
“คงกลับด้วยกันนั่นแหละ เพราะคุณนครินทร์ต้องการห้ามคุณยุคันต์ไม่ให้พบผู้หญิงคนหนึ่ง”
“ผู้หญิงเหรอ ใคร... อ่ะ” รีบลดเสียงลงทันทีเพราะรู้สึกว่าตนพูดห้วนกระด้างเกินไป แต่คนฟังกลับตอบคำถามตามปกติเหมือนไม่สะดุดใจกับสิ่งใดเลย
“ไม่รู้สิ วัยน่าจะประมาณแม่ แถมหน้าตาคล้ายคุณยุคันต์อยู่นะ”
“หมายความว่านั่นคือแม่ตาแย้ เอ๊ย ยุคันต์เหรอ”
“อาจเป็นญาติก็ได้ เพราะถ้าเป็นแม่ ทำไมต้องห้ามไม่ให้พบด้วยล่ะ”
เออ จริง... หรือบางทีผู้หญิงคนนั้นคงเป็นคนรักเก่านายแย้ก็ได้ มีถมไปมิใช่หรือที่คนรักจะมีหน้าตาคล้ายกัน... ว่าแต่... ทำไมในอกถึงปวดจี๊ดๆ นะ
ปั้นหยามองเพื่อนซึ่งตั้งอกตั้งใจพับผ้าโดยไม่ถามไถ่อะไรต่อพลางยิ้มอย่างรู้ทัน ดูเหมือนช่อม่วงเริ่มประทับใจบางสิ่งบางอย่างในตัวของยุคันต์เข้าแล้ว ส่วนจะใช่หรือเปล่านั้นเธอเชื่อแน่ว่ายัยปากแข็งทราบดีแก่ใจ เพียงแต่ยังกลัวเสียฟอร์มหรือไม่ก็กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเมื่อครั้งคบเชษฐา หากเธอเชื่อมั่นแน่ว่าถ้าทั้งคู่มีหัวใจที่ตรงกัน อีกไม่นานฟ้าคงประทานเหตุการณ์ดีๆ เพื่อให้รักมาอยู่เคียงคู่ใจหนุ่มสาวสองคนนี้อย่างแน่นอน

ข่าวปั้นหยาไปฮ่องกงกับท่านประธานบริษัทกันตามลำพังเป็นที่ฮือฮาอย่างมากทั้งบริษัท เพราะนิสัยของนครินทร์และชื่อเสียงในเรื่องไร้เลขามาหลายปีดีดักทำให้หลายคนค่อนข้างมั่นใจว่าหญิงสาวน่าจะไม่พ้นโปรเหมือนรายอื่นๆ หากระยะเวลาซึ่งผ่านมาได้เกือบเดือนก็การันตีอย่างแน่นอนแล้วว่าเธอไม่ธรรมดา แต่หลังจากเจ้านายกับเลขาไปต่างประเทศเพียงวันเดียว กลับมีข่าวเล็ดรอดออกมาว่าคุณนายกิมลั้ง ผู้ก่อตั้งบริษัทและมารดาของนครินทร์คือผู้เรียกทั้งสองไปพบ นั่นหมายถึงปั้นหยาอาจมีสิทธิ์กลายเป็นหุ้นส่วนบริษัทในอีกไม่ช้านี้ก็ได้ แน่นอนว่าข่าวนั้นไร้สาระมากสำหรับช่อม่วง ด้วยเธอรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่าผู้คนทั้งหลายที่ถูกหน้ากากอันหล่อเหลาปานเทวดานั่นหลอกเอา
ทว่าความอดทนก็เกือบสิ้นสุดลงในสองวันถัดมา ด้วยแม่สามสาวเออีเลดี้แก๊งค์คอยแวะเวียนมากระแนะกระแหนเธอในช่วงพักทานข้าวหลายรอบมากเกินไป หนำซ้ำหนึ่งในผู้ออกหน้าออกตาว่าชิงชังกันมากเพียงไรนั้นคือหวานหวาน... ไม่แปลกหรอก เพราะงานวันแต่งของเจษฎาเธอนั่งร่วมโต๊ะกับยุคันต์ และระหว่างนั้นยังสัมผัสรังสีอำมหิตจากฝ่ายโฆษณาโดยเฉพาะกลุ่มเออีได้อย่างชัดเจน... ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าชอบเขามากนักทำไมจึงไม่เดินไปบอกกันตรงๆ ล่ะ มาใช้เธอเป็นที่ระบายอารมณ์โดยตัวเองยังไม่ทำอะไรเลยแบบนี้ ท่านม่วงรับไม่ได้โว้ย!
หญิงสาวเริ่มเดือดปุดกับการถูกล้อมหน้าล้อมหลังทั้งด้วยคำค่อน ร่างกายและใบหน้าแตะแต้มเครื่องสำอางค์จนเกินงามของแก๊งค์สามสาว ด้วยว่าวันนี้เธอได้พักช้าเกือบสี่สิบห้านาทีเพราะนายหัวหน้าบ้าอำนาจนั่นเกิดอยากขอดูงานใหม่ก่อนบ่าย แถมตัวเองเป็นคนกินข้าวช้าอยู่แล้วอีกต่างหาก ความหงุดหงิดบวกกับท้องแสบซึ่งร้องไม่หยุดนับจากช่วงเที่ยงกว่าๆ ทำให้ช่อม่วงลุกขึ้นยืนพลางจับจานอาหารของตนไว้แน่น กะว่าถ้ายังไม่เลิกรากันล่ะก็ จะขยุ้มข้าวในจานนี้ยัดปากเป็นรายตัวเลย
แต่สามสาวคงยังไม่ถึงคราวเคราะห์เพราะพวกเธอสงบปากทันทีเมื่อเห็นท่าทางเอาจริงนั่น และหลังจากนั้นแทบเป็นวินาทีเดียวกัน ยุคันต์ก็ยิ้มหน้าแป้นแล้นเดินถือถาดอาหารเข้ามาพร้อมกับถาม
“คุยอะไรกันอยู่หรือครับสาว ๆ”
หวานหวานถึงกับสะดุ้งและรีบหลบฉากออกไปยืนเคียงข้างเพื่อนแล้วก้มหน้างุด ถ้าเป็นเมื่อก่อนช่อม่วงคงนึกสงสารอยู่หรอก แต่มาวันนี้รู้สึกหมั่นไส้ยัยแอ๊บแบ้วอย่างบอกไม่ถูก เธอปล่อยมือจากจานข้าวแล้วยิ้มหวานก่อนพูด
“บอสมาก็ดีแล้วค่ะ คุณหวานหวานมีเรื่องอยากพูดกับบอสแน่ะ”
ลองเอ่ยคำว่าบอส (แถมยังทำเสียงหวานจนน่าขนลุก) ท่าทางยัยตัวแสบคงอยากยืมมือเขาทำอะไรสักอย่าง ซึ่งสักอย่างที่ว่าก็เดาได้ไม่ยากเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ชายหนุ่มเห็นเต็มสองตา หากหวานหวานเป็นพนักงานของบริษัททำงานค่อนข้างดี มีความรับผิดชอบ ดังนั้นจะร่วมมือกับแม่จอมหาเรื่องก็ใช่ที่นัก ยุคันต์จึงทำเพียงยืนนิ่ง ยิ้มและรอคอยให้คนอยากพูดเอ่ยอะไรบ้าง ทว่าเออีสาวกลับก้มหน้าก้มตาเงียบมาราธอนจนเขาเริ่มรำคาญ... กระตุ้นสักหน่อยคงดี
“มีอะไรหรือครับคุณหวานหวาน”
ใบหูทั้งสองข้างของแม่สองหวานแดงแป๊ดเลยเชียวล่ะ และอีกพักใหญ่ทีเดียวกว่าคำพูดแผ่วเบาจะลอดออกมาจากเรียวปากบางฉาบสีชมพูมันวาว
“เอ่อ... ลูกค้าตกลงทำสัญญากับบริษัทเรา... คือ... ฉันวางสัญญาไว้บนโต๊ะ... ค่ะ”
“ครับ ผมเห็นแล้ว” จากนั้นเขาก็ยืนยิ้มจ้องเธอคล้ายจะรอให้หญิงสาวกล่าวต่อ หวานหวานกลืนน้ำลายก่อนบอก
“เซ็นต์แล้วใช่ไหมคะ”
“ครับ” จากนั้นก็ยิ้มแบบเดิมและจ้องสืบไปอีก จนคนฝากให้ยุคันต์จัดการต่อนั้นเริ่มสงสารยัยสองหวานขึ้นมาจริงๆ แล้ว ช่อม่วงเกาศีรษะพร้อมกับตัดสินใจได้เดี๋ยวนั้นเลยว่าจะช่วยฝังยัยสาวดีแต่ปาก พวกมากลากไปคนนี้ทันที
“หวานหวานไม่ได้จะคุยเรื่องงานไม่ใช่หรือจ๊ะ เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวนี่”
แทบไม่เหลือมาดของแม่เสือเออีจอมอวดดีอีกแล้ว หวานหวานหน้าแดงก่ำถึงใบหูและมีน้ำตาคลอพร้อมกับกล่าวขอตัววิ่งหนีไป อาการนั้นเล่นเอาแซนดี้กับแนนซี่ทำหน้าเหวออยู่พักใหญ่ก่อนขอตัวตามเพื่อนด้วย จนกระทั่งลับร่างแก๊งค์สาวสามนางยุคันต์จึงนั่งลงร่วมโต๊ะกับช่อม่วงโดยที่เธอยังยืนอยู่เช่นนั้น กระทั่งตักข้าวเข้าปากเกินสองคำนั่นแหละยัยตัวแสบถึงนั่งลงจนได้
“คุณรู้ใช่ไหมว่าหวานหวานชอบคุณอยู่น่ะ”
ช้อนซึ่งกำลังจะเข้าปากชะงักค้างเพียงครึ่งกับคำถามตรงจนเกินเหตุ ยุคันต์ไม่ตอบแต่ถามกลับ
“ทำไมถึงคิดว่าเธอชอบผมล่ะครับ”
“ใครๆ ก็ดูออกค่ะคุณแย้ แล้วฉันก็ไม่เชื่อว่าคุณดูไม่ออก”
“ถ้าผมดูออก แล้วจะเป็นยังไงหรือครับ”
ถ้าสังเกตน้ำเสียงนั้นสักนิดจะรู้เลยว่ามันฟังกระด้างผิดปกติ แต่คนหงุดหงิดซึ่งถูกความโกรธบังตากลับคิดว่าเขากวนอารมณ์เธอ จึงตอบออกไปด้วยเสียงอันกระเดื่องพอกัน
“ก็ไม่ยังไงหรอก เพราะฉันไม่เกี่ยวด้วยสักหน่อย”
ท่าทางน้องสีม่วงจะงอนอยู่มิใช่น้อยนะนี่... หากคนซ่อนความนัยได้แนบเนียนกว่ายังทำหน้าเฉยชาพลางพูดต่อ
“คุณคงหมายความว่าผมต้องคบกับคุณหวานหวาน ถ้ารู้ว่าเธอชอบผมสินะ”
ต้องใช้ความพยายามอย่างมากทีเดียวในการสบตายุคันต์นิ่งๆ และทำหน้าคล้ายว่าตนไร้ความรู้สึกกับเรื่องนี้แต่ก็ไม่สำเร็จ ช่อม่วงจึงเอาส้อมเขี่ยข้าวใส่ช้อนเล่นเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนตอบด้วยเสียงเบากริบ
“ถ้าคุณต้องการแบบนั้นก็ตามใจสิ”
ยุคันต์รู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์หนึ่งเขาดีใจที่ช่อม่วงมีท่าทีแบบนี้ แต่อีกหนึ่งก็อยากให้เธอเข้าใจในตัวเขามากกว่า ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วถามกลับ
“คุณคิดว่าผมเป็นคนแบบนั้นจริงหรือครับ”
นั่นสิ... ความจริงเธอก็รู้อยู่ว่ายุคันต์ไม่ใช่พวกใช้ข้ออ้างเรื่องผู้หญิงรักแล้วจะต้องหันไปคบด้วยสักหน่อย เพราะถ้าเขาเป็นเช่นนั้น เธอคงเว้นระยะห่างลดระดับความสนิทสนมเหลือแค่เจ้านายกับลูกน้องไปนานแล้ว เมื่อคิดได้อย่างนี้ ใจที่เริ่มเสียจึงชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง ซึ่งนั่นก็เพียงพอให้ช่อม่วงเจริญอาหารทันตาเห็น ขณะที่อีกฝ่ายมองคนนั่งตรงข้ามเคี้ยวข้าวจับๆ อย่างเอ็นดูก่อนจะนึกสนุกแหย่เธออีกจนได้
“หรือว่าน้องม่วงหึงพี่แย้กันครับ”
สำลักจนได้สิ... แต่โชคดีว่าคราวนี้ปริมาณอาหารไม่เต็มกระพุ้งแก้มเหมือนหนก่อน ช่อม่วงเลยได้แค่ไอสองสามครั้งและค่อยยังชั่วเมื่อดื่มน้ำสักแก้ว พอหายเกือบสนิทแล้วเธอจึงเงื้อส้อมขึ้นพลางแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ อาการนั้นทำให้ยุคันต์ยิ้มกว้างอย่างขบขัน หากเพียงครู่เดียว รอยยิ้มของชายหนุ่มก็หุบลงทันทีเมื่อเห็นว่ามีใครคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหา
“ม่วง มาทำอะไรที่นี่น่ะ”
ไม่ต้องเหลียวมองก็รู้เลยว่าคนทักเป็นใคร ช่อม่วงกรอกตาขึ้นเพดานก่อนถอนหายใจยาวเหยียด ทำใจอยู่นานเชียวล่ะกว่าจะตอบออกมาได้
“ฉันทำงานที่นี่น่ะ”
“จริงอ่ะ ม่วงได้ทำงานที่บริษัทนี้จริงๆ เหรอ อ้อ เชษมาทำธุระแถวนี้และเห็นว่าในตึกมีรับชำระค่าน้ำค่าไฟเลยเข้ามาจ่ายน่ะ เผอิญเห็นป้ายบอกว่ามีศูนย์อาหารเลยขึ้นมากะจะหาอะไรกินด้วย”
อีกครั้งแล้วที่เชษฐาไม่สนใจว่าช่อม่วงจะดูดำดูดีเขาหรือไม่ กระทั่งคนนั่งหัวโด่ร่วมโต๊ะกับเจ้าหล่อนตรงนี้ก็ยังแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ทว่ายุคันต์ก็เลือกใช้รอยยิ้มบางและอยู่อย่างเงียบกริบเพื่อรอคอยให้หญิงสาวเริ่มเปิดศึก ซึ่งถ้าน้องม่วงส่งสัญญาณบอกพี่แย้สักนิดล่ะก็ จะซัดไอ้หน้าหนานี่ให้วิ่งหางจุกตูดหนีไม่ทันเลย
ชายหนุ่มรอไม่นาน สัญญาณนั้นก็มา... ชนิดดีเกินคาด
“พี่โยคะนี่เชษ อดีตเพื่อนร่วมสถาบันเดียวกับม่วง เชษ นี่พี่โย คนสำคัญของม่วง”
แทบจะร้องเยสเลยทีเดียว แต่ใช่เพราะเธอเอ่ยคำว่าคนสำคัญหรอกนะ คำๆ นั้นแปลได้หลายความหมายจะตายไป หากเป็นชื่อเล่นที่แท้จริงซึ่งเขาบังคับให้ช่อม่วงเรียกกันมาตลอดนั่นต่างหาก ในที่สุดเจ้าหล่อนก็ยอมพูดจนได้
เมื่อไฟเขียวมาแล้วก็ได้เวลาเชือด ยุคันต์ยิ้มพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงทำความรู้จักก่อนกล่าว
“เรียกผมว่ายุคันต์ก็ได้ครับ” เพราะชื่อโย เขาสงวนไว้ให้เฉพาะคนสนิทกันในระดับมากที่สุดเรียกเท่านั้น “วันก่อนต้องขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้อยู่ทำความรู้จัก บังเอิญเราสองคนรีบน่ะครับ”
“ครับ ผมเข้าใจ วันนั้นเห็นม่วงบอกว่าต้องทำธุระด่วนกับเจ้านายนี่ครับ”
สายตารู้ทันแกมหยามเหยียดนั่นเหมือนกับตอนที่ประเมินเขาไม่มีผิด แต่แค่นี้มันระดับอนุบาล ไอ้หนูเอ๋ย
“ครับ เป็นเรื่องงานแต่งงาน” พูดจบก็ยิ้มก่อนส่งสายตาหวานซึ้งไปยังหญิงสาวซึ่งจ้องหน้าเขาได้พักหนึ่งแล้ว ดูเหมือนเชษฐาตะลึงงันกับคำตอบนั้นไม่น้อย และกว่าสติจะกลับเข้าที่จนเกือบเป็นปกติต้องอาศัยเวลาควบคู่ไปกับการกลืนน้ำลายอึกใหญ่ทีเดียว
“เอ่อ ผมยินดีด้วยครับ แล้วจะแต่งกันเมื่อไหร่หรือ”
“ศุกร์ที่ผ่านมาไงครับ” แล้วรอยยิ้มก็กว้างขึ้นอีกนิด “วันนั้นผมไม่สะดวกในหลายๆ เรื่อง แต่ถ้าจัดงานเลี้ยงเมื่อไหร่ผมจะเชิญคุณแน่ๆ ครับ”
“อ้อ ครับ... ไม่เป็นไร” เชษฐาว่าพลางชำเลืองมองช่อม่วงด้วยแววตาเศร้าสร้อย แต่ยังหรอก... ยุคันต์ยังไม่ได้กลบดินใส่หลุมฝังเลยนี่
“แล้วคุณเชษล่ะครับจะแต่งเมื่อไหร่ ผมเห็นคุณกับแฟนรักกันมากเลย คงเร็วๆ นี้ใช่ไหมครับ”
“เอ่อ... ผมก็... ครับ อาจจะเร็วๆ นี้” คำสุดท้ายราวกับคาดหวังว่าจะเห็นปฏิกิริยาอะไรจากคนรักเก่าบ้าง ซึ่งก็มีจริงๆ เมื่อช่อม่วงหันขวับ จ้องหน้าเขาและยิ้มกว้าง
“จริงเหรอเชษ ฉันยินดีด้วยนะ ขอให้เธอสองคนรักกันตลอดไปเลย”
“อะ... อือ ขอบใจ”
หากเรื่องใดจะฝังเชษฐาให้กลับขึ้นมาอีกไม่ได้เรื่องนี้ถือว่าใช่ที่สุด ชายหนุ่มยิ้มเหมือนกล่าวลาก่อนเดินคอตกออกจากศูนย์อาหาร
ช่อม่วงรอจนแน่ใจว่าอดีตคนรักจะไม่ย้อนกลับมาสร้างความรำคาญให้อีกแล้ว หลังจากนั้นจึงหันไปแยกเขี้ยวใส่คนที่เธอเพิ่งยอมเรียกชื่อเล่นจริงๆ ของเขาตั้งสองครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยปฏิญาณว่าถึงตายก็ไม่ขอเรียกนายยุคันต์ว่า โย เด็ดขาด ทว่าโยคนนั้นกลับยิ้มกว้างให้และตักข้าวกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เล่นเอาหญิงสาวแทบกรี๊ดด้วยความเขินก่อนจะพูดเสียงสะบัด
“โปรโมชั่น ยอมเรียกก็แค่หนนี้หรอกย่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ยังไงผมก็จะเรียกคุณว่าน้องม่วงต่อไป”
เง้อ... ไม่อ้าววว เค้าเขินไม่ใช่เหรอ “ไม่เอาอ่ะ ฟังแล้วจั๊กกะดึ๋ยจะตาย”
“ผมว่าน่ารักดีออก น้องม่วง”
กรี๊ดดด ตาแย้บ้า อย่าทำให้ฉันต้องเกร็งปากห้ามไม่ให้ตัวเองยิ้มแบบนี้ได้ไหมยะ
หญิงสาวเบ้หน้าแล้วรีบตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยถ้านายพี่โยเห็นว่าเธอตั้งอกตั้งใจกิน อาจยอมเลิกป่วนหัวใจให้มันเต้นระรัวมากไปกว่าตอนนี้ก็ได้ แต่พอคำแรกลงคอได้ไม่เท่าไหร่ คนนั่งตรงข้ามก็ชวนคุยอีกจนได้
“ว่าจะถามนานแล้ว ปกติผมก็เห็นคุณเป็นคนคล่องแคล่วดีนะ แต่ทำไมคุณกินข้าวช้าจัง”
หญิงสาวยิ้มอวดเล็กน้อยอย่างเตรียมโชว์ภูมิเต็มที่ ยืดอกอีกนิดก่อนตอบ “คุณรู้หรือเปล่าว่าการเคี้ยวอาหารนานๆ จะทำให้สมองเราดีมากขึ้น ไม่ท้องผูก และช่วยลดน้ำหนักด้วย”
เคยได้ยิน เพราะเว็บไซต์สุขภาพที่เคยผ่านตามาบอกไว้เช่นนั้น แต่เขาไม่นึกว่าจะมีใครทำตามในเรื่องนี้แบบช่อม่วงสักคน “เพิ่งรู้นะว่าคุณก็ใส่ใจเรื่องแบบนี้ด้วย นี่ต้องนั่งนับกันต่อคำด้วยหรือเปล่า”
“บ้า ใครจะมานั่งนับกัน” เธอแหว “คุณแม่ของฉันบอกหรอกค่ะ คือเมื่อก่อนฉันท้องผูกมาก บางทีเดือนกว่าก็ยังไม่ถ่าย ท่านเลยบังคับให้ฉันเคี้ยวจนกว่าจะรู้สึกว่าข้าวในปากเหลวเหมือนโจ๊กก่อนค่อยกลืน แล้วก็ให้ทานผักผลไม้เยอะๆ ด้วย คุณรู้หรือเปล่าว่ากว่าฉันจะทำได้ แม่ต้องตรวจความละเอียดของอาหารในปากฉันอยู่เป็นเดือนเลยล่ะ แต่ผลลัพธ์คือตอนนี้ฉันเป็นปกติแล้วและไม่ค่อยป่วยง่ายด้วย”
ยุคันต์เลิกคิ้วอย่างรู้สึกทึ่ง อันที่จริงสมัยเรียนมัธยมต้นครูก็เคยสอนว่าการเคี้ยวข้าวให้ละเอียดเป็นการลดภาระของกระเพาะอาหารและลำไส้ สารอาหารก็จะถูกดูดซึมเข้าไปตามอวัยวะต่างๆ ได้ง่ายขึ้นแถมข้อดีที่ครูเน้นย้ำเหลือเกินคือทำให้ไม่อ้วนด้วย (ซึ่งช่อม่วงคือตัวอย่างที่ดีทีเดียว) แต่เขาเป็นคนผอมและอยากอ้วนมากจึงทำในสิ่งตรงกันข้ามมาโดยตลอด ว่าไปแล้วเรื่องการเคี้ยวอาหารเป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้าเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพ คนเห็นความสำคัญย่อมไม่สนใจจะเปลี่ยนพฤติกรรมนี้แน่
“แม่คุณสอนดีจังนะครับ”
“ค่ะ และสาเหตุหลักที่ฉันยังเคี้ยวอาหารช้าต่อไป เพราะนี่คือคำสอนสุดท้ายที่แม่ฉันฝากไว้”
ชายหนุ่มกระพริบตาพร้อมกับทำหน้าอึ้งด้วยรู้สึกว่าตนถามเรื่องอันไม่สมควรออกไปแล้ว ในความเป็นจริง ความเชื่อและการสั่งสอนบุตรของแต่ละครอบครัวย่อมไม่เหมือนกัน ทว่าจุดประสงค์หลักของพ่อแม่ทุกคนคือความปรารถนาดีที่มีให้กับลูกของตนทั้งนั้น ซึ่งเรื่องเหล่านั้นอาจเล็กบ้างใหญ่บ้าง หากการก้าวก่ายหรือพลั้งเผลอตำหนิกิจวัตรประจำวันของใครคนหนึ่งด้วยความรำคาญเพียงเพราะมองว่านั่นคือกติกาของคนหมู่มากหรือเป็นแค่สิ่งเล็กน้อยสำหรับตน มันอาจมีความสำคัญยิ่งใหญ่ต่อผู้ที่ปฏิบัติตัวเช่นนั้นเรื่อยมาก็เป็นได้
“ผมขอโทษ” กล่าวออกไปจากใจจริง ซึ่งคนรับฟังก็ทำเพียงยิ้มอย่างเข้าใจความหมายและทานข้าวต่อ
แวบหนึ่งยุคันต์รู้สึกอิจฉาหญิงสาวที่มีแม่เอาใจใส่ดูแลกระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างการเคี้ยวอาหาร แต่อีกด้านเขาก็สลดใจว่าเหตุใดคนดีๆ จึงด่วนจากไปเร็วนัก เพราะเขาเชื่อว่ามารดาของช่อม่วงยังมีอะไรอีกมากที่เตรียมไว้สั่งสอนลูกสาว หากเธอก็หมดโอกาสนั้นเสียแล้ว
เอาเถอะ ในเมื่อไม่มีใครสามารถย้อนอดีตให้กลับคืนมาได้ ชีวิตและทางเดินนับจากนี้ของช่อม่วงจะมีเขาคอยอยู่เคียงข้าง ปกป้องดูแลโดยไม่ให้คลาดสายตาเลยทีเดียว




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2553 22:39:00 น.
Counter : 124 Pageviews.  

บทที่ 12

บทที่ 12

เคยได้ยินมาว่าเวลามักผ่านไปเร็วอยู่สองช่วงคือเวลาแห่งความสุขและเวลาที่ความทุกข์ใกล้มาเยือน ปั้นหยารู้สึกทดท้อจนแทบอยากไปบนบานศาลกล่าวให้หนังสือเดินทางของเธอมีปัญหา แต่การทำงานที่รัดกุมรอบคอบย่อมไร้ข้อผิดพลาด ดังนั้นหญิงสาวจึงได้รับหนังสือเดินทางในอีกสามวันต่อมา ซึ่งเธอก็นำหนังสือเล่มนั้นลงไปร่วมกินข้าวกลางวันด้วยตามคำขอร้อง (หรือเรียกให้ถูกกว่าคือบังคับ) ของเพื่อนสนิทที่ดูตื่นเต้นราวกับว่าเป็นคนได้ไปต่างประเทศเองอย่างนั้นแหละ
“ตานครินทร์ต้องเล่นของแหงเลย เชื่อสิ ฉันได้ยินมาว่ากว่าจะได้หนังสือเดินทางต้องใช้เวลาตั้งเกือบอาทิตย์เลยเชียวนะ” ช่อม่วงบอกขณะที่พลิกหน้ากระดาษไปมา และหยุดสายตาอยู่ตรงรูปของปั้นหยาซึ่งเป็นสีขาวดำ
“เจ้าหน้าที่บอกว่าประมาณสี่วันถ้าจัดส่งให้ตามที่อยู่น่ะ” ปั้นหยาพูดพลางตักอาหารเข้าปาก
“งั้นก็ชัวร์แล้วว่ะว่าอีตาประธานนั่นเล่นของ เพราะแกได้หนังสือเร็วกว่าตั้งวันนึงเชียวนะ” จากนั้นเธอปิดหนังสือและส่งคืนเพื่อน ปั้นหยารับมาสอดไว้ในกระเป๋าสตางค์ก่อนจะชะงักช้อนไว้ที่ริมฝีปากเมื่อเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของช่อม่วง
“มีอะไรหรือ”
“อิจฉาแกว่ะ ได้ไปต่างประเทศกับหนุ่มรูปหล่อสองต่อสอง” ... ถึงอีกฝ่ายเป็นเกย์ก็เถอะ แต่ถ้าไม่บอกแล้วใครจะรู้ล่ะ ให้คนนอกมองด้วยสายตาอิจฉาแหละดีแล้ว... คิดเล่นๆ ได้ไม่ทันข้ามวินาที คนนอกสามคนอย่างเออีเลดี้แก๊งค์ก็ตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางอันเกือบเรียกได้ว่าคุกคาม
“ได้ยินว่าเธอจะไปฮ่องกงกับท่านประธานเหรอ” แซนดี้เริ่ม
ปั้นหยาตอบด้วยอาการพยักหน้าเพราะข้าวยังคาอยู่เต็มปาก คนรับหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเลยสวนแทนทันที
“ใช่แล้วจ้ะ แซนดี้อยากรู้ไปทำไมเหรอ”
คนอยากรู้ไม่ตอบแต่เบะปากใส่ช่อม่วงแทน แถมยังเบะเลยไปเผื่อปั้นหยาด้วย ซึ่งคนหลังก็ทำแค่มองและกินข้าวต่อ ส่วนอีกคนกลับลอยหน้าลอยตาเหมือนจะเยาะเย้ยกัน ท่าทางนั้นทำให้แซนดี้เปลี่ยนสีหน้าของตนเป็นการถลึงตาใส่แม่สาวเว็บดีไซน์ทันที
“มีอะไรกันหรือครับ” เสียงระฆังช่วยดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของยุคันต์ หวานหวานรีบก้มหน้าหลบดวงตาคมดุที่ปรายมองพวกเธอเรียงตัว
“เปล่าค่ะ... เอ่อ... คือพวกเราแค่จะมาถามว่าคุณปั้นหยาได้ไปฮ่องกงกับท่านประธานจริงหรือเปล่าเท่านั้นเองค่ะ” แนนซี่ถาม และยุคันต์ก็เลิกคิ้วกับประโยคนั้นก่อนตอบ
“ทำไมไม่ถามท่านประธานเองล่ะครับ” พูดพลางพยักพเยิดไปยังร่างสูงใหญ่ซึ่งก้าวเท้ามาพร้อมกับธรรม์เทพ สองในสามสาวเออีถึงกับปิดปากเพื่อห้ามรอยยิ้มก่อนทำตัวลีบหลบทางให้บอสใหญ่ พอนครินทร์เดินมาถึงโต๊ะ เขาก็ทำสายตาแบบเดียวกับที่คนเดินมาก่อนหน้าทำ นั่นคือปรายมองสามสาวเรียงตัว
“มีอะไรรึ”
คราวนี้ไม่มีคนตอบ นครินทร์จึงซักต่อด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเริ่มหงุดหงิด “ไม่ได้ยินที่ฉันถามรึ”
“มะ... ไม่มีค่ะ” เป็นหวานหวานที่พูดออกมาด้วยเสียงเบากริบจนช่อม่วงเริ่มสงสาร เธอรู้ดีว่าหญิงสาวไม่ใช่หนึ่งในสองคนที่อิจฉาปั้นหยาแน่ แต่ถ้าเปลี่ยนคนไปฮ่องกงจากท่านประธานเป็นยุคันต์ก็อีกเรื่อง
“ไม่มีก็ไปกินข้าวสิ ร้านอาหารคนซาแล้วนะ”
สามคนพยักหน้าและรีบชิ่งออกจากจุดนั้นทันที ยุคันต์มองตามพลางส่ายศีรษะ จากนั้นจึงวางจานข้าวไว้บนโต๊ะอีกตัวซึ่งอยู่ข้างช่อม่วง นครินทร์และธรรม์เทพเดินมาวางจานข้าวของตนด้วย
“ทำไมวันนี้คุณนครินทร์ถึงลงมาทานอาหารได้ล่ะคะ”
“เบื่อกินข้าวคนเดียว” เขาบอกขณะนั่งลง “อีกอย่างคืออยากถามเธอว่าวันนี้จะไปงานแต่งของเจษฎาหรือเปล่า”
เล่นเอาสองสาวทำหน้าเหวอเพราะพวกเธอลืมเรื่องนี้กันไปแล้ว และที่นครินทร์ (กับสองลูกน้องคนสนิท) ลงมาถามด้วยตัวเองคงเพราะเห็นว่าวันนี้พวกเธอไม่ได้แต่งตัวอะไรกันมามากมายนัก แถมยังไม่มีเสื้อผ้ามาเปลี่ยนเหมือนสาวๆ อีกหลายคนด้วย
“ปะ... ไปค่ะ” ทั้งคู่ตอบเสียงอ่อยพลางมองหน้ากันอย่างเซ็งๆ อาการนั้นทำให้สามหนุ่มรู้ได้ทันที... ลืมแหงๆ
“งั้นก็รีบกิน จะได้ไปหาซื้อชุดเปลี่ยน”
“ไปชุดนี้คงไม่เป็นไรมั้งคะ” ปั้นหยาพูดเสียงเบาเพราะว่าไปแล้วชุดของเธอก็สุภาพอยู่ แม้มันออกแนวโบราณไปนิดด้วยกระโปรงสีกรมท่ายาวครึ่งแข้ง เสื้อเชิ้ตสีขาวจีบรอบมีลูกไม้ระบายตรงชายแขนอีกตัว ใครๆ คงคิดว่าเจษฎาเชิญเพื่อนที่เป็นอาจารย์มาด้วยเท่านั้น ความจริงหญิงสาวรู้จักเจษฎาได้เพราะเขาเคยขึ้นไปคุยเรื่องงานกับนครินทร์พร้อมยุคันต์สองสามครั้ง และครั้งหนึ่งเขาเคยมาทักช่อม่วงขณะที่กินข้าวกลางวันกันอยู่แถมยังมีขนมมาฝากด้วย ระดับความสนิทสนมจึงจัดอยู่ในขั้นพอใช้ การแต่งตัวแบบนี้จะทำให้เขาขายหน้าหรือเปล่านะ
ขณะกำลังลังเล ปั้นหยาก็ชำเลืองมองเพื่อนที่ส่งยิ้มแห้งแล้งเหลือเกินให้ เสื้อผ้าของช่อม่วงจัดได้ว่าไม่น่าเกลียดนักถ้าใส่มาทำงาน แต่มันก็ไม่เหมาะสมหากใช้เป็นชุดเข้างานแต่งงานของหัวหน้าฝ่ายที่สนิทสนมกันจนถึงขั้นเรียกเป็นพี่น้อง
“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ไปซื้อด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ”
ยุคันต์พูดคล้ายกับจะล่วงรู้ความคิด หญิงสาวทั้งสองจึงพยักหน้าพร้อมกันอย่างจนใจ ช่อม่วงรวบช้อนอิ่มทันทีทั้งที่ข้าวยังเหลืออีกเกินครึ่งขณะที่ปั้นหยาใกล้จะหมดจานแล้ว เห็นดังนั้น ชายหนุ่มจึงถาม
“จะรีบอิ่มทำไมล่ะครับ รอพวกผมกินข้าวให้เสร็จก่อนสิ”
“หา!” เป็นช่อม่วงที่ร้องออกมา... พูดแบบนี้ก็หมายความว่าตาแย้กับท่านประธานนี่จะไปด้วยงั้นรึ
“เงินเดือนพวกคุณยังไม่ออก เก็บไว้ใส่ซองในงานดีกว่า โดยเฉพาะคุณนะปั้นหยา ผมลืมไปว่ายังไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมทำหนังสือเดินทางให้คุณเลยนี่”
“เอ่อ... ไม่... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
เห็นได้ชัดว่ากัดฟันพูดอย่างมาก... นครินทร์เกือบกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้แล้วขณะบอกความจริงยัยขี้เหนียว
“คุณไปด้วยเรื่องงานนะครับ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทางบริษัทต้องออกให้อยู่แล้ว เดี๋ยวธุระเสร็จคุณก็ส่งใบเสร็จไปที่ฝ่ายการเงินทำเรื่องเบิกคืนได้เลย”
อีกแล้ว... ‘นะครับ’ ที่ฟังระรื่นหูเหลือเกินนั่น แต่ถึงจะประทับใจแค่ไหนเธอก็ตอบได้เพียงแค่... “ค่ะ”
“งั้นก็รีบกินเข้าเถอะ ฉันนัดแพรวาไว้ด้วย เดี๋ยวแม่เจ้าประคุณจะอาละวาดเอาถ้าไปผิดเวลา”
“พี่แพรไปด้วยหรือคะ” ช่อม่วงถามด้วยน้ำเสียงดีใจ ธรรม์เทพพยักหน้า
“ใช่ครับ แม่คุณขู่ผมไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วว่าให้พาไปนวดหน้า ขนาดท้องแก่อยู่นะ ไม่รู้ว่าจะอยากสวยไปไหน”
“สวยไว้เผื่อคนที่สามจะได้เป็นผู้หญิงไง”
คำกระเซ้าของยุคันต์ทำให้ธรรม์เทพแอบขยับขาเตรียมกระทืบเท้าเขาใต้โต๊ะ แต่คนที่รู้แกวกันดียกหลบอย่างว่องไวแถมยังยักคิ้วให้เป็นเชิงล้อ นครินทร์ชำเลืองมองชายสองคนที่เป็นทั้งลูกน้องและเพื่อนสนิทพลางส่ายศีรษะเล็กน้อยคล้ายระอากับพวกไม่ยอมโตก่อนพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“ถ้าพวกนายยังไม่เลิกเล่นกันอีกล่ะก็ ฉันไม่อนุมัติเงินเที่ยวตอนสิ้นปีนะเว้ย”
“คร้าบบอส พวกผมจะเป็นเด็กดีไม่ดื้อ ไม่ซนแล้วคร้าบ” เป็นนายตัวป่วนอีกครั้งที่พูดเย้า ปั้นหยาหัวเราะคิกขณะที่ช่อม่วงเบะปากอย่างหมั่นไส้... ชิ ทำเป็นแอ๊บแบ๊วทั้งที่หน้าโหดจะตายเนี่ยนะ ไม่ดูตัวเองเล้ยอีตาแย้เอ๋ย
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและนัดแนะถึงจุดหมายที่จะไปพบกันล่วงหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ธรรม์เทพก็ขอปลีกตัวล่วงหน้าไปก่อนเพราะการใช้รถยนต์ของตัวเองจะอำนวยความสะดวกให้กับภรรยาได้มากกว่า ส่วนที่เหลืออาศัยรถยุโรปของนครินทร์ซึ่งกว้างใหญ่หรูหรา เพียงพอจะบรรจุชายหนุ่มหญิงสาวสองคู่กับพลขับประจำตัวของท่านประธานอีกหนึ่งคนได้อย่างสบาย หากคนแปลกพาหนะสองคนกลับนั่งตัวลีบตัวเกร็งตลอดเส้นทางจนกระทั่งถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่พวกเธอเดินเที่ยวกันประจำถ้าได้เข้ามาใจกลางเมือง เล่นเอาตอนลงจากรถถึงกับขาเป็นเหน็บเลยทีเดียว
“รถก็ออกจะกว้างไม่รู้จะนั่งเบียดกันทำไมสิ”
ก็เพราะคนนั่งข้างๆ คือท่านประธานน่ะสิคะ... ปั้นหยาคิดพลางยิ้มแห้งให้คนบ่นขณะขยับเท้าตัวเองเพื่อคลายอาการเหน็บชา
“เอาน่าหนึ่ง ขึ้นรถหนุ่มแปลกหน้าครั้งแรก เลดี้ก็ต้องเกร็งเป็นธรรมดา” ยุคันต์พูดพลางหยิบมือถือของตนออกมาดู สัญญาณระบบสั่นดังเสียจนนครินทร์ต้องเหลือบมอง
“ไอ้ทันถึงแล้ว” เขาพูดเท่านั้นก่อนถามปั้นหยา “เท้าค่อยยังชั่วหรือยังครับ”
คำตอบคือการพยักหน้าซึ่งมาพร้อมกับเสียงรับอันเบากริบ ยุคันต์จึงพยักพเยิดเพื่อบอกให้ทุกคนเคลื่อนตัวออกจากจุดนั้น แต่พอปั้นหยาก้าวขา เท้าที่ยังไม่หายชาดีเป็นอันต้องทรุดลงแทบทันใด โชคดีว่ามีคนคว้าตัวเธอไว้ ไม่อย่างนั้นคงได้ล้มกลิ้งให้อับอายขายหน้าแน่
“ขะ... ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวพลางหันไปมองคนช่วยเพียงชั่วแวบก่อนจะก้มหลบสายตา ตอนนี้สีหน้าของนครินทร์เรียบเฉยเสียจนเธอไม่กล้ามองและคิดในแง่ร้ายไปแล้วว่าบางทีเขาอาจกำลังไม่พอใจ หากครู่หนึ่งชายหนุ่มก็พูด
“ถ้ายังไม่หายก็บอกกันตรงๆ สิ ขืนล้มไปแล้วเกิดบาดเจ็บขึ้นมาจะยิ่งลำบากกันเสียเปล่า”
รอยยิ้มแหยบนใบหน้าซึ่งแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์บางเบานั่นบอกอารมณ์คนฟังได้ดี ความจริงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเป็นคนนอกคงรู้สึกว่านครินทร์กำลังหงุดหงิดจึงพูดจาออกแนวประชดประชันขนาดนั้น แต่สำหรับยุคันต์แล้ว เขารู้ดีว่าเพื่อนเป็นห่วงแม่เลขา ไม่อย่างนั้นเขาคงปล่อยให้เธอล้มโดยยืนมองหน้าตาเฉย หรืออย่างแย่ที่สุดคือทิ้งเจ้าหล่อนไว้ตรงนี้และเดินหนีไปเลย...
ยัยปั้นหยานี่ ใช้ได้แฮะ... ชายหนุ่มอมยิ้มเพียงเสี้ยวนาทีแล้วรีบปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉยเพราะรู้สึกว่าคนข้างตัวกำลังแอบสังเกตอากัปกิริยาของเขาอยู่ ช่อม่วงน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่นครินทร์สิเล่นยากกว่า ชายหนุ่มจึงทำเนียนด้วยการจับแขนหญิงสาวผู้อึดกว่าพลางออกแรงเล็กน้อยเพื่อบอกให้เธอตามไปด้วยขณะพูดกับสองคนที่ยังมีปัญหา
“ถ้าอย่างนั้นฉันกับม่วงล่วงหน้าไปหาไอ้ทันก่อนก็แล้วกัน รีบตามมานะหนึ่ง” เท่านั้นก็ลากยัยคนที่เริ่มส่งสัญญาณว่าจะทำตัวมีปัญหาขึ้นมาบ้างแล้วให้เดินตาม ช่อม่วงพยายามแงะมือกาวซึ่งเกาะแน่นหนุบหนับอยู่ตรงแขนของตนแต่ไร้ผล หนำซ้ำยุคันต์ยังกระชากเธอให้เข้าไปในห้างด้วยเสียอีกแน่ะ หนอย... บังอาจทำแบบนี้กับคุณช่อม่วงเรอะ อยากโดนเสียบไม้ย่างมากนักใช่ไหมอีตาแย้!
หญิงสาวสลัดแขนตนออกจากอุ้งมือแย้ได้ตอนที่ทั้งคู่เข้ามาในบริเวณห้างพอสมควรแล้ว หรือพูดให้ถูกคือยุคันต์เป็นฝ่ายปล่อยเธอเองมากกว่าเพราะรู้ว่าตนทำเรื่องเสียมารยาทค่อนข้างมาก เขาจึงเตรียมใจให้ช่อม่วงต่อว่าหลังจากเฝ้าดูเธอบิดแขนตัวเองไปมาสักพัก และพอเห็นสีหน้าชนิดจะกินเลือดกินเนื้อกันเดี๋ยวนั้น ชายหนุ่มถึงกับต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ
“ใครอนุญาตให้นายเรียกฉันว่าม่วงเฉยๆ กันยะ”
อ้าว ไม่วีนเรื่องที่ถูกลากมาหรอกรึ
“แล้วมันเรื่องอะไรถึงต้องถูลู่ถูกังฉันมาแบบนี้น่ะ ฮึ บอกกันด้วยคำพูดเฉยๆ ไม่เป็นรึไงคะ”
ไม่แฮะ นึกว่าจะรอด... “ผมก็บอกแล้วนี่ครับ”
“คุณบอกท่านประธานแต่ไม่ได้พูดกับฉัน อย่ามั่วนะคุณแย้”
“ผมบอกคุณแล้วนะว่าไม่ให้เรียกผมว่าแย้”
“ก็แล้วทีคุณเรียกฉันว่าม่วงเฉยๆ ทำไมล่ะ” ...ทำไมไม่มีคุณนำหน้า แบบนั้นมันฟังสนิทกันเกินไปไม่ใช่รึไง
สีหน้าดื้อดึงของคนพูดทำให้ชายหนุ่มนึกอยากเขกกะโหลกเจ้าหล่อนสักโป๊ก แต่เขาไม่นิยมการทำร้ายสุภาพสตรีด้วยกำลังแม้สตรีคนนั้นแทบไม่เหลือความสุภาพให้กันเลยก็ตาม ดังนั้น สิ่งที่จะตอบแทนได้คงมีแค่...
“โอเค คุณเรียกผมว่าแย้ แต่ผมจะเรียกคุณว่าน้องม่วง”
ง่ะ น้องเลยเหยอ... “ไม่อ๊าววว บ้ารึเปล่า มาน้งมาน้องอะไร ฉันลูกคนเดียวนะและก็ชอบที่จะเป็นลูกคนเดียวของพ่อตลอดไปด้วยย่ะ”
“โอ้... เพิ่งทราบนะครับว่าคุณเป็นลูกแหง่”
กรี๊ดดด ตาแย้บ้า ตายซะเถอะ!
ไม่เพียงแค่กรีดร้องในใจแต่ช่อม่วงตั้งท่าจะถลาเข้าไปบีบคอยุคันต์จริงๆ หากยังไม่ทันลงมือ เสียงทักทายอย่างยินดีของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะการฆาตกรรมในสถานที่โล่งแจ้งเสียก่อน
“ม่วง มาทำอะไรที่นี่น่ะ”
ไม่ต้องเหลียวมองก็รู้เลยว่านั่นคือเชษฐา ช่อม่วงเบะปากเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับอดีตแฟนของตน
“มาซื้อของ”
“เหรอ เรามาทำงานจัดดิสเพลย์ที่นี่น่ะ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว ม่วงจะเดินนานหรือเปล่า”
ดูเหมือนเชษฐาจะไม่สนใจว่าช่อม่วงใช้แค่ประโยคบอกเล่าธรรมดาที่ฟังห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังเมินชายหนุ่มอีกคนเสียสนิททั้งที่ยืนอยู่ใกล้หญิงสาวแท้ๆ แต่ยุคันต์ก็เลือกทำเพียงยืนนิ่งดูสถานการณ์ระหว่างบุคคลทั้งสอง ซึ่งรอไม่นานเลย ยัยคนที่เพิ่งวีนใส่กันก็ลากเขาเข้าไปเอี่ยวจนได้
“ฉันมากับเจ้านาย จะเดินนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับเขา”
สายตาของผู้ชายที่ชื่อเชษฐาเปลี่ยนเป้าหมายทันที และเพียงการกวาดตาสำรวจจากหัวจรดเท้าปราดเดียว ยุคันต์ก็รู้โดยพลันว่าเขาถูกประเมินระดับความสนิทชิดเชื้อระหว่างเขากับช่อม่วงจากคนๆ นี้เรียบร้อยแล้ว... โอเค อยากรู้เหมือนกันว่าแฟนเก่ายัยสีม่วงจะ ‘ใช้ได้’ แค่ไหน
“ขึ้นอยู่กับผมไม่ได้หรอกครับม่วง เพราะวันนี้ผมต้องตามใจคุณนี่นา”
จัดไปสองดอกและดูเหมือนจะได้ผลดีพอสมควรเสียด้วย เพราะตอนนี้สายตาของเชษฐาที่จับจ้องอยู่กับเขาบอกได้หมดเปลือก ทั้งความไม่พอใจ การเปรียบเทียบรูปร่างหน้าตา พละกำลังรวมไปถึงฐานะทางการเงิน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังจากผู้ชายคนนี้สักหน่อย
“งั้นก็รีบไปกันเถอะค่ะ ฉันมีของต้องซื้ออีกเยอะ” ว่าจบก็ทำท่าจะก้าวเดิน แต่เท้ายังไม่ทันขยับ เสียงแหลมคุ้นหูพลันดังขึ้นเสียก่อน
“ตามเขามาถึงนี่เชียวรึยะ ยัยหน้าด้าน”
ช่อม่วงกลอกตามองเพดานอย่างเบื่อหน่ายก่อนที่จะคว้าแขนยุคันต์มากอดไว้แล้วยิ้ม ซึ่งได้เรื่องตามคาด ตาริกาถึงกับชะงักการเดินพลางขมวดคิ้วและแลสายตาเลยไปยังบุรุษหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ข้างอดีตผู้หญิงของแฟนเธอ
“ฉันไปก่อนนะ เชษ” จากนั้นช่อม่วงก็ดึงยุคันต์ให้เดินตามเธอ หากชายหนุ่มกลับส่งยิ้มเป็นเชิงบอกลาแก่คนทั้งคู่ก่อนขยับแขนเจ้าหล่อนออกและเปลี่ยนท่ามาโอบเอวแทน... ถือว่าเป็นบริการเสริมให้ยัยตัวแสบด้วยแล้วกัน
พอคิดว่าพ้นระยะสายตาของเชษฐาและตาริกาแล้ว ช่อม่วงจึงสะบัดตัวออกจากวงแขนชายหนุ่มพลางส่งสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อให้กันอีกครา ทว่าคราวนี้ยุคันต์เลือกทำเพียงยืนยิ้มเฉยๆ พักหนึ่งทีเดียวกว่าหญิงสาวจะอดรนทนไม่ได้ เป็นฝ่ายแหวขึ้นมาเอง
“เดินมาเฉยๆ ไม่ได้รึไงคะ ทำไมต้องโอบด้วย”
“ผมถือคติว่าไหนๆ จะทำแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุดครับ”
ฟังไม่ขึ้นย่ะ ถึงจะเป็นแค่การแสดงและเธอก็ขอความร่วมมือโดยที่เขาไม่สมยอมก็เถอะ “คนฉวยโอกาส”
ยุคันต์ไม่ตอบโต้หากทำเพียงขยับรอยยิ้มให้กว้างจากเดิม แต่แค่นั้นช่อม่วงก็ปรี๊ดเสียจนต้องสะบัดหน้าหนีเพราะเกิดอยากฆ่าคนขึ้นมาอีกแล้ว ทว่าครู่หนึ่งเธอกลับหันมาจ้องเขาอีกครั้ง แย้มยิ้มหวานชนิดคนมองรู้สึกขนหัวลุกพิกล
“จริงสิ คุณบอกว่าวันนี้จะตามใจฉันนี่นะ” หญิงสาวพูดเสียงหวาน “ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องทำถูกไหมคะ”
รอยยิ้มกว้างของยุคันต์เจื่อนไปเล็กน้อยและช่อม่วงก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยแน่ เธอจึงกระโดดเกาะแขนเขาแล้วทำเสียงอ้อน “เตรียมบัตรเครดิตไว้ได้เลยค่ะ คุณหมดตัวแน่นอน บอส”
“ผมไม่เคยใช้บัตรเครดิตครับ มีแต่เงินสดเหลือติดกระเป๋าอยู่สามพันกว่าบาท”
สามพันเนี่ยนะ ใครจะเชื่อยะ “โถ... บอสขา ในเมื่อคุณบอกแล้วว่าวันนี้จะตามใจฉัน ต่อให้ต้องกู้ต้องปล้นคุณก็ต้องทำตามคำพูดสิ”
ให้ปล้นเลยเหรอ ใจร้ายชะมัด ผู้หญิงอะไร “ครับ”
“งั้นเรารีบไปหาคุณธรรม์เทพกันเถอะค่ะ ฉันมีเรื่องอยากคุยกับพี่แพรเยอะแยะเลย”
ยุคันต์ยิ้มกว้างอีกครั้งและปล่อยให้หญิงสาวพาเขาออกเดินโดยไม่ยอมบอกจุดหมาย ทั้งยังแกล้งทำเป็นลืมท้วงว่าควรเลิกเกาะแขนกันเป็นลิงเป็นข้างเสียที ทำไงได้ ในเมื่อผู้เสียหายตัวจริงคือเขาถ้าเกิดต้องไปปล้นจี้ใครเพื่อเจ้าหล่อนจริงๆ ขึ้นมา ดังนั้นการถูกสัมผัสโดยมืออันนุ่มนิ่มบอบบางนี่ถือว่าเป็นกำไรต่างหาก ไม่ใช่ฉวยโอกาสสักหน่อย

ปั้นหยาเข้าใจในทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เพื่อนของเธอกระโดดเกาะแขนยุคันต์แล้วเดินเลี่ยงเชษฐากับตาริกาไปอีกทาง แต่เรื่องที่เธอเป็นห่วงกว่าคือความคิดของท่านประธานใหญ่ที่มีต่อภาพนั้นต่างหาก ยิ่งเมื่อเห็นคิ้วของนครินทร์ขมวดเล็กน้อยเหมือนกำลังโกรธ ใจลีบๆ ก็ยิ่งฝ่อลงอีกโข ทว่าคนน่ากลัวกลับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยสนิท
“สองคนนั่นเคยมีเรื่องอะไรกับเพื่อนเธอรึ”
“ค่ะ เรื่องส่วนตัวน่ะค่ะ”
นครินทร์เข้าใจในคำพูดนั้น เพราะเชษฐากับตาริกาก็ใช่ว่าจะหน้าคล้ายกันหรือมีคนใดคนหนึ่งเหมือนช่อม่วง เรื่องทั้งหมดจึงเดาได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ... “แล้วเธอรู้จักกับสองคนนั่นหรือเปล่า”
“ค่ะ”
เท่านั้น ชายหนุ่มก็พยักพเยิดให้ปั้นหยาเดินตามเขาไปอีกด้านโดยเลี่ยงการพบหน้าสองคนนั่น ทว่าช่องทางใกล้สถานที่จอดรถค่อนข้างเล็กและมีร้านขายสินค้าน้อย นครินทร์จึงให้หญิงสาวอยู่ด้านในโดยใช้ตัวของเขาบังเธอเอาไว้ ดังนั้นเมื่อผ่านจุดที่เชษฐากับตาริกายืนคุยกัน เธอก็ได้ยินคำพูดของคนทั้งคู่อย่างชัดเจน
“ตาเชื่อผมบ้างสิ ว่าแต่ตามาที่นี่ได้ยังไงน่ะ”
“ก็มากับไอ้โตน่ะสิ มันนัดเพื่อนไว้แถวนี้ เห็นว่าจะไปต่ออายุหนังสือเดินทาง”
“หนังสือเดินทาง โตจะไปไหนรึ”
“ไป...”
เสียงของตาริกาซึ่งขาดหายไปนั้นเกิดขึ้นตอนที่ปั้นหยาเดินผ่านพอดี หญิงสาวเผลอกลั้นหายใจและรีบเร่งฝีเท้าเพราะกลัวจะถูกเห็นเข้า หากไม่นานเธอก็ได้ยินคำถามของเชษฐา
“มีอะไรรึ ทำไมเงียบไป”
“ก็... ผู้ชายคนนั้นหล่อมากเลยน่ะสิ ตานึกว่าเป็นดารา”
ปั้นหยาได้ยินเสียงร้องของเชษฐากับคำถามเดิมที่เริ่มแผ่วลงไปทุกที นั่นเป็นเพราะตอนนี้เธออยู่ห่างจากสองคนนั้นมากแล้ว พลันนั้นหญิงสาวเกิดนึกอยากรู้ว่าโตมรจะไปประเทศใดขึ้นมา เพราะหากรู้ล่วงหน้าเธอจะไม่ไปประเทศนั้นเด็ดขาด จนกระทั่งคิดออกในนาทีถัดมาว่านั่นเป็นเรื่องไร้สาระ ถึงจับพลัดจับผลูเขาได้ไปฮ่องกงในระยะเวลาเดียวกับเธอก็คงไม่มีเหตุให้ต้องพบกันหรอก ประเทศออกกว้างใหญ่แถมเธอก็ไปทำงาน ดวงคงไม่แย่ขนาดนั้นแน่
น่าเสียดายที่ปั้นหยาไม่สามารถมองเห็นอนาคต เพราะถ้าได้เห็น เธอคงทำทุกวิถีทางที่จะไม่ไปฮ่องกงในช่วงเวลานี้อย่างแน่นอน

งานเลี้ยงอาหารค่ำพิธีมงคลสมรสของเจษฎากับกนกวรรณจัดขึ้นที่โรงแรมในเครือตระกูลกิมเจริญสถาพรอนันต์ แม้โรงแรมแห่งนั้นจะอยู่ในละแวกเดียวกับบริษัท แต่การจราจรในช่วงเย็นซึ่งค่อนข้างติดขัดทำให้พนักงานที่จะไปร่วมงานนิยมคาร์พูลกันมาก ไม่เว้นกระทั่งช่อม่วงและปั้นหยาซึ่งตะลอนซื้อเสื้อผ้ากับผู้มีตำแหน่งใหญ่โตตั้งแต่ช่วงกลางวัน หากผิดจากพนักงานทั่วไปก็ตรงที่เจ้าของรถคันนั้นคือนครินทร์โดยมียุคันต์พ่วงไปด้วยตามเคย จนหนึ่งในสองหญิงสาวอดนึกอคติไม่ได้ว่าคู่ขาของท่านประธานใหญ่ท่าจะเป็นอีตาแย้เสียล่ะกระมัง
คิดไปนั่น... ความจริงช่อม่วงมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่ายุคันต์ไม่ได้เป็นเกย์ และตอนนี้ก็เริ่มลังเลแล้วสำหรับนครินทร์ เพราะเมื่อตอนกลางวันที่ผ่านมา ท่านประธานพาปั้นหยาปลีกตัวไปซื้อเสื้อผ้าแต่งหน้าทำผมแถมออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ (แม้เขาอ้างว่าคนจ่ายตัวจริงคือพี่เง็กก็เถอะ) ส่วนเธอติดแหง็กอยู่กับยุคันต์ด้วยเหตุจากคำสัญญา ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าคนมีเงินในกระเป๋าสามพันกว่าบาทซื้อเดรสสีโอรสอ่อนราคาเกือบครึ่งหมื่นให้เธอได้อย่างไรโดยไม่ต้องปล้นชิงมา ไหนจะเครื่องประดับกับค่าแต่งหน้าอีก...
ท่าทางคงโดนนายแย้อำเรื่องเงินเสียแล้ว รู้อย่างนี้ให้จ่ายค่าของขวัญด้วยก็ดีหรอก... หญิงสาวมองชายหนุ่มซึ่งยืนเก๊กท่าถ่ายรูปกับคู่บ่าวสาวด้วยความหมั่นไส้ปนอาฆาต แต่พอดวงตาของยุคันต์เคลื่อนมาสบประสานพร้อมรอยยิ้มที่กว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ช่อม่วงก็รีบเบือนหน้าหลบไปทางอื่น... เชอะ ไม่ต้องมายิ้มน่ารักให้เลยนะ นายตัวแสบ
หลังจากใช้เวลาถ่ายภาพได้สักครู่ นครินทร์ก็ตามปั้นหยาให้ไปช่วยตรวจทานสคริปท์ที่เขาต้องกล่าวบนเวที ช่อม่วงจึงต้องรอเพื่อนอยู่กับฝ่ายดีไซน์เกมเพราะกลุ่มคอนเซาท์กับเว็บดีไซน์ถ่ายรูปเสร็จหมดแล้วและคิวล่าสุดเป็นของฝ่ายโฆษณา ขณะยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เด็กหนุ่มคนหนึ่งพลันยื่นใบหน้าประดับรอยยิ้มแป้นแล้นเข้ามาใกล้เสียจนเธอเกือบสะดุ้ง
“ถ่ายรูปกับผมนะพี่ม่วง”
แน่ล่ะว่า ‘ถ่ายกับผม’ หาใช่ความหมายเดียวกับ ‘ถ่ายกับทั้งกลุ่ม’ ช่อม่วงได้แต่ยิ้มแหยก่อนบอก
“ต้องรอก่อนนะเอิร์ธ เพื่อนพี่ไม่อยู่”
ยิ้มแป้นเจื่อนไปถนัดก่อนที่เจ้าของรอยยิ้มจะพยักหน้าอย่างเสียมิได้ ความจริงช่อม่วงเข้าใจความหมายนั้นดีอยู่หรอก แต่หญิงสาวไม่เคยคิดอะไรกับ เอิร์ธ เด็กฝึกงานฝ่ายเกมอนิเมชั่นซึ่งเริ่มงานก่อนหน้าเธอเพียงหนึ่งสัปดาห์ แม้เขาจะเป็นคนขี้เล่น รู้จักกาละเทศะและเข้ากันได้กับเกือบทุกคนในฝ่ายไอทีรวมถึงเธอด้วย หากเธอก็พอใจคบเด็กคนนี้ในฐานะเพื่อนรุ่นน้องมากกว่าความสัมพันธ์แง่อื่น น่าเสียดายว่าบางสิ่งในแววตาของเด็กหนุ่มที่คนตาไวอ่านออกนั้นไม่ชวนให้เข้าใกล้แถมยังลดมุมมองด้านบวกของเขาจนเหลือระดับเพียงคนร่วมงานซึ่งใกล้จะกลายเป็นคนแปลกหน้าในไม่ช้า
ทว่าตอนที่พนักงานฝ่ายดีไซน์เกมสองคนที่ช่อม่วงค่อนข้างสนิทด้วยเรียกให้ไปถ่ายรูป เขากลับเล่นมุกเรียกเอิร์ธเข้าร่วมโดยไม่บอกกล่าว ซึ่งเด็กหนุ่มก็ทำหน้าซื่อตาใสเข้าไปยืนชิดหญิงสาวราวจะประกาศตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เล่นเอาคนไม่ชอบเกือบใช้องค์มารลงประทับร่าง ยังดีว่ารอยยิ้มของคู่บ่าวสาวทำให้เธอเบรคอารมณ์เดือดได้ทัน อีกทั้งยังมีอัศวินเข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเหมือนเขารอจังหวะอยู่นานแล้ว
“เดี๋ยวครับ ขอถ่ายด้วยคน” ยุคันต์ว่าก่อนถลาเข้าไปยืนแทรกกลางระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสอง จากนั้นเขาโอบไหล่ของเอิร์ธไว้ราวกับเด็กหนุ่มเป็นลูกน้องคนสนิท ดันตัวเองให้ถอยห่างจากยัยลูกน้องจอมแสบอีกนิดแล้วยิ้มกว้างให้กล้อง จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย ผู้ฝึกงานก็ขอตัวไปรวมกลุ่มกับพวกเพื่อนของตนโดยไม่เข้าใกล้ช่อม่วงอีกเลย
“มีอะไรหรือครับ” ยุคันต์ถามเมื่อเห็นหญิงสาวมุ่นหัวคิ้วขณะมองเด็กฝึกงาน
“เปล่าค่ะ” ก็นะ... ใช่จะนึกเสียดายอะไรหรอก เพียงแต่อยากทราบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เอิร์ธเลิกตอแยเธออย่างง่ายดายปานนั้น เพราะถ้ารู้ก่อนหน้านี้ล่ะก็ท่านช่อม่วงจัดให้ไปนานแล้ว
หนึ่งในสองผู้รู้ความจริงฉวยจังหวะที่หญิงสาวกำลังครุ่นคิดแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะรีบกลบเกลื่อนด้วยการส่งยิ้มให้คู่บ่าวสาวเมื่อช่อม่วงจ้องมา และเมื่อเห็นสายตาจับผิด เขาก็รีบพูด
“เข้าไปนั่งคุยกับแพรวาฆ่าเวลาเถอะครับ เดี๋ยวคุณปั้นหยาคงตามไปที่โต๊ะ”
โต๊ะหรือ นี่หมายความว่า... “ฉันต้องนั่งโต๊ะเดียวกับคุณเหรอ”
“ครับ”
“ฉันว่าไม่เหมาะกระมังคะ พนักงานใหม่จะนั่งโต๊ะร่วมกับ... ผู้บังคับบัญชาในสายงานได้ยังไง”
อุตส่าห์เลี่ยงคำอีกนะ ทั้งที่เมื่อตอนไปซื้อของด้วยกันช่วงกลางวันยังเรียกเขาว่าบอสเสียงอ่อนเสียงหวานเสียเต็มปาก ยัยนี่มันน่า... “แล้วคุณจะปล่อยให้คุณปั้นหยานั่งคนเดียวรึ”
“ฉันแค่กลัวว่าคนอื่นจะมองด้วยสายตาไม่ดีเท่านั้นเอง”
ยุคันต์จ้องหญิงสาวนิ่งคล้ายจะหาคำตอบที่แท้จริงในดวงตาคมคู่นั้น พูดกันตามตรง เขาไม่เชื่อหรอกว่าช่อม่วงเป็นมนุษย์ประเภทแคร์สายตาคนอื่นในเรื่องไม่เป็นเรื่อง... หากในวินาทีนั้นชายหนุ่มก็ฉุกคิดได้ เรื่องบางเรื่องที่เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีของตน ผู้หญิงบางคนจะใส่ใจกับมันอย่างมาก และถ้าเขาดูไม่ผิด ช่อม่วงถือเป็นแนวหน้าของผู้หญิงแบบนั้น... ถ้างั้นเขาก็ต้องทำให้เธอสบายใจสินะ
“ความจริงมันเปลี่ยนกันไม่ได้หรอกครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้มบาง และประโยคกับสีหน้าอบอุ่นนั้นทำให้สายตาของคนถูกจ้องมีประกายขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะดับวูบลงในประโยคถัดมา “ในเมื่อคุณสนิททั้งแพรวาและคุณปั้นหยา อีกคนคือภรรยาเพื่อนสนิทเจ้านาย อีกคนก็เลขาของกรรมการผู้จัดการ”
เหมือนถูกปฏิเสธอย่างไรพิกล... หากหญิงสาวก็พยักหน้าแล้วพูด “ถูกของคุณ” ก่อนซ่อนสีหน้าผิดหวังของตนด้วยการมองจุดที่ยุคันต์ไม่อาจเห็นแววตาเธอได้ชัดเจน ทว่านายคนชอบแกล้งยังมีต่อ
“สุดท้าย คุณเป็นลูกน้องที่ทำให้ผมสนุกที่สุดเท่าที่เคยเจอ”
น้ำเสียงร่าเริงซึ่งสร้างความรู้สึกดีแก่คนฟังนั่นทำให้ช่อม่วงเกือบยิ้มแล้ว ถ้าไม่ฉุกใจว่า... เดี๋ยวก่อนสิ ลูกน้องที่ทำให้สนุกหรือ?
อีตาบ้านี่เห็นฉันเป็นจำอวดหรือไง!
ไม่ต้องบอกเลยว่าแม่คนแหย่สนุกรู้สึกอย่างไรตอนหันมาถลึงตาใส่เขา ยุคันต์เกือบหัวเราะก๊ากออกไปแล้วแต่ดีว่าห้ามปากตัวเองทันและกลบเกลื่อนมันด้วยการชี้ประตูทางเข้าห้องอาหารก่อนบอกด้วยรอยยิ้มซึ่งกว้างกว่าเดิมโข
“รีบเข้าไปกันเถอะครับ ช้ามากเดี๋ยวแพรวากินออร์เดิร์ฟหมดก่อนนะ”
“ฉันไม่งกกินขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณแย้”
“ผมก็รู้ว่าน้องม่วงไม่งกกินครับ เคี้ยวช้าขนาดนั้นคงแย่งใครไม่ได้หรอก” พูดจบยุคันต์ก็หนีเข้าห้องอาหารไปเลย ราวกับเกรงว่าจะมีฝ่ามือพิฆาตลอยมาปะทะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายในอนาคตอันใกล้ เขาจึงไม่เห็นว่าคนซึ่งเดินตามหลังมาติดๆ นั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้ม
แต่ถ้าช่อม่วงรู้ว่าสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เอิร์ธเลิกยุ่งกับเธอเป็นเพราะอะไร หญิงสาวคงไม่อาจห้ามรอยยิ้มของตัวเองได้เหมือนอย่างตอนนี้แน่นอน
เด็กหนุ่มฝ่ายเกมอนิเมชั่นชำเลืองมองสองหนุ่มสาวซึ่งเดินตามกันกระทั่งหายเข้าไปในห้องอาหารพลางจับไหล่ของตนด้วยสีหน้าหวาดผวา จนหนึ่งในกลุ่มเพื่อนร่วมสถาบันสามคนที่เข้ามาฝึกงานพร้อมกันกับเขาถาม
“เป็นอะไรวะเอิร์ธ หน้าซีดเชียว”
“สงสัยคงเคืองมั้งที่ไม่ได้ถ่ายรูปสองต่อสองกับพี่ม่วง” อีกคนพูดยิ้มๆ
“จะยากอะไร เดี๋ยวก่อนเลิกงานเอ็งก็ไปขอเบอร์โทรเลยสิวะ”
เอิร์ธทำเพียงแค่ยิ้มแห้งตอบแล้วบีบไหล่ของตัวเองแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย พวกเพื่อนๆ ไม่รู้หรอกว่าตอนเขาถ่ายรูปกับช่อม่วงและมียุคันต์เข้ามาแทรกตรงกลางนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างเพราะจากสายตาคนนอกมองคงเห็นสิ่งผิดปกติได้ยาก ขนาดช่อม่วงเองซึ่งยืนใกล้กันเพียงศอกยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
จังหวะที่ชายหนุ่มดันเขาออกห่างหญิงสาวเล็กน้อยคล้ายเพื่อสร้างความเหมาะสมของตำแหน่งในการยืน ยุคันต์ได้กระซิบประโยคสั้นๆ พร้อมกับบีบไหล่เขาอย่างแรงราวจะบอกว่านั่นไม่ใช่แค่คำขู่ แต่ถึงมีใครได้ยินก็คงหาคนคาดเดาความหมายแฝงในคำสามพยางค์นั้นได้ยากว่ามันสำคัญอย่างไรถ้าคนผู้นั้นไม่เคยพบตัวจริง
‘แฟนสวยนะ’ สำหรับคนอื่นอาจเป็นแค่ประโยคบอกเล่าธรรมดา แต่สำหรับเอิร์ธผู้แอบซ่อนภรรยาท้องสี่เดือนไว้กับบ้านโดยไม่บอกให้ใครรู้กระทั่งเพื่อนสนิท มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมากทีเดียว

งานแต่งช่วงหลังมีแต่ความสนุกสนานเฮฮามากขึ้นเมื่อฝ่ายไอทีเริ่มลากยุคันต์กับช่อม่วงไปสังสรรค์กันในกลุ่มของพวกเขา ธรรม์เทพและแพรวาขอตัวกลับก่อนเพราะการอยู่ดึกดื่นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนท้องแก่ ส่วนนครินทร์นั่งไม่ติดโต๊ะตลอดเวลาที่งานเริ่มด้วยโทรศัพท์ของเขาคอยส่งเสียงอยู่ร่ำไป ตอนนี้จึงเหลือแค่ปั้นหยานั่งเฝ้าเก้าอี้ว่างเปล่าหลายตัวตามลำพัง หญิงสาวฆ่าเวลาด้วยการมองโต๊ะอื่นบ้างหรือกดมือถือของตนเล่นบ้าง ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าเพื่อนเธอจะกลับมานั่งที่
“ขอโทษนะเปิ้ลที่ปล่อยให้อยู่คนเดียว แต่จากนี้ฉันคงไม่ไปทางโน้นแล้วล่ะ”
ช่อม่วงมองก๊วนไอทีพลางเบ้ปาก ปั้นหยายิ้มอย่างเข้าใจความหมายก่อนพูด
“ไม่ยกโทษหรอก จะปล่อยให้นั่งคนเดียวเสียให้เข็ด” จากนั้นจึงลุกขึ้นทันที แต่ไปได้เพียงก้าว เธอก็หันมาอธิบายกับเพื่อน “ไปห้องน้ำ เดี๋ยวมานะ”
หญิงสาวพยักหน้าพลางโบกไม้โบกมือเหมือนจะไล่ หากสายตาคอยชำเลืองไปยังกลุ่มสายงานของตนซึ่งดูเหมือนกำลังจะส่งคนมาตามอีกแล้ว “ไปแล้วอย่าเพิ่งรีบกลับนะเปิ้ล ฉันอยากหาข้ออ้างเฝ้าโต๊ะก่อน เบื่อพวกขี้เมาอ่ะ”
“จ้า ฉันเข้าใจ” ปั้นหยาบอกก่อนรีบเดินหนีไปทันทีเมื่อเห็นคนจากฝ่ายไอทีสองคนกำลังมายังโต๊ะ ที่จริงหญิงสาวก็คิดไว้ว่าแล้วว่าจะออกไปสูดอากาศด้านนอกสักหน่อยเพื่อคลายอาการเมาคน และเธอหมายตาสวนหย่อมใกล้กับทางเข้าหน้าโรงแรมซึ่งดูเงียบสงบทว่าไม่ปลอดคนจนเกินไปนัก แต่พอเอาเข้าจริง สถานที่อันควรปลีกวิเวกกลับพลุกพล่านเกินคาด
ปั้นหยาขยับปากและแว่นของตัวเองอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั้น เมื่อเบื้องหน้าของเธอเต็มไปด้วยคู่หนุ่มสาวผู้มาพูดคุยกอดก่ายกันหวานฉ่ำ โชคดีว่าโรงแรมแห่งนี้ใหญ่โตหรูหรา จึงยังหาคนอาจหาญแสดงฉากเลิฟซีนเกินเหตุให้นัยน์ตาเป็นกุ้งยิงไม่ได้
เอาเถอะ เปลี่ยนเป็นนั่งกินลมชมวิวสักพักแล้วค่อยกลับไปที่โต๊ะแล้วกัน... คิดพลางมองหาจุดที่คนน้อยและพอมีที่นั่ง ไม่ช้า สายตาพลันสะดุดกับชุดโต๊ะเก้าอี้ทำจากรากไม้ซึ่งยังไร้คู่รักจับจองเนื่องจากมีเก้าอี้แค่ตัวเดียว หญิงสาวสำรวจรอบๆ จนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงค่อยนั่งลง
“มานั่งทำอะไรตรงนี้”
เล่นเอาเกือบร้องกรี๊ดกับคำถามที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นโดยไร้เงาเจ้าของเสียง แต่ถึงไม่ร้อง ร่างของปั้นหยาตอนนี้ได้ลุกจากเก้าอี้เรียบร้อยแล้วก่อนเหลียวไปด้านหลัง ระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นนครินทร์ยืนเลิกคิ้วมองอยู่
“คะ... คุณนครินทร์นี่เอง มะ... มีอะไรรึคะ”
“ไม่มี แค่เห็นเธอนั่งตรงนี้เลยเข้ามาถาม” เขาพูดเสียงเรียบ มองหญิงสาวอีกเพียงครู่แล้วเบือนสายตาไปทางอื่น “เธอนี่ขวัญอ่อนจังนะ”
“ก็... ค่ะ” ความจริงถ้าเป็นเสียงผู้หญิงเธอจะไม่ตกใจขนาดนี้ ดังนั้นให้เขาเข้าใจผิดไปก่อนคงดีกว่า “แล้วคุณนครินทร์มาทำอะไรแถวนี้คะ”
“โทรศัพท์” เท่านั้นก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้รากไม้ตัวเดียวกับที่ปั้นหยานั่งเมื่อครู่ หญิงสาวอ้าปากค้างและรีบกลบเกลื่อนอาการเป็นรอยยิ้มเจื่อนแล้วบอก “เอ่อ... ฉันกลับเข้าไปในงานนะคะ”
ไม่มีเสียงหรือคำขานรับจากคนควรอนุญาต ปั้นหยาจึงถือเอาความเงียบนั้นเป็นคำตอบก่อนจะหมุนตัวหันหลังเพื่อเตรียมเดินกลับเข้าไปในงานตามคำบอก หากเท้ายังไม่ทันออกก้าว นครินทร์ก็พูด
“เดี๋ยวสิ”
ร่างบอบบางซึ่งควรเรียกว่าเตี้ยมากกว่าในความคิดของนครินทร์ชะงักแล้วเหลียวมามองหน้าเจ้านายคล้ายจะถามว่าเรียกด้วยเหตุอะไร ชายหนุ่มยิ้มและบอก
“อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนสิ”
ถ้าทำตามคำขอร้องก็ต้องยืน แต่ดูเหมือนแม่คนใจอ่อนจะลืมนึกไปเสียสนิทจึงนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น นานหลายนาทีกว่านครินทร์จะลุกขึ้นและชักชวนเลขาให้ไปหาที่นั่งตรงอื่น
ระหว่างการเดิน สาวๆ ซึ่งยังยืนหัวร่อต่อกระซิกกับแฟนหนุ่มของตนอ้าปากค้างกันเป็นแถวเมื่อเห็นนครินทร์เดินผ่านหน้าไป แทบไม่มีใครเลยจะมองหญิงสาวตัวเล็กที่ตามหลังร่างสูงใหญ่นั้นต้อยๆ โชคดีว่าตอนนี้คนเริ่มน้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นปั้นหยาคงได้เจอความหงุดหงิดของท่านประธานหนุ่มเป็นแน่ หากผ่านพ้นเรื่องเป็นเป้าสายตาชาวบ้านก็ใช่ว่าจะรอดหรอก เพราะคิ้วเข้มสวยคู่นั้นเริ่มขมวดเข้าหากันอย่างน่าหวาดผวาแล้ว
“เอ่อ... วันนี้คนเยอะนะคะ คุณพรรณพรคงเหนื่อยแย่”
พรรณพรเป็นชื่อน้องสาวคนรองจากพิมพ์พรรณ หนึ่งในสี่สาวแกร่งญาติเจ้านายผู้กำลังกลายร่างเป็นยักษ์คนนี้ หรือบางทีเขาคงแปลงกายเสร็จเรียบร้อยเพราะเสียงที่ตอบกลับมานั้นฟังห้วนใช่เล่น
“จะไปเหนื่อยอะไรล่ะ ระบบการจัดการของโรงแรมนี้ทำให้พี่หลินไม่ต้องเข้ามาดูแลเลยสักเดือนยังได้ ป่านนี้คุณนายเธอกลับบ้านไปนอนตีพุงเล่นกับสามีแล้ว”
คนหงุดหงิดยังอุตส่าห์เล่นมุกให้เธอเกือบหัวเราะคิกเมื่อคิดภาพตามคำพูดนั้น วันนี้ปั้นหยาได้พบทั้งพรรณพรและสบโชค สามีของผู้หญิงที่มองไปมองมาจะเกินหน้าพี่สาวตนไม่น้อยทั้งอายุและรูปร่างอันอวบอ้วน กระนั้นพรรณพรก็ดูเอาใจใส่น้องชายต่างบิดามารดาคนนี้ราวกับกำเนิดมาจากครรภ์เดียวกัน ด้วยเธอจะเจ้ากี้เจ้าการให้น้องกินนั่นมองนี่เพื่อผ่อนคลายอารมณ์บ้าง ไม่แปลกหรอก ขนาดตรวจทานสคริปท์งานแต่ง ท่านประธานยังตีสีหน้าเอาจริงเอาจังอย่างกับอ่านสนธิสัญญาว่าด้วยความมั่นคงของบริษัทอย่างไรอย่างนั้น
“เธอล่ะ เบื่องานแบบนี้หรือเปล่า” คำถามที่ยิงมาแบบตั้งตัวไม่ทันทำให้คนฟังเกือบร้องขอให้เขาพูดซ้ำอีกรอบไปแล้ว แต่หากทำแบบนั้นนครินทร์คงได้พาลจริงๆ แน่เพราะเขาเป็นคนไม่ชอบพูดย้ำสองรอบ ปั้นหยาจึงรีบตอบกับประโยคจับแพะชนแกะชนิดใช้การเดาล้วนๆ
“เปล่าค่ะ” กลางไว้ก่อนเป็นดี แต่คนถามก็สวนต่อ
“ฉันเห็นเธอนั่งคนเดียว กดมือถือเล่นตั้งหลายรอบยังบอกเปล่าอีก”
“ไม่นะคะ แค่ช่วงหลังจากที่พี่แพรวากับคุณธรรม์เทพกลับไปแล้วเอง”
“เกือบสองชั่วโมงแล้วนี่นะ” นครินทร์กอดอกทำสีหน้าประมาณอาจารย์กำลังดุลูกศิษย์ช่างเถียง หากแม่ลูกศิษย์จำเป็นจะเกรงกลัวรึก็เปล่า ยังแย้งต่อหน้าตาเฉย
“ก็แค่เกือบสองชั่วโมงเองค่ะ”
“แค่รึ เธอรู้หรือเปล่าว่าสองชั่วโมงนี่ทำอะไรได้มากขนาดไหน”
“ทราบค่ะ แต่การใช้เวลาก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยไม่ใช่รึคะ”
นานแสนนานแล้วที่นครินทร์ไม่ได้พบคนต่อปากต่อคำกับเขาได้ถึงขั้นนี้ ขนาดยุคันต์หรือธรรม์เทพเอง ถ้าเจอความโกรธของเขาจริงๆ ก็เลือกจะเงียบมากกว่า ยิ่งเป็นพวกผู้หญิงนี่เลิกพูดถึงได้เลย เจ้าหล่อนทั้งหลายมักทำน้ำตาคลอเบ้าขณะปั้นหน้าเหมือนเสียใจเต็มประดาทั้งที่เพิ่งถูกต้อนไปเพียงสองประโยค แต่ก็มีอยู่คนที่ช่างเถียงฉอดๆ แม้รู้ดีว่าตอนจบตนเองต้องเจ็บตัวก็ตาม
ปั้นหยารู้สึกตกใจเมื่อเห็นแววตาเศร้าของผู้เป็นเจ้านาย ตอนแรกเธอคิดว่าตนพูดอะไรกระทบกระเทือนใจเขาออกไปหรือเปล่าจนกระทั่งนึกถึงคำพูดของเกริกเกียรติขึ้นมา หากการถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนั้นในตอนนี้อาจไม่เหมาะสมนัก หญิงสาวจึงเลือกความเงียบและก้มหน้านิ่งอย่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อไปดี พักใหญ่นั่นแหละกว่าฝ่ายชายจะใช้เสียงอีกครั้ง
“ฉันจะกลับแล้ว เธอจะอยู่ต่อใช่ไหม”
“ค่ะ” คงเป็นอย่างนั้น เพราะเธอต้องรอช่อม่วง นครินทร์จึงหมุนตัวหันหลังเพื่อกลับเข้าไปในงานเลี้ยง ขายาวก้าวอย่างรวดเร็วโดยไม่ใส่ใจว่ามีใครตามมาหรือเปล่า แต่พอผ่านพ้นประตูสู่ล็อบบี้เท่านั้น ชายหนุ่มกลับหยุดฝีเท้าทันควันจนเป็นเหตุให้คนตัวเล็กซึ่งใช้วิธีวิ่งตามชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างโครมเบ้อเร่อ โชคดีว่าปั้นหยาทรงตัวไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงหงายหลังก้นจ้ำเบ้าให้อับอายขายหน้าผู้คนเป็นแน่
“มะ... มีอะไรหรือคะ” ถามพลางคลึงดั้งจมูกของตน แต่คนควรตอบกลับยืนเฉยเหมือนไม่ได้ยิน เธอจึงขยับตัวมาด้านหน้าและเห็นว่าสองตาของเขากำลังจับจ้องอะไรสักอย่างอยู่ เมื่อมองตามระยะดังกล่าว เธอก็พบหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งยืนชะเง้อชะแง้ตรงทางเข้าห้องซึ่งจัดไว้สำหรับงานเลี้ยงวิวาห์ ปั้นหยาอ้าปากอย่างจะถามเจ้านายหนุ่มว่ารู้จักกันด้วยหรือ หากนครินทร์ได้พุ่งเข้าไปยืนประชิดข้างหลังของผู้หญิงคนนั้นเสียก่อน
“มาทำอะไรที่นี่”
น้ำเสียงนั่นน่ากลัวชนิดที่ว่าใครได้ยินคงต้องถอยหลังอย่างน้อยสามก้าว ซึ่งผู้หญิงคนนี้ก็เข้าข่ายนั้นเช่นเดียวกัน แต่พอเข้าระยะที่คิดว่าตนจะไม่ได้รับอันตรายจากชายหนุ่มรูปงามกล้ามใหญ่แน่นอนแล้ว เธอก็เชิดหน้าขึ้นและพูด
“มาหายุคันต์ อยู่ข้างในใช่ไหม”
“อยู่ แต่คุณเข้าไปไม่ได้”
ใบหน้าหมองคล้ำฉายแววไม่พอใจและริมฝีปากแห้งผากก็เผยอเล็กน้อยคล้ายอยากเถียง หากเธอกลับเปลี่ยนใจหุบมันไว้เช่นเดิมก่อนเปลี่ยนเป้าหมายเป็นหญิงสาวที่อยู่ข้างกายของนครินทร์แทน
“หนู ตามยุคันต์ให้น้าหน่อยได้ไหม นะจ๊ะ น้ามีเรื่องด่วนอยากคุยกับเขา”
กำลังจะรับปากแล้ว แต่เจ้านายกลับพูดดักทางขึ้นมาก่อน “ผมไม่ให้พบ คุณต้องกลับไปเดี๋ยวนี้”
คราวนี้ถึงกับถลึงตาใส่เลยทีเดียว แต่นครินทร์ก็หาได้สะทกสะท้านกับความปั้นปึ่งนั่นสักนิด ใบหน้าของเขายามนี้เย็นชาจนดูน่ากลัว เล่นเอาคนมากวัยและอวดดีกว่าในตอนแรกหงอลงแทบทันที หมดทางเลือก ร่างกายค่อนข้างผอมจึงก้าวผละอย่างยอมจำนน หากก่อนจากยังไม่วายพูดทิ้งท้าย
“ปกป้องเด็กนั่นให้ได้ตลอดนะยะ ไอ้คนวิปริต”
ปั้นหยามองตามด้านหลังผู้หญิงคนนั้นจนเห็นเธอออกไปนอกโรงแรมแล้ว หากยังไม่ทันลับร่างดี คนวิปริตข้างกายก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงฟังกระด้างมากทีเดียว
“ห้ามบอกเรื่องนี้กับยุคันต์เด็ดขาดนะ”
นั่นคือคำสั่งที่เธอต้องทำตาม หญิงสาวจึงพยักหน้าพร้อมกับรับคำ นครินทร์ปรายตามองแม่เลขาคล้ายจะกำชับกันอีกครั้งก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในงาน




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2553 22:38:16 น.
Counter : 111 Pageviews.  

บทที่ 11

บทที่ 11

นครินทร์วางโทรศัพท์รายงานผลของยุคันต์ด้วยสีหน้าพอใจก่อนชำเลืองมองปั้นหยา หญิงสาวยังคงทำงานด้วยลักษณะเดิมคือเคลื่อนใบหน้าเข้าออกระหว่างจอคอมพิวเตอร์กับกระดาษอะไรสักอย่างที่วางไว้อีกด้านหนึ่งของลำตัว จำนวนของมันมีปริมาณน้อยซึ่งอีกไม่นานเธอคงทำเสร็จ ทว่าอาการโยกตัวไปมาอย่างน่ารำคาญนั่นทำให้ชายหนุ่มอดถามไม่ได้
“คุณยังไม่ตัดแว่นใหม่อีกรึ”
“ค่ะ” เธอตอบขณะที่นิ้วยังพรมลงบนแป้น นครินทร์จึงถามต่อ
“แล้วเมื่อไหร่จะตัดล่ะ”
“อีกสักพักค่ะ”
อีกสักพักของเจ้าหล่อนคงไม่ใช่อาทิตย์นี้หรือต้นเดือนหน้าแน่... ชายหนุ่มส่ายศีรษะก่อนหยิบแฟ้มรายงานขึ้นมาเปิดพลางพูด
“รีบไปตัดซะภายในอาทิตย์นี้ เห็นคุณนั่งโยกตัวอย่างนั้นแล้วผมรำคาญ”
ตอนแรกนครินทร์คิดว่าหญิงสาวจะหันมาจ้องหน้าเขาแต่ก็เปล่า หากหลังจากนั้นอาการโยกตัวกลับหายไปคล้ายคนทำประชดกัน ชายหนุ่มถอนหายใจเบา กวาดตาอ่านเอกสารอีกพักหนึ่งแล้วพูดขณะจรดปากกา
“ถ้าไม่มีเงิน ผมจะออกให้ก่อน”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ...เพราะแค่ค่ามือถือก็ไม่รู้ว่าอีกกี่เดือนเธอถึงจะผ่อนหมด และถ้าเกิดเคราะห์หามยามร้ายไม่ผ่านโปรขึ้นมา เงินเดือนทั้งหมดคงถูกหักจนเกลี้ยงแถมอาจยังต้องโปะต่ออีกด้วย
เห็นสีหน้าที่แปลความหมายออกได้อย่างง่ายดายแล้วนครินทร์ก็อมยิ้ม เขาหยิบแฟ้มใหม่ขึ้นมาอ่านพลางถาม
“กลัวอะไรรึ”
คล้ายใบหน้าเล็กๆ นั่นจะหันมาเพียงนิดเดียวคล้ายต้องการมองกันก่อนจะกลับไปจ้องอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ อาการกึ่งกล้ากึ่งกลัวนั่นทำให้ชายหนุ่มเกือบหลุดหัวเราะออกมาแล้ว ปั้นหยาเม้มปากเล็กน้อยก่อนตอบ
“เปล่าค่ะ”
... นั่น ตอบกลับมาได้เสียงเบากริบดีแท้... แต่ถึงจะเบากว่านี้คนหูดีอย่างเขาก็ได้ยิน ดังนั้นคนช่างแหย่จึงพูดประโยคที่ทำให้หญิงสาวถึงกับหันมาจ้องหน้าเขาจริงๆ
“ก็ดีที่ไม่กลัว เย็นนี้ผมขอเชิญคุณไปทานข้าวเย็นด้วยนะ”
ตากลมที่ซ่อนใต้แว่นนั่นเห็นได้ชัดว่ากำลังเบิ่งกว้าง นครินทร์ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมตนเองไม่ให้หลุดหัวเราะเสียงดังออกไป ทว่าชายหนุ่มคงเชี่ยวชาญเรื่องการตีสีหน้าเคร่งเครียดเกินไปหน่อย คนมองจึงเข้าใจว่าเขาเชิญเพราะเรื่องงาน
“เอ่อ... นัดลูกค้าไว้ใช่ไหมคะ แล้วจะให้ดิฉันเตรียมอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“ไม่ใช่ ผมเชิญเพราะอยากให้คุณไปด้วย”
สงสัยจริงว่าเจ้าหล่อนทำตาโตได้ถึงระดับไหน เพราะตอนนี้มันเบิ่งมากเสียจนลูกนัยน์ตาแทบถลนออกมานอกเบ้าแล้ว
“ไม่ต้องคิดมากไปหรอกน่า ผมมีเรื่องฉลองกับเพื่อนๆ และพอดีเพื่อนคุณเข้าไปเอี่ยวด้วย ผมเลยคิดว่าพาคุณไปอีกคนคงสะดวกกับคุณช่อม่วงมากกว่า”
อ๋อ... หญิงสาวพยักหน้าและเข้าใจว่าช่อม่วงคงทำผลงานอะไรบางอย่างให้บริษัท ถึงขนาดท่านประธานจัดเลี้ยงให้ด้วยตัวเองนี่แสดงว่าต้องยอดเยี่ยมมากแน่... ให้ตายสิ เธอรู้สึกภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้จัง
“ตกลงค่ะ ฉันจะรีบทำงานให้เสร็จ” เท่านั้นอาการโยกตัวก็กลับมาอีกครั้งเหมือนเจ้าตัวจะลืมเรื่องที่เขาบ่นไปแล้ว นครินทร์หัวเราะในลำคอพลางจรดปากกาและปิดแฟ้มเอกสารด้วยใบหน้าซึ่งยังแตะแต้มรอยยิ้ม

สถานที่จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ระหว่างเพื่อนฝูงจัดขึ้นที่ร้านอาหารเดิมโดยมีพนักงานหน้าเดิมๆ ออกมาต้อนรับ หากคราวนี้ หญิงสาวตัวเล็กซึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายใครคนหนึ่งอย่างเหลือเกินนั่นทำให้เกริกเกียรติถึงกับจ้องหน้านครินทร์อย่างขอคำตอบ หากคนถูกจ้องก็ทำเพียงแค่ยิ้มตามมารยาทและกล่าวแนะนำตัวอาคันตุกะใหม่ทั้งสองโดยเริ่มจากช่อม่วงก่อน
“คนนี้เป็นเด็กใหม่ฝ่ายยุคันต์ชื่อช่อม่วง ทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์บริษัท ส่วนนี่คือคุณปั้นหยา เลขาของฉัน” จากนั้นเขาหันไปทางสองสาว “นี่คือเจ้าของร้านชื่อเกริกเกียรติ เป็นเพื่อนผมเอง”
คนไม่รู้ความนัยในสายตาของฝ่ายตรงข้ามพนมมือไหว้อย่างอ่อนช้อย ผิดกับอีกคนที่ยกมือไหว้แบบแกนกว่าเพราะสังเกตเห็นความผิดปกติของเจ้าของร้าน... ว่าไปแล้ว ปฏิกิริยาของเกริกเกียรติช่างเหมือนกับสามหนุ่มเมื่อครั้งที่เจอปั้นหยาตอนตัดผมใหม่ๆ ชนิดไม่มีผิดเพี้ยนทั้งดวงตาและท่าทาง ราวกับว่าสี่คนนี้ได้พบอะไรบางอย่างที่ผิดปกติจนน่าตกใจในตัวของเพื่อนเธอพร้อมกันอย่างนั้นแหละ
ทว่าอาการเช่นนั้นคงอยู่ไม่นานหลังจากชายหนุ่มได้กวาดตามองปั้นหยาอีกรอบ เกริกเกียรติเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นพลางชำเลืองไปทางนครินทร์สลับกับยุคันต์
“เลขารึ”
“ใช่... เลขา และตอนนี้พวกเราก็หิวแล้ว ช่วยพาไปที่โต๊ะเร็วๆ ได้ไหมครับคุณเจ้าของร้าน”
พลาดไปถนัดที่จ้องยุคันต์เพราะง้างให้ตายหมอนี่ก็ไม่มีวันเปิดปาก ถ้าอยากเล็งผลให้เห็นชัดเจนควรเลือกธรรม์เทพเป็นเป้าหมายดีกว่า แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นเจ้าของร้านหนุ่มจึงเดินนำเพื่อนทั้งสามกับหญิงสาวอีกสองคนไปยังโต๊ะด้านหลังสวนซึ่งเป็นมุมค่อนข้างสงบและเป็นส่วนตัวที่เขาจัดเตรียมไว้ต้อนรับหลังจากได้รับโทรศัพท์ของนครินทร์
“ที่นี่ตกแต่งได้สวยจังเลยนะคะ”
ปั้นหยาออกอาการตื่นตาตื่นใจจนเห็นได้ชัด ประกายสดใสใต้แว่นแสดงอย่างไม่ปิดบังเลยว่าชื่นชมสถานที่นี้มากเพียงใด เล่นเอาเจ้าของร้านอดยิ้มอย่างภาคภูมิใจไม่ได้
“ไอเดียสวนเป็นของคุณพ่อผมเองครับ ส่วนด้านในผมกับภรรยาช่วยกันดีไซน์ คุณปั้นหยาอยากชมรอบร้านระหว่างรออาหารหรือเปล่า”
พยักหน้าไปแล้วหนึ่งครั้งแต่พลันฉุกคิดได้ว่าเธอกำลังทำเรื่องไม่สมควรลงไปหรือเปล่า หญิงสาวจึงเหลือบมองท่านประธานหนุ่มอย่างหวาดๆ ทว่านครินทร์กำลังตั้งหน้าตั้งตาคุยกับยุคันต์คล้ายไม่ใส่ใจเธอนัก คำอนุญาตเลยออกจากปากของธรรม์เทพแทน
“ไม่เป็นไรครับ ไปเถอะ” ชายหนุ่มพูดพลางยิ้ม เป็นจังหวะเดียวกับช่อม่วงซึ่งคิดอะไรบางอย่างได้ เธอจึงเอ่ยขึ้น
“ฉันไปด้วยสิ เปิ้ล”
ความจริงเธอกะไว้ว่าจะถามเรื่องหน้าตาของปั้นหยากับเกริกเกียรติ แต่คนฟังอีกคนกลับไพล่เข้าใจไปถึงเรื่องข้อความในมือถือ คำสั่งที่อาจเรียกว่าใช้น้ำเสียงได้ราบเรียบหากแฝงไว้ด้วยความพรั่นพรึงจนน่าขนลุกพอๆ กับใบหน้าโหดของท่านประธานบริษัทหนุ่มจึงออกจากปากเจ้านายโดยตรงของหญิงสาว
“คุณรออยู่ที่นี่เถอะครับ อีกเดี๋ยวคุณปั้นหยาก็กลับมาแล้ว”
เชอะ ทำเป็นข่มขู่ คิดว่าจะกลัวหรือไงยะ... “ฉันแค่อยากชมสถานที่เท่านั้นเองค่ะ”
โต้ไปแล้วก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากทีเดียวในการฝืนตัวเองไม่ให้สะดุ้งกับสายตาบังคับขู่เข็ญของยุคันต์ ซึ่งปรากฏขึ้นแทบเป็นวินาทีเดียวกับตอนที่เธอพูดคำสุดท้ายจบ ธรรม์เทพเห็นว่าเพื่อนตัวเองกำลังจะพ่นพิษใส่คนที่ยังทำหน้าดื้อแพ่งอยู่จึงยิ้มอ่อนโยนให้หญิงสาวแล้วเอ่ยปาก
“อยู่ก่อนเถอะครับคุณม่วง พวกเรามีบางอย่างที่อยากจะคุยกับคุณ”
บางอย่างที่ว่าคงเป็นเรื่องนั้นสินะ... ช่อม่วงหยุดคิดเล็กน้อยเพื่อชั่งน้ำหนักความสำคัญ ความจริงเรื่องยัยกิ๊บซี่หลังจากนี้เธอก็พอเอาตัวรอดได้ถ้าแม่นั่นยังเหลือบารมีเยอะเสียจนสามารถกลับมาแว้งฉีกอกเธอจริงตามคำขู่ แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงฝ่ายโจทย์จะมาหากันตอนนี้ก็ยังทำให้เธอหวาดผวาน้อยกว่าเจ้าของสายตาสามคู่ที่จ้องเธอเป๋งอยู่นี่แหละ แถมหนึ่งในสามนั่นบอกชัดเจนเลยว่าหากตอบไม่ถูกใจเป็นได้เจอเจ็บหนักมากกว่าโดนฝ่ามือยัยกั้งขึ้นอืดแน่
เมื่อสรตะจนแน่ใจแล้วว่าได้ไม่คุ้มเสีย หญิงสาวจึงส่งสายตาเป็นเชิงขอโทษให้เพื่อนรักพลางส่ายศีรษะน้อยๆ เพื่อบอกว่าตนขอรออยู่ที่นี่ ปั้นหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะตามเกริกเกียรติไป พอคนทั้งสองคล้อยหลังไปแล้ว ช่อม่วงก็ถาม
“เรื่องนั้นยังไม่เรียบร้อยหรือคะ”
“พูดไม่ได้เต็มปากหรอกครับว่าเรียบร้อย”
“อ้าว” ก็ไหนว่าเรียบร้อยทั้งสองเรื่อง... เดี๋ยวสิ! หรือว่า... “เอ่อ... คุณโทมัสคงไม่ได้โกรธจนถึงขั้นไม่ร่วมงานกับทางบริษัทใช่ไหมคะ”
ธรรม์เทพชำเลืองมองยุคันต์ด้วยดวงตาที่คนเห็นแล้วใจหายวูบ ช่อม่วงรีบจ้องชายหนุ่มอย่างขอคำตอบ ซึ่งผู้ที่ควรจะตอบก็มีสีหน้าสลดพลางยกน้ำขึ้นจิบก่อนบอก
“เปล่าครับ เขาตกลงจ้างบริษัทเราทำโฆษณาให้”
หญิงสาวหยิบแก้วน้ำขึ้นมาเพื่อเตรียมสาดใส่คนกวนอารมณ์แต่ยั้งมือเอาไว้ได้ทัน ไม่ใช่ว่ากลัวตาแย้นั่นเปียกหรอก หากเพราะกลัวท่านประธานหนุ่มกับสามีของรุ่นพี่ที่เคารพรักซึ่งนั่งอยู่ติดกันจะโดนลูกหลงไปด้วย ทว่ามาคิดอีกที คุณธรรม์เทพเองก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องโทษเหมือนกัน จัดการเสียทั้งคู่เลยน่าจะดี
นครินทร์ส่ายศีรษะเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าโมโหจัดของช่อม่วงเพราะถูกเพื่อนตัวแสบทั้งสองคนเย้าแหย่ ชายหนุ่มทำเป็นหยิบเมนูอาหารขึ้นมาอ่านแล้วถามยุคันต์เพื่อไกล่เกลี่ยสถานการณ์ให้ดีขึ้น
“ที่ว่าไม่เรียบร้อยน่ะ หมายถึงนายโทมัสยังไม่ตัดขาดกับไอ้กั้งให้แกเห็นใช่ไหม”
ยุคันต์ยิ้มและพูด “ประมาณนั้น”
“งั้นก็แปลว่าคุณกิ๊บ... เอ๊ย คุณกั้งจะย้อนกลับมาหาเรื่องฉันได้ทุกเวลาสินะคะ”
“ครับ แต่อย่าเพิ่งกังวลไปเลยดีกว่า บางทีเขาอาจจะไม่โผล่มาให้พวกเราเห็นอีกแล้วก็ได้”
ช่อม่วงยิ้มอย่างฝืดฝืนกับคำปลอบที่แสดงชัดเจนถึงความไม่มั่นใจของชายหนุ่ม เพราะเขาคงรู้เหมือนกับที่เธอเข้าใจเป็นอย่างดีว่าคนบางประเภทช่างคิดแค้นอาฆาตได้ร้ายกาจนัก และคนเหล่านั้นต่อให้เหลือเพียงแขนข้างเดียวก็พร้อมที่จะย้อนกลับมาทำร้ายกันเพียงเพื่อความสะใจ หลังจากนี้เธอคงทำได้แต่ภาวนาล่ะนะว่าขออย่าให้นายกั้งระแคะระคายถึงแผนการณ์ของยุคันต์จนสาวเรื่องมาถึงตัวเธอได้อีกเลย

เกริกเกียรติพาปั้นหยาชมสถานที่จนกระทั่งถึงในครัว ที่นั่นเธอได้พบกับเทย่า ลูกครึ่งสาวสวยภรรยาของชายหนุ่มเจ้าของร้านซึ่งถึงกับออกอาการผงะเมื่อแรกเห็นหน้าหญิงสาว แต่เมื่อรับไหว้กันเสร็จสรรพและคนพามาก็แนะนำแล้วว่าเธอคือเลขานุการิณีคนใหม่ของนครินทร์ ความประหลาดใจจึงถูกแทนที่บนดวงหน้าอันเผือดซีดเหมือนคนขวัญเสีย
“เลขาเหรอ อย่างนายหนึ่งนี่น่ะหรือจะมีเลขา แถมยัง...” เธอหยุดพูดเท่านั้นพลางกวาดตามองปั้นหยาอีกครั้งเหมือนอยากทบทวนอะไรบางอย่าง เกริกเกียรติจึงบอก
“แย้คงจัดให้น่ะ ใช่ไหมครับคุณปั้นหยา แย้... เอ่อ ยุคันต์เป็นคนสัมภาษณ์คุณใช่ไหมครับ”
ปั้นหยาพยักหน้าด้วยรอยยิ้มน้อยๆ พร้อมกับตอบ “ค่ะ”
“ดีแล้วล่ะ” เทย่าพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันหมายถึงว่าดีนะที่เธอไม่มองตาหนึ่งแค่เปลือกนอก เขาน่ะรูปร่างหน้าตาดีก็จริง แต่นิสัยนี่สิ...”
คนพูดทำสีหน้าเหมือนขยาดขณะส่ายหน้าไปมา ผู้เป็นสามีถึงกับหัวเราะพลางบอก “เธอก็พูดเกินไป”
“เกินไปที่ไหน ฉันยังจำเรื่องวันงานวิทยาศาสตร์เมื่อสมัยเรียนมอปลายได้อยู่เลย คนอะไรช่างหาเรื่อง เอาแต่ใจก็เท่านั้น ทุกวันนี้ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าผู้หญิงเกือบครึ่งค่อนโรงเรียนชอบตานั่นเข้าไปได้ยังไง”
“อย่าเอ็ดไปสิ อย่าลืมนะว่าหนึ่งในสองคนตรงนี้น่ะเป็นลูกผู้ชาย” ชายหนุ่มบอกพลางลูบท้องอันใหญ่โตของหญิงสาว เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงภรรยาพูด
“ก็ลองเอาแต่ใจแบบนั้นสิ จะตีให้ก้นลายเลย”
หลังจากชมส่วนครัวและพูดคุย (ที่ค่อนข้างหนักไปทางนินทา) กับภรรยาสาวสวยของเจ้าของร้านแล้ว เกริกเกียรติก็พาหญิงสาวมายังด้านข้างของร้านที่ทำเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก ประดับด้วยน้ำตกและนกกระยางซึ่งทำจากปูนปั้น ตรงจุดนี้ชายหนุ่มไม่ได้ตั้งโต๊ะอาหารไว้ หากทำเป็นมุมพักผ่อนเล็กๆ เพื่อให้ลูกค้าได้แวะมาพูดคุยหย่อนอารมณ์หรือสูบบุหรี่เสียมากกว่า ในเวลาเพิ่งเปิดร้านเช่นนี้จึงค่อนข้างปลอดคน เมื่อรอจนปั้นหยามองดอกไม้และพืชจำพวกเฟิร์นจนพอใจแล้ว เขาก็ถาม
“คุณมีญาติที่ชื่อเต้หรือเปล่าครับ คือผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาชื่อจริงนามสกุลจริงว่าอะไร รู้แต่ว่าเขามีญาติทำธุรกิจจำพวกอาหารทะเลอยู่” ชายหนุ่มเสริมเมื่อเห็นแววสงสัยในดวงตาใต้แว่นของหญิงสาว
“ไม่มีค่ะ ความจริงคือฉันก็ไม่แน่ใจนักเพราะคุณพ่อฉันก็เสียไปนานแล้ว ส่วนญาติทางแม่เป็นชาวสวนอยู่ทางภาคเหนือกันหมดน่ะค่ะ”
“แล้วพวกหนึ่งเขาเคยพูดเรื่องของเต้ให้คุณฟังหรือเปล่าครับ”
ปั้นหยาส่ายศีรษะแทนคำตอบ เกริกเกียรติจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจและเงียบไปหลังจากนั้น หญิงสาวจ้องเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม
“คุณเต้เขาเป็นใครหรือคะ”
คนฟังเลือกทำเพียงยิ้มแล้วบอก “ผมว่าเรากลับไปที่โต๊ะกันเถอะครับ เดี๋ยวผมจะไปส่ง”
นั่นไม่ใช่การเลี่ยงประเด็นหากเป็นเพราะเกริกเกียรติไม่อยากพูดเรื่องราวในอดีตของเพื่อนให้เธอฟังมากกว่า ซึ่งเหตุผลนี้ปั้นหยาเข้าใจดี ดังนั้น ถ้าเธอต้องการทราบจริงๆ ว่าเต้คือใคร คนที่เธอควรถามมากที่สุดจึงไม่ใช่เจ้าของร้านอาหารคนนี้ แต่เป็นคุณนครินทร์เจ้านายของเธอต่างหาก
เพียงแค่เดินลัดเลาะออกจากสวนหย่อมอีกเล็กน้อยทั้งสองก็มาถึงโต๊ะอาหารประจำของกลุ่ม มีของว่างวางอยู่แล้วสองชนิด ปั้นหยาจึงกล่าวขอบคุณเจ้าของร้านหนุ่มผู้อุตส่าห์สละเวลาพาชมร้านก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้ของตน เกริกเกียรติพยักหน้ารับและขอตัวไปทำงานต่อ คล้อยหลังชายหนุ่มได้ครู่หนึ่งอาหารหลักก็ถูกนำมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมกับสีสันของอาหารทำให้ช่อม่วงถึงขั้นกลืนน้ำลายเสียงดัง
“โห... เปิ้ลดูดิ น่ากินจังเลยว่ะ ต้มยำกุ้งแม่น้ำตัวโต๊โต”
“อย่ารีบกินจนติดคออีกนะครับ”
คำแหย่ของยุคันต์เรียกค้อนวงเบ้อเร่อจากคนที่เคยรีบกินจนติดคอมาแล้ว ขณะที่ปั้นหยาเลิกคิ้วด้วยแปลกใจว่าชายหนุ่มรู้เรื่องช่อม่วงไม่ถนัดกินเร็วได้อย่างไรพลางหยิบชามแบ่งมาตักต้มยำและส่งให้ทุกคนจนครบ จังหวะนั้นโทรศัพท์มือถือของนครินทร์ดังขึ้นพอดี เขาจึงขอตัวออกไปรับสายโดยไม่ชำเลืองเบอร์เลยด้วยซ้ำ ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าเขาจะกลับมานั่งที่โต๊ะด้วยสีหน้าหงุดหงิดแบบเห็นได้ชัดเจน
“คุณนายแม่โทรมาเรื่องอะไรรึ” ธรรม์เทพถามและสังเกตเห็นว่าเพื่อนของตนเหลือบมองปั้นหยาแวบหนึ่งก่อนตอบ
“จะให้ฉันไปทำงานที่ฮ่องกงหนึ่งสัปดาห์น่ะ ต้องไปต้อนรับแขกคนสำคัญ”
“งั้นรึ” คนถามพูดเท่านั้นแล้วมองสาวแว่นซึ่งกำลังซดน้ำต้มยำอย่างเอร็ดอร่อยแบบมีความหมาย “อย่าคิดมากน่า คุณนายแม่คงไม่ว่างจริงๆ นั่นแหละ”
“ไม่คิดไม่ได้หรอกว่ะ คุณนายแม่ของนายให้พายัยเลขาไปด้วยนะเว้ย”
เสียงนั่นหาเบาใช่น้อย แต่คนที่กำลังเพลินกับความอร่อยจับประโยคได้แค่ช่วงท้ายจึงเข้าใจผิดคิดว่าคนที่ต้องไปคือธรรม์เทพกับเลขาของเขาเลยทำหน้านิ่งจนชายหนุ่มทั้งสองคนแปลกใจ กระทั่งนึกขึ้นได้ว่าผู้จัดการฝ่ายการตลาดผู้นี้ไม่มีเลขา หนำซ้ำยุคันต์ยังถามสืบไปอีกนั่นแหละถึงรู้ความจริง
“แล้วคุณนายแม่จะให้นายกับคุณปั้นหยาไปเมื่อไหร่ล่ะ”
แทบสำลักน้ำต้มยำกันเลยทีเดียว หากปั้นหยาก็ควบคุมการกลืนอาหารลงคอได้ดีแม้ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง พอทุกสิ่งเข้าที่เธอก็ถาม
“หะ... ให้ฉันไปจะดีหรือคะ ฉันยังเป็นแค่พนักงานใหม่ อาจยังไม่มีประสบการณ์มากพอ...”
“ถือว่าเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งก็ได้ครับ” ยุคันต์ว่าพลางยิ้มให้กำลังใจหญิงสาว จากนั้นเขาหันไปถามนครินทร์อีกครั้ง “ว่าไงหนึ่ง จะไปเมื่อไหร่รึ”
“ฉันต่อรองแม่ไว้ที่สองอาทิตย์ ต้องเผื่อเวลาให้ปั้นหยาทำหนังสือเดินทางด้วย”
ช่อม่วงมีอาการตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้าหลังจากแน่ใจแล้วว่าเพื่อนกำลังจะได้ไปต่างประเทศ แต่คนโชคดีกลับทำหน้าคล้ายใกล้เป็นลมเมื่อบอสใหญ่กล่าวกับเธอต่อ
“พรุ่งนี้ผมอนุญาตให้คุณไปทำหนังสือเดินทางก่อนเข้าบริษัทนะ รู้จักสถานที่ใช่ไหม”
รู้จักหรือไม่หาใช่เป็นปัญหาเพราะแค่เสิร์ชทางเน็ตเอาก็ทราบแล้ว แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือเธอไม่เก่งเรื่องการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเอามากๆ หรือถ้ารวบรัดความให้ตรงกว่านี้ก็คือรู้แค่งูๆ ปลาๆ ชนิดที่เรียกว่าหากพบประสบการณ์จริงคงแย่ตั้งแต่ประโยคแรก ดังนั้นการไปต่างประเทศของเธอเท่ากับว่าบริษัทต้องสิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและเวลา หนำซ้ำเธอยังอาจทำให้นครินทร์ขายหน้าอีกด้วย
“เอ่อ...” กะจะเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง แต่ปั้นหยาก็ต้องรีบหลบหน้าเพราะตอนนี้สายตาของนครินทร์ดูน่ากลัวชนิดถ้าสบแล้วมีสิทธิ์บาดเจ็บสาหัสได้ โชคดีว่าช่อม่วงเห็นสัญญาณอันตรายจึงเคาะระฆังช่วยชีวิตเธอเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที
“จำได้ว่าแถวบ้านเราก็มีที่ทำหนังสือเดินทาง เดี๋ยวขากลับเราแวะไปดูกันนะเปิ้ล”
ปั้นหยามีท่าทางลังเลก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างจนใจ ซึ่งหลังจากจบเรื่องแล้ว แต่ละคนก็ลงมือรับประทานอาหารกันต่อแบบเงียบเชียบชนิดที่คนหนึ่งในวงข้าวถึงกับโทษตัวเองว่าเป็นผู้ทำงานกร่อย
หากหญิงสาวไม่รู้ความจริงว่าเรื่องที่ประธานหนุ่มชวนเธอไปต่างประเทศเพื่อทำงานนั้นเป็นแค่ข้ออ้าง เหตุผลแท้จริงแล้วคือแม่ของเขาเกิดอยากเห็นหน้ายัยเลขาคนใหม่ซึ่งร้อยวันพันเดือนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผู้นี้ไม่เคยคิดใส่ใจหาต่างหาก
นครินทร์ต้องสะกดอารมณ์ไม่ให้ลุกขึ้นไปเขกกะโหลกแม่เลขาขณะแอบชำเลืองเจ้าหล่อนก้มหน้าก้มตากินข้าวเหมือนถูกบังคับอย่างเอาเป็นเอาตาย โทษฐานทำตัวถูกชะตากับพี่เง็กเกินเหตุจนรายนั้นอดเอ่ยปากชมเรื่องเธอกับแม่ของเขาไม่ได้ และหนนี้ก็รับประกันได้ยากเสียด้วยว่าคุณนายกิมลั้งจะชื่นชมยัยเลขาเหมือนที่ญาติรุ่นหลานชื่นชม เพราะใบหน้าของปั้นหยาช่างคล้ายจนถึงขั้นเกือบเหมือนตัวต้นเหตุซึ่งทำให้ลูกชายสุดน่ารักอย่างเขาต้องทะเลาะกับท่านแทบบ้านแตกมาแล้ว
เอาเถอะ... อยากผูกสัมพันธ์อันดีจนเกินเหตุไว้นักก็จงแก้เอาเองแล้วกัน เขามีหน้าที่แค่พาเจ้าหล่อนส่งไอซียูหลังจากเจอพิษสงของคุณนายกิมลั้งเท่านั้นแหละ!




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2553 22:37:25 น.
Counter : 95 Pageviews.  

1  2  3  4  

รักเฉพาะชายสูงวัย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add รักเฉพาะชายสูงวัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.