บินข้ามฟ้าไปหาฝัน
Group Blog
 
All blogs
 

หนังสือของกีณริน



ไม่มีใครรู้หรอกว่า พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
อย่างที่เจ้าของบล็อกเอง ไม่เคยคิดมาก่อนว่า "วันหนึ่ง ความฝันก็มาตกปุ๊อยู่ตรงหน้า" จนยื่นมือไปคว้าไว้แทบไม่ทัน จากที่เคยคิดแค่ว่า อยากลองทำในสิ่งที่เราฝันไว้ ลองเขียนนิยายดูสักเรื่องซิ อย่างน้อยมันก็เป็นก้าวแรกของสิ่งที่เราเคยฝันเอาไว้ อย่างน้อยก็ได้บอกกับตัวเองว่า เราได้ทำมันแล้ว...อย่างน้อยเราก็ไม่ได้จากโลกนี้ไปพร้อมกับคำว่า เสียดายนะ เราน่าจะทำมันเสียตั้งนานแล้ว

ความฝัน ทำให้มีความหวัง แต่การเริ่มต้นลงมือทำมีค่ายิ่งกว่า
เพราะมันได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของ แม่บ้านลูกหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง

หลังสี่ทุ่มของคืนหนึ่ง เมื่อยายตัวยุ่งขึ้นเตียงเรียบร้อยแล้ว บ้านก็ตกอยู่ในความมืดอันเงียบสงัด ห้าทุ่มกว่าเก็บนู่นเก็บนี่เรียบร้อย แทนจะง่วงเหงาหาวนอนเหมือนคนอื่นรึก็เปล่า ความเคยชินที่คุณสามีอยู่ไกล (เธอเป็นไกด์จ้ะ) เดินทางไปโน่นมานี่ตลอด เราสองคนแม่ ที่ลูกหลับไปแล้ว แต่แม่นอนไม่ค่อยหลับหรอก เปิดทีวี ก็เบื่อ เลยลุกขึ้นมาเปิดคอมพ์ (ตอนนั้นเล่นเน็ตไม่เป็นหรอก) ตั้งใจจะฝึกพิมพ์สัมผัส (ตอนนั้นเล่นคอมพ์ก็ไม่ค่อยเป็นอีกเหมือนกัน) คิดแค่ว่าก็ฝีกๆ พิมพ์เอาไว้ เผื่อลูกโตอาจไปหางานทำ จะได้ไปแข่งกับเด็กๆ เขาได้ ตอนนั้นไม่รู้จักแผ่นโปรแกรมสำเร็จรูปที่เขาเอาไว้ฝึกหรอก ก็อาศัยจำๆ เอา ทีนี้มันก็เบื่อไง
นั่งคิดอยู่ประมาณหนึ่งก็ เออ...ทำไม ไม่แต่งนิทานเอาไว้เล่าให้ลูกเราฟัง นั่งคิดต่ออีก พล็อตนิทานไม่ขยับเข้ามาในหัวเลยสักกะนิด ผ่านไปอีกสองสามวัน ก็หยิบหนังสือนิยาย(ของทมยันตี)ที่มีประจำอยู่ในตู้หนังสือที่บ้าน อ่านจบก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ (เรื่องสุดหัวใจ อ่านซ้ำอ่านซาก เพราะชอบ)
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แปล๊บเข้ามาในหัว
ไหนๆ เราก็มีเวลาหลังลูกหลับ ทำไมไม่แต่งนิยายของตัวเองสักเรื่อง ไหนๆ ก็ชอบอ่านนิยายอยู่แล้ว (ตอนเด็กชอบแต่งกลอน เคยอยากเขียนเรื่องกะเค้าเหมือนกันนา แต่ไม่มีปัญญาในเวลานั้น) และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ถ้าทำได้จริงๆ ก็สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงลูกได้โดยไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน มีเวลาดูแลลูก รับส่งลูกไปโรงเรียนเองได้อีกต่างหาก แหม....อะไรมันจะเพอร์เฟ็คซะขนาดนั้น และไอ้เหตุผลข้อหลังนี่ล่ะ ทำให้เริ่มต้นจนได้

แต่จะเขียนอะไรดีล่ะ...งึมงำๆๆๆ...คิด คิด คิด...คิดมะออกแฮะ...พักไว้ก่อนดีกว่า
วันต่อมา ญาติสาว (น้องสาวของสามี) แวะมาหา คุณเธอเป็นเซลล์โรงแรมแถบริมน้ำเจ้าพระยา หน้าตาสวยปิ๊ง สูงยาว ขาว (อึ๋มน้อยไปหน่อยนะ) มาเมาท์ให้ฟัง
"อายมากๆ เลยพี่นก...กระจกหน้าล็อบบี้ของไอ้ตึกเนี้ย มันเช็ดภาษาอะไรของมันก็ไม่รู้ใสจนหนูนึกว่ามันไม่มีอะไร ก็เดินเด้งเข้าไปเต็มที่ โป๊ก เข้าเต็มๆ..."
ความที่มีจินตการสูงส่ง พอน้องมันเล่าเราก็นึกภาพ ขำน่ะสิ ทีนี้พล็อตมาจากไหนก็ไม่รู้เต็มไปหมด...นี่แหละ...ต้นฉบับเซลล์เกิร์ลฯ
(ทีแรกเอาฉากนี้ไปอยู่ในเรื่องด้วย แต่ตัดออก เพราะเขียนๆ ไป นางเอกเธอสวย มาดมั่น มันจะทำให้ขัดคาแรกเตอร์ก็เลยต้องทิ้งซีนนี้ไป)

เอาข้อมูลมาจากไหน...
ต้องย้อนความว่า คนเขียนเดิมเคยทำงานโรงแรม ก่อนจะมาแต่งงานกับคุณซะมี ที่เป็นไกด์ แต่ก่อนหน้านั้นเธอก็ทำงานโรงแรม(เป็นเจ้านายเราซะด้วย หงิ หงิ) อาของคุณซะมี น้าของคุณซะมี น้องๆและพี่ๆ ญาติของคุณซะมีเกือบหมดล้วนแต่ทำงานด้านโรงแรมทั้งสิ้น แล้วทีนี้ข้อมูลจะไปไหนเสีย (เนอะ)

ตัวละครในเซลล์เกิร์ล...
เรียกว่ามีต้นแบบจากตัวละครในชีวิตจริงเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ลบตรงโน้น เสริมตรงนี้เข้าไป แม้กระทั่งฉากของโรงแรม หรือ ผับ ก็ล้วนแต่เป็นสถานที่คุ้นเคยของคนเขียนทั้งสิ้น

ทำไมมาถึง "ทมยันตี อวอร์ด" ได้ล่ะ...
เขียนเซลล์เกิร์ลไปได้ตอนสองตอน ก็ไปเปิดนิตยสารเล่มนึง มีข่าวเรื่องประกวดนักเขียนหน้าใหม่ รางวัลทมยันตี อวอร์ด...คำว่า ทมยันตี ดึงความสนใจมาทั้งหมด
ทั้งที่มีการประกวดประจำปีของสำนักพิมพ์หนึ่งอยู่ตลอด เราก็ไม่ได้สนใจ (เรามันพึ่งหัดเขียน ต้องเจียมตัว) แต่ทีนี้คำว่า ทมยันตี เป็นเหมือนแรงจูงใจ เอาน่า...ลองดูสักตั้ง เขียน เขียน เขียน...เฮ้อ คงไม่ทันร้อก แล้วเรามันพึ่งหัดเขียนมันไม่น่าเข้ารอบกับเค้าหรอก...อย่ากระนั้นเลย ม่าย ต้อง รีบ...เย็นๆ ชิลล์ ชิลล์...ช่วงนั้นมี ซีเกมส์พอดี เราก็นั่งดู...ได้ยินอยู่ข่าวนึง...ประมาณว่า นักกีฬาที่ไปแข่งเต้นแอโรบิค ลางานไปแข่ง ได้เหรียญ พอกลับมาโดนไล่ออก...โห...
ทำไมคนๆ นี้ สุดจัง...อย่างนี้เค้าเรียกทำเพื่อฝันของแท้...แล้วเราล่ะ

ซีเกมส์จบก็ช่วงปลายปีแล้ว เหลือเวลาอีกไม่มากก็จะปิดรับผลงานแล้ว แต่อย่ากระนั้นเลย...วัดกันดูสักตั้งเถอะ...

ถ้าคนที่เคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้วคงจะรู้ แต่จะเล่าเพราะอยากให้คนที่ไม่เคยได้รู้ เมื่อประโยคสุดท้ายของเซลล์เกิร์ลจบลง คนเขียน ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้าบอ แหกปากตะโกน ไชโย ไชโย อยู่คนเดียว (อย่างกับว่าชนะเลิศแล้วปานนั้น) วันนั้นเป็นตอนบ่ายสามสิบกว่านาทีของวันที่ 29 ธันวาคม 2548 แต่ขอโทษ...มันยังไม่เสร็จ
ชื่อเรื่องมันมีแค่ "เซลล์เกิร์ล" เพราะตอนเขียนมาเรื่อยๆ ก็ไม่ได้นึกถึงชื่อเรื่อง รู้แต่ว่า มันต้องมี เซลล์เกิร์ล เพราะมันตรงกับเนื้อหาที่สุด แต่มันมีแค่นี้ไม่ได้
คิด คิด คิด ต่อมาอีกหน่อย "รักนี้ไม่มีไว้ขาย" ก็ผุดตามขึ้นมา
ใช่ ชื่อนี้แหละ ที่ตรงใจความสำคัญที่สุด (และจะหาปัญญาและเวลามาคิดที่นอกเหนือจากนี้ไปก็ไม่ได้แล้ว) ใจค่อยชื้นขึ้นอย่างน้อยก็ยังพอมีเวลาอีกหนึ่งวันที่จะส่งต้นฉบับ

วันรุ่งขึ้นเป็นวันกีฬาสีที่โรงเรียนลูก ก็ต้องไปกับลูกตั้งแต่หกโมง (หอบเอาแผ่นต้นฉบับไปด้วย) พอถึงเที่ยงเด็กๆ พักกินข้าว ทีนี้ล่ะเราก็รีบเผ่นไปที่ร้าน เผื่อปรินต์และเย็บเล่ม แล้วรีบบึ่งมาที่ไปรษณีย์...ช่วงเวลานั้นเองที่ความไม่มั่นใจแผ่ขยายรังสีออกมาเต็มไปหมด พลิกดูตามแผ่นกระดาษต้นฉบับของตัวเอง มีคำผิดมั้ย ตรงไหนที่ยังไม่เรียบร้อย...แต่ขอโทษ...มันคงมีเวลาพอที่จะทำอย่างนั้นหรอก ต้นฉบับตั้งสามร้อยกว่าหน้า จ้ะ...ส่งก็ส่ง ไหนๆ มันก็มาถึงขนาดนี้แล้วนี่
พอตีตราได้ใบเสร็จเรียบร้อย รู้สึกยังไงเหรอ...
มันโล่ง...โล่งมาก
เพราะความตั้งใจแรก ไม่ใช่การเข้ารอบ ไม่ใช่การชนะเลิศ
แต่มันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจที่จะทำ แล้วทำมันจนเสร็จ
นั่นคือการเขียนนิยายหนึ่งเรื่อง
เราทำมันได้แล้ว
เมื่อส่งไปก็ไม่ได้นึกว่าตัวเองจะเข้ารอบ เพราะรู้ตัวว่าเรายังมีข้อบกพร่อง คิดแค่ว่า มานั่งเกลางานที่ส่งไปเรื่อยๆ ถ้าคิดว่าเข้าท่าเมือ่ไหร่ รอให้เขาจบการประกวดก่อนเราค่อยส่งกลับเข้าไปใหม่ ผ่านไปเกือบปี โดยที่เราก็ลืมไปแล้ว ไม่ได้คิดถึงเรื่องการประกวดแล้ว ก็มีจดหมายส่งมาถึงบ้าน
เข้ารอบเหรอ...ได้เซ็นสัญญาด้วยเหรอ...เหวอไปหลายวันเหมือนกัน

รางวัล...มันคือมงกุฏหนาม
จากคนที่ไม่คาดหวังกับงานชิ้นแรกของตัวเอง จากที่ไม่คิดถึงรางวัลชนะเลิศ
แค่เข้ารอบนี่ก็สุดยอดแล้ว...เซลล์เกิร์ลฯ กลายเป็นที่คาดหวังและจับตามองของคนอ่าน และคนในแวดวงวรรณกรรม
อยากบอกว่ามันเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสสุดจะบรรยายให้ใครเข้าใจ ถ้าเลือกได้ก็คงขอแค่เป็นคนเข้ารอบที่ได้มีผลงานตีพิมพ์ให้คนอ่านได้รู้จักและได้อะไรจากเซลล์เกิร์ลบ้างแค่นั้นเอง แค่อยากจะค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละก้าว ทีละก้าว เท่านั้นเอง
แต่เมื่อเหตุการณ์นี้ได้ถูกลิขิตมาให้เราได้รับเกียรติเช่นนี้ก็ถือเป็นสิ่งล้ำค่าในชีวิตเช่นกัน
และทั้งหมด แค่อยากจะบอกว่า แม้เซลล์เกิร์ล รักนี้ไม่ได้มีไว้ขาย จะเป็นเพียงนิยายธรรมดาๆ สำนวนอาจจะยังไม่สวยงาม หรือการดำเนินเรื่องอาจยังตะกุกตะกัก ทั้งหมดมาจากความตั้งใจอย่างเต็มร้อยแม้ว่าจะขาดประสบการณ์อย่างสิ้นเชิงก็ตาม

ขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เปิดใจรับผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ ขอบคุณที่ให้โอกาส และให้กำลังใจในหลายๆ บล็อก และหลาย เว็บบอร์ด
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ


Glitter Graphics - GlitterLive.com












 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2551 21:10:47 น.
Counter : 837 Pageviews.  


misshappy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เมื่อฝันที่จะบิน...ต้องหัดบิน

Friends' blogs
[Add misshappy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.