วันที่ 5 Narita - BKK





วันที่ 5 Japan – HK – Bkk

วันนี้นัดกันแต่เช้า06.00 เพื่อไปสนามบิน เดินไปที่สถานี Ningyocho ซื้อตั๋วรถไฟกับเจ้าหน้า ซื้อตั๋วรถไฟ Keisei AccessExpress(สายสีส้ม)รอบเวลา 06.48 – 08.06 ราคา ¥1,330 ใช้เวลา 78 นาที ไม่ต้องเปลี่ยนขบวนเลย ไปถึงสนามบิน พอลงมารอที่ชั้นใต้ดินตอนรอขึ้นรถไฟก็รอลุ้น ที่บนบร์อดโชว์รอบเวลารถไฟที่เราจะขึ้น เวลามาเร็วกว่า ที่เร็วเช็คในเว็ปไว้ 5 นาทีแต่ชื่อขบวน สาย และสีสัม ถูกต้องหมด ตัดสินใจเชื่อบนบร์อดที่สถานีพอรถไฟมาเทียบก็ขึ้นเลย ขึ้นมานั่งแล้วก็นั่งลุ้นนับป้ายไปเรื่อยๆเรียงตามป้ายที่รถไฟขบวนนี้ควรจะวิ่งผ่าน หยิบแผนที่เส้นทางรถไฟขึ้นมาเทียบ นั่งมาได้สักพักผ่านจุดตัดสถานีสำคัญๆที่ต้องเฝ้าระวัง รถไฟก็วิ่งยาวไปสนามบินเลย ค่อยโล่งอกหน่อย ดีนะที่ตัดสินใจถูกเชื่อที่กระดานโชว์รอบรถไฟ ไม่งั้นตกรถไฟแน่ๆ ปกติรถไฟญี่ปุ่นก็มาตรงเวลาตลอดเลยนะแต่มารอบนี้ไม่ตรง โชคดีที่มีชื่อขบวน เป็นภาษาอังกฤษให้อ่าน

ที่วันนี้เราออกกันแต่เช้าเพราะเครื่องออกจาก Narita 10.35 - 15.00 ถึงสนามบิน Hongkong จาก Hongkong 22.00 - 23.55 ถึง BKK (มีเวลารอเปลี่ยนเครื่อง 7ชั่วโมง) ตั้งใจเลือกเวลาบินแบบนี้เพราะคิดว่าจะแวะเที่ยวที่ Hongkong นั่งรถไปที่ Citygate Outlets เพื่อนั่งCable Carไปไหว้พระใหญ่โปหลินแห่งเกาะลันเตาแต่ผิดแผนเพราะสภาพอากาศไม่อำนวยให้นั่ง Cable Car ฟ้าครึมมีฝนตก ก็เลยได้แต่ไปเดินเล่น CitygateOutlets


เนื่องจากพวกเรามีสัมพาระติดอยู่เยอะก็เลยหาที่ฝากในสนามบิน มีบริการรับฝาก จะมีเจ้าหน้าที่รับฝากและคิดราคาให้เลย โดยคิดราคาเป็นต่อ1 ถุง หรือ 1 กระเป๋าและคิดราคาต่อชั่วโมงด้วย ชั่วโมงละ 12 เหรียญ อย่างกรุปเรา มี 4 ถุง กับ 1 กล่อง ฝาก 4 ชั่วโมง ราคา 1,200 บาท (5 ชิ้น *12 * 4 ชม. เท่ากับ 240 เหรียญ)


ป้ายชี้ไปยังจุดขึ้นรถบัสที่ สถานีบิน Hongkong  ค่ารถรับเป็นเงินสด HK อย่างเดียวนะจ๊ะ

จากสนามบิน Hongkong  นั่งรถบัสไปประมาณ 15 นาที ก็ถึง CitygateOutlets  พวกเราก็แยกย้ายกันเดินนัดเจอกันที่ Food Republic ศูนย์อาหารด้านบน  จากการเดินสำรวจสินค้าในห้าง เราว่าสินค้ามีราคาแพงไม่เห็นถูกกว่าบ้านเราเท่าไรเลย อย่างเช่นรองเท้า K-swiss  ที่  CitygateOutlets   ราคา 600 เหรียญ (3,000 บาท)  แต่ที่เซ็นทรัลน้องเราเพิ่งซื้อก่อนเดินทาง รุ่นเดียวกัน ราคาเต็ม 2,400 บาท ใช้สิทธิลดอีก 30%  เหลือ 1,680 บาท  

กันดั้มรอขึ้นเครื่องด้วย

ตอนแรกก็ไม่แน่ใจเรื่องถือกันดั้มกล่องใหญ่ขึ้นเครื่องด้วยเพราะเคยอ่านรีวิวหลายๆท่านบอกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่เจ้าลูกชายอย่างให้ถือขึ้นเครื่อง ไม่อยากแกะแล้วใส่กระเป๋าเพราะกลัวหักและเสียหายได้ก็เลยลองดู สรุปถือขึ้นเครื่องจากสนามบิน Narita - Hongkong ไม่มีปัญหา แต่พอจาก Hongkong - Bkk เนื่องจากเราออกมาเดินเล่นด้านนอก เลยต้องผ่านจุดตรวจอีกครั้งหนึ่ง เจอเจ้าหน้าที่ผู้หญิงไม่ยอมให้ถือขึ้นเครื่องคุยกันสักพักก็มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงอีกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเดินมาบอกพนักงานรุ่นน้องว่า ให้เอาเข้าได้ ก็เป็นอันผ่านมาได้ด้วยดี (จริงถ้ารอต่อเครื่องใน GATE คงไม่มีปัญหาอะไร)

เราว่าสินค้าที่Citygate Outlets ไม่ถูกเหมือนเมื่อก่อนตอนที่เราไปHK ใหม่ ๆ ทำให้การเดินเล่นครั้งนี้ไม่ได้อะไรเลย จานนั้นเราก็เดินไปรอคนอื่นๆที่ FoodRepublic กินข้าวเย็นที่นี้ไปเลย เสร็จแล้วก็นั่งรถBus กลับไปสนามบิน รอขึ้นเครื่องกลับบ้าน 




Create Date : 24 มิถุนายน 2559
Last Update : 28 มิถุนายน 2559 23:24:36 น.
Counter : 190 Pageviews.

0 comment
วันที่ 4 วันแห่งการ shopping



วันที่ 4 Akihabara-ตึก Yodobashi– akiba -ตึก DonQuijote - ตลาด Ameyoko -Shibuya ซื้อรองเท้า OnitsukaTiger

วันนี้นัดทุกคนสายหน่อย ประมาณ 9 โมงเช้า เพราะเมื่อวานไปเที่ยวนอกเมืองมาเหนื่อยและคงเพีลยกันส่วนเรามีพลังงานล้นเหลือ วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปตลาดปลาอีกรอบ อยากได้ของกินจำพวก ปลาตัวเล็กๆปรุ่งรสและผงโรยขาว เมื่อวานเห็นแล้วแต่ลืมซื้อ มีสามี แม่เรา น้องสาวและเพื่อนน้อง 1 คน ตามไปด้วย ก็เดินกันอิสระเลย วันนี้ใช้บัตร Tokyo Subway 1 วัน 



ไปหาข้าวเช้ากินที่ ร้านราเมงด้านในใก้ลๆตลาดปลา  เมนูราคาถูกและน่ากินดี  ในร้านมีป้ายเตือนว่า ให้สั่งรายการละ 1 คน ห้ามสั่งมารายการเดียวแล้วแบ่งกันกัน คงเพราะจะไปแย่งที่ลูกค้าท่านอื่น และเสียโอกาศในการขายด้วยมั่งคะ เลยต้องมีป้ายเตือน

  วิธีการซื้อก็คือเดินไปที่ตู้กดในร้าน สอดธนบัตรเข้าไป เราสอดธนบัตร10,000 เยน  และกดเลือกเมนูตามเลขที่โชว์ไว้ ราคา 800 เยน  ตั๋วก็จะออกมาคะ พอได้ตั๋วแล้วก็ ยื่นรอเงินทอนสักพักไม่ออกมา งงเลยทำไงดี แบงค์ใหญ่ด้วย  ยื่นงมอยู่สักพักก็ลองกดคันโยกเล็กๆด้านข้างที่ใส่เงิน  เงินทอนก็เด่งออกมา  รอดตายแล้ว  ไม่งั้นสูญเงิน อีก 9,150 เยน แน่ๆ  ไม่มีป้ายบอกไว้ ใครจะไปรู้ว่าต้องกดคันโยกให้เงินทอดออกมาด้วย  มีเรื่องตื่นเต้นแต่เช้าเลย


ของเราเป็นเซ็ทข้าวผัด กับราเมงหมู อาหารมาชามใหญ่มาก จะแบ่งน้องกินก็ไม่ได้เพราะได้ที่นั่งแยกๆกันจะกินยังไงหมดเนี้ย ผู้ชายญี่ปุ่นที่นั่งข้างๆกินเซ็ทเหมือนกัน กินเกลี้ยงชามเลย เรากินได้สักพักก็อิ่ม มันเยอะจริงๆกินแล้วเหลือเยอะเหมือนกัน รู้สึกผิดกับเจ้าของร้านเลย ไม่ใช้ไม่อร่อยนะแต่มันเยอะจนกินไม่หมด ของแม่และน้องก็กินไม่หมดเหมือนกัน พวกเราลุกออกจากร้านด้วยความเขินอายที่กินของเขาไม่หมดเพราะทุกคนในร้านกินเกลี้ยงชามหมดเลยอ่ะ


ปูยักษ์ตัวใหญ่ๆ

จากนั้นก็เดินแวะซื้อของที่อยากได้ พวกผงโรยข้าวของแห้งต่างๆ รวมถึงสตอเบอรี่


ขนมหวานของญี่ปุ่น


ต้นบาซาบิสด


เดินเล่นสักพัก ก็กลับโรงแรมเพื่อรับคนอื่นๆ  พอไปถึงแม่สามี กับลูกชาย ยังไม่ได้ทานอะไรเลยก็แวะร้าน excelsiorcafe มีสาขาอยู่ตรงสถานีรถไฟใต้ดินพอดี มีพวกขนมปังกับกาแฟ  ร้านนี้อร่อยติดใจเลยชอบกาแฟมากๆหอมทั้งกาแฟและนมที่ใส่ เสียดายไม่ได้ซื้อเม็ดกาแฟคั่วกลับมา ขนมปังก็อร่อยทุกคนลงความเห็นว่าอร่อยทุกอย่าง ร้านนี้มีหลายสาขา อยู่ตามแหล่งท่องเที่ยว ใครผ่านไปอย่าลืมแวะชิมนะคะ 


อิ่มแล้วก็ไปลุยต่อ จากสถานี Ningyocho(H13) นั่งสาย Hibiya สีเทา ลงสถานี Akihabara (H15) ใช้ทางออกที่ 3 ที่แรกคือ อากิฮาบาร่า ( Akihabara ) ตึก Yodobashi – akiba ชั้น 6 พาเจ้าลูกชายไปซื้อกันดั้มต่อ และซื้อของเล่นฝากหลานๆ เราทิ้งลูกชายกับสามีและแม่สามี ให้เลือกซื้อของเล่นที่นี้

จากนั้นก็พาสาวๆที่เหลือไป ร้านDon Quijote สาขา Akihabara เดินไปไม่ไกลเท่าไร ก็ถึงตึก Don Quijote เดินขึ้นไปชั้นบนให้สาวๆเลือกซื้อกันตามสบาย แยกย้ายกันไปช้อป


 ก่อนไปเราปริ๊นใบส่วนลด 500 เยน ไปด้วย (ปริ๊นเต็ม A4) เลยแจกให้น้องๆได้ใช้กัน เคยเห็นมีคนบอกว่า 1 ใบใช้ได้แค่ 1 คน/วัน/สาขา แต่น้องที่ไปด้วยแวะไปซื้อของที่ชั้นนาฬิกา แล้วให้ใบส่วนลด 500 เยนไป และน้องยังไปใช้อีกใบกับพวกขนมและเครื่องสำอางค์ เท่ากับใช้ไป 2 ใบเลย ไม่มีปัญหาอะไร (แต่ซื้อ และจ่ายเงินคนละชั้นกันนะคะ) ถ้าซื้อพวกขนมและเครื่องสำอางค์ ที่ชั้น 3อยากได้ taxrefund ให้เดินขึ้นไปจ่ายเงินที่ชั้น 5 จะมี TAX FREE Counter พร้อมยื่นพาสปอร์ตให้พนักงาน ถ้ามีส่วนลด 500 เยน ก็ยื่นไปด้วย จากนั้นพนักงานจะนำสินค้าแพคใส่ถุงพร้อมติดสกอตเทปให้เรียบร้อย ห้ามเปิดนะคะ จนกว่าจะออกนอกประเทศญี่ปุ่น ราคาสิ้นค้าจะทำการลดให้ตอนนั้นเลยโดยไม่คิดภาษี จะเป็นยอดที่เราจ่ายจริงคะ

**ใบส่วนลด 500 เยนเมื่อซื้อสินค้าครบ ตามเงื่อนไข จะมีของแถมให้เป็นตุ๊กตา 1 ตัว ตอนที่เพื่อนน้องสาวซื้อนาฬิกาเสร็จแล้วถึงมาบอกเราว่าไปซื้อนาฬิกามา เราถามว่าได้ของแถมไหม นางบอกไม่รู้เรื่องอ่ะ เราก็เลยเดินลงไปทวงถามให้นาง พอถามไปว่าไม่ได้ตุ๊กตาเป็นของแถมเลยพนักก็บอกว่าต้องขอโทษด้วยที่ตุ๊กตาหมดแล้ว งั้นขอให้เป็นอย่างอื่นแทนนะ ก็เอาเป็นแฟ้มเอกสารลายการตูนและปากกาลายการ์ตูนมาให้ 2 ด้าม พนักงานน่ารักมาก หาอย่างอื่นทดแทนให้ แต่พอตอนขึ้นไปจ่ายเงินชั้น 5 ทวงถามเรื่องตุ๊กตา พนักงานบอกหมด ไม่มี และไม่มีอะไรให้แทนด้วย!! อ้าว เราเลยงงกับการบริการที่แตกต่างกันเลย และพวกเราซื้อของเยอะด้วยแต่ไม่อยากไปจู่จี้อะไรกับพนักงานมาก เพราะหน้าบอกบุญไม่รับ ก็เลยปล่อยๆไป 


เมื่อซื้อของเสร็จก็หิวพอดีแวะกินอาหารกลางวันกันที่ตึก Akaba ICHI ตึกนี้จะอยู่ด้านหลังอาคารของDon Quijote กดลิฟท์ขึ้นมาชั้น 3 มีร้านอาหารให้เลือกเยอะ https://udx-akibaichi.jp/

 เราเลือกร้าน SUDACHOSHOKUDO ขายเป็นพวกสเต็ก และอาหารจานร้อน  


มีเฟรนฟรายราดชีส ราคาประมาณ 600 เยน


 ชุดสเต็กเนื้อ  1480 เยน + 300 เยน (สลัดผักและซุป)


หมูกระทะร้อน 880 เยน


วิวริมหน้าต่าง

ไก่อบมันฝรั่ง 800 เยน


โต๊ะของน้องสาวและผองเพื่อน  แฮมเบิร์กเนื้อ 980 เยน  หมูกระทะร้อน 2ที่ ไก่อบมันฝรั่ง เฟรนฟรายใหญ่ราดชีส 800 เยน 


ของหวานปิดท้าย ราคา 700 เยน

ราคาอาหารโต๊ะเรา มี 3 คน

 มีสเต็กเนื้อ 2 จาน+เพิ่มสลัดและซุป 1 ที่ + หมูกระทะร้อน+เฟรนฟรายขนาดกลาง มื่อนี้ 5,119 เยน (รวมภาษี8%แล้ว) ราคาอาหารส่วนมากที่เห็นยังไม่รวมภาษีนะคะ  ตกหารกันก็ประมาณ 511 บาท

โต๊ะน้องสาว มี 4 คน มี 

แฮมเบิร์กเนื้อ +  หมูกระทะร้อน 2ที่ + ไก่อบมันฝรั่ง + ฟรนฟรายใหญ่ราดชีส +  ขนมหวาน รวมทั้งหมด 5,443 เยน ตกหารกันคนละ  408 บาท


ส่วนสามี กับแม่สามี ไปกินอีกร้าน เป็นร้านข้าวปั่นซูชิ เซ็ทละ 1,300 เยน

พวกเราซื้อของกันเยอะหลายถุงก็เลยแวะกลับโรงแรมเอาของไปเก็บไว้ก่อน  ส่วนสามีเพลียขอนอนพัก


ก็เลยเหลือแต่พวกสาวๆกับเจ้าลูกชายไปลุยต่อที่ ตลาดAmeyoko จากสถานี Ningyoch (H13)นั่งสาย  Hibiya ไปลงที่สถานี  Ueno  (H17) 


ไปตามหากระเป๋าเป้ anello มีเพื่อนๆน้องฝากซื้อหลายใบ มาที่ตลาดนี้ได้ขนมของกินเยอะเลย


 มีร้านคุณลุงใจดีให้ชิมทุกอย่าง ลดแลกแจกแถมกันใหญ่ แทบหมดตัวกับร้านขนมนี้เลย ร้านคุณลุงจะอยู่ท้ายๆตลาด ขายขนมของแห้งสารพัดมีแกะให้ชิมทุกอย่าง

พวกเราก็เดินแวะซื้อแวะชิมไปเรื่อยๆ เพื่อนน้องสาวอยากลองกินขาปูยักษ์นึ่งขาละ 2000 เยน พอได้กินแล้วบอกไม่อร่อยเลยเค็มมาก ตามความเข้าใจเราปูยักษ์ถ้าจะให้อร่อยต้องกินที่สดๆ ตัวเป็นๆ แต่ราคาโหดร้ายมากเคยเห็นเริ่มต้นที่ตัวละ 9,000 – 15,000 บาท งั้นเรากลับมากินปูม้าที่บ้านต่อไปดีกว่า 555

ได้ของถูกใจก็กลับโรงแรม เอาของไปเก็บ จากนั้นก็ไป Shibuya ต่อ

ตอนนี้เหลือสมาชิกที่ไปด้วยเพียงแค่เรา น้องสาว แม่เรา เจ้าลูกชาย พวกสาวๆที่เหลือ ขอพักที่โรงแรม เดินไม่ไหวแล้ว เราไป Shibuya เพื่อพาเพื่อนน้องสาวซื้อรองเท้า Onitsuka Tiger  เมื่อซื้อเสร็จก็กลับโรงแรม วันนี้ใช้ตั๋วรถไฟคุ้มจริงๆเลย 

กะว่าจะเดินหาข้าวเย็นกินแถวโรงแรม แต่ยังติดใจร้านปิ้งย่างเมื่อวาน ก็เลยเดินไปกลับไปกินที่ร้านเดิม ร้าน Isomaru Suisan  คราวนี้ไปกินกัน 7 คน อีก 2 คนขอนอนพักในโรงแรม  



มาถึงร้าน ก็สั่งกันใหญ่เลย สนุกสนาน อาหารมาเต็มโต๊ะ 



อาหารที่สั่งมี  ปลาหมึก 3 ตัว  กุ้ง 2 จาน  แฮมหมู 1 จาน  กระดองปู 2 ตัว  ซาชิมิปลาดิบรวม  ข้าวผัด  ยากิโซบะ ปลาหมึกทอด  หม้อไฟกิมจิ 2 หม้อ  และเบียร์ 6 แก้ว น้ำอัดลม 7 แก้ว รวมราคามื่อนี้ 14,000 เยน   หารกันประมาณ คนละ 600 บาท ไม่แพงเลยคะ 

เสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมไปแพคของลงกระเป๋าให้เรียบร้อย เพราะพรุ่งนี้ต้องไปสนามบินแต่เช้า


สรุปค่าเดินทาง 

แบบปกติ

สถานี Ningyocho - Tsukiji ไปกลับ  340 เยน

สถานี Ningyoch - Akihabara  ไปกลับ  340 เยน

สถานี Ningyoch - Ueno  ไปกลับ  340 เยน

สถานี Ningyoch - Shibuya ไปกลับ  560 เยน

รวมค่าโดยสาร 1,580 เยน  


แบบใช้ตั๋วเหมาจ่าย รถไฟใต้ดิน

เราใช้บัตร Tokyo Subway 1 day ราคา 800 เยน  คุ้มค่ามากเลย 

เท่ากับประหยัดไป  780 เยน 




Create Date : 23 มิถุนายน 2559
Last Update : 28 มิถุนายน 2559 20:33:33 น.
Counter : 186 Pageviews.

0 comment
วันที่ 3 เที่ยว Hakone



วันที่ 3 Hakone - ล่องเรือโจรสลัดท่องทะเลสาปอาชิ (AshiLake) - Hakone Checkpoint 

วันนี้นัดทุกคนเจอที่หน้าโรงแรม ตอน 7.30 เพื่อไปเที่ยว Hakone (วันนี้ใช้ตั๋ว Tokyo Subwayแบบ 3 วัน วันที่ 3)  จากที่พักนั่งรถไฟมาสถานี Shinjuku 30 นาที 

ก็รีบเดินไปซื้อตั๋ว ที่ Counter ขายตั๋วไป Hakone ขนาดรีบมาเช้า คิวยาวเลย ก็ให้สามียื่นต่อคิวเราก็เดินไปดูที่ขายตั๋วแถวๆนั้น ไปเห็นห้องขายตั๋วเพื่อไป Hakone ที่เป็นห้องแอร์ กระจกใส  เหมือนเป็นห้องขายแพคเกจทัวร์  ก็เลยลองเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่าที่นี้ขายตั๋วไปHakone รึเปล่า  เจ้าหน้าที่บอกขาย  เราก็รีบถามว่าราคาเดียวกับข้างนอกไหม ไม่มีชารจ์ค่าบริการอะไรนะ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าราคาเท่ากันไม่มีชาร์จอะไรเพิ่ม  ก็บอกเจ้าหน้าที่ให้รอแป็บหนึ่งขอไปตามสามีก่อน 

จากนั้นก็เดินไปตามสามีที่ Counter พอเห็นแถวที่สามียื่นอยู่ไม่ขยับเลยก็รีบบอกให้สามีออกจากแถวมาซื้อที่ห้องกระจกนี้เลย  พอมาถึงพนักงานน่ารักมาก เชิญให้นั่งคุยเราก็เลยแจ้งความประสงค์ ว่าต้องการตั๋ว hakone free pass แบบ 2 วัน(ราคา5,140เยน /คน) สำหรับ 9 คน และต้องการจองรถไฟ Romanceca (โดยเพิ่มเงินอีก 890 เยนต่อคน) มีรอบเร็วสุดกี่โมงพนักงานเช็คให้และแจ้งรอบเวลากับเรา เราก็โอเค ให้จองเลย พนักงานกดยอดเงิน รวมให้ โดยที่กดแยกเป็น 2 ครั้ง   ครั้งแรก ตั๋ว hakone free pass คูณ 9 คน ครั้งที่ 2ราคา รถไฟRomanceca คูณ 9 คน  แล้วค่อยรวมเป็นเงินที่ต้องจ่ายทั้งหมดเข้าใจง่ายเลย และให้แผนที่ท่องเที่ยว Hakone มาด้วย

 ยังๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีของที่ระลึกแจกให้เป็นพาเช็ดหน้า มีคำว่า Hakone ให้กับทุกคนอีก บริการดีน่ารักสุดๆ ไม่รู้ว่าทุกคนที่ซื้อตั๋วนี้แล้วจะได้ของที่ระลึกเหมือนกันไหม


    ตั๋วรถไฟ Romanceca เพิ่มเงินอีก 890 เยน และผ้าเช็ดหน้าที่แถมให้

แนะนำเลยนะคะ ถ้าใครจะมาซื้อตั๋ว เพื่อไป Hakone ไม่ต้องไปต่อคิวที่  Counter Odakyu Sightseeing Service Center ให้เดินมาที่ห้องกระจกนี้เลยซื้อตั๋วได้เหมือนกัน สะดวกกว่าด้วย ห้องกระจกนี้อยู่ติดกับ CounterOdakyu Sightseeing Service Center เลย ถ้าเราหันหน้าเข้าหา Counterฯ ก็ให้หันมองไปทางซ้ายมือจะเห็นห้องกระจกเลย มีโบว์ชัวร์ที่ท่องเที่ยว Hakone ติดอยู่เข้าไปสอบถามได้เลยคะ (ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ภาพห้องซื้อตั๋วมาให้ดู)


เมื่อได้ตั๋วมาก็ไปยื่นรอรถไฟเลยพอไปถึงก็ยังมีเวลาอีก 15 นาที กว่ารถไฟจะออก เนื่องจากเมื่อเช้ารีบออกมาก็ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยก็เลยชวนน้องๆวิ่งไปซื้อของกินที่ร้านขนมปังที่เพิ่งเดินมากันมาอยู่ชั้นล่าง โดยทิ้งผู้ใหญ่และเด็กให้อยู่รอที่ชานชลาเลยส่วนพวกเราวิ่งสิคะ 15 นาที ไปกลับเหนื่อยเลย ต้องทำเวลาอย่างมากกลัวตกรถไฟเดี๋ยวได้เสียเงินอีกรอบ

เมื่อขึ้นรถไฟได้ก็แจกจ่ายของกินมื่อเช้าแบบง่ายๆ จริงๆแล้วถ้าใครไม่มีของกิน บนรถไฟขายนะคะจะมีพนักงานเข็นมาบริการให้เลือกจากเมนูเลย


ใช้เวลาเดินทาง  1 ชั่วโมง 25 นาที จะถึง สถานี Hakone-Yumoto พอถึงแล้วก็นั่งรถไฟท่องเที่ยวตามเส้นทางท่องเที่ยวเลยคะ เส้นทางนั่งรถไฟ Hakone-Yumoto - Gora นั่ง HakoneTozan Train ใช้เวลา 40 นาที (มีรถออกทุกๆ 13 นาที)


นั่งชมวิวสวยๆ 



จากนั้นก็เปลี่ยนมานั่ง Hakone Tozan Cable Car

เส้นทาง Gora – Sounzan ใช้เวลา 10 นาที (มีรถออกทุกๆ 15 นาที)



จากสถานี  Sounzan-  Togendai-ko พอดีช่วงที่เราไป จากสถานี Sounzan ไม่สามารถขึ้น Ropeway ได้ เพราะเขาปิด ตรงช่วง สถานี Owakudani แต่จากสถานี Sounzan สามารถเปลี่ยนป็นขึ้นรถบัส(เป็นรถบัสให้บริการพิเศษเฉพาะช่วงที่ปิด Ropeway ) ไปลงที่ สถานี Ubako


จากสถานี Ubako  เดินเข้าอาคารเพื่อไปนั่ง HakoneRopeway ไปลงที่สถานีTogendai-ko ตอนที่เราไปนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาเส้นทางนี้กันเท่าไรเลย คงเพราะเห็นว่า Ropeway ปิดมั่ง พวกเราก็เลยนั่งสบายเลย 


วิวฟูจิจากสถานี Ubako

เมื่อถึงสถานี Togendai-ko ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี  ก็เลยแวะกินที่ร้านอาหารในอาคารนี้เลย มีร้านอาหารTogendai View Restaurant มีอาหารเป็นชุดให้เลือกพอสมควรเนื่องจาก เรามี hakonefree passก็ได้ส่วนลด 5 %



ภาพตัวอย่างอาหารพร้อมราคา


ข้าวสเต็กหมู 1,300 เยน


ข้าวหมูอบ 1,300 เยน


ข้าวสตูหมู 1,500 เยน


ข้าวแกงกระหรี่ไข่ข้น  1,200 เยน


ข้าวแกงกระหรี่หมูทอด 1,200 เยน


อิ่มแล้วยังมีเวลาเหลือ ออกไปถ่ายรูปเล่นด้านนอกกัน


ช่วงนี้อากาศหนาวเลยมีหิมะให้ได้เห็น สนุกกันใหญ่เลย 



เมือได้เวลาก็ไป ล่องเรือโจรสลัดท่องทะเลสาปอาชิ(Ashi Lake) บัตร hakone free pass สามารถขึ้นเรือฟรีได้เลย แต่เรายอมจ่ายเพิ่ม เพื่อนั่งชั้น FirstClass Cabin ปกติ คนละ¥500 แต่ถ้ามี Hakone Free Pass เหลือ ¥ 400 นั่งสบายคนน้อยกว่าออกไปถ่ายรูปด้านบนก็ไม่ต้องแย่งกับใคร 


ที่นั่งด้านใน ชั้น First Class Cabin


ที่นั่งชั้นนี้คนน้อย ไม่ต้องแยกกันถ่ายรูปเลย อีกฝั่งหนึ่งคนเยอะกว่ามาก


นั่งถ่ายได้ไม่นานก็ต้องหนีเข้าข้างใน อากาศหนาวมากๆ ปวดมือไปหมด 


มีเรืออีกลำวิ่งสวนกันพอดี


เข้ามาหลบหนาวข้างในเรือ นั่งดื่มกินแบบชิวๆ



สักพักก็ถึงท่าเรือ Hakone-machi ใช้เวลา 30 นาที


วิวจากท่าเรือ 

เมื่อขึ้นจากท่าเรื่อก็เดินไปเที่ยว Hakone Checkpoint

จากท่าเรือ เมื่อเดินออกมาเจอถนน ให้เดินเลี้ยวซ้าย แล้วเดินตรงไปประมาณ 250เมตร จะเจอซอยเลี้ยวซ้ายเข้าไปก็จะ ถึง HakoneCheckpoint ค่าเข้าชม คนละ ¥500 แต่ถ้ามี Hakone Free Pass เหลือ ¥ 400 เป็นด้านตรวจคนเข้าเมืองโบราณจัดแสดงเรื่องราวในสมัยนั้น และมีห้องจัดแสดงแบบต่างๆให้ดู 


ช่วงที่ไปอากาศหนาวมากเดินขึ้นไปด้านบน ของจุดชมวิว แถบไม่ไหว กล้องถ่ายรูปกดถ่ายได้แค่ 2รูป ก็ถ่ายไม่ได้แล้ว อยู่ข้างบนได้ไม่นานก็ต้องรีบลงแล้ว หนาวสุดๆ

จากนั้นเดินกลับมาที่บริเวณท่าเรือจะมีจุดขึ้นรถบัส สาย H   ไปลงสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลา 40 นาที

เมื่อถึงสถานี Hakone-Yumoto จองตั๋วรถไฟ Romanceca จ่ายเพิ่ม 890 เยนต่อคน นั่งหลับยาว ไปถึง Shinjuku และต่อรถไฟกลับที่พัก

 เพื่อหาอะไรกิน เราเลือกร้านข้าวหน้าเทมปุระ //www.tenya.co.jp/ ราคาไม่แพง แต่รสชาดไม่ค่อยโดนเท่าไร


ข้าวชุดกุ้งเทมปุระ ราคา 1,060 เยน


ข้าวหน้ากุ้งเทมปุระและปลาหมึก ราคา 880 เยน 


ข้าวหน้าเทมปุระรวมมิตร 980 เยน

เมื่อผิดหวังกับข้าวเทมปุระ ก็นึกอยากนั่งดื่มเสียหน่อยแถวที่พักก็เลยถามสมาชิกว่ามีใครไปบ้าง เพื่อนน้องสาวทุกคนและ แม่สามีเหนื่อยขอพักอยู่โรงแรมก็เลยเหลือผู้ร่วมอุดมการณ์เพียง แค่ เรา แม่เรา น้องสาว สามี และเจ้าลูกชาย ไม่รอช้าเดินไปร้านปิ้งย่าง ซีฟู๊ดสไตล์ญี่ปุ่น "IsomaruSuisan มีสาขาที่อยู่ใก้ลที่พักเลย จริงๆ มีหลายสาขามาก สามารถดูได้ที่ //www.isomaru.jp/menu/


หน้าร้าน 


บอกน้องสาว สั่งกับแกล้มนิดหน่อยก็พอ กินไม่เยอะหรอก อยากแค่นั่งกินเบียร์  ดูนางสั่งสิ ปลาหมึก  กุ้ง  ปลาตัวเล็กกับเต้าหู้ปลา  เซ็ทหอยรวม  ตบท้ายด้วย หม้อไฟกิมจิ มีเบียร์อีก 3 แก้ว  นังน้องสาวมันฟังเราพูดไหมเนี้ย  เดือดร้อนซิคะ เพิ่งกินข้าวกันมา ยังไม่ถึง 10 นาที   





ร้านเปิด 24 ชั่วโมงด้วย  สั่งง่ายมีรูปภาพประกอบ ราคาไม่แพงเลย ของก็สดมาก  มีกิมจิหม้อไฟ อร่อยมากๆแนะนำเลย ราคาเช็คบิล 6,000 เยน

กินเสร็จแล้วก็เดินกลับที่พักกัน 


สรุปค่าเดินทาง


แบบปกติ

hakone free pass  5,140 เยน

จองรถไฟ Romanceca ไปกลับ 1,960 เยน

นั่งชั้น First Class Cabin 400 เยน

จากสถานี Ningyocho - ShinJuku  ไปกลับ 440 เยน

รวมเป็น  7,940 เยน 


แบบใช้ตั๋วเหมาจ่าย รถไฟใต้ดิน

hakone free pass  5,140 เยน

จองรถไฟ Romanceca ไปกลับ 1,960 เยน

นั่งชั้น First Class Cabin  400 เยน 

 ใช้ บัตร Tokyo Subway 3 day  หารแล้วเหลือ วันละ 500  เยน

รวมเป็น 8,000 เยน

เท่ากับขาดทุน 60 เยน 




Create Date : 22 มิถุนายน 2559
Last Update : 28 มิถุนายน 2559 20:33:07 น.
Counter : 230 Pageviews.

0 comment
วันที่ 2 เที่ยวTokyo



วันที่ 2 ตลาดปลา Tsukiji Fish Matket - Sensoji Temple วัดเซ็นโซจิ(วัดอะชะคุซะ) - Tokyo Cruise - YEBISU BEER Museum - ห้าง Diver City Tokyo

ตื่่นแต่เช้า ไปเที่ยว ตลาดปลา Tsukiji  FishMatket จากที่พัก สถานี Ningyocho (H13) นั่งรถไฟสาย Hibiya มาลงที่สถานี Tsukiji(H10) ใช้ทางออก ที่ 1 หรือ 2 (ใช้บัตร Tokyo Subway แบบ3 วัน วันที่ 2)ตั้งใจมาหาอาหารเช้าที่นี่


ระหว่างเดินไปตลาดปลา  ก็ผ่าน วัด TsukijiHonganji temple  ก็แวะถ่ายรูปกัน  จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าไปตลาดปลากันต่อ 



เมื่อถึงตลาดที่เริ่มเป็นร้านอาหาร ก็บอกน้องสาวว่าถ้าเห็นอะไรน่ากินก็ให้เข้าไป
กินเลยนะ ไม่ต้องรอกัน เพราะกรุ๊ปเราใหญ่ไม่สามารถกินร้านเดียวกันได้แน่ๆ  น้องสาวและเพื่อนๆ ไปกินข้าวหน้าซูชิ





ข้าวหน้าปลาดิบ ของน้องสาว


ส่วน กลุ่มเรา เลือกกิน ร้านราเม็งริมถนน ที่ต้องยืนกินได้บรรยายกาศแบบตลาดดี  อร่อยและให้เยอะมาก ราคาไม่แพง เราเลือกกิน 2 ร้านใก้ลๆกัน




ร้านแรก  jindaijisobamaruyo(深大寺そばまるよ)  ราเมงกุ้ง ชามละ 750 เยน  

เครดิตภาพจาก //blogs.yahoo.co.jp/


อีกร้านหนึ่ง Wakaba (若葉) ขายใก้ลๆกันมีเมนู ราเมงหมู ชามละ 700 เยน

//www.tsukiji-wakaba.com/

ยืนกินริมถนน อยู่ กทม.ไม่เคยทำ  ไปทำที่ญี่ปุ่น ก็สนุกดี


กินเสร็จก็เดินตลาดต่อ  เดินไปได้ไม่ไกล ก็หยุดกินกันอีกแล้ว  ร้านหอยเชลล์ย่าง  ตัวใหญ่ๆ ตัวละ 500 เยน  ย่างเสร็จยืนกินกันตรงนั้นเลย  อร่อยและสดมาก  



ถ้าเป็นหอยนางรม ตัวละ 700 เยน



สตอเบอรรี่เต็มไปหมดเลือกไม่ถูกเลย



ต่อด้วยไข่ม้วน 1  ก้อน จุกเลย ราคาชิ้นละ 120 เยน



ตามด้วยของหวาน Daifuku ชิ้นละ 300 เยน 

เดินชิมโน่นชิมนี้จนอิ่มแล้ว  ก็ไปต่อกันที่ Sensoji Temple วัดเซ็นโซจิ(วัดอะชะคุซะ)  จากสถานี Tsukiji(H10)  นั่งสาย Hibiya มาลงที่ Ningyocho  (H13) แล้วเปลี่ยนเป็นสาย Asakusa นั่งรถไฟลงที่ สถานี Asakusa (A18) ใช้ทางออกที่   A4


เดินมาเรื่อยๆ จะผ่านร้าน เช่าชุดกิมโน เพื่อนน้องสาวอย่างเช่า ก็เลยพาไปเช่า ร้านตั้งอยู่บนชั้น เพื่อนน้องเลือกเป็นแบบเซ็ทรวมทุกอย่างพร้อมแต่งหน้าทำผม ราคาประมาณ 4,500 เยน ++ ภาษี  เราก็เลยขอต่อราคาดู บอกว่าแต่ง 2 คนลดให้หน่อยได้ไหม ทางเจ้าของร้านเขาก็โอเคนะลดให้ด้วย  ลดราคาให้คนละ 300  เยนมั่งถ้าจำไม่ผิด   


ใบราคาค่าเช่า และรายละเอียด


หลังจากตกลงราคาเรียบร้อยก็ทิ้งน้องๆไว้แล้วพาคนอื่นๆไปเที่ยวในวัดกันเลย 


คนเยอะมาก ตาลายทั้งคนและของที่ขาย


เดินถ่ายรูปเล่นเพลินๆกันไป


นัดเนัดเจอพวกน้องสาว แถวที่นั่งด้านในวัด

กรุ๊ปเราใช้เวลาอยู่ที่วัดนี้นานมาก ประมาณ ชั่วโมงได้ เดินเล่นซื้อขนมนั่งพัก รอน้องสาวกับเพื่อนๆ   พวกนางแต่งกันสวยเลย แต่เดินช้ามาก กว่าจะก้าวที่ละก้าวเพราะร้องเท้าแบบญี่ปุ่น 555


พอเสร็จจากวัดSensoji Temple ก็เดินไปที่ Tokyo Cruise ท่าเรือ Asakusa อยู่ตรงสะพานใก้ลกับวัด


 จะมีจุดถ่ายรูป Tokyo Skytree

จากนั้นพวกเราก็เลือกนั่งเรื่อชมวิวแม่น้ำสุมิดะเส้นทาง Sumida RiverLine ราคา ¥780 เริ่มต้นที่ท่า Asakusa- Hinoda Pier ใชเวลาประมาณ40  มีรอบออกตลอดใช้เวลารอไม่นาน  เขาไปดูเส้นทางและราคาได้ที่  

//www.suijobus.co.jp/price/


เรือมาแล้วไปขึ้นเรือกัน 


หน้าต่างบานใหญ่ ชมวิวริมน้ำเพลินๆ


เมื่อถึง ท่าเรือ Hinoda Pier ก็เดินออกมาที่ถนนเพื่อเดินไปที่สถานีHinode station ขึ้นรถไฟเอกชน สาย Yurikamome ซื้อตั๋วเป็นแบบ 1 dayPass ราคา ¥820 ไปเลยเพราะตอนเย็นก็ต้องใช้ไป Odaiba   เมื่อได้ตั๋วแล้วก็ขึ้นรถไฟเอกชน สาย Yurikamome  for SHIMBASHI ไปลงที่สถานี SHIODOME (E19)   แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟใต้ดิน สาย OedoLine สีชมพู ไปลงที่สถานี Roppongi (E23) แล้วเปลี่ยนเป็นสาย Hibiya Line ไปลงที่ สถานี EBISU(H02)  เพื่อไป YEBISU BEER Museum

เดินตามทางเลื่อนไปออกใกล้ๆ Yebisu Garden Place แต่ขอบอกว่าเดินไกลมาก กว่าจะถึง ขนาดมีทางเลื่อนช่วยนะเนี้ย


จากYebisu Garden Place  เดินลงไปข้างล่าง เพื่อชมพิพิธภัณฑ์เบียร์เอะบิซึ YEBISU BEER Museum   พอไปถึง YEBISU BEER Museumเดินได้แป็บเดียวก็ปิดแล้ว


หาข้าวกินที่ Yebisu Garden Place  จะมีโซนร้านอาหาร Ebisu garden place glass square ชั้น B1 มีหลายร้านให้เลือก บ้านเราเลือกกินร้าน Aji no Gyutan Kisuke  ขายเมนูลิ้นวัวย่าง  และอาหารทุกอย่างทำจากลิ้นวัว 



เมนูหน้าร้าน



เราสั่ง สิ้นวัวย่างเกลือเป็นเซ็ท  จานละ 1,674 เยน สั่งมา จาน  และใส้กรอกลิ้นวัว1 จาน ราคา 648 เยน  สตูลิ้น  1,080 เยน  ลิ้นตุ๋น 1 จาน ราคา  864 เยน  สลัดผัก 1 จาน ราคา756เยน    กินกัน 4  คนอิ่มเลย  ลิ้นวัวนุ่มมาก ไม่เคยกินที่ไหนอร่อยเท่านี้เลย ติดใจสุดๆรอบหน้าต้อมมีซ้ำ ส่วนน้องสาวกับเพื่อนๆ ไปกินอีกร้านเพราะมีคนไม่ทานเนื้อ




เมื่อกินอิ่มเรียบร้อย ก็นั่งรถไฟ ย้อนกลับทางเดิน เพื่อไป  Odaiba(โอไดบะ) นั่งรถไฟ สาย yurikamome ลงสถานี  Daiba  แล้วเดินทางเชื่อมด้านบนไปที่หน้าห้างได้เลยระยะทางประมาณ 300 เมตร


  ชมกันดั้มตัวใหญ่ที่หน้าตึก Diver City Tokyo  มาทันรอบแสดงพอดี ได้ดูกันดั้มตัวใหญ่ถูกใจเจ้าลูกชายเลยแหละ พอชมเสร็จก็ได้เวลาไปหา ซื้อกันดั้ม ที่ลูกชายอยากได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็เดินเล่น หาขนมกินเรื่อยเปื่อยนัดเวลาเจอกัน


เจ้าลูกชายเดินยิ้มออกมาได้ของถูกใจ  Unicorn Gundam PG (Perfect Grade)  ราคากล่องละ 20,000 เยน  จากนั้นก็เดินทางกลับที่พัก 

สรุปค่าเดินทาง 

แบบปกติ จ่ายเที่ยวต่อเที่ยว

สถานี Ningyocho -  Tsukiji ราคา 170 เยน

สถานี Tsukiji - Asakusa   ราคา 280 เยน

นั่งเรือชมวิวเส้นทาง Sumida River Line ราคา ¥780 

จากสถานี Hinode station EBISU 450 เยน

จากสถานี EBISU - Daiba ราคา 630 เยน

จากสถานี DaibaNingyocho   ราคา 500 เยน

รวม  2,810 เยน


แบบใช้ ตั๋วเหมาจ่าย

Tokyo subway 3 day  หารแล้วเหลือวันละ 500 เยน 

รถไฟเอกชน สาย Yurikamome ซื้อตั๋วเป็นแบบ 1 day Pass ราคา ¥820 

นั่งเรือชมวิวเส้นทาง Sumida River Line ราคา ¥780 

รวมเป็น 2,100 เยน 

เท่ากับประหยัดไป  710 เยน








Create Date : 20 มิถุนายน 2559
Last Update : 28 มิถุนายน 2559 20:32:09 น.
Counter : 208 Pageviews.

0 comment
วันที่ 1 เดินทาง BKK - Narita (Tokyo)







ทริปนี้เป็นการเดินทางของกลุ่มคนหลายวัย มีเด็ก หนุ่มสาว และผู้สูงอายุ มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 9 ท่าน เป็นครอบครัวเราเอง 6 ท่าน และเพื่อนสนิทน้องสาวอีก 3 ท่าน จำนวนคนเยอะกว่าครั้งก่อนที่ไป Hongkong ตอนนั้นแค่6 คน เมื่อมีจำนวนคนมากขึ้น ก็มีความลำบากในการจองตั๋วเครื่องบิน และห้องพักใช้เวลาจัดการอยู่พอสมควร กว่าจะลงตั่วได้ เหนื่อยจริงๆ เหมือนจัดทัวร์เลย 555

เราจองตั๋วเครื่องบินกับ บริษัท E-BIZTRAVEL สอบถามราคาตั๋วแล้วมักจะถูกกว่าเจ้าอื่นพอสมควรใช้บริการเจ้านี้ประจำเลยใช้มาหลายปีแล้ว ในเว็บไซต์อาจจะไม่ค่อยมมีรายละเอียดเรื่องตั๋วเท่าไร แนะนำให้โทรไปสอบถามกับพนักงานเองจะดีกว่าคะบริการดีมาก สอบถามได้เยอะ ส่วนโรงแรมจองกับ Booking.com เพราะคุ้นเคยอยู่แล้ว

 เราจองได้สายการบิน CathayPacific ไม่ได้บินตรงนะคะ ต้องมีการเปลี่ยนเครื่องที่ Hongkong

เดินทางไปวันที่ 22 ม.ค. 59 และกลับวันที่ 22 ม.ค. 59 ราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับ 14,400 บาท

ขาไป CX706 จาก BKK 01.35 - 05.10 ถึงสนามบิน Hongkong รอเปลี่ยนเครื่อง 3 ชม. 55 นาที

CX 504 จากHongkong 09.05 - 14.05 ถึงสนามบิน นาริตะ Tokyo

ทีเลือกรอบเวลานี้ เพราะเป็นรอบที่ถึง Tokyoเร็วที่สุดแล้ว แต่ใช้เวลารอเปลี่ยนเครื่องนานหน่อย จริงๆมีรอบที่รอเปลี่ยนเครื่องใช้เวลาน้อยกว่านี้ แต่ถึง Tokyo ค่ำๆเลย รอบเวลานี้จึงเหมากับเราที่สุดและเหตุผลที่เลือกสายกินบินนี้เพราะเคยบินแล้วประทับใจในบริการ และมีจอ TV ทุกที่นั่ง จะได้ไม่เบื่อกัน เสริฟอาหารร้อน ขาไป 2 มื่อ ขากลับ อีก 2 มื่อจนน้องๆที่ไปด้วยบ่นเลย พี่หนูกินไม่ไหวแล้ว เพิ่งกินเมื่อกี่ กินอีกแล้ว 5555 บริการ Full service จริงๆ แอบชอบช้อนกับซ่อมของเขาแข็งแรงดีมาก 


วันที่ 1 เดินทาง BKK - Japan – เที่ยว Shibuya

เรานัดเจอกันที่สนามบิน สุวรรณภูมิ วันที่ 21ม.ค.59 เวลา22.00 น. เพื่อเช็คอิน และจัดการแลกเงินที่Value Plus Suvarnabhumi ชั้น B บริเวณสถานีรถไฟAirpor Rail Link เพราะสาขานี้เปิดถึง 23.30

เมื่อทำธุระเสร็จแล้ว ก็เดินเข้าไปด้านใน มีเวลา Shopping นิดหน่อยพอดีสามีเกิดเดือนนี้ และเป็นสมาชิก Kingpower อยู่แล้วเลยใช้สิทธิซื้อของคุ้มเลย จากการเดินสำรวจ เครื่องสำอางค์ใน Kingpower ราคาถูกกว่าที่อื่นจริงๆคะต่อให้ไม่ใช้สิทธิพิเศษลดก็เหอะ ไปลองเดินดูของที่ duty free ทั้ง Hongkong และ Tokyoที่บ้านเราถูกสุดแล้วคะ(เปรียบเทียบเฉพาะแบรนด์เครื่องสำอางค์นะคะ) เมื่อได้เวลา ก็เดินไปรอที่ GATE รอไม่นาน ก็เรียกขึ้นเครื่องคะ


เครื่องขึ้นสักพัก ก็เริ่มเสริฟอาหาร นึกว่าจะเบาๆ จัดหนักเลยคะ เป็นข้าวไก่อบ กินเสร็จก็นอนหลับกันตามระเบียบใครไม่ง่วงก็ดูหนัง เล่นเกมส์กันไป เจ้าลูกชาย กับสามี เขาเล่นเกมส์แข่งกันบนเครื่องทำแต้มแข่งกันแล้วเซฟชื่อไว้ สนุกสนานกันใหญ่

เมื่อเครื่องถึง Hongkong ก็เดินไปตามป้าย ที่บอกไป เปลี่ยนเครื่อง ง่ายๆ ไม่มีอะไรยุ่งยากคะ ก็ไปนั่งรอ ที่ GATE เลย ใช้เวลารอนานพอสมควร มีเวลาเหลือ ก็เลยเดินเล่น แถวๆนั้น


ตอนไปถึงยังเช้าอยู่มาก ร้านค้า ยังเปิดไม่เยอะ มีแต่ร้านกาแฟ และขนมปังที่เปิด รออะไรคะ เห็นของกินก็จัดเลย กาแฟ กับ ขนมปัง นั้นๆ กินกันอีกแล้วเพิ่งจะกินบนเครื่องเมื่อตะกี่เอง 555 ร้านค้าที่สนามบิน Hongkong ดีมากเลยคะ รับบัตรรูดด้วย เพราะเราไม่ได้แลกเงิน HK เลยตอนจะซื้อกินนี้ก็ถามก่อนว่ารับ บัตร visa ไหม เพราะซื้อแค่กาแฟกับขนมปัง 1 ชิ้น เขารับคะไม่มีขั้นต่ำด้วย รูดเป็นเงินไทยประมาณ 3 ร้อยกว่าบาท เอง สะดวกจริงๆเลย ได้ของกินเรียบร้อย 


ก็เดินกลับไปนั่งรอที่ GATE และใช้บริการ wifi ฟรีของสนามบินนั่งเล่นเน็ตเพลินๆ ก็เรียกขึ้นเครื่องแล้ว



เมื่อเครื่องขึ้นได้สักพัก ก็เริ่มเสริฟอาหารเช้า แล้ว รู้สึกว่าจะเป็นไส้กรอก กับออมเล็ต และขนมปังครัวซอง ร้อนๆ ผลไม้ น้ำส้ม กาแฟ เห็นม่ะกินกันอีกแล้ว ยังไม่ถึง ญี่ปุ่นเลย มีแต่กินกับกิน



เครื่องบินที่เรานั่งจาก Hongkong ไป Tokyo คนน้อย อย่างโล่งเลย พวกเราก็เริ่มมองหาที่นั่งยาวๆ สามารถนอนได้ก็ลุกไปจับจองที่นอนเพื่อพักผ่อนกันคะ แต่พยายามเลือกตรงที่ไม่ไปรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นนะคะ และก็เลือกที่จะหันปลายเท้าไปทางที่กลุ่มเรานั่งกันอยู่ จากนั้น ตีตั๋วนอนยาวเลย zzz

ตื่นมาอีกทีเครื่องจะ landing หลังจากเครื่องลงเรียบร้อยแล้วใช้เวลาไม่นานในการตรวจ ตรง ตม. และออกไปรับกระเป๋า จากนั้น ให้ลงไปที่ชั้น1 ไปที่ Counter Keisei Bus Ticket Sales 


เพื่อซื้อบัตร TokyoSubway 3 Day ราคา 1500 เยน และ Tokyo Subway 1 Dayราคา800 เยน  เหตุผลที่ซื้อบัตร TokyoSubway 3-Day และ 1 Day ที่สนามบินราคาจะถูกกว่าซื้อในเมือง  ยกตัวอย่างเช่น ที่สนามบินแบบ Tokyo Subway 1 Day ราคา 800 เยน  แต่ถ้า เป็นในเมือง จะราคา 1,000เยน   เราเลือกซื้อเป็นบัตรประเภทนี้เพราะสะดวกในการท่องเที่ยวของกรุ๊ปเรา ไม่ต้องยุ่งยากไปซื้อบัตรทุกครั้ง เพราะกรุ๊ปเราตั้ง 9คน   เมื่อได้บัตรมาครอบครองแล้ว  ที่นี้ก็ไปซื้อตั๋วรถไฟเข้าเมืองTokyo กัน


รถไฟเข้าเมือง เดินไปที่ชั้น B1 ไปที่Keisei Counter เลือกซื้อตั๋วแบบ Keisei AccessExpress(สายสีส้ม)

เราเลือกรอบ 15.26 – 16.36 ไปลงที่สถานี Ningyocho ไม่ต้องเปลี่ยนขบวนเลย ราคา ¥1,330 ใช้เวลา 65 นาที (รถไฟขบวนนี้จะเป็นขบวนที่วิ่งยาวไปสนามบิน Haneda เลย) เนื่องจากโรงแรมที่เราจองไว้ชื่อว่า APA Hotel Ningyocho-ekiKita อยู่ใก้ลกับสถานี Ningyocho


สามารถเช็คเส้นทางที่รถไฟ Keisei วิ่งผ่าน และรอบเวลาสาย Keisei Skyliner (สายสีฟ้า) KeiseiAccess Express(สายสีส้ม) Keisei Mail Line (สายสีแดง) ได้ที่เว็บนี้

//www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/skyliner/us/timetable/index.php#narita2_ae

เส้นทางที่รถไฟ Keisei วิ่งผ่าน



ตารางเวลารถไฟ KeiseiAccess Express(สายสีส้ม)


อย่างที่เราเลือก Keisei Access Express(สายสีส้ม) รอบเวลา 15.26 จะเป็นตัวอักษรเขียวว่า AH หมายถึง ว่าวิ่งยาวไปถึง ไปสนามบิน Haneda เพราะขบวน Keisei Access Express(สายสีส้ม) มี ระยะการวิ่งหลายแบบ ต้องเช็คให้ดีๆ

ของเราโชคดีหน่อยทำการบ้านมาเยอะเลยเลือกที่พักแถว สถานี Ningyocho เพื่อที่สะดวกในการไปสนามบินนั่งต่อเดียวเลยก็ถึงสนามบิน


ภายนี้ถ่ายตอนเช้าของอีกวันคะ

จากสถานี Ningyocho เดินไปโรงแรมประมาณ 200 เมตร เมื่อถึงโรงแรม โรงแรมAPA Hotel Ningyocho-eki Kita ก็เช็คอินเอากระเป๋าเข้าห้องเรียบร้อย เราจองไปทั้งหมด 5 ห้อง จะมี 1คนในกรุ๊ปต้องนอนคนเดียว ภายในห้องพักอุปกรณ์ใหม่ สะอาด แต่ห้องมีขนาดเล็กมาก แต่เราก็ทำใจอยู่แล้วว่าห้องจะต้องเล็กตามแบบโรงแรมญี่ปุ่นทั่วๆไป ยกเว้นโรงแรมที่มีราคาแพงๆ ก็จะกว้างอยู่แล้ว


เมือเก็บของเสร็จก็พร้อมออกไปลุย ที่แรกไปShibuya จากสถานีNingyocho นั่งสาย Asakusa สีชมพูไปลงที่ Shimbashi(A10) แล้วเปลี่ยนเป็นสาย GinZa สีส้มนั่งไปลงที่สถานี Shibuya (G01) เริ่มใช้บัตรTokyo Subway 3 Day เลย ปกติค่ารถไฟเที่ยวละ 280 เยน ไปกลับ ก็ 560 เยน บัตรที่เราซื้อแบบ 3 วันราคา 1,500เยน เฉลี่ยนแล้ววันละ 500 แค่วันแรกไปกลับที่แรกก็คุ้มแล้ว


เมื่อถึง Shibuya เดินเล่นช้อบปิ้งและหาร้านอาหารกินแถว Shibuya


ดินเล่นกันสักพักก็ไปกิน Okonomiyaki ที่ร้านMura (むら 渋谷本店) ตามที่ คุณ บีหรุซังแนะนำhttps://www.youtube.com/watch?v=whd9pMDT6xM



 มีตัวอย่างอาหารให้ดูด้วย น่ากิน 



เราได้ 2 โต๊ะติดกันสั่งอาหารกันสนุกสนานเลย


พอถึงขั้นตอนการทำ โต๊ะของแม่เรา ผัดเป็นข้าวผัดเลย คนละทิศคนละทาง 555 ลืมบอกแม่ว่าทำยังไง



พอเป็นของโต๊ะเรา หน้าตาผัดเสร็จแล้วก็ดูตลกๆ ขำๆกันไป แต่อร่อยทุกอย่างเลย

ครั้งแรกกับ Okonomiyaki



ยากิโซบะห่อไข่ มาท้ายสุด


พวกเราไปกัน 9 คน ก็สั่ง ชุดเนื้อ 2 ,หมู 2, Okonomiyaki ทะเล 2, Okonomiyaki แฮม 1 , ยากิโซบะ 1, ยากิโซบะห่อไข่1,สลัดผัก1 ทั้งราคา 11,700 เยน ที่ร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษ และชอบตรงที่มีปลาอบแห้ง และผงโรยให้วางไว้ที่โต๊ะ ใส่ไม่อันเลย ชอบๆ (แนะนำว่าอย่าสั่งเยอะกว่าจำนวนคนที่มาเพราะอาหารพอทำเสร็จ มันจะเยอะ เดี๋ยวกันไม่หมด)

กินอิ่มเสร็จแล้ว ไปหาของหวานกันต่อ ตั้งใจจะกิน ร้านชีสเค้กPABLO แถวๆนั้น พอไปถึง !!! ร้านปิดปรับปรุงเสียงั้น เศร้าเลยเดินคอตก อดกินของอร่อย ไม่เป็นไร หาของกินเล่นอย่างอื่นก็ได้มีเยอะแยะ


พวกเราก็เดินเล่นกันพอสมควร ก็กลับที่พักเพราะมีผู้สูงอายุมาด้วย และวันนี้เป็น

วันแรกก็ยังเหนื่อยกับการเดินทาง เก็บแรงไว้ลุยพรุ่งนี้ดีกว่า


สรุปค่าเดินทาง 

แบบปกติ

จากสนามบิน Narita นั่งรถไฟ KeiseiAccess Express(สายสีส้ม)   - สถานี Ningyocho  ราคา 1,330 เยน 

จากสถานี Ningyocho -  สถานี Shibuya  ไปกลับ 560 เยน

รวม 1,890 เยน


แบบใช้บัตรเหมาจ่าย

จากสนามบิน Narita นั่งรถไฟ Keisei Access Express(สายสีส้ม)- สถานี Ningyocho  ราคา 1,330 เยน

ใช้บัตร Tokyo Subway 3 day หารแล้วต่อวัน เหลือ 500 เยน

รวม 1,830  เยน

เท่ากับประหยัดไป 60 เยน




Create Date : 19 มิถุนายน 2559
Last Update : 28 มิถุนายน 2559 20:31:19 น.
Counter : 288 Pageviews.

0 comment

friend&ko
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]