Group Blog
 
All Blogs
 

The Drive of life 10







หว่าหมั่นหงเตรียมแผนปรับปรุงโรงงานไว้แล้ว
เขาตั้งใจจะเอาระบบคอมพิวเตอร์มาลง เพื่อลดกำลังคน
และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และโรงงานจะได้ผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง




คนงานชักใจคอไม่ดี กลัวว่าจะโดนเลย์ออฟ



หว่าหมั่นฮอนสนับสนุกแผนงานของน้องชายเต็มที่
เรื่องเงินทุนไม่ต้องเป็นห่วง พี่จัดให้
เอาแระ พูดเรื่องเงินๆ ทองๆ หมั่นหงฟังแล้วขัดหู

เว่ยฉางผิงรีบเปลี่ยนเรื่อง สั่งอาหารกันดีกว่า
มีอะไรที่ไม่กินกันบ้าง สองพี่น้องตอบพร้อมกันว่ามะเขือม่วง
ฮั่นแน่ ยังมีอะไรที่เหมือนกันอยู่นิ





หมั่นหงพาหมั่นฮอนเยี่ยมชมแผนกวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์
เนื่องจากเงินทุนมีน้อย แผนกนี้จึงยังไปไม่ถึงไหน
หมั่นฮอนสงสัยว่า ทำไมถึงต้องพัฒนาเครื่องยนต์เองด้วย
สำหรับหมั่นหงแล้ว รถยนต์ของจีนแต่ใช้เครื่องยนต์ญี่ปุ่น ยังไม่นับว่าเป็นรถจีนแท้ๆ





คนงานไม่พอใจที่หมั่นหงจะนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้จึงไปประท้วงกับพ่อตาหมั่นหง



พ่อตาไม่พอใจมาก โรงงานเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติ
คนงานยังรู้สึกไม่มั่นคง การเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อจิตใจคนงาน
ยิ่งคนงานเก่าๆ ที่ทำงานให้บริษัทด้วยความภักดีมาตลอด
อยู่ดีๆ จะมาปลดออกเพื่อใช้ระบบคอมพิวเตอร์แทน ยังไงก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
เรื่องแบบนี้จะรีบร้อนไม่ได้ หมั่นหงรักและเคารพพ่อตา จึงไม่กล้าคัดค้าน





หมั่นฮอนอยากให้แผนงานของน้องชายได้ใช้จริง
เค้าทำทีเป็นแวะเข้าไปคุยกับอดีตผู้จัดการโรงงาน แล้วแย็บๆ พูดเรื่องนี้





พ่อตาฉุนขาด นึกว่าหมั่นหงให้พี่ชายมากดดัน
เจิ้นหมั่น ต้องรีบช่วยพูดให้ โธ่ตาก็น่าจะรู้ว่าพ่อกับลุงไม่ค่อยกินเส้นกัน
จะมาจับมือกันกดดันตาทำไม คนรวยก็อย่างนี้แหละ ทำอะไรตามใจ
หมั่นหงรับปากพ่อตาว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย





มาถึงก็มาหน้าหงิกหน้างอใส่พี่อีก หมั่นฮอนล่ะกลุ้มใจ ตูทำอะไรผิดอีกหว่า

หว่าหมั่นหง: พี่ไปพูดอะไรกับพ่อตาผม ไหนเคยว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารโรงงานไงล่ะ
หว่าหมั่นฮอน: ชั้นก็ไม่ได้ยุ่งอะไรนี่ แค่ช่วยพูดเรื่องแผนการปรับปรุงโรงงานให้เอง
หว่าหมั่นหง: พี่ไม่เข้าใจการบริหารโรงงานหรอก
หว่าหมั่นฮอน: ชั้นไม่เข้าใจ แต่นายเข้าใจไม่ใช่หรือ
พี่ยอมเล่นบทคนเลว ก็เพื่อแผ้วถางทางให้นายไงล่ะ
หว่าหมั่นหง: พี่อย่ายุ่งดีกว่า พ่อตาผมเป็นผู้จัดการโรงงานมาหลายสิบปี
ท่านย่อมรู้ดีกว่าพวกเรา การปรับปรุงโรงงานเป็นเรื่องสำคัญก็จริง
แต่ขวัญและกำลังใจของพนักงานสำคัญที่สุด ผมจะชะลอเรื่องการปรับปรุงโรงงานไปก่อน
หว่าหมั่นฮอน: หมั่นหง ลูกผู้ชายทำอะไรต้องมีความมุ่งมั่น และวิสัยทัศน์
นายเป็นผู้จัดการโรงงานแล้ว ต้องรู้จักบริหารโรงงาน รู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง
ไม่ใช่คอยแต่ทำตามความคิดเห็นคนอื่น
หว่าหมั่นหง: พี่ใหญ่ ที่นี่เมืองจีน ไม่ใช่ฮ่องกง
วัฒนธรรมในการบริหารงานของพวกเราแตกต่างกัน อย่าเอาระบบที่โน่นมาบังคับใช้ที่นี่
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะชะลอการปรับปรุงโรงงานจนกว่าจะเห็นเหมาะสม
พี่อย่ามายุ่งกับโรงงานอีกเลย





ฉางผิงกำลังจะมารับหมั่นฮอนไปเที่ยวที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เลยได้ยินเข้า



ทั้งคู่เดินเล่นไปจนเจอต้นไม้ที่ พวกเขาสามคนเคยช่วยกันปลูก

หว่าหมั่นฮอน: ไม่น่าเชื่อเลยว่าต้นไม้เล็กๆ วันนั้น
จะเติบโตขึ้นมาเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาในวันนี้
เว่ยฉางผิง: ธรรมชาติมีหนทางของมัน คนก็เช่นกัน
ที่สำคัญต้องอย่าดึงดันมากจนเกินไป
หว่าหมั่นฮอน: คุณว่าผมทำผิดหรือเปล่า น้องชายผมทั้งคู่ชอบว่าผมเป็นฝ่ายผิด
แม้แต่ลูกชายผม ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำอะไรผิดไป
เว่ยฉางผิง: ชั้นว่ามันเป็นเรื่องของการเลือก บางครั้งเราเลือกที่จะทำ หรือไม่ทำอะไร
ซึ่งอาจมีเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่าถูกหรือผิด อย่างหมั่นหง เค้ายอมชะลอการปรับปรุงโรงงาน
อาจบางทีเพราะเค้าเห็นว่ามีสิ่งอื่นที่เค้าต้องใส่ใจมากกว่า
หว่าหมั่นฮอน: ผมเข้าใจความหมายของคุณ
แต่ละคนย่อมมีลำดับความสำคัญที่ไม่เหมือนกัน เราจึงเลือกไม่เหมือนกัน เราถึงขัดแย้งกัน
เว่ยฉางผิง: คุณเองก็ต้องเลือกแล้วล่ะค่ะ ว่าอะไรสำคัญสำหรับคุณ
ระหว่างพ่อลูก หรือพี่น้อง ไม่มีอะไรแตกต่าง
ทุกคนมีทางเลือกของตัวเอง ใช่ว่าจะต้องเดินไปบนเส้นทางเดียวกัน
แม้ว่าเส้นทางที่เค้าเลือกอาจจะขรุขระ หรือมีขวากหนาม คุณก็ควรปล่อยเขาไป
เพราะปลายทางนั้นอาจเป็นสายรุ้งก็ได้
หว่าหมั่นฮอน: ยิ่งกดดันก็ยิ่งต่อต้าน ยิ่งเราอยากควบคุมเค้า เค้ายิ่งอยากหนีไปให้ไกล
ผมคงต้องรู้จักปล่อยวางบ้างแล้ว






ปิงหยี่สงสัยว่า เจิ้นปังยังไม่เข้าออฟฟิศ แล้วเหว่งเส้าฟงมาทำไม
เส้าฟงกำลังกล่อมให้อึ้งจี้เหม็งซื้อบ้าน
ปิงหยี่มีความรู้สึกไม่ดีกับเส้าฟง จึงแกล้งทำเป็นสนใจ
แล้วทำลูกชิ้นเปื้อนเสื้อเส้าฟง จี้เหม็งดูออกว่าปิงหยี่จงใจ






ปิงหยี่พาเส้าฟงไปล้างรอยเปื้อนในห้องน้ำ
แล้วแกล้งสาดน้ำใส่เสื้อเส้าฟงจนเปียกโชก





ทำให้เธอโกรธ ไล่ปิงหยี่ออกจากห้องน้ำ
ปิงหยี่ฉวยโอกาสขังเส้าฟงไว้ในห้องน้ำซะเลย อะโห ปิงหยี่ เธอร้ายมาก





แถมยังกลับไปอบรมจี้เหม็งอีกด้วย แค่เจอคำหวานเข้าหน่อย ก็ยอมเชื่อง่ายๆ มีหวังหมดตัวไม่รู้ตัว



แฟนคลับอาเส่อย่าเพิ่งลมออกหู เจิ้นปังมาให้ความเป็นธรรมแล้วจ้า

หว่าเจิ้นปัง: โรคจิตรึงัยเธอน่ะ เส้าฟงเค้าไปเหยียบตาปลาเธอเหรอ
ฟ่งปิงหยี่: ชั้นรับไม่ได้ ไม่อยากเห็นหล่อนมาเที่ยวหลอกขายคอนโดคนแถวนี้
คุณน่ะมันหน้ามืดตามัวไปซะแล้ว ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้จักคำว่าพอหรอก
หว่าเจิ้นปัง: ถึงอย่างนั้น คุณก็ไม่ควรขังเธอไว้ในห้องน้ำ
เส้าฟงเป็นเพื่อนของผม คุณเลิกกัดเธอไม่ปล่อยซะที





หว่าเจิ้นปัง: คุณน่ะเพี้ยนชะมัด เที่ยวหาเรื่องชาวบ้านเค้าไปทั่ว
ดูดิ๊ หิ้วกระเป๋าใบเบ้อเริ่ม ไม่รู้ใส่ขยะอะไรไว้สิน่า ปืนเลเซอร์รึไง
ฟ่งปิงหยี่: เอาไว้ยิงคุณนั่นแหละ
หว่าเจิ้นปัง: แดดจ้าหยั่งงี้ ยังพกร่มบุโรทั่งอยู่ได้ ยังกับยายแก่ ลายก็เชยชะมัด

แย่งกันไปแย่งกันมาก้านร่มหลุดคามือ โธ่ ร่มช้านนนน





หว่าเจิ้นปัง: เว่อร์ไปป่าว แค่ร่มอ่ะนะ
ฟ่งปิงหยี่: ร่มนี่ เป็นของต่างหน้าแม่ชั้น

จ๋อยดิคะ งานนี้ ไม่ต้องมามองเลยจี้เหม็ง




ปิงหยี่มานั่งสลดอยู่ในสวน เจิ้นปังก็อุตส่าห์ไปซื้อร่มทุกสี ทุกลายที่เจอมาง้อ ก็ยังไม่สน




ร่มสวยหรือแพงแค่ไหน ก็แทนร่มของแม่ไม่ได้ ก็ไม่เคยบอกจะรู้มั้ยเนี่ย
ปิงหยี่เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ยังเด็ก แม่เธอก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง
แม่เป็นห่วงว่าเธอจะไม่รู้จักดูแลตัวเอง ดังนั้น ทุกวันจึงเตรียมของดำรงชีพใส่กระเป๋าใบใหญ่ไว้ให้
รวมถึงร่มคันนี้ เมื่อแม่ไม่อยู่แล้ว จะได้มีร่มคอยปกป้อง กันแดด กันฝนให้เธอ
อุตส่าห์ใช้อย่างทะนุถนอมมาตั้งนาน ต้องมาพังเพราะเจิ้นปัง




เจิ้นปังทำตาแดงๆ จะร้องได้ไปกับเค้าด้วยซะแล้ว

หว่าเจิ้นปัง: ผมขอโทษ ไม่คิดว่าร่มจะมีความหมายกับคุณเพียงนี้
ผมไม่ควรล้อคุณเรื่องถือกระเป๋าใบใหญ่
ฟ่งปิงหยี่: ช่างเถอะ บางที แม่อาจจะอยากบอกชั้นว่า ถึงเวลาที่ชั้นต้องเข้มแข็ง
หว่าเจิ้นปัง: อย่าห่วงเลย ถึงจะไม่มีร่มของคุณป้าคอยปกป้องคุณ
ผมจะทำหน้าที่แทนเอง (เฮ้ยยยยยย เอางั้นเลยนะ)
ฟ่งปิงหยี่: แค่คุณไม่แกล้งชั้น ก็เป็นพระคุณแล้วล่ะ (ไม่สำนึกเลยนะหล่อน)
หว่าเจิ้นปัง: เอาล่ะ เอาล่ะ ผมสัญญาว่าจะไม่แกล้งคุณอีกแล้ว





ปิงหยี่ เห็นเจิ้นปังสนใจเด็กๆ ที่เล่นบาส
เจิ้นปังบอกว่าสมัยเด็กเค้าเคยฝันอยากเป็นนักบาสจีนคนแรกที่ได้ลงเล่นใน NBA

ฟ่งปิงหยี่: พ่อคุณคงยอมหรอก
หว่าเจิ้นปัง: เฮ้อ คุณนี่ รู้จักพ่อผมดีจัง
ฟ่งปิงหยี่: พ่อแม่ทุกคนก็ห่วงใยลูกเหมือนๆ กันหมด
อย่างพวกเรา เค้าก็อยากให้เรียนหนังสือเก่งๆ จะได้ทำงานดีๆ
อย่างคุณ เค้าก็อยากให้เรียนเก่งๆ จะได้มาสืบทอดกิจการ
หว่าเจิ้นปัง: เอ อยู่ดีดี มาพูดเรื่องนี้ได้งัยเนี่ย
ฟ่งปิงหยี่: ชั้นเองก็เคยคิดว่าแม่ขี้บ่นน่ารำคาญ
แต่ตอนนี้ อยากได้ยินแม่บ่น ก็ไม่มีวันเป็นไปได้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระหว่างคุณกับชั้น หรือ คุณกับคุณหว่า
จะให้ดีก็ต้องพูดกันให้เคลียร์ จริงมั้ย





เจิ้นปังยังทำเป็นเย็นชากับพ่อ ถามคำก็ตอบคำ พ่อชวนเล่นบาสก็รับปากส่งๆ
เห็นแม่เอาของว่างมาให้ ก็เลยได้ทีชิ่ง





Hiu Zam Yan เอาโล่ที่เจิ้นปังอุตส่าห์นั่งติดกาวทั้งคืนมาให้หมั่นฮอนดู

หว่าหมั่นฮอน: คุณไปบอกลูกเถอะว่า ผมไม่โกรธหรอก
Hiu Zam Yan: คุณก็ไปบอกลูกเองสิ
หว่าหมั่นฮอน: ผมพูดไปก็เท่านั้น ลูกเคยฟังผมที่ไหน
Hiu Zam Yan: ไม่จริงซะหน่อย ลูกน่ะแคร์คำพูดของคุณมากนะ
ที่ลูกทำไปตั้งมากมาย ก็เพราะอยากให้คุณชื่นชม
จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณไม่ยอมพูดอะไรกับลูกบ้าง





หว่าหมั่นฮอนนึกถึงสมัยที่ตัวเองเคยทำ Proposal ไปเสนอคุณ Wong
ให้ขายกิจการจากโรงงานเหล็กที่ผลิตตามออเดอร์ มาเป็น Contactors ที่ประมูลงานจากรัฐบาล
ได้ทั้งค่าผลิต และค่าดำเนินการ ซึ่งต้องลงทุนเครื่องจักร และคนงานเพิ่มขึ้น

Wong Ching Kwok: งานนี้ต้องลงทุนสูง และมีความเสี่ยงมาก
คนหนุ่มอย่างเธอเป็นพวกช่างฝัน กล้าเสี่ยงเกินไป
แต่เมื่อเธอสามารถทำให้โรงงานขยะกลายเป็นโรงงานเหล็กระดับนี้ได้
ฉันคิดว่าเธอควรได้รับโอกาสนี้




หลายปีต่อมาเมื่อหว่าหมั่นฮอนจับได้ว่าหว่องซิวเหลิงติดสินบนข้าราชการ
คุณ Wong ก็ยังพูดเหมือนเดิม

Wong Ching Kwok: คนหนุ่มทุกคนก็อยากทำการใหญ่
ไม่แปลกที่เค้าจะกล้าเสี่ยง ถ้าหลายปีก่อนฉันไม่ให้โอกาสเธอปฏิรูปโรงงาน
Kwok Wai จะก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร
ฉันรู้ว่าในฐานะเจ้าของบริษัท ฉันไม่ควรเอาบริษัทไปเสี่ยง
แต่ในฐานะพ่อ ฉันต้องให้โอกาสลูก ตอนนี้เจิ้นปังยังเด็ก แต่ซักวันหนึ่ง เธอจะเข้าใจความรู้สึกฉัน




หว่าหมั่นฮอนคิดตกโทรชวนเจิ้นปังไปเล่นบาสด้วยกัน



หว่าหมั่นฮอน คิดถึงน้องชาย โทรไปหาก็โดนประชดประชันซะอีก
อยู่แคนาดาดีจะตาย แสนอิสระ ลูกเมียก็แฮปปี้ ไม่ต้องเห็นหน้าคนที่ไม่อยากเห็น

หว่าหมั่นฮอน: หมั่นเซ็ก ไม่ว่ายังไง เราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน
หากมีอะไรให้พี่ช่วย ก็โทรหาพี่นะ
หว่าหมั่นเซ็ก: พี่มีอะไรต้องทำมากมาย มีอะไรต้องรับผิดชอบดูและเยอะแยะ
เดือดร้อนยังไง ผมก็คงไม่กล้ารบกวนพี่หรอก ค่าโทรแพง แค่นี้นะ





หว่องซิ่วฟั่นยังคงคาใจเรื่องหว่าหมั่นเซ็กแอบมีกิ๊ก
แถมหงุดหงิดกับชีวิตน่าเบื่อที่แคนาดา เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี
วันวัน ก็ต้องฆ่าเวลาไปกับการเล่นไพ่นกกระจอก
ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ชักจะคล้ายสาวใช้เข้าไปทุกที

หว่าหมั่นเซ็ก: แต่คุณเป็นคนที่อยากอพยพมาแคนาดานะ ไม่งั้นเราก็ย้ายกลับฮ่องกงเอามั้ยล่ะ
หว่องซิ่วฟั่น: แล้วมันเพราะอะไร เราถึงต้องอพยพมาล่ะ
เพราะคุณไม่อยากทำงานที่ฮ่องกงแล้วไม่ใช่หรือ ชั้นทำไปตั้งมากมายเพื่อครอบครัว
ที่ไหนได้ คุณไม่เคยเปลี่ยนเลย
หว่าหมั่นเซ็ก: พูดไปพูดมาคุณก็ไม่เชื่อผมนั่นแหละ เลิกพูดกันดีกว่า





เมื่อซิ่วฟั่นเห็นหมั่นเซ็กไม่ง้อ ก็ไม่สนเหมือนกัน กลับเองก็ได้
ซิ่วฟั่นได้เจอ Ngai Tin Hang โดยบังเอิญ
หมั่นเซ็กเริ่มอารมณ์เย็น จะมาง้อเมียซักหน่อย ซิ่วฟั่นก็ขึ้นรถไปกับ Ngai Tin Hang ซะแล้ว





สมัยก่อน Ngai Tin Hang เคยตามจีบซิ่วฟั่นมาก่อน

หว่องซิ่วฟั่น: เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว จะพูดถึงอีกทำไม
ชั้นก็ไม่ใช่สาวๆ แล้ว เข้าวัยกลางคนเข้าไปแล้ว
Ngai Tin Hang: ใครว่าล่ะ คุณน่ะสวยกว่าเมื่อก่อนซะอีก
หว่องซิ่วฟั่น: คุณยังปากหวานเหมือนเดิม




Ngai Tin Hang มีธุรกิจที่แคนาดา เขาจึงบินมาที่นี่บ่อยๆ
แม้แคนาดาจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่ทิวทัศน์สวยงามมาก
เขารับปากจะพาซิ่วฟั่นไปเที่ยว ไม่ว่าจะงานเยอะแค่ไหน
สำหรับเขา ซิ่วฟั่นสำคัญเป็นที่หนึ่งเสมอ ปากหวานจริงๆ เห็นด้วยค่า




หว่าหมั่นเซ็กกลับบ้านไม่เห็นซิ่วฟั่น จึงค้นที่อยู่ของ Ngai Tin Hang
ตามมาเห็นตอนซิ่วฟั่นกำลังลากลับพอดี





แค่เห็น Ngai Tin Hang จูบลาซิ่วฟั่น หมั่นเซ็กก็โมโหหึงจนต้องเข้าไปต่อว่า

หว่าหมั่นเซ็ก: ซิ่วฟั่นเป็นเมียชั้น อย่ายุ่งกับเธอ
Ngai Tin Hang: เว่อร์ไปรึเปล่า แค่เพื่อนเก่าพบกันเอง
หว่าหมั่นเซ็ก: แล้วทำไมต้องมาที่บ้านด้วย แถมยังกอดกัน จูบกันอีก
นายเห็นชั้นเป็นไอ้งั่งรึไง
Ngai Tin Hang: คุณคิดว่าผมกับซิ่วฟั่นทำอะไรกันล่ะ
มีสามีไม่เอาไหน ภรรยาที่ไหนจะมีความสุข
ถ้าซิ่วฟั่นเขามีความสุขกับคุณจริง เค้าคงไม่บ่นให้ผมฟังตั้งมากมายหรอก





กำลังรมณ์เสีย ขากลับรถก็ดันเจ๊ง
ก็มาเจอกับสาวเสน่ห์แรง นั่งแท็กซี่ผ่านมาพอดี
สาวชวนไปดื่มที่บ้าน แต่หมั่นเซ็กปฏิเสธ วันนี้ไม่มีอารมณ์
ไม่มีอารมณ์ หรือไม่กล้ากันแน่ กลัวเมียรู้น่ะซี้
หมั่นเซ็กเข้าใจผิดคิดว่าเมียตัวเองแอบมีชู้ จึงยอมไปกับสาว






หวิงปิ้วทำแผนงานโครงการจนเช้า พอจะเอาไปวางที่โต๊ะหว่าหมั่นฮอน
ก็ดันเห็นแผนงานของหว่าเจิ้นปังวางอยู่ หวิงปิ้วเซ็งค่ะ





ด้วยความรักน้องชาย หว่าชิงหยูก็ทำทีเป็นซื้อขนมไข่มาฝากหวิงปิ้ว
แล้วขอให้เขาช่วยสนับสนุกแผนงานของเจิ้นปัง
เธอเชื่อว่าพ่อต้องมาขอความเห็นจากหวิงปิ้วแน่นอน
ถ้าแผนงานเจิ้นปังดีจริง ชิงหยูก็อยากให้พ่อคิดไตร่ตรองดูให้รอบคอบ อย่าเอาอคติมาตัดสิน
แต่ถ้าแผนงานไม่ได้เรื่อง ก็ช่างมันเถอะ
หวิงปิ้วรับปากว่าจะช่วยพูดให้ แต่คุณหว่าจะตัดสินใจอย่างไรเขาก็ตอบไม่ได้





Ngai Tin Hang พบกับนักปั่นหุ้น ซึ่งมีแผนจะปั่นค้าเงินบาท
เศรษฐกิจเอเชียเกี่ยวพันกันหมด หากตลาดหุ้นไทยล้มต้องส่งผลโดมิโนไปยังประเทศอื่นแน่
นักปั่นหุ้นไม่แคร์ นี่แหละเป็นโอกาสที่จะทำเงินล่ะ เค้าชวน Ngai Tin Hang เข้าร่วมด้วย




อย่างที่ชิงหยูคิด หว่าหมั่นฮอนถามความคิดเห็นหวิงปิ้วเรื่องแผนการสร้างคอนโดของเจิ้นปัง

หวิงปิ้ว: แม้ว่าแผนการนี้จะดูเสี่ยงไปหน่อย แต่ผมคิดว่าเราควรจะลองดู
หนก่อนที่เราคุยกันเรื่องนี้ ราคาอสังหาต่อตารางฟุตอยู่ที่ 7-8000 เหรียญ
ตอนนี้พุ่งไปถึง 9000 เหรียญแล้ว ถ้าวิเคราะห์ตามเหตุผลก็ไม่น่าจะขึ้นถึงขนาดนี้
เรื่องนี้เราคงไม่สามารถวัดด้วยเหตุผลได้
คงต้องอยู่ที่วิสัยทัศน์ของคุณหว่า และเจิ้นปังแล้วล่ะครับ




คู่แค้นทางคับแคบ Ngai Tin Hang ส่งนักปั่นหุ้นแล้วก็มาเจอกับหว่าหมั่นฮอน
Ngai Tin Hang จึงชวนหมั่นฮอนดื่มกาแฟเพื่อคุยเรื่องที่ดิน




หว่าหมั่นฮอนตกลงใจที่จะสร้างคอนโด โดย Kwok Wai ให้สถานที่
Ngai Tin Hang สร้างอาคาร กำไรที่ได้เอามาแบ่งกัน
Ngai Tin Hang ตกลง





ธนาคารไม่อยากจะออกเงินกู้เพิ่มเติมสำหรับสร้างโรงงานใหม่ให้ Kwok Wai
เพราะคิดว่าตลาดอสังหาน่าจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เสี่ยงแบบนี้ ดูไม่เหมือนหว่าหมั่นฮอนเลย




หลังเล่นบาสด้วยกัน หว่าหมั่นฮอนจึงบอกข่าวดีกับเจิ้นปัง

หว่าหมั่นฮอน: พ่อจำได้ว่าคุณ Wong เคยพูดกับพ่อ
หากท่านไม่เปิดโอกาสให้พ่อได้ปฏิรูปโรงงานวันนั้น
Kwok Wai คงไม่เติบโตอย่างทุกวันนี้
อีกอย่างแค่ขายที่ดิน Kwok Wai ก็ยังไม่มีเงินทุนเพียงพอ
หว่าเจิ้นปัง: ผมสัญญาครับว่าจะทำกำไรให้บริษัทไม่น้อยกว่าพันล้าน






พ่อลูกไม่รู้เลยว่าเป็นแผนร้ายของ Ngai Tin Hang
เค้ารู้อยู่แล้วว่าการปั่นหุ้นจะทำให้ตลาดอสังหาทรุด








 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 2 ธันวาคม 2550 23:37:29 น.
Counter : 601 Pageviews.  

The Drive of life 9







ปิงหยี่ถูกแกล้งเอาหน้ามารีทัชกับรูปผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อย
เธอคิดว่าเจิ้นปังทำพื่อแก้แค้นที่เธอทำให้หว่าหมั่นฮอนรู้เรื่องเค้าเก็งกำไรห้องชุด
เจิ้นปังทำหน้าซื่อปฏิเสธ โอ๊ย เรื่องไร้สาระ ใครจะไปเสียเวลาทำ





งั้นใครล่ะทำ ห้องนี้มีอยู่กันสามคนเอง เจิ้นปังใส่ไฟว่าสงสัยจะเป็นจี้เหม็งมั้ง
ไปทำอะไรให้เค้าไม่พอใจโดยไม่รู้ตัวรึเปล่า
มิน่าเห็นถือกระดาษปึกเบ้อเริ่มเข้าไปในห้องน้ำชาย
น่าตีจริง จริ๊ง เจิ้นปังเนี่ย





ปิงหยี่หลงกลตามไปโวยจี้เหม็งในห้องน้ำ กลับเจอหมั่นฮอนแทน ซวยเลย




หว่าหมั่นฮอน: เป็นถึงผู้จัดการฝ่าย ทำตัวแบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ
รู้มั้ยว่าเธอแจ้งตำรวจจับแกข้อหาคุกคามทางเพศได้เลยนะ
หว่าเจิ้นปัง: แค่ล้อเล่นเอง
หว่าหมั่นฮอน: ล้อเล่น ล้อเล่นอยู่เรื่อย พ่อไม่อยากได้ยินคำนี้อีก เข้าใจมั้ย
หว่าเจิ้นปัง: ก็ผมอยากให้เค้าลาออกไปเองนี่ เราทำงานเข้ากันไม่ได้
ฟ่งปิงหยี่: คุณหว่าคะ คุณไล่ชั้นออกไม่ได้นะ ชั้นไม่ได้ทำอะไรผิด
หว่าเจิ้นปัง: ก็ไล่ออกก็ย้ายไปแผนกอื่นได้ปะ ผมไม่อยากเห็นหน้าเธออีก





ฟ่งปิงหยี่: เอะอะก็จะย้าย ใช่ ชั้นพูดมาก แถมพูดในสิ่งที่คุณไม่ชอบฟังด้วย
ถึงคุณจะทำกำไรได้ ชั้นก็ต้องพูด การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์มันมีความเสี่ยงสูง
ซ้ำคุณยังเอาเงินบริษัทไปเล่น ผิดหนักเข้าไปอีก
พ่อชั้นพูดว่า อยากมีชื่อเสียง ก็ต้องขยันทำงาน แม้จะมุ่งมั่น แต่ก็ต้องไม่ลืมตัว
หว่าหมั่นฮอน: คำพูดนี้เป็นคติประจำใจเพื่อนสนิทชั้นเลยนะ ทำไมเธอถึงรู้ได้
ฟ่งปิงหยี่: คุณหมายถึงคุณ Choi เจ้าพ่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านใช่มั้ยคะ
คุณพ่อชั้นทำงานที่บริษัทท่านมากว่า 20 ปี





ดีแล้ว อยากซ่านัก หาคนคุมซะเลย
หว่าหมั่นฮอนไม่ยอมย้ายปิงหยี่ แถมขึ้นเงินเดือนให้เธออีก 10%
พร้อมมอบหน้าที่พิเศษคุมความประพฤติเจิ้นปังให้ด้วย
เสร็จแน่เจิ้นปัง มีแม่มาคุม





ฮึ่มมม ฝากไว้ก่อนเถอะ เดี๊ยะ เดี๋ยวโดน



โหย พ่อ ทำแบบนี้ติดกล้องวงจรปิดที่ห้องซะยังจะดีกว่า
หมั่นฮอนเตือนเจิ้นปังว่าครั้งนี้แม้บอร์ดบริหารจะไม่เอาเรื่อง
เพราะเห็นแก่ทำกำไรให้บริษัท แต่ถ้ายังมีครั้งต่อไป หมั่นฮอนจะไม่ยอมแน่

หว่าเจิ้นปัง: ไม่มีครั้งต่อไปแล้ว ผมจะทุ่มเทให้กับสปารีสอร์ต
หว่าหมั่นฮอน: ใครอนุญาต
หว่าเจิ้นปัง: ก็ไหนพ่อว่าถ้าผมหาเงินได้เอง ก็จะให้ผมทำต่อไง
นี่ผมหาได้ตั้งสามสิบล้าน พ่อจะเบี้ยวเหรอ
หว่าหมั่นฮอน: แต่แกหาผิดวิธี
หว่าเจิ้นปัง: ตอนนั้นไม่ได้ตกลงกันเรื่องวิธีการนี่ ผมไม่ได้ไปปล้นไปขโมย
ผิดตรงไหน พ่อจะคืนคำเหรอ
หว่าหมั่นฮอน: พ่อจะพูดให้ชัดเจนนะ แกต้องหาเงินให้แผนกตามวิธีที่ถูกต้อง พ่อถึงจะอนุมัติ
หว่าเจิ้นปัง: ก็ได้ พ่อเป็นคนตั้งกฎนี่ จะให้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกยังได้เลย





เจิ้นปังไม่พอใจ ใส่อารมณ์จนปัดโล่ห์รางวัลบนโต๊ะพ่อหล่นมาแตก
หว่าหมั่นฮอนจึงไล่ออกจากห้อง ไปก็ได้ พ่อทำแบบนี้ ใครๆ เค้าถึงอยากหนีพ่อไปหมด




หว่าหมั่นเซ็กอยู่แคนาดาแสนเซ็ง ทำไมวันๆ มันว่างแบบนี้
เพื่อนๆ ก็ยุ่งวุ่นวายไม่มีใครว่าง อุตส่าห์จิกมาเล่นกอล์ฟได้คน ฝนก็ดันตก
เฮ้อ สุดท้ายก็ต้องจำใจอยู่เป็นเพื่อนเมียเล่นไพ่นกกระจอก




ร้านอาหารที่หมั่นเซ็กเปิด คนน้อย วันนึงมีแขกโต๊ะสองโต๊ะ กลุ้มใจง่ะ
แต่ขนาดกลุ้มใจยังเจ๊าะแจ๊ะกับบาร์เทนดี้ได้อยู่





ซิ่วฟั่นมาเห็นเข้าพอดี เธอจึงไล่ซูซานออก




หว่าหมั่นเซ็ก: เรื่องแค่นี้ ทำไมต้องจริงจังด้วย เราแค่คุยกันสนุกๆ
หว่องซิ่วฟั่น: อยู่ที่ว่าคุณเห็นชีวิตสมรสเราจริงจังแค่ไหน
หว่าหมั่นเซ็ก: ถ้าผมไม่จริงจัง ผมคงไม่มาแคนาดากับคุณหรอก
น่าเบื่อจะตาย ได้แต่นั่งรอวันเกษียณ
หว่องซิ่วฟั่น: ทำไม เสียใจแล้วสิที่มา
หว่าหมั่นเซ็ก: คุณพูดเองนะ ผมไม่ได้พูด
ซูซานเป็นนักเรียน เธอต้องทำงานหาเงินไปจ่ายค่าเทอม
หว่องซิ่วฟั่น: ทนไม่ได้เหรอที่เห็นเธอต้องไป ได้ เธอไม่ไป ชั้นไปเอง





ทะเลาะกันแหมบๆ พอลูกสาวมาก็ต้องรีบกลบเกลื่อน
ต่อหน้าลูกก็รักกันหวานจ๋อย





จื้อหลินพาเพื่อนสนิทเม่ยซี้ มาพบพ่อแม่ด้วย
ที่ไหนได้อาของเม่ยซี้ คือ กิ๊กเก่าหมั่นเซ็กที่แต่งงานไปแล้วนั่นเอง




พอดีสามีจีจี้บินกลับไปฮ่องกง เธอกำลังเหงา เลยคิดสานต่อความสัมพันธ์กับหมั่นเซ็ก
หมั่นเซ็กไม่อยากเสี่ยง สังคมที่แคนาดาแคบจะตาย ผัวเมียทะเลาะกันยังรู้ทั้งเมืองเลย
ไม่คุยเรื่องส่วนตัว คุยเรื่องธุรกิจละกัน สามีจีจี้ทำทัวร์ หมั่นเซ็กเปิดร้านอาหาร
ถ้าตกลงกันได้ ก็จะเอาทัวร์มาลงที่ร้าน หมั่นเซ็กจึงยอมไปตามนัด
ซิ่วฟั่นมาเห็นเข้าก็คิดว่าหมั่นเซ็กคิดนอกใจอีกแล้ว





ซิ่วฟั่นหาเรื่องถ่วงเวลา ไม่ให้หมั่นเซ็กไปตามนัด
แถมยังชวนไปกินข้าวเย็นซะนอกเมือง
หมั่นเซ็กจึงต้องบอกว่านัดคุยธุรกิจเอาไว้
แต่ไม่กล้าบอกว่านัดกับจีจี้ ไปอ้างชื่อจิมมี่ซะงั้น
ซิ่วฟั่นยิ่งเข้าใจผิดไปใหญ่





จีจี้ทำเป็นเมาดิบ หมั่นเซ็กพยายามยกเรื่องธุรกิจขึ้นมาคุย
จนในที่สุดก็ตกลงกันได้ จีจี้ให้หมั่นเซ็กคุยกับ GM ได้เลย
เธอชวนหมั่นเซ็กไปดินเนอร์ด้วยกัน แต่หมั่นเซ็กปัดให้ทำสัญญากันก่อน
ซิ่วฟั่นตามมาดูให้เห็นกับตา หนอย จิมมี่แปลงเพศเป็นผู้หญิงตั้งแต่เมื่อไหร่





หว่าหมั่นเซ็กอธิบายความจริงให้ฟัง ถ้าได้ทัวร์ของจีจี้มาลง ร้านถึงจะอยู่รอด

หว่องซิ่วฟั่น: ร้านจะเจ๊งก็ช่างมั่นสิ คุณคิดว่าเราสามคนจะอดตายรึไง
หว่าหมั่นเซ็ก: ผมไม่อยากถูกคนดูถูกไปชั่วชีวิต คุณเข้าใจมั้ย
หว่องซิ่วฟั่น: ธุรกิจอะไรต้องกอดจูบกันด้วย
หว่าหมั่นเซ็ก: ผมจะไปห้ามเธอได้ยังไงล่ะ
หว่องซิ่วฟั่น: ชั้นเพิ่งไล่ซูซานไปแหม็บๆ ก็มีจีจี้เข้ามาอีก คุณนี่ไม่ทิ้งลายเลยนะ
หว่าหมั่นเซ็ก: พูดไปพูดมาคุณก็ไม่เชื่อใจผม
หว่องซิ่วฟั่น: มีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งที่สอง
หว่าหมั่นเซ็ก: ในที่สุด คุณพูดออกมาจนได้ คุณไม่เคยลืมอดีต ไม่เคยให้อภัยผม
หว่องซิ่วฟั่น: ถ้าชั้นไม่ให้อภัยคุณ ชั้นคงหย่ากับคุณไปแล้ว
ชั้นคงไม่ทิ้งทุกอย่างที่ฮ่องกง อพยพมากับคุณหรอก
หว่าหมั่นเซ็ก: คุณเสียสละคนเดียวรึไง ผมก็เหมือนกันนะ
หว่องซิ่วฟั่น: แล้วทำไมคุณไม่รู้จักทะนุถนอมมันไว้ล่ะ
หว่าหมั่นเซ็ก: ผมเนี่ยนะไม่รู้จักทะนุถนอม ผมกลับบ้านไปกินข้าวเย็นกับคุณทุกวัน
วันหยุดก็อยู่เป็นเพื่อนคุณกับลูก นานๆ ถึงจะไปตีกอล์ฟกับเพื่อนซักครั้ง
วันๆ ก็เป็นเพื่อนคุณไปช้อปปิ้ง เล่นไพ่นกกระจอก ผมก็เบื่อเป็นนะ
แต่ผมบอกตัวเองว่าเพื่อครอบครัวแล้วผมทนได้
หว่องซิ่วฟั่น: คุณจะรักครอบครัวแค่ไหน คุณรู้แก่ใจดี





ชิงหยูได้โอกาสเปิดตัววิลกับพ่อแม่
แม่ยังงง งง คบกันตั้งปี ไม่ยักพามาที่บ้านมั่ง

หว่าเจิ้นปัง: นั่นน่ะซี้ ผมอ่ะนึกว่าพี่จะไม่มีคนเอาซะอีก
ที่ไหนได้ พอมีแฟน ก็เป็นนักออกแบบรถระดับโลก





หว่าหมั่นฮอนพอใจในตัววิลมาก เค้าชวนวิลมาร่วมงานทำให้เจิ้นปังน้อยใจ
ทำดียังไงพ่อก็ไม่ปลื้ม ดันไปปลื้มคนอื่นได้





หวิงปิ้วสืบประวัติวิล เค้าไม่เพียงเป็นนักออกแบบรถชื่อดังระดับโลก
ยังชนะรางวัลมากมายอีกด้วย




พ่อกับแม่พยายามให้กำลังใจหวิงปิ้ว แต่ดันทำแก้วที่ชิงหยูให้หวิงปิ้วมาตกแตก
หวิงปิ้วตัดใจได้ แก้วแตกไปแล้วก็ช่างมัน
ผู้ชายการงานต้องมาก่อน มีเงินแล้วคิดว่าจะหาแก้วใหม่ไม่ได้หรือไง




ช่วงนี้อสังหากำลังบูม มีนักพัฒนาอสังหาถึง 5 รายมาติดต่อขอซื้อที่โรงงานกับหว่าหมั่นฮอน
หวิงปิ้วสนับสนุนให้ขาย โรงงานย้ายไปตั้งที่อื่นก็ได้
ขายดีกว่าได้กำไรตั้งสองพันล้าน แต่หว่าหมั่นฮอนอดกังวลไม่ได้
ราคาอสังหาพุ่งสูงเร็วเกินไป เค้าไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการเก็งกำไร
หวิงปิ้วยกเหตุผลมาโน้มน้าว ข้อแรกการตั้งโรงงานบนที่ดินราคาแพง ถือเป็นการใช้ที่ดินไม่คุ้มทุน
ข้อที่สอง หากไม่ขายที่ จะผิดต่อผู้ถือหุ้น
ส่วนข้อสามเป็นข้อที่หมั่นฮอนเห็นด้วยที่สุด การขายที่จะทำให้เค้ามีทุนขยายโรงงาน
ขยายกิจการ Kwok Wai ไปยังเมืองจีนได้อย่างที่ต้องการมานาน





หว่าหมั่นฮอนให้หวิงปิ้วนัดหมายบริษัทอสังหาที่ให้ข้อเสนอดีที่สุด
กลับเป็นว่า ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคือ Ngai Tin Hang
ไปๆ มาๆ Ngai Tin Hang ดันเป็นลุงของหวิงปิ้วซะอีก โลกมันกลมเนาะ





หวิงปิ้วกลัวว่าหว่าหมั่นฮอนจะเข้าใจเค้าผิด ลุงก็ส่วนลุง หลานก็ส่วนหลาน
หว่าหมั่นฮอนถือคติ ถ้าระแวงก็อย่าใช้ ถ้าใช้ก็อย่าระแวง
ส่วนเรื่องการขายที่ ข้อเสนอของบริษัท Ngai Tin Hang ก็ไม่เลว
แต่ต้องปรึกษากับบอร์ดบริหารคนอื่นๆ ก่อน




ในที่สุด หมั่นฮอนก็ได้รับตำแหน่งผู้จัดการโรงงานต่อจากพ่อตา
เค้ารับปากทุกคนว่า ถึงผู้ร่วมทุนจะเปลี่ยนแปลง พนักงานจะไม่ได้รับผลกระทบ




หว่าเจิ้นหมั่นตกลงเป็นเซลล์ขายแชมพู
เค้าจึงไปเยี่ยมชมโรงงาน เพื่อดูขั้นตอนการผลิต




วันต่อมา สายแล้วพนักงานขายหญิงก็ยังไม่มาทำงาน
เจิ้นหมั่นเลยต้องทำคนเดียว เค้าเจอซินซินโดยบังเอิญ





เจิ้นหมั่นขอให้ซินซินช่วยสาธิตแชมพู
แหมจะอายแสนอาย แต่เพื่อเจิ้นหมั่นแล้ว ซินซินทำได้ทุกอย่าง
คนผ่านไปผ่านมาต่างสนใจ ทำให้เจิ้นหมั่นขายแชมพูได้หมด





สาวโรงงานแอบเม้าท์กันใหญ่ว่าซินซินต้องปิ๊งเจิ้นหมั่นแน่
ไม่งั้นคนขึ้อายอย่างซินซิน คงไม่ยอมทำแบบนี้
เจิ้นหมั่นได้ยินเข้าโดยบังเอิญ เป็นอึ้งค่ะงานนี้




หว่าเจิ้นปังยังคาใจที่อุตส่าห์ทำกำไรให้บริษัทตั้งสามสิบล้าน
พ่อยังไม่เห็นดีอีก คราวนี้จะทำกำไรให้ซักพันล้านเลย คอยดู๊

ฟ่งปิงหยี่: ที่คุณได้กำไรสามสิบล้านหนที่แล้ว มันฟลุ๊คต่างหากล่ะ
จะทำตั้งพันล้านเหรอ คิดว่าเล่นเกมเศรษฐีอยู่หรือไง
หว่าเจิ้นปัง: นี่เป็นแผนงานขายที่ดินของหวิงปิ้ว
พ่อจะเสนอเข้าบอร์ดพรุ่งนี้ คืนนี้ผมจะต้องทำแผนงานที่ดีกว่าให้ได้
ดูซิว่าบอร์ดจะเลือกของใคร
อึ้งจี้เหม็ง: แผนงานของคุณ Ngai ก็ดีอยู่แล้ว คุณอย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาคิดแค้นสิ
หว่าเจิ้นปัง: เรื่องส่วนตัวที่ไหน ผมจะโชว์ให้พ่อเห็นว่าการทำกำไรเยอะๆ น่ะทำกันยังไง






ยังไม่ทันเที่ยงคืน อึ้งจี้เหม็งกับฟงปิงหยี่ก็ทำงานเสร็จ
ปิงหยี่ไม่พอใจที่เจิ้นปังบังคับให้เธอร่วมมือ
เมื่อเจิ้นปังให้เธอเอางานไปซีร็อกซ์ เธอก็เอาไปใส่เครื่องทำลายเอกสาร

หว่าเจิ้นปัง: ทำบ้าอะไรเนี่ย
ฟ่งปิงหยี่: คุณแหละบ้า เอาชีวิตคนงานนับพันมาล้อเล่นได้ยังไง
หว่าเจิ้นปัง: มือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำได้มั้ย ไปให้พ้นเลยไป
ฟ่งปิงหยี่: ไปแน่ คนใจดำอย่างคุณ ระวังกรรมสนอง






วันรุ่งขึ้น ปิงหยี่มาทำงาน เจิ้นปังยังไม่ได้กลับบ้านเลย
หุหุ ปิงหยี่ชักเห็นความน่ารักของเจิ้นปังแล้วล่ะซี้
ขนาดแม่ยกเมื่อกี้ยังแอบโกรธเจิ้นปังอยู่เลย ว่าทำอะไรเป็นเด็กๆ
เห็นตอนหลับก็ใจอ่อนอีกแระ





น่ารักจังเยย อิอิ



เจิ้นปังตื่นมาไม่เห็นแผนงานที่ทำก็ใจหาย
ปิงหยี่เอาไปเข้าเล่มให้เรียบร้อย

ฟ่งปิงหยี่: ถึงชั้นจะไม่เห็นด้วยกับวิธีของคุณ
แต่ชั้นนับถือในความตั้งใจจริงของคุณนะ
หว่าเจิ้นปัง: ได้เวลาแล้ว คุณนี่ เวลาไม่บ่นก็น่ารักดี





เรื่องขายที่โรงงานผ่านฉลุย ได้กำไรสองพันห้าร้อยล้าน ไม่ขายก็บ้าแล้ว
บอร์ดบริหารเห็นด้วยกันถ้วนหน้า
ก่อนที่จะปิดการประชุม เจิ้นปังก็เข้ามาเสียบ
เค้าเสนอให้ร่วมทุนสร้างคอนโดแทน
ภายในสองปีก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นเป็นแปดพันถึงหมื่นล้าน





แน่นอนหว่าหมั่นฮอนไม่เห็นด้วย
Kwok Wai ไม่ใช่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซักหน่อย

หวิงปิ้วก็คัดค้าน สมมติฐานนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์มีแต่ขึ้นไม่มีตก
หากราคาตก Kwok Wai ก็จะต้องเดือดร้อน

เจิ้นปังไม่เชื่อว่าอสังหาจะราคาตก ปี 1997 เป็นปีที่คืนฮ่องกงให้กับจีน
รัฐต้องไม่ยอมให้ตลาดอสังหาล่มแน่
ถ้า Kwok Wai จะเดือดร้อนล่ะก็ อสังหาต้องราคาตกกว่า 60%

หว่าหมั่นฮอนไม่เห็นด้วยพันเปอร์เซ็นต์ แต่บอร์ดบริหารต่างเห็นด้วย
เป็นไปไม่ได้ที่อสังหาจะราคาตกตั้ง 60% แผนงานของเจิ้นปังไม่เห็นจะเสี่ยงตรงไหน
เจิ้นปังขอให้ออกเสียงโหวต





หว่าหมั่นฮอนเรียกเจิ้นปังมาพูดด้วย

หว่าหมั่นฮอน: ไม่ต้องโหวตแล้ว พ่อถือหุ้นใหญ่ แถมเป็นประธานบอร์ด
เสียงของพ่อสำคัญที่สุด พ่อคนเดียวก็ค้านได้
หว่าเจิ้นปัง: แล้วทำไมพ่อตั้งค้านด้วย
หว่าหมั่นฮอน: เอาที่ไปสร้างคอนโด เหมือนเอา Kwok Wai ไปเสี่ยงบนโต๊ะพนัน
พ่อจะไม่ยอมเอา Kwok Wai ไปเสี่ยงเด็ดขาด
หว่าเจิ้นปัง: งั้นพ่อก็เผด็จการ
หว่าหมั่นฮอน: ใช่ แล้วไง
หว่าเจิ้นปัง: พ่อจะเอายังไงกับผมเนี่ย ผมอุตส่าห์จะช่วยหาเงินให้บริษัทในวิธีที่ถูกต้องแล้วนะ
หว่าหมั่นฮอน: ที่นี่ไม่มีเรื่องของลูก ออกไปซะ
หว่าเจิ้นปัง: เมื่อที่นี่ มีเจ้านายเป็นเผด็จการ อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมขอลาออก




กลุ้มใจฟ้อย เอาเวลางานไปร้องคาราโอเกะดีกว่า
เส้าฟังพลอยกลุ้มใจไปด้วย ไม่กลุ้มไงไหว เล่นร้องเพลงมาราธอน
จะพูดอะไรก็ไม่พูด เด๋วก็ชิ่งกลับซะนี่





ปิงหยี่มาตามเจิ้นปังกลับบริษัท หว่าหมั่นฮอนโมโหจัดจะยุบแผนกอสังหาริมทรัพย์
ขืนยุบเธอก็ตกงานกันพอดี

เส้าฟงรู้เรื่องก็ดันยุส่ง ทำงานกับครอบครัวปวดหัวจะตาย
เปิดบริษัทเก็งกำไรอสังหาเองเลยดีกว่า
ปิงหยี่ไม่พอใจ แกล้งทำน้ำชาหกใส่เส้าฟง





หว่าเจิ้นปัง: ทำอะไรของเธอเนี่ย
ฟ่งปิงหยี่: ก็ชั้นไม่ชอบที่ผู้หญิงคนนั้นมายุแหย่พ่อลูกให้แตกกันนี่
หว่าเจิ้นปัง: เรื่องของผมกับพ่อคุณไม่เกี่ยว
ฟ่งปิงหยี่: พ่อลูกไม่ควรแค้นข้ามคืน คุณหว่าทำไปก็เพื่อตัวคุณ
กลับไปขอโทษคุณหว่าเถอะ
หว่าเจิ้นปัง: เลิกยุ่งซะที ขืนคุณยังบอกให้ผมกลับไปอีกล่ะก็ ชาตินี้ผมจะไม่มีวันกลับไปอีกเลย




Hiu Zam Yan พาเจิ้นปังไปเยี่ยมโรงงานเก่าที่หว่าหมั่นฮอนเคยทำ
เพื่อให้ลูกชายเข้าใจพ่อมากขึ้น กว่าหมั่นฮอนจะมีวันนี้ต้องลำบากมาก่อน
ผ่านการทำงานหนักมามาก รางวัลที่เจิ้นปังทำแตกไป
ก็เป็นรางวัลนักอุตสาหกรรมดีเด่นที่หมั่นฮอนได้หลังจากไปอยู่ Kwok Wai

หว่าเจิ้นปัง: ผมขอโทษ ก็พ่อไม่เคยบอก ผมจะรู้ได้ยังไง
Hiu Zam Yan: ลูกไม่ได้เพิ่งรู้จักพ่อวันแรก ลูกก็รู้ว่าพ่อเค้าไม่ค่อยพูดเรื่องตัวเอง
ต่อให้พ่อเค้าเล่า ลูกก็คงไม่อยากจะฟัง
หว่าเจิ้นปัง: แม่ก็รู้จักพ่อนี่ เวลาเฉยๆ ก็ไม่ค่อยพูด พอซีเรียสขึ้นล่ะ พ่อด่าไม่ยั้ง
Hiu Zam Yan: ไม่ใช่ว่าพ่อเค้าไม่เก็ทแผนงานลูก
แต่เค้าต้องมีหลายอย่างที่ต้องคำนึง เค้าไม่อยากทำให้คุณ Wong ต้องผิดหวัง
และเค้าก็ไม่อยากเอาชีวิตพนักงานไปเสี่ยงด้วย
พูดแบบรวบรัด พ่อของลูกเค้าไม่ยอมให้ความพยายามในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ต้องสูญเปล่า
หว่าเจิ้นปัง: ก็พ่อไม่เชื่อใจผม ขนาดหนที่แล้วผมทำกำไรให้บริษัทตั้ง 30 ล้าน
นอกจากพ่อจะไม่ชมแล้ว ยังไม่พอใจผมอีก
Hiu Zam Yan: เอาล่ะ งั้นแม่ถามหน่อย ลูกทำกำไรได้สามสิบล้าน เอาต้นทุนจากไหน
ถ้าลูกทำได้ด้วยสมองและสองมือตัวเอง มีหรือพ่อจะไม่ชื่นชม
แม่ขอย้ำอีกครั้ง ต้นทุนนี้มาจากการสร้างของพ่อของลูก ไม่ใช่มาจากลูก






หว่าหมั่นฮอนยังโมโหกับท่าทีกวนโอ๊ยของลูกชายสุดที่รักไม่หาย
รู้งี้ไม่ให้เจิ้นปังไปอยู่แผนกอสังหาซะก็ดี

Hiu Zam Yan: ลูกเราอาจจะมีเล่ห์เหลี่ยมไปบ้าง
แต่ที่เค้าทำก็เพื่อหาเงินให้กับบริษัท
หว่าหมั่นฮอน: คุณไม่เห็นท่าทีของเจ้าตัวแสบนี่
คุณรู้มั้ยมันว่าไง เจ้านายบริษัทนี้ เผด็จการ อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมขอลาออก
Hiu Zam Yan: (แม่ขำ) ที่โกรธเนี่ย เพราะลูกไม่ไว้หน้าคุณ ท้าทายอำนาจคุณใช่มั้ยล่ะ
หว่าหมั่นฮอน: ไม่ใช่ซักหน่อย
Hiu Zam Yan: คุณรักหน้าตัวเอง แล้วลูกล่ะ
แกก็รักหน้าตัวเองเหมือนกันนะ เจิ้นปังทุ่มเทใจไปไม่ใช่น้อย
คุณน่าจะพูดจารักษาน้ำใจลูกหน่อย
หว่าหมั่นฮอน: ไม่ต้องพูดแล้ว ผมไม่ยอมให้มันเอาบริษัทไปเสี่ยงหรอก
เงินตั้งเป็นพันล้าน บริษัทนี้ผมทุ่มเทมาทั้งชีวิต
Hiu Zam Yan: จ้า จ้า บริษัทของคุณนี่นะ
เก็บของเสร็จแล้วก็ดื่มชาโสมดับโมโหซะนะ
หว่าหมั่นฮอน: อะไรอีกล่ะ





Hiu Zam Yan: ก็พรุ่งนี้คุณจะไปเซ็นสัญญาที่ปักกิ่ง
เดี๋ยวจะไปมีน้ำโหที่โน่นอีก
หว่าหมั่นฮอน: ผมไม่ทะเลาะกับหมั่นหงหรอกน่า
ผมไปลงทุนให้นะ ถ้าหมั่นหงเห็นบริษัทมาเป็นอันดับหนึ่ง
เค้าต้องรู้จักแยกแยะ และลืมเรื่องเก่าๆ ซะ
Hiu Zam Yan: ถ้าลืมง่ายอย่างนั้น น้องชายคุณคงไม่เคืองคุณมาเป็นสิบปีหรอก
ตอนนี้ คุณเป็นเจ้านายเค้า ชั้นไม่รู้ว่าเค้าจะคิดยังไง
หว่าหมั่นฮอน: ผมรู้น่าว่าควรทำยังไง คุณดูเจ้าลูกรักของคุณให้ดีๆ เถอะ




หมั่นฮอนเซ็นสัญญาร่วมทุนเรียบร้อย
บรรยากาศก็ชื่นมื่น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีระหว่างพี่น้อง









 

Create Date : 27 ตุลาคม 2550    
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 18:28:57 น.
Counter : 1778 Pageviews.  

The Drive of Life 8







เจิ้นปังพาซิ่วฟงมาเลี้ยงฉลองที่ร้านสุดโรแมนติก

หัวเจิ้นปัง : คุณรู้มั้ย ผมพาคุณมาร้านโรแมนติกขนาดนี้ ผมคิดอะไรอยู่
หย่งซิ่วฟง: ก็คิดอย่างเดียวกับที่ชั้นคิด
หัวเจิ้นปัง : ถึงว่าสิ ว่าคุณกับผมอ่านใจกันได้
หย่งซิ่วฟง: เราต่างก็สงสัยว่า เราจะทำกำไรจากห้องชุด Grand View Garden ได้เป็นสิบล้านมั้ย
หัวเจิ้นปัง : ห้องชุด Grand View Garden กำลังฮ้อต เปิดขายวันแรกก็จำกัดจำนวนห้อง
ผมเก็งว่าราคาห้องน่าจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 20% ห้องนึงก็ได้ 5-6 แสนเหรียญ
คุณคิดว่า 50 ห้องจะได้เท่าไหร่ล่ะ





เฮ้อ ร้านก็ออกจะโรแมนติก ดั๊นคุยกันแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ

หัวเจิ้นปัง: ผมอยากรู้จริงๆ นะ ว่าทำไมคุณหน้าเงินขนาดนี้
หย่งซิ่วฟง: ชั้นอยากมีบ้านที่อ่าว Repulse Bay โดยไม่ต้องพึ่งใคร
หัวเจิ้นปัง: ง่ายๆ แค่เนี้ย
หย่งซิ่วฟง: ชั้นก็เป็นคนไม่คิดมากอย่างนี้แหละ แค่วัตถุก็ทำให้ชั้นมีความสุขแล้ว
หัวเจิ้นปัง: ผมไม่คิดมากกว่าคุณอีก ผมหาเงินเพราะต้องการเป็นอิสระจากพ่อ




หัวเจิ้นปัง: ว่าก็ว่าเถอะ เราสองคนเข้าขากันออก เป็นไปได้มั้ยที่เราจะ...
หย่งซิ่วฟง: เป็นไปไม่ได้
หัวเจิ้นปัง: โหย ไม่ต้องตอบเร็วขนาดนี้ก็ได้นี่ ผมเสียใจนะ
หย่งซิ่วฟง: ก็ดีกว่าปล่อยให้คุณเข้าใจผิด
หัวเจิ้นปัง: มีอย่างนึงที่คุณไม่รู้ ผมชอบทำเรื่องเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้
หย่งซิ่วฟง: ก็ดูกันไป





หัวเจิ้นปังตั้งใจพาแม่กับพี่สาวไปกินอาหารปักกิ่ง

หัวเจิ้นปัง: พ่อไม่มา เราไปกินสเต๊กกันดีกว่า
สี่ซัมเหยียน: ไปกินอาหารปักกิ่งเป็นเพื่อนแม่ไม่ได้หรือไง
หัวเจิ้นปัง: ผมทำเพื่อแม่ได้อยู่แล้ว พ่อน่ะ ผมยังไม่เอาใจเต็มร้อยเท่าแม่เลยนะ
(เจิ้นปังนี่ขี้ประจบแม่จริงๆ )




หัวเหวินฮั่นก็พาไหว่ฉางผิงมากินอาหารปักกิ่ง

ไหว่ฉางผิง: คุณยังจำได้ว่าชั้นชอบกินปลา
หัวเหวินฮั่น: เหวินหงก็ชอบ
ไหว่ฉางผิง: อย่าเลย คุณรู้ว่าชั้นชอบกินปลา
ก็เลยให้หมั่นหงไปจับปลาที่หมู่บ้านข้างๆ มาให้ชั้นเสมอๆ
เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ

หัวเหวินฮั่นซื้อซีดีเพลงออเคสต้ารัสเซียมาให้ฉางผิงด้วย




มาเจอกันที่ลานจอดรถของร้านนี่แหละ

หัวเจิ้นปัง: ไหนว่าไปพบเพื่อนเก่า ที่แท้ก็เพื่อนผู้หญิง
หัวเหวินฮั่น: เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชายต่างกันตรงไหน




คุยกันไปคุยกันมา ถึงได้รู้ว่าหัวเหวินฮั่นกับสี่ซัมเหยียนเจอกันครั้งแรกที่ตลาด Tai O
เพราะเหวินฮั่นชอบไปซื้อกุ้งที่นั่น

หัวเจิ้นปัง: แม่ผมน่ะ สวยที่สุดในตลาด Tai O เลยนะ (รู้แล้วว่าลูกแม่)





ฉางผิงเองอยู่ว่างๆ ก็ชอบทำซุปให้ลูกสาว ซัมเหยียนจีงชวนเธอไปเที่ยวตลาด Tai O ด้วยกัน



สี่ซัมเหยียนเคยยากจน ที่บ้านตากปลาเค็มขาย อาศัยอยู่ในบ้านริมน้ำ
ไหว่ฉางผิงเล่าให้ฟังว่าหลังจากหัวเหวินฮั่นมาฮ่องกงแล้ว
จีนก็เข้าสู่ช่วงปฎิวัติวัฒนธรรม เธอกับหัวเหวินหงต้องหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขา
เหวินหงคอยดูแลเธอตลอดเวลา เสียดายที่หลายปีมานี้ เธอไม่ได้ติดต่อกับเขา
สี่ซัมเหยียนจึงเล่าเรื่องโรงงานของหัวเหวินหงประสบปัญหาให้ฉางผิงฟัง
ความจริงหมั่นฮอนก็อยากจะช่วย แต่พี่น้องยังไม่ลงรอยกันเนี่ยสิ





นิตยสารลงข่าวว่ารัฐบาลจะสร้างสุสานใกล้คอนโด Grand View Garden
ทำให้ซิ่วฟงร้อนใจว่าราคาห้องชุดจะตก หัวเจิ้นปังยังเชื่อว่าเป็นแค่ข่าวลือ มีหรือเจ้าของโครงการจะยอม
ยังไงก็ต้องคัดค้านถึงที่สุด รัฐบาลไม่มีทางสร้างได้แน่นอน

หย่งซิ่วฟง: แล้วถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดล่ะ
หัวเจิ้นปัง: คุณนี่ขี้ขลาดตั้งแต่เมื่อไหร่ เอ แต่ห้องชุด 50 ห้อง มันของผมนี่นา
คุณหลงรักผมเข้าแล้วล่ะสิ
หย่งซิ่วฟง: บ้า ชั้นแค่เป็นห่วงว่าค่าคอมชั้นจะน้อยลงต่างหาก
อีกอย่างห้องชุดตั้ง 50 ห้อง ตั้งกี่สิบล้าน
ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา คุณจะรับความเสี่ยงนี้ไหวเหรอ
หัวเจิ้นปัง: คุณห่วงผมจริงๆ ด้วย
หย่งซิ่วฟง: ชั้นไม่มั่นใจในตัวคุณย่ะ
หัวเจิ้นปัง: เอางี้ มาเสี่ยงดวงกัน ถ้าวันนี้เราเห็นโลมาขาว ผมจะเชื่อคุณ
ขายห้องชุด 50 ห้องนั่นไปซะ
หย่งซิ่วฟง: แล้วถ้าไม่เห็นล่ะ
หัวเจิ้นปัง: ก็ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็รอจนกว่าโครงการจะเปิดตัว






ซิ่วฟงพยายามมองหาปลาโลมาขาว มันจะเห็นง่ายๆ ได้ยังไง

หัวเจิ้นปัง: ก็เพราะมันเป็นไปไม่ได้ เราถึงต้องต่อสู้เพื่อมันไงล่ะ

ทั้งคู่เห็นปลาโลมาขาวจริงๆ ด้วย




หัวเจิ้นปัง: ขนาดปลาโลมาขาวเรายังเห็น แสดงว่าเรากำลังมีโชค
ผมตัดสินใจไม่ขายห้องชุด จนกว่าจะเปิดตัว (อ้าว อ้าว)
หย่งซิ่วฟง: หัวเจิ้นปัง เป็นลูกผู้ชายรึเปล่า พูดแล้วคืนคำงั้นหรือ
หัวเจิ้นปัง: ผมเป็นลูกผู้ชายอยู่แล้ว ลูกผู้ชายไม่ควรเชื่อโชคลาง
ผมต้องเชื่อการตัดสินใจของตัวเอง
หย่งซิ่วฟง: ได้ ชั้นไม่สนใจคุณแล้ว อยากฆ่าตัวตายก็เชิญ
หัวเจิ้นปัง: ก็ดีนะ สุสานอยู่ใกล้คอนโด สะดวกดีออก




หัวเหวินฮั่นติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำไปลงทุนในโรงงานของหัวเหวินหง
การกู้เงินหนนี้ หัวเหวินฮั่นใช้หลักทรัพย์ของตนเองในการค้ำประกัน
ทำให้ธนาคารเชื่อมั่นในความมั่นใจของหัวเหวินฮั่น





ไหว่ฉางผิงให้ความร่วมมือกับหัวเหวินฮั่น
เธอจะเป็นคนออกหน้าในการลงทุนโดยอ้างว่าสามีทิ้งมรดกไว้ให้
ตอนแรกกะว่าจะให้ซิ่วฟงไปด้วย เพราะฉางผิงไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ
ซิ่วฟงไปจะได้น่าเชื่อถือ แต่ซิ่วฟงกลับติดงานไปเป็นเพื่อนเธอไม่ได้
หัวเหวินฮั่นจึงคิดหาคนอื่นไปเป็นเพื่อน





สองผู้โชคดีคือ เว่ยหย่งเปียวกับชิงหยู
พ่อแม่หเว่ยหย่งเปียวดีใจจนออกนอกหน้า ลูกชายได้ไปปักกิ่งกับว่าที่ลูกสะใภ้
เผื่อจะได้คืบหน้ามั่ง หย่งเปียวกลุ้มใจต้องจ้างทนายมายืนยันมั้ยเนี่ย
ว่าตัวเองกับชิงหยูเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
แม่ไม่สน ตอนนี้ยังเป็นแค่เพื่อน พอไปปักกิ่งด้วยกันอาจจะเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟนก็ได้นี่
เฮ้อ พ่อแม่อย่าฝันหวานไปหน่อยเล้ย ชิงหยูเค้ามีแฟนแล้วน้อ คุณแม่เซ็ง





เว่ยหย่งเปียวเป็นเพื่อนชิงหยูไปเลือกซื้อเตารีดสำหรับพกพาไปปักกิ่ง
เป็นผู้หญิงก็ลำบากหน่อย ถ้าเป็นผู้ชายจะใส่เสื้อยับยังไงก็ได้
ระหว่างนั้น วิลก็โทรมาหา ที่จริงพรุ่งนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ทั้งคู่คบกัน
วิลอุตส่าห์เตรียมแพลนฉลองเอาไว้ แต่ชิงหยูก็เลื่อนไปปักกิ่งไม่ได้ซะด้วย
หย่งเปียวได้รู้ว่าชิงหยูยังปิดบังหว่าเหวินฮั่นเอาไว้
เพราะเธออยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับวิลมั่นคงกว่านี้ก่อน






ไหว่ฉางผิงและหย่งเปียวเดินทางมาถึงโรงงาน
หัวเหวินหงจำเธอได้ เค้าดีใจที่ได้รู้ว่าคนที่มาร่วมลงทุนเป็นเพื่อนเก่า




หัวเหวินหงนำทั้งคู่เยี่ยมชมโรงงาน เพื่อดูขั้นตอนการผลิตรถยนต์
แม้รถยนต์ของโรงงานนี้ จะไม่มีรูปโฉมทันสมัยเหมือนกับรถนอก
แต่ก็มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอย ประหยัดน้ำมัน และราคาถูก





หลังการเจรจาเสร็จสิ้น พ่อตาของหัวเหวินหงก็จะนำเรื่องขึ้นเสนอให้กับผู้บริหาร
จะได้ทำสัญญาร่วมทุนกันต่อไป มีอะไรก็ติดต่อกับหย่งเปียวได้




ฉางผิงไปกินข้าวกลางวันกับเหวินหง หย่งเปียวจึงกลับโรงแรมคนเดียว
เค้าได้พบกับวิลที่มาตามหาชิงหยู แต่เธอไปเดินเล่น
โรงแรมก็ไม่ยอมบอกเบอร์ห้องพักให้
พอดีชิงหยูโทรมาหาหย่งเปียว เพื่อชวนกินข้าวกลางวัน
เค้าเลยฉวยโอกาสนัดเธอที่ร้าน ไม่ให้กลับมาที่โรงแรม
ศัตรูหัวใจ ก็ต้องขัดขวางกันหน่อย





จากสายตาของหย่งเปียวแล้ว เครื่องจักรของโรงงานก็โทรมไปนิด
ยอดขายก็ต่ำกว่าเป้าไปหน่อย แต่เรื่องบัญชีตรงไปตรงมาดี
ถ้าจะให้พูดตรงๆ โรงงาน Chang Lu Fu Chuan ไม่ใช่ธุรกิจที่น่าลงทุน

หัวชิงหยู: พ่อทำทุกอย่างเพื่อช่วยอารอง แต่อารองกลับไม่รู้
เว่ยหย่งเปียว: บางครั้ง คุณดีกับเค้า ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเค้าจะรู้
ขอแค่คุณรู้ว่าคุณทำอะไรอยู่ ก็เพียงพอแล้ว
หัวชิงหยู: แหม ไม่นึกว่าคนใจแข็งอย่างหย่งเปียว ก็มีช่วงอ่อนไหวด้วย
แต่อยากจะขอแนะนำหน่อยนะคะ ถ้าคุณดีกับสาวไหนล่ะก็
ขืนคุณไม่บอกให้เธอรู้ คุณอาจพลาดโอกาสได้
เว่ยหย่งเปียว: อือม ผมจะเก็บเอาคำแนะนำของคุณไปคิด






หัวเหวินหงพาไหว่ฉางผิงไปเที่ยวชมเมือง
แม้สถานที่จะเปลี่ยนไป แต่ใจคนยังคงเหมือนเดิม
ฉางผิงเองก็คิดถึงบ้านเก่าอยู่เสมอ





หย่งเปียวพาชิงหยูไปขึ้นกระเช้าที่สวนสนุก

เว่ยหย่งเปียว: เห็นเค้าว่ากันว่าตอนที่กระเช้าขึ้นถึงจุดสูงสุด หากเราอธิษฐานอะไรก็จะสมหวัง
หัวชิงหยู: พูดเล่นรึเปล่า คุณเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ
เว่ยหย่งเปียว: เราจะถึงจุดสูงสุดแล้ว เตรียมตัวอธิษฐานรึยังครับ
หัวชิงหยู: เห็นชั้นเป็นเด็กไปได้นิ




เว่ยหย่งเปียว: ชิงหยู ผมหวังว่าชีวิตคุณจะมีแต่ความสุข
ผมหวังว่าผมจะได้ดูแลคุณ อยู่กับคุณทุกๆ วัน
คุณพูดถูก ถ้าผมดีกับใครซักคน ผมไม่ควรเก็บไว้ในใจ ควรจะบอกให้เธอรับรู้
ความจริง ผมอยากบอกคุณมานานเหลือเกิน
ตั้งแต่ 6 ปีก่อนตอนที่คุณมาที่บริษัทเป็นครั้งแรก ผมก็หลงรักคุณเข้าแล้ว
ผมตั้งใจจะก่อร่างสร้างตัวให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก่อน
เมื่อผมมีพร้อมทุกอย่างค่อยบอกให้คุณรู้
แต่ตอนนี้คุณมีเพื่อนชายแล้ว ผมจึงรอต่อไปไม่ได้
ผมเพียงอยากรู้ว่า ผมยังพอมีโอกาสมั้ย
หัวชิงหยู: หย่งเปียว ชั้นไม่รู้จะตอบยังไงดี
เว่ยหย่งเปียว: คุณไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ เมื่อเราลงถึงพื้นแล้ว
คุณค่อยบอกผมว่า สิ่งที่ผมอธิษฐานจะเป็นจริงมั้ย





ยังไม่ทันถึงพื้น ชิงหยูก็ทนอึดอัดไม่ไหว

หัวชิงหยู: ขอโทษด้วย สิ่งที่คุณอธิษฐานคงเป็นจริงไม่ได้
เว่ยหย่งเปียว: ผมก็ทำใจไว้แล้วล่ะ แต่พอได้ยินเข้าจริงๆ มันก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี
ผมอยากรู้ว่า ถ้าไม่มีวิล คุณจะยอมรับผมมั้ย
หัวชิงหยู: ชั้นก็ไม่รู้
เว่ยหย่งเปียว: ผมอาจจะไม่ได้แพ้ให้กับวิล แต่แพ้ให้กับจังหวะเวลา
ไม่ยุติธรรมเลยนะ ยังไง ผมก็ยังขอให้คุณมีความสุข





หัวชิงหยูขอให้หย่งเปียวทำตัวเหมือนเดิม คิดซะว่าวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หย่งเปียวรับปาก




หัวเหวินหงมาส่งฉางผิงที่โรงแรม ฉางผิงเห็นหย่งเปียวกับชิงหยูจึงรีบไล่เหวินหงกลับบ้าน




วิลดันตะโกนเรียกชิงหยูซะดัง ได้ยินกันไปทั่ว
นอกจากจะบาดตาบาดใจหย่งเปียวแล้ว ยังทำให้เหวินหงเห็นเข้าซะอีก






หัวเหวินหงรู้ความจริงก็พาลโกรธพี่ชาย ว่าทำอะไรไม่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่น
หนอย ถ้าไม่คิด จะต้องปิดบังเหรอยะ

ไหว่ฉางผิง: จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ชั้นกับเหวินฮั่นทำไปเพราะหวังดี
เธอบอกว่าเธอรู้จักเหวินฮั่นดี เค้าก็รู้จักเธอดีเช่นกัน
ถ้าเธอรู้ว่าเงินทุนนี่เป็นของหมั่นฮอนเธอคงไม่ยอมรับ
หัวเหวินหง: ในเมื่อคุณสองคนรู้จักผมดี ผมก็ไม่มีอะไรจะพูด
ไหว่ฉางผิง: ชั้นไม่ได้ขอให้เธอให้โอกาสหมั่นฮอน
แต่ชั้นหวังว่าเธอคงจะให้โอกาสโรงงาน เธอก็รู้ดีว่าถ้าไม่ได้เงินทุนสนับสนุน โรงงานต้องปิดตัวแน่
หัวเหวินหง: ทำไมคุณชอบแก้ตัวให้เค้าอยู่เรื่อย ทำไมยังเข้าข้างเค้าอยู่อีก
ลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อก่อนเค้าทำกับคุณยังไง
ก็ดี เมื่อคุณเลือกเข้าข้างเค้า ต่อไปนี้ผมกับเค้าขาดกัน




อ่ะนะ นึกว่าทะเลาะกันเรื่องอื่น กลายเป็นเรื่องรักสามเส้าไปซะนี่
ผ่านไปตั้งนาน ยังเก็บมาเจ็บใจอีกแฮะ
เหวินหงนึกถึงสมัยก่อนที่ตัวเองตามจีบฉางผิง แต่เธอกลับเลือกหัวเหวินฮั่น






ตอนเหวินฮั่นจากไปฮ่องกงก็สัญญาว่าจะเขียนจดหมายมาหาฉางผิงบ่อยๆ




ฉางผิงอุตส่าห์หลงปลื้มใจที่ได้รับจดหมาย
ที่ไหนได้ เหวินฮั่นไม่เคยเขียนมาซับฉบับ
เหวินหงเป็นคนปลอมจดหมายโดยใช้ชื่อเหวินฮั่น





ฉางผิงตัดสินใจไปตามหาเหวินฮั่นที่ฮ่องกง
จะไปทำไมให้เสียใจ พี่ใหญ่แต่งงานแล้ว
ฉางผิงไม่เชื่อว่าเหวินฮั่นจะเป็นคนไม่รับผิดชอบ
ขอให้ได้ยินกับหู ได้เห็นกับตาจึงจะเชื่อ

หัวเหวินหง: อย่าไปเลย ผมต่างหากที่รักคุณจริง
อยู่กับผมนะ ผมสัญญาว่าจะดูแลคุณไปชั่วชีวิต
ไหว่ฉางผิง: ขอโทษนะ เหวินหง






วันต่อมา หย่งเปียวและฉางผิงต่างติดต่อหัวเหวินหงไม่ได้
แล้วจะทำสัญญากันได้ยังไง หย่งเปียวชวนฉางผิงไปดักรอเหวินหงที่โรงงาน
ฉางผิงเสนอให้ชวนชิงหยูไปด้วย หย่งเปียวไม่อยากกวนเธอ
ให้โอกาสชิงหยูได้อยู่กับแฟนดีกว่า





ที่ไหนได้ ชิงหยูกับวิลไปถึงโรงงานก่อนหน้าแล้ว
เหวินหงไม่ยอมออกมาพบ ทั้งคู่ตั้งใจจะรอต่อไป
วิลขอสำรวจรถหน่อย ไม่คิดว่ารถเมืองจีนจะมีคุณภาพได้มาตรฐานเช่นนี้






หัวเหวินหงยอมออกมาพบจนได้ เค้าเคยได้ยินชื่อเสียงของวิลมาก่อน
เพราะวิลเคยเป็นนักออกแบบรถทั้งที่อเมริกา และยุโรป
ขอฟังความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญหน่อยจะได้เป็นประโยชน์ในการออกแบบ




เพราะวิลแท้ๆ ที่บอกว่ารถยนต์ของ Chang Lu Fu Chuan
จะเป็นจุดเริ่มต้นสู่อนาคตในการออกแบบรถยนต์ของเมืองจีน
ทำให้หัวเหวินหงตระหนักว่าผลประโยชน์ของโรงงาน สำคัญกว่าเรื่องของตัวเอง
เค้าจึงยอมรับการร่วมทุน






ฝ่ายบัญชีมาขอตรวจบัญชี เกิดเค้ารู้เข้าว่าเจิ้นปังเอาเงินไปเก็งกำไรแล้วปิ่งอี้จะทำยังไงล่ะ
เจิ้นปังมัวแต่ไปเฝ้าที่โครงการ Grand View Gardne ไม่ยอมเข้าออฟฟิศซะอีก
ปิ่งอี้ได้แต่หลบหน้า โทรหา เจิ้นปังก็เย็นใจอยู่นั่นแหละ

ดวงสุดซวย หัวเหวินฮั่นมาได้ยินเข้าพอดี





หย่งซิ่วฟง: เดือดเนื้อร้อนใจบ้างได้มั้ย เรามีตั้ง 50 ห้องนะ
หัวเจิ้นปัง: โอ๊ย ตื่นเต้นจังเลย พอใจมั้ย
จะตื่นเต้นไปทำไม ทางการเค้าประกาศสร้างสุสานที่อื่นแล้วไม่ใช่หรือ
เราตัดสินใจถูกแล้ว คุณดูแถวสิยาวขนาดไหน ยังจะมีปัญหาอะไรได้อีก
ถ้าผมจะบอกคุณว่า เราจะขายห้องได้หมดภายใน 1 ชั่วโมงหลังเปิดขาย
เราจะทำกำไรได้อย่างน้อย 30% คุณจะเชื่อผมมั้ย
หัวเหวินฮั่น: ไม่เชื่อ (โว้ย)

จ๋อยค่ะจ๋อย งานนี้ จ๋อยลูกเดียว






หัวเหวินฮั่นพาเจิ้นปังมารับผิดกับบอร์ดบริหาร

หว่าเจิ้นปัง: ลุงๆ ครับ ผมไม่ได้คิดขโมยนะ ผมแค่ขอยืมเท่านั้นเอง
บอร์ด: โจรปล้นธนาคารก็ขอยืมเงินจากธนาคารงั้นสิ
เธอเอาทรัพย์สินบริษัทไปหมุน ทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์
เหวินฮั่น คุณจะอธิบายว่าอย่างไร





หัวเหวินฮั่น: ผมผิดเองที่ไม่ได้สั่งสอนลูกให้ดี
ในฐานะประธานบอร์ดบริหาร ผมรับคนที่ทำความเสียหายให้บริษัทมาทำงาน
ผมจะรับผิดชอบทุกอย่าง เจิ้นปัง




ยังไม่ทันลงโทษ ซิ่วฟงก็โทรมาบอกข่าวดีกับเจิ้นปังซะก่อน
ห้องชุดขายได้กำไร 30% อย่างที่เจิ้นปังคาดการณ์ไว้
กรี๊ด ๆๆๆๆๆ ซิ่วฟงดีใจ ได้รวยกะเค้าซะที





เจิ้นปังก็ดีใจ จนเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่
บอร์ดบริหารไม่พอใจที่ระหว่างสอบสวนเจิ้นปังยังไม่มีท่าทีสำนึกผิด
หากเหวินฮั่นไม่ลงโทษอย่างเหมาะสม ก็จะแจ้งความล่ะ

หว่าเจิ้นปัง: เรื่องที่ผมเอาเงินบริษัทไปใช้เก็งกำไรคอนโดโดยไม่บอกล่วงหน้า
ผมยอมรับ แต่ถ้าจะบอกว่าผมทำความเสียหายให้บริษัท ผมไม่ยอมรับครับ
เพราะผมเพิ่งทำกำไรให้บริษัทไปสามสิบล้านเหรียญ

บอร์ดบริหารอึ้งทึ่งค่ะงานนี้ ปีที่แล้วกำไรทั้งปียังแค่สองร้อยล้านเหรียญเอง





ดูดู๊ ไอ้ลูกเวร ยังมาทำหน้าทะเล้นกับพ่ออีก







 

Create Date : 20 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 มกราคม 2554 23:18:18 น.
Counter : 1236 Pageviews.  

The Drive of Life 7







วิลแฟนของชิงหยูเป็นนักออกแบบรถยนต์ชื่อดังที่เพิ่งกลับมาอยู่ฮ่องกง
เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ดังขนาดนิตยสารมาสัมภาษณ์เชียว
ท่าทางชิงหยูจะปลื้มแฟนจนออกนอกหน้า





ชิงหยูจ๋า ไอเดียสร้างสรรค์บรรเจิดไปรึเปล่า เล่นเอามันฝรั่งทอดมาทำซูชิ
วิลลองชิมแล้วก็ เอ่อ ไอเดียน่ะดี แต่กินสลัดกุ้งธรรมดาๆ จะเวิร์คกว่านะ





หัวชิงหยู: ทำไมแฟนชั้นถึงได้เก่งไปหมดทุกอย่างแบบนี้ล่ะ
วิล: ก้อผมอยากมีแฟนทำอะไรไม่เป็น ผมก็ต้องทำแทนเธอน่ะสิ
หัวชิงหยู: แซวกันได้นะ





ชิงหยูให้วิลช่วยดูงานที่เธอออกแบบ วิลแก้ไขนิดๆ หน่อยๆ งานก็ออกมาดีกว่าเดิม
เค้าอยากให้เธอเปลี่ยนอาชีพมาเป็นดีไซเนอร์เต็มตัว แต่ชิงหยูก็ไม่กล้า
แค่ได้เจอกับวิล ชิงหยูก็รู้สึกว่าชีวิตเธอมีสีสันมากขึ้น เธอไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว





ซิ่วฟงพาลูกค้าไปดูวิวห้องในยามกลางคืน ลูกค้ายังลังเลเพราะคิดว่าราคาแพงเกินไป
ผู้ช่วยซิ่วฟง โผล่มาโดยไม่นัดหมาย สงสัยเจิ้นปังจะได้เชื้อสตรอเบอร์รี่จากซิ่วฟง

หัวเจิ้นปัง: ขอโทษครับ เพื่อนผมอยู่ห้องข้างๆ บอกว่าห้องนี้ขาย
หย่งซิ่วฟง: (รับลูกแบบเนียนๆ ) อ๋อ ค่ะ ใช่แล้ว
หัวเจิ้นปัง: ไม่ทราบเจ้าของเค้าจะขายราคาเท่าไหร่
หย่งซิ่วฟง: 4 ล้านค่ะ
หัวเจิ้นปัง: ไม่จริงมั้ง ทำไมมันถูกอย่างนี้ล่ะ ห้องของเพื่อนผม ไม่เห็นวิวทะเลยังซื้อตั้ง 4.5 ล้านแน่ะ





หัวเจิ้นปัง: คุณอยู่บริษัทไหน ผมจะซื้อห้องนี้ล่ะ เดี๋ยววางมัดจำกันเลย
ลูกค้า: เอ๊ะ ชั้นมาก่อนนะ จะมาข้ามหน้าข้ามตากันได้ยังไง
หัวเจิ้นปัง: คุณเซ็นสัญญาแล้วหรือ วางมัดจำหรือยัง
ลูกค้า: คุณจะว่ายังไง
หย่งซิ่วฟง: ก็มีคนเขาอยากจะซื้อตามราคา
ด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ (มีกะเค้าด้วยเรอะ) ดิฉันก็ต้องขาย
ลูกค้า: ชั้นก็ตั้งใจจะซื้อเหมือนกันนะ
หัวเจิ้นปัง: งั้นผมเซ็นเช็ควางมัดจำเลย เอ๊ ปากกาอยู่ไหน ขอผมยืมปากกาหน่อย
ลูกค้า: (รีบเซ็นเช็ค) ไม่ต้องยุ่งยากหรอกคุณ นี่ ชั้นวางมัดจำก่อนแล้ว
หัวเจิ้นปัง: ได้ไงอ่ะ






เข้าขากันอย่างนี้ ไปเป็นคู่หูนักตุ๋นเลยดีกว่ามั้ง

หย่งซิ่วฟง: นายสินักตุ๋น ชั้นไม่เคยหลอกใครย่ะ
หัวเจิ้นปัง: ทำไมคุณถึงงกเงินอย่างนี้น้า
หย่งซิ่วฟง: ก็ชั้นเป็นหนี้นอกระบบ ได้ป่ะ




ฉางผิงโทรหาซิ่วฟง แต่เจิ้นปังนึกว่าซิ่วฟงมีแฟนแล้ว

หย่งซิ่วฟง: คุณจะอยากรู้เรื่องชั้นไปทำไม หรือว่าสนใจชั้นล่ะ
ชั้นน่ะสนใจแต่เงินของคุณเท่านั้นแหละ




แผนกอสังหาริมทรัพย์ขาดแคลนบุคลากรซะเหลือเกิน
คนหนึ่งก็ลาคลอด อีกคนก็เกษียณ เป็นถึงผู้จัดการไม่มีเลขาซักคน
เจิ้นปังให้จี้เหม็งขอเลขาไปที่ฝ่ายบุคคล




ฟางปิ่งอี้มาสัมภาษณ์ พอดีติดพักเที่ยง เธอทำข้าวกล่องมาเอง
เลยนั่งรออยู่ที่แผนก มีโทรศัพท์เข้ามา ว่าจะไม่รับแล้วเชียว
ปรากฏว่าเป็นคนจากแผนกเซลล์ โทรมาเพราะส่งเอกสารมาผิด
ปิ่งอี้จึงช่วยแฟกซ์เอกสารกลับไปให้





จี้เหม็งเห็นเข้า เข้าใจว่าเจิ้นปังจ้างปิ่งอี้ แล้ว
ปิ่งอี้ยังไม่ทันเอาเอกสารใบสมัครให้ดู จี้เหม็งก็ได้รับโทรศัพท์และรีบร้อนออกไป
เค้าสั่งให้เธอช่วยจัดเก็บทำไฟลิ่งเอกสารทั้งหมด





เมื่อเจิ้นปังกลับมา เค้าก็คิดว่าจี้เหม็งทำการคำสั่ง จ้างเลขามาให้แล้ว
บริษัทนี้มีคุณหัวตั้งหลายคน ขืนเรียกคุณหัวคงได้สับสนกันมั่ง
เจิ้นปังจึงขอให้งปิ่งอี้เรียกชื่อตัวของเค้า




ร้านที่ให้เช่าเกิดปัญหา ผู้เช่าไม่ยอมจ่ายค่าเช่ามา 3 เดือนแล้ว
โดยอ้างว่าร้านที่เช่าไม่ตรงตามสัญญา
เจิ้นปังไม่ใส่ใจเรื่องงาน นี่มันหน้าที่ของจี้เหม็งต่างหาก
นี่เค้าคิดว่าผู้จัดการมีหน้าที่นั่งเฝ้าโต๊ะหรือยังไงกันนะ
แม่ยกชักเป็นห่วงอนาคตของเจิ้นปังซะแล้วค่ะ
เจิ้นปังส่งปิ่งอี้ออกไปจัดการแก้ปัญหา





ปิ่งอี้ก็ออกจะงง งง สัมภาษณ์งานต้องทำกันขนาดนี้เลยเหรอ
ไปถึงร้าน ผู้เช่าอ้างว่าร้านไม่มีไฟ ไม่มีน้ำ ไม่ยอมจ่ายท่าเดียว
แถมยังเอาไม้กวาดมาขับไล่ แต่ปิ่งอี้เธอก็เด็ด ยังไงก็ต้องเก็บค่าเช่าให้ได้





ตอนบ่ายผู้สมัครอีกสองรายก็กลับมา จี้เหม็งเลยงง
ก็จ้างไปคนแล้วไม่ใช่เหรอ

หัวเจิ้นปัง: อย่ามาทำงง ฟางปิ่งอี้เป็นแฟนนายใช่มั้ยล่ะ
นายถึงได้จ้างเธอโดยไม่ได้สัมภาษณ์
อึ้งจี้เหม็ง: ผมไม่เคยรู้จักเธอนะ เมื่อเช้า คุณเป็นคนจ้างเธอไม่ใช่หรือ
หัวเจิ้นปัง: ผมเพิ่งจะเข้ามาช่วงบ่ายเอง (อ้อ บริษัทนี้ เค้าเริ่มงานตอนบ่ายเนอะ ชักจะเห็นแววเจ๊ง)
หรือว่าผมจะจ้างเธอในฝันเมื่อคืน





พอจี้เหม็งรู้ว่าเจิ้นปังส่งปิ่งอี้ไปเก็บค่าเช่าที่ Wan Chai
เค้าก็ตกใจมาก เมื่อเช้าเค้าไปมาแล้ว
นอกจากจะฟังผู้เช่าพูดไม่รู้เรื่องยังโดนไล่ตีจนข้อเท้าเคล็ด แล้วปิ่งอี้จะรอดมั้ยเนี่ย




ปิ่งอี้กลับมาพร้อมเช็คค่าเช่า เธอซ่อมมิเตอร์น้ำ ไฟ ให้เรียบร้อย
ก็ป้าแกเป็นคนต่างจังหวัด พูดสำเนียงฟังอยากไปนิ้สสส
แต่ปิ่งอี้ก็ฟังรู้เรื่อง เธอก็เด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน ผู้เช่าจึงยอมจ่ายค่าเช่า
ซ่อมมิเตอร์ก็ได้ ฟังภาษาท้องถิ่นออก ไม่จ้างไม่ได้แล้ว






หัวเจิ้นปังนัดหย่งซิ่วฟงไปแทงม้า หมู่นี้ ดวงขึ้นจริงๆ
ห้องที่มีอยู่ก็ขายได้ราคาดี แทงม้าก็ถูกทุกเที่ยว
ดีใจก็ไม่ต้องมาทำเนียนหลอกแตะอั๋งกันหรอก





หัวเจิ้นปัง: เที่ยวนี้ แทงซักสองแสนสามหมื่นก็แล้วกัน
หย่งซิ่วฟง: ชั้นรู้ว่าคุณน่ะรวย แต่ไม่เห็นต้องแทงทีเยอะขนาดนี้
หัวเจิ้นปัง: แค่สองแสนสาม จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย
ไม่งั้นคงไม่มีคนยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเอง




เจิ้นปังมีหลักฐานว่าซิ่วฟงแจ้งราคาเท็จ โดยขายห้องชุดในราคาที่สูงกว่า
หลักฐานแน่นหนา จะฟ้องบริษัท หรือฟ้องศาลดีน้อ

หัวเจิ้นปัง: ทำไมหน้าซีดไปล่ะ หรือว่าเป็นโรคความจำเสื่อม
หย่งซิ่วฟง: ขอโทษนะคะ ชั้นผิดไปแล้ว เอาเป็นว่า ชั้นจะคืนเงินให้
หรือว่าจะให้ชั้นบริจาคเงินหนึ่งในสามให้การกุศลก็ได้
แต่ต้องหลังหักค่าใช้จ่ายของชั้น กับภาษีแล้วนะ เหมือนที่พวกแข่งม้าเค้าทำกันไง
(เอ่อ ซิ่วฟงคะ เข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย โดนจับได้ แล้วยังจะยึกยักอีกแฮะ)
หัวเจิ้นปัง: ค่าใช้จ่ายอะไร คุณมีจับเสือมือเปล่าชัดๆ
ผมคงต้องรายงานให้บริษัทคุณทราบ แต่จะแจ้งความมั้ย ขอคิดดูก่อน
หย่งซิ่วฟง: อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยน่า
หัวเจิ้นปัง: อย่าเสียเวลาขอร้องผมเลย ภาวนาให้แบตมือถือผมหมดดีกว่า





พอดีเพจของซิ่วฟงดัง เธอเลยฉวยโอกาสอ้างว่าพ่อเป็นโรคหัวใจต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว
ถ้าจะแจ้งความก็ขอไปเยี่ยมพ่อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนได้ไหม




หัวเจิ้นปัง: ไหนว่าพ่อเป็นชาวประมง ที่เสียชีวิตตอนคุณอายุ 12 ปี
แล้วทิ้งปากกาหมึกซึมไว้ให้ดูต่างหน้า
หย่งซิ่วฟง: หัวเจิ้นปัง เวลาอย่างนี้ยังมาล้อชั้นอีก ก็ตอนนั้นชั้นแต่งเรื่อง
จริงๆ พ่อชั้นก็เป็นพนักงานบริษัทธรรมดา เค้าทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
จนสุดท้ายล้มป่วยด้วยโรคหัวใจ หลายปีมานี้ อาการพ่อแย่ลงเรื่อยๆ
ชั้นต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินไปรักษาพ่อ (เส้าฟงขา แม่ยกขอมอบรางวัลตุ๊กตาทองให้เลยค่ะ)
หัวเจิ้นปัง: คุณยักยอกเงินสองแสนสามไปรักษาพ่อหรือ
หย่งซิ่วฟง: ชั้นรู้ว่าคุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ชั้นก็ไม่โทษคุณหรอก





เจิ้นปังหลงเชื่อซิ่วฟงเต็มๆ แม่ยกล่ะอ่อนใจจริง จริ๊ง
ซิ่วฟงฉวยโอกาสตอนเจิ้นปังเผลอ แฮ้บซองหลักฐานไปด้วย




เจิ้นปังกำลังคิดว่าเงินแค่เนี้ย คิดว่าบริจาคให้การกุศลไปก็แล้วกัน
แต่พอหันไปเห็นซองหลักฐานหายไป ก็รู้เลยว่าหลงกลแม่ตัวดีอีกแล้ว
หมั่นไส้ค่ะ ซิ่วฟงทำอะไร ผิดถูกยังไง เจิ้นปังก็เห็นเป็นน่ารักน่าเอ็นดูไปหมด
ไม่รู้ซิ่วฟงทำเสน่ห์อะไรไว้ แอบยืมรากราคะไปใช้รึเปล่าเนี่ย





บริษัท Fu Chuan ที่ญี่ปุ่นไม่พอใจคุณภาพการผลิตของโรงงาน Chang-Lu
จึงตัดสินใจถอนหุ้น หากไม่ได้เงินสนับสนุนจาก Fu Chuan โรงงานคงอยู่ได้อีกแค่ครึ่งปี





เจิ้นเหวินได้รับการทาบทามให้ช่วยโปรโมทแชมพูสระผมยี่ห้อใหม่
แต่ก่อนอื่นต้องเอาไปลองใช้ดูก่อน จะได้รู้ว่าดี ไม่ดียังไง




เจิ้นเหวินเห็นพ่อไปเจรจากับคุณ Wong เพื่อให้เขาใช้หนี้
แต่คุณ Wong กลับปฏิเสธ เจิ้นเหวินไม่พอใจ เป็นหนี้แต่ไม่ยอมใช้มันจะได้หรือ
หัวเหวินหงไม่อยากให้ลูกชายยุ่งกับเรื่องนี้





เจิ้นเหวินสงสัยจึงไปคาดคั้นกับหลี่ซินซิน
ซินซินสัญญากับผู้จัดการไว้หว่าจะไม่บอกเพื่อนคนงาน
เจิ้นเหวินอ้างว่า ตัวเองไม่ใช่คนงานที่โรงงานซะหน่อย ถือเป็นข้อยกเว้น




เจิ้นเหวินพยายามให้กำลังใจพ่อ โรงงานผ่านวิกฤติมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้คงเช่นกัน
อย่างปี 1996 โรงงานต้องปิดตัวไปสามเดือน คนงานไม่ยอมทิ้งโรงงาน
จนทำให้กลับมาเปิดตัวได้อีก

หัวเหวินหง: ไม่นึกว่าลูกจะยังจำได้ ตอนนั้น คนงาน 108 คน ไม่มีใครทิ้งโรงงานไปเลย
หัวเจิ้นเหวิน: พ่อรู้มั้ยมีแต่คนถามผมว่าทำไมเครื่องยนต์รถทุกคนของเรา ถึงเริ่มต้นด้วยเลข 108
ผมก็ตอบไปว่า เพราะโรงงานเราอยู่รอดได้ด้วยคน 108 คนนี้
พ่อจำคำขวัญของพวกเราได้รึเปล่า ถนนยาวไกล ลมแรงแค่ไหน รถยนต์ Chang Lu ยังแล่นไป





หัวเหวินหงเป็นห่วงสุขภาพพ่อตา จึงยอมรับตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน
แม้ว่าใจจริงแล้ว เขาจะชอบการออกแบบสร้างเครื่องยนต์ มากกว่าคุมโรงงาน
เหวินหงคิดคำนวณแล้วว่าหากหาผู้ร่วมลงทุนใหม่ได้ภายในหกเดือน Chang Lu ก็จะไปรอด
พ่อตาฟังแล้วก็สบายใจ ยังไงก็กะยกตำแหน่งให้หัวเหวินหงอยู่แล้ว




ฟางปิ่งอี้มาทำงานแต่เช้า ซ่อมหลอดไฟให้เรียบร้อย แถมยกที่ต้มกาแฟมาเองด้วย

หัวเจิ้นปัง: ก็ดีหรอกนะ แต่ผมจ้างคุณมาเป็นเลขา ไม่ใช่คนงาน
ฟางปิ่งอี้: งานเลขา ชั้นทำเสร็จเรียบร้อยก่อนคุณมาแล้วค่ะ
ก็เลยทำความสะอาดที่นี่ซะเลย อยู่บ้านชั้นก็ทำแบบนี้
หัวเจิ้นปัง: คุณจะว่าผมมาทำงานสายงั้นเถอะ ก็แค่สายนิดหน่อยเอง





ฟางปิ่งอี้: เที่ยงนี้คุณจะกินอะไร
หัวเจิ้นปัง: คุณจะให้ผมกินที่นี่น่ะเหรอ
ฟางปิ่งอี้: ก็คุณมีประชุมตอนบ่ายสอง ชั้นคิดว่าคุณอยากจะเตรียมตัวก่อนประชุม
อึ้งจี้เหม็ง: มีสองอย่างที่ต้องจำไว้ อย่างแรก เจิ้นปังไม่ชอบกินอาหารกล่อง
อย่างที่สองเวลาเครียดๆ เค้าจะหิว
ฟางปิ่งอี้: คุณเครียดเรื่องอะไรเหรอคะ
หัวเจิ้นปัง: เวลาผมเห็นใครทำงานหนัก ผมเครียดทุกที เข้าใจรึเปล่า
เอาล่ะ ไปกินข้างนอกกัน ผมจะเลี้ยงต้อนรับคุณ
ฟางปิ่งอี้: แต่ชั้นเตรียมอาหารกล่องมาแล้ว
หัวเจิ้นปัง: อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำสองน่า





เจิ้นปังเปลี่ยนกลับไปใช้โทมัส นายหน้าอสังหาริมทรัพย์เจ้าเดิม
แต่กลับไม่ได้เรื่องได้ราว ซื้อห้องชุดเปิดใหม่ให้ก็ไม่ได้
รู้แล้วล่ะว่าคนแห่ไปจองเฟสหนึ่งกันเพียบ
อุตส่าห์แนะให้ไปแอบจองเฟสสองโดยไม่ต้องผ่านบริษัท ยังไม่มีปัญญา
เจิ้นปังกลุ้มใจ ตูจะจ้างมันต่อไปดีมั้ยเนี่ย





ปิ่งอี้รู้เรื่องเจิ้นปังเก็งกำไรขายห้องชุด ทำให้ไม่สบายใจ
เธอคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ ราคาบ้านถูกปั่นจนคนที่อยากมีบ้านจริงๆ ซื้อไม่ได้
ครอบครัวที่มีรายได้ราวสองหมื่น ต้องเสียเงินผ่อนบ้านไปครึ่งหนึ่งแล้ว
อยากมีลูกก็ยังไม่ได้เลย เจิ้นปังฟังกำลังอารมณ์เสีย
จึงแกล้งบอกว่าอยากกินกาแฟให้ปิ่งอี้ลงไปซื้อ แล้วทิ้งเธอไว้เลย
โหย ใจร้ายมากเลยอ่ะ จี้เหม็งยังอึ้ง






สู้ซิ่วฟงก็ไม่ได้ เธอสามารถจองห้องชุดที่เจิ้นปังต้องการได้ถึง 50 ห้อง
แถมยังไม่ยอมจองในนามบริษัทซะด้วย แต่ลูกค้าของเธอดันต้องการแค่ 5 ห้องนี่สิ
เจ้านายมาถามซิ่วฟงก็ปากแข็งสุดฤทธิ์ อะไร ใครมีใบจองห้อง ไม่มี๊ ไม่มี





ความจริง ซิ่วฟงไม่เก่งภาษาจีนเท่าไหร่ เธออยู่แคนาดามาแต่เกิด
เลยถนัดแต่อังกฤษกับฝรั่งเศส เพิ่งมาเรียนภาษาจีนที่ฮ่องกง
ฉางผิงไม่อยากให้ลูกสาวหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องการงาน
ต้องหาเวลาผ่อนคลายบ้าง จึงชวนซิ่วฟงไปดูคอนเสิร์ตรัสเซีย





หลังจากหัวเหวินเช่าเดินทางไปแคนาดาแล้ว หัวเหวินฮั่นก็อารมณ์ไม่ค่อยดี
สี่ซัมเหยียนจึงให้ชิงหยูซื้อบัตรงานคอนเสิร์ตรัสเซียมาให้
เหวินฮั่นชอบเพลงรัสเซียมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนแม่ฟังไม่กระดิกหู เลยให้ชิงหยูไปเป็นเพื่อนพ่อ
ชิงหยูก็มีนัด หน้าที่นี้เลยตกเป็นของเจิ้นปัง





ชิงหยูเอาเรื่องเจิ้นปังเก็งกำไรห้องชุดมาขู่ ขืนไม่ยอมไปกับพ่อดีๆ โดนฟ้องแน่



หัวเหวินฮั่น: พ่อนึกไม่ถึงเลยว่าแกจะยอมมาเป็นเพื่อนพ่อ
หัวเจิ้นปัง: แล้วพ่อซึ้งมะ
หัวเหวินฮั่น: พ่อล่ะหวั่นใจมากกว่า อยู่ดีๆ แกก็มาทำตัวเป็นลูกตัญญู





ฉางผิงกับซิ่วฟงก็เข้าไปดูคอนเสิร์ตวันเดียวกัน

หัวเจิ้นปัง: ผมออกไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ
หัวเหวินฮั่น: เอาเถอะ แค่แกยอมมาด้วยพ่อก็ดีใจแล้ว
หัวเจิ้นปัง: โธ่ ผมจะไปเข้าห้องน้ำจริงๆ
เครดิตไม่ค่อยดีเลยนะเจิ้นปัง แต่ยังไงพ่อก้อรักล่ะ




เส้าฟงออกมาโทรศัพท์จึงได้เจอกัน

หัวเจิ้นปัง: เอ๊ะ เดี๋ยวนี้ที่ศูนย์วัฒนธรรมเค้าขายคอนโดกันแล้วหรือ คุณถึงมาที่นี่ได้
หย่งซิ่วฟง: หมู่นี้คุณก็ตัวไม่ค่อยเหม็นแล้วนี่ สงสัยจะทำกำไรได้น้อยล่ะสิ
หัวเจิ้นปัง: ฮ่องกงไม่ได้มีคุณเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์คนเดียวนี่
คุณก็น่าจะรู้จักโทมัสนะ เค้าเป็นตัวแทนขายคอนโด Garden View ให้ผมตั้ง 10 ห้อง
หย่งซิ่วฟง: ขำๆ น่ะ Garden View เฟสแรกแป๊บเดียวก็ขายหมด
เฟสสองถ้าไม่มีเส้นสายอย่าหวังเลยว่าจะได้ ชั้นรู้นะว่าบริษัทไหนเข้าหลังบ้านกันมั่ง
อย่างโทมัสน่ะเร้อจะมีคอนโดมาขายให้คุณ
หัวเจิ้นปัง: แล้วคุณมีรึไง แต่ถึงคุณมี ถ้าไม่มีลูกค้ากระเป๋าหนักอย่างผม คุณก็ไม่มีทางทำกำไรได้หรอก
หย่งซิ่วฟง: นึกว่าตัวเองรวยที่สุดในฮ่องกงรึไง





ฟังเพลงแล้วนึกถึงอดีต สมัยยังเป็นวัยรุ่นไม่สามารถหาตั๋วฟังคอนเสิร์ตได้
ต้องไปแอบฟังอยู่ด้านนอก ทำให้หัวเหวินฮั่นได้รู้จักกับไหว่ฉางผิง






หลังคอนเสิร์ตเลิก ฉางผิงเห็นซิ่วฟงหลียวซ้ายแลขวา ก็คิดว่าลูกไม่สนุก

หย่งซิ่วฟง: เมื่อกี้ หนูเจอเพื่อนน่ะค่ะ เลยมองๆ หาดู
หนูมีอะไรอยากจะคุยกับเค้าซะหน่อย
ไหว่ฉางผิง: งั้นลูกไปหาเพื่อนเถอะ แม่กลับเองได้
หย่งซิ่วฟง: ถึงบ้านแล้วโทรหาหนูนะ




ซิ่วฟงจากไป ฉางผิงได้พบกับเหวินฮั่น รวดเร็วทันใจ ไม่ต้องลุ้นกันนาน



ไม่ได้เจอกันหลายปี ก็ต้องถามสารทุกข์สุขดิบกันหน่อย

หัวเหวินฮั่น: หลายปีก่อนคุณจากไปโดยไม่ร่ำลา
ไหว่ฉางผิง: ชั้นไปแคนาดา แล้วแต่งงานที่นั่น
สามีชั้นเป็นชาวแคนาดาเชื้อสายจีน เรามีลูกสาวหนึ่งคน
หัวเหวินฮั่น: แล้วสามีคุณดีกับคุณมั้ย
ไหว่ฉางผิง: ดีสิคะ แต่เค้าเสียไปหลายปีก่อน





หย่งซิ่วฟง: ไปไหนของเค้านะ โทรศัพท์ก็ไม่รับ อีตาบ้าเจิ้นปัง
หัวเจิ้นปัง: ไม่ต้องว่ากันก็ได้ ยังกับโทรศัพท์คุณว่างนักนี่
หย่งซิ่วฟง: ตามหาชั้นทำไม
หัวเจิ้นปัง: เหตุผลเดียวกับที่คุณตามหาผม
หย่งซิ่วฟง: อยู่ที่คุณกล้าเสี่ยงมั้ย
หัวเจิ้นปัง: กี่ยูนิต
หย่งซิ่วฟง: 50
หัวเจิ้นปัง: ผมเหมาหมด
หย่งซิ่วฟง: ไม่กลัวชั้นโกงเหรอ
หัวเจิ้นปัง: กลัวแต่คุณไม่ขายให้ผมเท่านั้นแหละ
สองคนนี่เค้าทันกันจริงๆ นะ










 

Create Date : 13 ตุลาคม 2550    
Last Update : 22 มกราคม 2554 0:01:40 น.
Counter : 680 Pageviews.  

The Drive of Life 6







หัวเจิ้นเหวินขอโทษที่แอบมาฮ่องกงโดยไม่บอก
พ่อก็เข้าใจล่ะนะ ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
แต่ยังไงพ่อก็เป็นพ่อ ลูกมีปัญหาพ่อก็ต้องช่วย
ที่เจิ้นเหวินไม่อยากบอกก็เพราะกลัวพ่อจะทะเลาะกับลุงเนี่ยแหละ

ระหว่างทางเจิ้นเหวินเห็นคนขายสินค้าแบรนด์เนมราคาถูก
ตอนแรกยังนึกว่าเป็นของปลอม แต่คนขายบอกว่าเป็นของตกรุ่น
ตกรุ่นยังไงเมืองจีนก็ยังไม่มี เจิ้นเหวินคิดจะกว้านซื้อไปขาย





เมื่อโดนหัวเหวินเช่าเปิดโปงเรื่องในอดีต
หัวเหวินฮั่นจึงคิดจะเล่าให้ลูกๆ ได้รู้เรื่องตามความเป็นจริง

หัวเหวินฮั่น: หลังจากพ่อของพ่อเสียไป พ่อเป็นลูกชายคนโตจึงต้องดูแลครอบครัว
ตอนนั้น ฮ่องกงยังเป็นเมืองใหม่ พ่อไม่กล้าให้น้องชายไปเสี่ยงอันตราย
แต่ถ้าพ่อพูดกับเหวินหง เค้าต้องไม่เห็นด้วยแน่
พ่อถึงใช้วิธีเสี่ยงดวงเพื่อตัดสินโชคชะตา
หัวเจิ้นปัง: โชคชะตาที่พ่อกำหนดไว้แล้วน่ะเหรอครับ
หัวชิงหยู: โกหกโดยสุจริตไม่เคยได้ยินหรือไง
หัวเจิ้นปัง: พี่นี่เข้าข้างพ่อน่าดู มิน่าพ่อถึงรักพี่มากกว่าผม
หัวเหวินฮั่น: พ่อรู้ว่าคงมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพ่อ
แต่พ่อทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต่อไปเราจะไม่พูดเรื่องนี้อีก กินข้าวเถอะ
หัวเจิ้นปัง: แต่ผมคิดว่า
สี่ซัมเหยียน: กินข้าว เลิกพูดได้แล้ว







หวังเส้าเฟินตกลงขายหุ้นให้กับหัวเหวินฮั่น
เค้ายังพยายามเกลี้ยกล่อมเป็นครั้งสุดท้าย
เส้าเฟินยืนยันว่าเธอไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับหัวเหวินฮั่นอีกต่อไป
เมื่อโอนหุ้นให้แล้ว จะถือว่าตัดขาดกันอย่างเด็ดขาด

หัวเหวินฮั่น: ถึงพวกเธอจะอพยพไปแล้ว หากคิดจะกลับมาเมื่อไหร่ ก็กลับมาได้ทุกเมื่อ
หัวเหวินเช่า: พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง ผมเลือกทางนี้เอง จะเกิดอะไรขึ้นผมก็ยอมรับได้
หวังเส้าเฟิน: พวกเราอยู่แคนาดาต้องมีความสุขกว่าอยู่ฮ่องกงแน่
อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนเห็นหน้าคนเนรคุณ
หัวเหวินฮั่น: หมั่นเซ็กอย่าทำแบบนี้เพื่อประชดพี่ เธอควรจะเตรียมแผนสำรองไว้บ้าง
ถือหุ้นของ Kwok Wai ไว้ เธอยังได้ปันผลทุกปี
หัวเหวินเช่า: ปัญหาก็คือ Kwok Wai ทำกำไรได้ก็เพราะพี่ใหญ่คนเดียว
ผมอยากจะทำหาเงินด้วยลำแข้งของผมเอง






วันออกเดินทาง หัวเหวินฮั่นก็ยังห่วงใย ตามมาส่ง

หัวเหวินฮั่น: พี่รู้ว่าเธอไม่อยากให้พี่มา แต่ยังไงพี่ก็ต้องมา
เหวินเช่า พี่รู้ว่าน้องโตจนเป็นพ่อคนแล้ว
สำหรับพี่ เธอยังเป็นน้องเล็กของพี่เสมอ ต่อไปทำตัวให้ดีล่ะ





ฟังแล้วคนนึงซึ้ง ส่วนอีกคนไม่ซึ้ง



หัวเหวินฮั่น: เหวินหง พี่หวังว่าซักวันเราคงได้นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวตามประสาพี่ๆ น้องๆ



เหตุการณ์ช่างบังเอิญเหลือเกิ๊น หย่งซิ่วฟงมารับแม่ที่สนามบิน
หัวเหวินหงเห็นไหว่ฉางผิงแต่เธอไม่เห็นเขา เธอกลับเห็นหัวเหวินฮั่น






ไหว่ฉางผิงรู้สึกเป็นห่วง เห็นลูกสาวกลางคืนยังต้องนัดลูกค้าไปดูบ้านอีก
ทำไงได้ล่ะ ลูกค้าบางคนอยากเห็นวิวบ้านตอนกลางคืนนี่นา




ดูแล้วแม่ของซิ่วฟง น่าจะเป็นกิ๊กเก่าของสองพี่น้องตระกูลหว่า
ยังเก็บรูปเก่าๆ ไว้อีกด้วย




หัวเจิ้นเหวินขนซื้อแว่นตาแบรนด์เนมราคาถูกไปมากมาย
กะทำกำไรซัก 3-4 หมื่น ตอนนี้มีใบสั่งสินค้าจากร้านแว่นตาเข้ามาแล้วด้วย

หัวเหวินหง: ขายได้แล้ว ก็รีบเอาเงินไปคืนเค้าซะล่ะ
หัวเจิ้นเหวิน: เนี่ย ถ้าขายซักหลายๆ เที่ยว ผมต้องเป็นเศรษฐีค้าส่งแว่นตาแน่
หัวเหวินหง: แกนี่ชอบฝันหวานอย่างที่ตาของแกว่าจริงๆ
หัวเจิ้นเหวิน: ก็ไม่รู้ว่าได้ยีนใครมานิ





ซินซินได้ข่าวว่าเจิ้นเหวินกลับมา เธอนึกว่าเพื่อนร่วมงานจะรุมทำร้ายเค้า
เจิ้นเหวินคืนเงินก้อนแรกให้กับทุกคน ส่วนที่เหลือจะคืนให้สิ้นเดือน ทุกคนพอใจแยกย้ายกันไป




หัวเจิ้นเหวิน: หน้าตาชั้นเหมือนถูกซ้อมมาหรือไง ดูดิ๊ยังหล่อเหมือนเดิม ไงเท่อ๊ะเปล่า




ซินซินไม่เข้าใจ เวลาได้กำไรก็กะจะแบ่งกัน แต่พอขาดทุนทำไมเจิ้นหมั่นต้องรับผิดชอบคนเดียวด้วย

หัวเจิ้นเหวิน: ชั้นสัญญากับเพื่อนๆ แล้วนี่ ว่างานนี้รับรองไม่ขาดทุนแน่
ชั้นก็ต้องรักษาสัญญาสิ จริงมั้ย เอ้า ลองใส่ดูหน่อย
ซินซิน: ชั้นใส่แล้วเท่มั้ย
หัวเจิ้นเหวิน: เหมือนแมลงวันเลย
ซินซิน: เอาคืนไป
หัวเจิ้นเหวิน: อย่าโกรธน่า ไม่เอาจริงอ่ะ นี่ตั้งใจเก็บไว้ให้เธอเลยนะ





ซินซิน: เอาสิ ทำไมจะไม่เอา
หัวเจิ้นเหวิน: ไม่เต็มใจรับก็อย่าเลย เดี๋ยวจะหาว่าโดนชั้นบังคับ
ซินซิน: นี่ล้อชั้นเล่นเหรอ
หัวเจิ้นเหวิน: ชั้นจริงใจนะ ใครว่าล้อเล่นล่ะ
ซินซิน: ก็เมื่อกี๊บอกว่าชั้นใส่แล้วหน้าเหมือนแมลงวันนี่ ดูสิ ยังจะมาหัวเราะเยาะชั้นอีก
หัวเจิ้นเหวิน: แซวเล่นเอง ดูทำหน้าเข้า เธอน่ะจริงจังเกินไป ใครๆ ถึงชอบล้อเธอเล่นน่ะสิ
เก็บให้ดีล่ะ เนี่ยอันสุดท้ายแล้ว ชั้นยังไม่มีเลยนะ





ที่โรงงานผลิตรถยนต์ สายงานผลิต ไม่สามารถผลิตรถได้ทัน
ทำให้อะไหล่ส่งมากองเต็มโรงงาน

ความจริงที่หัวเหวินหงไปฮ่องกง ก็เพื่อร่วมสัมมนาการผลิตรถยนต์
เค้าจึงแอบแย๊บๆ เตือนพ่อผู้เป็นผู้จัดการโรงงานว่า
การสต๊อกอะไหล่มากมันสิ้นเปลืองพื้นที่ ค่าใช้จ่าย และกำลังคน
น่าจะปรับปรุงการผลิตของ Fook Lok ผลิตมาตั้งสามปีแล้ว ยังไม่เข้าเป้าซักปี
บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นเริ่มหมดความอดทนแล้วนะ
สามปีไม่ใช่เวลาสั้นๆ ดูเกาหลีซิ แค่สามปีเค้าไปถึงไหนแล้ว
คุณตาเปิดโอกาสให้เหวินหงแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่
ตอนนี้ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานอยู่แล้ว อีกหน่อยก็ต้องมาเป็นผู้จัดการโรงงานแทนคุณตาอยู่ดี




หัวชิงหยูได้ยินโทรศัพท์ในห้องทำงานอาเล็ก
อุตส่าห์เข้ามารับแต่ก็ไม่ทัน สายหลุดไปซะก่อน
หย่งเปียวเดาว่าคงจะเป็นสาวๆ นั่นแหละ
แม้หว่าเหวินเช่าจะจากไปแล้ว สายจากสาวๆ ยังมีอยู่ไม่ขาด





ตอนนี้ ใครๆ ก็เดากันว่าใครจะได้รับการโปรโมทให้มาแทนตำแหน่งหัวเหวินเช่า
ดูแล้วเว่ยหย่งเปียวน่าจะมีแววที่สุดเพราะเป็นผู้ช่วยคนโปรดของหัวเหวินฮั่น
แต่สุดท้ายหัวเหวินฮั่นกลับสั่งปิดออฟฟิศของหัวเหวินเช่า
หย่งเปียวคิดว่าเจ้านายคงอยากจะเก็บตำแหน่งไว้ เผื่อหัวเหวินเช่าจะกลับมาก

หัวเหวินฮั่น: ถ้าชั้นคิดอย่างนั้น ชั้นก็ไม่ควรเป็นผู้บริหารบริษัทนี้
ชั้นเพียงแต่อยากสร้างความมั่นใจให้กับบอร์ดบริหาร
ไม่อยากให้ใครคิดว่าชั้นตั้งใจบีบคนของคุณหวังออกเพื่อเอาคนของชั้นเข้าแทน
ถ้าดูจากความสามารถแล้ว หย่งเปียว เธอเหมาะกับตำแหน่งของเหวินเช่าที่สุด
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
หัวชิงหยู: (เข้ามาพอดี) พ่อคะ อย่างนี้มันจะไม่ยุติธรรมกับหย่งเปียวหรือคะ
เว่ยหย่งเปียว: ถ้าผมไม่ได้รับการโปรโมทเพราะเป็นคนของคุณหว่า
ผมกลับรู้สึกว่าปลื้มใจซะอีก เป็นเกียรติของผมที่ได้ทำงานให้คุณ





หัวเหวินฮั่น: หย่งเปียวเป็นคนฉลาด พ่อชื่นชมเค้า
ไม่ใช่แค่ความสามารถ แต่เพราะเค้าเป็นคนมีความอดทน
หัวชิงหยู: พ่อว่าเค้าฉลาด แต่หนูว่าเค้าโง่มากกว่า
แค่พ่อกล่อมหน่อยก็ยอมง่ายๆ ซะแล้ว
หัวเหวินฮั่น: พ่อเรียกเธอมาขอดูบัญชี ไม่ได้ขอความเห็น




ชิงหยูเห็นหย่งเปียวยังยิ้มออกก็ไม่เข้าใจ
ความจริงได้โปรโมทหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ที่สำคัญคือเจ้านายไว้ใจ และมอบหมายงานสำคัญๆ ให้ทำต่างหาก

เว่ยหย่งเปียว: ถึงเงินเดือนผมไม่ขึ้น ผมก็มีปัญญาเลี้ยงข้าวคุณนะ
หัวชิงหยู: ขอบคุณค่ะ แต่ไม่ดีกว่า ชั้นไม่ได้ทำอะไรให้คุณซักหน่อย





เว่ยหย่งเปียวเห็นรถชิงหยูกระจกปิดไม่สนิท เธอบอกว่าเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เช้า
ไม่ยักกลัวรถหายแฮะ

หัวชิงหยู: รถคันนี้ปัญหาเยอะจะตาย ใครขโมยไปมีหวังร้องไห้แย่
(เอ่อ เจ๊ชิงหยูคะ คันนี้ขายเมืองไทยคันละสองล้านกว่านะคะ)
เว่ยหย่งเปียว: ทำไมไม่เอาเข้าศูนย์ไปล่ะครับ
หัวชิงหยู: ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ซ่อมไม่ได้หรอก
สงสัยชั้นจะเป็นพวกดวงพิฆาตรถซะล่ะมั้ง
เว่ยหย่งเปียว: งั้นให้ผมลองซ่อมดูมั้ยครับ
หัวชิงหยู: ซ่อมดวงชั้นน่ะเหรอคะ





เว่ยหย่งเปียวพาชิงหยูมาซ่อมรถที่อู่ของตัวเอง มาถึงอู่กำลังมีปัญหา
ช่างซ่อมรถให้ลูกค้าหลายครั้งยังไม่หายอาการเดิมๆ ซะที
หย่งเปียวลงมือเช็ครถด้วยตัวเอง ก็หัวหน้าช่างเล่นหายตัวไปเล่นไพ่ที่มาเก๊าอยู่เรื่อย
อยากจะไล่ออกวันละร้อยหน พ่อมัวแต่ใจอ่อนเห็นเป็นช่างเก่าแก่




พ่อเห็นชิงหยู หลงดีใจนึกว่าลูกชายพาแฟนกลับบ้าน
ไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็เป็นครั้งแรกที่หย่งเปียวพาหญิงมาซ่อมรถ

แม่รู้เข้าก็พลอยตื่นเต้น ชวนชิงหยูอยู่กินข้าวเย็น ชิงหยูตกลง





แม่ฉวยโอกาสทดสอบชิงหยูด้วยการขอให้เธอช่วยจัดโต๊ะให้
ชิงหยูก็ไม่เกี่ยงงอน แม่ยิ่งเชียร์ให้หย่งเปียวจีบ ลูกเจ้านายก็ไม่เห็นเป็นไร พยายามหน่อย

เผลอแป๊บเดียว ชิงหยูทำแก้วแตกซะแล้ว
แม่รีบกลบเกลื่อนว่าแก้วเก่า ตั้งใจจะทิ้งอยู่แล้ว
เพราะไม่อยากให้ชิงหยูไม่สบายใจ





สองพ่อลูกไปจ๊อกกิ้งแต่เช้า

หัวเจิ้นปัง: พ่อคร้าบ มีอะไรคุยกันที่บ้านก็ได้ ไม่เห็นต้องตามมาวิ่งกับผมเลย
หัวเหวินฮั่น: รู้ได้ยังไงว่าพ่อมีเรื่องจะคุยกับแก
หัวเจิ้นปัง: ผมมันพวกจมูกมด ดมกลิ่นออก
หัวเหวินฮั่น: แกมันก็อย่างเนี้ย เมื่อไหร่จะเอาจริงเอาจังกับเค้าบ้าง
นี่แหละ ใครๆ เค้าถึงว่าชั้นสอนลูกไม่เป็น
หัวเจิ้นปัง: โห ฟังแล้วซีเรียสจัง
หัวเหวินฮั่น: พ่อคิดดูแล้ว พ่อจะไม่ตามใจแกอีกต่อไป
แกชอบใช้เงิน ก่อนที่จะหาเงินได้ ถ้าแกอยากจะลงทุนทำสปารีสอร์ทล่ะก็
รู้จักหางานทำ หาเงินให้เป็นซะก่อน
หัวเจิ้นปัง: พ่ออยากให้ผมเข้า Kwok Wai ล่ะสิ
หัวเหวินฮั่น: แกจะไปทำงานข้างนอกพ่อก็ไม่ว่า
หัวเจิ้นปัง: ไม่อ่ะ ทำงานที่ที่คุ้นเคยดีกว่า
หัวเหวินฮั่น: แกไปหาหย่งเปียวนะ บอกเค้าว่าแกอยากทำงานแผนกไหน
(เอ๊ เมื่อกี้ คุณพ่อว่าจะเลิกตามใจคุณลูกไม่ใช่เหรอคะ)





หย่งเปียวแนะนำแผนกต่างๆ ให้เจิ้นปังเลือก
แผนกนั้นก็ไม่ดี แผนกนี้ก็ไม่ชอบ
เอาแต่พับเครื่องบินกระดาษอยู่ได้ ไม่ตั้งใจเล้ย
แถมยังร่อนเครื่องบินไปเกือบโดนหัวเหวินฮั่น





หัวเหวินฮั่น: ทำอะไรเนี่ย
หัวเจิ้นปัง: อ๋อ ผมเอาขยะของบริษัทมารีไซเคิลอ่ะครับ
หัวเหวินฮั่น: ที่บริษัทจ้างแกเนี่ย ก็ถือว่าเป็นการเอาขยะมารีไซเคิลแล้ว
(แสบมากค่ะคุณพ่อ แน้ โดนว่ายังมาทำหน้าทะเล้นอีก)
ตกลงเลือกแผนกได้หรือยัง
หัวเจิ้นปัง: ได้แล้วครับ แผนกบริหารสินทรัพย์
(รีบมั่วเลือกก่อนจะโดนพ่อเหน็บแนมอีก)

แหม ก่อนพ่อมายังบ่นอยู่เลยว่าแผนกนี้เหมือนแผนกตามทวงหนี้ ไหงเปลี่ยนใจเร็วจัง





เจิ้นปังว่างงานจัด เอาแต่เลี้ยงเต่างานการไม่ทำ
ยังไม่ทันห้าโมงเย็น ก็เตรียมตัวเผ่นไปเที่ยวกับเพื่อนซะแล้ว
เว่ยหย่งเปียวเข้ามาตรวจงานพอดี เสียเส้นหมด





แผนกนี้น่าหดหู่จะตาย หลอดไฟก็เจ๊ง แอร์ก็น้ำหยด ใครจะไปทนทำงานไหว

เว่ยหย่งเปียว: คุณรู้มั้ยว่าทำไมงบซ่อมแซมที่คุณเสนอไปจึงไม่ได้รับการอนุมัติ
หัวเจิ้นปัง: ถ้าพูดให้สวยหน่อย ก็คือพ่อต้องการอบรมผม
แต่ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ก็คือพ่อต้องการทรมานผม
เว่ยหย่งเปียว: แผนกบริหารสินทรัพย์เป็นแผนกเอกเทศภายใต้กลุ่ม Kwok Wai
สินทรัพย์ทั้งหมดของ Kwok Wai รวมถึงการซ่อมบำรุงโรงงาน
ล้วนเป็นความรับผิดชอบของคุณ รายได้ของคุณมาจากการให้เช่าแต่เพียงอย่างเดียว
ซึ่งถ้าเทียบกับรายได้ทั้งหมดของบริษัท รายได้ของแผนกคุณมันจิ๊บจ๊อยมาก
ในเมื่อรายได้น้อย บริษัทก็เลยไม่ให้งบมากนัก
ตอนนี้มีคุณสองคนเพิ่มเข้ามา รายจ่ายก็เลยสูงขึ้นไปด้วย
หัวเจิ้นปัง: แปลว่าถ้าเราสามารถทำกำไรให้กับบริษัท เราก็จะได้งบเพิ่มขึ้นสินะ
เว่ยหย่งเปียว: ถ้าคุณอยากอยู่ก็อยู่ ถ้าอยากไปก็เชิญ
ผมมีหน้าที่แค่คอยตรวจเช็คคุณตามคำสั่งของคุณหัวเท่านั้น





เรื่องอะไรจะเผ่นตอนนี้ ขืนออกก็เสียหน้าแย่ดิ
สำหรับเจิ้นปังเรื่องหน้าสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
แบบนี้ต้องหาทางทำกำไรให้แผนกซะแล้ว




เจิ้นปังตรวจแฟ้มบริษัท พบนามบัตรหย่งซิ่วฟง
ไหนว่าจะตั้งใจทำงาน พอเห็นนามบัตรสาวเข้าหน่อย
หาเรื่องขายอาคารที่หมดสัญญาเช่าทันที





เจิ้นปังให้อึ้งจี้เหม็งโทรนัดซิ่วฟงออกมา
แหม เปลี่ยนงานเร็วจัง เจอกันหนที่แล้วยังเป็นประธานบริษัททำสปารีสอร์ทอยู่เลย

หัวเจิ้นปัง: คุณก็เช่นกัน เจอกันหนที่แล้วคุณยังใช้ชื่อ Stella Choi อยู่เลย
เรื่องอดีตอย่าพูดถึง มาคุยเรื่องธุรกิจกันดีกว่า คุณเตรียมเช็คมาแล้วใช่มั้ย
หย่งซิ่วฟง: คุณทำงานที่ Kwok Wai จริงๆ อ่ะ
หัวเจิ้นปัง: เอ ประธานบริษัท Kwok Wai นี่ แซ่อะไรนะ
หย่งซิ่วฟง: แซ่หัว อ๋อ คุณนี่พวกอภิสิทธิ์ชนล่ะสิ
หัวเจิ้นปัง: อย่าพูดอย่างนั้นน่า สมัยนี้จะมานั่งให้เช่าอาคารกันอย่างเดียวไม่ได้หรอก
เราต้องหากำไรจากการขายด้วย
หย่งซิ่วฟง: ทำไมคุณถึงเลือกชั้นล่ะ
หัวเจิ้นปัง: เพราะคุณเป็นคนมุ่งมั่น และโลภดี คุณอยากได้ค่าคอมมากๆ
คุณก็ต้องขายอาคารผมในราคาดีแน่
หย่งซิ่วฟง: งั้นก็ เซ็นสัญญากันเลยสิคะ






ดันมีโทรศัพท์เข้ามาขัดจังหวะ

หัวเจิ้นปัง: โทษที เซ็นไม่ได้แล้วล่ะ มีคนเสนอราคาให้มากกว่าคุณแสนเหรียญ
หย่งซิ่วฟง: อะไรจะเบี้ยวชั้นเหรอ
หัวเจิ้นปัง: อย่าพูดอย่างนั้น ธุรกิจก็แบบเนี้ย คนเสนอราคาดีกว่าก็ได้ไป
เอางี้นะ แหม ผมเองก็ไม่มีงานอดิเรกซะด้วย คงไม่ขอให้คุณไปหาปากกามาให้หรอก
เอาเป็นว่าถ้าภายใน 2 วันนี้ คุณสามารถทำให้ลูกค้าคุณเสนอราคาเท่ากันได้ ผมจะให้โอกาสคุณก่อน
หย่งซิ่วฟง: ตกลงตามนี้





หย่งซิ่วฟงนำเช็คลูกค้ามาทวงสัญญา แต่เจิ้นปังรับมัดจำคนอื่นไปแล้ว

หย่งซิ่วฟง: คุณเคยรักษาสัญญาบ้างมั้ย ยังจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักธุรกิจอยู่อีกหรือ
คนอะไรไม่มีศักดิ์ศรีเอาซะเลย
หัวเจิ้นปัง: ผมทำสัญญาที่ 4.3 ล้านเหรียญ สูงกว่าที่คุณเสนอตอนแรกถึง 5 แสน
หย่งซิ่วฟง: ได้เงินซะก่อนเถอะ ค่อยมาคุย ระวังจะโดนเบี้ยว
หัวเจิ้นปัง: อยากพูดอะไรก็พูดไปเหอะ ผมเข้าใจความรู้สึกคุณ
หย่งซิ่วฟง: ลูกค้าชั้นเสนอราคาที่ 4.5 ล้านย่ะ
(ปากว่ามือถึงจริงๆ แม่คุ้ณ โดนฟาดไปตุ้บ เจ็บมั้ยล่ะนั่น)





หัวเจิ้นปัง: ขาคุณเป็นอะไรทำไมถึงเดินกระเผลกอย่างนั้น
หย่งซิ่วฟง: ก็ชั้นรีบมาหาคุณน่ะสิ ช่างชั้นเถอะ
หัวเจิ้นปัง: ผมจะรู้ได้ยังไงว่าลูกค้าคุณจะให้ราคาดีอย่างนี้
หย่งซิ่วฟง: คุณคิดแต่จะแกล้งชั้น ไม่ได้สนใจหรอกว่าลูกค้าชั้นจะดียังไง
หัวเจิ้นปัง: หนนี้ผมไม่ได้แกล้งคุณจริงๆ ผมรับมัดจำคนอื่นเค้าไปแล้ว
หย่งซิ่วฟง: รับแล้วสิว่า ก่อนหน้านั้นคุณแกล้งชั้น
หัวเจิ้นปัง: ขอโทษน้า คุณก็เคยแกล้งผมเหมือนกันนี่
ถ้าผมไม่ทำตามสัญญา มีหวังโดนปรับเป็นสองเท่าของมัดจำ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก
หย่งซิ่วฟง: แล้วถ้าชั้นเกลี้ยกล่อมให้ลูกค้าคุณเป็นฝ่ายยกเลิก โดยคุณไม่ต้องเสียค่าปรับล่ะ
คุณจะขายให้ลูกค้าของชั้นมั้ย
หัวเจิ้นปัง: ถ้าคุณทำได้จริง ก็สมควรจะได้ค่าคอมแล้วล่ะ
หย่งซิ่วฟง: หนนี้ อย่ากลืนน้ำลายตัวเองอีกล่ะ
หัวเจิ้นปัง: เห็นแก่ 4.5 ล้าน ผมรับปากคุณ





หย่งซิ่วฟงทำได้จริงๆ ด้วย ฝีมือสตรอเบอร์รี่ของเธอเป็นหนึ่งไม่มีสอง
เจิ้นปังจึงทำตามสัญญาขายอาคารให้กับลูกค้าของเธอ




หย่งซิ่วฟงอำลูกค้าเจิ้นปังว่าอาคารนั้นเป็นอาคารอับโชค เจ้าของถ้าไม่ล้มละลายก็ต้องตาย
อย่างคุณหวังก็เสียชีวิตด้วยเหตุนี้ เล่นเอาลูกค้าปอดแหก ยอมถอนตัวไปเอง
ทั้งคู่เริ่มคุยกันเรื่องตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ซิ่วฟงบอกว่าหากรออีกสองสามเดือน อาคารที่เพิ่งขายไป จะได้ราคาดีกว่านี้อย่างน้อย 10%

หัวเจิ้นปัง: ผมมีทุนให้คุณ 4.5 ล้าน คุณจะทำให้ผมได้กำไรซักเท่าไหร่
หย่งซิ่วฟง: เท่าตัวภายใน 1 ปี
หัวเจิ้นปัง: 4 เท่าในครึ่งปีได้มั้ย
หย่งซิ่วฟง: 4 เท่า นี่คุณคิดว่าเล่นไพ่นกกระจอกอยู่เหรอ
หัวเจิ้นปัง: 6 เท่าในครึ่งปีล่ะ
หย่งซิ่วฟง: ไปเข้าบ่อนจะดีกว่านะคุณ
หัวเจิ้นปัง: เอางี้ ถ้าคุณทำกำไรให้ผมได้ 30 ล้านในครึ่งปี
ผมจะเพิ่มค่าคอมให้คุณเป็น 3 เท่า
หย่งซิ่วฟง: ตกลง




ซิ่วฟงเอาค่าคอมไปซื้อเก้าอี้นวดให้กับแม่ ลูกกตัญญูจริงๆ



ฉางผิงเห็นซิ่วฟงหายไปนาน จึงตามออกไปดู
ซิ่วฟงกำลังทะเลาะกับผู้รับเหมา เธอไม่ยอมจ่ายเงินให้เค้า เพราะทำงานไม่เรียบร้อย
ผู้รับเหมาไม่ยอม ทำท่าจะเอาเรื่อง กลับโดนซิ่วฟงฟาดซะน่วม





ฉางผิงกลัวผู้รับเหมาจะกลับมาแก้แค้น กลัวทำไมล่ะ อย่างมากก็แจ้งความ

หย่งซิ่วฟง: ไม่ต้องกลัวนะแม่ หนูจะไม่ให้ใครทำร้ายแม่ได้อีก
ไหว่ฉางผิง: ลูกยังไม่ลืมเรื่องที่แคนาดาอีกหรือ
หย่งซิ่วฟง: หนูจะลืมคนที่ทำร้ายแม่ได้ยังไง ตอนนั้นหนูยังเล็กช่วยอะไรแม่ไม่ได้
ตอนนี้หนูโตแล้ว หนูจะปกป้องแม่เอง
ไหว่ฉางผิง: ยังไงเค้าก็เป็นพ่อของลูก
หย่งซิ่วฟง: หนูไม่นับคนอย่างนั้นเป็นพ่อหรอก คนอะไรไม่แมนซะเลย
ทำธุรกิจล้มเหลว ก็เอาแต่ดื่มเหล้า พอเมาก็ทุบตีแม่ เห็นแม่เป็นกระสอบทรายไปได้
ไหว่ฉางผิง: ช่างเถอะ ยังไงเค้าก็หายหน้าไปนานแล้ว
หย่งซิ่วฟง: หวังว่าคงจะไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีก





หัวเจิ้นปังกำลังปลื้มตัวเองที่ทำกำไรจากการขายอาคารให้บริษัท
ให้เช่าไปเดือนๆ มันจะได้ซักกี่ตังค์ ขายเนี่ยแหละรวยเร็วดี
เว่ยหย่งเปียวไม่พอใจที่เจิ้นปังทำอะไรไม่รายงานคุณหว่าก่อน
แถมยังแอบเอาเงินบริษัทไปหมุน ด้วยการลงทุนซื้ออาคารอื่นอีก
เจิ้นปังมั่นใจว่าจะขายอาคารทำกำไรให้บริษัทก่อนปิดงบบัญชีประจำปีแน่

เว่ยหย่งเปียว: แล้วถ้าขายไม่ได้จะทำอย่างไร
หัวเจิ้นปัง: ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังบูม มีหรือจะขายไม่ออก
เว่ยหย่งเปียว: การลงทุนมีความเสี่ยงคุณไม่รู้หรือ เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท ผมต้องรายงานให้คุณหว่าทราบ






ชิงหยูมาได้ยินเข้าพอดี เพื่อช่วยน้องชายถ่วงเวลา เธอจึงชวนหย่งเปียวไปกินข้าวกลางวัน



หย่งเปียวไม่โง่ เค้ารู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่อย่างมาก็ถ่วงเวลาไปได้แค่ช่วงเที่ยง

หัวชิงหยู: คุณชอบผู้หญิงแบบไหน
เว่ยหย่งเปียว: อยู่ดีๆ ทำไมอยากรู้
หัวชิงหยู: ก็เห็นคุณไม่เคยออกเดทกับใคร อย่างคุณไม่น่าจะหาผู้หญิงออกเดทด้วยยาก
เว่ยหย่งเปียว: สำหรับผมหน้าที่การงานต้องมาก่อนสิ่งอื่น
ลูกผู้ชายต้องมีความสำเร็จจึงจะดูแลผู้หญิงที่เขารักได้
หัวชิงหยู: แปลว่าถ้าคุณพบผู้หญิงที่คุณรัก แต่คุณยังรู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อม
คุณก็จะปล่อยเธอไปงั้นหรือ แล้วถ้าวันหลังคุณพร้อม แต่เธอแต่งงานไปแล้วล่ะ
มันไม่น่าเสียดายหรอกหรือ ทุกคนมีแผนชีวิตของตัวเอง แต่เราไม่มีวันรู้ว่ามันจะเป็นไปตามที่เราคิดหรือเปล่า
เว่ยหย่งเปียว: ถูกของคุณ
หัวชิงหยู: ความจริงเจิ้นปังก็แค่อยากจะไปให้ถึงจุดหมายเร็วๆ
เว่ยหย่งเปียว: ที่พูดมา คุณก็แค่อยากให้ผมปิดบังคุณหว่าเรื่องเจิ้นปัง
หัวชิงหยู: ชั้นไม่ได้ห้ามคุณไม่ให้บอกพ่อ แต่ชั้นอยากให้คุณให้เวลาเจิ้นปัง
ถ้าบอกหลังจากเจิ้นปังขายอาคารได้กำไรแล้ว อย่างมากพ่อก็บ่นว่านิดหน่อย




ชิงหยูทำแก้วใบใหม่มาให้หย่งเปียว เค้าเลยใจอ่อน ยอมปิดบังคุณหัวให้




พ่อไม่อยากให้หหย่งเปียวจีบชิงหยู ลูกจ้างกับลูกสาวเจ้านาย มันจะไปไม่รอดเอา
แม่กลับสนับสนุน ไม่รู้แม่ไปเอาความคิดมาจากไหน ว่าผู้หญิงให้แก้วแปลว่าผู้หญิงรัก





หย่งเปียวซื้อดอกไม้มาให้ชิงหยู แต่พอเจอตัวกลับไม่กล้าให้
พอรู้ว่าชิงหยูจะไปพบเพื่อนจึงอาสาไปส่ง





ไม่น่าเลย ต้องมาเห็นภาพบาดตาบาดใจ








 

Create Date : 30 กันยายน 2550    
Last Update : 19 มกราคม 2554 20:35:42 น.
Counter : 960 Pageviews.  


magarita30
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Myspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace Glitter
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2539 ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่และอ้างอิงส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความในสื่อ คอมพิวเตอร์แห่งนี้เพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Friends' blogs
[Add magarita30's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.