Crystal

สรุป BUS 6011 พฤติกรรมองค์การ กลยุทธ์ growth



หลังจากวิเคราะห์ SWOT แล้วเราจะต้องเอาผลการวิเคราะห์ใส่ตาราง TOWS Matrix พอใส่ตาราง TOWS จะได้กลยุทธ์ระดับองค์กร(Corporate Strategy) เกิดได้ 3 แบบคือ 1. แบบเติบโต(Growth) 2. แบบคงที่ 3.แบบถดถอย ถ้าเป็นแบบเติบโต หรือ Growthจะสามารถโตได้ 4 ลักษณะ คือ

1 โตแนวราบ Concentration Strategy ทำให้เราเป็นเบอร์1 ในอุตสาหกรรมนั้น ลดคู่แข่ง CP พยายามซื้อแมคโคร 7-11 เพราะต้องการลดคู่แข่ง

1.1ควบรวมกิจการเช่น Robinson รวม Central,ธนาคารธนชาติ ไปควบรวมบัวหลวง

1.2 ซื้อกิจการหรือ Take over ธนชาติซื้อบัวหลวงไปเลยในตอนหลังทรู Take over UBC CP take over แมคโคร

1.3 หาพันธมิตรทางธุรกิจเช่น โฮมโปรเป็นพันธมิตรกรุงศรี CP ถือหุ้น Lotus

1.4 เปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้าเช่น ไปเรียนติดแก๊สมาถึงต่างประเทศ ตอนหลังมีร้านเปิดแข่งมาก เลยขายแบรนด์นี้ ขายKNOW HOW อุปกรณ์ผันตัวเองเป็น Supplier

2. โตแนวดิ่งVertical intergration การทำธุรกิจให้ครบวงจรเช่น7 – 11 ทำเลอแปงขายเองในร้าน ผลิต รร สอนบุคลากรของตนเองแล้วทำงานในร้าน CPมีฟารมไก่ นำไก่มาแปรรูปส่งขายภายใต้แบรนด์ตัวเองในประเทศต่างประเทศ มีแหล่งขาย CP Fresh mart เอง เป็นต้น

2.1 ทำแปรงสาธิตเช่น โออิชิมีไร่ชาเป็นของตนเอง นมโชคชัย มีฟารมโชคชัยซิสเลอร์ก็มีแปรงเพาะปลูกของตนเอง จะได้ควบคุมรายได้กับราคาวัตถุดิบเองได้

2.2มีโรงงานแปรรูปเอง ลดต้นทุน

2.3 มี R&D เป็นของตนเอง

2.4มีสถาบันฝึกอบรมพนักงานของเราเอง

2.5มีการขยายสาขาแบบแฟรนไชน์

3. โตแบบแตกไลน์ Concentric diversification มันคือการแตกธุรกิจใหม่ในธุรกิจเดิมเช่น โตโยต้าตั้งโตโยต้าชัวร์ที่ขายรถของตนเองมือ 2 น้ำปลาตาปลาหมึกแตกไลน์มาเป็นขวดเพ็ด แบบเป็นแพ็คพลาสติกเล็กๆ

4.โตแบบเอื้อประโยชน์ Conglomerate diversification มันคือการแตกธุรกิจใหม่ ในธุรกิจใหม่เลย

Global Strategy กลยุทธ์ระดับโลก

1.1 ผลิตนำนวนมากต้นทุนต่ำ กำไรสูงสุด

1.2 มองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน Singlemarket ตลาดเดียวกันทั่วโลก

1.3 ยึดนโยบายตลาดแม่เป็นหลักไม่เปลี่ยนไปตามท้องถี่น Logo Marketing Price ยึดตามบริษัทแม่ เช่น ไทรินอล รถยนต์ คอมพิวเตอร์แมคโดนัล เคเอฟซี

International Strategy กลยุทธ์ระหว่างประเทศ

2.1 ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ดินฟ้าอากาศ ฤดูกาล เช่น ผลไม้ไทย ทุเรียน มังคุด ผ้าไหมไทย

2.2 จำกัดด้านฝีมือ แรงงานเฉพาะด้าน เช่น ชามลายเบญจรงค์

2.3 ยึดนโยบายตามบริษัทแม่เป็นหลัก

2.4 เป็นที่ต้องการบางประเทศ ต้นทุกจึงสูง เช่น แชมพูสมุนไพร สบู่สมุนไพรสินค้าสปา แมลงทอด

Transnational กลยุทธ์ข้ามชาติ

3.1 ผลิตจำนวนมากด้วยต้นทุนที่ต่ำ

3.2 นโยบายบริษัทแม่คงไว้แค่ชื่อแบรนด์ ทำตลาดโดยใช้กลยุทธ์ท้องถิ่น

3.3 ต้องใช้ความร่วมมือ 3 ฝ่าย 1. คนจากบริษัทแม่ 2. คนจากท้องถิ่น 3.คนจากประเทศที่ 3
เพราะต้องได้คนแบบคาดอำนาจกัน 
เช่น Mcdonalds KFC มีออกเมนูไทยๆ Kitkit ไปญี่ปุ่นจากสีแดงกลายเป็นรสสารพัดรส

Multinational กลยุทธ์นานาชาติ

4.1 โรงพยาบาล BNSC ต้องปรับตามกฎหมายพรบ สถานพยาบาลไทย

4.2 สถาบันการศึกษา อินเตอร์ 2 ภาษา เช่น สแตมปฟอร์ด

4.3 ประกันภัย ประกันชีวิต ต้องทำตาม คปภ.

4.4 สถาบันการเงิน Standard Charter ต้องปรับตามกฎกระทรวงการคลัง 




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2560   
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2560 14:39:30 น.   
Counter : 61 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สรุป Bus 6013 การตลาด (ภาค 2) กลยุทธ์ 4 P



Product  แบ่งได้2 วิธีคือ

1. แบ่งตามอายุการใช้งานของสินค้า

1.1 durable ใช้งานได้มากกว่า 1 ปี

1.2 nondurable สินค้าหมุนเวียน 1 ปี ถือเป็น non durable กินใช้แล้วหมดไป

2 แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งาน หรือแบ่งตามผู้ใช้งาน

2.1 consumer product เช่น FMCG fast moving consumer product สินค้าใช้แล้วหมดไป แชมพู ยาสระผม

2.2 business product องค์กรหรือหน่วยงานใช้ โดยมีจัดซื้อเป็นคนซื้อของซื้อมาเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท เช่น ม รามซื้อน้ำขวดมาให้ นศ

หมายเหตุสินค้าชนิดเดียวกันเป็นได้ทั้ง 2 แบบ น้ำเนสเล่เราเดินไปซื้อกิน เป็น consumer product ถ้า มราม ซื้อน้ำเนสเล่มาแจกให้ นศ จำกลายเป็น businessproduct

Consumer Product แบ่งออกเป็น4 ประเภท

1. 1.1 Convenience Product สินค้าอุปโภคทั้งหลายถ้าใครทำสินค้ากลุ่มนี้ต้องพยายามอำนวยความสะดวกให้มากที่สุด ควรหาซื้อง่ายพยายามขายใน 711 ให้ได้เพราะสะดวกสาขาเพียบ ลูกค้าเข้าถึงได้หมด เช่น coke pepsi

2. 1.2 Shopping Product คนไทยเดินห้างเรียกช๊อปปิ้ง แต่ฝรั่งหมายถึง windowshopping ร้านตามห้างใหญ่ๆจะมีตู้โชว์หน้าห้างและสินค้าพร้อมแสดงราคาเอาไว้ จะได้เดินผ่านแล้วดูไวๆ จะได้เทียบสินค้ากันแสดงว่าสินค้ากลุ่มนั้นต้องเกิดการเปรียบเทียบกันแบบไวๆเวลากินอาหารตามร้านสมัยนี้จะมี mock up แสดงสินค้าหน้าร้านจะได้ดูราคาว่าเรามีเงินจ่ายไหวไหมนักการตลาดทำโบชัวรแพงๆ พร้อมตารางเปรียบเทียบ สเป็คของ ส่วนใหญ่ใช้กับ รถยนต์บ้านคอนโด เลยจำเป็นต้องทำเปรียบเทียบตารางๆ

3. 1.3 Specialty Product สินค้าเทพเทวดามาเกิด เช่น rolex ห้ามลดราคา สินค้าสำหรับชนชั้น ต้องตั้งราคาแบบ prestigeห้ามลดราคาเด็ดขาดจะทำ event เชิญลูกค้ามาต้องเขียนว่า invitation only ให้ดูเว่อรๆเข้าไว้

4. 1.4 Unsought Product สินค้าที่มองไม่เห็น ตอนใช้ไม่มีโอกาสได้เห็นเช่นประกันชีวิต คนจีนซื้อฮวงชุ้ย

Business Product แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. 2.1 Derived Demand ใช้ในกิจการห้างร้านต้องมาจาก demand แท้จริงที่เกิดขึ้นจัดซื้อรวบรวมความต้องการไปสั่งซื้อ

2. 2.2 Component เช่น raw material เป็นวัตถุดิบในการผลิต

3. 2.3 Support product เช่น กระดาษ xeroxdouble A

Product item เป็นunit ที่เล็กที่สุดเช่น apple มีiphone เรียก 1 product itemหน่วยที่เล็กที่สุดเรียกSKU การเกิด SKUครั้งแรกใช้ในการcontrol raw material เช่นรถยนต์มี raw mat จำนวนมากทำให้ซับซ้อนต้องใช้คอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้องเลยเกิด SKU น๊อตเบอร์ 28 นับเป็น 1 ชิ้น แต่ละตัวก็มี SKU (Stock KeepingUnit) โดยใช้ Barcodeเป็น toolตัวนึงในการควบคุมSKU การจะใช้บารโค๊ตต้องซื้อสแกนเนอร์ตัวยิงซึ่งเปลืองคชจ ดำเนินการ รหัสบารโค๊ตประเทศไทยขึ้นต้นด้วย 885 ถ้า iphone 8x 64 128 256 แต่ละแบบมี 3 สี แสดงว่ามี 9 SKU

Iphone Ipod ipad เรียก1 productline (entertainment line) apple ยังมี line อื่นๆเช่น line professional mac book ถ้ารวมกันหมดเลยเรียก portfolio หรือ product mix

Product mix ------ product line 1, product line2, product line3-------- product item------- SKU

นักการตลาดแตกไลน์สินค้าส่วนหนึ่งเพราะอยากได้สินค้าไปวางหน้า shelf ในร้านขายของจำนวนมากๆจะสวยกว่านำสินค้าเราชิ้นเดียวไปวาง

การบริการ (Service) มีลักษณะ อย่างคือ

1. 1. Intangibility ไม่มีตัวตน ต้องมีคนส่งมอบบริการ เช่นธนาคารจะต้องมีตู้ ATM ตอบสนองบริการเงินด่วนทันใจสายการบินจะต้องมีนักบิน

2. 2. Inseparability แยกออกจากกันไม่ได้ ระหว่างคนให้บริการและบริการคนส่งมอบบริการสำคัญมาก

3. 3. Inconsistency ความไม่สม่ำเสมอ ไปนวดตอนเช้าคนนวดแรงมากพอไปตอนค่ำคนนวดแรงหมดเลยได้รับบริการไม่เท่าเดิม เลยต้องมี mysterious shopper ไปแอบเช็ค

4. 4. Inventory เก็บรักษาไม่ได้ เช่นตั๋วเครื่องบิน ทำให้สายการบินต้องมี laddering/ early bird โรงแรมก็มี

นักการตลาดนำservice มาเพิ่มใน productเพื่อ addvalue เช่นน้ำส้มปกติ กับน้ำส้มบริการในโรงแรมมีเปียโน พนักงานสวย อัพราคา head andshoulder มี cashback การันตีว่าใช้แล้วหัวไม่เน่า


การบริหารจัดการสินค้า 

Product life cycle management


1. 1. Introduction ช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์

2. 2. Growth ช่วงเติบโต เป็นช่วงที่โตพรวดพลาด

3. 3. Maturity ช่วงที่ยอดขายอิ่มตัว ยอดขายเติบโตสูงสุด เหมาะ launch สินค้าใหม่สู้กับคู่แข่ง

4. 4. Decline ช่วงลดลง

กำไรสูงสุดจะอยู่ช่วงGrowth กำไรเกิดจากยอดขายลบคชจ แสดงว่า ขายของมากขึ้นกำไรหดลงเพราะคชจ ช่วงอิ่มตัวเกิดคู่แข่งมาก คชจ ทำการตลาดทำโฆษณาอัดเข้าไปมี marketingcost มาก

ช่วงแนะนำสินค้าเส้นกำไรจะขาดทุนในช่วงแรก ต่อมาคนนำไปใช้แล้วดี จะเกิดการ repeat purchaseจนเกิด growthทำให้เกิดคู่แข่งเราจึงต้องคิด feature ใหม่ๆต้องทำ minor change บางทีก็ต้องคิดสูตรใหม่ๆไว้แต่ยังไม่ต้องประกาศออกมาตั้งแต่แรกพอมีคู่แข่งมากๆ ค่อยไล่ๆออกสูตรอื่นๆที่เตรียมเอาไว้ ต่อมายอดขายอิ่มตัวกำไรหดคู่แข่งมาก คู่แข่งเล็กๆก็ค่อยๆตายเช่นเดียวกันหน้าที่ของเราต้องทำให้สินค้าของเราแตกต่าง ช่วงเก็บเกี่ยว

Product life cycle มี4 หน้าตา


1 high learning สินค้าที่มี ช่วงแรกกว้างมากๆ เช่น โทรศัพท์มือถือช่วงแรกๆ launch ไปแล้ว 10 ปีกว่าจะออกตัวที่ เพราะว่ารีบออกมาก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความต้องการของลูกค้าเพราะสมัยนั้นคนนิยมใช้โทรศัพท์บ้าน PCT ต้องรอเวลาเท่านั้น ต้องค่อยๆทยอยออก

2.low learning แต่ละช่วงจะเท่ากัน เป็นพวกสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ยาสีฟันไวทเทนนิ่ง

3. fashion product มี 4 ช่วงแต่ละช่วงสั้นมากแล้วกลับมาใหม่ เช่นสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น

4. fad product เกิดเสร็จตายเลย เช่น ร้านเหล้า สินค้าตามกระแส

ลูกค้าแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้ 

1. Innovators 2.5% ต้องไปต่อคิวซื้อเป็นคนแรกๆ อยากลองของใหม่ๆ (รายได้ดี) มีเงินซื้อของมาทดลองใช้ก่อนคนอื่น เป็นกลุ่มที่นักการตลาดต้องทำให้สนใจสินค้าเราให้ได้ เพราะทำให้เกิดกลุ่มที่ 2 และ 3 ตามมา

2. Early adopter 13.5% เป็นพวก trend setter opinion leader ผู้นำด้านต่างๆ 

3. Early Majority 34% เป็นคนทั่วไปที่รอให้ชัวร์ก่อนค่อยซื้อ เช่นออก iphone 8 มาใหม่ๆ รอดูกระแสก่อนว่าใช้แล้วดีน่ะไม่พังระบบไม่ขัดข้อง ค่อยซื้อตาม

4. Late Majority 34% คนส่วนใหญ่ถึงออก iphone 8 มาแล้วดันไปซื้อ iphone 6 แทนเพราะถูกกว่า

5. Laggard 16% มีความสุขในการใช้ของที่คุ้นเคยไม่ตามกระแส


การ Modify ปรับปรุงสินค้าให้มีการเติบโตทำได้ดังนี้ 

1. Modify ผลิตภัณฑ์ เช่น ปรับสูตร

2. Modify ตลาด เช่น หาลูกค้าใหม่ เช่น ฮาเร่ยหาลูกค้าผู้หญิงแทน

แพนทีนเป็น premium brand กับ rejoiceถูกกว่าแข่งกับ sunsilk ไม่ได้สุดท้าย แพนทีนขายที่ 115 บาท

1. Trading Up การเพิ่มราคาสินค้าให้แพงขึ้น 

2. Trading Down การดึงราคาลงมา ทำให้ target group เปลี่ยน รีจอยเลยต้องเปลี่ยนขนาดให้เล็กลงทำแบบซองขายคนต่างจังหวัด ทำราคาลง ทำแคมเปญ 20 บาทก็สวยได้ แต่ก่อนขายแต่ MT เลยต้องไปลง TT ในต่างจังหวัด โชห่วย แทน ซื้อแชมพูแถมผ้าห่มแถมจานชาม ทำแบนเนอร์ไปลง

3. Cannibalization การกินตัวเอง ถ้าขายรีจอยเท่าแพนทีนจะเกิดการกินตัวเองPG จึงดึงราคารีจอยลงมาขายตลาดกลางserve กลุ่ม Cแข่งกับ sunsilkขายที่ 109บาท


     Brand Equity การสร้างแบรนด์ 


1. 1. Brand awareness  (Salience) เราต้องทำให้คนอื่นรับรู้แบรนด์เราก่อน คนต้องเคยได้ยิน

2. 2. Brand performance brand imagery คนซื้อสินค้าไปลอง คนจะมองเห็น performance 
 ภาพลักษณ์แบรนด์ดี

3. 3. Brand judgment , consumer feeling ตัดสินว่าแบรนด์มีประสิทธิภาพการทำงานเลยรู้สึกว่าแบรนด์ดีอยากใช้ซ้ำ

4. 4. brand connection คนผูกผันกับแบรนด์

ถ้าแบรนด์แข่งแกร่งมากๆจะสามารถขายlicense ได้ เช่น Disneyต้องไม่ผิดกฎหมายท้องถิ่นเข่น ยาสุขภาพ 

Brand Strategy

1. Multiple product เช่น doveมีแบบก้อนแบบเหลว ยาสระผม ระงับกลิ่นตัว บางทีก็เรียก family branding ข้อดีคือ เวลาทำโฆษณาครั้งนึงได้ทั้งตระกูล แต่ข้อเสียคือคนไม่แน่ใจว่าโปรดัคที่แข็งที่สุดของโดฟคืออะไร

2. Multibranding สินค้าตัวเดียวแต่มีหลายแบรนด์ โดฟเป็นของ Uniliverมีผงซักฟอง มีOMO Breeze เล่นตลาดบน แล้วอยากไปแข่งกับตลาดล่างก็กลัวจะเสียเปรียบขาดทุนลีเวอรเลยออกแบรนด์ใหม่ไปชนกับเปาซึ่งเป็นของสหพัฒน์และแฟบ

3. Private Branding การออกแบรนด์ตนเอง tesco, tesco, boots,watsons มี housebrand ของตนเอง

4. Mixed Branding


Label กับ packaging Packaging สร้างแรงดึงดูดให้คนหยิบของขึ้นมาดู ส่วน labelให้รายละเอียดemotional/ functional

Price กลยุทธ์ราคาแบ่งออกได้ 4 แบบ ดังนี้ 

1. 1. Demand – Oriented Approaches การปรับราคาตาม Demand

1.1 Skimming Pricing การตั้งราคาแบบแพงไว้เหมาะกับการตั้งราคาสินค้านวัตกรรม ไม่มีคู่แข่ง เพราะมี
R &D สูงต้องการถอนทุน เหมาะกับสินค้าHigh Learning High Technology ช่วงแรกต้องให้ความรู้กับคนนานมากกว่าคนจะมีความรู้ควรถอนทุนก่อนพอมีคู่แข่งราคาจะเปลี่ยนไปตามกลไกการตลาด

1.2 Penetration Pricing การเจาะตลาดเพื่อให้ได้ market share มากๆเลยต้องพยายามตัดราคาให้ถูกลงเราจะทำแบบนี้ในกรณีที่เป็นสินค้าธรรมดา คู่แข่งมากๆ แล้วเราทราบว่าลูกค้า sensitiveกับราคามากๆการลดราคากระตุ้นต่อมอยากซื้อของคน เช่น รถยนต์ TATA คนญี่ปุ่นชอบใช้

1.3 Prestige Pricing เป็นการตั้งราคาสำหรับสินค้า Brand name สินค้า Specialty ตั้งแพงเว่อร์ไว้ก่อนทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นเทวดาสำหรับชนชั้น ลดราคาไม่ได้ถ้าลดราคา Demand จะลดลง สาวกจะหายไป

1.4 Odd – Even Pricing (psychologicalpricing) 99 บาท 199บาท 459 บาท ฝรั่งชอบใช้

1.5 Target Pricing เช็คมาจาก marketing research analysis ทำให้เราสามารถ plot graph ได้ ถ้าเราขายราคาแค่นี้ ลูกค้าจะซื้อกี่ชิ้นถ้าขายราคาขนาดนี้ลูกค้าจะเป็นยังไง แล้วหาราคาตามกำลังผลิต เป็นการเช็ค demandของลูกค้าจาก marketingresearch

1.6 Bundle Pricing ใช้กับ mcdonal’s KFC พวก combo set เอาสินค้ามาผูกรวมกัน จะมีสินค้าบางอย่างที่ HighTraffic High Sales + Slow Sales) สินค้าขายดีมาโยงกับสินค้าขายไม่ดีให้เกิด Demand

1.7 Yield Management Pricing สินค้าที่มี Season เช่น เสื้อผ้า โรงแรมหน้า low season มี fix cost พนง อยู่แล้ว เลยต้องทำราคาพิเศษช่วง lowseason ให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเพิ่ม ROI ช่วง lowseason

2. 2. Cost oriented approaches ดูต้นทุนเป็นหลัก

2.1 Standard Markup รู้ว่าจะบวกราคาเข้าไปอีกกี่เปอร์เซ็นต์เหมาะกับธุรกิจค้าปลีก traditional trade
เป็นนักการตลาดไปคุยกับร้านค้าบอกไปว่าสินค้านี้ทุน 10บาท ให้กำไร 20
% ร้านต้องขาย 12 บาท สินค้าโลชั่นต้องบวก 20

2.2 Cost Plus pricing เหมาะกับ non profit social enterprise กิจการเพื่อสังคม เช่น พิพิธภัณฑ์ต้องมีเงินส่วนเกิน (cost plus pricing) เพื่อให้บริษัทอยู่รอดได้ คชจ เท่านี้ +เพื่อขาดเหลือ 10% งั้นขายตั๋ว10 บาท (ต้อนทุนบวกกำไรนิดเดียว)

3. 3. Profit oriented approaches ตั้งราคาแบบดูกำไรเป็นหลัก

3.1 Targetprofit ใช้กับ ModernTrade จัดซื้อจะถามว่า GP เท่าไรGP คือ GrossProfit กำไรกี่เปอรเซ็นตtesco จับเครื่องดื่มที่10%ถ้าเราต้องไปเสนอเราต้องดูว่าแคตากอรี่นี้จับ GP ที่เท่าไร คำนวณ GP กับ Mark up ไม่เหมือนกัน ไปคุยกับร้านปกติ ทุน 100 บาท markup กำไรเข้าไป 20%ต้องขาย 120บาท แต่ถ้าไปคุยกับจัดซื้อ MT จะต้องคุยว่า ราคาขายเท่าไร 120 บาท GP จะให้เท่าไร ต้องคำนึง 1 price strategy ให้เท่า Traditional Trade เผื่อไม่ให้ทะเลาะกัน เลยต้องตอบไปว่า GP กำไร 20 / 120 บาท ราคาขาย 16.7% GP ตัวหารคือราคาขาย

3.2 Target returnon Sales ตั้งเป้าให้ฝายจัดซื้อวัดพื้นที่ขาย คสอ กี่ตารางเมตร พื้นที่ขายคือทำเลทองใครคิดว่าขายไม่ได้ให้ถอยไป

3.3 Target returnon investment จัดซื้อต้องเก็บเงินค่าleasing fee ถ้ามั่นใจว่าขายได้ต้องจ่ายค่าleasing fee เป้าที่บริษัทตั้งให้จัดซื้อแต่ละคนจะต่างไปเช่นต้องทำกำไร 50000 ต่อตารางเมตร เป็น return on investment รวมถึง promotional allowance สินค้าตรงหัว shelf เป็นเงินที่ได้เพิ่มขึ้นมา ผจกร้านต้องรับผิดชอบยอดขายของร้าน จัดซื้อก็ต้องดูแลตาม category ที่ดูแล

4. 4. Competition oriented approaches ดูคู่แข่งเป็นหลัก

4.1 Customary ใช้กับสินค้าตามตู้กดน้ำ บริษัทเสียค่าลงทุนตู้และเสียค่าน้ำส่งกรมสรรพสามิตดูด้านข้างตู้จะมีใบอนุญาตของกรมสรรพสามิต ต้องนำส่งภาษีให้กรมเลยทำให้สินค้าแพงกว่า 711

4.2 Above at or below market ต่ำกว่าคู่แข่ง discount pricing ขายแพงกว่าคู่แข่ง above จากคู่แข่ง ใช้กับ consumer product ตลาดมี dynamic มากๆ

4.3 Loss leader เหมาะกับค้าปลีกที่เป็น hypermarketdiscount store ยอมขาดทุนเพื่อให้เป็นผู้นำร้านจะเลือกสินค้าแค่ 1 – 2 ชิ้นมาขายขาดทุนเพื่อดึงคนเข้าร้านแล้วซื้อของอย่างอื่นกลับไปด้วย เช่น case kodak 200 makro ลดราคา 200 ขาย 120 traditional trade จึงไม่พอใจที่ kodak ขายของถูกให้ makro kodak เลยต้องไปคุยกับ makro ทำโปรโมชั่นรวมกันแทนไหมแถมของเป็นตุ๊กตาดิสนีย์แต่ปรากฏว่าการลดราคาได้ผลดีมากกว่าการแถมของ กลายเป็นว่าในสมัยนั้น kodak ขายของ 15% ผ่าน makro
สุดท้าย kodakต้องหยุดส่งฟิลมให้makro เมืองนอกนิยมฟืน และน้ำมันก๊าส เพราะเป็นของไม่มียี่ห้อจะไม่เดือนดร้อนใคร

Demand curve นิตยสาร news week ขาย 2 เหรียญจะขายได้ 3 ล้านฉบับ ยอดขาย 2 * 3คือ 6 ล้านถ้าลดราคาขายเหลือ 1 เหรียญจะขายได้เพิ่มเป็น 6 ล้านฉบับ 1 *6 คือ 6 ล้าน DemandCurve บอกว่าอยากขายของได้มากขึ้นต้องลดราคาคำถามคือ จะลดราคาทำไมถ้าขายได้เท่าเดิม ยิ่งผลิตมากยิ่งขาดทุน สื่อสิ่งพิมพ์ต้องทำการตลาดแบบ2 ขา ถ้าขายได้มากๆ แต่ขาดทุน ทำให้ mkt ต้องพยายามขาย Ads ได้มากๆ ยิ่งพิมพ์มากยิ่งขาดทุน ประเด็นคือหน้าที่ของ mkt คือต้องขายราคาเดิมแต่ขายให้ได้มากขึ้นshift demand curve เส้นฟ้าไปเส้นสีแดง

Brake even point คำนวณหาจุดคุ้มทุน กำไรเท่ากับ 0 ยอดขายมา coverคชจ ทั้งหมดได้ขายกรอบรูปเท่าไรถึงจะคุ้ม ต้องขายได้ 400 ชิ้น MKT มีปัญญาขายไหมกว่าจะได้ 400 ชิ้นถ้ามั่นใจว่าขายได้มากกว่านั้นก็สบายใจ

ก่อนจะเคาะfinal price ต้องพิจารณาเป้าหมายของบริษัทคืออะไรเพื่อกำไรแบบ short term หรือ long term ต้องการรับผิดชอบสังคม เช่นที่ยุโรปจะสนใจ bottom line (กำไร) รายได้เรียกว่า top line เวลากำหนดเป้าหมายขององค์กรจะกำหนด maximizeprofit เป็นหลักในขณะที่ตะวันออก เอเชีย สนใจ voloum สนใจ top line รายได้เป็นหลัก เพื่อให้ต้นทุนถูกกว่าคู่แข่ง เช่นอินเดียเอาจำนวนเข้าว่า ทำโครงการหลวงทำกำไรให้บริษัทมากๆไม่ได้เพราะเป้าหมายคือต้องการขายสินค้าขาดทุน อยากจะขายราคาเท่าไรต้องคำนวณคุ้ม costราคาค่าผลิตไหมลูกค้าจะมีเงินมาซื้อสินค้าเราไหม ราคาที่สินค้าเราไปถึงร้านค้าเท่าไรไม่นับราคาบน shelf

การกำหนด Final Price ให้ร้านค้า

1. Quantity ซื้อ 10 แถม 1

2. Trade discount ให้ค่าการตลาดเขาตาม function การทำงาน ราคาร้านขายส่ง กับร้านขายปลีกต้องต่างกันร้านขายส่งต้องถูกกว่าเพราะเขาไปปล่อยต่อให้เราอีก ทำหน้าที่ distribute สินค้าแทนเรา

3. Seasonal discount เช่น แอร์ขายดีหน้าร้อน ต้องให้หน้าใบไม้ผลิและต้องแน่ใจว่ามีสินค้าของเรารอขาย

4. Cash discount 1% ต่อรอบบิล ส่วนใหญ่เฉลี่ยที่ 90 วัน ปีนึงได้ดอกเบี้ย4% ดีกว่าไปฝากธนาคารอิงกับยอดขาย


Allowance คือ เงินสนับสนุน discount จะให้ร้านต่อเมื่อมียอดซื้อ ซื้อไม่ซื้อสัญญาว่าให้ก็จะให้ เช่น

1. trade in allowance / slotting free คือ leasing fee เช่น เราจะขายของให้ 711 ต้องเสีย leasing fee ถ้าขายไม่ได้ก็ต้องนำสินค้าออกไปสัญญาว่าจะเสียเงิน 90000 ขายได้ไม่ได้ก็ต้องจ่ายไป คือ allowance

2. promotional allowance เช่น big c tesco จะลงโฆษณาทุกวันศุกร์ ไถ่เงิน supplier ไปช่วยกันลงโฆษณา ถ้าจะตั้งของหัว shelvesต้องจ่ายเงินของตรง cashier impulse goods ต้องเสียเงินขายได้ไม่ได้ก็ต้องเสียเงิน

3. Rebate ให้ตามทีหลัง ต้องถึงเป้าก่อนเลยให้ส่วนลดทีหลัง เช่นขายได้ล้านนึงเดี๋ยวให้ rebate เพิ่ม

Geographical Adjustment

ราคาตามค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน ซื้อน้ำมันที่ชลบุรีถูกกว่ากทมเชียงใหม่แพงกว่า กทม ต้องบวก ค่าขนส่งเข้าไป

Place

1. Direct Channel ขายตรงไม่มีใครขวาง

2. Indirect Channel ขายผ่านคนกลาง

สั่งซื้อทางเว็บไซต์แล้วส่งของให้ กินไอติมที่ Swensen แบบนี้เรียก direct channel แบบ B C D เป็น indirect

แบบ B Toyota มีศูนย์เดียวตรงข้างเอ็มโพเรียมไว้ซ่อมอย่างเดียวไว้เทรนช่าง ถ้าอยากซื้อรถต้องไปศูนย์ที่มีดิลเลอร์(ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ) เป็น indirect แบบไม่ซับซ้อน แบบ C , D indirect แบบซับซ้อนเช่น coke pepsi

พวก business product สินค้าผลิต หรือใช้ในกิจการเช่น IBM (US) ขายคอมพิวเตอร์ให้ Lenovo (จีน) ขาย consumer computer laptop แต่เป็น industrial service เป็น business product ลูกค้าคือระดับรัฐบาล จึงจำเป็นต้องดีลแบบ directstrategy เอาพนักงานไปนั่งคู่กับลูกค้าธุรกิจอื่นๆ เช่นรถแบคโฮล มีดีลเลอร์จำหน่ายรายเดียวในไทย ใครจำเป็นต้องซื้อรถแคทต้องไปซื้อกับบริษัทดีลเลอร์ indirect channel เท่านั้น

E-Commerceonline business สามารถเป็นdirect/ indirect ได้หมดเช่น dell กำเงินมาก็ซื้อของไม่ได้ต้องสั่งออนไลน์และรออีก 3 วัน เพราะ build to order ต้องสั่งออนไลน์อย่างเดียวเท่านั้น Dell จึงเป็น direct strategy ซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านเอเจ่นเว็บ indirectทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางเป็นคนค้าปลีก retailer บางคนก็ซื้อผ่านเว็บนกแอร์ตรงจึงเป็นทั้ง direct ธุรกิจออนไลน์ ดูหมอขายดีที่ 1 sex shop อันดับที่ 2

Pepsi ไปขายให้ ยี่ปั๋ว retails ลูกค้า หลายต่อแบบนี้เรียก Multichannel marketing

ปัจจัยที่ทำให้เราตัดสินใจเลือก channel แบบไหน แบ่งออกได้ดังนี้

1. เราต้องการให้มี market coverage ครอบคลุมสินค้ามากน้อยแค่ไหน

1.1 Intensive distribution ถ้าต้องการให้กระจายคลุมทุกหย่อมหญ้า เช่น cokepepsi ต้องเลือก indirectแบบซับซ้อน

1.2 Exclusive distribution กระจายไปมากกว่า เช่น tag คสอ เคานเตอร์แบรนด์ rolex ไม่เคยขายให้ห้างแผนกนาฬิกา แต่ tag สามารถเจอได้ตามแผนกนาฬิกาของห้างชั้นนำแต่ไม่เจอตามห้างที่ไม่ดัง เพราะคำนึงถึงแบรนด์ image แต่ก็ไม่ได้ niche มากๆจนหายากหรือต้องมีร้านไม่เคยเจอชาแนลที่ห้างไม่ดัง จัดเป็น indirect แบบไม่ซับซ้อน

1.3 Selective distribution เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเรา niche ต้องการคลุมตลาดแค่บางจุด เลยทำเองหรือทำเองแล้วไม่ไหว Rolex มีร้านเป็นของตนเองใช้ direct strategy แต่ถ้า rolex ทำเองไม่ไหวต้องตั้ง authorize dealer กลายเป็น indirect แบบไม่ซับซ้อน

2. ดูว่าลูกค้าต้องการอะไร

2.1 ต้องการข้อมูลไหม ขายใน 711ไม่ได้เพราะไม่มีช่องให้ข้อมูล ถ้าเป็นแบบนี้ต้องมี outlet direct ของตนเอง
ถ้าไม่คุ้มก็หา
distributor เลือกสรรดีๆ อบรมดีๆให้สามารถให้ข้อมูลแทนเราได้ เป็น indirectแบบไม่ซับซ้อน

2.2ต้องการความสะดวก แปลว่าไม่สมควรขายเองเพราะขายไม่ทั่ว indirectซับซ้อน

3. ต้องการกำไรเพิ่มไหม

สินค้าไหนทำกำไรสูงสุด เช่น เชลลฮีลิคทุกวันนี้ขายเต็มตามปั๊ม เลยไปดิลกับแอมเวย์ แต่ต้องระวังไม่ให้เกิด conflictระหว่างบริษัทโดยเฉพาะคนที่ทำ multi channel marketing

Logistic Supply chain management

1. ต้องเข้าใจลูกค้า ต้องสนใจว่าของที่มาส่งลูกค้าสดไหม ต้องสอดคล้องกับ MKTobjective เช่น FarmHouse หอมกรุ่นจากเตา

2. ต้อง balance กันทั้งค่าขนส่งและ customer service

Promotion

เวลาดูโฆษณาประกอบไปด้วย1 ใน 3 appeals ประกอบไปด้วย 1. Sense of humor 2. SexAppeals เช่น
มิสทีนแต่งหน้าแล้วสวย
select tuna 3. Fear Appeals ไทยประกันชีวิต

จุดประสงค์ในการทำPromotional Mix

1. ทำเพื่อให้ข้อมูล ทำให้คนรู้ว่ามีสินค้ายี่ห้อนี้อยู่ทำโฆษณาเพื่อสร้าง awarenessเกี่ยวกับ brandหรือ brandawareness product เช่นApple ออกทั้ง brandและ productawareness ไม่ใช่พูดแค่สินค้าดีอย่างเดียวต้องทำทั้ง2 อย่าง แต่ Samsung มาทีหลังเลยทำแค่brand awareness ก็พอ

2. ทำเพื่อชักชวนให้ทดลองใช้สินค้า

3. ตอกย้ำประโยชน์ เช่น มาม่า คนรู้จักหมดแล้ว แต่ทำแคมเปญชิงทอง ซัลซิล ตอกย้ำแบรนด์ให้คนไม่ลืม

IMC การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ

1. Advertising สื่อโฆษณาซื้อเสียเงิน

1.1ข้อดีคือ เจ้าของผลิตภัณฑ์ทำโฆษณาชิ้นนั้นๆเอง เลือกรูปเองเขียนสโลแกน headlineเองเรากำกับเองทั้งหมด หนังโฆษณาเราก็ทำเอง ควบคุม message เองทั้งหมด

1.2 ข้อเสียคือราคาแพง ส่วนใหญ่โฆษณาเป็น one-wayใน printads มักจะบอกว่า callcenter
เบอร์ไร
customer service เบอร์ไร จะได้เกิด two -way communication จะได้ทราบ feedback

2. PR ประชาสัมพันธ์ผ่านทีวีข่าวสังคม หน้า 2 ไทยรัฐ เสพบ่มิสม จัด event ต่างๆ ใช้สื่อแบบเดียวกันได้แต่ต่างกันตรงที่ PRไม่ใช้เงินแต่ต้องมีงบในการทำความสัมพันธ์กับนักข่าว media แอมเวย์พานักข่าวไทยรัฐไปชมไร่ที่เมืองนอก แม้ว่าไม่ใช้เงินแต่ต้องมีการกันเงินไว้ด้วย

2.1 ข้อดีมีความน่าเชื่อถือ

2.2 ข้อเสียไม่มีคนการันตีว่างานเราจะได้ลงสื่อ

3. Personal Selling เช่น โชวรูมของ lexus ไม่เคยอยู่ใน Toyota เพราะเซลล์มีลักษณะ image ไม่เหมือนกัน จ่ายเงินให้เซลล์แพง

3.1 ข้อดีคือสินค้าเขาใจยาก ต้องการการอธิบายหากเทรนเซลล์มาดีๆสามารถอธิบายทราบfeedback ลูกค้าได้ทันทีดูเชิญชวนให้อยากซื้อสินค้าได้ดี เทรนดีๆปิดการขายได้ เหมาะกับสินค้าที่มีราคาสูง

3.2 ข้อเสียคือ คชจ ต่อหนึ่งคนแพงมาก

4. Sales Promotion ลดแลกแจกแถมนำโชคจับฉลาก ไม่ควรทำเกินกว่า 2ครั้งต่อปี ไม่งั้นแบรนด์จะเสีย

ข้อดี ได้ impact ยอดขายพุ่งทันที อาจจะทำปีละครั้ง ฟาร์มเฮาส์เอา6 ซองเปล่าไปแลกขนมปังใหม่ 1 แจกสินค้าเหมาะกับสินค้าเปิดตัวใหม่ๆเช่นมาม่าออกสินค้าใหม่โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นอาหารเครื่องดื่ม สกินแคร์ ครีมต้องมีสินค้าแจก แถม เช่น ซื้อมาม่า แถมจาน พัดลม หม้อหุงข้าวจับฉลากนิยมทำตอนมีลูกค้าขาประจำจำไม่สนุก ต้องมีคนจำนวนมากๆแล้วค่อยทำ

5. Direct Marketing (Database Marketing) ต้องมีงบประมาณมากๆ เช่นคอนโดข้อดีตรงกลุ่มเป้าหมาย ไปจ้างเทสโก้ เอาชื่อข้อมูลจากบัตรเครดิตส่งข้อมูลมา ชื่อละ10 บาท ถ้าคัดกรองมาจะดีกว่าเพราะตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

Productlife cycle

ช่วง maturity ต้องการโฆษณาต้อง remind brand ทำ promotion ให้คนมาซื้อสินค้าซ้ำ หรือจับฉลากเพราะฐานลูกค้ามัน peak อยู่เพราะมีฐานลูกค้าจำนวนมากที่ดี

PushStrategy direct to consumer ช้างออกแคมเปญซื้อเหล้าแถมเบียร์ ให้ลูกค้าเดินมาซื้อของเองยัดเยียดให้คนซื้อสินค้า ต้องซื้อเบียร์ไปถึงจะได้โควตาเหล้า ทำมากๆแบรนด์จะเสีย

PullStrategy โอกาสจะหายเบียร์ช้างออกโฆษณาลูกค้าต้องเดินไปร้านหาซื้อเบียร์ช้างตาม พอมีลูกค้าตามหาเยอะๆร้านเลยต้องสั่งเบียร์ช้างมาขาย

สำคัญทั้งคู่ ทำแบบ push แบรนด์เสีย ทำแบบ pull โอกาสหาย เพราะไม่มีสินค้ารอ ควรมี softlaunch ก่อนจนสินค้า coverในตลาด 50%ก่อนแล้วค่อยยิงโฆษณาออกไป

สิ่งที่ต้องระบุให้ได้ก่อนทำ IMC

1. Target audience 25 – 35 มีกำลังซื้อ ต้องเลือกพรีเซ็นเตอร์ให้เหมาะสมสินค้า mass มากๆต้องพยายามระบุอายุให้เหมาะสม

2. เป้าหมายของเราคืออะไร เพื่อ 1. เกิด awareness 2.เชิญชวนให้คนมาใช้ 3. ตอกย้ำแบรนด์

การตั้งงบประมาณ

1. percentage of sales budgeting เหมาะกับสินค้าที่นิ่งแล้ว

2. competitive parity ดูคู่แข่งเป็นหลักว่าเขาใช้เงินเท่าไรถ้าจะแย่งตัวเลขมาจากเขาต้องใช้เงินมากกว่าคู่แข่ง

3. all you can afford มีเท่าไรใช้เท่านั้นเหมาะกับ SME

4. Objective and task budgeting

คนไทยมีโทรศัพท์1.9 หมายเลขต่อคนคนเข้า internet ผ่านsmartphone มากsms เป็น toolสำคัญสำหรับสมัยนี้

Above the line เป็น Mass ยิงทีเดียวได้หลายๆคน เช่น TV, นสพ, Magazine,

Below the line เป็น Niche ยิงทีเดียวได้แค่คนกลุ่มเดียว เช่น POPpoint of purchase, Shelf talker

Online คือ Digital media ทั้งหมด website e-mail

Offline คือ TV นสพ นิตยสาร




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2560   
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2560 14:52:20 น.   
Counter : 135 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สรุป BUS 6013 การตลาด (ภาค 1) BCG Matrix, PLC, SWOT




BCGMatrix and Product life cycle

1. Question Mark ตรงกับ PLC ช่วง Introduction ยอดขายเติบโต แต่ส่วนครองตลาดน้อยยังไม่ควรลงทุนมากควรดูทิศทางและทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากที่สุดยังไม่ควรขยายลงทุนเพิ่ม รอดูให้แน่ใจว่าสินค้าไปต่อได้แน่

2. Star ตรงกับ PLC ช่วงGrowth ช่วงเติบโต ส่วนครองตลาดเริ่มมากอัตราการเติบโตสูง ควรขยายตัวและตรงกับ Model Growth Matrix หรือ Ansoff Matrix (Product Penetration, Product Development MarketDevelopment, Diversification)

3. Cash Cow ตรงกับ PLC ช่วงMaturity ช่วงอิ่มตัว ส่วนครองตลาดมากอัตราการเติบโตลดลง
ไม่ควรลงทุนยกเว้นแน่ใจว่าอัตราการเติบโตจะมาขึ้นสิ่งที่ควรทำคือกอบโกยกำไรให้มากที่สุดแล้วไปลงทุนในธุรกิจอีก พอเข้าสู่
phraseนี้แล้วต้องรีบหาสินค้าอื่นเพราะอีกไม่นานจะตายแต่ระยะเวลาที่ตายจะช้าหรือเร็วกำหนดไม่ได้ บางสินค้าเช่น น้ำอัดลมลากยาวไม่ตกตั้งแต่มีกระแสสุขภาพชาเขียวทำให้น้ำอัดลมตกลงมาบ้าง สามารถใช้ GrowthMatrix เข้ามาช่วยเช่นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ เพิ่มสี รสชาติ รูปแบบกระตุ้นการขายหรือเปลี่ยนวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์เช่น Orio Cookie นอกจากกินเอาไปปั่นได้

4. Dogตรงกับ PLCช่วง Declineช่วงถดถอยถ้าตกช้าให้พยายามรีดกำไรออกมามากที่สุด ลดการโฆษณาลง ลดการขายไปเรื่อยพยายามขายสินค้าออกแต่ถ้าสินค้าตกเร็วต้องรีบขจัดทิ้ง เก็บไว้ไม่ได้เพราะมีภาระทางการเงินเช่น คชจ คนงาน เช่น Film Kodak ตกอย่างรวดเร็ว

Five force ปัจจัยแวดล้อมในการแข่งขัน

1. Rivalry คู่แข่งปัจจุบัน

1.1 ตลาดรุนแรงแค่ไหน

1.2 จำนวนคู่แข่ง คู่แข่งขันน้อยราย เช่น Oligopoly เช่น เบียร์ ช้าง สิงห์ โทรศัพท์ AIS DTACTRUE คู่แข่งมากๆ Monopolisticแชมพู สบู่แข่งกันที่ความต่างของผลิตภัณฑ์ และราคา

2.New entrant คู่แข่งรายใหม่

2.1 มีอุปสรรคคอยกีดขวางการเข้าตลาดไหมถ้าไม่มีอุปสรรคก็ไม่ดีเพราะเข้าตลาดง่ายไป อุปสรรคที่ว่าคือ ต้นทุนการผลิตเทคโนโลยีสูงไหม หรือมีข้อกฎหมายกีดกันไหม เช่นต้องได้สัมปทานจากรัฐบาลไหม

2.2 รายใหม่เข้าตลาดง่ายหรือยาก

3.Supplier อำนาจต่อรองผู้จัดหา

3.1มี supplier มากๆดีต่อรองราคาได้ง่าย

3.2supplier มีศักยภาพมากพอที่จะผลิตเองไหมอาจกลายเป็นคู่แข่งในอนาคต

3.3มีสัญญาผูกมัดกับ supplier ไหม ไม่ทำให้ต้นทุนเหวี่ยงไปมา หากขาดแคลนบางฤดูราคาไม่พุ่งขึ้น

4. Buyer อำนาจต่อรองผู้ซื้อ

4.1 ลูกค้าเป็นรายเล็กหรือใหญ่ถ้ามีแต่รายใหญ่ไม่ดีเพราะถ้าหายไปจะกระทบ แถมกดราคา

5.Substitute สินค้าทดแทน

5.1สินค้าทดแทนทางตรง ลักษณะสินค้าเดียวกัน เช่น ยาสีฟันเหมือนกัน

5.2สินค้าทดแทนทางอ้อม สินค้าประเภทเดียวกัน ไม่ดื่มน้ำอัดลม ดื่มชาเขียวแทน

ปัจจัยแวดล้อมมหาภาค (Macroenvironment) PEST (LE)

1. Political การเมืองไม่มีเสถียรภาพ คนไม่กล้ามาลงทุน

2. Economic เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ เงินฝืด รายได้ของผู้บริโภค ค่าแรง อัตราดอกเบี้ย

3. Social แบ่งออกเป็น

3.1 Demographic เช่นการเกิดของเด็กลดลง ผู้สูงอายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลง generation

3.2 Trends เช่น กระแสสุขภาพ กระแส beauty กระแส anti aging

3.3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม lifestyle ของผู้บริโภค เร่งรีบ ครอบครัวขนาดเล็ก

4. Technology กระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอนาคต

5. Legal เช่น กฎหมายบุหรี่ กฎระหว่างประเทศเช่น AEC

6. Environment สิ่งแวดล้อม

ปัจจัยภายใน 3M(Man money Machines) + 4P + สิ่งที่มองไม่เห็น(Brand equity, ลิขสิทธิ์,สินทรัพย์ทางปัญญา,แบรนด์เก่าแก่30 ปีคนรู้จักหมด)

STP

Market share คือส่วนแบ่งการตลาดการบอกว่าผลิตภัณฑ์ 1 ตัวที่ขายในตลาด 10,000 ล้านบาท ขายโดยใครบ้าง

Segmentation การแบ่งส่วนตลาดมีตัวแปรในการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ

1. ประชากรศาสตร์ เช่น เพศ รายได้ เช่น เบียร์ economic ช้างลีโอ standard ไฮเนเก้น premium โฮการเด้น พอลไลเนอร์

2. ภูมิศาสตร์ ภาคต่างของไทย เช่นการขายน้ำพริกสี่ภาคขายแต่ละภาคไม่เหมือนกัน

3. จิตวิทยาสังคม เช่น lifestyle รักสุขภาพเลือกการกินที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

4. พฤติกรรม เช่น คุณลักษณะผลิตภัณฑ์ เข่น สบู่ก้อนหรือเหลวแบ่งตามอัตราการใช้ของผู้บริโภค ใช้มากหรือน้อย

Target Market ตลาดเป้าหมายเพื่อกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น สมมุติว่าทำตลาดสบู่ แบ่งตามคุณประโยชน์ที่ผู้บริโภคต้องการได้3 กลุ่ม คือ สบู่ความงาม สบู่สุขภาพ สบู่เด็ก แบ่งตามคุณประโยชน์ได้ 3 segmentationเช่นถ้าเลือกเข้า segmentation สบู่เด็กอันเดียว ฉะนั้นผู้บริโภคเป้าหมายคือ แม่ตอบสนองคนที่ต้องการสบู่อ่อนโยน

Perceptual Positioning Map สร้างภาพลักษณ์ในใจผู้บริโภคเทียบคู่แข่งขันอันไหนได้เปรียบเอามากำหนดภาพในผู้บริโภค อิงมาจากเกณฑ์ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อควรเป็น เช่น เข้มข้นประหยัด ผงซักฟอง ความขาว กลิ่นหอม รถ Volvo ความปลอดภัย Repositioning การปรับสินค้าในใจผู้บริโภคเช่น ซีเร็คทูน่าแทนที่จะเล่นความอร่อย ไปเน้นอ้วนผอม

4P

1. Product

1.1 Product Line Extension ขยายสายผลิตภัณฑ์คือการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าไปในสายผลิตภัณฑ์และอยู่ในประเภทเดิม เช่น Cokeทำ CokeZero / Coke Lite เป็น productline filling เป็นการเติมสายผลิตภัณฑ์และเป็นกลยุทธ์การขยายการเติบโตแบบหนึ่ง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่ม สี กลิ่น ขนาดเช่น ยากันยุงแบบขดเป็นแบบน้ำ แบบสเปร่ย์ ส่วน Product line stretching เช่น Toyota altis up เป็น camery down เป็น vios ยืดสายผลิตภัณฑ์

1.2 Brand Extensionขยายตราสินค้าหมายถึงตราสินค้าเดิม แต่เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่อยู่ต่างประเภทกัน เช่น สิงห์ จากเบียร์ทำเสื้อผ้า ทำน้ำ เกรย์ฮาวน์ ของเดิมน้ำเสื้อผ้า แล้วขายอาหารด้วย

2. Pricingลดราคาเป็นหลักหลักการในการตั้งราคา 3 ฐาน 1. ต้นทุน 2. ราคาตลาด (ดูการแข่งขันในตลาด) 3.ไม่มีราคาสูงสุดขึ้นอยู่กับผู้บริโภคยอมรับ โดยดูคุณค่าที่ที่ผู้บริโภครับรู้ เช่นสินค้าแบรนดเนม value based

3. Place คนกลาง พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีกดูระดับของการใช้ช่องทาง

3.1 0 ระดับ ไม่ใช่เลย เป็นการขายตรง เช่นขายออนไลน์ เปิดหน้าร้านเอง direct sales ขายผ่าน ปณ แคตาล๊อค

3.2 1 ระดับ ขายผ่านพ่อค้าปลีกไปผู้บริโภค เช่นดีลเลอร์รถยนต์ น้ำอัดลม coke pepsi มีรถวิ่งส่งของ

3.3 2 ระดับ ผู้ผลิต พ่อค้าส่ง(ModernTrade) เช่น เทสโก้บิ๊กซี มีทั้งส่งและปลีก และ ผู้ค้าปลีก ไปยังผู้บริโภค

3.4 3 ระดับ มีตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเข้ามา เช่น บริษัทDKSH ตัวแทนจำหน่ายให้พ่อค้าส่งซึ่งกระจายต่อให้พ่อค้าปลีก

เหตุผลที่ต้องมีตัวกลางหลายถอดเพราะต้องการตัดปัญหาในการกระจายสินค้า

4. Promotion การส่งเสริมการตลาด

4.1Ads โฆษณา

4.2 PR หา sponsor ให้ข่าวแถลงข่าว

4.3 PersonalSelling ขายโดยพนักงาน

4.4 DirectMarketing การตลาดทางตรง เมล์แคตตาล๊อค เทเลมาเก็ตติ้ง ทีวีไดเร็ค

4.5Sales promotion ส่งเสริมการขาย ลดแลกแจกแถมคูปองชิงโชค

Growth Matrix


1. MarketPenetration เจาะตลาดผลิตภัณฑ์เดิม ขายตลาดเดิม ต้องทำ ลดแลกแจกแถม ปรับวิธีการใช้ใหม่ๆ เช่น orioเอามาปั่นกระตุ้นอัตราการใช้ โดยการสอนว่ายิ่งใช้มากยิ่งดี น้ำยาบ้วนปาก

2. ProductDevelopment ผลิตภัณฑ์ใหม่ขายตลาดเดิม สูตรใหม่ สูตรเข้มข้น หรือ iphone

3. MarketDevelopment ผลิตภัณฑ์เดิมขายตลาดใหม่เช่น ขายในประเทศอื่น เขตอื่น กับเพิ่ม segmentation เดิมขายผู้หญิงเป็นขายผู้ชายด้วย เช่นจอนสันแอนจอนสันเดิมขายแม่และเด็ก มา repositioning ขายสาวๆ

4. Diversificationเป็นการขยายธุรกิจเช่น CP เดิมขายไก่หมูมาทำอาหารกล่อง ไส้กรอก CP เดิมขายอาหารแล้วไปทำเทเลคอมแทน




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2560   
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2560 11:28:40 น.   
Counter : 243 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

รับทำ SPSS นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหาร ทำงานเร็ว ผู้จ้างสามารถขอดูตัวอย่างงานที่เคยทำก่อนได้ สามารถนัดเจอเพื่อรับงานได้



รับทำ SPSS นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหาร ทำงานเร็ว ผู้จ้างสามารถขอดูตัวอย่างงานที่เคยทำก่อนได้ สามารถนัดเจอเพื่อรับงานได้ สะดวกแถวพระราม 9 the nine 

ประสบการณ์ทำงาน

รับทำวิจัยเชิงปริมาณ SPSS ด้านการตลาด ตราสินค้า สื่อสารมวลชน นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประสบการณ์การวิจัย 10 ปี ผลงานไม่ต่ำกว่า 50 เล่ม ทั้งมหาวิทยาลัยในไทย และ ต่างประเทศ


ประวัติการศึกษา

ปริญญาเอกนิเทศศาสตร์ นิด้า
ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ 

ปริญญาโท mba การตลาด ม.ราม

สถิติที่รับทำ ตั้งแต่คีย์ข้อมูล วิเคราะห์ด้วยสถิติเบื่องต้น แปรผลข้อมูล เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฯลฯ และการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเช่น forecasing ,reliability,regression,correlation pearson, chi-square,frequencies,one,two-way anova,f,t-test เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติมสนใจโทรมาปรึกษาพูดคุยได้ตามสะดวกเลยค่ะ ยินดีให้คำปรึกษาตั้งแต่ ว่าควรจะตั้งคำถามอย่างไร สถิติที่ควรใช้ มีความเป็นไปได้แค่ไหนให้การทำวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่าย ความยาก/ง่ายของชิ้นงานด้วยค่ะ

รับผิดชอบงานทุกชิ้นค่ะ แก้ไขและส่งตรงตามเวลารวดเร็ว ราคาสมเหตุสมผลตามเนื้องานค่ะ

ส่งข้อมูลมาให้อ่านก่อนได้ที่ crystal_melody87@hotmail.com  โทร 0909691526
facebook ตามนี้ค่ะ  https://www.facebook.com/Spssfreelance/

ราคา: 500-5,500 บาท ราคาตามลักษณะงาน และความเร่งด่วนในการใช้ค่ะ




 

Create Date : 30 กันยายน 2558   
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2560 14:21:25 น.   
Counter : 186 Pageviews.  


Flocane1
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Image Hosted by ImageShack.us
Image Hosted by ImageShack.us


Image Hosted by ImageShack.us
Image Hosted by ImageShack.us
[Add Flocane1's blog to your web]