WELCOME! WELCOME! and WELCOME!
Group Blog
 
All blogs
 

Beats of Life : ตอนพิเศษ 7 "ของขวัญ"

ใบหน้าหวานที่ใครเห็นเป็นต้องอดคิดไม่ได้ว่า ดูอย่างไรก็สวยกว่าผู้หญิงแท้ๆหลายๆคน ในขณะเดียวกันก็ดูหล่อไปอีกแบบได้อย่างน่าพิศวงยิ่งนัก ในตอนนี้กลับมู่ทู่ราวกับคนที่กำลังคิดไม่ตกกับชีวิตว่าจะเอาอย่างไรดี คิ้วหนาแต่ได้รูปเสียจนน่าอิจฉาคู่นั้นขมวดมุ่นชนกันอย่างไม่กลัวว่าจะเกิดริ้วรอยไม่พึงประสงค์บนใบหน้างามๆนั่น ทั้งที่ปกติแล้ว เป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าตัวเป็นกังวลยิ่งกว่าอะไร

กลัวที่สุดก็คือจะดูไม่ดีนี่แหละ แม้แฟนเพลงเป็นร้อยเป็นพันจะยืนยันว่าเขาดูดีขั้นเทพแค่ไหนก็ตาม

เจเป็นเด็กหนุ่มรูปงามที่แม้ดูภายนอกจะดูมั่นอกมั่นใจกับรูปลักษณ์ของตัวเองอย่างยิ่ง บวกกับที่ตั้งแต่ได้ก้าวมาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ ราศีก็มีแต่จะจับให้เขายิ่งดูดีมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก แต่ลึกๆแล้วเด็กหนุ่มมักจะเกิดอาการขาดความมั่นใจอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะมีคนเฝ้าบอกว่า เขาดูดีจะตายอยู่แล้ว ก็ยังไม่วายเป็นกังวลประสาคนคิดมาก ยังดีที่ต้องถือว่าเจ้าตัวเก็บอาการเก่งไม่เลวทีเดียวเลยยิ่งทำให้ภายใต้ใบหน้าหวานแต่ติดจะเย็นชาในบางครั้งนั้น กลับยิ่งดูลึกลับ น่าค้นหา และกลายเป็นเสน่ห์ไปเสียอีก เจได้แต่นั่งรำพึงอยู่กับตัวเองอย่างนึกทึ่งว่า คิดไปกันใหญ่ได้ยังไงขนาดนั้นหนอทั้งที่เขาก็เป็นเด็กหนุ่มธรรมดาคนนึงเท่านั้นเอง

ก็เห็นจะมีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละที่มองเขาทะลุไปเสียหมด

แล้วก็เพราะไอ้คนที่ว่านี่แหละ ที่ทำให้เขาต้องมานั่งกลุ้มอยู่นี่ เจ ถอนหายใจหนักๆอย่างคนคิดไม่ตก ก่อนจะกระแทกคางลงบนโต๊ะเบาๆ มือข้างหนึ่งเขี่ยโทรศัพท์มือถือสีขาวรุ่นใหม่ล่าสุดของตัวเองไปมาอย่างไม่นึกใส่ใจอะไรนัก ค่าที่ใจลอยไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้

คงจะไม่น่าแปลกอะไรถ้าเจไม่นั่งอยู่อย่างนั้นมานานเป็นชั่วโมงแล้ว

“ซัน นายว่าพี่เจเขาเป็นอะไรวะ” ใบหน้าหล่อเหลาแบบไม่มีใครกินใครลงของเด็กหนุ่มสองคนที่ทำท่าชะเง้อมองไปยังร่างของพี่ใหญ่หน้าสวยที่ครอบครองโต๊ะอาหารในครัวอยู่คนเดียว ดูลับๆล่อๆเสียจนน่าหมั่นไส้ ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรชวนให้ลึกลับขนาดนั้นสักหน่อย กะอีแค่พี่เจทำท่าเหมือนโลกจะแตกวันนี้วันพรุ่งอยู่คนเดียวแค่นั้นเอง

แหม... ก็มันเหงานี่คร้าบบบบ มีกันอยู่แค่นี้ จะออกไปไหนมาไหนก็ลำบากเหลือแสน เพราะต้องคอยหนีแฟนๆที่คอยตามติดพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง ลำบากนักก็เลยไม่ไปไหนมันเสียเลย แถมมีเวลาว่างอยู่แค่ครึ่งวัน จะให้ไปไหนไกลๆก็คงไม่ได้อยู่ดี ก็ขอหาอะไรสนุกใกล้ตัวทำเสียหน่อยก็แล้วกัน

“ไม่รู้” เด็กซันตอบกลับ “แต่ท่าทางจะกลุ้มอะไรอยู่แน่ๆ”

“หรือว่า...” ชุนหันหน้าไปทางซันและราวกับนัดกันไว้ “ทะเลาะกับพี่โย” ก่อนที่ซันจะขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าเบาๆ

“ยาก อย่างพี่โยมีหรือจะโกรธพี่เจ” ซันพูดราวกับว่านี่น่ะเป็นเรื่องที่แน่นอนพอๆกับพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

“นั่นสิ... แล้วพี่เราเป็นอะไรหว่า...” ชุนหันกลับไปมองพี่ชายหน้าหวานที่ยังนั่งหมกมุ่นอยู่คนเดียวไม่เลิก

“พวกพี่สิ เป็นอะไรกันมากไหม” จู่ๆก็มีเสียงเอ่ยขึ้นทางด้านหลังของทั้งคู่แบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัว

“เย้ยยยย!!!!” ดูเอาเถอะ นี่หรือสมาชิกของวงบอยแบนด์ที่เท่บาดหัวใจสาวน้อยสาวใหญ่ทั่วบ้านทั่วเมือง น้องเล็กมาดนิ่งที่ตัวสูงใหญ่กว่าใครเพื่อนเดินมายืนอยู่ข้างหลังเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้รำพึงกับตัวเองอย่างนึกระอาพี่ชายขี้เล่นทั้งสองคนที่ตอนนี้ ทำหน้าอย่างกับเห็นผีก็ไม่ปาน

“ทำท่าทางแบบนั้นมันอะไรกัน ผมเป็นน้องพวกพี่นะ ไม่ใช่ผีสางที่ไหนสักหน่อย” น้ำเสียงเย็นชายังคงเอ่ยออกมาอย่างไร้อารมณ์

“ไอ้แม็ก... ตกใจหมด” ชุนยกมือขึ้นวางไปบนอกซ้ายของตัวเองเพื่อเรียกขวัญที่แตกกระเจิงอย่างหมดท่าให้กลับมาเสียก่อน

“นี่พี่กลายเป็นคนขวัญอ่อนไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ดูคำพูดคำจาของมันเสียก่อนเถอะ มันเป็นน้องแน่หรือนี่... ใช่สิ ก็มันฉลาด เรียนเก่ง ไอคิวสูงนี่... ชุนนึกแขวะในใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้นจริงๆ “แล้วนี่พวกพี่ทำอะไรกันอยู่”

ซันไม่พูดอะไร แต่ชี้มือและทำท่าทางบุ้ยใบ้ไปทางพี่ชายหน้าหวานที่นั่งจุมปุ๊กครอบครองโต๊ะกินข้าวอยู่คนเดียว “แล้วตกลงพี่เจเขาเป็นอะไร” แม็กถาม ก่อนที่จะได้รับคำตอบเป็นการพร้อมใจกันส่ายหน้าจากพี่ชายทั้งสองคน

“ปัดโธ่ อยากรู้แล้วไม่เข้าไปถามล่ะ” ว่าแล้วก็พาร่างสูงๆของตัวเองเดินก้าวขายาวๆเทิ่งๆเข้าไปแบบไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอะไรทั้งสิ้น เกินปัญญาที่ทั้งชุนและซันจะห้ามทัน ได้แต่ชูมือค้างเอาไว้และพูดอะไรไม่ออกอยู่อย่างนั้น


“พี่เจ” เสียงที่ออกจะแหลมเล็กผิดจากร่างกายสูงใหญ่ไปโขอยู่เอ่ยเรียกออกไป ก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับพี่ชายหน้าสวยของวง

“อือ” เสียงแหบทุ้มตอบรับเบาๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรมากไปกว่านั้น ดวงตากลมโตยังคงเหม่อลอยเหมือนเดิม

“เป็นอะไรพี่ หน้าเครียดเชียว” ถามออกไปได้เท่านี้ คนหน้าเครียดถึงกับฟุบหน้าลงบนแขนทั้งสองข้าง “เอ๊า... พี่... เป็นอะไร”

ร่างขาวๆในชุดเสื้อยืดกางเกงขายาวที่เจ้าตัวชอบใส่เป็นประจำเวลาอยู่กับบ้าน ถอนหายใจหนักๆออกมา ก่อนจะหันไปเอ่ยสั้นๆ

“กลุ้ม”

“กลุ้มอะไรพี่ มีอะไรให้ช่วยไหม”

“ใครก็ช่วยพี่ไม่ได้หรอก”

“ก็พี่ไม่บอก ใครเขาจะช่วยได้ล่ะ” แม็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “บอกผมก็ได้”

“บอกนายน่ะนะ”

“ผมไอคิวเท่าไหร่พี่เจ” ทุกทีเลย เอะอะอะไรก็หยิบเรื่องไอคิวมาเป็นข้ออ้างประจำ จะเถียงมันก็ไม่ได้เสียด้วย เพราะไอคิวมันก็สูงจริงๆนั่นแหละ

“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

“งี้ก็ยิ่งง่ายสิ”

“ถ้ามันง่ายอย่างนั้น พี่จะมานั่งกลุ้มแบบนี้ไหม” เจว่าฉุนๆ

“ตกลงเรื่องอะไร”

“คิดไม่ตก”

“เรื่อง”

“ไม่รู้จะซื้ออะไรเป็นของขวัญวันเกิดให้โยดี”

น้องเล็กของวงกัดริมฝีปากด้วยพยายามเต็มที่ ที่จะระงับอารมณ์ไม่ให้ตรงเข้าไปขย้ำคอพี่ชายหน้าสวยให้ตายคามือไปเสียตรงนี้ เรื่องแค่นี้... แค่จะซื้อของขวัญวันเกิดอะไรให้พี่โยแค่นี้ ทำท่าเหมือนจะเป็นจะตาย ไอ้เราก็นึกว่ามีเรื่องคอขาดบาดตายอะไร

รู้อย่างนี้ปล่อยให้คิดมากจนหน้าเหี่ยวไปเลยก็ดีหรอก

แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้น

“พี่เจ...” แม็กข่มอารมณ์สุดชีวิต “พวกพี่ไม่เคยซื้อของขวัญให้กันหรือไง แล้วมันเรื่องอะไรพี่ต้องมานั่งหมกมุ่นกะอีแค่เรื่องของขวัญแค่นี้ด้วย”

“นายไม่เข้าใจนี่หว่า” เจนึกฉุน

“ทีเวลาพี่ซื้อของให้พวกผม ไม่เห็นจะคิดหนักแบบนี้บ้าง ของผมพี่ก็ซื้อหนังสือให้ พี่ชุนพี่ก็ซื้อหูฟังอันใหม่ให้ แล้วพี่ซันก็เกมเพลย์สเตชั่นอันใหม่ ผมไม่เห็นพี่จะคิดมากขนาดนี้เลย”

“ก็...” ตั้งท่าจะเถียง แต่ก็จนด้วยเหตุผลทุกประการ เจได้แต่อึ้งเมื่อรู้ตัวว่าที่เจ้าน้องเล็กพูดมา เป็นเรื่องจริงที่เถียงไม่ออก ได้แต่นิ่งขึงอยู่เป็นนาน... นั่นสิ... ก็อีแค่ของขวัญวันเกิดให้โย ทำไมเขาจะต้องจริงจังกับมันขนาดนี้ด้วย หัวคิ้วที่ชนกันอยู่นั้นยิ่งขมวดปมยุ่งหนักเข้าไปใหญ่ ก่อนที่เจ้าตัวจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นขยุ้มผมสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองอย่างลืมตัว

ก็รู้หรอกว่าที่ผ่านมาโยเป็นคนที่พิเศษที่สุดสำหรับเจ แต่... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่หมอนั่นเข้ามามีอิทธิพลกับเขามากมายได้ถึงขนาดนี้ นี่เขาไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิดเลยหรือนี่

น้องเล็กที่เห็นว่าสติของพี่ชายคนโตดูเหมือนหลุดออกไปอีกโลกหนึ่งแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า พี่นะพี่... ทำไมถึงได้ความรู้สึกช้าขนาดนี้วะเนี่ย

“พี่เจ...” แม็กเอ่ยขึ้น “ผมถามพี่จริงๆนะ”

ดวงตากลมโตของอีกฝ่ายช้อนขึ้นมองใบหน้าของเจ้าน้องเล็ก

“พี่โยเป็นอะไรสำหรับพี่”

พลั่ก!!!

“โอ๊ย...” ชุนกับซันที่แอบสังเกตุการณ์อยู่เงียบๆ หลับตาปี๋ทันทีที่ได้เห็นว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องเล็กของวง ต้องนับว่ามันกล้ามากที่ถามคำถามจี้ใจดำกับพี่เจไปแบบนั้น และไม่น่าแปลกใจที่คำตอบจะเป็นหมัดลุ่นๆของพี่ชายหน้าสวยที่ซัดเข้ากับต้นแขนไอ้คนถามแบบเต็มๆ ไม่รู้ว่าเขินจนทำอะไรไม่ถูก หรือหงุดหงิดที่โดนคำถามแทงใจขนาดหนักกันแน่

“โอ๊ย... ผมไม่ถามแล้วก็ได้... โว้ย... ไอ้พี่เจ...หยุดได้แล้ว” แม็กปัดป้องโวยวายเป็นพัลวันเมื่อตัวเองกลายเป็นเป้านิ่งให้กับพี่เจไปเสียอย่างนั้น อะไรกันก็ไม่รู้ คนอุตส่าห์อยากช่วยแท้ๆ


“เอะอะโวยวายอะไรกัน”

“เย้ยยยยย!!!” ชุนกับซันใจหายใจคว่ำอีกคำรบเมื่อได้ยินเสียงทุ้มๆเอ่ยขึ้นด้านหลัง

“พี่โย!!!” ทำไมสมาชิกวงนี้มันชอบโผล่เข้ามาทางด้านหลังทุกทีเลยเนี่ย! มันตกใจครับท่านผู้อ่าน!

“ตกอกตกใจอะไรกันนักหนา ก็พี่น่ะสิ... แล้วทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีกันอย่างนั้นล่ะ” เมื่อเงยหน้าขึ้นมองผ่านไปยังประตูห้องครัว และได้เห็นว่าเจกับแม็กกำลังชุลมุนชุลเกกันอยู่โดยไม่รู้ว่ากำลังแสดงความรักกันหรือทะเลาะกันกันแน่ จึงได้แต่ยิ้มน้อยๆออกมา ค่าที่ว่านี่เป็นภาพที่ได้เห็นจนชินตา ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลยสักนิดสำหรับหัวหน้าวงอย่างเขา

“แล้วสองคนนั่น” เสียงทุ้มๆของเขาเรียกความสนใจจากเด็กหนุ่มสองคนที่ยังตีกันไม่หยุด “ทำอะไรกันหรือ”

“พี่โย...” น้องเล็กวิ่งเข้ามาหาโยอย่างขอความช่วยเหลือเต็มที่ “ช่วยผมด้วย พี่เจจะหักคอผม”

เจเดินแยกเขี้ยวเข้ามาอย่างหมายมั่นว่าจะทำตามคำพูดนั่นจริงๆเสียด้วย ทำเอาโยที่เพิ่งเข้ามาพร้อมกับของพะรุงพะรังในมือ ถึงกับหัวเราะออกมาในที่สุด

“ไม่เอาน่าเจ...” โยเอ่ยเสียงทุ้มเบากลั้วหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี พลางยื่นมือข้างหนึ่งจับต้นแขนของเจเอาไว้อย่างอ่อนโยนก่อนจะยึดตัวเอาไว้เสียเลย “เราซื้อของสดมาแน่ะ ช่วยดูหน่อยสิ จะได้เอามาทำอะไรกินกันมื้อเย็น อุตส่าห์มีเวลาว่างกันทั้งที”

ได้ผล อารมณ์ขุ่นมัวที่คุกกรุ่นอยู่ราวกับจะละลายหายไปหมด เมื่อความสนใจของเจพุ่งไปที่ถุงในมือของอีกฝ่าย บวกกับท่าทีที่อ่อนโยนของโยด้วยแล้ว เจจึงยอมรามือในที่สุด แต่ยังไม่วายมองเจ้าตัวแสบทางหางตาอย่างมาดร้าย

แม็กที่เดินไปรวมกลุ่มกับพี่ชายอีกสองคนได้แต่หันไปมองหน้ากันพลางส่ายหน้าเบาๆอย่างรู้ทันกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆออกมาอีก

พอเป็นพี่โยล่ะก็ พี่เจยอมทุกที

*****************************

“ขี้เซา” เสียงทุ้มนุ่มหูที่เด็กหนุ่มคุ้นเคยอยู่ทุกวันดังแผ่วๆอยู่ข้างหูเขาเสียจนร่างขาวๆที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่อดรู้สึกจั๊กกะจี๋ขึ้นมาไม่ได้

“ตื่นได้แล้ว” หนนี้คนขี้เซาถึงกับหัวเราะคิกออกมา ก่อนจะสัมผัสถึงอะไรนุ่มๆอุ่นๆบนหน้าผาก

เจลืมตาขึ้นทันได้เห็นริมฝีปากได้รูปที่กำลังผละออกไปช้าๆ เด็กหนุ่มหน้าสวยขยี้ตาเบาๆก่อนจะมองภาพตรงหน้าอย่างเต็มตา

“อือ... เช้าแล้วเหรอ...” เสียงแหบนั้นยังคงอู้อี้ตามประสาคนที่เพิ่งตื่น แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว จมูกโด่งได้รูปของคนที่ตั้งอกตั้งใจปลุกเขาเหลือเกินเช้านี้ก็กดหนักๆลงบนแก้มขาวๆนั้นอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะฝังหน้าลงไปพร้อมกับกอดกระชับร่างในอ้อมแขนนั้นให้แน่นขึ้นอีกหน่อย

“โย... มีอะไรหรือเปล่า” เจหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อได้เห็นท่าทางออดอ้อนแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นนักจากเจ้าคนตัวสูง

“มีสิ”

“อะไร”

“แฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์”

วันนี้มันวันเกิดเขานี่นา... ลืมไปเสียสนิทเลยทีเดียว แต่ก็รู้สึกตื้นตันในหัวใจเสียยิ่งกว่า เมื่อรู้ว่าคนที่กำลังนอนกอดเขาเหมือนกับกลัวว่าเขาจะหนีหายไปไหนยังจดจำวันนี้ได้ดี อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่บอกแฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์กับเขาเสียด้วย

เจลอบยิ้มก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างโอบกอดร่างสูงใหญ่นั้นเอาไว้บ้าง

“ขอบคุณนะ ที่ไม่ลืม มันมีความหมายสำหรับเรามากเลยรู้ไหม” เจเอ่ยบอกออกไป “ขอบคุณที่อยู่ข้างๆกันเสมอนะโย” และเขาก็หมายความตามนั้นจริงๆ

โยคลายอ้อมแขนแข็งแรงออกบ้าง ก่อนจะสบตาเจ้าของวันเกิด แล้วจึงก้มลงประทับจูบลงบนหน้าผากอีกครั้ง

“ขอมือหน่อย” เสียงทุ้มนั้นว่ายิ้มๆ

เจทำตามอย่างว่าง่าย แม้ใบหน้าจะแสดงออกชัดเจนว่ายังไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรนัก

มือเรียวยาวของโยข้างหนึ่งชูอะไรบางอย่างเอาไว้ และก่อนที่เจ้าของวันเกิดจะทันได้เอ่ยถามอะไร ของที่อยู่ในมือแข็งแรงคู่นั้นก็ถูกสวมใส่ลงบนข้อมือของเจได้อย่างพอดิบพอดี

“สวย” เจครางออกมาเมื่อเห็นสร้อยข้อมือสีเงินที่เมื่อพลิกดูยี่ห้อแล้ว ราคาไม่ถูกแน่นอน

“ดูนี่... เราให้เขาสลักชื่อนายเอาไว้ด้วยนะ” โยว่าพลางชี้ให้เจ้าของสร้อยคนใหม่ดูอักษรภาษาอังกฤษที่สลักชื่อของเขาเอาไว้อย่างสวยงาม

“ชอบไหม”

เจได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ด้วยเพราะพูดไม่ออก

“ไปสั่งทำตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเราไม่เคยรู้” เจเงยหน้าขึ้นถาม ดวงตากลมโตมองแป๋วมาทางเขาอย่างสงสัยใคร่รู้จริงๆ

“ทำได้ก็แล้วกันน่า” โยว่าน้ำเสียงขี้เล่น “เกือบไม่ทันเหมือนกัน โชคดีที่เมื่อวานเลิกงานเร็ว เลยแวะไปเอาด้วยตัวเองได้เลย”

“เมื่อวานนี้เหรอ” ตอนที่หายออกไปซื้อของนั่นสินะ

“อือ” โยทอดน้ำเสียงอ่อนโยน “แค่นายชอบเราก็ดีใจแล้ว”

“ชอบสิ” เจตอบออกไปแทบจะทันที “ของอะไรที่นายให้เรามา เราก็ชอบทั้งนั้นแหละ” หนนี้เจ้าตัวเอ่ยงึมงำออกมามากกว่าจะเอ่ยกับอีกฝ่ายให้ได้ยิน

เขินไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย โยยิ่งนึกขำจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ในที่สุด พลางสวมกอดร่างที่ยังคงนอนเคียงข้างเขาอยู่นั้นอีกครั้งด้วยความมันเขี้ยว

“แล้วก็ขอบคุณมากนะ” เจเอ่ยก่อนจะกอดตอบกลับไปด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกว่าคือดีใจ หรือปลื้มใจ หรืออะไรก็ตาม แต่มันช่างให้ความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน

“ออกไปข้างนอกหน่อยไหม”

“มีอะไรหรือเปล่า”

“น่า... ออกไปหน่อย”

เจนึกขันแต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายดึงมือเขาลุกขึ้นแต่โดยดี

ทันทีที่เปิดประตูห้องออกไปและยังไม่ทันได้ตั้งตัว เด็กหนุ่มอีกสามคนที่ไม่ต่างอะไรกับน้องชายแท้ๆที่คลานตามกันมาก็กรูเข้ามากอดพี่เจเอาไว้ ไม่ให้ได้ขยับไปไหนได้อีก

“แฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์พี่เจ!!!!!” เจที่แม้จะตกใจแต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อโดนอ้อมแขนแข็งแรงของน้องอีกสามคนรัดแน่นเอาไว้แบบนี้ “ขอให้มีความสุขมากๆนะพี่!!!”

ก่อนที่พี่ชายคนโตหัวหน้าวงจะเข้าไปร่วมวงกอดกับเขาด้วยเหมือนกัน

เป็นวันเกิดที่แม้จะไม่หวือหวาแต่เขาก็มีความสุขมากเหลือเกิน เจ้าของวันเกิดได้แต่บอกกับตัวเองในใจโดยไม่ลืมแอบใช้หลังมือขยี้ตาที่จู่ๆรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ขอบคุณทุกคนมาก”

*****************************

“พี่เจ...” เสียงทุ้มใหญ่ของชุนตะโกนเรียกพี่ชายคนโตหน้าหวานประจำวงที่กำลังง่วนอยู่กับการฟังเพลงในเครื่องเล่นไอพ็อดของตัวเอง เขาถอดหูฟังข้างหนึ่งออก เมื่อเห็นว่ามือข้างหนึ่งของเด็กชุนกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้ แน่ใจได้เลยว่าปลายสายกำลังรอคำตอบอะไรบางอย่างอยู่เป็นแน่

“พี่โยล่ะ นี่พี่คิมเขารออยู่ในสายอยากจะแฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์พี่โยหน่อย” เจได้ยินดังนั้นจึงยกนิ้วขึ้นชี้ไปทางด้านหลัง เป็นการบอกให้รู้ว่าหัวหน้าวงอยู่อีกห้องที่อยู่ถัดจากห้องซ้อมขนาดย่อมแห่งนี้ ก่อนที่จะหยิบหูฟังเสียบกลับเข้าไปเหมือนเดิม

วันนี้เป็นวันเกิดของโย สิบวันถัดจากวันเกิดของเขาชนิดพอดิบพอดี

แม้เจจะไม่ได้ตื่นแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาบอกแฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์เหมือนกับที่โยทำกับเขา ไม่ได้หยิบยื่นของขวัญอะไรให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใส่ใจ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้นึกถึง และไม่ใช่โยไม่สำคัญสำหรับเขา

แต่เจก็มีวิธีของเจเหมือนกัน

“พี่...” ชุนเดินกลับมานั่งปุข้างๆเจ โทรศัพท์ไม่อยู่ก็แสดงว่าคงอยู่ที่โย น่าจะกำลังคุยกับพี่คิมที่โทรทางไกลมาจากอเมริกาเหมือนเคย

“นี่...” ชุนสะกิดเรียกพี่ชายที่ง่วนอยู่กับการฟังเพลงไม่เลิก “วันนี้วันเกิดพี่โยนะพี่เจ”

“อือม์...” เจตอบรับสั้นๆ

“พี่มีของขวัญให้พี่โยหรือยัง”

เจตวัดหางตาคู่สวยไปทางเจ้าน้องชายตัวแสบ ก่อนจะเอ่ยออกมาหน้าตาเฉย

“ถามไปทำไม ถึงพี่จะไม่ให้อะไรสักอย่าง โยก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว”

ทำเอาคนถามอดทำปากยื่นปากยาวออกมาไมได้ด้วยความหมั่นไส้ มั่นใจในตัวเองเหลือเกินพี่ผม

“งั้นก็แสดงว่าอาจจะไม่ให้ก็ได้ ใช่ไหม” รู้ทั้งรู้ว่าถามออกไปแบบนี้ จะต้องโดนสวนกลับมา แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ

“นายคิดว่าพี่เป็นคนยังไงวะ” หางเสียงพี่ชายหน้าสวยชักไม่น่าฟังแฮะ “ทำไมจะไม่ให้ วงนี้ใครเป็นคนสำคัญ ยังจะต้องให้บอกอีกหรือไง” และหน้าหงายไปในทันทีเมื่อริมฝีปากน่าดูคู่นั้นเอ่ยปิดการสนทนาแบบสั้นๆว่า

“โง่จริง” ก่อนจะละความสนใจจากไอ้น้องหน้าหล่อที่จู่ๆก็กลายเป็นตอไม้ไปในฉับพลันทันที

ใจร้าวไปเลยครับท่านผู้อ่าน

***********************

ห้าทุ่มเกือบจะเที่ยงคืนเต็มที

เด็กหนุ่มทั้งห้าคนพาร่างกายที่อีบัดอีโรยเต็มที่จากการฝึกซ้อมอย่างหนักมาตลอดทั้งวัน เดินทยอยเรียงกันเข้าบ้านทีละคน สภาพนั้น ต้องเรียกได้ว่าโทรมเกินบรรยาย

แต่ละคนกระจายตัวไปตามจุดต่างๆของบ้าน แม็กน้องเล็กที่บ่นหิวมาตลอดทางเดินเข้าห้องครัวก่อนเป็นที่แรก ชุนกับซันเดินไปนั่งแปะที่โซฟาห้องนั่งเล่น ทิ้งสัมภาระเอาไว้เกลื่อนกลาดเต็มพื้นห้องโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป

เจที่ล็อกประตูบ้านเสร็จก็ทันได้เห็นแผ่นหลังคุ้นตาเดินเข้าไปในห้องพอดี เด็กหนุ่มหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปในห้องครัว

“แม็ก กินอะไรเสร็จแล้ว อย่าลืมล้างจานให้เรียบร้อยนะ” น้องเล็กหันมาพยักหน้าทั้งที่เคี้ยวอะไรอยู่ในปากตุ้ยๆ

“สองคน” หนนี้พี่คนโตหันไปยังน้องชายสองคนในห้องนั่งเล่น “อย่าดูทีวีดึกนัก เดี๋ยวก็ไปนอนได้แล้ว อย่าลืมเก็บประเป๋าไปด้วยล่ะ” คำตอบคือการพยักหน้าหงึกหงักตอบกลับมา ก่อนที่พี่ใหญ่จะเดินเปิดประตูและเข้าห้องตามพี่ใหญ่หัวหน้าวงไปอีกคน

ภาพที่เห็นก็คือแผ่นหลังกว้างที่นั่งง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่หน้าจอเปิดสว่างอยู่

เจวางกระเป๋าลงกับพื้น ก่อนจะยืนมองร่างที่ยังนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น แล้วจึงยิ้มออกมาอย่างนึกขัน

“นี่... “เจเดินเข้าไปก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูของคนตัวโตที่ทำทีเป็นใส่ใจกับอะไรบางอย่างบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ “งอนเหรอ”

“งอนอะไร” ปากถามกลับไป แต่ไม่ยอมหันมามองหน้ากันสียอย่างนั้น งอนแน่ๆ เจกลั้นยิ้ม ตั้งแต่รู้จักกันมา นี่เห็นจะเป็นครั้งแรกล่ะมังที่โยทำท่างอนเขาแบบนี้ “เราจะไปงอนอะไรนายได้” เสียงทุ้มๆนั้นว่า

“ไม่ได้ลืมสักหน่อย ไม่รู้จะน้อยใจไปทำไม” โยหันกลับมา หน้าตาดูอย่างไรก็เหมือนกับเด็กน้อยที่กำลังขัดใจกับอะไรสักอย่าง ก่อนจะหันกลับไปทำทีไม่สนใจอย่างเคย ทำเอาเจระเบิดเสียงหัวเราะชอบใจออกมา แล้วจึงโน้มตัวลงไปใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบคออีกฝ่ายเอาไว้

“แฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์” เสียงแหบหวานเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครกระซิบที่ข้างหูเขา “เราไม่ได้ลืมเลยสักวินาทีเดียวนะว่าวันนี้วันเกิดใคร” ใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าของวันเกิดหันมาทำตาโตอย่างนึกประหลาดใจเต็มที่

“ก็ในเมื่อนายอยากแฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์เราเป็นคนแรก เราก็อยากจะบอกนายเป็นคนสุดท้ายบ้าง ไม่เห็นจะแปลกเลย” จะหาใครในโลกที่คิดและทำอะไรประหลาดเท่าคนใกล้ตัวเขาคนนี้ คงไม่มีอีกแล้ว

“ถามจริงๆ น้อยใจเราไหม”

“ก็... นิดเดียว” คนตัวใหญ่กว่าตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก

“แล้วถ้าเราจะบอกว่า ขอโทษที่ไม่มีเวลาไปหาของขวัญอะไรให้นายเลย นายจะโกรธไหม”

หนนี้โยยิ้มกว้างออกมาไม่ปิดบัง ก่อนจะถามออกไปว่า “แต่นายก็จำวันเกิดเราได้ใช่ไหม”

เจพยักหน้าตอบกลับไปยิ้มๆ ก่อนที่โยจะลุกขึ้นยืนหันมาประจัญหน้ากับเขา แล้วดึงร่างขาวๆนั้นเข้าไปกระชับกอดเอาไว้อย่างอ่อนโยน

“แค่นี้ก็พอแล้ว”

“นายนี่...” เจหยุดอยู่เป็นครู่ “เอาใจง่ายจังเลย” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างติดตลก

“ไม่ต้องให้อะไร เราก็ทวงจากนายได้อยู่แล้วต่างหาก”

เจผละออกมาเพียงเล็กน้อย เด็กหนุ่มมองหน้าคนพูดก่อนจะขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยนึกไว้ใจนัก

“อะ... “ และโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แก้มขาวๆของเขาก็โดนเจ้าหัวหน้าวงเอาจมูกโด่งๆกดประทับลงไปอย่างมันเขี้ยวเสียแล้ว

“แค่นี้ก็พอแล้ว” คนที่เพิ่งหอมแก้มเขาแบบหน้าด้านๆเอ่ยออกมาหน้าตาเฉย ราวกับว่านี่เป็นสิทธิ์ที่เขาควรจะได้มาตั้งแต่แรก

พลั่ก!

หมัดลุ่นๆซัดเข้าที่แขนของเขาแบบเน้นๆตามคาด เจ้าตัวได้แต่เบ้หน้า แต่ก็ดูจะไม่ได้สะเทือนอะไรนัก แถมยังลอยหน้าลอยตายิ้มกลับมาให้อีกต่างหาก

“ยียวนนักก็อย่าเอามันเลยดีไหม ของขวัญเนี่ย” เจว่าฉุนๆ

โยระเบิดเสียงหัวเราะชอบใจออกมาก่อนจะเดินเข้าไปกอดคนขี้หงุดหงิดอย่างเอาใจเต็มที่

“น่า น่า น่า ก็เราไม่รู้นี่นาว่านายมีของขวัญให้เราด้วย นึกว่าไม่มีเวลาจริงๆ เลยทวงเอาเสียเอง ขอโทษน่า... นะ”

เงียบไปแบบนี้ งอนไปแล้วแน่ๆ โยนึกขันในใจ ดูเอาเถอะ เมื่อกี้เขาเป็นฝ่ายน้อยอกน้อยใจอยู่ดีๆ ไหงเกมถึงได้พลิกผัน กลายเป็นว่าเขาต้องมาง้ออีกฝ่ายแทนเสียแล้ว

“นี่...” โยก้มหน้าลงกระซิบเบาๆ “เราอยากได้ของขวัญของนายจริงๆนะ รอมาทั้งวันเลย ยังจะใจร้ายปล่อยให้รอต่อได้ลงคออีกหรือ”

เจเงยหน้าขึ้นมองด้วยใบหน้ามู่ทู่ไม่สบอารมณ์อยู่อย่างนั้น ก่อนจะผละจากอ้อมกอดของโย เดินไปค้นอะไรกุกกักในตู้ พร้อมกล่องขนาดใหญ่ในมือ

“อ่ะ... ถ้าไม่ชอบจะยกให้คนอื่นไปก็ได้” น้ำเสียงยังคงความประชดประชันไม่ลดละ โยได้แต่นึกขัน ก่อนจะรับของมา พร้อมกับฉุดอีกฝ่ายลงนั่งบนพื้นห้องที่ปูพรมนุ่มๆเอาไว้

เด็กหนุ่มเจ้าของวันเกิดตั้งอกตั้งใจแกะของขวัญกล่องใหญ่ที่แม้จะห่อกระดาษมาอย่างดี แต่กลับไม่มีริ้บบิ้นสีสวยเหมือนของขวัญที่คนทั่วไปมอบให้กัน เจไม่ชอบผูกริบบิ้นที่ห่อของขวัญ เพราะเจ้าตัวเคยบอกว่า กระดาษมันสวยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องผูกอะไรให้ดูรกอีก คงจะมีเจนี่แหละที่คิดอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่นแบบนี้

“โอ้โห...” โยร้องออกมาทันทีที่เปิดฝากล่องของขวัญออกมา ในกล่องสีขาวใบใหญ่มีตั้งแต่เสื้อโค้ตตัวหนา ผ้าพันคอ ถุงมือกันหนาว และหมวกที่เข้าชุดกันหมด สีและลายที่เลือกมาเหมาะกับเขาเสียจนอดคิดไม่ได้จริงๆว่า ถ้าไปเลือกเอง จะได้ที่ดูดีขนาดนี้มาหรือเปล่า

“อีกไม่นานพวกเราต้องเดินทางไปต่างประเทศ นายน่ะขี้หนาวที่หนึ่ง ของพวกนี้น่าจะมีประโยชน์” เจตั้งอกตั้งใจอธิบาย “ถ้านายไม่ชอบแบบหรือสี จะเอาไปเปลี่ยนก็ได้”

โยส่ายศีรษะเบาๆก่อนจะซบหน้าผากลงบนไหล่ของอีกฝ่าย

“ไม่ต้องเปลี่ยน มันสวยมากๆ” โยพูดอะไรไม่ออก “ขอบคุณนะ เราชอบมากจริงๆ”

“ชอบก็ดีแล้ว” เจยิ้มออกมา “แล้วก็...”

โยประหลาดใจเมื่อมือข้างหนึ่งถูกมือขาวๆของเจคว้าเอามาวางไว้บนตัก ความรู้สึกเย็นๆบนข้อมือทำให้เขาเบิกตาโต ได้แต่มองไปที่ของชิ้นนั้นที มองหน้าคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจใส่มันให้กับเขาทีอยู่อย่างนั้น

“พอดีเป๊ะ” เจว่าอย่างพอใจ “ทีนี้ก็มีเหมือนกันแล้ว” ว่าพลางชูมือข้างหนึ่งของตัวเองที่สวมสร้อยที่เหมือนกันทุกอย่างที่ได้รับจากโยเมื่อสิบวันก่อนหน้าขึ้นมาโชว์บ้าง

“ตั้งแต่เมื่อไหร่...” ดูเหมือนโยจะยังแปลกใจไม่หาย

“นายยังทำได้เลย ทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้” เจยิ้มตอบกลับไปให้ ก่อนจะพลิกสร้อยบนข้อมือของอีกฝ่ายให้ดู “สลักชื่อเจ้าของเอาไว้แล้วเรียบร้อย” พูดจบก็ส่งยิ้มหวานที่ทำเอาหัวใจคนฟังแทบจะละลายอยู่ตรงนั้นไปให้อย่างภาคภูมิใจ

“ชอบไหม”

โยได้แต่พยักหน้าอย่างไม่รู้จะทำอะไรให้ดีมากไปกว่านั้น

“ถูกใจนะ”

“ยิ่งกว่าอะไรในโลก”

โยดึงร่างขาวๆนั้นเข้ามากอดเอาไว้ด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันใจและดีใจอย่างที่สุด เจตกใจเล็กน้อยกับการกระทำอันปุบปับ แต่ก็อุ่นใจในสัมผัสอันอ่อนโยนนั้น เด็กหนุ่มกอดตอบคนตัวสูงที่เอาแต่กอดและกอดเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อยเสียที

“นี่... ปล่อยได้หรือยัง” เจว่าติดตลก ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรมากไปกว่านั้น คนที่ถือวิสาสะกอดเขาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของวัน ก็ช้อนคางเขาขึ้นมาชนิดปุบปับก่อนจะประทับจูบลงไปแบบไม่ให้ได้ตั้งตัว

เจที่ได้แต่ฮึดฮัดในคราแรกที่จู่ๆก็โดนจอมฉวยโอกาสอย่างโยขโมยจูบแบบดื้อๆ เพียงครู่เดียว คนขี้ใจอ่อนอย่างเขาก็ยอมโอนอ่อนให้อีกฝ่ายโดยง่ายและไม่คิดจะปัดป้องอะไรอีก ค่าที่ว่าวันนี้เป็นวันพิเศษหรอกนะ แล้วจูบของหมอนี่ก็อ่อนโยนอ่อนหวานดีเหลือเกิน จะขัดขืนไปทำไมมี เพราะไม่เคยทำได้สำเร็จเลยสักครั้ง

จนเห็นว่าเจทำท่าจะสำลักจูบ แขนขาอ่อนจนแทบจะทรุดนอนราบลงไปบนพื้นแล้วนั่นแหละ โยจึงยอมผละริมฝีปากออกอย่างเสียดาย พร้อมกับโอบร่างขาวๆนั้นเอาไว้แน่น รู้สึกได้ถึงลมหายใจเหนื่อยหอบหรือแม้แต่จังหวะหัวใจที่เต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอกของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

โยลอบยิ้มออกมา

เขาชอบเวลาที่ได้เห็นคนในอ้อมแขนเสียการควบคุมแบบนี้เหลือเกิน ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่ในด้านที่ไม่มีใครเคยเห็นแบบนี้ เจจะดูน่ารักเป็นที่สุด เห็นทีไรเป็นต้องอยากแกล้งให้เสียอาการอยู่เรื่อย แต่จะทำบ่อยๆก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะโดนงอนให้ต้องได้ง้อกันเป็นวันทีเดียว

“หัวใจเต้นแรงจัง”

“ปล่อยได้หรือยัง...” เสียงนั้นไม่ได้ฟังดูเด็ดขาดเลยสักนิด “พอไม่ว่าล่ะก็ เอาใหญ่เลยนายนี่...”

“ตามใจเจ้าของวันเกิดบ้างจะเป็นไรไป” พูดออกมาได้หน้าตาเฉยเลยหมอนี่ “แล้วก็... มีอะไรจะบอกแน่ะ” ว่าแล้วก็ก้มลงกระซิบเบาๆข้างๆหู

“........”

คนที่ได้ฟังถึงกับหน้าแดงหูแดงไปถึงไหน ก่อนจะก้มหน้างุดผละออกจากอ้อมกอดนั้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นอังจมูกจนเป็นนิสัยทุกครั้งเวลาที่เจ้าตัวออกอาการเขินจนไปไม่เป็น

“เรา... เอ่อ... จะไปอาบน้ำ” โดยไม่รอคำตอบ เจ้าของร่างขาวๆนั้นลุกขึ้นหมุนตัวกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันทีแบบไม่สนใจอะไรรอบตัวอีกต่อไป

ส่วนโย... ลงไปนอนคว่ำฟุบหน้าหัวเราะอยู่กับหมอนที่วางอยู่ใกล้ๆกันนั้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


***************

“เป็นไง”

“เรียบร้อย” ใบหน้าหล่อติดจะขี้เล่นที่ดูเจ้าเล่ห์จนน่าถีบของชุนหันมาพยักเพยิดให้กับซันและแม็กที่นั่งรอฟังผลอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ทั้งที่ทีวีก็เปิดเสียงดังอยู่อย่างนั้นแต่กลับไม่มีคนสนใจเลยสักนิด

“ยังไงเล่า....” ซันถามออกไปอย่างหงุดหงิด จะอธิบายให้มันละเอียดหน่อยไม่ได้หรือยังไงกัน

“ก็ เค้าง้อกันไปแล้วเรียบร้อย”

“แหม ผมนะเพิ่งเคยเห็นพี่โยงอนพี่เจก็วันนี้” น้องเล็กของวงเอ่ยขึ้นบ้าง

“ถึงว่าซี้... เข้าไปพูดคุยด้วย หน้างี้บึ้งเชียว เวลาพี่โยเงียบๆแบบนั้น น่ากลัวจะตาย”

“ผมยอมให้พี่เจหงุดหงิด ดีกว่าให้พี่โยโกรธนะ” พี่ชายอีกสองคนหันไปพยักหน้าให้อย่างเห็นด้วย

“แต่ก็เห็นมีแค่พี่เจนี่แหละที่ทำให้พี่โยของเราอารมณ์แปรปรวนได้ขนาดนี้”

“เอาน่า... เขาเคลียร์กันไปแล้ว ก็สบายใจกันได้แล้ว”

“ว่าแต่... เคยนึกสงสัยอะไรไหม” ซันถาม

“ว่า?”

“ทำไมพวกเราไม่เคยได้พวกสร้อย เครื่องประดับ นู่นนี่นั่น แบบว่าสวยๆแพงๆเหมือนที่พวกพี่ๆให้กันเลยเนาะ” คนถามทำหน้าซื่อตาแป๋ว “เพราะอะไรหว่า”

ชุนได้แต่ส่ายหน้าให้กับความใสซื่อของเพื่อนสนิทร่วมวง โถ...ซันเอ๋ย โตแต่ตัวซะเปล่า นึกได้ดังนั้นก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ หันไปทางแม็กก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความอ่อนต่อโลกของพี่ชายอีกคนเสียเหลือเกิน

ก่อนที่น้องเล็กของวงจะลุกไปหยิบกระเป๋าที่วางทิ้งเอาไว้ และเดินกลับห้องไปโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก

----------------------------------------------




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 20:38:55 น.
Counter : 140 Pageviews.  

Beats of Life : ตอนพิเศษ 6 "จูบ"

“พี่” เสียงเรียกของชุน หนึ่งในสมาชิกของวงบอยแบนด์ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกห้าคนดังขึ้น ทำให้คนอื่นๆที่เหลือที่กำลังจดจ่ออยู่กับโทรทัศน์ตรงหน้าบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ทำอะไรเรื่อยเปื่อยบ้าง พร้อมใจหันไปทางต้นเสียงกันแบบไม่ได้นัดหมาย

“มีอะไร ท่าทางตื่นเต้นเชียว” ซันถามขึ้น เมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของเพื่อนสนิทที่เดินออกมาจากห้องนอน โดยยังคงกำโทรศัพท์มือถือเครื่องบางทันสมัยเอาไว้ในมือ

“อีกสองสามวันพี่คิมจะกลับจากอเมริกาแล้วนะ” เสียงชุนกระตือรือร้น “พี่เขาอยากเจอพวกเราด้วย”

คิมที่ว่า ไม่เพียงจะเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของสมาชิกวง God’s Child แต่ยังเป็นทายาทเจ้าของธุรกิจระดับแถวหน้าของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ที่ให้การสนับสนุนวงบอยแบนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดกลุ่มนี้อีกด้วย แม้จะอายุห่างจากสมาชิกทั้งห้าคนไปหลายปี แต่ด้วยอัธยาศัยใจคอที่เปิดเผยและเป็นกันเองอย่างยิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ลูกชายของสปอนเซอร์ใหญ่จะกลายเป็นเพื่อนกับวงที่ตัวเองให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีไปในที่สุด

โดยเฉพาะกับชุนด้วยแล้ว ดูเหมือนคิมจะคุยด้วยบ่อยกว่าใครเพื่อน น่าจะเป็นเพราะชุนเคยไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานาน จึงคุยกับคิมที่เป็นเด็กนักเรียนนอกเหมือนกันได้ถูกคอเป็นพิเศษ

ไม่น่าแปลกใจที่เด็กหนุ่มจะดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าพี่คิมกำลังจะกลับมาเยี่ยมบ้านเสียที

“ทำไมกลับมาปุบปับนักล่ะ” โยถามด้วยความแปลกใจ “พี่คิมยังเรียนอยู่ไม่ใช่หรือ”

“เห็นบ่นว่าพ่อสั่งให้กลับมาช่วยงานก่อน แล้วค่อยกลับไปอีก แต่ว่ายังไงก็ต้องกลับไปสอบอยู่นะ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

“บินไปบินมาแบบนี้ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงนะ” เจเอ่ยขึ้นลอยๆ

“เออ... พี่โย พี่คิมฝากความคิดถึงแน่ะ” ชุนทำหน้ากรุ้มกริ่ม ด้วยรู้ทั้งรู้ว่าพี่ชายต่างสายเลือดคนสนิทที่อยู่ไกลถึงอเมริกานั้น ไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศตรงข้าม ซึ่งความจริงข้อนี้ ไม่ใช่อุปสรรคในการคบหากันระหว่างเขาและเด็กหนุ่มกลุ่มนี้แต่อย่างใด แถมที่คิมแสดงออกชัดเจนว่าถูกใจหัวหน้าวงอย่างโยอย่างยิ่งชนิดออกนอกหน้านั้น ก็เป็นที่รู้กันดีว่า ทำเพราะความสนุกมากกว่าจะคิดกับเด็กรุ่นน้องอย่างเป็นจริงเป็นจังอะไร

แต่เห็นจะมีอยู่คนเดียวนั่นแหละ ที่แอบนึกเขม่นอยู่ในใจเล็กๆแม้อีกใจหนึ่งจะให้ความสนิทสนมและเคารพนับถือกันขนาดไหนก็ตาม ก็เลยทำให้คิมที่ชอบฉวยโอกาสเล็กๆน้อยๆกับโยเพราะความบันเทิงส่วนตัวล้วนๆ นึกสนุกที่จะได้แกล้งคนข้างตัวเด็กหนุ่มหน้าหล่อเจ้าของรูปร่างเร้าใจคนนี้ไปด้วยอีกคน

ความสุขของคิม คือการได้แกล้งให้เจหงุดหงิดเล่นนี่แหละ นี่ขนาดตัวยังมาไม่ถึง ก็ดูเหมือนจะทำให้เด็กหนุ่มหน้าหวานที่นั่งอ่านอะไรเพลินๆอยู่ดีๆ นึกฉิวขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“พี่คิมมาไม่ดีใจหรือเจ” โยยกมือขึ้นจับศีรษะกลมๆนั้นโยกไปมาเบาๆ

“ก็ดี” แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่หน้ามุ่ยๆของเจ้าตัวกลับสวนทางไปอย่างสิ้นเชิง สำหรับเจ ส่วนตัวแล้วเขาก็นึกชอบอัธยาศัยใจคอของพี่คิมดีอยู่หรอก เสียตรงพี่คิมชอบแหย่เขานี่แหละ แหย่เรื่องอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ชอบเล่นอะไรแบบถึงเนื้อถึงตัวกับไอ้คนตัวสูงหน้ายิ้มทั้งปีที่นั่งอยู่ข้างๆเขานี่อยู่เรื่อย เห็นทีไรเป็นต้องหงุดหงิดทุกที แล้วไอ้ที่ยิ่งหงุดหงิดกว่าก็คือ ทำไมเขาถึงต้องรู้สึกหงุดหงิดไปเสียทุกครั้งที่ได้เห็นก็ไม่รู้

น้องๆอีกสามคนที่เห็นสีหน้าพี่เจ พยายามอย่างยิ่งที่จะกลั้นยิ้มเอาไว้ รู้ทั้งรู้ว่าพี่คิมกับพี่เจนี่บทจะดีกันก็ดีใจหาย แต่บทจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เอาเรื่องน่าดู แต่ก็อดที่จะสนุกกับการได้เห็นชั้นเชิงในการต่อปากต่อคำและชิงไหวชิงพริบระหว่างพี่ต่างวัยทั้งสองของพวกเขาไม่ได้จริงๆนั่นแหละ

“พี่คิมชวนไปทานมื้อเย็นกันด้วยนะพี่ เดี๋ยวหาวันที่ตารางงานว่างๆ ไปกันนะ” ทุกคนพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่มีข้อโต้แย้งอันใด จะเว้นไว้ก็แต่คนหน้าหวานที่ไม่หือไม่อือ และไม่ขอออกความเห็นอะไรทั้งสิ้น ทำเอาคนข้างๆอดยิ้มออกมากับอาการที่ดูเหมือนเด็กโดนขัดใจของคนข้างตัวไม่ได้จริงๆ

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าหรูหรามีระดับ และลูกค้าส่วนใหญ่ต้องกระเป๋าหนักจริงๆ จึงจะเข้ามาใช้บริการได้แห่งนี้ ไม่ว่าใครที่ได้เข้ามาก็อดที่จะประทับใจไม่ได้ ทั้งการบริการ การตกแต่งร้าน อาหารแต่ละจาน รวมไปถึงความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆตามแต่ลูกค้าจะปรารถนา ก็สมกับราคาที่แพงหูดับของมันนี่แหละ

แต่ที่ไม่ทำให้เด็กหนุ่มทั้งห้าคนสะทกสะเทือนกับราคาของมันก็เป็นเพราะ พี่คิมที่ออกหน้ารับเป็นเจ้ามือให้กับอาหารมื้อพิเศษนี่ต่างหาก มีหรือน้องๆในวัยกำลังกินกำลังนอนอย่างพวกเขาจะปฏิเสธ มีหวังพี่คิมเสียน้ำใจกันพอดี

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ สมาชิกวงบอยแบนด์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าอย่าง God’s Child จะพร้อมใจกันนั่งหน้าระรื่น เรียงกันสลอนอยู่ตรงโต๊ะอาหารแบบญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยอาหารหน้าตาดีเอามากๆวางอยู่เต็มโต๊ะ แถมยังพ่วงเอาทีมงานที่สนิทกันอีกประมาณเกือบสิบชีวิตเข้ามาด้วย อาหารเย็นมื้อนี้จึงออกจะครึกครื้นเกินธรรมดาไปโขอยู่

“ถามจริงๆนะพี่คิม” เด็กชุนที่ทำท่าจะกึ่มๆกับน้ำดื่มสีอำพันในแก้วใสเนื้อดีที่วางอยู่ตรงหน้าเอ่ยขึ้น ขณะที่พูดคุยกับเจ้าภาพมื้อพิเศษนี้อย่างออกรส “พี่ไปเรียนปริญญาอะไร ใบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย”

“จะอยากรู้ไปทำไมกัน หือ” ชายหนุ่มวัยเฉียดสามสิบที่ยังดูดีเหลือเกินเสียจนน่าอิจฉา ย้อนถามกลับไปยิ้มๆ

“ใครถามจะได้ตอบเขาถูกไง” เด็กหนุ่มว่าพลางยิ้มอารมณ์ดี

“ปริญญาโท ใบที่สอง”

“โห...”

“แต่ที่กำลังเรียนอยู่เนี่ย เขาเรียกเรียนเพราะอยากเป็นการส่วนตัว พี่เรียนให้พ่อมาเยอะแล้ว ก็เลยขอเรียนไอ้ที่อยากเรียนบ้าง”

“ไม่คิดถึงบ้านบ้างเหรอพี่”

“ก็คิดบ้าง แต่อยู่ที่นู่นมันก็สนุกดีเหมือนกัน” ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง “พี่ไม่อยู่ คิดถึงล่ะซี้”

“เปล่า...” ชุนลากเสียงยาว “ก็นิดหน่อยแหละ แหม... คนคุยกันถูกคอ”

“อ้าว... แล้วคุยกับคนอื่นในวงไม่ถูกคอหรือไง” เขาแหย่ทั้งที่รู้ว่า ไม่เป็นความจริงสักนิด สำหรับคิมแล้ว สิ่งหนึ่งที่เขานึกนิยมชมชอบในตัวสมาชิกวง God’s Child ไม่เพียงแต่ ความสามารถอันน่าทึ่งที่ไม่ต้องรอการพิสูจน์ใดๆอีกต่อไปแล้ว ก็เห็นจะเป็นนิสัยใจคอและความสนิทสนมที่สมาชิกในวงมีต่อกันนี่แหละ

เด็กพวกนี้เวลาที่อยู่ด้วยกัน มันน่ารักอย่างกับอะไรดี

“พูดแบบนี้เดี๋ยวผมก็โดนเล่นงานเข้าหรอก” ปากแม้จะตอบออกไปแบบนั้น แต่เด็กหนุ่มกลับทำหน้ากรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา พลางยื่นหน้าเข้าไปพูดเสียงเบากับพี่ชายต่างสายเลือด “แต่เรื่องบางเรื่อง มันก็ต้องเมาธ์กับคนอื่นบ้างไงพี่ มันถึงจะสนุก” สายตาชำเลืองไปยังปลายโต๊ะอีกด้านหนึ่ง

ภาพที่เห็นก็คือ เด็กหนุ่มหน้าหวานที่ง่วนกับอาหารในจานโดยมีเด็กหนุ่มร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ คอยตัก คอยเติม พร้อมกับสาธยายสรรพคุณอาหารแต่ละจานอย่างออกรส ราวกับว่าโลกนี้มีเพียงพวกเขาแค่สองคนเท่านั้น ยังดีที่นานๆที คนตัวใหญ่กว่าที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าวง จะหันมาแซวคนอื่นๆที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่อย่างไม่ให้รู้สึกแปลกแยกหรือขาดตอนอะไร ส่วนอีกคนเห็นได้ชัดว่าหน้าเริ่มกลายเป็นสีชมพูระเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ แม้จะเพิ่งดื่มไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม

“สองคนนั่นเป็นไงบ้าง” คิมถามอย่างกึ่งนึกสนุกกึ่งอยากรู้ขึ้นครามครัน

“ปกติ ดูแลเทคแคร์กันเป็นอย่างดี ยิ่งพี่โยนะ ตามใจพี่เจน่าดู” ก่อนจะหันไปทำท่ากระซิบกระซาบกับอีกฝ่ายเบาๆ “จนพี่เจเคยตัวไปแล้ว”

ว่าแล้วก็หันไปมองภาพพี่ชายทั้งสองคนอีกคำรบ

“ดีที่ยังจำได้ว่ายังมีพวกผมเป็นน้องอยู่อีกสามคน” ว่าแล้วก็ส่ายหน้า ทำเอาคิมหลุดขำออกมา อย่างเขามีหรือจะไม่รู้ว่าโยและเจคอยดูแลห่วงใยและสนิทสนมกับน้องๆในวงมากแค่ไหน แต่ก็รู้อีกเหมือนกันว่า บางทีมันก็อดหมั่นไส้ขึ้นมาไม่ได้ เวลาที่ได้เห็นเด็กหนุ่มทั้งสองคนสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา ชนิดบางทีลืมเกรงใจคนข้างๆอยู่บ่อยๆ

ก็เพราะอย่างนี้นี่แหละเขาถึงได้ชอบแกล้งสองคนนี้นัก โดยเฉพาะไอ้เจ้าคนหน้าหวานนี่ แกล้งขึ้นน่าดู ลงมือทีไร เป็นต้องเห็นผลทุกครั้ง น่าสนุกออกจะตายไป

“อยากดูอะไรสนุกๆไหม” คิมหันไปกระซิบกับชุนบ้าง ทำเอาเด็กหนุ่มตาโตด้วยความตื่นเต้น

“อยากสิพี่” สนุกทุกทีเวลาทีได้เห็นพี่คิมแหย่พี่เจ มีหรือเขาจะไม่ชอบ

“คอยดูก็แล้วกัน”

แม้จะไม่อยากให้เด็กหนุ่มข้างตัวดื่มมากเกินไป แต่ด้วยความที่ไม่อยากขัดใจ อีกทั้งยังเห็นว่าถึงอย่างไรก็มีเขาอยู่ใกล้ๆ เด็กหนุ่มจึงยอมเลื่อนแก้วน้ำสีอำพันไปวางไว้ตรงหน้าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคอทองแดงของวงแต่โดยดี

“ถ้ารู้ตัวว่าเริ่มเมาก็เพลาๆลงบ้างนะ” เสียงทุ้มนั้นเตือนขึ้นอย่างที่ทำอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่มาดื่มด้วยกัน

“ยังสบายอยู่น่า อีกอย่าง...” เจคีบปลาดิบชิ้นหนึ่งใส่ปาก “พรุ่งนี้มีงาน ยังไงเราก็ไม่อยากจะเมาแฮ้งค์เหมือนอย่างคราวที่แล้วหรอก”

“อย่าเผลอก็แล้วกัน ลืมตัวทีไรเมาเละทุกที” โยว่าอย่างนึกขัน

“อ๊ะ” เด็กหนุ่มหน้าหวานสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโทรศัพท์มือถือที่ใส่เอาไว้ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะล้วงออกมากดรับสาย

“แม่ครับ” เจยิ้มเมื่อได้ยินเสียงของมารดาที่อยู่ปลายสายตอบกลับมา ก่อนจะพยักเพยิดให้กับโยเป็นนัยว่า จะขอแยกออกไปคุยตรงจุดที่เป็นส่วนตัวและเงียบกว่านี้ โดยโยคว้ามือขาวๆข้างหนึ่งที่ยังว่างอยู่ของอีกฝ่ายเอาไว้และบีบกระชับเบาๆ เจชะงักไปเล็กน้อยกับสัมผัสปุบปับนั้น ก่อนจะส่งยิ้มตอบกลับมาให้และลุกออกจากโต๊ะไป

แน่นอนว่า ภาพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆนั้น ตกอยู่ในสายตาของคิมที่เฝ้ารอจังหวะอย่างใจจดใจจ่อ

โอกาสมาถึงแล้ว

ทันทีที่เจเดินผละออกไป ที่นั่งข้างๆตัวเด็กหนุ่มสูงใหญ่ก็ถูกแทนที่ด้วยชายหนุ่มที่สูงใหญ่ไม่แพ้กัน

“ขอเสียบแทนแป๊ป ไม่ว่ากันนะ” คิมเอ่ยขึ้น

“ถ้าเป็นพี่คิมล่ะก็ สบายมากเลยครับ” โยเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มจริงใจ

นี่ยังดีนะที่เขาเห็นว่าเป็นน้อง ไม่อย่างนั้นล่ะก็ จะจีบเข้าให้จริงๆ เด็กอะไรก็ไม่รู้ทั้งหล่อทั้งดูดี แถมนิสัยใจคอยังน่าคบอีกต่างหาก

ชายหนุ่มนึกกับตัวเองในใจ

“เห็นชุนบอกเดี๋ยวพี่คิมต้องกลับไปอีกหรือครับ” โยชวนคุย

“เฮ้อ...” คิมถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงว่าจะต้องบินกลับไปอีกจริงดังว่า “ไปสอบน่ะ นี่ถ้าพ่อไม่เรียก พี่ก็คงยังไม่กลับ หรือถ้าจะกลับก็อยากให้เป็นหลังสอบมากกว่า” คิมยกมือข้างหนึ่งลูบไปที่ต้นคออย่างเหนื่อยหน่าย

“พี่ชอบอเมริกานะ แต่ไม่ชอบการเดินทางเอาเลยจริงๆ” โยพยักหน้าเห็นด้วย คนที่ต้องบินไปต่างประเทศบ่อยๆเพราะหน้าที่การงานอย่างเด็กหนุ่มมีหรือจะไม่เข้าใจ

“แล้วทำไมคุณพ่อพี่ถึงต้องเรียกตัวพี่กลับมาด่วนขนาดนั้นด้วยล่ะครับ”

“คนขาดไง” คิมถอนหายใจออกมาเบาๆ “พอได้คนใหม่มา ก็ไม่มีใครว่างเทรนให้เลย แถมงานนี้เป็นงานที่พี่ต้องดูแลรับผิดชอบโดยตรงเสียด้วย ดำริพ่อ ขัดไม่ได้”

“ถ้าพี่กลับไปสอบ แล้วจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ครับ”

“ยังไม่รู้เลย” คิมหันไปถาม “มีอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“อีกไม่กี่เดือน พวกผมจะมีคอนเสิร์ตใหญ่แล้ว ก็เลยสงสัยว่าพี่คิมจะได้มาดูไหม”

“นี่เราชวนพี่หรือ” ชายหนุ่มยิ้มออกมาไม่ปิดบัง

“ก็ต้องชวนสิครับ” โยส่งยิ้มหล่อๆกลับไปให้ “ถึงแม้จะรู้ว่า ยังไงก็พี่ได้บัตรไปดูอยู่แล้วแน่ๆ แต่ผม... พวกผมก็ต้องชวนพี่คิมด้วยตัวเองกันอยู่แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น จะไม่มาก็ไม่ได้แล้วสิ”

“คงไม่ได้แล้วล่ะครับ น้องๆคงผิดหวังแย่เลย”

“ถ้าโยผิดหวังมากกว่าคนอื่นหน่อย พี่จะปลื้มใจกว่านี้อีก” ถึงคราวอารมณ์ดีชายหนุ่มก็อดที่จะพูดจาหยอกล้ออีกฝ่ายออกมาไม่ได้ตามความเคยชิน และมีหรือที่โยจะไม่รู้ว่าพี่ชายคนนี้ขี้เล่นกับเขามากเป็นพิเศษเพียงไร

“คิดมากกว่าคนอื่น เดี๋ยวคนอื่นก็น้อยใจแย่สิพี่” โยหัวเราะออกมาเบาๆ

หล่อเกินไปแล้ว

“บ๊ะ ให้ท่าแบบนี้...” ชายหนุ่มพูดตีขลุมเอาเอง “มา... ขอพี่หอมหน่อย”

ว่าแล้ววงแขนแข็งแรงของชายหนุ่มก็ยกขึ้นโอบไปที่รอบคอของอีกฝ่าย กะว่าจะฉวยโอกาสหอมแก้มโยสักฟอดให้เป็นกำไรเล็กน้อยๆของชีวิต โดยที่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ปัดป้องจริงจังอะไร ด้วยเพราะโดนอยู่เป็นประจำจนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว

ด้วยความย่ามใจ และไม่ทันได้ระวังระไวอะไร ก่อนที่ริมฝีปากจะปะทะเข้ากับแก้มนุ่มๆของโยโดยที่ตัวคนหอมเองยังหลับตาพริ้มอยู่อย่างนั้น เจ้าตัวก็ชักรู้สึกได้ถึงความผิดปกติทันทีที่ริมฝีปากสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่แม้จะนิ่มหยุ่นก็จริง แต่มันต้องไม่ใช่แก้มนิ่มๆของเด็กหนุ่มร่างสูงที่เขาหมายมั่นเอาไว้แน่นอน

“เฮ้ยยยยยยยยยย.....” คิมร้องเสียงหลงทันทีที่ลืมตาขึ้น และรีบผละออกมาเมื่อรู้ว่าสัมผัสที่ว่านั้นคืออะไร

ริมฝีปากที่เกือบจะเป็นสีแดงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ของเจ!

ไม่มีใครรู้ว่าเจโผล่มากจากไหน รู้อีกทีก็เมื่อเด็กหนุ่มก้มศีรษะลงมารับจูบที่ชายหนุ่มยื่นหน้าหมายจะหอมแก้มโยแทนแล้วนั่นแหละ ที่สำคัญเด็กเจไม่หลบตาเขาเลยสักนิด แถมยังนิ่งได้เสียจนน่ากลัวอีกต่างหากทั้งที่เพิ่งจะโดนจูบไปแท้ๆ... ถึงแม้จะไม่ใช่จูบที่ดูดดื่มอะไรก็เถอะ

คิมยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้ด้วยความตกใจ แถมไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเย็นๆที่ต้นคออย่างไรพิกล นี่ล่ะมัง รังสีอำมหิตอันเลื่องลือที่สมาชิกวง God’s Child เคยพูดถึง

แล้วที่สำคัญ ทำไมคนอย่างคิมจะต้องเขินด้วยวะ ทั้งที่เป็นฝ่ายเอาปากไปโดนเขาแท้ๆ

“เอ่อ...”

“เป็นไงพี่คิม” น้ำเสียงแหบหวานอันเป็นเอกลักษณ์นั้นเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะได้พูดอะไรออกไป “หวานดีไหม” เจถามออกมาหน้าตาเฉย

“พี่โชคดีมากเลยนะที่ได้จูบผม มีคนตั้งเยอะอยากจูบแต่ก็ไม่มีโอกาสสักที”
เด็กอะไรกันวะนี่ คิมคิดกับตัวเองในใจด้วยยังตกตะลึงไม่หาย และที่ยิ่งทำให้ตะลึงยิ่งกว่าก็คือ เด็กหนุ่มหน้าสวยก้มลงไปหอมแก้มเด็กหนุ่มร่างสูง เป้าหมายในตอนแรกของเขาแบบต่อหน้าต่อตา เห็นได้ชัดว่าจงใจแสดงความเป็นเจ้าของแบบไม่มีปิดบัง ก่อนจะหันกลับมามองเขาด้วยดวงตาเฉียบคมคู่นั้น

“ทีนี้ขอที่ผมคืนได้หรือยัง” ก่อนจะนั่งลงไปแทบจะทันทีที่พี่ชายต่างสายเลือดวัยห่างกว่าหลายปียอมสละเก้าอี้ตัวนั้นไปแบบงงๆ

โยหลุดก๊ากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในขณะที่น้องคนอื่นๆ รวมถึงทีมงานอีกหลายๆคนที่ได้เห็นเหตุการณ์แบบจะๆ เมื่อกี้ ลงไปนั่งกุมท้องขำกลิ้งกันไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย หันไปมองชุนที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกลายๆ ก็ปรากฏว่าเจ้าตัวกำลังเก็บภาพเด็ดเอาไว้อยู่เป็นระวิง

ขนาดเป็นพี่เป็นเชื้อกันมันยังกล้าหักหลัง ดูเอาเถอะ โลกนี้มันไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรจริงๆ

“พี่คิม” แม็กน้องเล็กของวงเดินตรงมาหาเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง “อ่ะพี่” เขาแทบล้มทั้งยืนเมื่อน้องเล็กที่ตัวสูงที่สุดกว่าใครเพื่อนยื่นไก่ทอดชิ้นหนึ่งมาให้เขา “กินไก่แทนไปก่อนก็แล้วกันนะ” ก่อนที่เจ้าตัวร้ายจะตบไหล่เขาเบาๆและเดินฉากออกไปแบบไม่ไยดี

พอกลับมานั่งที่ของตัวเองได้ เจ้าชุนที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับช็อตเด็ดที่เพิ่งเก็บมาได้หมาดๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมทำปากจู๋หลับตาพริ้มใส่เขา

“จูบผมแทนพี่โยก็ได้นะพี่” ก่อนที่จะรีบลุกเอาผลงานไปอวดซันที่ยังคงหัวเราะไม่หยุด

ไอ้น้องเวรพวกนี้!

ดูเอาเถอะ เขาแค่พลาดไปนิดเดียว... อันที่จริงไม่นิดล่ะ ที่ผ่านมาเขาก็พอจะรู้อยู่หรอกว่า โยกับเจสนิทกันอย่างกับอะไรดี แต่ก็ไม่เคยคิดว่าเด็กเจมันจะหวงโยถึงขนาดนั้น โดยเฉพาะ... อา ใช่แล้ว... เขาลืมไปเสียสนิทว่า อย่าแหย่เจเวลาเมา เห็นหน้าหวานๆแบบนี้มันเฮี้ยวเอาเรื่อง แล้วอย่าให้มันได้เอาคืนทีเดียว มันตอกกลับเสียหน้าหงาย ดูสายตานั่นก็รู้ บอกออกมาเสียชัดขนาดนั้นว่า

‘นี่คนของผม ใครก็อย่ามายุ่ง’

ไม่เคยเจอกับตัวก็เลยได้เจอแบบจังๆเสียเลย

พอสติเริ่มกลับมาอยู่กับตัว คิมก็ได้แต่หัวเราะกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความชอบใจ แม้ลึกๆจะยังนึกเจ็บใจที่มาพลาดท่าให้กับเด็กหนุ่มหน้าสวยที่ฤทธิ์เยอะเป็นบ้านั่นก็ตาม

********************

มื้อเย็นอันครึกครื้นลากยาวต่อไปได้ไม่นานนัก ด้วยเพราะทุกคนมีงานรออยู่ในวันรุ่งขึ้น เจ้าภาพและแขกจึงร่ำลากันเสียตรงหน้าร้านอาหารหรูหราแห่งนั้นนั่นแหละ ก่อนที่เด็กหนุ่มร่างสูงจะเดินเข้ามาเอ่ยอะไรกับเจ้าภาพหนุ่มเบาๆอย่างอารมณ์ดีว่า

“ขอบคุณนะครับพี่คิม แล้วก็อย่าถือสาเจเลยนะครับ พอดีรายนั้นเขาดื่มเข้าไปพอสมควร ก็เลยท่าทางเอาเรื่องไปหน่อย”

คิมได้แต่หัวเราะ ก่อนจะส่ายหน้าออกมาเบาๆ

“พี่ไม่ถือสาหรอกน่า ออกจะสนุกจะตายไป” คิมยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกับอีกฝ่ายเบาๆพอให้ได้ยินกันแค่สองคน “เราเสียอีก หุบยิ้มลงบ้างก็ได้ แค่เขาแสดงท่าทีหวงออกนอกหน้าเวลาเมา ก็เอาแต่ยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูอยู่แล้วรู้ตัวไหม”

พูดจบก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแบบไม่เกรงใจใคร ขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะทำหน้าไม่ถูกอยู่อย่างนั้น

“มีอะไรหรือเปล่า” เสียงแหบที่คุ้นหูดังขึ้น ถึงได้เห็นว่าเจมายืนอยู่ข้างหลังโยเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สีหน้าเด็กหนุ่มไม่แสดงว่าชอบหรือไม่ชอบใจ แต่แววตาฟ้องชัดว่ายังคงระแวงอยู่ไม่น้อย

นี่ขนาดเมาๆอยู่นะเนี่ย

โยคว้าข้อมือขาวๆของเจเอาไว้เบาๆ ก่อนจะออกแรงดึงให้เข้ามายืนใกล้ๆกันกับเขา

“ขอบคุณพี่คิมเขาหน่อยนะเจ” โยว่ายิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองคิมที่ส่งยิ้มกว้างมาให้ ยังไม่ทันที่เจจะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น คิมก็เดินเข้ามากอดเจเอาไว้เสียแน่น

ถึงอย่างไรเขาก็เอ็นดูเด็กคนนี้ไม่แพ้โยหรอกน่า หาไม่แล้วจะขยันแกล้งกันแบบนี้ไปทำไมกัน

เจที่แม้จะตกใจกับการกระทำอันปุบปับนั่นอยู่เป็นครู่ แต่ก็ยิ้มออกมาในที่สุดก่อนที่จะกอดตอบกลับไปบ้าง “ขอบคุณนะครับพี่คิม”

“ดูแลคนของเราดีๆล่ะ” คิมกระซิบข้างหูของเด็กหนุ่มเบาๆ “ไม่ถือสาพี่นะ”

แรงกระชับจากวงแขนขาวๆนั้นเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า เขาจะไปถือสาหาความพี่ชายที่แสนดีคนนี้ได้อย่างไรกัน

“แล้วค่อยมาทานอะไรด้วยกันใหม่นะทุกคน” คิมเอ่ยทิ้งท้ายก่อนที่อีกสิบกว่าชีวิตที่เหลือจะบอกลาและแยกย้ายกันไปในที่สุด

โชคดีเหลือเกินที่เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองเมาหนักเหมือนอย่างครั้งก่อน หนนี้พอกลับมาถึงที่บ้านจึงอาบน้ำอาบท่า ก่อนที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินมานอนบนเตียงนุ่มๆอันแสนคุ้นเคยนี้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องคอยเป็นภาระให้ใครอีกคนต้องหอบหิ้วมาเสียจนเหงื่อตก

“เจ...” เสียงทุ้มนุ่มหูที่ได้ยินคราใดก็พลอยทำให้สบายใจไปเสียทุกครั้งดังอยู่ข้างๆหูเขานี่เอง แม้จะเคลิ้มๆจวนเจียนจะผลอยหลับอยู่เต็มที แต่ไออุ่นที่อยู่ข้างกายนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดจะพลิกตัวเข้าหาอ้อมกอดนั้นไม่ได้ และแน่นอนว่าวงแขนแข็งแรงนั้นอ้ารับร่างขาวๆเอาไว้ชนิดพอดิบพอดี

“อาบน้ำเสร็จแล้วหรือ” เจเอ่ยถามเสียงเบาทั้งที่ดวงตายังหลับอยู่

“อือ” โยครางตอบก่อนจะก้มหน้าลงจูบบนศีรษะทุยๆที่ประดับไปด้วยเส้นผมนุ่มละเอียดที่เขาชอบสัมผัสนักหนา “ง่วงมากล่ะสิ” ร่างในอ้อมแขนไม่ตอบ ได้แต่ขยับศีรษะขึ้นลงเบาๆเป็นการตอบรับ

“ไหนบอกมาซิ มันเรื่องอะไรถึงโผล่ไปรับจูบแทนเราเสียอย่างนั้น” โยถามอย่างนึกชอบใจ

“เรื่องอะไรจะยอมให้คนอื่นมาทำอะไรแบบนั้นกับนาย” ถ้าตอบออกมาได้แบบนี้ ก็แสดงว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ยังทำงานอยู่เต็มเปี่ยมแน่ๆ

“หวงเหรอ”

“อือ”

“ขนาดกับพี่คิมเนี่ยนะ”

“ก็หวงกับทุกคนนั่นแหละ” น้ำเสียงแม้จะอู้อี้แต่รู้สึกได้ถึงอารมณ์กรุ่นน้อยๆของผู้พูดได้เป็นอย่างดี

“ถ้าอย่างนั้น...” โยว่า “วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกได้ไหม”

“ทำไม” น้ำเสียงนั้นเริ่มส่อแววไม่พอใจ ใบหน้าที่ซุกอยู่ตรงซอกคอของอีกฝ่ายเงยขึ้นมองหน้าเขาอย่างติดจะหาเรื่องเต็มที่ “นายไม่พอใจที่เราทำแบบนั้นกับพี่คิมหรือไง”

“ใครจะไปพอใจกันเล่า” หนนี้โยย่นจมูกอย่างนึกไม่ชอบใจขึ้นมาบ้าง “นายโดนจูบเข้าไปเต็มๆขนาดนั้น ใครบ้างจะไม่หวง” ว่าพลางกระชับอ้อมกอดนั้นไปพลางอย่างลืมตัว

ร่างขาวๆหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างอดไม่ได้ ขำก็ขำ เขินก็เขิน

“หัวเราะอะไร นี่เราออกจะจริงจังนะเนี่ย” โยว่าฉิวๆ “ดีนะที่เป็นพี่คิม ไม่งั้นเราไม่ยอมแน่ๆ”

“ไม่ยอมแล้วนายจะทำไม ชกหน้าเขาหรือไง”

“เห็นเราชอบความรุนแรงอย่างนั้นเชียว!?!” น้ำเสียงนั้นไม่มีแววฉุนเฉียวแต่อย่างใด

“อ้าว ก็ไม่รู้... นอกจากนาย เราก็ไม่เคยโดนใครจูบอีกเลยนี่นา”

“งั้น...” โยคลายอ้อมแขนออกก่อนจะก้มหน้าสบตากับคนที่ยังคงนอนซุกอยู่กับเขาอย่างสบายอารมณ์ “ขอเอาคืนก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็ดึงร่างขาวๆเข้ามาและประทับจูบลงไปชนิดไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว

สัมผัสนั้นร้อนแรงมากกว่าทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ในตัวอีกฝ่ายก็ได้ ที่ทำให้จูบคราวนี้ไม่อ่อนหวานนุ่มนวลอย่างเคย เจเปิดริมฝีปากนุ่มๆออกเพื่อรับสัมผัสนั้นอย่างเต็มอกเต็มใจ ริมฝีปากอุ่นๆของอีกฝ่ายเริ่มบดเบียดอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเพิ่มน้ำหนักให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอยู่ดี เจปล่อยให้อีกฝ่ายได้รุกรานและกวาดต้อนเอาความหอมหวานจากเขาได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ตอบรับสัมผัสเหล่านั้นอย่างไม่ยอมลดราวาศอก หลายครั้งที่โยยอมผละออกมาเพื่อที่จะให้อีกฝ่ายมีโอกาสเพียงแค่ได้สูดอากาศเข้าไปให้เต็มปอด ก่อนจะก้มลงจูบต่อไปอย่างถือสิทธิ์ นานเท่าไหร่ไม่มีใครสนใจใคร่รู้ รู้แต่ว่าร่างกายราวกับจะลอยได้ และลืมไปเสียสิ้นว่ากำลังอยู่ที่ไหน ด้วยว่ามันให้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มชวนฝันเกินกว่าจะมีใครยอมผละออกก่อน จูบนั้นยังดำเนินต่อไปอีกเนิ่นนาน ก่อนจะคลายความร้อนแรงลง และกว่าจะรู้ตัวอีกที ร่างที่เล็กกว่าในอ้อมแขนของโยก็หลับไปแล้วทั้งที่ริมฝีปากแดงชื้นยังเผยอออกมาอย่างเชิญชวนอยู่อย่างนั้น

หลับเฉยเลยเนี่ยนะ

โยหัวเราะชอบใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเฝ้ามองใบหน้าสวยหวานเกินผู้ชายทั่วไปที่ผลอยหลับไปแล้วนั้นอย่างเพลิดเพลิน เขาขยับให้ร่างขาวๆของเจนอนหนุนหมอนได้สบายขึ้น ก่อนจะห่มผ้าให้อย่างเบามือที่สุด ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายคงจะปลุกไม่ตื่นง่ายๆแน่ๆ

ตอนที่นอนหลับแบบนี้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่จะเที่ยวไปแผลงฤทธิ์กับใครได้เลยจริงๆ

เด็กหนุ่มนอนตะแคงโดยใช้แขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตัวเองเอาไว้ มืออีกข้างคอยเสยผมให้กับคนที่หลุดเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ นิ้วเรียวยาวแข็งแรงของเขาสัมผัสไปบนเปลือกตา จมูกโด่งเป็นสัน พวงแก้มเรียบลื่น ไปจนถึงริมฝีปากที่แดงระเรื่ออย่างคนสุขภาพดี

เขาตกหลุมรักคนคนนี้เข้าไปเต็มๆเลยสินะเนี่ย คิดแล้วก็อดยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้

นายจะรู้ไหมหนอว่าเราจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ แล้วจะไม่ให้เขาทั้งห่วงทั้งหวงได้อย่างไรกัน

โยก้มลงประทับริมฝีปากลงบนศีรษะมนๆที่มีเส้นผมนุ่มๆปกคลุมอยู่ประปรายเป็นการบอกราตรีสวัสดิ์ ก่อนที่จะหันไปปิดโคมไฟบนหัวเตียง ล้มตัวลงนอนข้างๆกัน โดยไม่ลืมที่จะรวบเอวคนตัวเล็กกว่าเอาไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง อย่างที่ทำอยู่เป็นประจำจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว

ถ้าจะขอแค่ ให้มีเจอยู่ข้างๆเขาแบบนี้ตลอดไปเรื่อยๆ จะถือว่าโลภมากเกินไปหรือเปล่านะ เขาคิดกับตัวเองทั้งที่หลับตาอยู่อย่างนั้น ก่อนจะผลอยหลับตามคนข้างๆไปด้วยอีกคน

______________________




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 20:36:38 น.
Counter : 130 Pageviews.  

Beats of Life : ตอนพิเศษ 5 "ตามใจ"

เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่นั่งมองภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน น่าแปลกที่แม้รอบตัวเขาในตอนนี้จะมีคนเดินพลุกพล่านไปมาอยู่พอสมควร บวกกับเสียงตะโกนพูดคุยกันที่ดังขึ้นเป็นระยะ แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร สายตาของเขาจึงมักจะถูกดึงดูดให้มองตามร่างขาวๆคุ้นตาที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่วนั้นอยู่ตลอดเวลาด้วยก็ไม่รู้

“ว่าไงสุดหล่อ” เสียงคุ้นหูที่ทักเขาด้วยน้ำเสียงร่าเริงและเป็นกันเองนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน

“พี่เมษ... นั่งสิครับ” หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งอย่างสบายใจ ก่อนจะหันไปมองเสี้ยวหน้าเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่หันไปมองอะไรบางอย่างไม่วางตา เมื่อมองตามสายตาคู่เรียวนั้น ก็ถึงบางอ้อ

เหมือนเคย

“เลิกงานกันเร็วนะวันนี้ จะไปต่อที่ไหนกันหรือเปล่าเนี่ยโย” หญิงสาวท่าทางทะมัดทะแมงเอ่ยปากถาม

“ผมยังไม่รู้ครับ แต่รายโน้นไม่แน่” ว่าแล้วก็บุ้ยใบ้ปากไปยังเด็กหนุ่มอีกคนที่ยังเดินคุยโทรศัพท์ไม่หยุด มือข้างหนึ่งก็หยิบข้าวของอยู่เป็นระวิง

แน่ล่ะ การที่ได้ชื่อว่าเป็นวงบอยแบนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุด ทำให้พวกเขาหาเวลาส่วนตัวได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าวงอย่างโย หน้าที่รับผิดชอบของเขาก็ดูจะมากกว่าคนอื่นอยู่เสมอไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าตัวก็ยินดีที่จะทำหน้าที่นี้ชนิดไม่อิดออดและไม่เคยแม้แต่จะออกปากบ่นเลยสักนิด

“คนอื่นๆล่ะ”

“เดี๋ยวชุนคงไปหาอะไรทานกับที่บ้านซันน่ะครับ” โยหมายถึงน้องอีกสองคนในวงที่สนิทกันอย่างกับอะไรดี “ส่วนแม็ก เห็นว่าจะกลับบ้านน่ะฮะ” เพราะน้องเล็กของวงมีบ้านอยู่ในตัวเมืองนี่เอง การเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและที่พักหรือบ้านหลังที่สองของพวกเขา จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไร ดีเสียอีก เพราะแม้จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุและฉลาดเฉลียวเกินตัวเพียงใด น้องเล็กก็ยังเป็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งอยู่นั่นเอง

เมษนั่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ท่าทีสบายอารมณ์และอมยิ้มแบบนี้ อาจจะได้เห็นกันบ่อยๆก็จริง แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร มันจึงได้ดูอ่อนโยนมากกว่าปกติ เมื่อสายตาคมคู่นี้ จับจ้องไปยังเพื่อนสนิทอีกคนในวง คนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวใจของวง คนที่มีใบหน้างดงามเกินเด็กผู้ชายทั่วไป และมีบุคลิกที่ไม่เหมือนใครเอาเลยจริงๆ

เจเป็นเด็กผู้ชายแบบนั้นแหละ

เด็กหนุ่มเป็นคนโผงผาง ช่างพูดช่างคุยอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อได้รู้จักสนิทสนม อีกทั้งยังสนุกสนานเฮฮาเป็นอย่างยิ่ง เหนือไปกว่านั้นเจเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนรอบข้างเป็นอย่างมาก แม้ท่าทีภายนอกจะดูเหมือนคนเย็นชาเพียงไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะดวงตากลมสวยคู่นั้น หรืออาจจะเป็นที่ใบหน้าสวยหวาน หรืออาจจะเป็นรูปร่างที่แม้จะสูงเพรียวแต่ก็สมส่วนสมชายเสียจนน่าอิจฉา เจเป็นคนที่ดูดีได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

และที่สำคัญ ข้างกายเจ มักจะมีเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่หน้าตาหล่อเหลาเปี่ยมเสน่ห์ไม่แพ้กันคนนี้คอยติดตามเป็นเงาอยู่เสมอ

บ่อยครั้งที่เมษมักจะถามตัวเองอยู่เสมอว่า อะไรหนอที่ทำให้เด็กหนุ่มสองคนนี้เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดกันตลอดเวลา เธอไม่แปลกใจที่จะเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นเงาของกันและกัน เมื่อไรที่คนหนึ่งป่วย อีกคนจะจะคอยดูแลไม่ห่าง หากใครคนใดคนหนึ่งทำอะไรผิดพลาด อีกคนก็จะคอยเป็นกำลังใจให้อยู่เสมอ ในเวลาที่คนหนึ่งร้อนเหมือนไฟ อีกคนก็จะเป็นเหมือนน้ำเย็น คอยราดรดความร้อนแรงลงได้แทบจะทันที เส้นด้ายที่ผูกพันเด็กหนุ่มสองคนนี้เอาไว้ มันช่างเหนียวแน่นและลึกซึ้งยิ่งนัก ไม่เพียงเท่านั้น มันยังอ่อนโยนและน่ารักเสียจนทำให้ใครหลายคนที่ได้เห็นอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้จริงๆ

“โย...” เสียงแหบแต่ฟังดูหวานหูอย่างน่าประหลาดอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กหนุ่มผิวขาวจัดที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาทางเจ้าของชื่อที่นั่งยิ้มอยู่อย่างกระตือรือร้น “วงโทรมาชวนไปดื่มแน่ะ” น้ำเสียงนั้นบ่งบอกถึงความยินดีไม่ปิดบัง แค่เห็นดวงตาเป็นประกายกับรอยยิ้มกว้างนั้น เขาก็พอจะรู้อยู่แล้ว

“พวกต้นกับนัทน่ะหรือ” เขาเอ่ยชื่อสมาชิกวง Sonic Energy วงเก่าของเจที่เจ้าตัวเคยไปทำหน้าที่เป็นนักร้องนำให้อยู่เป็นปีตั้งแต่ God’s Child ยังไม่เดบิวต์ด้วยซ้ำ

ใครจะไปนึกว่า วงบอยแบนด์อย่างพวกเขาจะมีเพื่อนสนิทเป็นวงร็อคชื่อดังในค่ายอินดี้ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างแบบนั้นได้ล่ะ

“เราไปได้ไหม” เสียงนั้นเอ่ยถาม มืออีกข้างถือโทรศัพท์มือถือเครื่องบางสีขาวเอาไว้ รู้ได้เลยว่า ปลายสายเองก็คงรอคำตอบอยู่เหมือนกัน

“พรุ่งนี้เรามีงานนะเจ นายจะไหวหรือ” น้ำเสียงนั้นแสดงความห่วงใยไม่ปิดบัง ที่สำคัญ เขารู้ดีว่า ด้วยตารางการทำงานที่แน่นเอี้ยด ทำให้สมาชิกในวงแต่ละคนพักผ่อนน้อยเหลือเกิน และสารภาพตามตรง ใจเขาอยากให้เจกลับไปพักผ่อนมากกว่า

“ไหวสิ” เจพยักหน้าเป็นการให้คำตอบหนักแน่น “ขอเราไปนะ” ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิท แต่เรื่องแบบนี้การที่จะต้องแจ้งให้หัวหน้าวงได้รับรู้เอาไว้ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นไม่น้อย

ร่างสูงๆที่นั่งอยู่ของโยผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อย เขาส่งยิ้มบางๆไปให้ ก่อนจะเอ่ยออกมา

“ถ้านายอยากไปก็ไปเถอะ เจ”

เด็กหนุ่มที่มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์แนบหูเอาไว้ก่อนจะกรอกเสียงลงไป เอื้อมมือข้างหนึ่งบีบมืออีกฝ่ายเอาไว้ราวกับจะเป็นวิธีการบอกขอบใจในแบบของพวกเขาเอง โยจับมือข้างนั้นกระชับตอบ ก่อนจะส่งยิ้มให้อีกครั้ง

เมษอมยิ้มให้กับภาพที่เห็น เธอไม่ออกความเห็นใดๆแทรกบทสนทนาของเด็กหนุ่มทั้งคู่ กระทั่งคนที่ยังติดพันอยู่กับโทรศัพท์เดินผละออกไปแล้วนั่นแหละ จึงหันไปคุยกับเด็กหนุ่มที่ยังคงปักหลักนั่งอยู่อย่างไม่ยอมลุกไปไหน

“ไม่อยากให้เจไป ทำไมไม่บอกตรงๆล่ะ” เมษเอ่ยถามขึ้น สายตายังคงจับไปที่เจที่แยกออกไปเก็บกระเป๋าไปพลาง คุยโทรศัพท์ไปพลาง

“ถ้าเป็นปกติผมคงไม่ให้เขาไปแน่ๆครับ” โยเอ่ยยิ้มๆ “แต่นี่ เขาคงอยากไปมากจริงๆ เจไม่ได้เจอเพื่อนเก่ากลุ่มนี้มานานมากแล้ว ผมเลยไม่อยากห้ามเขา” ว่าแล้ว สายตาคู่เดิมก็หันไปมองร่างขาวๆนั้นอีกครา

“โย พี่ถามหน่อยสิ” เมื่อเห็นดวงตาเรียวรีคู่นั้นมีแววขมวดมุ่นเล็กน้อย เมษถึงกับหลุดขำออกมา “ไม่ได้มีเรื่องอะไรซีเรียสหรอกน่า พี่แค่อยากถามอะไรเฉยๆ สงสัยมานานแล้ว”

โยหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมด้วยทีท่าที่สบายยิ่งขึ้น

“ถามได้ครับ”

“ทำไมโยตามใจเจจังเลย”

“ผมดูตามใจเจมากเลยหรือพี่” โยทำตาโตถามออกไปบ้าง ราวกับสิ่งที่หญิงสาวถามออกมาเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน

“ก็เห็นตามใจทุกเรื่องนะ”

“ไม่ทุกเรื่องหรอกครับ”

“เช่นเรื่องอะไรบ้างล่ะ ที่ว่าไม่ตามใจน่ะ”

“ก็เรื่องไปดื่มแบบนี้ ผมเป็นห่วง เจเวลาดื่มป่วนน่าดู พี่เมษก็เคยเห็น” เขาเล่ายิ้มๆ แต่ก็ไม่ได้บอกออกไปว่า อีกเหตุผลที่เขาไม่ชอบให้เจออกไปดื่มแบบนี้ก็เพราะ เขาหวงด้วยนั่นแหละ เพราะเวลาเจเมาทีไรเหมือนเจ้าตัวจะปล่อยฟีโรโมนอะไรบางอย่างออกมาก็ไม่รู้ ทำให้ชวนหลงใหลขึ้นกว่าปกติอีกหลายเท่าตัว แถมยังไม่ค่อยจะระวังตัวเสียด้วย แล้วจะไม่ให้ทั้งหวงทั้งห่วงได้อย่างไรกัน

“เคยเห็น เมาแล้วเหวี่ยงน่าดูเลยรายนั้น” เมษกลืนน้ำลายเมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่พวกเขาปิดร้านฉลองกันไปเมื่อไม่นานมานี้ เห็นฤทธิ์เด็กเจเข้าไป ทำเอาเธอถึงกับอึ้งปนขำเลยทีเดียว

“แล้วก็... “ โยทำท่านึก “เรื่องช็อปปิ้ง”

“เอ แต่พี่ก็ได้ยินน้องๆคนอื่นบอกว่า บางทีโยก็ซื้อให้ไม่ใช่เหรอ” เมษหันไปมองเด็กหนุ่มที่พยักหน้ายอมรับง่ายๆ

“ผมซื้อให้นั่นแหละดีแล้ว” เมื่อเห็นเมษทำหน้าเหมือนไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก เด็กหนุ่มจึงอธิบายต่อ “ถ้าปล่อยเขาซื้อเองนะ เงินมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ”

“อ้าว แล้วที่ซื้อน่ะ เงินใคร”

“ส่วนใหญ่เงินผมเอง”

“แล้วเจไม่มีเงินรึ” หนนี้เมษถามเสียงสูง แถมสีหน้ายังแสดงออกชัดเจนว่างงเต็มที่

“มีครับ แต่เขาก็รู้ตัวนะว่าตัวเองชอบซื้อของ ก็เลยใช้วิธีพอได้เงินมา ก็ยกให้แม่จัดการ แม่ก็จะเก็บใส่บัญชีไว้ให้ เงินที่เจใช้ส่วนใหญ่จะเป็นเงินเดือนที่บริษัทให้มากกว่า นั่นเป็นวิธีบังคับตัวเองอย่างหนึ่งของเขาน่ะครับ”

“แล้วอย่างนี้โยก็แย่อ่ะสิ” เมษว่าล้อๆ ไม่ได้พูดให้เห็นว่าจริงจังอะไร

“ไม่แย่หรอกพี่เมษ” โยส่ายหน้ายิ้มๆ “ผมก็มีเงินเก็บของผมอยู่เหมือนกัน ไม่ได้ลำบากอะไร”

เด็กหนุ่มยกนิ้วขึ้นถูจมูกเขินๆ

“อีกอย่าง ผมไม่ได้ซื้อของให้เขาอยู่ฝ่ายเดียว บางทีเขาก็ซื้ออะไรมาให้ผมด้วยเหมือนกัน”

“เหรอ... อันนี้พี่ไม่ยักรู้แฮะ เช่นอะไรบ้างล่ะ”

“ก็พวกเครื่องประดับ เสื้อผ้า รสนิยมเขาดี บางทีเขาเห็นอะไรดีๆ ก็ซื้อมาให้บ่อยไปครับ” เมษพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะหลุดปากออกไปว่า

“มิน่า พี่เห็นพวกเราใส่อะไรแมทช์กันหลายหนแล้ว”

“พี่เมษช่างสังเกตนี่ครับ”

“โทรศัพท์ก็ด้วยใช่ไหม”

“ครับ” เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มตอบ ก่อนจะทำทีเป็นกดโทรศัพท์เครื่องสีดำในมือ ซึ่งดูอย่างไรก็เป็นแบบเดียวรุ่นเดียวกับเครื่องสีขาวที่อยู่ในมือเด็กหนุ่มอีกคนไม่มีผิด “เขาเป็นคนเลือกให้”

“ทำไมถึงยอมเจขนาดนั้นนะ”

“ผมไม่ได้รู้สึกว่าต้องยอมหรืออะไรนะพี่” โยกลอกตามองเพดานห้องอย่างใช้ความคิด “เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยรู้ตัวหรอก ส่วนใหญ่เขาอยากได้หรืออยากทำอะไรผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากขัดนะ”

“ทำไมล่ะ”

“คือ ไอ้เรื่องที่เขาอยากทำมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องห้ามปรามอะไรกันนี่ครับ เจเขาก็โตแล้ว ที่จริงแค่ที่เขามีอะไรแล้วมาบอกผม ผมก็รู้สึกดีแล้วนะ อีกอย่าง...” หนนี้เมษไม่ได้รู้สึกไปเองว่า รอยยิ้มของเด็กหนุ่มตรงหน้า มีแววขัดเขินอย่างไรพิกล “พี่เมษต้องเจอเวลาที่เจเขาจะอ้อนเอาอะไรซักอย่าง”

“ทำไมหรือ” เมษถามออกไป ทั้งที่ก็รู้ดีอยู่แล้ว ตัวเองก็เคยเจอฤทธิ์อ้อนของเด็กหนุ่มอีกคนมาแล้วเหมือนกัน มีหรือจะไม่รู้ แต่ที่ถาม เพราะเธออยากเห็นปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มร่างสูงที่นานๆจะเห็นทำท่าเขินอย่างนี้สักทีมากกว่า

“เวลาเจอ้อนเขาน่ารักน่ะครับ ผมไม่เคยทนลูกอ้อนเขาได้สักที” เมษหลุดหัวเราะชอบใจออกมา “แต่เขารู้นะพี่ ว่าขอแบบนี้ ยังไงผมก็ต้องยอม ยกเว้นถ้าผมอธิบายเหตุผลให้ฟังว่าเพราะอะไรถึงไม่ได้ เขาก็จะยอมง่ายๆ ไม่ตื้อต่ออีกเลยเหมือนกัน”

เด็กหนุ่มเผลอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“ใครไม่รู้จะคิดว่าเจเป็นคนเอาแต่ใจ แต่ที่จริงเขาเป็นคนที่มีเหตุผลมากนะครับ เขาอาจจะดูเฮี้ยวเอาเรื่อง แต่พอถึงเวลาทำงาน เจเป็นคนที่มีความรับผิดชอบไม่แพ้ใครเลย หน้าที่หัวหน้าวงที่ผมทำเนี่ย ถ้าเมื่อไหร่ผมทำไม่ไหว ก็ได้เจนี่แหละคอยทำแทนให้”

“ดีจังนะ”

“แค่มีเขาอยู่ด้วยก็ดีมากแล้วล่ะครับ” จู่ๆโยก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เท่าเอาคนที่ได้ฟังอดยิ้มออกมาไม่ได้

“เขาอาจจะดูเอาแต่ใจนะ แต่เท่าที่พี่เห็น...” เมษหยุดหันไปมองตัวต้นเรื่องการสนทนาครั้งนี้ ที่ยังคงง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์และข้าวของในมือ “ไม่มีใครดูแลเอาใจใส่โยได้ดีเท่าเจหรอก...”

“พี่เมษว่าอย่างนั้นหรือครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มยินดีไม่ปิดบัง

“อย่าคิดนะว่า เราจะดูแลเขาอยู่ฝ่ายเดียว เขาเองก็ให้ความสำคัญกับเราไม่น้อยไปกว่ากันหรอก”

โยได้แต่พยักหน้ายิ้มๆ

“ก็เขาดีกับผมขนาดนี้ จะไม่ให้ตามใจเขาได้ยังไง” เด็กหนุ่มว่าอ้อมแอ้ม เมษถึงกับหลุดหัวเราะชอบใจออกมา

“รู้อะไรไหม ไม่ใช่แค่เจหรอก ที่ถูกตามใจจนเคยตัว” โยทำตาโตด้วยประหลาดใจกับสิ่งที่กำลังจะได้ยินต่อไป “เราเองก็เคยตัวกับการได้ตามใจเขาเหมือนกัน ไม่มีเขาเราคงแย่นะเนี่ย”

โยทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าการยกมือขึ้นเกาศีรษะ นอกเหนือไปจากเจ ก็เห็นจะมีพี่เมษนี่แหละที่อ่านเขาขาดขนาดนี้

ร่างเพรียวสมส่วนในชุดเสื้อกล้ามสีขาว กับกางเกงยีนส์สีเดียวกันวางสายไปแล้วและดูเหมือนว่าจะจัดการกับข้าวของในกระเป๋าเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน แต่ไอ้ที่ทำให้โยแปลกใจมากกว่าก็คือ ท่าทีเซื่องๆที่ดูจะไม่กระตือรือร้นเท่ากับตอนเดินมาขออนุญาตเขานั่นต่างหาก

เจเดินเนือยๆเข้ามานั่งตรงเก้าอี้ข้างๆเขา ก่อนจะใช้คางเกยลงกับโต๊ะ มืออีกข้างยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดอะไรเรื่อยเปื่อย ท่าทางแบบนี้คงไม่พ้นมีอะไรในใจอีกแน่นอน

เมษมองเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งเคียงกันอยู่อย่างสนใจใคร่รู้ แต่เลือกที่จะสังเกตการณ์มากกว่าที่จะเอ่ยถามอะไรออกไป

“โย...” เสียงเรียกนั้นแผ่วเบา

“หือม์...”

“นายอยากให้เราไปดื่มกับเพื่อนๆหรือเปล่า” เจถามโดยไม่หันไปมองคู่สนทนา

“นายอยากไปไม่ใช่หรือเจ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน “ถ้านายอยากไปก็ไปเถอะ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก”

“ตอบไม่ตรงคำถามอีกแล้ว” เจเบ้ปากทำหน้ามุ่ยเหมือนคนไม่สบอารมณ์ แต่กลับไม่ได้มีแววขุ่นเคืองอะไรสักนิด

“นายถามว่าอะไรนะ”

“อยากให้เราไปดื่มกับเพื่อนๆหรือเปล่า” หนนี้คนถามเอียงศีรษะกลมๆนั้นไปทางเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ มองด้วยสายตาติดจะคาดคั้นในที ทำเอาโยถึงกับระบายลมหายใจออกมา พร้อมรอยยิ้มที่แสดงออกว่า ยอมแพ้

“ถามเราจริงๆ เราก็ไม่อยากหรอก”

“ก็แล้วทำไมไม่บอกตรงๆ”

“เราเห็นว่านายไม่ได้เจอเพื่อนๆนานแล้ว อีกอย่าง ถ้านายจะไปกับเพื่อนกลุ่มนี้ เราก็เบาใจขึ้นมาหน่อย”

“แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่อยากให้ไปใช่ไหม”

โยพยักหน้าตอบอย่างไม่อ้อมค้อมอันใดอีกต่อไป

“แล้ว...” เจหยุดอยู่เป็นครู่ “ถ้าเราบอกว่าอยากให้นายไปเป็นเพื่อนด้วย นายจะไปกับเราไหม”

“ทำไมจู่ๆอยากให้เราไปล่ะ”

“ก็ไม่ทำไมหรอก...” เจตอบอ้อมแอ้ม “ทีแรกก็กะจะชวนไปด้วย แต่เราเห็นนายเหนื่อย ก็อยากให้พักผ่อนมากกว่า”

“ไหงเกิดเปลี่ยนใจกระทันหันล่ะ”

“ก็มัน...” เจถอนหายใจด้วยความขัดเคืองโดยเฉพาะเวลาที่ถูกเจ้าคนตัวสูงไล่ต้อนถามเอาแบบนี้ “ก็มีนายไปด้วยดีกว่า...”

“เหงาเหรอ”

“เปล่าซักหน่อย... ก็แค่” น้ำเสียงนั้นเริ่มมีแววฮึดฮัด “เกิดเราเมาขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ หนที่แล้วก็ทำเรื่องเอาไว้ทีนึงแล้ว... อีกอย่างพวกนั้นก็อยากเจอนายเหมือนกัน” เจเฉไฉไม่เต็มเสียงนัก

ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย มีแต่ใบหน้าหล่อคมคายที่ก้มลงมองหน้าเขาแบบติดจะล้ออย่างไรพิกล

“อะไรเล่า...” อดรนทนไม่ได้เจ้าตัวถึงกับร้องโวยวายขึ้นมา “ตกลงจะไปด้วยกันไหม”

“นายอยากให้ไป เราก็จะไป ดีเหมือนกัน เราจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วง”

พูดจบ เจ้าของเสียงทุ้มก็เกยคางลงกับโต๊ะเป็นเพื่อนคนข้างๆ ก่อนจะหันไปสบตากับดวงตากลมโตคู่นั่นพร้อมกับกระซิบเบาๆว่า “ขอบใจนะที่ชวน”

“อื้ม... ขอบใจเหมือนกันที่ยอมไปเป็นเพื่อน” แล้วจึงหัวเราะออกมาเบาๆพร้อมกันเสียอย่างนั้น

เมษที่นั่งเป็นประจักษ์พยานอยู่ตรงนั้น ถึงกับยิ้มเขินๆออกมากับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า อดคิดไม่ได้จริงๆว่า เด็กสองคนนี่เวลาอยู่ด้วยกัน ทำไมมันถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ก็ไม่รู้

“เอาล่ะ” หญิงสาวลุกขึ้นยืนในที่สุด “เห็นทีพี่ก็ต้องกลับเสียทีแล้วเหมือนกัน” เธอว่ายิ้มๆ

“แล้วก็โย...” เมษเอ่ยขึ้น “เอาเป็นว่า... ที่เราคุยกันเมื่อกี้น่ะ…” ก่อนจะยิ้มกว้าง “ผิดจากที่พูดเสียที่ไหนกันล่ะ” ก่อนจะก้มลงเจาะจงพูดกับเด็กหนุ่มร่างสูงเป็นพิเศษ “พอกันทั้งคู่นั่นแหละ”

ทำเอาโยถึงกับหลุดขำออกมา สร้างความงุนงงให้กับเด็กหนุ่มอีกคนเป็นอย่างยิ่ง

“ไปล่ะนะ ดูแลกันดีๆ พรุ่งนี้มีงาน อย่าลืมเสียล่ะ” ไม่ทันได้รอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยอะไร หญิงสาวท่าทางคล่องแคล่วก็ลุกขึ้นหันหลังเดินจากไปพร้อมกับโบกมือข้างหนึ่งขึ้น ราวกับจะบอกเป็นนัยว่า ‘พี่ไม่ขออยู่ขัดความสำราญน้องล่ะนะ’

“คุยอะไรกันหรือ” เจ้าของดวงตากลมโตหันไปถามเด็กหนุ่มอีกคนด้วยความอยากรู้ขึ้นมาติดหมัด

“ไม่มีอะไรหรอกน่า”

“ไม่มีจริงอ่ะ” สีหน้าอีกฝ่ายบอกชัดว่าไม่อยากเชื่อสักเท่าไหร่

“มีก็ไม่บอก” ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงดังชอบใจไม่ปิดบัง แทนที่เจจะเคืองกลับรู้สึกงงหนักขึ้นไปอีก

“เอาน่า...” มือใหญ่แข็งแรงข้างหนึ่งของโยยกขึ้นขยี้ศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ “จะไปกันหรือยังล่ะ”

ร่างขาวๆพยักหน้าถี่เป็นเด็กๆ ก่อนจะลุกขึ้นยื่นมือเพื่อที่จะฉุดให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนตาม แต่โยกลับฉวยโอกาสนั้นลุกขึ้นออกแรงดึงมืออีกฝ่ายให้เซเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเขา ก่อนจะกระชับกอดสั้นๆนั้นเบาๆ และคลายออกปล่อยให้ร่างของเจเป็นอิสระ

ร่างนั้นไม่ได้ต่อว่าคนฉวยโอกาส แต่กลับส่งยิ้มหวานในแบบที่ทำเอาหัวใจใครต่อใครละลายลงได้ง่ายๆให้ไปแทน

ก็เป็นเสียอย่างนี้ไงเล่า จะไม่ให้เขายอมตามใจคนคนนี้ได้อย่างไร

โยรำพึงกับตัวเองก่อนที่จะเดินเคียงข้างเจออกไปราวกับเป็นเงาที่ตัดกันไม่ขาด

_______________________________




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 20:34:44 น.
Counter : 142 Pageviews.  

Beats of Life : ตอนพิเศษ 4 "เมา"

คืนนี้เป็นคืนแห่งการเลี้ยงฉลอง

หลังจากที่ต้องทำงานอย่างหนักในฐานะวงบอยแบนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งปี ไม่ว่าจะเป็นการออกอัลบั้มแรกในชีวิต เดินสายโปรโมตอัลบั้มอย่างหนัก เดินทางไปโชว์ตัวผ่านทั้งรายการโทรทัศน์และงานอีเว้นต์มากมายจนนับไม่ถ้วน ถึงขนาดที่ในบางครั้งเจ็บป่วยก็ยังไม่สามารถหยุดพักได้ ท้อแท้เพียงไรก็ทำได้แค่บ่น และเฝ้าปลอบและให้กำลังใจกันมาตลอดนับตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จัก จนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าขนาดนี้

ในที่สุดความพยายามก็ส่งผลคุ้มค่า ไม่ใช่เฉพาะชื่อเสียงเงินทองที่พวกเขาได้รับมากมายชนิดท่วมท้น แต่ยังรวมไปถึง รางวัลศิลปินหน้าใหม่แห่งปี ที่พวกเขาเพิ่งได้รับมาแบบสดๆร้อนๆเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และมันก็ตั้งอยู่บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มแบบเต็มพิกัดที่ห้าหนุ่มวง God’s Child กำลังฉลองให้กับความสำเร็จร่วมกับทีมงานอีกนับสิบชีวิต ถึงขนาดต้องปิดร้านแห่งนี้กันเลยทีเดียว

ที่ตลกก็คือ แม้เด็กหนุ่มสมาชิกในวงจะดีใจกับรางวัลที่ได้รับมาเพียงไร แต่เอาเข้าจริงดูพวกเขาเหมือนจะดีใจที่ได้มาฉลองกันมากกว่า ที่สำคัญ พรุ่งนี้พวกเขาจะได้หยุดพักหนึ่งวันเต็ม

สำหรับวงที่ต้องทำงานหนักมาตลอดทั้งปีอย่างพวกเขา วันหยุดหนึ่งวันที่ได้รับมานั้น ราวกับได้ขึ้นสวรรค์ก็ไม่ปาน

“เอ้า... ดื่มมมมมมม!” เสียงชักชวนให้ชูแก้วขึ้นในอากาศอย่างพร้อมเพรียงก่อนที่จะชนกระทบกันจนของเหลวในแก้วกระฉอกออกมาโดยที่ไม่มีใครใส่ใจนักว่าจะเลอะเทอะเพียงไร เสียงหัวเราะและพูดคุยอย่างออกรส ดังไม่หยุดนับตั้งแต่วินาทีที่เด็กหนุ่มและทีมงานกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาในร้าน

พี่ใหญ่ทั้งสองคนของวงอย่างโยและเจนั้นเรียกได้ว่าอายุมากพอที่จะดื่มได้แล้ว แต่กับซัน ชุน และแม็ก น้องเล็กของวง ถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ และปกติจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปดื่มที่ไหน

ยกเว้นในคืนพิเศษแบบนี้ และในขณะที่อยู่ในสายตาทีมงาน พวกเขาจึงได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ

แต่ในสายตาของหัวหน้าวงอย่างโย คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดกลับไม่ใช่น้องๆทั้งสามคน กลับเป็นเด็กหนุ่มหน้าสวยข้างตัวเขาที่กำลังดื่มแบบไม่ยั้งนี่ต่างหาก

เรื่องดื่มต้องยกให้เจจริงๆ

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้จะได้ชื่อว่าคอแข็งเป็นที่สุด แต่เจมีข้อเสียอย่างมากเวลาที่เมาแล้วลืมตัวทุกที ไม่ว่าจะคุยเก่งขึ้นกว่าปกติ โวยวายเสียงดัง หาเรื่องป่วนคนอื่นและหนักถึงขั้นเมาพับหมดสติไปเลยก็มี แค่นี้ก็น่าเป็นห่วงจะแย่อยู่แล้ว แต่ไอ้ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านี่สิ....

“โย......” เสียงเรียกยานคางพร้อมกับสายตาปรอยจากดวงตากลมสวยจากคนหน้าหวานดึงดูดสายตาเขาเป็นบ้า “ร้อนแล้ว” พูดเสร็จก็ยิ้มหวานส่งมา อย่างเขามีหรือจะเมินเฉย ก็ต้องเอื้อมมือไปดึงเสื้อแจ็กเก็ตที่เจ้าคนเมากึ่งใส่กึ่งถอดค้างๆคาๆออกให้ โดยที่ข้างในมีเพียงเสื้อกล้ามสีดำเนื้อดีอยู่แค่ตัวเดียว ไอร้อนของคนข้างๆแผ่กระจายออกมาจนเขารู้สึกได้ ผิวที่ปกติขาวกว่าเด็กผู้ชายทั่วไป ตอนนี้กลายเป็นสีชมพูเรื่อๆอันเกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ปริมาณที่ก็ไม่น่าจะน้อยล่ะ

แล้วแบบนี้จะให้ยอมปล่อยให้เจไปดื่มกับคนอื่นโดยไม่มีเขาได้อย่างไรกัน นับว่ายังดีที่ไอ้โรคเมาแล้วอ้อนผิดปกติวิสัยนี่เจจะเป็นแต่กับเขาแค่คนเดียว กับคนอื่นเห็นมีแต่ไปโวยวายหรือป่วนเขาเสียล่ะมากกว่า

“พี่โย” เสียงทุ้มที่ฟังดูกึ่มๆของชุนเรียกเขาอยู่อีกด้านของโต๊ะ “พี่คิมโทรมาจากอเมริกา บอกอยากคุยกับพี่” ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือสีดำปลาบเป็นเงาในมือให้พี่ใหญ่ของวง

คิมเป็นเพื่อนที่รู้จักกันกับสมาชิกในวงทุกคนด้วยเพราะหน้าที่การงาน แต่เพราะความเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่ถือเนื้อถือตัวแต่อย่างใด จึงทำให้เด็กหนุ่มทุกคนในวงสนิทสนมกับคิมได้โดยง่าย แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า คิม ที่ไม่มีรสนิยมชอบเพศตรงข้าม จะชอบมาตอดนิดตอดหน่อยกับโยเอาสนุกมากกว่าจะคิดจริงจังอันใดก็ตาม

จะยกเว้นก็แต่...

“โย คุยอยู่กับครายยยย วางได้แล้ว หยุดคุย” เสียงแหบเป็นเอกลักษณ์ของคนเมาตะโกนโวยวายถามแทรกขึ้นมา

“กับพี่คิมไง” โยตอบกลับไป

“คิมไหน” ใบหน้าหวานนั้นทำท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเบะปาก “คิมที่ชอบนายน่ะเหรอ”

และจงใจตะโกนให้ปลายสายที่อยู่ไกลกันครึ่งโลกได้ยินชัดๆว่า
“ไปไกลๆเลยไป อย่ามายุ่ง”

คิมที่ได้ยินถึงกับฮาแตกออกมาไม่ปิดบัง ก่อนจะยอมให้โยตัดสายไปแต่โดยดีด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายคงเมาได้ที่ ปกติแม้เจจะไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่าหวงโย แต่ลองถ้าได้เมาขึ้นมาล่ะก็ ไอ้ที่เคยเก็บๆเอาไว้เป็นต้องหลุดออกมาหมด ไม่ต้องไว้ฟอร์มกันต่อไป

แม้จะไม่ค่อยชอบใจนักเวลาที่เจเมาหนัก แต่โยก็ยอมรับว่า ข้อดีของไอ้น้ำสีอำพันนี่ ไม่เพียงแต่จะทำให้คนข้างตัวเขากลายเป็นคนขี้อ้อนจนน่ารักขึ้นมากกว่าปกติ ยังรวมไปถึงอาการหวงเขาเสียจนออกนอกหน้านี่แหละที่ทำให้เด็กหนุ่มหุบยิ้มไม่ได้เสียที

คืนนั้น ไม่เพียงแต่เด็กหนุ่มหน้าหวานจะออกฤทธิ์เหวี่ยงใส่ปลายสายอย่างพี่คิมที่อุตส่าห์โทรทางไกลมาแสดงความยินดี เจ้าชุนที่เมาแล้วโวยวายเหมือนกัน ยังถูกพี่เจทั้งเตะทั้งถีบด้วยความหมั่นไส้จนแทบจะเรียกได้ว่าน่วมไปทั้งตัว แถมพอกึ่มๆจะอารมณ์ดีขึ้นมา น้องยังกลายเป็นม้าจำเป็นให้พี่ใหญ่ขี้เมาขี่คอเล่นไปเสียอีกต่างหาก เมาหนักขนาดชุนยังถึงกับเกือบสร่างเมาเพราะฤทธิ์พี่เจ

จากที่คิดว่าจะแค่ฉลองกันเบาๆ ก็กลายเป็นดื่มกันเสียเต็มคราบ ซันที่ดื่มไม่เก่งและคออ่อนอย่างกับอะไรดีถึงกับเมาพับฟุบลงกับโต๊ะชนิดปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น ส่วนแม็กที่ปกติ ไม่ค่อยมีใครได้เห็นน้องเล็กดื่มสักเท่าไหร่ ก็ต้องเรียกว่าเมาหมดรูปไม่แพ้กัน ลำบากพี่ใหญ่หัวหน้าวงอย่างโยที่ต้องลากทั้งเพื่อนทั้งน้องกลับไปนอนที่บ้านของพวกเขาที่อยู่ไม่ไกลจากร้านมากนัก ที่เขาไม่เมาปลิ้นตามคนอื่นไป มีเพียงสาเหตุเดียวก็คือ เขาดื่มมากไม่ได้ ดื่มทีไรผื่นแดง หรือที่เคยได้ยินใครๆเรียกกันว่า ส่าเหล้า เป็นได้ขึ้นลุกลามทั่วตัว ขนาดที่ต้องเกากันยิกจนไม่เป็นอันหลับอันนอนไปหลายวัน

ก็เลยต้องทำหน้าที่เก็บศพสมาชิกในวงอยู่นี่ไงเล่า

แต่ทั้งๆที่เมาหนักขนาดนั้น ฤทธิ์แอลกอฮอล์ในตัวพี่ใหญ่หน้าสวยของวงก็ยังไม่อาจหยุดความเป็นคนขี้หวงขนาดหนักของเจ้าตัวได้ เมื่อเห็นโยทำท่าจะเข้าไปอุ้มซันที่นอนหมดสภาพอยู่

“ชุน ไปอุ้มซันโน่นไป” เสียงสั่งการอันเด็ดขาดดังขึ้นทันทีแม้จะติดยานคางอยู่สักหน่อย สติก็ชักจะรางเลือนเต็มทีแล้วเหมือนกัน “ลากแม็กไปด้วย” ก่อนที่ตัวคนสั่งจะเดินโซเซเข้าไปเกาะแขนโยเอาไว้ ราวกับว่าทางที่กำลังเดินอยู่ จู่ๆก็เหมือนกับมีชีวิตขึ้นมาเสียอย่างนั้น “นายพาเรากลับหน่อย”

ให้มันได้อย่างนี้สิพี่เจ ชุนได้แต่คิดกับตัวเองอย่างคับแค้นใจ จะบ่นออกมาดังๆก็ไม่ได้ เดี๋ยวโดนพี่เจซ้อมเอาอีก ที่สำคัญพี่ชายตัวสูงก็ดันยอมเสียด้วย แล้วส่วนเกินอย่างเขาจะไปมีปากเสียงอะไรได้

กว่าจะกลับถึงที่พักได้ครบสามสิบสองกันทุกคน ก็เรียกได้ว่าแทบหมดแรงกันเลยทีเดียว

โยออกคำสั่งให้น้องๆจัดการอาบน้ำอาบท่าเสียให้เรียบร้อยก่อนจะเข้านอน ส่วนตัวเขาก็แบกร่างของคนตัวเล็กกว่าที่ฤทธิ์เยอะกว่าใครเพื่อนเอาไว้ เปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วจึงตรงไปยังห้องน้ำแทบจะทันที และต้องนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เมื่อคนที่เพิ่งอยู่ในอ้อมแขนเขาเมื่อกี้ โก่งคออาเจียนมื้อเย็นที่กินเข้าไปจนหมด

โยลูบหัวลูบหลังให้อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินผละออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของตัวเองให้เป็นชุดที่สบายตัวกว่านี้และกลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อพบกับร่างขาวๆที่นอนพิงอ่างอาบน้ำแบบหมดสภาพอย่างสมบูรณ์แบบ

“เจ...อาบน้ำก่อนนะ” โยจับไหล่ของคนเมาเขย่าเบาๆอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยิ้มเมื่อเห็นว่าเจไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว เล่นหลับกลางอากาศไปเสียแล้วนี่

โยจัดการถอดเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มอีกคนออก ส่วนบนน่ะไม่เท่าไหร่ ท่อนล่างที่เป็นกางเกงยีนส์นี่สิทุลักทุเลน่าดู จำไม่ได้แล้วว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่เขาต้องจับเจเปลื้องผ้าแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะป่วย ก็เมานี่แหละ จนกลายเป็นเหมือนเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว เผลอๆจะกลายเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องคอยดูแลเจไปเสียทุกอย่างจนไม่อาจจะปล่อยให้คลาดสายตาได้นั่นแหละ

“อือ...” เสียงครางดังพึมพัมออกมาเบาๆจากคนที่เมาไม่ได้สติ เมื่อโดนน้ำอุ่นจัดราดรดลงบนตัวแบบนี้ ดูเอาเถอะ เมาเละเทะขนาดนี้แท้ๆ แต่เจก็ยังดูดีเป็นบ้า แถม... เซ็กซี่ชะมัด เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่ให้ตายเถอะ เขายังเป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่ง ฮอร์โมนมันก็ยังต้องพลุ่งพล่านมากเป็นธรรมดา จะไม่ให้รู้สึกรู้สมกับร่างขาวๆที่นอนอยู่ตรงหน้าเอาเสียเลย ก็คงจะผิดปกติเต็มที

กว่าจะอาบน้ำให้เจเสร็จ ทำเอาโยถึงกับเหงื่อตก แต่ก็ไม่วายถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ เด็กหนุ่มตัวสูงอุ้มร่างขาวๆขึ้นจากอ่างอาบน้ำ แล้วจึงพาไปเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะวางร่างนั้นลงบนเตียงและห่มผ้าให้

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เจดื่มเข้าไปหรือเปล่า ถึงทำให้ร่างที่นอนหลับสนิทอยู่ตรงหน้าเขาดูเย้ายวนใจขึ้นอีกหลายเท่า ใบหน้านั้นยังคงเป็นสีชมพูระเรื่อ ริมฝีปากที่เผยออกน้อยๆนั่นก็ดูเชิญชวนเขามากผิดปกติอย่างไรพิกล หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวเขานั่นด้วย ทำให้ร่างสูงที่ในตอนแรกทำท่าจะเดินผละไปอาบน้ำ หยุดอยู่เป็นครู่ ก่อนจะตัดสินใจนั่งลงข้างๆเตียง และนั่งมองดวงหน้าที่แสนดึงดูดใจนั่นอยู่เป็นนาน

จริงๆนะ ไม่ว่าจะเฝ้าถามตัวเองเท่าไหร่ ก็ไม่อาจจะหาคำตอบได้ว่า เป็นเพราะอะไรร่างที่นอนอยู่ตรงหน้านี้ถึงได้มีอิทธิพลต่อเขานัก เจเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาทั่วไป เขาเองก็เหมือนกัน ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะหันมาชอบคนที่เป็นผู้ชายเหมือนกันไปเสียได้ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าเขาจะชอบใครก็ได้เสียเมื่อไหร่กัน ที่ผ่านมาก็มีโอกาสได้พบเจอใครตั้งมากมาย แต่กลับไม่มีเลยสักคนที่จะทำให้เขารู้สึกเหมือนอย่างที่รู้สึกกับเจ คนที่หวานแต่หน้าตา ส่วนนิสัยใจคอดูเหมือนจะห่างไกลคำนี้ไปโข แถมเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้อีกต่างหาก ทั้งแปลกทั้งเอาใจยาก แต่ก็ใจดีแล้วก็อ่อนโยนมากด้วยเหมือนกัน

ที่สำคัญ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เจติดเขาอย่างกับอะไรดี แถมยังชอบแสดงความเป็นเจ้าของเอามากๆเสียด้วย คิดขึ้นมาทีไรเป็นต้องเรียกรอยยิ้มขึ้นมาไม่ได้ไปเสียทุกครั้ง

แค่นี้ก็พอแล้ว

โยยกมือขึ้นวางบนหน้าผากของเจเบาๆ เสยผมที่ปรกอยู่บนหน้าผากมนขึ้นไปอย่างอ่อนโยน ก่อนจะโน้มใบหน้าอันแสนคมคายของตัวเข้าไปใกล้ๆจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์ของอีกฝ่ายชัดเจน เขาประทับจูบลงบนริมฝีปากอ่อนนุ่มของเจ ในตอนแรกมันเป็นแค่สัมผัสอันแผ่วเบา ก่อนที่จะกดน้ำหนักลงไปให้หนักหน่วงขึ้น จนร่างที่นอนอยู่เหมือนกับจะตอบรับรสจูบนั้นโดยอัตโนมัติ

มันช่างอ่อนหวานและดูดดื่มนัก

กว่าจะยอมถอนริมฝีปากออกมาได้ โยอ้อยอิ่งคลอเคลียอยู่เป็นนาน

ถ้าไม่ใช่เพราะรักมาก ก็คงจะได้หักหาญน้ำใจกันไปแล้ว เขาคิดกับตัวเองก่อนจะยิ้มออกมาแล้วจึงตัดใจลุกเดินหายเข้าไปในห้องน้ำในที่สุด

****************

โอ... กลิ่นหอมจากห้องครัว

ชุนที่ตื่นก่อนเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนที่ยังหมดสภาพไม่หายจากการฉลองเมื่อคืนนี้ เดินตามกลิ่นหอมฉุยที่โชยมาจากในครัว กำลังหิวพอดีเลยเชียว

เด็กหนุ่มรู้สึกผิดคาดด้วยนึกไม่ถึงเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของหัวหน้าวงยืนคนซุปอยู่อย่างขะมักเขม้น ถึงว่าสิ เมื่อคืนพี่เจเมาเละขนาดนั้น มีหรือจะตื่นขึ้นมาทำอะไรกินไหว

“พี่โย ทำอะไร หอมจัง” ชุนเดินเข้าไปส่องดูอาหารที่ส่งกลิ่นหอมออกมาจากหม้อใบเล็กที่วางอยู่บนเตา

“ซุป ของเจน่ะ” โยตอบด้วยทีท่าสบายอย่างยิ่ง

“อ้าว แล้วของผมอ่ะ” ชุนร้องขึ้นมาราวกับประท้วง

“ไม่ได้ทำเผื่อไว้เลย โทษทีนะ พี่ไม่คิดว่าจะมีใครตื่นเร็วขนาดนี้”

“อ้าว แล้วพี่เจล่ะ”

“นอนแฮ้งค์ ลุกไม่ขึ้นอยู่ในห้องโน่น” พี่ใหญ่หัวหน้าวงว่าโดยไม่ยอมละสายตาจากซุปตรงหน้า “เออ วานหยิบยาแก้แฮ้งค์ในตู้ให้พี่หน่อย”

เด็กหนุ่มหยิบยายื่นให้อย่างเสียไม่ได้ และยิ่งให้ทอดถอนใจเมื่อพี่ใหญ่เอ่ยขอบใจพร้อมกับประคองชามซุปเอาไว้ในมือก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องโดยไม่ลืมที่จะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยน้องอย่างจริงใจเสียจนเขาแทบน้ำตาไหลออกมาเป็นสายเลือด

“ถ้าหิว มีมาม่าในตู้ ต้มกินแก้ขัดไปก่อนนะ” แล้วพี่โยก็ทิ้งเขาให้ยืนนิ่งอึ้งไปโดยไม่ทันได้โต้ตอบอะไรกลับไป

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า แค่ไม่ได้ชื่อโยหรือเจ จะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้ โลกส่วนตัวของพวกพี่ จะมีที่พอให้ผมได้เข้าไปแทรกได้สักนิดไหมอยากถามใจจะขาด

โยวางชามซุปเอาไว้บนโต๊ะตรงหัวเตียง ก่อนจะนั่งลงเขย่าตัวคนที่นอนนิ่วหน้าอยู่บนเตียงเบาๆ

“เจ...” โยเรียกเสียงเบา “ไหวไหม”

“โอย...” เสียงแหบนั้นครางออกมาเหมือนคนใกล้ตาย “ปวดหัวเป็นบ้าเลย”

“ก็ดื่มเสียจนเหล้าจะหมดร้านเขาอยู่แล้ว ไม่แฮ้งค์สิแปลก” โยว่ายิ้มๆ

ร่างที่นอนสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่น แม้จะดูเซียวไปสักนิดแต่ก็ยังนับได้ว่าดูดีเสียจนน่าอิจฉา พยายามจะเปิดเปลือกตาเพื่อเรียกสติสัมปชัญญะให้กลับมาเสียที เจกระพริบตาถี่ๆอยู่หลายครั้ง ก่อนสายตาจะสบเข้ากับดวงตาเรียวรีที่มักจะมองเขาอย่างมีความหมายและเต็มไปด้วยความห่วงใยอยู่เสมอ คนแฮ้งค์ยิ้มตอบรอยยิ้มที่ส่งมาให้เขาเหมือนกับทุกๆวัน

“กี่โมงแล้วเนี่ย” เสียงแหบโหยนั้นเอ่ยถามออกมาในที่สุด

“สายมากแล้ว”

“ตอบไม่ตรงคำถามนี่นา” เจยิ้มออกมา “เมื่อคืนเรากลับมาได้ยังไง”

“จำอะไรไม่ได้เลยหรือ”

ศีรษะทุยๆนั้นส่ายไปมาเบาๆ ทำเอาโยยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

“ไม่แปลกใจหรอก ก็นายเมาซะขนาดนั้น”

“เราน่ะนะ” น้ำเสียงนั้นถามออกไปอย่างไม่เชื่อหู

“โวยวายอาละวาดเสียงดังน่าดู”

“ตายล่ะวา” เด็กหนุ่มที่นอนอยู่ถึงกับยกมือข้างหนึ่งปิดตาตัวเองเอาไว้ ก่อนจะลูบใบหน้าตัวเองอย่างคนที่พยายามจะตั้งสติเต็มที่ “แล้วเราทำอะไรอีก”

แค่เห็นสีหน้าปูเลี่ยนๆของคนที่นอนแบ่บอยู่ โยก็แทบจะหลุดก๊ากออกมา

“ก็... โวยวายใส่พี่คิมทางโทรศัพท์”

“พี่คิม... เฮ้ย!!! พี่คิมน่ะนะ” เจร้องออกมาอย่างลืมตัว โดยเจ้าคนเล่าพยักหน้าหงึกๆเป็นการยืนยันคำตอบ

“ตาย... ตาย...” เจ้าตัวยกมือทั้งสองข้างขึ้นขยุ้มผมตัวเองอย่างลืมตัว

“แล้วก็ซ้อมชุนเสียน่วม”

“หา...” เสียงคนแฮ้งค์ครางออกมาอีกคำรบ

“แล้วก็... เราต้องแบกนายกลับมา ก่อนที่นายจะอาเจียน” คนเล่ายังทำท่าเหมือนอยากเล่าต่ออย่างนึกสนุก “จนเราต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้”

ดวงตาของคนที่นอนฟังอยู่อย่างไม่เชื่อหูเบิกกว้างขึ้น

“ที่สำคัญ...”

“ยังมีอีกเหรอ... พอเหอะ…” คนเล่าชักแน่ใจว่าเสียงนั้นฟังดูเหมือนคนอยากตายมากกว่าอย่างอื่น ทำเอาถึงกับหลุดยิ้มออกมา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปเสียใกล้ใบหน้าหวานๆนั้น ทำไมเจจึงอดรู้สึกไม่ได้ว่าแววตาของหมอนี่มันติดจะล้อเขาอย่างไรพิกล

“ไม่อยากฟังอีก จริงๆเหรอ” โยเอ่ยด้วยเสียงทุ้มเบาที่ดังกว่าเสียงกระซิบแค่นิดเดียว ทำเอาร่างที่นอนอยู่ต้องเบือนหน้าหันไปอีกทาง หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอกอยู่แล้ว ทำไมจะต้องยื่นหน้ามาเสียจนเกือบจะชิดขนาดนี้ด้วย

“อะ...อะไรอีกเล่า” น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ค่อยมั่นคงอย่างไรก็ไม่รู้

“เมื่อกี้บอกไม่อยากฟังแล้ว”

“อยากเล่าอะไรก็เล่ามาได้เลย อย่าลีลาได้ไหม” หนนี้เจหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าหัวหน้าวงตัวสูงที่ท่าทางกำลังสนุกกับการได้แกล้งเขาจนออกนอกหน้า ชักฉุนขึ้นมาแล้วเหมือนกันนะนี่

“นายหวงเราเป็นบ้าเป็นหลังเลยเมื่อคืน” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยกระซิบที่ข้างหูเจก่อนจะฝังไปหน้าลงไปบนหมอนที่เส้นผมนุ่มๆของอีกฝ่ายกระจายอยู่อย่างยุ่งเหยิง

ใบหน้าเจร้อนผ่าวขึ้นขนาดที่แม้แต่เจ้าตัวเองยังรู้สึกได้ มือข้างหนึ่งพยายามจะดันไหล่ของคนที่นอนทับเขาอยู่ออกไป ใจหนึ่งก็นึกหงุดหงิดที่โยมาล้อเขาอยู่ได้ อีกใจก็รู้สึกดีกับสัมผัสที่ได้รับอยู่นี้เหลือเกิน แต่คงเพราะท่าทีขัดขืนของเขามันคงดูไม่เด็ดขาดเอาเสียเลยนั่นล่ะ เจ้าคนที่ล้อเขาสนุกอยู่เมื่อครู่ จึงฉวยโอกาสใช้แขนทั้งสองข้างสอดเข้ามากอดเขาเสียเต็มวงแขน แถมยังหอมแก้มเขาเสียฟอดใหญ่อีกต่างหาก

โยคลายแขนทั้งสองข้างออก ก่อนจะก้มลงมองดวงหน้าหวานนั้นอย่างเต็มตา...

“เจ...” เสียงเรียกชื่อเขาในแบบที่คงไม่มีใครจะเรียกได้แบบนี้อีกแล้ว

“หือม์...”

“ขอจูบได้ไหม”

“ไม่กลัวคนปากเหม็นหรือไง” ดูเอาเถอะ บทนึกจะทำลายบรรยากาศดีๆขึ้นมา ก็ทำได้เสียจนหน้าซื่อตาใส คนอะไรทำไมฤทธิ์เยอะนัก โยถึงกับหลุดขำออกมาเบาๆ ก่อนที่จะส่ายศีรษะไปมาช้าๆ

เด็กหนุ่มที่ครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่โน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากของเขาสัมผัสกับริมฝีปากอ่อนนุ่มของอีกฝ่ายเบาๆ เป็นสัมผัสที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน อ่อนหวานอย่างยิ่ง โยคลอเคลียกับริมฝีปากคู่นั้นสักพักเป็นเชิงขออนุญาตก่อนที่จะเพิ่มสัมผัสนั้นให้รุกเร้ายิ่งขึ้น เจจูบตอบกลับบ้าง แม้จะไม่ช่ำชองนัก แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่สุด กว่าที่ทั้งคู่จะยอมถอนจูบออกจากกันได้ ก็กินเวลาอยู่เป็นนาน เสียงลมหายใจหอบที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกของเด็กหนุ่มทั้งสองคนดังประสานกันเบาๆ ตอนนั้นเองที่โยล้มตัวลงนอนข้างเด็กหนุ่มหน้าหวานก่อนจะใช้แขนแข็งแรงข้างหนึ่งดึงร่างของเจเข้ามากอดกระชับเอาไว้

“จะตายเอานะนี่” จู่ๆเสียงแหบจากร่างที่นอนซุกอยู่ข้างๆเขาก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

“...อะไร”

“ก็จูบกับนายน่ะสิ”

“อ้าว…” หนนี้โยทำท่างงอย่างเป็นจริงเป็นจัง “นายไม่ชอบหรือ”

“เปล่า...” เสียงอู้อี้นั้นลากยาว “แต่มัน...”

“มันทำไม” โยก้มลงมองร่างที่เขากอดอยู่อย่างสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาจริงๆ

“เหนื่อย... หายใจไม่ทัน” เจพูดเสียงขึ้นจมูก ไม่รู้เพราะอายหรือหงุดหงิดกันแน่ “มันหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม พักนี้รู้สึกแบบนี้บ่อย”

“ก็แปลว่า... เราจูบเก่งขึ้น” โยเอ่ยชมตัวเองหน้าตาเฉย

จู่ๆศีรษะกลมๆนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อคมคายของเขา หัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างคลางแคลงใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โยคงไม่ได้คิดไปเองว่าดวงตากลมสวยคู่ที่จ้องมองเขาอยู่นั้น มีแววคาดคั้นผิดปกติ

“นั่นสิ...” เจว่า “ทำไมถึงจูบเก่งขึ้น... นายไปจูบกับใครมาหรือเปล่า”

เอาแล้วไง โยนึกกับตัวเอง

“เฮ้ย... เราจะไปจูบกับใครที่ไหนได้เล่า” สายตาคมคู่นั้นยังคงจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำเอาโยทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะหัวเราะดีหรือฉุนดีเหมือนกัน

“จริงๆ... ก็เห็นอยู่ว่าเราแทบไม่ได้ไปไหนกับใคร ชีวิตมีแต่นายกับน้องๆ”

เจทำปากยื่นออกมา เหมือนไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ได้ยินสักเท่าไรนัก หนนี้โยหลุดขำออกมาจริงๆ ก่อนที่จะกระชับวงแขนกอดคนตัวเล็กกว่าเอาไว้อย่างหมั่นเขี้ยวขึ้นมาติดหมัด มันน่าตีจริงๆ ดูเอาเถอะ จู่ๆก็มานึกสงสัยเขาขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลเสียอย่างนั้น

“เรานะ จูบแบบนี้ได้แต่กับนายแค่คนเดียวเท่านั้น” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ “ถ้าไม่ใช่เจ เราทำไม่ได้หรอก”

เงียบ ยังไม่มีเสียงใดๆเอ่ยออกมาจากคนในอ้อมกอด

“เจ... เรารักนายมากนะ” จู่ๆโยก็โพล่งออกมา “นายไม่รู้จริงๆหรือ ว่าเรารักนายขนาดไหน”

อยู่ดีๆก็สารภาพรักกันโต้งๆแบบนี้เลยรึ คนอะไร... ไม่รู้จักอายบ้างหรือยังไง เขาเป็นคนฟังเองแท้ๆ ยังไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ตรงไหนดีเลย

“...รู้แล้ว” เสียงแหบหวานเอ่ยอู้อี้ตอบกลับไป

“อะไรนะ”

“รู้แล้ว...” คำตอบชัดๆนั้นทำเอาคนฟังยิ้มกว้างออกมาไม่ปิดบัง

“ถ้ารู้แล้ว ต่อไปก็ห้ามมาสงสัยอะไรแบบนี้อีกนะ... คนฟังเสียใจแย่ รู้ไหม” แต่เจฟังอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่กำลังเสียใจเอาเลยจริงๆ

“ขอโทษก็ได้...” แต่ก็อ้อมแอ้มตอบกลับไปในที่สุด

“ไม่ยกโทษให้” โยว่าอย่างนึกสนุก

“อ้าว... แล้วจะให้ทำไงเล่า” หางเสียงสูงขึ้นเหมือนปกติทุกครั้งที่รู้สึกขัดใจ

“นายต้องลุกขึ้นมากินอะไรก่อน”

คนหน้าหวานทำหน้ามุ่ย เขาปวดหัวจะตายอยู่แล้ว จะกินอะไรลงได้อย่างไรกัน

“ทำไมต้องบังคับกันด้วย” ว่าพลางพ่นลมหายใจหนักๆออกมา

“กินอะไรหน่อย เมื่อคืนนายอ้วกทุกอย่างออกมาหมดเลย นี่ก็จะเที่ยงแล้วด้วย ทานอะไรหน่อยเถอะ” ไม่ทันรอคำตอบ เด็กหนุ่มลุกขึ้นไปหยิบชามซุปที่ยังกรุ่นไอร้อนจางๆที่วางเอาไว้บนโต๊ะยื่นให้คนแฮ้งค์หน้าเซียวที่ทำหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

“อะไรเนี่ย”

“ซุป”

“ไม่กินได้ไหม” เจว่าเสียงอ่อย แต่ไม่รู้ทำไมเด็กหนุ่มจึงรู้สึกว่าใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าจะดูจ๋อยลงไปถนัดตา

“ไม่ลองชิมซักนิดหรือ” เจ้าของใบหน้าหวานชักเอะใจ

“เอามาจากไหน”

“เราทำเอง”

“นายเนี่ยนะทำซุปเอง” เจถามโพล่งออกไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจยิ่งยวด ยิ่งเห็นโยพยักหน้าเป็นการยืนยันคำตอบ ดวงตากลมสวยของเด็กหนุ่มก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้นเหมือนไม่เชื่อหู

เจไม่ได้รู้สึกอยากกินอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆเขาก็ไม่อาจบังคับไม่ให้ตัวเองยิ้มออกมาได้ ก่อนที่จะยื่นมือไปรับชามซุปอุ่นๆนั้นเอาไว้

หันไปมองหน้าพ่อครัวจำเป็นที่อุตส่าห์ยอมเข้าครัวเพื่อเขาในตอนนี้ จากหน้าจ๋อยๆเมื่อกี้กลับยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจเสียจนน่าหมั่นไส้

“ถ้างั้นเรากินก็ได้” เอ่ยพลางหยิบช้อนตักซุปเข้าปาก

นี่แค่กินซุป ไม่ได้ดูกีฬาโอลิมปิกสักหน่อย แล้วทำไมเจ้าหัวหน้าวงต้องทำหน้าเหมือนกำลังลุ้นเหรียญทองแบบนี้ด้วยเล่า

“เป็นไง” โยเอ่ยถาม

“อือม์.....” เจแสร้งทำเป็นนึกนาน “ยังห่างชั้นกับเรา”

หน้าหล่อๆถึงกับคอตก

“แต่สำหรับครั้งแรก ถือว่าอร่อยไม่เลว” เจกระซิบบอกพลางกลั้นยิ้ม ทำเอาหัวหน้าวงมาดหล่อเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น กลายเป็นเหมือนเด็กน้อยเวลาที่ถูกคุณครูชมไปอย่างไม่น่าเชื่อ แฟนเพลงคนไหนก็คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าอันหลากหลายของเจ้าหัวหน้าวงหน้าหล่อฟอร์มเยอะแบบเขาเป็นแน่ นึกแล้วก็อดขำขึ้นมาไม่ได้จริงๆ

“ขอบคุณนะ ที่ทำมาให้” เจส่งยิ้มหวานจับใจให้กับคนข้างตัว

โยพยักหน้าถี่ตอบกลับไปเขินๆ มือข้างหนึ่งเท้าคางมองคนหน้าสวยทานซุปชามแรกในชีวิตของเขาอย่างนึกยินดี สีหน้าบ่งบอกว่าภูมิใจและดีใจไม่ปิดบัง

***********************

“ชุน ซัน แม็ก” เสียงทุ้มๆนุ่มๆของพี่ใหญ่หัวหน้าดังขึ้นหลังจากที่เห็นว่าเดินถือชามอะไรสักอย่างออกจากห้องแล้วเดินหายเข้าไปในครัว ทำเอาน้องๆในวงทั้งสามคนที่มีสภาพไม่ต่างอะไรกับศพพันปีครึ่งนั่งครึ่งนอนเรียงกันเป็นตับอยู่ในห้องนั่งเล่นแบบหมดมาดสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อดัง หันไปมองตามเสียงเรียกนั้น

เด็กหนุ่มทั้งสามคน ไม่รู้หรอกว่าพี่เจกับพี่โยคุยอะไรกัน รู้แต่ว่ามันคงเป็นเรื่องที่ทำให้พี่โยอารมณ์ดีไปจนถึงอาทิตย์หน้าแน่ๆ เพราะเอาแต่ฉีกยิ้มไม่หยุดอยู่คนเดียว ที่สำคัญมันคงจะดีเอามากๆเสียจนทำให้พี่โยถึงกับใจป้ำออกปากบอกให้น้องๆที่กำลังอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอนให้โทรไปสั่งอาหารเข้ามาทานที่บ้านได้ตามชอบใจ โดยยอมเป็นเจ้ามือให้ด้วยนี่สิ

แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับน้องๆอย่างพวกเขา

เอาเป็นว่า ถ้าเป็นแบบนี้ได้บ่อยๆล่ะก็ ต่อไป พวกพี่อยากจะสร้างโลกส่วนตัวกันเท่าไหร่ พวกผมก็ไม่ว่าแล้วล่ะ

_____________________________




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 20:32:42 น.
Counter : 162 Pageviews.  

Beats of Life : ตอนพิเศษ 3 "เข้าใจผิด!?!"

“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า... ไม่ใช่แบบนั้น” เสียงทุ้มที่คอยกำกับอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้น ต้องนับว่าพี่ใหญ่หัวหน้าวงเป็นคนใจเย็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากเป็นพี่ชายใหญ่อีกคน ป่านนี้เขาคงโดนหักคอตายไปนานแล้ว

“ดูใหม่นะชุน” โย สมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อดังอันดับหนึ่งของประเทศอย่าง God’s Child ที่ควบทั้งตำแหน่งหัวหน้าวงและนักเต้นเท้าไฟประจำวงเอาไว้ ยกมือข้างหนึ่งแตะคางด้วยท่วงท่าที่สง่างาม แขนอีกข้างงอแตะข้อศอกของอีกข้างหนึ่งเอาไว้ พร้อมกับโยกไหล่ไปมาให้เด็กหนุ่มอีกคนดูเป็นตัวอย่าง ดูอย่างไรก็เท่ไม่มีที่ติจริงๆ ทั้งที่น่าจะเป็นท่าที่ทำตามได้ไม่ยากแท้ๆ แต่เอาเข้าจริงๆ ทำไมเขาจึงได้วางมือไม้ไม่ถูกเสียทีก็ไม่รู้

ที่กดดันยิ่งกว่าก็คือ สมาชิกที่เหลืออีกสามคน ต่างก็ต่อท่านี้กันได้หมดแล้ว และกำลังนั่งดูโยที่กำลังติวเข้มให้กับเขาเงียบๆ

คนอื่นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่...

“นายนี่มันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย...” นั่นปะไร พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงที่ชุนหวั่นแสนหวั่นก็ดังขึ้นเนิบๆ ไอ้เรื่องกัดคนอื่นทำไมพี่ใหญ่หน้าสวยของวงถึงได้เป็นเลิศนัก เขาล่ะอยากรู้เป็นกำลัง แล้วมันเป็นเพราะอะไร ทำไมดูเหมือนทุกคนจะยอมพี่คนนี้ไปหมด ไม่มีใครกล้าหือเลยแม้แต่คนเดียวก็ไม่รู้

“ไม่เอาน่าเจ...” โดยเฉพาะพี่โย ให้ตายเถอะ ไม่ใช่แค่ไม่เคยขัดใจอะไรพี่เจ ยังใจดีและตามใจพี่เจไปเสียทุกอย่างอีกต่างหาก จะปกป้องน้องให้หนักแน่นอีกสักนิดมันจะตายหรือยังไงก็ไม่รู้ นึกแล้วมันน่าเจ็บใจจริงๆเชียว

“ก็มันจริงไหมล่ะ มีอย่างที่ไหน” น้ำเสียงแหบเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครที่ปกติก็น่าฟังดีอยู่หรอก แต่ตอนนี้ชุนนึกอยากจะเอามือปิดหูเสียเหลือเกิน “อุตส่าห์ได้ท่าเท่ๆมา คนอื่นก็เต้นกันได้ไม่มีปัญหาอะไร มีแต่นายคนเดียวเลยที่เต้นออกมาแล้ว ดูยังไงก็เหมือนคนที่กำลังพยายามจะเชือดคอตัวเองชัดๆ” ว่าแล้วยังส่ายหน้าหยันเด็กหนุ่มที่ยืนจ๋อยอยู่อีกครั้งหนึ่งเป็นการสำทับให้เจ็บใจเล่นอีกต่างหาก

“หมดเลย ท่าดีๆ เสียหมด”

เหยียบย่ำกันเข้าไป

แม้จะรู้ว่า เจ ไม่ได้หมายความตามที่พูดจริงๆก็ตาม แต่ให้ตายเถอะ... มันก็ทำให้เขานึกเซ็งตัวเองขึ้นมาเหมือนกันนะเนี่ย ทำยังไงได้ เรื่องทักษะการเต้นนี่เขาดูจะเป็นรองคนอื่นจริงๆนั่นแหละ แถมไอ้ท่าที่ว่านี้ มันมีช่วงที่เขาต้องยืนเต้นอยู่ตรงกลางด้วยนี่สิ ถ้าเต้นผิดหรือเต้นไม่ได้เรื่อง ไอ้ที่ทุกคนเพียรซ้อมมา ก็พังที่เขาคนเดียวเลย การสร้างแรงจูงใจให้เต้นให้ได้อย่างที่พี่เจทำมันก็ดีอยู่หรอก แต่...

มันกดดันโว้ย


“เออ แบบนั้นแหละ” โยร้องออกมาอย่างยินดีที่ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล สมาชิกที่นั่งลุ้นกันอยู่ถึงกับกระโดดลุกขึ้นปรบมืออย่างยินดี

“ขอบคุณมากพี่” ชุนหมายความตามนั้นจริงๆ หันไปดูสมาชิกอีกสามคนที่เดินเข้ามาสมทบด้วย ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกโล่งใจเป็นกำลัง

“เอาจริงๆ ก็ทำได้นี่” พี่ชายหน้าสวยที่เมื่อกี้เพิ่งจิกกัดเขาอย่างเลือดเย็น ยิ้มกว้างออกมา ก็เพราะรอยยิ้มแบบนี้นี่ไง ใครเห็นเป็นต้องยอมหมด แล้วใครจะไปโกรธลง

“เอาล่ะ ต่อท่ากันจนจบเพลงแล้ว” หัวหน้าวงที่ดูเหมือนไม่ว่าเมื่อไหร่เรี่ยวแรงของเขาจะมีมากล้นอยู่เสมอราวกับไม่เคยมีวันหมดเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวเรามาทวนใหม่กันตั้งแต่ต้นเลย... ซ้อมอีกซักพัก เดี๋ยวก็เลิกได้แล้ว”

แม็ก น้องเล็กของวงเดินไปกดเปิดเพลงที่พวกเขาใช้ซ้อมเต้นกันครั้งแล้วครั้งเล่ามาตั้งแต่บ่ายอีกครั้ง ซันที่กระตือรือร้นไม่แพ้ใครตบไหล่ตบหลังชุนเบาๆ ก่อนจะเดินไปยืนประจำตำแหน่งของตัวเองคู่กับเจ เพราะเด็กหนุ่มทั้งสองคนจะต้องสลับกันร้องในช่วงต้นเพลง ก่อนที่สมาชิกอีกสามคนจะสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการยืน และการร้องไล่ๆกันไป

เพลงที่พวกเขาใช้เต้นกันนี้ เป็นเพลงที่ไม่เร็วนักก็จริง แต่ก็ต้องยอมรับว่าท่าเต้นแต่ละสเต็ปนั้นไม่ง่ายเลย อีกทั้งยังต้องอาศัยความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกายเป็นอย่างมากเสียด้วย หากเป็นเพราะประสบการณ์และการฝึกฝนของเด็กหนุ่มทั้งห้าคน ทำให้ท่าเต้นที่ใครๆต่างก็ออกปากว่ายากแสนยาก แต่ก็สง่างามอย่างยิ่ง กลายเป็นเรื่องที่ไม่เกินมือพวกเขา และคงจะมีแต่เพียงวงอย่าง God’s Child เท่านั้นที่จะสามารถ ถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

“เฮ้ย... ระวัง!” เสียงทุ้มของหัวหน้าวงดังขึ้น เมื่อเห็นร่างขาวๆที่เต้นอยู่ข้างๆเขาเสียหลัก และทำท่าจะหงายหลังล้มตึงลงกับพื้นห้อง ก่อนที่เขาจะทำตามสัญชาติญาณพุ่งเอาตัวเองเข้ารับร่างนั้น ผลก็คือร่างของเจล้มทับลงบนตัวของโยเต็มๆ เด็กหนุ่มที่เสียหลักล้มลงหลับตาปี๋ก่อนที่จะรู้สึกว่ามีอะไรนุ่มๆรองรับหลังเขาเอาไว้ชนิดทันท่วงที

หน้าท้องของโย แบบเต็มๆ

น้องๆอีกสามคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสภาพพี่ชายทั้งสองคนที่นอนทับกันอยู่ เจลืมตาขึ้นก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปมองเด็กหนุ่มอีกคนที่เขาอาศัยเป็นเบาะกันกระแทก

“ขอโทษ แต่ก็ขอบคุณนะที่มาช่วยรับไว้” เจเอ่ยกับโยโดยไม่ได้หันไปมองหน้าอีกฝ่าย ก่อนที่จะหันไปมองน้องๆตัวแสบอีกสามคนอย่างเอาเรื่อง มีอย่างที่ไหน พี่มันจะหัวฟาดพื้นตาย ยังจะนั่งหัวเราะชอบใจกันอยู่ได้ แต่ก่อนที่เขาจะได้จัดการกับสมาชิกที่เหลือ โยก็ลุกขึ้นทำหน้านิ่ว และเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

ทำเอาอีกสี่ชีวิตลืมปัญหาระหว่างกันไปชั่วคราว และได้แต่หันไปมองหน้ากันงงๆ

“หรือว่า...” ชุนเอ่ยขึ้นมา “พี่โยจะโกรธ”

เอาแล้วไง

“เป็นไปไม่ได้หรอก” เจโต้ “มันเป็นอุบัติเหตุ พี่ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย โยจะโกรธได้ยังไง” ปากแม้จะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ก็อดเป็นกังวลขึ้นมาไม่ได้ตามประสาคนคิดมาก

“แต่ผมว่าเป็นไปได้นะพี่ ดูสิ พี่โยไม่พูดอะไรซักคำ” ซันว่าสำทับ

“ปกติพี่โยต้องบอกว่าไม่เป็นไรใช่ไหม แต่นี่เดินหนีออกไปเลย” น้องเล็กที่ฉลาดที่สุดของวงเอ่ยขึ้นมาบ้าง “ผมว่ามันผิดปกตินะ พี่โยน่าจะโกรธจริงๆ”

พี่ชายหน้าหวานถึงกับหน้าเสีย ปกติโยไม่เคยเป็นแบบนี้เลย หรือว่า... โยจะโกรธเขาอย่างที่พวกน้องๆว่าขึ้นมาจริงๆ

“แล้วจะทำไงดีล่ะ” หนนี้เจ้าตัวเอ่ยออกมาเสียงอ่อย

“ผมว่านะพี่เจ” ชุนว่าขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน ผิดกับท่าทีก่อนหน้าราวฟ้ากับเหว “พี่คงต้องเอาใจพี่โยเขาหน่อยไหม”

“นั่นสิพี่ พี่โยเขาไม่โกรธพี่นานหรอก ผมว่าถ้าพี่เจเอาใจพี่โยหน่อย แป๊ปเดียวก็หายแล้ว” แม็กเห็นดีด้วย โดยมีซันพยักหน้าเป็นลูกคู่ให้

ไม่กี่อึดใจ หัวหน้าวงก็เดินกลับเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม โยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว นอกจากพยักหน้าและพูดสั้นๆว่า “กลับกันเถอะ” ทำเอาเจยิ่งหน้าเสียหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นโยหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องไป เจเดินไปหยิบกระเป๋าตัวเองบ้าง ก่อนจะเดินตามหัวหน้าออกไปด้วยท่าทีกระวนกระวายและรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด

ทำเอาสมาชิกในวงอีกสามคนแอบหัวเราะกิ๊กออกมา ก่อนจะหันไปมองหน้ากัน และชูมือขึ้นตบกลางอากาศอย่างคนที่ทันกันไปเสียหมด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องรวมหัวกันแกล้งพี่ชายหน้าหวานคนนี้ล่ะก็ ต้องเรียกได้ว่าเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยทีเดียว

***********************

บรรยากาศในรถที่ว่าเงียบแล้ว เมื่อกลับมาถึงห้องพักหรือที่พวกเขาเรียกได้เต็มปากว่าบ้านนั้น บรรยากาศในบ้านสำหรับเจในตอนนี้ ยิ่งแย่หนักกว่าเดิม

ก็ตอนนั่งในรถมาด้วยกัน ไม่เพียงแต่โยจะไม่พูดไม่คุยแล้ว ยังนอนหลับตานิ่งมาตลอดทาง พอมาถึงก็เดินหายเข้าไปในห้องแถมปิดประตูนอนเงียบชนิดไม่สนใจใครอีกต่างหาก

“โว้ย!!!” ทนไม่ได้ในที่สุด เจก็ร้องขึ้นอย่างขัดใจ “จะโกรธอะไรนักหนาวะ มันเป็นอุบัติเหตุแค่นี้แยกแยะไม่ได้หรือไง เดี๋ยวพ่อปั๊ด...”

สมาชิกของวงอีกสามคนถึงกับถอยกรูดไปนั่งรวมกันที่ห้องนั่งเล่น เมื่อเห็นพี่เจของน้องๆอาละวาดขึ้นมาอย่างเหลืออด ก่อนจะเดินหายเข้าไปทำอะไรปึงปังในห้องครัว ชนิดที่ใครหน้าไหนก็คงไม่กล้าหาเรื่องใส่ตัวเดินเข้าไปในครัวตอนนี้แน่นอน

แต่แล้วจู่ๆ

ประตูห้องที่หัวหน้าวงเพิ่งเดินเข้าไปปลีกวิเวกก็เปิดออก น้องๆทั้งสามคนถึงกับผงะไปด้วยความตกใจ ยิ่งเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของพี่ใหญ่ ก็ยิ่งใจเสียหนัก และยิ่งหัวใจแทบจะหล่นไปอยู่ที่เท้า เมื่อเห็นหัวหน้าวงเดินดุ่มตรงเข้าไปในห้องครัว

พวกพี่ๆเขาจะฆ่ากันตายไหมนี่

“เจ” เสียงเรียกชื่อที่แสนจะคุ้นหูเอ่ยขึ้น ทำเอาเด็กหนุ่มที่กำลังหาทางระบายอารมณ์หงุดหงิดกับข้าวของในครัวหันขวับมาอย่างเอาเรื่อง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรก็นึกเอะใจเสียก่อนเมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของหัวหน้าวงที่มองมาพร้อมกับเอามือกุมท้อง

“ขอยาหน่อยได้ไหม” โยเอ่ยไม่สู้จะเต็มเสียงนัก “เรายังไม่หายจุกเลย”

“นายจุก?” ร่างสูงพยักหน้า “ตั้งแต่ในห้องซ้อมเมื่อกี้น่ะเหรอ” โยพยักหน้าอีกครั้ง

ใครจะไปนึกว่า แค่คำพูดสั้นๆจะเปลี่ยนอารมณ์ของเด็กหนุ่มได้รวดเร็วปานนี้

เจเดินเข้าไปหาโยด้วยสีหน้าแสดงความห่วงใยไม่ปิดบัง ก่อนจะดึงแขนให้นั่งลงบนเก้าอี้ในครัว เขาเดินไปหยิบยาก่อนจะรินน้ำลงในแก้ว และยื่นให้กับโยที่ทำหน้าพิทักพิท่วนเต็มที คนจุกไม่เอ่ยอะไรให้มากความ โยนยาใส่ปากก่อนจะดื่มน้ำตามลงไปอย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยวก็คงดีขึ้น” เจว่าอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรนะ” โยหันมาพยักหน้าให้เขาก่อนจะส่งรอยยิ้มบางตอบกลับมาให้

“ขอบคุณนะ” โยว่าเสียงแผ่ว

“ไป ไปนอนพักในห้องก่อน ขอเราจัดการอะไรแป๊ปนึง เดี๋ยวจะตามเข้าไป” เจแตะที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน แม้จะรู้สึกไม่สบายในท้องเอามากๆ แต่ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นทำให้โยยกมือขึ้นจับมือขาวข้างนั้นกระชับเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นและไม่ลืมที่จะหันมาบอกว่า

“แล้วตามเข้าไปนะ”

เจยิ้มให้พลางพยักหน้า


ไอ้ตัวแสบ

เจนึกเข่นเขี้ยวในใจ นับว่ากล้ามากที่ร่วมมือกันรวมหัวหลอกคนอย่างเจ ทำเอาเขาถึงกับจิตตกกลัวว่าโยจะโกรธเคืองที่เขาซุ่มซ่ามหงายท้องล้มทับเสียจนจุก แม้ว่าจะไม่ตั้งใจก็ตาม ไอ้น้องสามคนนี่มันขยันเอาความขี้กังวลที่เป็นจุดอ่อนของเขามาเล่นสนุกกันดีเหลือเกิน

“ว่าไง” น้ำเสียงแหบแต่ไม่รู้ทำไมหนนี้มันฟังดูเยือกเย็นจนน่าประหวั่นพรั่นพรึงกว่าปกตินักก็ไม่รู้ “มีอะไรจะพูดไหม”

“อะไรกันพี่เจ” ชุนทำหน้าราวกับว่าไม่เข้าใจเลยว่าพี่ชายคนโตของวงที่กำลังยืนกอดอกจ้องลงมาทางเขาอย่างเอาเรื่องกำลังพูดถึงอะไร ทั้งที่ในใจนั้นตุ๊มๆต่อมๆเต็มที

“นั่นสิพี่... แล้วพี่โย... เอ่อ ยังดีอยู่ใช่ไหม” ซันถามออกไปหวั่นๆ

“ก็เห็นอยู่ว่ายังไม่ตาย” คำพูดแต่ละคำสวนทางกับหน้าตาสิ้นดี

“แล้วพี่โยเขาเป็นอะไรล่ะครับ” แม็กถามแบบใจดีสู้เสือ

“แค่จุก...” คำตอบนั้นสั้น แต่ฟังไม่รื่นหูอย่างไรพิกล “แต่ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เคืองอะไร”

เด็กหนุ่มอีกสามคนก้มหน้าก้มตา ไม่รู้ว่าจะยิ้มดีหรือซึมดี กลัวก็กลัว ขำก็ขำ

“แต่มันก็มักจะมีไอ้พวกที่ไม่หวังดีนี่แหละมาเสี้ยมให้คนอื่นเขาผิดใจกัน”

“โธ่ พี่เจ...” เสียงชุนโอดครวญขึ้นมาอย่างน่าสงสาร แต่ฟังดูน่าถีบเข้าให้สักทีในความรู้สึกของเจ “ใครจะไปรู้เล่า... ผมเห็นพี่โยตึงๆไป ก็คิดว่า เออ... โกรธมั้ง”

“พวกนายพูดเหมือนไม่รู้จักโย” เจว่าอย่างเข่นเขี้ยว

“โธ่ ทีตัวเองก็คิดเหมือนกัน” เสียงนั้นอ้อมแอ้มออกมาจากใครซักคนที่ก้มหน้าก้มตาอยู่นั่นแหละ

“อ้อ กลายเป็นพี่ผิดสินะ”

“แต่พี่โยเขาก็ไม่โกรธพี่ใช่ไหม ก็ดีแล้วไงพี่...” ซันพยายามอย่างยิ่งที่จะกู้สถานการณ์ให้ดีขึ้น “พี่เจก็สบายใจได้แล้วไง อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิพี่ แก่เร็วเดี๋ยวไม่หล่อนา...”

“นั่นสิพี่... เดี๋ยวพี่โยก็ไม่รักหรอก” แม็กว่าขึ้นมาลอยๆ

“อ้อ...” น้ำเสียงพี่เจของน้องๆฟังดูแปร่งๆยังไงพิกล “เป็นห่วงพี่เหมือนกันหรอกรึ” ยิ่งพูดหางเสียงสูงๆแบบนี้ ยิ่งฟังดูไม่เข้าท่า

พี่ใหญ่หน้าหวานขวัญใจแฟนเพลงทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่เอ่ยอะไรออกมา แต่เดินไปยังโต๊ะกระจกหน้าทีวีที่มีรีโมตวางกระจัดกระจายอยู่สองสามอัน ก่อนจะก้มลงไปหยิบรวบขึ้นมาทั้งหมด และเดินผละไปโดยไม่สนใจอะไรอีก

“เฮ้ย.... เดี๋ยวสิพี่เจ...” ชุนร้องเสียงหลง ในขณะที่อีกสองคนอึ้งไปเพราะพูดไม่ออก “ทำอะไร้”

“เก็บรีโมตไง”

“เก็บไปไหน พวกผมดูทีวีกันอยู่” เสียงนั้นยังโอดครวญ

“ไม่มีรีโมตก็คงไม่ตาย เดินไปเปลี่ยนช่องเองไม่ไหวก็ไปนอนพักผ่อนกันซะ” เจกระตุกริมฝีปากขึ้นข้างหนึ่ง ดูยังไงก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นรอยยิ้ม เพราะมันดูชั่วร้ายเอามากๆในสายตาของน้องชายทั้งสามคนที่อ้าปากค้างอยู่อย่างคิดไม่ถึง “พี่เป็นห่วงหรอกนะ กลัวพวกนายพักผ่อนน้อย”

แววตาเป็นประกายปลาบที่มองมาจากดวงตากลมโตคู่สวย ทำเอาเด็กหนุ่มทั้งสามคนต้องสงบปากสงบคำกันทันที ไม่กล้าโต้แย้งอะไรออกไปอีก

“ถ้ามีปัญหา...” เสียงแหบหวานนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น “ก็เลือกเอาว่าจะฝากท้องไว้กับไมโครเวฟไปตลอดทั้งอาทิตย์ หรืออยากมีอาหารอร่อยๆให้กินกันต่อ” ทิ้งท้ายเสร็จก็เดินจากไป โดยไม่สนใจอีกสามชีวิตที่นั่งคอตกอย่างไร้ทางสู้

สำหรับ God’s Child แล้ว เรื่องกินเรื่องใหญ่ และคนที่ทุกคนฝากชีวิตและปากท้องเอาไว้ในมือ ก็คือพี่ชายหน้าหวานตัวร้ายคนนี้นี่เอง

สามคนนั่งมองหน้ากันเอง ก่อนจะคอตก และให้ทอดถอนใจกับชะตากรรมของตัวเอง ที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่เคยเอาชนะพี่เจได้เสียที

****************

เด็กหนุ่มโยนรีโมตลงบนเบาะนั่งใบใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนจะเดินตรงไปยังที่ที่คนตัวสูงนอนจุกอยู่อย่างหมดสภาพ

“ดีขึ้นบ้างไหม” เจเอ่ยเสียงเบาขึ้นอย่างอ่อนโยนเมื่อทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างตัวคนป่วย

โยลืมตาขึ้นมองก่อนจะยิ้มเซียวๆส่งไปให้ ดวงตากลมโตของเด็กหนุ่มอีกคนเบิกกว้างขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นร่างที่นอนตะแคงอยู่ขยับตัวไปมาและยกศีรษะขึ้นหนุนนอนบนตักของเขาจนได้ โดยมีแขนข้างหนึ่งโอบรอบเอวเอาไว้อย่างถือวิสาสะ

เจไม่ได้ว่าอะไร แต่ยิ้มให้กับทีท่าที่ดูน่าเอ็นดูของคนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่อย่างสบายอารมณ์ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนป่วยสักเท่าไรจริงๆ

“หายแล้วหรือ” เจถามออกไป มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบศีรษะที่นอนหนุนอยู่บนตักของตัวเอง

“ยัง แต่ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว”

“จุกขนาดนั้น ทำไมไม่บอก ปล่อยให้เราเข้าใจผิดอยู่ได้” น้ำเสียงนั้นมีแววตำหนิเล็กน้อย แต่ก็ไม่สู้จะจริงจังนัก

“เข้าใจผิดอะไร” โยลืมตาขึ้นถามอย่างใคร่รู้ขึ้นมา

“ก็เจ้าสามลิงนั่น...” เจพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด “บอกนายโกรธเรา”

โยหลุดหัวเราะพรืดออกมาทันทีที่ได้ยิน

“โธ่เจ...” เด็กหนุ่มที่อาศัยตักของเจต่างหมอนเอ่ยกลั้วหัวเราะ “เราจะโกรธนายทำไม มันเป็นอุบัติเหตุ”

“ก็ใครจะไปรู้ เล่นเดินหายออกไป แล้วก็ไม่พูดอะไรเลย... ไอ้เราก็ใจไม่ดี” เสียงนั้นอ้อมแอ้ม

“เจ เจ เจ...” โยพร่ำเรียกชื่อนั้นออกมา “เราหรือจะโกรธนาย” แขนแข็งแรงนั้นกระชับเข้าที่เอวเล็กเกินผู้ชายทั่วไปอยู่ให้แน่นขึ้นอีก

“ถามหน่อย” เสียงทุ้มนั่นเอ่ยออกมาอย่างนุ่มหู “ตั้งแต่รู้จักกันมา มีครั้งไหนที่เราเคยเกรี้ยวกราดใส่นายไหม” เจส่ายหน้าไปมาเบาๆ “แล้วมีไหมที่เราจะโกรธหรือต่อว่าอะไรนายแรงๆ” เด็กหนุ่มส่ายหน้าอีกครั้งเป็นคำตอบ “นายโดนน้องๆอำชุดใหญ่แล้วล่ะ” มือข้างที่โอบเอวเด็กหนุ่มยกขึ้นลูบไปที่แก้มใสอย่างนึกเอ็นดู คนอะไร บทจะซื่อก็ซื่อเหลือใจ บทจะร้ายก็ร้ายเอาเรื่องน่าดู

“แล้วตอนที่นายเดินออกไปจากห้องซ้อม นายหายไปไหนมา” น้ำเสียงเจคาดคั้น

“ไปเข้าห้องน้ำ” โยตอบซื่อๆ “ก็คนมันจุกน่ะ พูดไม่ออก จะให้ทำยังไงเล่า”

“ก็แทนที่จะบอก” เจว่าเสียงฉิว

“ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเยอะนี่นา... น่า... ขอโทษนะ ที่ทำให้นายเป็นกังวล” เสียงทุ้มๆนั้นเอ่ยอย่างเอาใจ

“ขอโทษทำไม เราสิต้องขอโทษนาย”

“งั้นก็ถือว่าหายกันแล้วนะ”

“อือ” เจส่งยิ้มหวานที่ทำเอาหัวใจอีกฝ่ายเต้นผิดจังหวะไปเสียทุกทีทีได้เห็น

“แล้วสามคนนั่นล่ะ”

เจทำท่าบุ้ยใบ้ให้รู้ว่าอยู่ข้างนอก

“รวมหัวกันแกล้งเราดีนัก เลยยึดรีโมตมาเสียเลย” เด็กหนุ่มว่าอย่างสะใจ

“นายนี่จริงๆเลย” โยหลุดขำออกมา “ไม่สงสารพวกนั้นบ้างหรือ”

“ลำบากแค่วันเดียวไม่ตายหรอกน่า” ร่างที่นอนสบายอยู่นั้นไม่เอ่ยอะไรอีก แต่นอนขดตัวกระชับเข้าหาร่างที่นั่งอยู่ราวกับว่าจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปไหน

“จะนอน ไม่ไปอาบน้ำก่อนล่ะ” เจก้มลงเอ่ยเบาๆข้างหูคนที่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่อย่างนั้น

“ก็... กำลังสบายเลย”

“งั้นเราจะไปอาบน้ำ”

“อย่าเพิ่ง... นะ อยู่เป็นเพื่อนกันแบบนี้ไปก่อน แป๊ปเดียว” เสียงนั้นออดอ้อนเอาเสียจนเขายอมใจอ่อน ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายยึดตัวเขาเอาไว้ โดยไม่ว่าอะไรสักคำ

*********************

“เป็นไง” เสียงกระซิบจากใครซักคนถามขึ้นเบาแสนเบา

“หลับไปแล้วทั้งคู่เลย” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นบ้าง ก่อนที่จะพยักเพยิดให้อีกคนคลานเข้าไปในห้องนอนที่เปิดเอาไว้แค่โคมไฟสลัวๆ โดยมีร่างของพี่ชายสองคนนอนหลับอยู่บนเตียง พี่ใหญ่หัวหน้าวงนอนตะแคงโดยแขนข้างหนึ่งกลายเป็นหมอนให้กับพี่ใหญ่อีกคน ส่วนแขนข้างหนึ่งโอบเอวเล็กๆของพี่ชายหน้าสวยนั่นเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เป็นภาพที่น้องๆอย่างพวกเขาเห็นจนชินตา

นอนหลับสนิทอย่างนี้สิดี พวกผมจะได้ขอของของพวกผมคืน

เอารีโมตไปก็เหมือนกับพรากชีวิตน้อยๆของพวกเขาไปนั่นแหละ

ก็ God’s Child น่ะ ติดรายการทีวีอย่างกับอะไรดี เอาไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอามาวางคืนเอาไว้ให้ก็แล้วกันนะพี่เจ!

_____________________________




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 20:30:38 น.
Counter : 128 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

fingers-crossed
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หวังว่าจะได้รับความบันเทิงจากการเข้าเยี่ยมชม Blog กันถ้วนหน้าจ้ะ
Friends' blogs
[Add fingers-crossed's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.