WELCOME! WELCOME! and WELCOME!
Group Blog
 
All blogs
 

ว่าด้วยเรื่องงานประจำ

ข้าพเจ้าตกงาน หรืออักนัยหนึ่งก็คือไม่มีงานประจำทำมาสิริรวมทั้งสิ้นเกือบหนึ่งปีเต็มทีเดียว จนกระทั่งในที่สุดวันหนึ่งงานใหม่ที่เข้าไปคุยมาก็ตอบรับมาแล้วและอันที่จริงมาถึงวันนี้ก็ได้เริ่มงานเข้าสู่อาทิตย์ที่สองแล้วอีกต่างหาก ไม่น่าเชื่อว่าการที่จู่ๆก็ได้งานประจำมาทำแบบปุปปัปจะทำให้ลูปชีวิตมันเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดนี้ ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี แต่เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่นึกอยากจะหยิบมาเขียนถึงเท่านั้นเอง (เดี๋ยวหลายคนจะหาว่าข้าพเจ้าเผลอปล่อยบล็อกตัวเองให้รกร้างเกินไปอีก)

สมัยที่ทำงานประจำมาตลอด ก็เฝ้าบอกตัวเองเสมอว่า การมีงานประจำทำเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว หากไม่มีงานแบบนี้เราคงจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ อันนี้อาจจะฟังดูเหมือนว่าเกินจริงไปสักหน่อย ต้องบอกว่าคงเหมือนกับชีวิตไร้ค่ากันไปเลยทีเดียวแบบนั้นมากกว่า ทีนี้คนเราไม่มีวันรู้หรอกว่าความเปลี่ยนแปลงมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และเข้ามาหาเราแบบไหน จู่ๆวันหนึ่ง เราก็กลายเป็นคนตกงาน (ประจำ) ขึ้นมาเสียอย่างนั้น แล้วพอมันได้เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ก็เหมือนกับหยุดไม่ได้ เฝ้าแต่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่นั่น จนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เฮ้ย... หรือดวงหน้าที่การงานของเรามันจะตกต่ำขั้นรุนแรงจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว ยังความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ จิตตกให้เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างหนักอยู่พักใหญ่ทีเดียว

โชคดีที่มันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆเกิดขึ้นกับชีวิตเราไปเสียทั้งหมด อันที่จริงต้องบอกว่า นอกจากเรื่องงานที่ไม่ลงตัวเสียที จนมีผลกระทบต่อรายรับรายจ่ายที่มันก็ไม่ได้มีเงินมาให้ใช้คล่องมือเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่เรื่องอื่นในชีวิตของเราก็ต้องนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ความรักจากคนรอบข้าง รวมไปถึงมิตรสหายที่ดีแสนดี ก็ช่วยกอบกู้กำลังใจและพลังชีวิตที่หดหายให้กลับฟื้นคืนมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งที่จริงมันก็แค่เรื่องของการเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกใหม่แค่นั้นเอง เมื่อก่อนก็เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องยากในการที่จะเปลี่ยนความเชื่ออะไรบางอย่างของตัวเอง แต่บทจะคิดได้ ก็คิดได้ง่ายๆเสียอย่างนั้นแหละ สุดท้าย แม้จะไม่มีงานประจำเข้ามาเลยตลอดหนึ่งปีเต็ม ก็ถือว่าเรามีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องรอบตัวขึ้นมาก ขนาดที่พูดได้เต็มปากว่าตัวเองมีช่วงเวลาที่มีความสุขมากกว่าทุกข์อย่างเห็นได้ชัดขึ้นเยอะ

เราเป็นคนคิดมาก คิดเยอะเกินไปจนทำให้ติดจะหมกมุ่นมากโดยเฉพาะกับปัญหาของตัวเอง ทีนี้พอเราเริ่มมองตัวเองออก แล้วก็ตั้งใจว่าจะปรับเปลี่ยนความคิดตัวเองเสียใหม่ ก็ในเมื่อไม่มีงานเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทั้งงานประจำหรืองานฟรีแลนซ์ ก็ถามตัวเองสิว่า มีความถนัดด้านไหน ก็เอาความถนัดของตัวเองนั่นแหละมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายก็มาลงเอยที่เรารับงานแปลมาทำบ้าง เขียนคอลัมน์ให้เพื่อนบ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถแต่งนิยายเรื่องยาวได้จบไปแล้วถึงสองเรื่อง แม้ในตอนนี้จะอยู่ในระหว่างการนำเสนอต่อสำนักพิมพ์ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่าจะออกหัวหรือก้อย แต่บอกได้เลยว่าเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งเลยที่อย่างน้อยก็ทำในสิ่งที่ตั้งใจอยากทำมานานอย่างการเขียนนิยายสำเร็จได้ในที่สุด ไปพร้อมๆกับข่าวดีที่ว่า กำลังจะได้งานประจำแล้ว

ตลกดีที่พอช่วงเวลาที่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้งานเสียทีมาถึงจริงๆ กลับเป็นเราเสียเองที่รีๆรอๆ ไม่รู้ว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี อาจจะเป็นเพราะ เนื้องานใหม่นี้เป็นเรื่องที่เราเองยังรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับมันหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พอดีว่าทางนี้เขาก็แสดงออกว่าต้องการเราไปทำงานด้วยอย่างเห็นได้ชัด เราก็เลยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่วนหนึ่งที่ชั่งใจ อาจจะเป็นเพราะกลัวว่าการกลับไปทำงานประจำอาจจะทำให้เราไม่มีความสุขเหมือนกับช่วงปีที่ผ่านมาด้วยมั้ง กลายเป็นพวกสุขนิยมสมบูรณ์แบบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตลกดี

สุดท้ายก็ตอบตกลงไปทำ ส่วนหนึ่งเพราะเหนื่อยหน่ายกับการที่ต้องเป็นภาระของคนอื่น ที่สำคัญไม่อยากให้แม่กับพ่อเป็นกังวลด้วย อย่างน้อยการที่ลูกสาวที่ได้ชื่อว่าตกงานมาปีหนึ่ง ได้งานทำแล้วก็น่าจะทำไห้เขาเบาใจขึ้นได้ล่ะน่า อีกอย่าง คิดไปคิดมาก็ดีออกนะ มีงานประจำก็แปลว่าไม่ต้องเครียดอีกต่อไปแล้วว่าสำนักพิมพ์ที่เอานิยายไปเสนอจะตอบรับกลับมาเมื่อไหร่ด้วย นึกไปนึกมารับงานนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสียแน่ๆ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้กลายมาเป็นพนักงานบริษัทที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปหนึ่งปีเต็ม

แต่ขอแอบกระซิบสักนิด เรื่องที่น่าเบื่อและยังความอึดอัดให้เราเกี่ยวกับการเข้ามาทำงานที่ใหม่มากที่สุดก็คือ การปรับตัวนี่แหละ ใครที่ได้งานใหม่ ช่วงสัปดาห์แรกๆของการทำงานมันเหมือนไม่รู้จะเอาตัวเองไปวางไว้ตรงไหนดีจริงๆนะ จะพูดจะคุยกับใครก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าค่ายไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆเลยเชียว ทั้งๆที่ก็รู้ดีหรอกว่า เดี๋ยวก็ปรับตัวได้ แต่แหม... เอาเถอะสุดท้ายเราก็ผ่านช่วงสัปดาห์แรกมาได้ด้วยดีล่ะนะ

ตอนนี้สัปดาห์ที่สองเข้าไปแล้ว บรรยกาศในการทำงานอะรไต่อมิอะไรก็ดีขึ้นมาก ก็หวังใจไว้ว่าจะสามารถทำงานที่ใหม่นี้ได้ยาวนานและมีความสุขกว่าที่ผ่านมา (แม้จะต้องปวดหัวกับการนอนตื่นแต่เช้าแล้วก็เจอกับรถติดทุกวันก็ตาม)

ช่วงปีที่ผ่านมา ผิดหวังบ่อยมากโดยเฉพาะเรื่องงาน ผิดหวังตั้งแต่จากที่มันทำให้เราหดหู่และสิ้นหวังกับตัวเองจนกระทั่งรู้จักปล่อยวางกับมันลงได้ในที่สุด ครั้งหลังยิ่งหนักข้อ เหมือนเป็นบททดสอบยังไงยังงั้น เข้าไปสัมภาษณ์ ดูยังไงก็ได้แน่ๆกว่า 80% อ่ะนึกดู แล้วก็ชวดไปเฉยเลย จนสามารถบอกตัวเองว่า ช่างมันเถอะ มันไม่ใช่ของเรา และสามาถดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไปได้อย่างปกติ โดยรู้สึกมาตลอดว่า อีโก้ของตัวเองลดไปเยอะ และเรียนรู้ที่จะมีความหวังแต่ไม่คาดหวังกับสิ่งต่างๆ ตกงานก็ไม่ได้แปลว่าจะมีแต่เรื่องไม่ดีสักหน่อย

เอาเป็นว่า ตอนนี้ได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกครั้งแบบไม่สุขไม่ทุกข์ แต่ก็คิดว่าน่าจะดีนะ หวังว่าจะดีและพยายามทำหน้าที่ของตัวเองออกมาให้ดีที่สุดนั่นแหละ

ถือซะว่าที่เอามาเล่าๆให้อ่าน จะเป็นการแชร์ความรู้สึกประสาคนทำงาน และน่าจะทำให้คนที่ตอนนี้ไม่มีงานประจำทำเสียทีจะรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง เพราะเอาเข้าจริงๆ งานประจำมันไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายในชีวิตจริงๆนะ ถ้าเรารู้ว่าเรามีความถนัดหรือความสามารถพิเศษอะไร ก็น่าจะลองเอาความสามารถตรงนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ

เป็นกำลังใจให้กับตัวเองและเป็นกำลังใจให้กับทุกคนค่ะ




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2551    
Last Update : 29 กันยายน 2551 11:16:28 น.
Counter : 158 Pageviews.  

สัญญา... จะมาบ่อยๆ...

ขึ้นหัวเรื่องได้เชยมาก พร้อมกับคำถามที่อยากจะถามตัวเองเหลือเกินว่า สัญญากับใคร... แล้วใครหรือที่อยากจะให้เอ็งมาบ่อยๆ...

หายไปนานค่ะ... ตั้งแต่เขียนขอบคุณใครต่อใครไปขนานใหญ่เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เข้ามาอัปอะไรอีกเลยสิริรวมแล้วแปดเดือนครึ่ง น่าเขกกบาลตัวเองยิ่งนัก แต่และแต่... ข้าพเจ้าไม่ได้หายไปไหนไกลแลมิได้ทิ้งขว้างงานเขียนที่รักเช่นกัน อันที่จริง ที่หายไปนี่ เพราะไปลองใช้ชีวิตอีกแบบ มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกของตัวเองไปเยอะ และที่สำคัญได้ลงมือเขียนนิยายอย่างที่เคยคิดอยากทำมาตั้งนานเสียที ถึงตอนนี้ มีนิยายที่เขียนจบไปแล้วหนึ่งเรื่อง และที่กำลังใกล้จะจบเต็มทีอีกเรื่องหนึ่ง นับตามระยะเวลาบวกกับทำโน่นทำนี่ไปด้วยกันหลายอย่าง ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอยู่นะ แม้จะไม่มีงานประจำให้ทำอย่างแต่ก่อน (เกือบปีนึงเลยนะ) แต่ว่าก็ค่อนข้างภูมิใจที่ได้ทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกัน

ไม่ใช่แค่การเขียนเท่านั้นที่สำเร็จออกมา ยังได้กลับไปเล่นดนตรีที่ชอบหลังจากที่ห่างหายไปตั้งสองปีเลยนะ จนถึงตอนนี้เรากับน้องๆในวง ได้เล่นไลฟ์มาสองงานแล้ว คิดถึงเวทีมากแม้ตอนกลับขึ้นไปยืนจะตื่นเต้นจนขาสั่นก็ตาม แต่ก็สนุก... ดนตรีช่วยเราได้มากทั้งในแง่ของสุขภพกายและสุขภาพใจ จะบอกว่าเป็นเครื่องมือบำบัดอะไรสักอย่างก็คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่

ตอนนี้กำลังรอผลว่าที่ทำงานใหม่จะเรียกตัวไปเมื่อไหร่ สารภาพตามตรง ใจนึงก็ดีใจนะที่มีงานประจำทำ แต่อีกใจก็นึกกลัวเพราะมันเป็นงานใหม่หลังจากที่เราไม่ได้ทำงานประจำมาเกือบปีนึงเต็มๆ แถมเนื้องานก็ต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกกังวลอยู่เหมือนกัน... กลัว กังวล แต่ว่าไม่ถอยหรอกนะ แล้วถ้าเกิดเขาไม่เรียกเราก็สบายมากเหมือนกัน เพราะเรียนรู้ที่จะเผื่อใจให้กับทุกเรื่องมานานแล้ว จะได้ไม่เสียใจมาก แล้วก็ไม่ต้องทุกข์มากด้วย

สัญญากับตัวเองว่า จะหมั่นมาอัปบล็อกของตัวเองเสียที ทิ้งช่วงมานานเกินไปแล้ว แต่ก็นะ... พอมาเช็กแล้วเห็นยอดเพจวิวก็รู้สึกใจชื้นจัง มีคนสนใจเข้ามาดูเยอะอยู่ ก็แปลว่า... เราก็เขียนได้ไม่แย่มาก คงมีอะไรน่าสนใจให้ใครหลายคนอยากเข้ามาอ่านอยู่เหมือนกัน

ถ้ามีอะไรสนุกๆจะเอามาลงให้ได้อ่านกันนะคะ




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2551    
Last Update : 18 สิงหาคม 2551 0:13:21 น.
Counter : 145 Pageviews.  

Thank You The Year 2007!!!

ช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมานี้ สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า ไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับฉันสักเท่าไหร่เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหน้าที่การงาน ก่อนหน้านั้นฉันพูดได้เต็มปากทีเดียวว่า ตัวเองเป็นคนโชคดีมากที่ได้ทำงานที่เหมาะกับตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ เมื่อเวลามาถึง ถ้ามันต้องหยุดมันก็คือต้องหยุด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาถึงตอนนี้เป็นเวลาสองปีเต็ม ชีวิตการทำงานของฉันก็ยังคงมีแต่ความเปลี่ยนแปลงไม่จบไม่สิ้นเสียที
ฉันจิตตกต่อเนื่องมานานเพราะต้องเปลี่ยนงานบ่อยๆ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าเริ่มนิ่งกับตัวเองมากขึ้นและได้มีเวลามานั่งคิดไตร่ตรองอะไรมากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญ ฉันมีโอกาสได้เจอใครคนหนึ่งที่พิเศษมากเหลือเกิน จนถึงขนาดที่ทำให้ฉันตัดสินใจอยากจะเขียนขอบคุณเขา จนลามไปถึงขอบคุณทุกสิ่งที่ได้ผ่านเข้ามาตลอดช่วงปี 2007 หรือปี 2550 นี้ ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งกับมันอย่างที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน
ฉันจึงอยากจะขอบคุณ...
ประเทศไทย ที่มีในหลวงที่คนไทยทั้งรักทั้งเทิดทูน ฉันไม่อาจจะสรรหาคำใดที่จะถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ออกมาเป็นถ้อยคำได้ รู้แต่ในหัวใจจะมีพระองค์ท่านอยู่เสมอ ฉันรู้สึกขอบคุณแผ่นดินเกิดตัวเอง ประเทศไทยอาจจะไม่ได้เป็นประเทศพัฒนาเลิศหรูเหมือนประเทศอื่นใด แต่ฉันเชื่อว่าประเทศไทยก็น่ารักในแบบของเราซึ่งไม่อาจจะหาใครมาเสมอเหมือนได้ ฉันภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย แม้ว่าจะมีเรื่องเฮงซวยเกิดขึ้นมากมายมาตลอดทั้งปี ฉันก็ยังรักแผ่นดินเกิดของฉันชนิดที่ไม่มีวันจะจากมันไปไหนแน่ๆ

ขอบคุณแม่กับป๊า ขอบคุณญาติพี่น้อง และครอบครัวอันแสนอบอุ่นของเรา ฉันโชคดีมากๆที่มีครอบครัวใหญ่ที่รักกันเหลือเกิน เราอาจจะไม่ได้บอกรักกันด้วยถ้อยคำหวานหู แต่เราก็มีวิธีแสดงออกถึงความรักในแบบของเราเอง ฉันรักทุกๆคนมาก และบอกได้เลยว่า ความเข้มแข็งที่ฉันมีอยู่นี้ ก็มาจากพวกเขาที่ทำให้ฉันอุ่นใจเสมอว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ยังมีบ้านและครอบครัวของฉันรออยู่เสมอ

ขอบคุณเอกและแม่ เอกเป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุดที่ฉันไม่รู้ว่า ชีวิตนี้จะหาคนแบบนี้เจอหรือเปล่า ฉันเคยบอกกับเอกไปว่า หลังจากที่เราใช้ชีวิตคู่กันมาสามปี ฉันก็ค้นพบว่าตัวเองไม่เหมาะกับชีวิตแต่งงานเอาเสียเลย แต่ฉันโชคดีมากกว่าที่ตัวเองมีคู่ชีวิตที่ดีเหลือเกิน ที่ทำให้ฉันไม่ได้รู้สึกเสียดายชีวิตอิสระของตัวเองไปสักกี่มากน้อย เอกไม่ใช่ผู้ชายที่ดีแสนดีหรือเลิศเลอกว่าผู้ชายคนไหน เขาไม่ใช่ผู้ชายหล่อจัดเมื่อเทียบกับใครหลายคน ที่จริงเขาเป็นผู้ชายธรรมดาที่ใช้ชีวิตธรรมดาจริงๆ ชีวิตฉันเสียอีกที่ยังออกจะหวือหวากว่าหลายเท่า แต่เขาก็คือผู้ชายที่ฉันรักมาก และเป็นคนที่น่ารักแสนดีที่สุดในหัวใจของฉัน และที่ทำให้ฉันมีความสุขในชีวิตคู่ได้ขนาดนี้ ก็ต้องขอบคุณแม่สามีที่ดีที่สุดในโลกคนนี้ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณพี่เล็ก หัวหน้าเก่าของฉัน หนูรักและเคารพนับถือพี่ที่สุด ไม่มีพี่ซักคนหนูคงไม่มีวันนี้ พี่เล็กมอบโอกาส ความไว้วางใจ และอะไรดีๆหลายอย่างให้หนูทั้งที่พี่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว พี่เล็กไม่ค่อยพูดอะไรมากเวลาอยู่กับหนู อันที่จริงต้องบอกว่า เราคุยกันน้อยเหมือนกันนะพี่ ทั้งที่ทำงานมาด้วยกันตั้งเกือบแปดปี แต่หนูก็แฮ็ปปี้นะตอนที่ได้ทำงานกับพี่ ขนาดตอนนี้เราไม่ได้ทำงานด้วยกันแล้ว หนูก็ยังคิดถึงพี่เสมอเลยค่ะ

ขอบคุณตอง แกเป็นน้องที่กวนตี๊ฟฉันที่สุด เกิดมาไม่เคยเจอคนอะไรอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่ก็พูดได้เต็มปากเลยว่า ชีวิตที่มีแกอยู่ด้วยนั้น เป็นสีสันที่จี๊ดจ๊าดมาก ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้ฉันกับแกจะกลายมาเป็นคู่คิดที่รับฟังปัญหาของกันและกันได้ไปพร้อมๆกับการก่นด่ากันแบบไม่ไว้หน้าราวกับไม่มีพี่ไม่มีน้องกันเลยทีเดียว แต่ฉันก็สนุกนะ แล้วก็ซึ้งใจมากด้วยเวลาที่แกแนะนำอะไรดีๆให้ฉัน แกเป็นคนเก่งมากนะตอง และฉันก็นับถือแกมากในเรื่องของความสามารถและความคิดดีๆของแก อ้อ ดีใจด้วยที่ได้เป็นอาจารย์สมใจซักทีนะ ขอบคุณน้องสุที่เปรียบเสมือนเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการของพี่นะคะ สุเป็นคนเก่งที่พี่พูดได้เต็มปากเลยว่าเก่งมาก แล้วก็ขยัน รับผิดชอบ ซึ่งตรงกันข้ามกับไอ้ตองทุกสิ่งอย่าง สุเองก็เก่งนะที่ทนตองได้พอๆกับพี่ น่าทึ่งมาก รับรองได้ว่าพี่ต้องไปขอใช้บริการจากสุอีกแน่นอน ขอบคุณต้อง หรือสุดดีของพี่ พักหลังเข้าใจว่าสุดดียุ่งขิงเพราะหน้าที่การงานมันบังคับอยู่ แต่พี่ก็นึกถึงและเอาใจช่วยตลอดนะ พวกเราสี่คนเนี่ย ประเมินดูแล้วคงต้องผูกปิ่นโตกันไปอย่างนี้แหละ ตัดไม่ได้ขายไม่ขาดซักที

ขอบคุณพี่อาร์ม ปีนี้เป็นปีที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยกันเยอะมากจนน่าสงสัย นี่ถ้าพี่เป็นผู้ชาย สามีหนูคงหึงระเบิดไปแล้ว แต่พี่เป็นพี่ที่ดีและมีน้ำใจกับหนูมาก เวลามีอะไรพี่คิดถึงหนูตลอด อยากจะขอบคุณทุกอย่างในปีนี้ที่พี่ทำให้ ซึ้งน้ำใจพี่มากๆ และหนูสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า พี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูผ่านปีนี้ไปได้อย่างมีความสุข ขอบคุณที่เป็นผู้ให้ ขอบคุณที่รับฟังปัญหา ขอบคุณสำหรับความหวังดี ขอบคุณที่เป็นกัลยาณมิตรต่อกันจ้ะ ขอบคุณพี่แอร์ แล้วก็พี่ดาด้วย ไปๆมาๆ พวกเรามารวมตัวกันได้ไงก็ไม่รู้เนาะ ขอบคุณพี่บุ๊กอีกคนนะคะสำหรับน้ำใจที่มีให้กันเสมอมา

ขอบคุณพี่เนตรกับมน ขอบคุณที่รู้จักกัน สองคนทำให้เราได้เรียนรู้อะไรในเรื่องของความสัมพันธ์มากขึ้นกว่าเดิม ช่วงที่เราทำงานอยู่ด้วยกัน ก็ได้ทั้งสองคนคอยถามไถ่ ห่วงใยตลอดเวลาทุกครั้งที่มีปัญหา เราดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่คอยยุยงส่งเสริมให้ได้ลงเอยกันเสียที ดูแลกันดีๆให้สมกับที่เราเหนื่อยลุ้นเหนื่อยเชียร์ก็แล้วกันนะ

ขอบคุณพี่นัทน้องต้อล ให้ตายเถอะ น้องสองคนทำให้พี่ติด reality show เป็นครั้งแรกในชีวิตเลย ช่วงที่พี่ดูน้องสองคนในบ้าน เป็นช่วงที่พี่รู้สึกเครียดกับชีวิตมาก แต่การที่ได้เห็นทั้งสองคนใช้ชีวิตในบ้าน มันช่วยบำบัดความเครียดเหล่านั้นลงไปได้เยอะ น้องสองคนคือแรงบันดาลใจหลายๆอย่างของพี่ ช่วยนำสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม พี่ได้เจอเพื่อนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ได้เจอเพื่อนเก่าที่ขาดการติดต่อกันไป ช่วยทำให้เห็นว่าความรักเป็นสิ่งที่ดีและงดงามเพียงใด ช่วยทำให้เห็นตัวอย่างของคำว่าพรสวรรค์และพรแสวงที่กินกันไม่ลง น้องชนะใจคนได้ด้วยความดีจริงๆ ซึ่งพี่ประทับใจมาก ขอให้ทั้งสองคนรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างนี้เอาไว้นานๆค่ะ

ขอบคุณโอปอ โอปอคือเพื่อนที่เคยทำงานมาด้วยกันตั้งนานก่อนที่จะห่างกันไปและกลับมาพบกันอีกครั้งเพราะพี่น้องทั้งสองคน หนนี้เราพูดคุยกันมากขึ้นกว่าเดิม และบอกได้เลยว่าเจอกับโอปอหนนี้ โอปอดูมีความสุขและสดใสมาก ขอบคุณที่เชื่อใจและแบ่งปันเรื่องราวดีๆต่อกันแบบไม่กั๊ก ขอบคุณที่เชื่อใจและชื่นชมเราไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง ขอบคุณที่คิดถึงกัน และขอบคุณที่นำพาให้เราไปเจอกับเรื่องดีๆและคนดีๆที่พิเศษเหลือเกิน

ขอบคุณคุณเติ้ล มิตรใหม่ที่ได้พบกันโดยโชคชะตา แวบแรกที่เห็นคุณเติ้ล บอกได้คำเดียวว่าน่ารักค่ะ อยู่ใกล้ๆคุณเติ้ลแล้วเหมือนโลกมันสวยงาม สดใส สว่างไสวไปหมด ขอบคุณที่สอนให้รู้จักมองชีวิตอย่างมีคุณค่า สอนให้คิดบวก และสอนให้มีความเชื่อ ได้คุยกับคุณเติ้ลในวันนั้นทำให้ความเชื่อมั่นบางอย่างที่หายไปกลับมาในที่สุด และรู้สึกได้ว่าปมในใจมันคลายลงไปเยอะเลย ขอบคุณนะคะสำหรับของขวัญที่ให้มา ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจในการขอบคุณสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ค่ะ

ขอบคุณเจ้าไนต์ เธอเป็น NTFC คนแรกที่พี่รู้จักและพูดคุยด้วย มิตรภาพของเรานั้นผูกพันกันด้วยการแบ่งปันให้กันตลอดเวลา มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่พี่ก็อยากให้เธอรู้ไว้ว่าพี่ซึ้งใจในหลายๆเรื่องที่เธอทำให้พี่ และขอบคุณที่นึกถึงกันในหลายๆโอกาส และขอบคุณสำหรับความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้กัน

ขอบคุณ NTFC หลายๆคน ป้าอ้อย น้องเอ๊นท์ น้องเดียร์ น้องบิ๊ก น้องจอย น้องชู้ต (เอาเท่าที่รู้จักนะคะ) มิตรภาพที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก แต่ก็สร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับคนๆนึงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขอบคุณทุกเรื่องราวดีๆ ทุกความประทับใจ และทุกความช่วยเหลือที่มีให้กันค่ะ สำหรับหลายๆท่านที่ส่งแต่ลมมาหรือทักทายกันหน้ากระทู้และไม่เคยพบปะหน้าตากันเลย ในใจรู้สึกขอบคุณมิตรภาพดีๆที่มีให้กันเสมอค่ะ ทุกคนน่ารักและมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน จนไม่อาจมองข้ามไปได้เลย ต้องขอขอบคุณจริงๆนะคะ

ขอบคุณน้องๆเพื่อนๆแวดวง j-rock ทั้ง Aki นัท ปาล์ม นก เนเน่ นุชชี่ (มือเบสที่ตอนนี้อยู่อเมริกา) ต้น (มือกีตาร์) เอก (มือกลอง) กิ้ง หนูเซย์ อันนี้ต้องรวมโอปอเข้ามาด้วยอีกคน และอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ตั้งแต่พวกเราได้รู้จักกันมาจนถึงวันนี้ ถือเป็นอีกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของพี่ เราผ่านอะไรกันมาเยอะ ได้สนุกร่วมกัน ทุกข์ร่วมกัน แล้วก็หัวเราะไปกับมัน อยากให้พวกเราเหนียวแน่นกันแบบนี้ต่อไปนานๆ มิตรภาพไม่ได้หากันง่ายๆ เมื่อได้มาเจอกัน ก็อยากให้รักษามันไปเรื่อยๆนะ

ขอบคุณบริษัทเก่าของข้าพเจ้า ถึงแม้จะถูกเลย์ออฟออกด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม แต่ทุกวันนี้ก็ยังนึกขอบคุณโอกาสที่ได้เข้าไปทำงานที่นั่น ฉันอาจจะไม่ได้สนุกกับเนื้องานที่ต้องทำ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะมาทำงานที่นี่ ความรู้ด้านเทคโนโลยีของฉันก็คงจะต่ำเตี้ยเช่นเดิม นี่ถือว่าเก่งขึ้นเยอะ ฉันมีหัวหน้าที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดี และมีความทรงจำที่ดี ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนเรื่องไม่ดีอื่นใด ฉันเลิกคิดถึงมันไปนานจนจำไม่ได้แล้วว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

ขอบคุณพี่ปิ๊ก สำหรับโอกาสและเชื่อมั่นในตัวหนู เห็นมั้ยคะพี่ ว่าหนูไม่เหมาะกับงานพีอาร์จริงๆ แต่ถ้าพี่ไม่คะยั้นคะยอหนูก็จะไม่มีทางค้นพบตัวเองเลย พี่ปิ๊กเต็มไปด้วยน้ำจิตน้ำใจ เป็นคนน่ารัก และหนูยืนยันว่าหนูชอบพี่ปิ๊กมากๆ ก่อนหน้านั้น เราไม่ได้รู้จักสนิมสนมกันซักนิด แต่พี่ปิ๊กก็เต็มใจช่วยเหลือหนูชนิดไม่กั๊ก หนูไม่เสียใจนะคะที่ออกจากการเป็นพีอาร์ เพราะหนูรู้ว่าถ้าอยู่ต่อพี่อาจจะหนักใจกว่าเดิมก็ได้ แต่หนูเสียใจที่ไม่ได้ทำงานกับพี่มากกว่าค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้หนูนะคะพี่ (ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเมย์ เมี่ยง ตูน ผึ้ง และต้น แห่ง P-Aha ด้วยค่ะสำหรับความทรงจำดีๆแม้จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม)

ขอบคุณพี่เพียว ขอบคุณที่นึกถึงกัน ขอบคุณที่ช่วยเหลือกัน แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมายในสายตาพี่ แต่หนูก็จดจำได้ทุกเรื่องนะคะ วันนั้นถ้าพี่เพียวไม่บอกว่าหนูทำงานได้ดี หนูจะไม่มีวันรู้ถึงศักยภาพตัวเองได้เลย ได้รับคำชมจากพี่ถือเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่พี่เคยทำให้ค่ะ

ขอบคุณพี่เจฟ การได้กลับมาเจอและพูดคุยกับพี่อีกครั้งหลังจากที่ต่างคนต่างก็หายหน้าหายตากันไปนานถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของปีค่ะพี่ เรายังต่อกันติดเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็วแม้จะไม่ได้เจอกันตั้งนาน คุยกับพี่เจฟโลกมันสดใสดีค่ะ แถมยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอีกต่างหาก ที่สำคัญ ไม่น่าเชื่อว่า AF4 ปีนี้ เราเชียร์แพ็กคู่เหมือนกันอีกต่างหาก รักพี่เจฟนะคะ

ขอบคุณภาพยนตร์ รักแห่งสยาม หนังไทยที่ประทับใจที่สุดในรอบปี ขอปรบมือให้กับความกล้าและความฉลาดในการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใคร รักแห่งสยาม คือ Love Actually เวอร์ชั่นไทยที่ครบรสของความรัก ฉันดูหนังเรื่องนี้สี่รอบ รอบแรกเป็นรอบสื่อ รอบที่สองไปดูคนเดียว รอบที่สามไปกับเพื่อน และรอบที่สี่ไปกับบ้าน NTFC สะใจและเก็บได้ทุกรายละเอียด อีกอย่างที่ชอบมากสำหรับหนังเรื่องนี้ก็คือ มันวัดใจ คนดูได้จริงๆ

ขอบคุณหนุ่มๆน่ารักหลายๆคนที่เกิดเดือนมกราคม เพิ่งมารู้สึกเอาเมื่อไม่นานมานี้เองว่า ฉันไปถูกใจกับหนุ่มๆที่เกิดเดือนมกราคมมากมายหลายคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น hyde จากวง L’Arc en Ciel, น้องนัท AF4, น้องโต๋ ศักดิ์สิทธิ์, Hero Jaejung แห่ง TVXQ รวมถึงคุณเติ้ล และใครต่อใครหลายคน มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้ฉันถูกดึงดูดให้ชอบหนุ่มๆที่เกิดเดือนนี้ ซึ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร รู้แต่ว่ามันทำให้ฉันรู้สึกดี จนนึกอยากจะขอบคุณขึ้นมาเสียอย่างนั้น อ้อ... เป็นเล่นไป... สัตว์ในตำนานที่ฉันชอบก็คือมังกรนะ มันต้องมีอะไรสิ ใช่ไหม!?!

ขอบคุณความเครียด เกิดมาไม่เคยเครียดขนาดต้องวิ่งไปอาเจียนในห้องน้ำแบบนี้มาก่อน แต่ถ้าไม่เครียดขนาดนั้น ก็คงไม่เห็นอะไรดีๆหลายอย่างและซาบซึ้งกับสิ่งดีๆที่แม้จะเล็กน้อยแต่ก็สร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้ ที่สำคัญ ไอ้ความเครียดที่ว่านั้นทำให้น้ำหนักลดลงไปหลายกิโล ที่จริงมันก็ไม่ดีหรอก ไม่เครียดเลยนั่นแหละดีที่สุด

ขอบคุณรายการ Academy Fantasia ซีซั่นสี่ที่ทำเอาฉันติดงอมแงม แต่การได้ติดตามดูรายการนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้ฉันได้ความรู้เรื่องการร้องเพลงมาขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ก็ไม่รู้หรอกว่าในชีวิตประจำวันจะได้เอาไปใช้แค่ไหน แต่ถึงยังไงฉันก็เป็นคนที่ร้องเพลงอยู่แล้ว ถ้ามันทำให้ร้องเพลงได้ดีขึ้นสักนิด ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีและน่าขอบคุณมิใช่หรือ อ้อ... ขอบคุณที่ทำให้มีพี่น้องสองคนที่กลายเป็นขวัญใจของใครต่อใครไปแล้วด้วยค่ะ

ขอบคุณร้านสตาร์บั๊กส์ นอกจากกาแฟจะอร่อยมากแล้วยังใจดีให้นั่งทำงานได้นานๆอีกต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาที่อยู่ด้านหลังโรงหนังสยามที่ฉันไปใช้บริการบ่อยเสียจน จากที่เขินๆ ตอนนี้รู้สึกสบายใจเหมือนอยู่บ้านตัวเองไปแล้ว การได้นั่งทำงานที่ได้ใช้ความคิดและจินตนาการในร้านกาแฟ ทำให้สมองแล่นและเกิดไอเดียดีๆได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ บรรยากาศก็ดี กาแฟก็อร่อย ขนมก็เลิศ พนักงานก็น่ารัก แล้วฉันจะไม่อยากขอบคุณได้ยังไง (ขอบอกว่าติดกาแฟเป๊ปเปอร์มินท์ม็อคค่าอย่างแรง สั่งมาดื่มทุกครั้งที่ไปจนสามารถคว้าไดอารี่ของสตาร์บั๊กส์มาได้ในที่สุด)

ขอบคุณที่มีไอศกรีมเกิดขึ้นมาในโลกนี้ ปีนี้เป็นปีที่ฉันกินไอศกรีมไปอย่างเยอะ และพบว่ามันช่วยลดความเครียดกับอารมณ์อันพลุ่งพล่านในหลายๆครั้งลงได้อย่างชะงัดนัก ปีนี้สำหรับฉันไอศกรีมเอาชนะเค้กไปได้แบบเฉียดฉิว แต่ถ้าเทียบกับช็อกโกแล็ตยี่ห้อ Royce แล้ว ยังไม่มีใครกินใครลงเลยจริงๆ ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณที่มีของอร่อยแบบนี้ให้ได้กินด้วย

ขอบคุณเทคโนโลยี และอินเตอร์เน็ต หาไม่แล้วฉันคงไม่มีไฮสปีดอินเตอร์เน็ตที่สามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง ชีวิตเปลี่ยนไปจริงๆ ตอนนี้อยากหาข้อมูลอะไรก็ทำได้ง่ายๆ อยากคุยกับเพื่อนก็แค่คลิก อยากโหลดคลิป อยากทำอะไรได้หมดเลย ที่สำคัญขอบคุณที่มันได้นำพาสิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิตมากมายเหลือเกิน ของอย่างนี้มันอยู่ที่เราเลือกจริงๆนะ

นึกไม่ออกแล้ว ว่าอยากจะขอบคุณอะไรอีก หากพลาดอะไรหรือพลาดใครไป อย่าได้น้อยใจ แม้ฉันจะได้ชื่อว่าความจำดีเป็นเลิศ แต่บางครั้งมันก็ต้องมีข้อจำกัดกันบ้างล่ะนะ ฉันตัดสินใจอัปบล็อกอันนี้ในวันสิ้นปี เพราะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด และน่าจะเป็นการส่งท้ายปีเก่าที่มีความหมายที่สุด หลังจากที่ผ่านอะไรมาตลอดทั้งปี ฉันก็เฝ้าบอกตัวเองและทุกคนที่รู้จักว่า ปีหน้าจะต้องเป็นปีที่ดี มันจะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในทางที่ดี และฉันก็เชื่อด้วยว่ามันจะต้องเป็นปีที่ดีของใครหลายคนแน่นอน

ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันปีใหม่นะคะ

ปล. มักจะมีคนคอมเม้นต์เรื่องรูปในบล็อกนี้เสมอ... เข้าใจค่ะ แต่ก็ทำใจให้ชินเอาไว้เถอะนะคะ เจ้าของบล็อกเวลาขี้เกียจก็ขี้เกียจได้ใจ... ขออภัยหากไม่มีภาพประกอบค่ะ




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2550    
Last Update : 31 ธันวาคม 2550 14:25:18 น.
Counter : 156 Pageviews.  

Life Update: วันวิสาขบูชา

เอาแต่ใช้เวลาหมดไปกับการีวิวคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่น จนไม่ค่อยได้ดูดำดูดีเรื่องอื่นเลย ก็เลยคิดว่า น่าจะเขียนถึงชีวิตประจำวันช่วงนี้ของตัวเองสักหน่อย

เมื่อวานนี้เป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่งที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญอีกตามเคย ที่จริงก็รู้นะว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับชาวพุทธมาก เพราะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แถมแหงนหน้ามองดูพระจันทร์แล้ว กลมดิกเต็มดวงได้ใจมาก และที่สำคัญมากสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆท่านๆ มันเป็นวันหยุดประจำเป็นอีกหนึ่งวันในเดือนนี้ที่มีเยอะเหลือเกิน

เราไม่ได้ไปเวียนเทียนที่วัดมาตั้งนานแล้ว เอาเป็นว่าตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯได้ 10 ปีมานี่ แทบจะนับครั้งได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไปเวียนเทียนหรือประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาที่วัด เป็นพุทธศาสนิกชนที่ไม่ได้เรื่องเลยเรา แต่อย่างนึงเลยนะ... คือจะบอกว่าเป็นข้อแก้ตัวก็ได้นะ เราเป็นเด็กต่างจังหวัดใช่ไหม ตอนเด็กนี่ไปวัดกับยายบ่อยมาก โอกาสสำคัญมาเมื่อไหร่ไม่ค่อยมีพลาด เราชอบไปวัดต่างจังหวัดแบบนั้น เพราะมันไม่ต้องแย่งกัน ไม่ต้องผ่ารถติด ไม่ต้องวุ่นวาย แต่มาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯนี่ การไปวัดมันเหมือนกับการไปแย่งชิงอะไรกันบางอย่าง ตั้งแต่ที่จอดรถ ไปจนถึงที่ว่างในการเดินเวียนเทียน เป็นการไปวัดที่ไม่มีความสุขเลย หลังๆมานี่ก็มีต้องไปบ้าง เพราะแม่แฟนเราเขาธรรมะธัมโม ถ้าแม่มีดำริจะไป เราก็ต้องไปด้วยนะ

แต่เมื่อวาน เรานัดกับแม่ (ของตัวเอง) เอาไว้ ดีใจจังเลย ชอบไปบ้านแม่มาก ถึงแม้จะไกลจากบ้านเราตั้ง... โอ้โห... เอางี้เหอะ บ้านเราอยู่สุขาภิบาล 1 บ้านแม่อยู่ พุทธมณฑลสาย 5 ไปกลับทีก็ร่วมร้อยกิโลอยู่นะนั่น คิดถึงกับข้าวของแม่ เพราะแม่ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก เมื่อวานกว่าจะถ่อไปถึงก็บ่ายโมงกว่าๆเข้าไปแล้ว หิวข้าวมากกกก... จะตายเอา ไปถึงไม่สนล่ะพุ่งเข้าห้องครัวก่อนเลย แม่ทำก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยวด้วย (คนกรุงเทพฯ รู้จักแต่ขนมจีนน้ำเงี้ยว แต่คนเชียงรายอย่างเรา เขาชอบกินกับเส้นก๋วย เตี๋ยวนะ) กินไปสองชาม อิ่มถึงหูเลย!

พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเราก็มากับพี่เขย กิจวัตรในการไปบ้านแม่ของเราส่วนใหญ่ จะหมดไปกับการร้องคาราโอเกะ เพราะพ่อกับแม่ลงทุนทำห้องคาราโอเกะเอาไว้เลย สำหรับไว้เฮฮากับเพื่อนฝูงเค้านั่นแหละ เราดีใจนะ ที่พ่อกับแม่มีเพื่อนเยอะขนาดนี้ จะได้ไม่เหงาน่ะ แต่หลังๆนี่ เที่ยวกับเพื่อนบ๊อยบ่อยจนลืมลูกน่ะสิ จะแวะเข้าไปหาวันไหนต้องนัดคิวไว้ก่อน คิวแน่นยังกะศิลปินเลยเชียว

เมื่อวานก็เลยไปอัปเดตชีวิตกับแม่ เพราะแม่จะเป็นห่วงเราตลอดเวลาเลย นี่ก็คงสบายใจขึ้นเยอะ เพราะเราพ้นโปรฯไปแล้วหลังจากทำงานที่ใหม่ไปสี่เดือน (พ้นโปรฯตั้งแต่ก่อนสี่เดือนแล้วแหละที่จริง) แม่โทรคุยกับพี่สาวเราที่อยู่สวีเดน พี่บอกว่าจะกลับมาราวเดือนกรกฎาคม เห็นมันบ่นปวดฟัน คาดว่าจะกลับมาทำฟัน ต๊าย... พี่ฉันไฮโซจริงๆ บินกลับจากสวีเดนเพื่อจะมาทำฟัน แล้วก็บินกลับไปเรียนต่อ!

บ่ายวันนั้น เราแอบไปเดินชมสวนของแม่ ไม่น่าเชื่อเลยว่า ตอนซื้อบ้านหลังนี้มาใหม่ๆ สภาพเหมือนแดนมิคสัญญีมากจนแยกไม่ออกว่ามันเป็นดงอะไรซักอย่างหรือสนามหน้าบ้านกันแน่ แม่กับพ่อเลยจัดการรีโนเวทซะจนดูดี ตอนนี้มีต้นไม้ดอกไม้อยู่เต็มไปหมด ที่เจ๋งก็คือ พ่อแม่เราปลูกผักกินเองด้วยนะ เก๋มาก... ทำครัวอยู่สักพัก ก็เดินออกไปเก็บผักหน้าบ้านมากิน... ชอบจริงๆ แต่ที่เศร้านิดหน่อยก็คือ หมาที่บ้านตายไปอีกตัวแล้ว ไอ้ขนมโก๋ ทะลึ่งบ้องมุดประตูบ้านออกไป ก็เลยโดนรถชนซะงั้น... ตอนนี้ครอกนี้เหลือแต่ขนมผิงตัวเดียว ซึ่งขาหลังที่ไม่ค่อยมีแรงอยู่แล้วดูจะแย่ลงไปอีก จนต้องคุยกับแม่ว่า คงต้องให้น้องชายพาไปหาหมอให้หมอและหาล้ออะไรมาใส่เสียที ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นแผลติดเชื้อ เป็นอะไรไปอีกตัว สู้ไอ้ลูกลิงสองตัวที่บ้านเราไม่ได้ ไอ้กะทิ กะไอ้ปุยเมฆ แข็งแรงดีและซนเป็นลิงเชียว ปัญหาเพียงอย่างเดียวของหมาที่บ้านอิฉันก็คือ เมื่อไหร่เห็บระบาด ทั้งสองตัวจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เห็บดีๆนี่เอง เดือดร้อนต้องพาไปหาหมอ หาหยูกยามาใส่ให้วุ่นเชียวล่ะ

ก่อนกลับบ้าน แม่ทำกุ้งอบวุ้นเส้น ทำต้มยำกุ้ง ทำโน่นทำนี่ให้กิน โอย... จะตายเอา วันหลังไม่กินแบบนี้อีกแล้ว! หอมแก้มแม่สองที แล้วก็กระโดดขึ้นรถกลับ ชอบหอมชอบกอดแม่จริงๆเลย จำได้ว่าตอนเด็กๆเนี่ย เขินมาก ไม่กล้ากอดไม่กล้าหอมเค้า พอแก่ตัวลง มานึกดู ทีกะเพื่อนฝูงน้องนุ่งเรายังกอดมันได้เลย แม่เราทั้งคน... ควรจะต้องกอดบ่อยกว่าคนอื่น แอบรู้ด้วยว่า แม่ชอบให้ลูกหอมแก้ม ชอบให้กอดเยอะๆ มิน่า... น้องสาวคนเล็กของเรามันถึงสปอยล์นัก หน่อย... มันชิงกอดไปก่อนล่วงหน้านี่เอง!!!
สุขใจเอ๋ยสุขใจจัง ได้กลับไปชาร์ตแบ็ตที่บ้าน... เสาร์นี้มีไปงาน Freshy Night ที่ศิลปากรนครปฐมอีกแล้ว ชอบจังเลย แถมคราวนี้มีทั้ง Flure ทั้ง Slot Machine ทั้ง Scrobb ไปเล่นด้วย ต้องสนุกแน่ๆ

คาดว่าคงไม่ได้เขียนเรื่องงาน Freshy Night ที่จุฬาฯแล้ว ทิ้งช่วงมานานไปหน่อย ไว้รอไปเขียนถึงงานวันเสาร์ทีเดียวเลยก็แล้วกัน




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2550    
Last Update : 1 มิถุนายน 2550 12:03:58 น.
Counter : 131 Pageviews.  


fingers-crossed
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หวังว่าจะได้รับความบันเทิงจากการเข้าเยี่ยมชม Blog กันถ้วนหน้าจ้ะ
Friends' blogs
[Add fingers-crossed's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.