Group Blog
 
All Blogs
 

5 x 2 : Cinq fois deux



ผู้กำกับฟรองซัวส์ โอซงเป็นหนึ่งในผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ผมชื่นชม สนใจ และติดตามงานของเขามาโดยตลอด

งานของโอซงเรื่องแรกที่ผมมีโอกาสได้ดูคือ 8 femmes หรือ 8 Women ที่ทำให้ผมได้แต่อึ้ง ตะลึงและบอกตัวเองว่า "สุดยอด"




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2548    
Last Update : 29 สิงหาคม 2548 10:16:40 น.
Counter : 193 Pageviews.  

Feux rouges aka. Red Lights

เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อไว้อาลัยให้ร้านแว่น ผมก็เลยถือโอกาสหยิบหนังฝรั่งเศสแนวอินดี้จ๋าเรื่องหนึ่งมาดู ซึ่งนั่นก็คือหนังเรื่องนี้ครับ Feux rouges หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Red Lights ครับ

Feux rouges เป็นงานกำกับของเซดริก คาห์น (ผู้กำกับหนังอื้อฉาวอย่าง L'ennui ซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงชายผู้เผชิญหน้าวิกฤตวัยกลางคนและหันไปสร้างสัมพันธ์กับเด็กสาวคราวลูก)

Feux rouges นำเสนอเรื่องราวของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ฝ่ายชายคือ อองตวน พนักงานกินเงินเดือนท่าทางเซื่องซึม และฝ่ายหญิงคือ เอแลน ภรรยาของเขาผู้เพียบพร้อมไปด้วยความสวยสะพรั่งและความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทั้งสองคนกำลังจะเดินทางไปรับลูกๆ ที่ไปแคมป์ที่อีกเมืองหนึ่ง

ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อทั้งคู่ต้องนั่งรถไปด้วยกันในระยะทางไกลๆ เมื่อก้าวขึ้นรถ เราจะมองเห็นได้ทันทีถึงความรู้สึกระวังระไวและความบาดหมางที่กินนัยกันอยู่ระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ และดูเหมือนอองตวนจะเป็นฝ่ายยกธงขาวด้วยการหันไปดื่มเหล้าแทน ยิ่งเขาแวะดื่มมากเท่าไร เอแลนก็ยิ่งเกรี้ยวกราดมากขึ้น การทะเลาะกันนำไปสู่การประชดประชัน และท้ายที่สุดเมื่ออองตวนยังไม่ยอมหยุดประชดจอดรถกระดกเหล้า เอแลนซึ่งขู่อยู่นานแล้วว่าถ้าสามีไม่เลิกทำตัวงอแง เธอจะนั่งรถไฟไปเอง...และหลังจากกลับมาจากการกระดกเหล้าครั้งสุดท้าย อองตวนก็พบว่าเอแลนหายไปเสียแล้ว....

เขาตกใจและออกตามหาภรรยาอย่างเสียสติ ทั้งแจ้งตำรวจและออกไปหาตามสถานีรถไฟ แต่ไม่มีร่องรอยของเธอ เช้ารุ่งขึ้น เมื่อเขาไปรอเธอที่สถานีรถไฟปลายทางตามที่คิดว่าเธอต้องเดินทางมาก็ไม่ปรากฏวี่แววของเธอ...

อองตวนได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งขอติดรถเขาไปด้วย ชายหนุ่มคนนี้น่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่ทางการกำลังประกาศอยู่ว่ามีนักโทษหนีคุกออกมา และเรื่องก็ตัดฉับไปโฟกัสที่อองตวนเอาตัวรอดจากการถูกคุกคามโดยไอ้หนุ่มขี้คุกและลงเอยด้วยการปลิดชีวิตหมอนั่นเพื่อเอาตัวรอด

อองตวนตามหาภรรยาไม่เจอ ด้วยความสิ้นหวังเขาจึงตัดสินใจจะไปรอเธอที่แคมป์ของลูกๆ แต่ได้รับการติดต่อว่าภรรยาของเขาถูกทำร้ายบนรถไฟโดยชายแปลกหน้าที่หนีหายไปเสียแล้ว และบังเอิญมากที่ชายคนนั้นคือคนเดียวกับไอ้ขี้คุกที่เขาเพิ่งจัดการไป

เอแลนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอองตวนมีอะไรดี แต่หลังจากมีปากเสียงกันจนนำไปสู่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมบนรถไฟของเธอแล้ว เธอก็พบว่าสามีเป็นผู้ชายที่น่าเกรงขาม และน่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกว่าเขาเป็นพวกขี้แพ้อย่างที่เคยรู้สึก....ครับ! และเรื่องก็จบแค่นี้

ถ้าไม่มองกันด้วยนัยยะที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องแต่เน้นความสนุก เรื่องราว และลีลาการเล่าเรื่องแล้ว Feux rouge ค่อนข้างน่าผิดหวังครับ เพราะเล่าเรื่องไปอย่างเนิบเนือย และหลายๆ ครั้งก็เน้นการแสดงแบบนิ่งกินลึกมากกว่าอารมณ์กระชากกระชั้นแบบ melodrama ครึ่งหนึ่งความนิ่งทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกและกดดัน แต่อีกครึ่งหนึ่งมันทำให้หนังตาหนักชอบกลครับ...

อย่างไรก็ดี นัยยะหลักที่หนังต้องการจะสื่อถึงประเด็นอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงต่างหากที่น่าสนใจมากๆ และเซดริก คาห์นก็ตอกย้ำประเด็นเหล่านี้ได้ดี ผมไม่เคยอ่านหรือเคยเห็นนิยายของจอร์จ ซิเมนองซึ่งเป็นต้นฉบับของหนังเรื่องนี้มาก่อน แต่คาดเดาไว้ว่ามันน่าจะเป็นนิยายเชิงสืบสวนลึกลับซ่อนเงื่อนหน่อยๆ แน่ (ซิเมนองเป็นคนเขียนนิยายชุดนักสืบ Maigret)

แรกทีเดียวเราเห็นภาพของชายผู้ไร้อำนาจ ไม่มีพละกำลังและตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ความเป็นชายตามอุดมคติอันดีงามของสังคม(ซึ่งมองว่าผู้ชายเป็นใหญ่มีอำนาจและมีอิทธิพลเหนือทุกสิ่ง)โดยสิ้นเชิง อองตวนไม่มีองค์ประกอบใดๆ ที่เป็นแบบนั้นได้เลย ชีวิตทั้งชีวิตของเขาหดหู่สิ้นหวัง และมีเพียงแต่ความคิดที่ว่าการดื่มเหล้าเข้าไปอาจช่วยทำให้ความกักขฬะซึ่งคือความเป็นชายแท้ๆ พรวดพราดออกมาให้เอแลน ภรรยาที่ประสบความสำเร็จกว่า และดูเหมือนจะเป็นผู้นำมากกว่าได้เห็นเสียที

อนิจจา การพิสูจน์ตัวตนของอองตวนกลับไม่ได้ปรากฏต่อสายตาของภรรยา เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วเธอไม่มีโอกาสได้เห็นตัวตนความเป็นชายที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาใหม่จากสัญชาตญาณการเอาตัวรอด รักตัวกลัวตาย และความเห็นแก่ตัวในตอนที่เขาต้องเผชิญหน้ากับชายขี้คุกนั่นเอง

หนังไม่ได้ให้บทสรุปว่าจริงๆ แล้วใครเป็นคนผิด ใครเป็นคนถูก หากแต่ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนแค่เพียงว่าในความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง มันไม่สำคัญเลยว่าใครจะเป็นใหญ่ ใครมีอิทธิพลกว่า หรือใครเป็นผู้นำ แต่มันอยู่ที่ความเข้าใจกันมากกว่าอื่นใด...

อองตวนซึ่งผ่านกระบวนการเกิดใหม่ ค้นพบว่าความเป็นชายที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเขาอาจมีอยู่จริง และเขาก็ไม่ใช่พวกขี้แพ้ที่เอาแต่หนีหัวซุกหัวซุน ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง...แต่นั่นไม่สำคัญมากไปกว่าคำรักจากปากภรรยา...เพราะนั่นทำให้หัวใจของชายทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พวกขี้แพ้ละลายได้ในบัดดล...จริงๆ ครับ!









 

Create Date : 07 มีนาคม 2548    
Last Update : 15 เมษายน 2548 18:48:56 น.
Counter : 218 Pageviews.  

La femme de Gilles

ผมชอบดูหนังฝรั่งเศสอย่างไม่มีเหตุผลใดๆ นอกไปจากความรู้สึกลุ่มลึก อิ่มเอม และกินใจที่ได้จากการดูหนังสัญชาตินี้...น่าเสียดายที่ผมมีโอกาสได้ดูหนังในเทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพฯ น้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากภาระกิจที่รัดตัวและงานหลวงงานราษฎร์ที่ห้อมล้อมวุ่นวาย...

อย่างไรก็ดี เมื่อวาน(23/1/48) ผมก็มีโอกาสได้แวบจากกองงานไปดูหนังในเทศกาลจนได้ และหลังจากพลิกโพยตารางฉายในมืออยู่นาน ผมก็เลือกดูหนังเบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส เรื่อง La femme de Gilles หรือ Gilles' wife (โดยบอกตัวเองว่า...เอาน่าถึงไม่ใช่หนังฝรั่งเศสเสียทีเดียว แต่มันก็พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ใช่หรือ?)

แรกทีเดียวผมไม่รู้มาก่อนหรอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับอะไร ได้แต่เดาจากชื่อทำให้สรุปคร่าวๆ ว่ามันคงเป็นหนังชีวิตที่พูดถึงการแต่งงานและภรรยาของผู้ชายที่ชื่อ Gilles ตามเรื่องนั่นแหละ (ไปแอบได้รายละเอียดจาก Bioscope เพิ่มมาอีกหน่อยว่าหนังมีประเด็นเกี่ยวกับการคบชู้(adultery) ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมอินจัดแทรกปนอยู่ในเรื่องด้วย...)

La femme de Gilles หรือ Gilles' wife เป็นหนังชีวิตหนักๆ ซึ่งเล่าเรื่องราวชีวิตครอบครัวของเอลิซ่า หญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นกุลสตรีทุกระเบียบนิ้วกับสามีที่ชื่อกิล...ชีวิตครอบครัวของเธอก็ดูจะเป็นปกติสุขและราบรื่นดี เธอมีความสุขกับการใช้ชีวิตแม่บ้านทำอาหารให้สามี ดูแลเขาทั้งเรื่องทั่วไปและเรื่องบนเตียง รวมไปถึงการดูแลลูกสาวฝาแฝดสองคนอีกด้วย...ชีวิตของเอลิซ่ามาถึงจุดเปลี่ยนแปลงเมื่อเธอตั้งท้องลูกคนที่สามและเริ่มสังหรณ์ใจในท่าทีที่ผิดปกติระหว่างสามีกับวิคตอรีน น้องสาวในไส้

ความจริงผมว่าหนังจะเล่นกับประเด็นการคบชู้สู่ชายและการทำผิดศีลธรรมในครอบครัวแต่อย่างเดียวก็ได้ แต่หนังกลับนำเสนอรายละเอียดที่พิเศษมากกว่านั้นด้วยการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เกินพี่เขยกับน้องภรรยาของกิลและวิคตอรีนผ่านการรับรู้และยอมรับอย่างหน้าชื่นอกตรมของเอลิซ่า

และที่น่าแปลกใจมากไปกว่านั้นก็คือการที่เอลิซ่าไม่ได้มีท่าทีรังเกียจการกระทำของกิลและน้องสาวแต่กลับกล้ำกลืน อดทนรอคอยให้สามีผู้แปรพักตร์หันกลับมามองตนอย่างชื่นชมอีกครั้ง แม้ว่าการรอคอยจะหมายความถึงการกัดกร่อนและสึกหรอในจิตวิญญาณและความรู้สึกที่มีต่อทุกสิ่งทุกอย่างของเธอไปจนหมดก็ตาม (เธอปล่อยให้บ้านรก สกปรกและยังทิ้งแปลงผักและดอกไม้หน้าบ้านให้เหี่ยวเฉาโรยรา)

ผมว่านี่คือหนังที่มีการนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงได้ดีเรื่องหนึ่งทีเดียว แนวคิดแบบสตรีนิยม(Feminism) ที่สะท้อนผ่านกรอบชีวิตของเอลิซ่านั้นหนักแน่น ชัดเจน มีรายละเอียดที่สุขุมลุ่มลึก...จนอดสะเทือนใจไม่ได้ ตลอดทั้งเรื่องที่เราเห็นเธอตกอยู่ในสภาพภรรยา มารดา พี่สาว และมนุษย์เพศหญิงพร้อมๆ ไปกับอากัปกิริยาและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเพศสภาพของเธอนั้นล้วนแล้วแต่ช่วยตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเป็นผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่ทุกข์ทรมานสิ้นดี...นอกจากพวกเธอจะตกเป็นเหยื่อของสังคมที่ตราหน้าให้เธอเป็นเพศที่ต่ำต้อยและไม่มีบทบาทเทียบเท่าผู้ชายแล้ว พวกเธอยังมีสภาพเหมือนดั่งสิ่งของที่ผู้ชายเหยียบย่ำทำร้ายจิตใจได้อย่างไม่แยแส(มีประโยคที่เอลิซ่าพูดกับบาทหลวงตอนที่เธอทนความกดดันไม่ไหวจนต้องไปหาที่พึ่งทางใจในโบสถ์ซึ่งมีใจความในทำนองที่ว่าเธอไม่กล้าจะมีปากเสียงกับสามีเพราะกลัวเขาจะทิ้งเธอไปและไม่กลับมา ประโยคที่เอลิซ่าพูดทำเอาผมอึ้งและเศร้าอย่างบอกไม่ถูก)

ถ้าหากว่าเรื่องราวและประเด็นการนำเสนอในเชิงสตรีนิยมเป็นส่วนที่ดีส่วนหนึ่งใน La femme de Gilles แล้วนั้นส่วนที่ดีที่สุดและโดดเด่นมากที่สุดน่าจะเป็นฉากปิดท้ายซึ่งทำให้ผมทั้งสะเทือนใจและโล่งใจได้พร้อมๆ กัน...

ฉากดังกล่าวคือตอนที่เอลิซ่าลุกขึ้นมาจากเตียง เธอมองเห็นสามีแต่งตัวและจูงลูกฝาแฝดที่เขาทำอาหารให้กินเรียบร้อยแล้วเดินออกจากบ้านไป เอลิซ่าจัดการซักผ้า แล้วขนผ้าขึ้นไปตากที่ห้องใต้หลังคา เธอบรรจงตากผ้าปูที่นอนอย่างเรียบร้อย ก่อนที่จะหยิบเสื้อของสามีขึ้นมาตาก...หลังจากนั้นแค่เพียงไม่นาน เอลิซ่าก็ตระหนักได้ว่าชีวิตเธอจ่อมจมอยู่กับสิ่งนี้นานเพียงใด เธอหันไปเปิดหน้าต่าง เดินไปหยุดพิงกรอบหน้าต่างไว้ ก่อนจะก้าวเท้ากระโดดหายลับลงไปเบื้องล่าง...

หนังน่าจะจบแค่ตรงนี้ แต่ที่ทำให้ผมขนลุกขึ้นมาไม่ได้ก็คือ หนังจบที่ภาพใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของเอลิซ่าบนพื้นเบื้องล่าง เธอค่อยๆ แย้มยิ้มและหลับตาอย่างมีความสุข...ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความสุขเดียวของเธอที่ทำให้คนดูอย่างเราๆ ยิ้มตามได้อย่างไม่กังขาใดๆ...




 

Create Date : 24 มกราคม 2548    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2548 8:38:22 น.
Counter : 169 Pageviews.  


Valentine's Month


 
Filippo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Filippo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.