Nothing is impossible
Group Blog
 
All blogs
 

คลอดธรรมชาติ vs. ผ่าคลอด

ตอนนี้ เจ้าตัวเล็กของผมกับต้อง กำลังอยู่ในช่วง 34 สัปดาห์ เหลืออีกเดือนกว่าๆ เท่านั้น ก็จะครบกำหนด ยังไม่รู้เลยว่า จะคลอดแบบไหน เลยหาบทความมาอ่านจาก //www.lifeformom.com/forum/index.php?PHPSESSID=d06d5976c1705aa323fe7c13f6272be9&topic=165.0

องค์การอนามัยโลกบอกไว้ว่า 85% ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์สามารถคลอดได้เอง แต่จริงๆ แล้วกลับพบว่า หลายประเทศรวมทั้งบ้านเราด้วย ตัวเลขคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติน้อยกว่าที่องค์การอนามัยโลกบอกไว้ แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา 28-29% ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ยังผ่าตัดคลอด!

จะเลือกคลอดแบบไหนดีเป็นเรื่องที่ว่าที่คุณแม่ทุกคนเป็นกังวล โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงวันคลอดก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น คุณแม่บางคนอยากคลอดเอง อยากรู้ว่ากว่าจะผ่านบทแรกของการเป็นแม่ยากสักแค่ไหน แต่บางคนก็ยังหวาดหวั่นกับการคลอดธรรมชาติ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทางไหน...ผ่าตัดคลอดหรือคลอดธรรมชาติ อยากให้ว่าที่คุณแม่มาพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้อย่างละเอียดค่ะ


คลอดธรรมชาติ


+ ร่างกายคุณแม่

สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ความดันสูง เบาหวาน ฯลฯ และอุ้งเชิงกรานไม่แคบเกินไป คุณแม่ส่วนใหญ่ที่จะคลอดแบบธรรมชาติได้ลูกมักอยู่ในท่าปกติคือกลับหัวลง และที่สำคัญลูกและแม่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตขณะคลอด เพราะถ้ามีความเสี่ยงคุณหมอจะผ่าตัดคลอดให้ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

+ เวลา

กำหนดแน่นอนไม่ได้ ทั้งการเจ็บครรภ์และช่วงระยะเวลาการคลอด

+ กระบวนการ

การคลอดธรรมชาติมี 3 ระยะ เริ่มตั้งแต่ระยะแรกจะมีสัญญาณเตือน เช่น เจ็บท้องเป็นพักๆ น้ำเดิน มีหยดเลือดจางๆ อาการเจ็บท้องจะค่อยๆ ถี่ขึ้น และปากมดลูกก็จะค่อยๆ เปิด จนเข้าสู่ระยะที่ 2 ปากมดลูกจะเปิดเต็มที่ประมาณ 10 ซม. ฝีเย็บคุณแม่จะเป่งพอง เพราะศีรษะลูกดันเพื่อจะโผล่ออกมาให้ได้ ตอนนี้เองคุณหมอจะตัดฝีเย็บ และบอกให้หยุดเบ่ง เพราะจะมีลมเบ่งเป็นแรงขับดันจากภายในขับเคลื่อนเจ้าตัวน้อยออกมาเอง และระยะสุดท้ายของการคลอดคือ คลอดรกซึ่งจะออกมาภายใน 15 นาทีหลังคลอดตัวลูก

+ หลังคลอด

เมื่อคุณหมอดูแลความเรียบร้อย ทำคลอดรก และเย็บแผลฝีเย็บให้แล้ว จะให้คุณแม่นอนพักในห้องคลอดเพื่อดูอาการอีก 2 ชั่วโมง แล้วย้ายไปพักผ่อนที่ห้องพักฟื้น คุณแม่ที่รู้สึกหิวจะกินอาหารได้ตามปกติ และเวลาเช้า-เย็นพยาบาลจะเอาไฟมาอังแผลฝีเย็บเพื่อให้แห้งเร็วขึ้น ซึ่งคุณแม่อาจจะรู้สึกตึงที่แผลนิดหน่อย แต่สามารถขยับตัวลุกนั่งและให้นมกับลูกได้

+ พักฟื้น

คุณแม่ที่คลอดธรรมชาติจะฟื้นตัวได้เร็วเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็กลับมาสดชื่น แม้วว่าจะเจ็บแผลบ้าง หลังคลอดแล้วคุณแม่อยู่พักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3 วัน ก็สามารถกลับไปเลี้ยงลูกที่บ้านและทำงานเบาๆ ได้ตามปกติ แต่ช่วงแรกๆ ต้องดูแลแผลฝีเย็บเป็นพิเศษ ใช้ยาพ่นแผล เย็บและยาทาริดสีดวงทวารตามแพทย์สั่ง แช่น้ำอุ่นจัดในอ่างอาบน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง และควรหาห่วงยางมารองนั่งเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักกดทับบริเวณแผลเย็บ

+ ค่าใช้จ่าย

โรงพยาบาลของรัฐ : ประมาณ 9,000 บาท

โรงพยาบาลเอกชน : ประมาณ 14,000 บาท



ผ่าตัดคลอด
+ ร่างกายคุณแม่

การผ่าคลอดมาจากหลายสาเหตุด้วยกันคือ ลูกไม่กลับหัวแต่เอาก้นลง รกเกาะต่ำ ลูกตัวโตกว่าเชิงกรานของแม่ ลูกในท้องมีภาวะขาดออกซิเจน หรือมีอันตรายที่ควรให้รีบคลอดออกมาทันที แม่อาจมีโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดอันตรายหากคลอดเอง เช่น เป็นความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ ฯลฯ หรือสายสะดือเคลื่อนออกทางช่องคลอด รวมถึงการตัดสินใจของตัวคุณแม่เองและครอบครัว

+ เวลา

สามารถนัดหมายกับคุณหมอเพื่อกำหนดวันและเวลาผ่าคลอดได้ และเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดก็ค่อนข้างแน่นอนคือประมาณ 1-2 ชั่วโมงค่ะ

+ กระบวนการ

เมื่อคุณหมอพิจารณาแล้วว่าต้องผ่าตัดคลอด คุณแม่จะต้องเลือกว่า จะใช้วิธีการบล๊อกหลังหรือดมยา ถ้าดมยาคุณแม่จะสลบไปเลย ไม่รับรู้ว่าคุณหมอทำอะไรกับตัวเองบ้าง แต่ถ้าบล๊อกหลัง คุณหมอจะฉีดยาเข้าที่ไขสันหลังแล้วระหว่างผ่าตัดคุณแม่จะยังคงมีสติตลอดเวลา แต่ร่างกายส่วนล่างต่ำกว่าสะดือลงไปจะชา ทำอะไรก็ไม่รู้สึกระหว่างที่คุณหมอทำคลอด

หลังจากเริ่มรู้สึกชาหรือหมดสติแล้ว คุณหมอจะเริ่มผ่าบริเวณหน้าท้องด้านล่าง ซึ่งมักผ่าตามแนวขวางที่เรียกว่า "บิกินี่" ยกกระเพาะปัสสาวะขึ้น กรีดมีดที่มดลูก แล้วเจาะถุงน้ำดูดน้ำคร่ำที่อยู่รอบๆ ตัวเด็กออก ดึงตัวเด็กออกมา และขณะที่ลูกคลอดจะมีการฉีดยาซินโทมิทรีนเพื่อช่วยให้รกลอกตัว และทำคลอดรก จากนั้นจึงเย็บปิดแผล หลังผ่าตัดเสร็จแม่จะถูกพาไปห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด เพื่อเฝ้าดูอาการ ส่วนลูกอาจไปที่ห้องทารกแรกเกิดเพื่อเฝ้าดูอาการต่อไป

+ หลังคลอด

คุณแม่ที่ดมยาจะไม่ได้เห็นหน้าลูกทันที ต้องรอให้ฟื้นและร่างกายแข็งแรงก่อน หลังฟื้นจะรู้สึกเจ็บแผลผ่าตัดมาก เจ็บแน่นระคายคอ เพราะต้องใส่ท่อคาอยู่ในคอระหว่างผ่าตัด ส่วนคุณแม่ที่บล็อกหลัง หลังผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บทันที แต่ยังชาต่ออีก 2-3 ชั่วโมง และในช่วงนี้คุณแม่ต้องนอนราบต่ออีกประมาณ 12 ชั่วโมง เนื่องจากการบล็อคหลัง จึงต้องมีการใส่สายปัสสาวะให้ด้วย ถ้าหากคุณหมอใส่ยาแก้ปวดร่วมกับยาชาตอนบล็อกหลัง ก็จะไม่เจ็บแผลไปอีก 1 วันเต็มๆ

หลังผ่าตัดคุณแม่ต้องงดน้ำงดอาหารประมาณ 24 ชั่วโมงจึงจะกลับมาเริ่มกินอาหารอ่อนๆ ได้

+ พักฟื้น

คุณแม่จะต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ ช่วงนี้ควรพยายามเดินหรือเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และการทำงานของระบบลำไส้ ยิ่งลุกขึ้นเดินมากเท่าไรแผลก็จะหายเร็วมากขึ้นเท่านั้น แต่อย่าเพิ่งยกของหรือออกกำลังกายหนักๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ แม้จะเห็นว่าแผลหายดีแล้วก็ตาม

+ ค่าใช้จ่าย

โรงพยาบาลของรัฐ : ประมาณ 25,000 บาท

โรงพยาบาลเอกชน : ประมาณ 35,000 บาท


ความสัมพันธ์ของร่างกายระหว่างแม่กับลูก เป็นกลไกอันมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติจัดไว้ให้ระหว่างการคลอด เพราะฉะนั้นหากไม่มีความผิดปกติอะไร การคลอดธรรมชาติก็เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด และเพื่อให้การคลอดสมบูรณ์แบบที่สุดคุณแม่ควรเตรียมพร้อมทั้งกายและใจค่ะ[/color][/size]



ข้อมูลจาก นิตยสาร ฉบับที่ 152 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2551




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2551 7:36:08 น.
Counter : 963 Pageviews.  


Torsu
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีครับ ผมชื่อ ต่อสู้ ครับ
ตอนนี้ พอจะมีเวลาบ้าง เลยจะลองสร้าง blog ดูครับ
Friends' blogs
[Add Torsu's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.