แห่งความทรงจำ
Group Blog
 
All Blogs
 

เลสลี่ จาง 張國榮 ... รำลึก ๑๐ ปีที่จากไป

๑ เมษายน ๒๐๐๓ ดาวดวงหนึ่งได้ลาลับจากไป ท่ามกลางความอาลัยของใครหลายคน วันนี้ครบรอบปีที่ ๑๐ หากคุณยังไม่ลืมและนึกถึงเขาอยู่ ขอเชิญร่วมรำลึกในอีกวาระหนึ่ง

images by free.in.th

เครดิตภาพงานรำลึก ๗ ปีที่ฮ่องกง (๒๐๑๐) โดย Star Miao แฟนคลับชาวจีน

"ดอกไม้แทนใจส่งไปแดนไกลเพื่อรำลึกถึงใครบางคน ว่าเขาคนนั้นยังอยู่ในใจฉันตลอดไป"

images by free.in.th

Leslie Cheung 張國榮 10 years...Miss you so much…

การ์ดที่ส่งไปติดพวงหรีดดอกไม้สำหรับวางหน้าโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ส่งดอกไม้ ได้ทำต้นฉบับอัดด้วยกระดาษอัดรูปและเคลือบบัตร(พลาสติก) แต่ทางร้านไม่อนุญาตให้ส่งไป แต่ให้ส่งเป็นไฟล์ภาพแทน ดังนั้นต้นฉบับจึงส่งไปทางประเทศจีนให้แฟนคลับชาวจีนช่วยนำไปติดให้อีกทีหนึ่ง หากเขาสามารถหาพวงหรีดดอกไม้เจอ

images by free.in.th

และแล้ว "ชิงชิง" (star miao) ก็ทำสำเร็จ เธอสามารถหาดอกไม้จนเจอและติดการ์ดต้นฉบับที่ส่งไปให้เธอที่ประเทศจีน และเธอนำไปที่ฮ่องกงด้วย ติดไว้ที่ด้านล่างอีกใบหนึ่ง

images by free.in.th

ปีนี้พิเศษสุดด้วยการส่งดอกไม้วางไว้อาลัยที่หน้าโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล
ส่งความรักที่มีถึงคนแดนไกลที่จากไป
ด้วยรักและอาลัยอย่างสุดซึ้ง
แฟนคลับชาวไทยที่ชื่นชอบคุณมานานแสนนาน

images by free.in.th

images by free.in.th

แฟนคลับเลสลี่ จางต่างช่วยกันพับนกกระเรียนส่งไปยังฮ่องกงเพื่อทำสถิติโลก โดยเจ้าหน้าที่จากกินเนสส์บุ๊คและแฟนคลับของเลสลี่ จาง ช่วยกันนับ (ตามภาพ วันที่ ๒๘ มีนาคม) โดยหวังจะทำลายสถิติว่าแฟนคลับของเลสลี่ จาง จากทั่วโลกรักเขามากแค่ไหน
(ขอบคุณแฟนคลับ star miao ส่งภาพและข้อมูล)

images by free.in.th

images by free.in.th


ของที่ระลึกที่ทำออกจำหน่ายสำหรับแฟนคลับของเลสลี่ แม้ราคาสูงลิ่ว โดยเฉพาะสมุดภาพในรายการสุดท้าย (เราได้สั่งซื้อด้วย แต่น่าเสียดายของขายหมดก่อนวันที่ ๑ เมษายน) หนังสือเล่มนี้ถ่ายภาพโดย Wing Shya เป็นภาพบันทึกระหว่าง passion tour concert ราวปี 2000
(ขอบคุณแฟนคลับ star miao ส่งภาพและข้อมูล)

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

ภาพงานนิทรรศการรำลึก ๑๐ ปี (ชิงชิง หรือ star miao แฟนคลับชาวจีนส่งข่าวบอก)

images by free.in.th

งานรำลึกเริ่มตั้งแต่วันที่ ๓๐ มีนาคม มีการบรรยายเกี่ยวกับ Leslie’s Art Study เมื่อบรรยายจบ ชิงชิงแฟนคลับขอยืมเพลงที่เลสลี่ร้องในคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ ๓ เพลงในเปิดในระหว่างช่วงพักนี้ด้วย
มีการทำหุ่นเลสลี่สูงถึง ๕ เมตร
วันที่ ๓๑ มีนาคม มีการฉายภาพยนตร์เก่าของเลสลี่ มีห้องแสดงเสื้อผ้าที่สวมใส่ในคอนเสิร์ต และมีกิจกรรมมากมายในช่วงระหว่างงานรำลึกนี้
มีพับนกกระเรียนกระดาษ ซึ่งพับกันไว้ก่อนหน้านี้ บางทีหากโชคดีอาจได้สักตัวเป็นที่ระลึกจากฮ่องกง
เพียงแค่นี้ก็ทำเราใจเต้นระทึกที่ไม่ได้ไปร่วมงานในปีนี้

images by free.in.th

A five-metre-high sculpture of late Hong Kong singer Leslie Cheung is seen displayed at an exhibition for paying tribute to Cheung in Hong Kong, south China, March 30, 2013. The exhibition is held to mark the 10th anniversary of the death of Leslie Cheung, who leapt to his death from a hotel in Hong Kong on April 1, 2003. A total of 1,900,119 origami cranes, folded by fans around the world, are displayed inside a giant red cube, which broke the Guinness World Record as "the largest display of origami cranes". (Xinhua/Chen Xiaowei)
ภาพจาก //www.NEWS.CN

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

หุ่นรูปเลสลี่ จาง ที่นิ้วมือด้านซ้ายมีนกระเรียนอยู่ข้างบน เห็นแล้วน่าประทับใจยิ่งนักที่แฟนคลับจากทั่วโลกยังรำลึกถึงเขาอยู่ แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยไป ๑๐ ปี แล้ว

images by free.in.th

images by free.in.th

ทะเลดอกไม้ (ผู้สื่อข่าวเขียนไว้เช่นนั้น) หน้าโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล ฮ่องกง

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th


images by free.in.th


images by free.in.th

ดอกไม้ของ "ฟางซื่ออวี้" ขวาสุดสีขาวแซมเหลือง ดีใจมากที่ปรากฎบนภาพถ่ายที่ค้นจากหน้าเวปไซด์ ปีนี้มีแฟนวางดอกไม้หน้าโรมแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ลกันมากจนล้น ช่องทางเดินตรงกลางคราคร่ำไปด้วยผู้คน ต่างคนต่างมาถ่ายภาพและถ่ายรูปตัวเองคู่กับดอกไม้ที่วางไว้อาลัยแด่...เลสลี่
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะรับรู้ถึงความรักที่แฟนจากทั่วโลกเดินทางมามอบให้ แม้ตัวเองไม่ได้ไปแต่ใจได้ไปอยู่ ณ ที่ตรงนั้นแล้ว


images by free.in.th

"หากรักเป็นเหมือนเมฆลอยไปในฟากฟ้า
กว้างไกลตา ไม่หวนมา ลมยังพาเมฆน้อยเลื่อนลอยไป...

ดั่งฉัน..มั่นหมายและปองเธอละเมอ เผลอรักหมดใจ
รักเธอเท่าไหร่ รักมากแค่ไหน โปรดอ่านใจของฉันดู

หากฉันเป็นนกจะติดตามเมฆน้อยที่ล่องลอย ลับไป
ฟากฟ้า..มืดมนเพียงไหน ไม่หวั่น
หวังไว้ คงสักวัน อาจได้เจอ"....

เพลง "หากรัก" อ๊อด คีรีบูน

images by free.in.th

บรรยากาศตรงนั้นคงบรรยายไม่ถูกว่าจะเศร้ามากขนาดไหน


images by free.in.th

A tearful fan, center, along with others sings a song of the late Hong Kong actor-singer Leslie Cheung outside a hotel where Cheung jumped to his death, in Hong Kong Monday, April 1, 2013. Cheung's fans placed flowers to mark the 10th anniversary of the death of Hong Kong screen and singing legend Cheung. (AP Photo/Kin Cheung)


แฟนยังคงรักเขาเสมอ 張國榮


images by free.in.th

A fan touches a picture of the late Hong Kong actor-singer Leslie Cheung on an altar set up outside a hotel where Cheung jumped to his death in Hong Kong Monday, April 1, 2013. Cheung's fans placed flowers to mark the 10th anniversary of the death of Hong Kong screen and singing legend Cheung. (AP Photo/Kin Cheung)


images by free.in.th

A fan poses besides a wax figure of the late actor-singer Leslie Cheung at Hong Kong's Madame Tussauds Monday, April 1, 2013. Cheung's fans placed flowers to mark the 10th anniversary of the death of Hong Kong screen and singing legend Cheung. (AP Photo/Kin Cheung)

images by free.in.th

The 6-meter-high statue of the late Hong Kong actor-singer Leslie Cheung is displayed at an exhibition for paying tribute to Cheung at a shopping mall in Hong Kong Saturday, March 30, 2013. The exhibition is held to mark the 10th anniversary of the death of the Hong Kong screen and singing legend. A total number 1,900,119 of origami cranes, folded by fans are displayed inside the transparent archway, left, which broke the Guinness World Record of the largest display of origami cranes. (AP Photo/Kin Cheung)


images by free.in.th

ชอบภาพในมุมมองนี้ของเลสลี่ จาง

images by free.in.th

ดอกไม้แสนสวยที่แฟนต่างออกแบบมาเพื่อไว้อาลัยแด่ "เลสลี่ จาง" (ภาพ star miao)

images by free.in.th

จุดเทียนไว้อาลัยเย็นวันที่ ๑ เมษายน (ภาพ star miao)

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=4e_scffobJQ&feature=player_embedded[/youtube]





 

Create Date : 05 เมษายน 2556    
Last Update : 13 มิถุนายน 2556 22:03:26 น.
Counter : 1407 Pageviews.  

The Fallen Family - ศึกล้างตระกูล

ละครที่เลสลี่ จาง เล่นให้กับ ทีวีบี The Fallen Family หรือชื่อไทย
"ศึกล้างตระกูล" คู่กับ จางม่านอวี้ ร่วมด้วยดาราดัง เซียะเสียน หยางจือหลิน
หลิวเจียง ฯลฯ

ขอบคุณภาพจาก pantip ที่ post ลงในกระทู้ต่าง ๆ

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

ชอบภาพนี้ของเลสลี่ จาง (ระหว่างพักถ่ายทำ) และภาพล่าง
(คุณ Stardom - Post)

images by free.in.th

images by free.in.th





 

Create Date : 06 สิงหาคม 2555    
Last Update : 6 สิงหาคม 2555 0:47:04 น.
Counter : 2144 Pageviews.  

เลสลี่ จาง (เชอซุ่ยเชิง) ในวิมานลอย

ซีรีส์อีกเรื่องหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้เลสลีจาง เมื่อครั้งสังกัด RTV
และเป็นซีรีส์น่าประทับใจในการแสดงของเลสลี่จาง แม้เรื่องนี้
จะเป็นละครชีวิตเศร้า รันทด แต่เป็นละครที่ทำให้ต้องหามาดูอีกครั้ง
เพื่อรำลึกถึง "เลสลี่ จาง" ซึ่งในเรื่องนี้เขารับบทเป็น บุตรชายคนเล็ก
แห่งตระกูล "เชอ" พร้อมดารานักแสดงของอาร์ทีวี ที่ชื่นชอบมากมาย
และเขาเหล่านั้นได้ร่วมแสดงละครด้วยกันหลายเรื่อง เช่น ว่านจือเหลียง
เฉินซิ่วเหวิน หม่าเหมียนเอ๋อ เว่ยชิวหัว ฯลฯ และมีดาราดังอย่าง "เยียะหัว" ร่วมแสดงเป็นตัวเอกของเรื่อง

ที่ชื่นชอบซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเลสลี่ น่ารักมากเกือบทุกฉากก็ว่าได้ แม้ตอน
ท้ายเรื่องจะดูเคร่งเครียด จริงจัง เพราะมีปัญหาชีวิต ครอบครัวผ่านเข้ามา
ภาพต่าง ๆ ที่โปรโมทเรื่องนี้ ล้วนเป็นภาพที่น่ารัก ๆ ของเลสลี่ทั้งสิ้น
ประเดิมด้วยภาพแรก ที่ลงในนิตยสารต่าง ๆ ภาพนี้เป็นภาพแลกซื้อ หรือ
ภาพแจกจากนิตยสารดาราจีนในสมัยนั้น

images by free.in.th

images by free.in.th

ภาพจากนิตยสารทีวีโชว์ ที่ตัดเก็บไว้ และภาพในละครที่ประทับใจ

images by free.in.th

images by free.in.th

เลสลี่จาง-หม่าเหมียนเอ๋อ ในเรื่องเลสลี่เล่นเป็นน้องชายที่คอยแก้ปัญหารัก
ให้พี่สาว

images by free.in.th

ภาพประทับใจจากซีรีส์เรื่องนี้ คือฉากที่เลสลี่ใส่สเวตเตอร์สีแดง

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

เลสลี่กับหม่าเหมียนเอ๋อ ชอบฉากนี้ เลสลี่น่ารักดี แต่พี่สาว(หม่าเหมียนเอ๋อ)
กำลังอารมณ์ไม่ดี เพราะเรื่องความรักเป็นเหตุ

images by free.in.th

ภาพเลสลี่สวมสเวตเตอร์สีแดงในฉากต่าง ๆ

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

ข่าวเกี่ยวกับซีรีส์ "วิมานลอย" หรืออีกชื่อหนึ่ง "ชีวิตลำเค็ญ" ที่เคยลงใน
นิตยสาร ทีวีสตาร์ ฉบับที่ ๒ เขียนไว้ดังนี้

"RTV ตกลงสร้างเรื่อง “เฝิ่ว ซิง ลิ่ว เจี๋ย” (ชีวิตลำเค็ญ) จางกั๋วหยง ก็ได้มีโอกาสแสดงเป็น “ซื้อ เหว่ย ซิง” เด็กหนุ่มในวัยเดียวกับตัวจริงของ จางกั๋วหยง ว่ากันว่า จางกั๋วหยงแสดงในบทนี้ได้ดีมาก ได้รับคำชมเชยจากทีมงานผู้สร้างอย่างกว้างขวาง"

images by free.in.th




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2555 23:20:09 น.
Counter : 1863 Pageviews.  

Happy New Year 2011 for Leslie Cheung's Fans

Smiley สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔





 

Create Date : 01 มกราคม 2554    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2555 21:52:48 น.
Counter : 447 Pageviews.  

ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม ภาค ๒ (Tai Chi Master II) ชุดที่ ๒

ติดตามชมเรื่องราวขององค์ชายอี้เหวินไทจือและเฉินซวงซวงต่อไป

อี้เหวินไทจือเมื่อออกจากวัด ต้องสืบเสาะมาถึงตึกตระกูลเฉินอย่างลืมตัว
ตึกตระกูลเฉินไม่โอ่อ่าตระการ หน้าประตูหลอมสิงโตหินสองตัว จัดยามสองคนเฝ้ารักษา

images by free.in.th

images by free.in.th

อี้เหวินไทจือเดินวนเวียนอยู่หน้าประตู ประจวบกับปรากฏเกี้ยวคันหนึ่งหามมาจอดที่หน้าประตู คนโดยสารเกี้ยวกลับเป็นเฉินว่านซัน

images by free.in.th

อี้เหวินไทจืออดผิดหวังมิได้ รอจนเฉินว่านซันลงจากเกี้ยวเข้าตึกไป ค่อยสอบถามต่อหญิงรับใช้ที่ติดตามขบวนเกี้ยวผู้หนึ่งว่า
“โกวเนี้ย ขอถามทำอย่างไรจึงสามารถพบพานเฉินเสียวเจี๊ยะ?”
หญิงรับใช้นั้นกล่าวว่า
“ท่านต้องการพบพานเฉินเสียวเจี๊ยะง่ายดายยิ่ง วันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ดเป็นวันเกิดของนาง เมื่อถึงเวลานั้นท่านรุดมาร่วมงานเลี้ยงของนาง จะพบพานนางเอง”
อี้เหวินไทจือกล่าวขอบใจ ปลีกตัวจากมาปากพึมพำว่า
“วันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ด...”

images by free.in.th

............................

วันนี้เป็นวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ด
เช้าวันนี้อี้เหวินไทจือมายังลานที่ว่างเขตโรงเตี้ยมที่พักของจางซันฟง เพื่อเล่าเรียนวิทยายุทธ แต่เมื่อมาถึง กลับนั่งซึมเซาอยู่หน้าโต๊ะ ละเมอเพ้อพร่ำว่า

images by free.in.th

“เฉินซวงซวง...”
จางซันฟงออกจากห้องพัก เรียกชื่อ “อาจุ้ง” ติดต่อกันหลายครา อี้เหวินไทจือค่อยรู้สึกตัวผุดลุกขึ้นเรียกหาว่า
“ซือแป๋”
“เจ้าคิดอะไร?”
อี้เหวินไทจือลนลานปฏิเสธ จากนั้นถามว่า
“ซือแป๋ วันนี้ใช่วันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ดหรือไม่?”
“ใช่ มีเรื่องใด?”

images by free.in.th

อี้เหวินไทจือปฏิเสธอีกครา ปากพึมพำว่า
“ไม่ทราบนางอยู่ในวัดวาหรือไม่?”
“นางเป็นใคร?”
“เป็นธิดาโทนของเฉินว่านซัน นามเฉินซวงซวง”
“ที่แท้เป็นนาง”
อี้เหวินไทจือฉุกใจคิด กล่าวว่า
“ซือแป๋รู้จักนาง?”
“เพียงพบพานโดยบังเอิญ ไม่นับว่ารู้จักโดยลึกซึ้ง”

images by free.in.th

images by free.in.th

“ซือแป๋เห็นว่านางเป็นบุคคลอย่างไร?”
“ในความเห็นของเจ้าเล่า?”
“ข้าพเจ้ารู้สึกสตรีนางนี้พิเศษพิสดารอยู่บ้าง”
จางซันฟงยิ้มกล่าวว่า
“เมื่อแรกริรัก ย่อมรู้สึกนางพิสดารเหนือธรรมดา”
พลางตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่ง กล่าวต่อ
“อาจุ้ง คืนนี้เจ้าค่อยมาใหม่”
อี้เหวินไทจืองงงันวูบ ค่ำคืนนี้ตนเองตั้งใจรุดไปยังงานวันเกิดของเฉินซวงซวง ดังนั้นโพล่งว่า
“ซือแป๋ ท่านสอนวิทยายุทธแก่ข้าพเจ้าในบัดดลเถอะ”
“เรานัดเจ้าในคืนนี้ มิใช่ให้เจ้าฝึกวิทยายุทธ หากแต่จะนำพาเจ้าไปยังสถานที่หนึ่ง”
“ต้องไปแน่นอน?”
จางซันฟงยิ้มเล็กน้อย กล่าวด้วยความหมายลึกซึ้งว่า
“เจ้าหากไม่มา ต้องสำนึกเสียใจแน่นอน”

images by free.in.th

...........................

ค่ำคืนนั้น ห้องโถงใหญ่ของตึกตระกูลเฉินแขวนภาพเซียนอายุวัฒนะ ตกแต่งประดับประดาอย่างงดงาม จัดโต๊ะสุราหลายสิบโต๊ะ
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเฉินซวงซวง ผู้เป็นธิดาโทนของเฉินว่านซัน ดังนั้นปรากฏแขกผู้มีเกียรติรุดมาอวยพรอย่างเนืองแน่น
.......................

สหายของเฉินซวงซวงทั้งสองกลับเป็นจางซันฟงและอี้เหวินไทจือ
จางซันฟงรุดมาอวยพรวันเกิดพร้อมกับกำนัลตุ๊กตาดินเผาแก่นางตัวหนึ่ง
คืนนี้เฉินซวงซวงอยู่ในชุดแดงเฉิดฉาย ลูบคลำตุ๊กตาดินเผาตัวนั้นด้วยความรักถนอม กล่าวว่า
“จางตั่วกอ ตุ๊กตาดินเผาของท่านตัวนี้สวยงามยิ่ง ท่านซื้อจากที่ใด?”
จางซันฟงกล่าวว่า
“ไม่ได้ซื้อหา เป็นเราปั้นขึ้นเอง”

images by free.in.th

เฉินซวงซวงตาเป็นประกายด้วยความยินดี ลูบคลำตุ๊กตาดินเผาโดยไม่วางมือ
อี้เหวินไทจือล้วงกล่องหยกจากอกเสื้อไปยื่นส่งต่อเฉินซวงซวง กล่าวว่า
“เฉินโกวเนี้ย ข้าพเจ้าก็มีของเล็กน้อยกำนัลแก่ท่าน ของเหล่านี้เป็นเราซื้อหามาระหว่างที่ข้าพเจ้าออกปราบศึก”

images by free.in.th

เฉินซวงซวงส่งเสียงดังอ้อ รับกล่องหยกมา แต่หาเปิดออกไม่ กลับวางลงบนโต๊ะ
จางซันฟงเห็นเช่นนั้นกล่าวว่า
“ผู้อื่นกำนัลสิ่งของแก่ท่าน ท่านสมควรกล่าวขอบคุณสักคำ”
เฉินซวงซวงค่อยได้คิด กล่าวว่า
“ตอนอยู่ในศาลเจ้า ข้าพเจ้าขอบคุณเขาแล้ว”

images by free.in.th

..................

เฉินซวงซวงเด็ดดอกไม้ที่สวนจนเต็มตะกร้าอย่างปลอดโปร่งคลายใจ
เมื่อเด็ดดอกไม้เต็มตะกร้า ขณะจะกลับตัวตึกพลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งเรียกหาว่า
“เฉินโกวเนี้ย”

images by free.in.th

เฉินซวงซวงเหลียวขวับไปตามเสียงเห็นเป็นอี้เหวินไทจือ จึงกล่าว
“ที่แท้เป็นท่าน”
อี้เหวินไทจือกล่าวว่า
“ฟังว่าบิดาท่านส่งมอบเสื้อนวมทั้งห้าสิบหมื่นตัวไปแล้ว ข้าพเจ้าพลอยคลายใจด้วย
เฉินซวงซวงกล่าวอย่างปลอดโปร่ง
“ข้าพเจ้าไม่นึกเกรงกลัวมาก่อน ข้าพเจ้าทราบว่าบิดาต้องกระทำได้แน่นอน”
“อย่างนั้นท่านไฉนไปวิงวอนขอไม่ตรีองค์ชายเอี้ยนอ๋อง?”
เฉินซวงซวงลืมตากลมโต กล่าวว่า
“ท่านทราบได้อย่างไร?”
“เรา...ได้ยินผู้คนเอ่ยถึง”

images by free.in.th

“ฮ่องเต้ไต้เหม็งนี้น่ากลัวยิ่ง ไม่ว่าเรื่องใดก็กล้ากระทำหากแม้นบิดาส่งมอบของไม่ครบถ้วน เกรงว่าต้องถูกตัดศีรษะแน่นอน”
“คาดว่าไม่หรอก”
“ยังบอกว่าไม่อีก ฮ่องเต้ไต้เหม็งนี้มีจิตใจโหดเหี้ยมยิ่ง”
อี้เหวินไทจือรีบกล่าวว่า
“ท่านอย่าได้กล่าวเหลวไหล หากแม้ฮ่องเต้ทรงทราบ ท่านต้องตายแน่นอน”
“ฮ่องเต้ไหนเลยทราบได้ นอกจากท่านบอกออกไป”
“เราย่อมไม่บอกออกไป”
“ข้าพเจ้าทราบว่าท่านไม่ หากท่านสามารถเหยียบย่างเข้าวังหลวงก้าวหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ยอมรับนับถือท่าน”
อี้เหวินไทจือเพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่เปิดเผยศักดิ์ศรีแท้จริงของตนต่อนาง กล่าวว่า
“ข้าพเจ้ากลับคิดน้อมเตือนพวกท่าน สำรวมไว้บ้าง อย่าได้อวดโอ่เกินไป”
เฉินซวงซวงขุ่นข้องใจขึ้นมา กระชากเสียงว่า
“ช่างพูดจาไม่เข้าหูนัก”
พลางสะบัดหน้าจากไป

images by free.in.th
......................

*แรก ๆ เฉินซวงซวงมิได้รักอี้เหวินไทจือ แต่แอบหลงรักจางซันฟง
ภายหลังจึงรักองค์ชายอี้เหวิน
ขอตัดตอนมายังตอนที่ทั้งสองรักกันและตอนท้ายเรื่องอันเป็นเรื่อง
น่าเศร้ายิ่งนัก

เฉินว่านซันเข้าสู่วังหลวง เพื่อเข้าเฝ้าหงอู่ฮ่องเต้ อี้เหวินไทจือและเฉินซวงซวงต่างรอฟังข่าวอยู่ในวังที่พักของอี้เหวินไทจือ

images by free.in.th

ทั้งสองเดินทอดน่องในอุทยาน ใต้ประกายดาว เฉินซวงซวงกล่าวว่า
“ท่านคาดว่าฮ่องเต้ทรงเบิกตัวบิดาข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้าด้วยเรื่องอันใด?”
อี้เหวินไทจือยิ้มพลางกล่าวว่า
“ย่อมสนทนาถึงเรื่องของเราสอง”
“หรือแป๋อ๋องท่านก็ใจร้อนเช่นเดียวกับบิดาข้าพเจ้า?”
อี้เหวินไทจือกล่าวอย่างภาคภูมิ
“ข้าพเจ้าเป็นไทจือ พิธีวิวาห์ของข้าพเจ้า พระองค์ย่อมทรงจัดอย่างสมเกียรติ ยังหลังจากที่พวกเราวิวาห์กัน ท่านต้องโยกย้ายไปพำนักในวัง แป๋อ๋องจะทรงบัญชาผู้คนมาสั่งสอนระเบียบแบบแผนในราชสำนักต่อท่าน ทุกประการของท่านจะแปรเปลี่ยน”

images by free.in.th

เฉินซวงซวงยิ้มเล็กน้อย แต่แล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า
“ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวอยู่บ้าง”
“ท่านกลัวอะไร?”
“ไม่ทราบข้าพเจ้าสามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตภายในวังหรือไม่?”
อี้เหวินไทจือกุมมือนางไว้ กล่าวว่า
“ท่านจะค่อย ๆ คุ้นเคยเอง”
“ซึ่งความจริง ข้าพเจ้าคิดชักชวนท่านไปยังสถานที่หนึ่ง ที่นั้นไม่มีผู้ใดใครอื่น มีแต่พวกเราสองคน ไม่ทราบประเสริฐเลิศปานใด”
“ข้าพเจ้าก็คิดหวังเช่นนี้ แต่ข้าพเจ้าเป็นไทจือ มีภาระหน้าที่ต้องช่วยเหลือแป๋อ๋องสะสางราชการงานเมือง”

images by free.in.th

เฉินซวงซวงกลอกตาแล้วกล่าว
“ท่านใช่จะตกแต่งนางสนมจำนวนมากหรือไม่?”
อี้เหวินไทจือหัวร่อออกมา กล่าวว่า
“ท่านว่าข้าพเจ้าจะทำเช่นนั้นหรือไม่?”
หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวว่า

images by free.in.th

“ซือแป๋หากทราบเรื่องการแต่งงานของพวกเราคงเบิกบานใจยิ่ง”
พลางโอบร่างอ้อนแอ้นของนางไว้ รั้งเข้ามาในอ้อมอก หนุ่มสาวทั้งสองล้วนดื่มด่ำในห้วงรัก ไม่รับรู้เวลาที่ผ่านพ้น



.................................

.......ฉังวี้ชุนกล่าวว่า
“ความรักของอี้เหวินกับเฉินโกวเนี้ยกลับกลายเป็นเช่นนี้ เป็นที่เสียใจของอี้เหวินจริง ๆ ฮ่องเต้ก็กระทำเกินเลยไป เงื่อนไขของพระองค์เช่นนี้ แสดงว่าคิดโค่นล้มเฉินว่านซันชัด ๆ”
จางซันฟงกล่าวเสียงสุ้มหนัก
“ท่านจำได้หรือไม่ เมื่อหลายปีก่อน ฮ่องเต้ทรงบัญชาเฉินว่านซันจัดทำเสื้อนวมห้าสิบหมื่นตัวภายในเวลาสามวัน”
“ย่อมจำได้ นี่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร?”
“ในความคิดของเรา คราครั้งนี้จูเหวียนจางต้องการชีวิตของเฉินว่านซันแล้ว”
ฉังวี้ชุนอุทานดังอา ฉุกคิดว่าเรื่องราวหนักหนาสาหัสจริง ๆ
ทั้งสองชักชวนกันมาถึงหน้าห้องหนังสือของอี้เหวินไทจือ นักบู๊ที่เฝ้าประตูคนหนึ่งพลันทัดทานไว้กล่าวว่า
“ฉังกวะกง จางไต้เฮียบ องค์ชายบอกว่าต้องการอยู่อย่างสงบ ไม่ต้องการให้ผู้ใดรบกวน
ฉังวี้ชุนโบกมือกล่าวว่า
“เราทราบ เจ้าล่าถอยไป”
พลางเดินถึงหน้าประตูห้อง เคาะประตูหลายครา
ภายในห้องบังเกิดเสียงอี้เหวินไทจือร้องว่า
“เรียกพวกเจ้าอย่าได้รบกวนเรา ไฉนยังเคาะประตูอีก?”
จางซันฟงส่งเสียงหนัก ๆ ว่า
“เป็นพวกเรา”



พลางผลักประตูเข้าไป เห็นอี้เหวินไทจือนั่งจับเจ่าอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ สีหน้าคับแค้นรันทด ผิดหวังเสียใจถึงที่สุด
“องค์ชาย ท่านขังตัวเองอยู่เพียงลำพัง จะมีประโยชน์ใดยังคงผ่อนคลายจิตใจ อีกไม่นานฮ่องเต้จะเปลี่ยนพระทัยเอง...”
อี้เหวินไทจือร้องอย่างลืมตัว
“อย่าได้กล่าวแล้ว”



จางซันฟังตวาดคำ “เยิ่นจุ้ง” ซึ่งเป็นชื่อปลอมของอี้เหวินไทจือ กล่าวเสียงเครียดว่า
“เจ้าเข้าใจว่าผู้อื่นไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ เจ้าจะสบายใจกว่าเดิมหรือ?”
อี้เหวินไทจือก้มศีรษะลง จางซันฟงค่อยผ่อนคลายท่าทีกล่าวว่า
“หากขังตัวเองอยู่ที่นี้เพียงลำพัง มิสู้ออกไปดื่มสุราสักจอก”
ฉังวี้ชุนส่งเสียงสนับสนุน อี้เหวินไทจือลังเลเล็กน้อย ค่อยผงกศีรษะรับ



........................

ตอนที่ ๒๐ อันชนนีนี้รักเจ้า
จางซันฟง ฉังวี้ชุนและอี้เหวินไทจือชักชวนกันมาดื่มสุราที่เหลาดุเหว่า หาทราบไม่ว่าที่หน้าเหลาเพิ่มองครักษ์เสื้อแพรอีกสี่คน ทำหน้าที่รักษาการณ์ให้กับอี้เหวินไทจือ
อี้เหวินไทจือทุกข์ระทมตรมอก ดื่มสุราลงไปไม่กี่จอกก็ดื่มจนเมามาย พลันกล่าวว่า



“นับแต่โบราณมากรักเหลือไว้แต่แค้น ฝันสุขฝันดีมีเมื่อใด?”
จางซันฟงอกสะทกสะท้อนมิได้ กล่าวว่า
“ชั่วชีวิตของคนเพียงไม่กี่สิบปี บางครั้งคราเฉกเช่นม่านควันผ่านตา”
ฉังวี้ชุนก็ดื่มจนตาหรี่ปรือ กล่าวว่า
“เรารบทัพจับศึก บุกไปทั้งเหนือจรดใต้ ชั่วพริบตาก็ผ่านไปหลายสิบปี”
อี้เหวินไทจือทอดถอนใจยาว กล่าวว่า
“ซึ่งความจริง ชื่อเสียงลาภยศและความฟุ้งเฟื้อเห่อเหิมล้วนเลื่อนลอยดุจหมอกควัน”



....................

สถานะของอี้เหวินไทจือยิ่งนานยิ่งเลวร้ายลง
“โอรสองค์ใดสืบราชบัลลังก์ ไยต้องลังเลแชเชือน เราเป็นความหวังของบ้านเมือง ไหนเลยกลับกลายเป็นอื่นได้?”
บทเพลงไม่ทราบผู้ใดแต่งขึ้น แต่ผู้ที่ถูกเพ่งเล็งสงสัยมากที่สุดย่อมเป็นอี้เหวินไทจือ
อี้เหวินไทจือล่วงรู้ถึงสถานการณ์อันเลวร้าย วันนี้ลงมือเก็บข้าวของให้กับเฉินซวงซวง



เฉินซวงซวงสะอึกกายเข้ามากล่าวว่า
“ท่านไม่ต้องเก็บข้าวของ ข้าพเจ้าไม่ไป”
อี้เหวินไทจือกล่าวอย่างร้อนรุ่ม
“เหตุการณ์ดำเนินถึงขั้นนี้ ท่านมิอาจไม่ไป”
“ท่านไฉนเสือกไสข้าพเจ้าไป?”
เนื่องเพราะข้าพเจ้าเห็นว่าหากท่านจากไป จะปลอดภัยกว่าอยู่ร่วมกับข้าพเจ้ามากนัก”
“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจท่านกล่าวอันใด?”
อี้เหวินไทจือทอดถอนใจ กล่าวว่า
“ตอนนี้ มีบทเพลงร้องอย่างแพร่หลาย เป็นผลร้ายต่อข้าพเจ้า ทุกผู้คนล้วนเข้าใจว่าเป็นข้าพเจ้าแต่งขึ้น เนื้อร้องบอกใบ้ว่าข้าพเจ้าคิดแก่งแย่งชิงอำนาจ หากแม้นแป๋อ๋องทรงทราบคงกริ้วยิ่ง”
“แต่ท่านไม่ได้กระทำ ยังเกรงกลัวอันใด?”



“เรื่องราวไหนเลยรวบรัดเช่นนั้น โอ ต่างเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน ไยต้องเผาผลาญร้อนรนปานนี้?”
เฉินซวงซวงฉุกใจคิดโพล่งว่า
“ท่านหมายความว่าเป็นแผนร้ายของเอี้ยนอ๋อง?”
ไม่ต้องสนใจมากความ ท่านไปเถอะ”
“ข้าพเจ้าไปแล้ว ท่านเล่า?”
“ข้าพเจ้าคงไม่เป็นไร แป๋อ๋องอย่างมากทรงควบควบคุมตัวเราระยะเวลาหนึ่ง”
เฉินซวงซวงบังเกิดความหดหู่จู่โจมจับใจ กล่าวว่า
“อี้เหวิน ในเวลาเช่นนี้ ข้าพเจ้าไหนเลยจากท่านไปได้ อย่าว่าแต่ข้าพเจ้าไร้ญาติขาดมิตร ท่านจะให้ข้าพเจ้าไปที่ใด?”
“ข้าพเจ้าไม่อาจหักใจจากท่าน เพียงแต่สถานการณ์คุกคามบังคับ มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด”
“อย่างนั้นพวกเราไปด้วยกัน”
“ไม่ได้ ข้าพเจ้าหากจากไป ผู้คนจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้าพเจ้าคิดช่วงชิงราชบัลลังก์”
เฉินซวงซวงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
“อย่างนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ไป”
“ซวงซวง...”
“ข้าพเจ้าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ไป”
อี้เหวินไทจือร้อนรุ่มใจยิ่ง พลันขบกรามกรอดตวัดมือตบใส่ใบหน้าเฉินซวงซวงฉาดหนึ่ง



เฉินซวงซวงยกมือกุมแก้ม น้ำตาคลอหน่วยในบัดดล พลันสะบัดหน้าโถมออกจากห้อง
อี้เหวินไทจือร้องเรียก “ซวงซวง” แต่เฉินซวงซวงจากไปโดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก
อี้เหวินไทจือไหนเลยหักใจตบตีทำร้ายเฉินซวงซวง แต่หากไม่ทำเช่นนี้ เฉินซวงซวงก็ไม่ยอมจากไป ขณะที่ลงมือตบตีนาง จิตใจอี้เหวินไทจือถึงกับปวดแปลบปานถูกมีดกรีด



ในที่สุดเฉินซวงซวงจากไปแล้ว อี้เหวินไทจือต้องกระแทกนั่งลงที่หน้าโต๊ะ ซึมเซาราวสูญเสียของรัก ไม่รับรู้เวลาที่ผ่านพ้น
สุ้มเสียงเรียกหาเสียงหนึ่งพลันดัง อี้เหวินไทจือเหลียวหน้าไป ก็เห็นซวงซวงไปแล้วย้อนกลับมา



เฉินซวงซวงกล่าวเสียงอ้อยอิ่ง
“ข้าพเจ้าทราบว่าท่านไม่คิดตีข้าพเจ้า ท่านเมื่อต้องการให้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะส่งเสริมท่าน”
ในเสียงกล่าว หลั่งน้ำตาออกมาสองสาย



อี้เหวินไทจือผุดลุกขึ้นอย่างลืมตัว ยื่นมือเช็ดคราบน้ำตาให้กับนาง เฉินซวงซวงต้องโถมไปในอ้อมอกของอีกฝ่ายหนึ่ง
เมื่อถึงคราจำพราก กระทั่งฟ้ายังร่ำไห้ หลั่งเป็นสายฝนพร่างพรมลงสู่หล้า



ในสายฝนที่คล้ายม่านน้ำตา อี้เหวินไทจือมือหนึ่งถือร่ม อีกมือหนึ่งกางร่มอีกคันหนึ่ง ส่งเฉินซวงซวงถึงหน้าตึก
ทั้งสองสบตายตากันแน่วนิ่ง มาตรว่ามีร้อยวาจาพันวจี แต่ล้วนลำคอตีบตัน ไม่สามารถกล่าวจากปากได้
ในที่สุดเฉินซวงซวงขยับเขยื้อนริมฝีปาก กล่าวว่า
“ท่านถนอมตัว”
เอ่ยถึงตอนนี้ถูกก้อนสะอื้นจุกลำคอ หยิบฉวยร่มจากอี้เหวินไทจือ หมุนตัวจากไป



นางเดินไปไม่กี่ก้าว ต้องเหลียวมองมายังอี้เหวินไทจืออีกครา สุดท้ายตัดใจผละจากไป
อี้เหวินไทจืออ้าปากหมายร้องเรียก แต่ปราศจากสุ้มเสียงเปล่งออกมา เพียงใช้สายตาส่งเงาหลังนางจากไป
รู้สึกสายตาพร่ามัว ไม่ทราบถูกละออกฝนสาดซัดหรือเป็นประกายน้ำตา?”



อี้เหวินไทจือได้แต่กางร่มอีกคันหนึ่งออก หันกายหมายกลับเข้าวังที่พัก พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า
“รับพระบรมราชโองการ”



อี้เหวินไทจือเหลียวขวับไปตามเสียง เห็นองครักษ์เสื้อแพรจำนวนหนึ่งเร่งรุดมาถึง
อี้เหวินไทจือใจหายวูบ ฉุกคิดว่าเป็นเรื่องราวใด ต้องคลายมือปล่อยร่มหลุดจากมือ คุกเข่าอยู่กลางสายฝน
ดังนั้นอี้เหวินไทจือถูกคุมตัวตามพระบรมราชโองการ เสือกไสเข้าสู่คุกหลวง สูญสิ้นอิสรภาพในบัดดล



.........................

ภายในคุกหลวงผนังศิลาแข็งแกร่ง บรรยากาศเยือกเยียบ ไม่อาจเห็นแสงเดือนแสงตะวัน เพียงจุดโคมน้ำมันดวงหนึ่ง มุมห้องตั้งเตียงศิลา นอกจากนั้นไม่มีของอื่นอีก
อี้เหวินไทจือยืนอยู่กลางห้องศิลา จิตใจท้อแท้รันทดถึงที่สุด
พลันได้ยินเสียงขันทีร้องขานว่า
“ฮ่องเต้เสด็จมาถึง”
ในเสียงร้อง หุงอู่ฮ่องเต้เสด็จเข้าสู่ห้องศิลา พร้อมด้วยทหารคนสนิทผู้หนึ่ง และองครักษ์เสื้อแพรสองคน



อี้เหวินไทจือคุกเข่าถวายบังคม หงอู่ฮ่องเต้รับสั่งให้ลุกขึ้น โบกพระหัตถ์คราหนึ่ง เหล่าขันทีองครักษ์เสื้อแพรก็ล่าถอยไป
หุงอู่ฮ่องเต้ตรัสด้วยความพลุ่งพล่านพระทัย
“บุพการีในต่ำใต้ล้วนมุ่งหวังให้บุตรหลานรุดหน้าก้าวไหล ข้าฯ แต่งตั้งเจ้าเป็นไทจือ (องค์รัชทายาท) แต่แรกเจ้ากลับไม่รักดี เจ้าไฉนทรยศต่อข้าฯ ?”
“อี้เหวินไทจือกล่าวอย่างทอดอาลัย
“ผู้บุตรยังมีโอกาสอธิบายหรือ?”



“เจ้าหมายความว่าแป๋อ๋องเข้าใจเจ้าผิด อย่างนั้นบทเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้ สมควรอธิบายอย่างไร?”
“ผู้บุตรหากคิดแต่งบทเพลง เอาใจออกห่างจากแป๋อ๋อง ไยต้องเผยแพร่อื้อฉาวปานนั้น?”
“เช่นนี้เป็นว่า เจ้าไม่มีความตั้งใจเป็นปฏิปักษ์กับแป๋อ๋อง?”
“ผู้บุตรมี!”
หุงอู่ฮ่องเต้พระพักตร์แปรเปลี่ยนไป ตรัสถามว่า
“เพราะเหตุใด เจ้าไฉนเป็นปฏิปักษ์กับแป๋อ๋อง”
อี้เหวินไทจือกล่าวด้วยน้ำตาคลอหน่วย



“แป๋อ๋อง วัดหวงกัวะเป็นที่พักพิงของแป๋อ๋อง หลวงจีนทั้งแปดร้อยรูปมีน้ำใจกับท่านอย่างลึกซึ้ง พระองค์ไฉนเข่นฆ่าล้างพวกมันในคืนเดียว ยังมี ขุนนางฝ่ายปกครองตั้งแต่ชั้นที่เจ็ดลงมาภายในรัศมีห้าร้อยลี้ มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับเรื่องนี้ พระองค์ไฉนประหารฆ่าพวกมันด้วย?”
“เหล่าหลวงจีนพูดจาระราน แส่หาจุดดับเอง เหล่าขุนนางปกครองหย่อนยาน สมควรรับโทษทัณฑ์”
“อี้เหวินไทจือร้องว่า
“อย่างนั้นฉังกัวะกงก็สมควรรับโทษทัณฑ์หรือฉังกัวะกงกับพระองค์สนิทสนมฉันพี่น้อง ร่วมกันขับไล่ชาวมงโกล บากบั่นตั้งประเทศ สุดท้ายไฉนพระองค์พระราชาทานห่านนึ่ง ประทานความตายแก่ฉังกัวะกง?”



“มันถือดีว่ามักคุ้นกับข้าฯ คอยขัดขวางนโยบายข้าฯ ทุกวิถีทาง ข้าฯ เป็นฮ่องเต้แห่งไต้เหม็ง ไหนเลยปล่อยให้มันทำเช่นนี้ได้?”
อี้เหวินไทจือแหงนหน้าด้วยความคับแค้นรันทดกล่าวว่า
“เจ้าชีวิตเมื่อให้ข้าพระองค์ตาย ข้าพระองค์มิอาจไม่ตาย แป๋อ๋อง ท่านไยต้องกล่าวแก้ตัว?”
หุงอู่ฮ่องเต้ตวาดด้วยทรงกริ้วว่า
“เจ้าบังอาจไปแล้ว”
ตรงตวัดพระหัตถ์วูบ ตบอี้เหวินไทจือถลาถึงมุมห้อง



อี้เหวินไทจือพลิกตัวกลับมา ปากยังกล่าวว่า
“พระองค์ทรงริษยาในฐานะของเฉินว่านซัน ยึดทรัพย์ของตระกูลเฉิน ปล่อยให้มหาเศรษฐีผู้หนึ่งอดตายอยู่กลางท้องถนน นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”



หุงอู่ฮ่องเต้ร้องตัวด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า
“เจ้าไม่ต้องกล่าวอีก ข้าฯ เป็นฮ่องเต้เจ้าชีวิตไม่มีผู้ใดทัดเทียมเปรียบได้”
อี้เหวินไทจือหลั่งน้ำตาด้วยความคับแค้นเสียใจ กล่าวเสียงสั่นสะท้าน
“แป๋อ๋อง พระองค์เปลี่ยนไปแล้ว”
พลางคุกเข่าลง ใช้เข่าคืบคลานถึงหน้าพระบาทหุงอู่ฮ่องเต้ พึมพำว่า



“ผู้บุตรจำได้ว่า ก่อนที่พระองค์จะเป็นฮ่องเต้ ระหว่างที่อยู่ในหมู่บ้านชนบท พวกเราแม้ยากไร้ แต่ก็มีชีวิตอย่างสุขสันต์ จำได้ว่าเมื่อเยาว์วัย ผู้บุตรร่างเตี้ยเล็กเกินไป แต่ร่ำร้องอยากกินผลจ้อ (พุทราจีน) บนต้นไม้ พระองค์ทรงอนุญาตให้ผู้บุตรขี่คอปีนขึ้นไปเก็บผลจ้อ แป๋อ๋อง พระองค์ทรงจำได้หรือไม่?”
หุงอู่ฮ่องเต้ตรัสรำพึงว่า
“มิผิด ตอนนั้นเรารักเจ้าที่สุด เราเห็นว่าในบุตรทั้งสาม เจ้าเป็นคนดีที่สุด แต่เจ้าพอเติบใหญ่ก็แปรเปลี่ยนไป ตอนนี้กลับตั้งตัวเป็นปฎิปักษ์กับข้าฯ”
อี้เหวินไทจือส่ายหน้าช้า ๆ กล่าวว่า
“ผู้บุตรไม่ได้เปลี่ยน ผู้เปลี่ยนไปคือแป๋อ๋อง พระองค์เปลี่ยนไปมากหลายจริง ๆ กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์เองยัง...”
หุงอู่ฮ่องเต้ตรัสสอดขึ้น
“ไม่ต้องกล่าวแล้ว แผ่นดินเป็นของข้าฯ ไม่มีผู้ใดช่วงชิงไปจากข้าฯ ได้ ต่อให้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขก็ไม่มีน้ำใจต่อกัน”
ตรัสจบเสด็จจากไปโดยสิ้นเยื่อใย อี้เหวินไทจือต้องฟุบกายบนเตียงศิลา เปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา



..........................

ตอนที่ ๒๔
รักอันลึกล้ำ
เฉินซวงซวงคิดสืบสายเลือดให้กับอี้เหวิน จึงขอร้องให้จางซันฟงช่วยติดต่อขอพบขุนนางหุง ซึ่งเป็นผู้ดูแลคุกหลวง ในที่สุด ขุนนางหุงตกลงใจให้ความช่วยเหลือ



ยามวิกาล ขุนนางหุงถือเสื้อผ้าชุดหนึ่งเข้าสู่คุกศิลาที่คุมขังอี้เหวินไทจือ เรียกหาว่า
“องค์ชาย……”
อี้เหวินไทจือความจริงนอนพักผ่อนบนเตียงศิลา พอฟังพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ขุนนางหุงเดินเข้ามากล่าวว่า
“โปรดผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า”



อี้เหวินไทจืออดสะท้านใจมิได้ ขยับเขยื้อนริมฝีปาก กล่าวว่า
“ถึงเวลาแล้ว?”
“องค์ชายอย่าได้ถามมากคาม โปรดผลัดเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้านี้”
อี้เหวินไทจือสงบจิตใจก้าวลงจากเตียง ยื่นมือออกช้า ๆ รับเสื้อผ้าชุดนั้นมา
จากนั้นอี้เหวินไทจือสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ติดตามขุนนางหุงถึงห้องลับใต้ดินหลังหนึ่ง
ขุนนางหุงผลักประตูชักนำอี้เหวินไทจือลงบันไดศิลา มาถึงห้องลับเบื้องล่าง
อี้เหวินไทจือกวาดตามอง เห็นในห้องใต้ดินขึงผ้าม่านหลายชั้น ทุกที่ทางมืดครึ้มเลือนราง ต้องกล่าวอย่างสงสัยใจ



“หุงตั่วนั้ง ท่านไฉนนำข้าพเข้ามายังที่นี้?”
ขุนนางหุงกล่าวว่า
“ท่านเลิกม่านเข้าไปจะเข้าใจเอง องค์ชาย เราเพียงสามารถปกปิดให้กับท่านสิบวัน”
กล่าวจบหันกายหมายจากไป อี้เหวินไทจือรีบกล่าวว่า
“หุงตั่วนั้ง”
ขุนนางหุงเหลียวหน้ามากล่าวว่า
“หวังว่าท่านจะทะนุถนอมสิบวันนี้ให้ดี”
ส่ายหน้าทอดถอนใจ ค่อยขึ้นศิลาไป
อี้เหวินไทจือตะลึงลานชั่วขณะ จึงเพ่งตามองพบว่าหลังม่านปรากฎเงาร่างอ้อนแอ้นสายหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง มาตรว่ากางกั้นด้วยผ้าม่านหลายชั้น แต่เงาร่างสายนี้ยังติดตราตรึงใจของตนกระไรปานนั้น
อี้เหวินไทจือใจเต้นระทึกขึ้น เลิกผ้าม่านชั้นหนึ่งเรียกหาว่า
“ซวงซวง”
เงาร่างอ้อนแอ้นนั้นยืดกายขึ้น เลิกผ้าม่านเบื้องหน้าออกขานตอบว่า
“อี้เหวิน”
ผ้าม่านพอเลิกออก ค่อยเห็นใบหน้าผุดผาดที่เนืองนองด้วยคราบน้ำตาโดยชัดตา เป็นเฉินซวงซวงจริง ๆ



อี้เหวินไทจือดูจากสภาพห้องหับ ทบทวนคำพูดของขุนนางหุงค่อยคาดเดาออกว่าเป็นเรื่องราวใด ขยับเขยื้อนริมฝีปากกล่าวว่า
“ท่านไฉนทำเช่นนี้?”
เฉินซวงซวงกล่าวเสียงแผ่วเบา
“ข้าพเจ้าคิดสืบสายเลือดให้กับท่าน”
อี้เวหินไทจือหมุนตัวไป โพล่งว่า
“ไม่ได้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องหาของไต้เหม็ง เป็นตายยากหยั่งคาด ข้าพเจ้าไม่อาจทำร้ายท่าน”
เฉินซวงซวงกล่าวเสียงอ้อยอิ่ง
“มีแต่ทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงสามารถปลุกปลอบกำลังขวัญมีชีวิตอยู่สืบไป”
อี้เหวินไทนจือหมุนตัวกลับมาบัดดล พอดีประสานสบกับสายตาที่โศกซึ้งรันทดของเฉิน
ซวงซวง ยามพลุ่งพล่านตื้นตัน ร้องร้องเรียก “ซวงซวง” โถมเข้าไปโอบกอดร่างอ้อนแอ้นนั้นไว้
เฉินซวงซวงก็ฟุบหน้ากับหัวไหล่อี้เหวินไทจือเปล่งเสียงร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจตาย
หนุ่มสาวทั้งสองโอบกอดกันแนบแน่นคล้ายกับละลายเลือดเนื้อเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน
ในบรรยากาศอันโศกซึ้งรันทด ทั้งสองมอบกายแก่อีกฝ่ายและรับรักจากอีกฝ่ายหนึ่ง
ช่วงเวลานี้ไม่ว่าผู้ใดก็ปราศจากราคะจริต มีแต่ความรักอันสูงส่งและความหวังอย่างเต็มเปี่ยมในอันที่จะมีผู้สืบสายเลือดต่อไป
.................................

ภายในห้องลับใต้ดินไม่อาจเห็นแสงเดือนแสงตะวัน เทียนไขสีแดงถูกจุดขึ้นเล่มแล้วเล่มเล่า
ช่วงเวลานี้อี้เหวินไทจือกับเฉินซวงซวงแทบอยู่ร่วมกันตลอดเวลา วิมานความฝันของทั้งสองฝ่ายล้วนกลับกลายเป็นความจริง



แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขคล้ายกระชั้นสั้นเป็นพิเศษ ค่ำคืนนี้ขุนนางหุงปรากฏกายขึ้นอีกครา เรียกหาว่า
“องค์ชาย”
อี้เหวินไทจือเหลียวหน้าไป กล่าวว่า
“หุงตั่วนั้ง”
“วันนี้เป็นวันสุดท้ายของท่าน ท่านต้องทะนุถนอมให้ดี”
กล่าวจบ หันกาขึ้นจากห้องลับใต้ดิน
อี้เหวินไทจือเจ็บแปลบปลาบจับใจ ลากฝีเท้าเข้าหาเฉินซวงซวงที่หลังม่านมุ้งอีกครา



นับแต่นั้น หนุ่มสาวทั้งสองยิ่งโอบกอดกันแนบแน่นแทบไม่อาจหักใจแยกจากแม้ชั่วครู่ชั่วยาม
ในที่สุด แว่วเสียงขุนนางหุงดังว่า
“องค์ชาย ถึงเวลาแล้ว องค์ชายโปรดกลับไป”
วาจานี้คล้ายมีดอันแหลมคม ผ่าแยกหนุ่มสาวทั้งสองจากกัน อี้เหวินไทจือต้องคลายแขนจากการโอบกอดเฉินซวงซวง กล่าวอย่างเสียใจ
“ซวงซวง ข้าพเจ้าเป็นที่ผิดหวังของท่าน”
กล่าวจบ เลิกผ้าม่านโอมออกไป



“อี้เหวิน....”
เฉินซวงซวงกรีดร้องคำหนึ่ง สุ้มเสียงสะท้อนสะท้าน สะกดอี้เหวินไทจือชะงักกับที่
อี้เหวินไทจือหันกายกลับมา ล้วงหยกประดับออกมาชิ้นหนึ่ง กล่าวว่า
“ซวงซวง หยกประดับนี้ขอให้ท่านมอบต่อบุตรชายเรา”
เฉินซวงซวงยื่นมือรับหยกประดับไว้ อดร่ำไห้ออกมามิได้
อี้เหวินไทจือเหม่อมองเฉินซวงซวงเป็นคราครั้งสุดท้าย ค่อยตัดใจอย่างเด็ดเดี่ยว โถมขึ้นจากห้องลับใต้ดิน
“อี้เหวิน อี้เหวิน....”
เฉินซวงซวงคร่ำครวญหวนไห้ พริบตานั้นหัวใจคล้ายแหลกลาญสลายแล้ว
กระทั่งขุนนางหุงก็ต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเวทนา กล่าวว่า
“เฉินโกวเนี้ย ท่านถนอมตัวให้มากไว้ เราจะดูแลองค์ชายเอง”
กล่าวจบ ค่อยหันกายขึ้นจากห้องลับใต้ดิน
เฉินซวงซวงโถมตามติดถึงเชิงบันได พลันเข่าอ่อนระทวย ต้องกระแทกนั่งลงด้วยความท้อแท้ระทด



เนื่องเพราะนางทราบดี การจากกันครั้งนี้เป็นการจำพรากชั่วนิรันดร์ นับแต่นี้ไม่อาจพบหน้าอี้เหวินไทจืออีก
.................................

ในที่สุด วันอำมหิตก็มาถึง



ขุนนางหุงในฐานผู้ดูแลคุกหลวง ชักนำขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ และองครักษ์เสื้อแพรผู้หนึ่งเข้าสู่คุกหลวง
องครักษ์เสื้อแพรนั้นประคองถาดหยก บนถาดจัดวางป้านทองใบหนึ่ง และจอกทองคำใบหนึ่ง
ขุนนางหุงกล่าวด้วยน้ำเสียงปวดร้าวว่า
“องค์ชาย ถึงเวลาแล้ว”
อี้เหวินไทจือหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก หันหน้าหาด้านทิศใต้อันที่ประทับของหุงอู่ฮ่องเต้ งอเข่าคุกลง
ขันทีคนสนิทร้องขานว่า
“ประทานสุรา”



องค์รักษ์เสื้อแพรนั้นถือถาดหยกเดินเข้ามา คุกเข่าลงที่เบื้องหน้าอี้เหวินไทจือ หยิบฉวยจอกสุรายื่นส่งให้
...ในสุราจอกนี้ ผสมพิษหงอนกระเรียนแดงอันร้ายแรง ไม่ว่าผู้ใดดื่มลงไปต้องตาย
อี้เหวินไทจือยื่นมือออกช้า ๆ รับจอกสุราพิษมาถือไว้
ขุนนางหุงไม่อาจทนดูได้ ต้องเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง





อี้เหวินไทจือพริ้มตาลง ปล่อยให้น้ำตาคลอหน่วย ไหลรินลงอาบแก้ม ยกจอกสุราพิษขึ้น...
ทันใด เสียงตวาดต่อสู้พลันดัง องครักษ์เสื้อแพรหลายคนสู้พลางถอยพลาง ถอยเข้าสู่คุกศิลาโดยมีคนชุดดำผู้หนึ่งถือกระบี่ โถมตามติดเข้ามาโดยกระชั้นชิด



ผู้ที่อาศัยเพียงกระบี่เล่มเดียว บุกฝ่าคุกหลวงโดยอาจหาญคือจางซันฟง!
จางซันฟงพอเห็นสภาพในคุกศิลา ก็ฉุกคิดว่าเป็นเรื่องราวใด สร้างความร้อนรุ่มใจยิ่ง ขณะจะเร่งมือฆ่าฟันองครักษ์เสื้อแพร โถมเข้าไปช่วยเหลืออี้เหวินไทจือ พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า
“ซื่อแป๋ ท่านอย่าได้ช่วยเหลือข้าพเจ้า”
คนร้องทัดทานกลับเป็นอี้เหวินไทจือ



จางซันฟงอดชะงักงันมิได้ อี้เหวินไทจือกล่าวอีกว่า
“ต่ำไต้แม้ไพศาล ท่านจะให้ข้าพเจ้าหนีไปที่ใด ขอถามมีผู้ใดไม่ทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นองค์ไทจือ(รัชทายาท) แห่งไต้เหม็ง?”
จางซันฟงอึ้งไปวูบ อี้เหวินไทจือกล่าวอย่างหดหู่
“ซื่อแป๋ กับพระคุณยิ่งใหญ่ของท่าน ข้าพเจ้าได้แต่รอไว้ชาติหน้าค่อยหาทางทดแทนแล้ว”
จางซันฟงรับฟังจนใจหายวูบ ร้องว่า
“อี้เหวิน...”
ไม่ทันขาดคำ อี้เหวินไทจือยกจอกสุราหมายดื่มลงไปแล้ว



“หยุดมือ!”
จางซันฟงตวาดสุดเสียง พุ่งผ่านข้างกายเหล่าองครักษ์เสื้อแพร คิดโถมเข้ามาขัดขวาง แต่ก็สายเกินการณ์
อี้เหวินไทจือยืดคอดื่มสุราพิษลงไปแล้ว!



จางซันฟงโถมถึงข้างกายอี้เหวินไทจือ โอบกอดศิษย์รักไว้ คิดเอ่ยปากกล่าววาจา แต่ลำคอตีบตันไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้



อี้เหวินไทจือหลั่งเหงื่อกาฬเต็มหน้า ปากกล่าวอย่างยากเย็น
“ซือแป๋ ข้าพเจ้ามีข้อขอร้องประการหนึ่ง โปรดดูแลซวงซวงให้กับข้าพเจ้า”



เอ่ยถึงตอนนี้ พลันชักกระตุกคราหนึ่ง มุมปากปรากฏโลหิตไหลซึมออกมา แต่ยังกล่าวว่า
“ท่านถนอมตัว”



เสียงขาดคำ ศีรษะห้อยพับไปด้านข้างสิ้นใจตาย!
องค์รัชทายาทแห่งไต้เหม็งที่เปี่ยมด้วยสัตยธรรมและเมตตาธรรม ต้องสังเวยชีวิตภายใต้แผนร้ายของพี่น้องร่วมสายเลือดในลักษณะนี้
จางซันฟงโอบซากศพอี้เหวินไทจือแนบกับอก คร่ำครวญเรียกหาว่า
“อี้เหวิน” อดหลั่งน้ำตาออกมามิได้



....................................

หุงอู่ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ทั้งสิ้นสามสิบเอ็ดปีก็เสด็จสวรรคต องค์ชายน้อยหวินเหวินซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของอี้เหวินไทจือ จึงเสด็จขึ้นครองราชย์สืบแทนเมื่อ ค.ศ. ๑๓๙๙ ทรงพระนามเจี้ยนเหวินฮ่องเต้
ที่น่าเสียดายคือ เจี้ยนเหวินฮ่องเต้สืบราชบัลลังก์เพียงสี่ปี ก็สิ้นสุดรัชกาลของพระองค์
จบภาค ๒
น.นพรัตน์ แปล

รูปองค์ชายอี้เหวินตอนอื่น ๆ ที่มิได้กล่าวถึง













 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 7 สิงหาคม 2555 23:02:49 น.
Counter : 1321 Pageviews.  

1  2  3  4  

ฟางซื่ออวี้
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ที่เข้าชม Blog ของ "ฟางซื่ออวี้" ซึ่งรวมเรื่องราวต่าง ๆ ของ "เลสลี่ จาง" ในยุค '80 และภาพแห่งความทรงจำในอดีตในยุคที่หนังจีนกำลังเฟื่องฟูในบ้านเรา
New Comments
Friends' blogs
[Add ฟางซื่ออวี้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.