All Blog
2016 Japan Trip - หนึ่งวันในชิบุย่า / ฮาราจุกุ / ชินจุกุ






ชิบุย่า > ฮาราจุกุ > ชินจุกุ > Roppongi

นี่คือแผนที่วางไว้ ยัยแม่เปรี้ยวมาก คิดว่าสามารถเดินสี่ที่นี้จบได้ในหนึ่งวัน Smiley
จริงๆก็ทำได้นะ ถ้าเดินเฉยๆแบบไม่แวะ 5555
สรุปว่า ในความเป็นจริง เราไปได้แค่ 3 ที่แรก Roppongi ไปไม่ทัน

เราขึ้น JR Yamanote Line จาก Ueno มาลง Shibuya 

ชิบุยะ

พอออกจากรถไฟฟ้ามา ก็มาเจอห้างโตคิว ของกินในซุปเปอร์มาร์เก็ตช่างยั่วยวนเหลือเกิน เลยสอยแซนวิชมาหนึ่งชิ้น


ไฮไลท์ของชิบุยะที่อยากแวะมาคือ ห้าแยก landmark+เจ้าหมา Hachiko ผู้ซื่อสัตย์ และเราก็มาตามนั้น
ถ่ายรูปเสร็จแล้วเดินต่อไปฮาราจุกุ (จบการมาชิบุยะแต่เพียงเท่านี่ Smiley)




ความสนุกของเรามันอยู่ที่การเดินนี่แหละ ได้เดินดูทาง ดูบ้านเรือนเค้า
จากชิบุยะ เราเดินไปเรื่อยๆ ผ่านสถานที่ต่างๆทั้้งศิวิไลซ์ และค่อนข้างจะเป็นแหล่งเสื่อมโทรม (แถวใต้สะพานลอย)

ระหว่างทาง เดินไป เม้ามอยส์ไป ถ่ายรูปเล่นไป
ดูยัยแม่สิ... เธอช่างกล้า... Smiley


ฮาราจุกุ

เดินแปบๆ เราก็มาถึง Harajuku
ที่เห็นเป็นถนนเล็กๆฝั่งตรงข้ามคือถนนสายแฟชั่น Takeshita Dori แหล่งรวมตัวของวัยรุ่นที่แต่งชุดแนว cosplay 


แม้จะเป็นเพียงถนนเส้นเล็กๆ แต่เรากลับรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับความหลากหลายและความแหวกแนวของร้านและของคนที่มาเดิน


เด็กๆก็สนุกไปกับกิมมิคต่างๆบนถนนแห่งนี้


กลางวันนี้ ยัยแม่ขอเลือกกินที่ Pompompurin Cafe
ที่เลือกเพราะความน่ารักของเจ้า Pompompurin ล้วนๆ


ดูหน้าตาอาหารสิ น่ารักบาดใจยัยแม่ Smiley



หลังจากกินเสร็จ เอาคะแนนความน่ารักไปเลย 10/10 
แต่คะแนนความอร่อย 7/10 พอ T_T

ดูนางสิ..เข้าไปออเซาะพ่อ เกินหน้าเกินตาเรา เช๊อะ Smiley

หลังจากที่ได้เดินมาทั้งสองที่ คราวหน้าถ้าให้เลือกระหว่างชิบุย่ากับฮาราจุกุ
เราจะเลือกมาเดินฮาราจุกุ มันมีอะไรมากกว่าแค่แหล่งช็อปปิ้ง

จากฮาราจุกุ เราก็ไปที่ชินจุกุต่อ
หลังจากที่หนังท้องตึง ก็เริ่มขี้เกียจ ตอนแรกกะว่าจะเดินชมเมืองไปจนถึงชินจุกุ
เราเลยเปลี่ยนแผน ขึ้นรถไฟฟ้าไปละกัน ประหยัดเวลา 555

เมื่อพุงอิ่ม อากาศก็ดี ผู้ร่วมคณะของเราเลยกลายสภาพเป็นเช่นนี้


ชินจุกุ

จริงๆแล้วการมาชินจุกุของเรามีเป้าหมาย
ยัยพ่ออยากมาละลายทรัพย์ที่ร้าน Daikokuya

จากที่จดพิกัดมา เหมือนกับจะหาไม่ยาก แต่ปรากฎว่ามันหายากมาก!!
กว่าจะเจอ Daikokuya ก็มืดซะแล้ว นี่ไงเป้าหมายที่หากันอย่างยากเย็นแสนเข็น


ร้านมีภาษาไทยด้วยนะเออ คงเป็นที่นิยมของคนไทยจริงๆ
แต่เข้าไปดูแล้ว ไม่ค่อยมีของอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

จริงๆชินจุกุเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆน่าสนใจนะ คราวหน้าถ้ามาอีก คงเลือกมา ฮาราจุกุกับชินจุกุอีก

ส่วน Roppongi คงต้องยกยอดไว้มาคราวหน้าเช่นกัน เพราะเดินชินจุุกุเสร็จก็สามทุ่มแย้วว



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2559 15:35:33 น.
Counter : 714 Pageviews.

2 comment
2016 Japan Trip - Coco Grand อีกหนึ่งโรงแรมที่น่าพักย่าน Ueno


ทำไมต้องย่าน Ueno

1. สะดวกเรื่องของการเดินทาง

- มีสถานี Keisei ที่นั่งตรงไปสนามบินได้เลย (ขากลับเรากลับไฟลท์เช้า)
- มีทั้ง JR และใต้ดิน ผ่าน ซึ่งสะดวกต่อการเดินทางไปย่านต่างๆ


2. ใกล้แหล่งช็อป แหล่งชิม

- ใกล้ตลาดอะเมโยโกะ (Ameyoko Market) ที่เป็นทั้งแหล่งช็อป แหล่งของกิน มีร้านรวงตามตรอกซอกซอยให้เราเลือกเดินกันเพลิน (ให้ความรู้สึกเหมือนเดินตลาดเลย ทั้งของสด ของคาว มีหมด)
- ใกล้ตึกม่วง Target ของยัยแม่สำหรับทริปนี้ Smiley
- ใกล้อากิฮาบาระ (Akihabara) Target ของคุณพ่อสำหรับทริปนี้ (จริงๆก็ไม่ได้ใกล้มากนะ ถ้าจำไม่ผิดต้องนั่งรถไฟไป 2 สถานี แต่พวกเราเป็นพวกถึก เดินไปจ้าา ระหว่างเดินก็ชมร้านรวงข้างทาง ดูตรอกซอกซอยบ้านเค้าไป เพลินดี)

ตลาดอะเมโยโกะ - ทั้งเสื้อผ้า อาหาร ร้านขายยา (คสอ.ญี่ปุ่น) เดินกันได้เป็นวัน

cr: ytimg.com

บะหมี่หยอดเหรียญ - อีกหนึ่งไฮไลท์ ที่เราต้องลอง ชามเดียวกินอิ่มพุงกางเลย


ซุปเปอร์มาร์เก็ต ชั้นล่างของตึกม่วง สวรรค์ของเด็กน้อย สารพันขนมขบเคี้ยว


อากิฮาบาระ - คุณพ่อเหมือนถูกดูดเข้าไปเลย นี่ถ้าร้านไม่ปิดไม่กลับกันนะเนี่ย 555



3. ที่พักมีให้เลือกเยอะ และราคาไม่แรงเท่าแถวชินจุกุ


บทสรุป หลังจากที่ได้พักแถวย่านนี้

+ เดินทางสะดวก โดยเฉพาะไปสนามบิน
+ ของกินมีตลอดทาง และตลอดคืน (ร้านสะดวกซื้อ)
+ มีสวนสาธารณะ ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติ แม้จะอยู่ในเมืองใหญ่ เราชอบเดินเลาะถนนริมสวน มันสงบและคนไม่พลุกพล่านดี

- แอบรู้สึกว่าย่านนี้ค่อนข้างเป็นย่านเสื่อมโทรม เมื่อเทียบกับพวกชินจุุกุ ตอนกลางคืนเราเดินกลับมาจากอากิฮาบาระตอนเกือบ 5 ทุ่ม ผู้หญิง(หากิน) ยืนอยู่ตามซอกซอย มีแก๊งค์ยากุซ่ายืนคุมกันอยู่ เราต้องรีบเดินมุดตัวผ่านแบบไม่กล้าสบสายตาพวกท่านๆ 
- มีของปลอมหลายร้านในตลาดอะเมโยโกะ (พวกกระเป๋า,เสื้อผ้าแบรนด์ที่วางกองอยู่หน้าร้าน ไปจับดูนี่ ของจากจีนชัดๆ)
- ร้านบางร้านฟันราคา เข้าใจว่าเป็นย่านนักท่องเที่ยว ราคาเลยถูก up มาซะน่าตกใจ อย่างร้านของเล่นที่อยู่ตรงหัวมุมสี่แยก เป็นร้านใหญ่เลย มี 4 ชั้น ราคาแพงกว่าที่อากิฮาบาระเกือบเท่าตัว เช่น ชุดรางรถ Tomica ซื้อจากที่นี่มา 7,000 กว่าเยน ไปเจอที่อากิฮาบาระ 4,000 กว่าเยน Smiley Smiley (เอาน่ายังไงก็ยังถูกกว่าในไทย 555)


ทำไมต้อง โรงแรม Coco Grand Ueno Shinobazu

1. ทำเลสะดวก ใกล้ทั้งสถานี Keisei, JR และใต้ดิน
2. รร.อยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ (จินตนาการไว้ว่า จะซื้อข้าวกล่องไปนั่งปิคนิคกินข้าวในสวนกัน)
3. รร.มีห้องไซส์ใหญ่ (กว่าไซส์ปกติของรร.ญี่ปุ่น 555) เราไปกัน 4 คน พ่อแม่ลูกสอง แล้วไม่อยากแยกห้องไง
4. อ่าน review ทั้งใน tripadvisor, booking, agoda ส่วนใหญ่ให้ความเห็นเชิงบวก (เบเกอรี่ด้านล่างอร่อยด้วยนะเออ!!)
5. มีออนเซ็น!!!! กรี๊ดมาก 555 จะได้ไปแช่ตัวหลังจากเดินเมื่อยๆมาทั้งวัน

จริงๆ 2 ที่พักสุดท้ายที่เข้าวินคือ Mitsui Ueno กับ Coco Grand ซึ่ง Mitsui ได้เปรียบเรื่องของทำเล แต่ห้องขนาดเล็กกว่า (ไม่รู้มีห้องไซส์ใหญ่รึเปล่า แต่ตอนจองตอนนี้มีแต่ห้องไซส์เล็ก)

บทสรุป หลังจากที่ได้ไปพักมา

+ ทำเลของรร.โอเค ใกล้สถานีอูเอโนะ (เดินมาเล็กน้อย) / อยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ ได้ชมธรรมชาติเพลิน / คนไม่พลุกพล่าน ไม่ได้อยู่ติดถนนเมน

วิวจากหน้าต่างห้องพัก เห็นสระบัวของสวนสาธารณะ


+ ขนาดห้อง พอมีที่ให้ขยับตัวบ้าง 555 ห้องที่เราพัก ตอนจองระบุว่าเป็นห้อง Fantastic Double Room (มี 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น) ซึ่งคุณพ่อยอมเสียสละไปนอนโซฟาห้องนั่งเล่น ให้พวกเราสามแม่ลูกนอนในห้องนอนกัน ส่วนห้องน้ำ ก็ยังเล็กน่ารักจุ๋มจิ๋มตามสไตล์โรงแรมในญี่ปุ่น

ขนาดห้องที่เราพัก เทียบกับห้องอื่นใน floor เดียวกันแล้ว ก็ถือว่าใหญ่ละหล่ะ 

+ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้อง ถือว่าจัดมาให้ครบครัน

เปิดเข้ามาในห้องนอน มีชุดยูกาตะ (เรียกถูกป่าวหว่า??) วางใส่ถุงไว้ให้อย่างสวยงามบนเตียง (ในภาพคือแกะออกมาโชว์แล้ว 555)


ใส่ออกมาเป็นเช่นนี้แล.. (นายแบบ นางแบบ จำเป็น Smiley)


ถัดจากถุงใส่ชุดยูกาตะ ก็มีถุงแดง มาให้ 2 ถุง 


แกะออกมาปุ๊บ แต่น..แตน..แต๊น
Beauty Travel set จาก DHC และของใช้จุ๊กจิ๊กสำหรับคุณผู้หญิง Smiley


ยังๆ ยังไม่หมด
ถัดจากกิมมิคของพ่อแม่แล้ว ต่อไปก็เป็นกิมมิคของคุณลูก


เปิดออกมา แต่น..แตน..แต๊น..



ชุดพร้อม พร๊อพพร้อม เราก็จัดการไปแช่ออนเซ็นกันในทันใด


ชั้นของออนเซ็นไม่ได้ถ่ายมา แต่ห้องสะอาด อุปกรณ์พร้อม ทั้งครีมล้างเครื่องสำอาง โฟมล้างหน้า สบู่ ตอนเราลงไปเจอแม่ลูกชาวเกาหลีไปแช่ด้วยกันน่ารักดี ส่วนบ้านเรา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อพาเด็กๆไป ส่วนเราก็นอนแช่น้ำผ่อนคลายอย่างเพลิดเพลิน... I feel so peaceful... 5555

ที่ชั้นออนเซ็น มีตู้ซักผ้าหยอดเหรียญด้วย แต่เราไม่ได้บริการ

ถัดกลับมาที่ห้องต่อ จากห้องนอน เราไปที่ห้องนั่งเล่นกัน แม้เนื้อที่จะจุ๋มจิ๋ม แต่เค้าก็ยังอัด facilities เข้าไปให้เราแบบจัดเต็ม 

นี่เลย เก้าอี้นวด วางไปที เต็มห้องเลย 555


ถัดจากเก้าอี้นวด ก็จะเป็นโซฟา (ซึ่งเป็นที่นอนเฉพาะกิจของคุณพ่อ) และโต๊ะรับแขก

นอกจากนั้นก็มีเครื่องฟอกอากาศ, สายชาร์ต, wifi, ตู้เย็นขนาดจิ๋ว 

ส่วนห้องน้ำ แม้จะมีขนาดกะจิ๊ดริ๊ด แต่ก็เหมือนห้องอื่นๆคือ.. อุปกรณ์มาเต็ม สบู่, แชมพู, โฟมล้างหน้า, อุปกรณ์มาตรฐานต่างๆในห้องน้ำ และยังมี จุด beauty travel set for men ไว้ให้ด้วย


คืนนั้น หลังจากกลับมาถึงห้องพัก เด็กๆช่วยกันบรรจงจัดเรียงของเล่นของตัวเอง บนหัวเตียง แล้วพวกเธอก็นอนมองมันด้วยความอิ่มใจ Smiley


+ อาหารเช้า แล้วจะเป็นรร.เล็กๆ อาหารเช้าไลน์บุฟเฟ่ต์ไม่เยอะ แต่ก็น่าทาน โดยเฉพาะขนมหวาน Smiley





และนี่..คือชิ้นที่เข้าวิน ผู้ได้รับคัดเลือกมาอยู่ในพุงเรา 555


+ พนักงาน น่ารัก เฟรนลี่ ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี (สามารถฝากกระเป๋าไว้ได้ด้วยนะ อย่างเราจะไปค้างคาวา 1 คืน ก็ฝากกระเป๋าไว้ที่ lobby เค้าก็รับฝาก ไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย)

สรุป ประทับใจโรงแรมนี้ ให้ score 9/10 ละกัน (ตัด 1 คะแนน ตรงที่มีบรรยากาศกลางคืนระแวกนี้มันดูเป็นแหล่งโลกีย์ไปหน่อย)



Create Date : 07 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 10:22:00 น.
Counter : 1724 Pageviews.

0 comment
2016 Japan Trip - ดิสนีย์แลนด์ในวันฝนพรำ + Sunroute Plaza Tokyo






จากสนามบินนาริตะ เราเดินทางไป Tokyo Disney Resort โดย Airport Limousine เบอร์ 5


ค่าตั๋วผญ.คนละ 1,800 เยน (เด็กไม่คิด)
รถออกทุก 10 นาทีเลย แล้วคนก็ไม่เต็มด้วย นั่งกันสบายๆ (สบายจนเด็กๆหลับ 555)

รถจะไปจอดตามจุดต่างๆของ Tokyo Disney Resort Area ซึ่งของเราลงที่ Sunroute Plaza Tokyo
พอไปถึง ก็ทำการฝากสัมภาระต่างๆไว้ก่อน แล้วนั่งรถบัสซึ่งวิ่งภายใน Tokyo Disney Resort Area ไปยัง Disneyland



และด้วยอากาศที่เย็นสบาย (น่าจะยี่สิบต้นๆ) เด็กๆของเราก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น 555



ยัยพ่อยัยแม่ก็เลยสวมวิญญาณเด็ก วิ่งถ่ายรูปกับมาสคอตกันเองสองคน Smiley



และจาก..อากาศครึ้มๆ ลมดีๆ ก็เริ่มจะมีฝนปรอยลงมา
จากที่อากาศเย็น เริ่มกลายเป็นหนาว เพราะมีทั้งฝนทั้งลม (แม้ฝนจะไม่แรงมากก็ตาม)
สุดท้าย..เราต้องไปถอยเสื้อกันฝน+เสื้อกันหนาวใน shop เด็กๆเลยได้ของเล่นเป็นผลพลอยได้ไปด้วย Smiley



ซึ่งฝนดูไม่มีท่าทีว่าจะหยุด แต่ก็ไม่ได้หนัก เราเลยอาศัยเสื้อกันฝนวิ่งฝ่าฝนไปเล่นเครื่องเล่นกัน



ส่วนอาหารก็ฝากท้องกันไว้ในนี้ ดูสิแค่เห็นหน้าตาก็น่ากินแล้ว ชอบไข่แดงที่เป็นรูปมิกกี้เม้าส์จัง Smiley



ถามว่า..อร่อยไหม ท่ากินของพอร์ชคงเป็นคำตอบได้ 555


สรุปว่า..ฝนตกปรอยๆแบบนี้ทั้งวันเลย เราเลยได้เล่นเครื่องเล่นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งๆที่ช่วงที่เราไป เป็นช่วงที่คนไม่เยอะ (เช็คพยากรณ์จำนวนคนในเว็บดิสนีย์ก่อนมา)
แม้คิวจะไม่ยาวมาก แต่หลังๆมันหนาวจนไม่อยากเล่นอะไรแล้ว (โดยเฉพาะยัยแม่ขึ้หนาว)
เราจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่คุณพ่อพาเด็กๆไปเล่น ส่วนคุณแม่นั่งหลบหนาวรออยู่ข้างใน

เราอยู่ในนี้ถึงประมาณสองทุ่ม (ส่วนใหญ่จะไปอยู่ในร้านขายของเพราะอุ่น 555)
ก่อนกลับได้ดูเค้ายิงไฟนิดหน่อย แต่เด็กๆไม่ค่อยสนใจ ก็เลยนั่งรถบัสกับโรงแรมกัน

คืนนี้เราพักกันที่  Sunroute Plaza Tokyo ซึ่งอยู่ใน area ของดิสนีย์
ที่นี่จะตกแต่งให้อารมณ์เหมือนเรานอนอยู่บนเรือ 555





ตอนที่จะจอง มันเหลือห้อง type เดียวซึ่งเป็น type เล็กสุด เราก็กลัวเหมือนกันว่าจะนอนกันพอป่าวหว่า
เลยอีเมลมาถามรร.ก่อนว่าเรามากัน 4 คน เสริมเตียงได้ไหม
ทางเจ้าหน้าที่ตอบมาว่า ห้อง type นี้เสริมเตียงไม่ได้ แต่ type อื่นก็เต็มหมดแล้ว
ก็เลย..เอาละกัน น่าจะพออยู่ได้ มี 2 เตียงเดียว+ 1 โซฟาน่าจะพอไหวอยู่

และนี่คือห้องของเรา
มันไซส์แค่นี้จริงๆ... นี่ยืนถ่ายจากประตูละนะ Smiley



แม้ห้องจะเล็ก แต่ facilities ก็ครบครัน



หลังจากขึ้นมาสำรวจบนห้องเสร็จ เราก็ลงไปเดินเล่นสำรวจข้างล่างกัน

ตรงข้างๆ lobby มี kid zone ให้เด็กๆมานั่งดูการ์ตูนและระบายสีกันด้วย



พวกเธอเลยโชว์ความเป็นจิตรกรไทย ให้ชาวญี่ปุ่นได้ดูกัน 555



ระหว่างนั่งรอคุณลูกระบายสี ยัยแม่ก็เหลือบไปเห็นเบนโตะลดราคา เลยสอยมาเป็นมื้อดึกของวัน 555



นอกจากนี้ ที่นี่ก็มีตู้หยอดน้ำ มีตู้หยอดกาแฟขายด้วย



ในส่วนของอาหารเช้าก็หลากหลายดี อ้อ เราเสียค่าอาหารเช้าของเด็กเพิ่ม (แต่เค้าคิดแค่ 1 คนจ๊ะ)
ฮาร์เล่ย์ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ดีมาก ถึงกับนั่งกินแบบคนญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว Smiley





Create Date : 02 กันยายน 2559
Last Update : 5 กันยายน 2559 10:34:56 น.
Counter : 560 Pageviews.

0 comment
2016 Japan Trip - ห้องอาบน้ำในสนามบินนาริตะ




8.00 น. เรามาถึงสนามบินนาริตะ หลังจากที่หมกอยู่บนเครื่องกันมาทั้งคืน
(ถ้านับเวลาอาบน้ำครั้งล่าสุดคือเช้าของเมื่อวานรวมถึงไปเดินลุยในโฮจิมินห์มา ก็เกิน 24 ชม.แล้ว Smiley)
ถึงสนามบินถึงกับทนไม่ไหว เพราะเหนอะหนะมาก ซึ่งถ้าจะไปอาบที่โรงแรม ก็ไม่น่าจะได้เพราะ check in บ่ายสาม
เราเลยตัดสินใจใช้บริการห้องอาบน้ำที่สนามบิน

เดินตามป้ายมาเลย หาไม่ยาก (ที่เราไป terminal 1 นะจ๊ะ)



ห้องอาบน้ำ จะอยู่ชั้นสอง นี่ไง..มาถึงแล้ว Smiley



ตอนไปถึงมีคนรออยู่ 1 คน เราก็เข้าไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า ต้องการใช้บริการอาบน้ำทั้งหมด 4 คน ผู้ใหญ่ 2 เด็ก 2

เค้าก็แจ้งราคามา สรุปว่า คิดเฉพาะผู้ใหญ่ คนละ 1,034 เยน (เด็กไม่คิด) ตกเป็นเงินไทยก็ 300 กว่าบาท อาบได้ครึ่งชม.

ขณะนั้นห้องเต็มหมด เราเลยต้องนั่งรอ ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า รอประมาณ 20 นาที ระหว่างนั่งรอก็มีหนังสือให้อ่าน



พอคนที่ใช้บริการก่อนหน้าออกมาแล้ว เราจะยังเข้าเลยไม่ได้ เค้าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดก่อน

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็จะมาแจ้งว่า... เข้าได้ละค่าาาา

ห้องอาบน้ำมีทั้งหมด 8 ห้อง คุณพ่อเข้าไปอาบกับคุณลูกคนโต คุณแม่เข้าไปกับคุณลูกคนเล็ก
ซึ่งพวกเราต้องอาบให้เสร็จภายในครึ่งชม.

ในห้องอาบน้ำ ก็จะแยกโซนแห้งกับโซนเปียก

โซนแห้ง ก็จะมีชักโครก และที่ล้างหน้า (มีไดร์เป่าผม + และทิชชู่เช็ดหน้าให้)


โซนเปียก มีฝักบัว + สบู่ + ยาสระผม + ผ้าเช็ดตัว + ไม้แขวน
ห้องดูสะอาดสะอ้าน น่าใช้บริการมาก


หลังจากที่ตัวสะอาดแล้ว มันรู้สึกฟินมากกกก มีแรงไปตะลุยดิสนี่ย์แลนด์ต่อทันที

ขอบคุณ shower room ที่ทำให้เราเริ่มต้นทริปในญี่ปุ่น ด้วยความสดชื่นและสดใส Smiley






Create Date : 02 กันยายน 2559
Last Update : 2 กันยายน 2559 16:36:43 น.
Counter : 2171 Pageviews.

0 comment
2016 Japan Trip - Transit เวียดนามครึ่งวันก็เที่ยวได้








12.50 น. เรามาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต เมืองโฮจิมินห์

สภาพด้านหน้าของท่าอากาศยาน คล้ายๆหมอชิตเลย คนพลุ่นพล่านมาก

เรากะเข้าเมืองแบบไม่แบกสัมภาระ จึงเอารถเข็นเด็กกับกระเป๋าเดินทางใบเล็กไปไว้ที่สนามบิน 
(กระเป๋าใบใหญ่ถูกส่งต่อไปยังเครื่องที่เราจะบินไปญี่ปุ่น เลยไม่ต้องฝาก)

ที่รับฝากกระเป๋า จะต้องเดินออกมาข้างนอกตัวสนามบินก่อน แล้วเลี้ยวขวาไป ห้องจะอยู่สุดทางเลย เป็นล๊อคเล็กๆ


สนนราคารับฝากก็ 25,300 บาทต่อชม.ต่อชิ้น (กรณีฝากน้อยกว่า 10 ชม.)
แต่ถ้าฝากตั้งแต่ 10 ชม. เค้าจะให้เหมาจ่ายเป็นวันๆละ 253,000 บาทต่อชิ้น

เราฝากไป 5 ชม. จำนวน 3 ชิ้น (รถเข็น 2 กระเป๋าเดินทางใบเล็ก 1) เจ้าหน้าที่ใจดีบอกคิดแค่ 2 ชิ้นละกัน

หลังจากฝากกระเป๋าเสร็จ เดินออกมา แล้วมองไปทางขวา นั่นไง รถเมล์สีเขียวเข้าเมืองสาย 152 (หน้าตาไม่โทรมอย่างที่คิด 555)


สภาพบนรถก็สะอาด มีที่นั่งสบายๆ แต่..แอร์ไม่เย็นคับท่าน Smiley
เด็กๆถามกันตลอดทาง ทำไมร้อนจังอ่ะมะม๊า 555

หนุ่มเสื้อเขียวนั่น กระเป๋ารถเมล์นะจ๊ะ ภาษาอังกฤษใช้ได้เลย (มีแอบเหลียวมองลูกเราด้วย -_-' )


ค่ารถก็ราคามิตรภาพน่ารัก คนละ 5,000 ดอง เด็กไม่คิด ตกแล้วก็คนละ 8 บาท!!!


เราบอกน้องกระเป๋าว่าไป "Binh Tah Market" 
(ตามแผนคือจะตลาดค้าส่ง Binh Tah Market แล้วจะเดินไปศาลาว่ากลาง > จุตรัสโฮจิมินห์ > โบสถ์ Notre Dame)

พอถึงสถานี น้องกระเป๋ารถเมล์เดินมาบอกว่าถึงแล้ว พวกเราก็เดินลงไป

ลงไปถึง.. เคว้งมาก!!! ไหนตลาดค้าส่ง ไหนโบส์ Notre Dame มันเหมือนจุดต่อรถเมล์ ที่มีแต่ชาวบ้านนั่งรอ
บ้างก็นั่งรอรถ บ้างก็นั่งขายของกินข้างทาง (เหมือนตามสถานีรถไฟบ้านเราสมัยก่อนเลย) 
ถามคนที่นั่งอยู่แถวนั้น เค้าก็ไม่เข้าใจ
ณ จุดนี้ รู้สึกเลยว่า ภาษาเวียดนามออกเสียงยากจริง แล้วสถานที่ที่ขึ้นต้นด้วย Binh นี่ เยอะมาก 

สุดท้าย เราไปหาเจ้าหน้าที่ที่ท่ารถ แล้วบอกว่า "บินไต๋มาร์เก็ต" พร้อมกับส่งกระดาษที่เขียนว่า "Binh Tay Market"
เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ไปขึ้นรถเมล์สาย 1

เราก็เดินไปขึ้นสาย 1 กันต่อ สาย 1 นี่ได้อารมณ์สาย 8 บ้านเราเลย เบรคทีฮาร์เล่ย์ถึงกับตกเก้าอี้ Smiley
ระหว่างอยู่บนรถเมล์ เราก็พยายามส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังน้องนักศึกษาบนรถ
บอกว่าถ้าถึง Binh Tay Market ให้ช่วยบอกด้วย

ปรากฎว่าเรานั่งมาจนสุดท้ายที่ทุกคนลง (เหมือนเป็นท่ารถ) เราก็ลงตามคนอื่นๆมา
คือเนื่องจากมันเป็นทริปสั้นๆ เลยไม่คิดจะพึ่งเทคโนโลยี กะถามคนแถวนั้นเอาก็ได้
ปรากฎว่า..เราเจอคนที่สื่อสารกับเราได้น้อยมาก T_T

จากท่ารถก็เดินถามทางคนไปเรื่อยๆว่า Binh Tay Market อยู่ที่ไหน

ในที่สุด เราก็ได้เจอ Binh Tay Market!!!
แต่เอิ่ม..คือ มันดูเหมือนตลาดสดบ้านเราเลย

ด้วยความที่ ณ จุดนั้นคือ ร้อน และเหนอะหนะมาก ไม่อยากนึกภาพว่าถ้าเข้าไปเดินข้างในจะเหนอะหนะแค่ไหน
เราจึงขอเดินวนดูรอบๆแทนแล้วกันนะ


ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟนะ ตามแผนเราคือมาลิ้มลองกาแฟรสชาติ local + กินอาหาร local
แต่พอเห็นแล้ว มันไม่อยากกินอ่ะ อาจจะด้วยร้อนด้วย อยากหาร้านที่มีแอร์พรีสสส

Where is Starbucks???


นี่ก็อาหาร local ที่เราแค่เดินผ่าน


แล้วเราก็มาจบกันที่นี่ ไอติม Baskin 555
เด็กๆดีใจมาก เพราะทั้งร้อน ทั้งหิวน้ำ และที่สำคัญที่นี่มี Wifi ให้เราเปิด Google map เย้ๆๆๆ

เราสั่งไอติมเสร็จ ก็เข้าไปนั่งกันด้านใน ปรากฎว่า แอร์ไม่เปิด SmileySmiley
ต้องเดินไปบอกน้องเค้าช่วยเปิดแอร์ให้หน่อย (แอบแปลกใจเบาๆ ว่าคนเข้าร้านน้อยขนาด เปิดแอร์เฉพาะตอนมีลูกค้าเข้ามาหรอ เพราะตอนเดินขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้น 2 โซนชั้นสองก็ไม่เปิดแอร์ และไม่มีคนด้วย)

ระหว่างคุณลูก enjoy eating คุณพ่อก็หาข้อมูลกันไป


หลังจากดูแผนที่เสร็จ คุณพ่อบอกว่า การเดินทางของเราเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียกว่าตอนนี้ เราไกลจากโบสถ์ Notre Dame มาก
และสิ่งที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้น ตรงจุดที่กระเป๋ารถเมล์ให้เราลงตรงนั้นแหละ เดินอีกนิดก็ถึงโบสถ์แล้ว!!


ดังนั้น ทางเลือกตอนนี้คือ
1. เดินกลับไปขึ้นรถเมล์ แล้วนั่งรถไปลงที่เดิม
2. ขึ้นแท็กซี่

และคำตอบคือ...


ในที่สุดเราก็ได้มาถึงโบสถ์ Notre Dame แล้ว เย้ๆๆๆ


มันช่างเป็นคนละบรรยากาศกับ Binh Tay Market เลย
ที่นั่น เราได้สัมผัสความเป็น local อย่างแท้จริง ทั้งผู้คน ทั้งร้านค้า ทั้งการใช้ชีวิต
มาที่นี่ เราเข้ามาสู่ tourist place แล้ว ทั้งความเจริญ ทั้งนักท่องเที่ยว

ไปรษณีย์กลาง อีกหนึ่ง Highlight ของนักท่องเที่ยวที่มา
เค้ากำลังมีเต้นแอโรบิกอยู่ด้านหน้า ฮาร์เล่ย์ทำเนียนไปยืนเต้นกับเค้าด้วย Smiley


ทำตัวกลมกลืนกับชาวพื้นเมือง Smiley


ณ ที่แห่งนี้ เราได้เจอแม็คโดนัล เด็กๆเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ 555


จากร้านแม็คโดนัล ด้านหลังออกมา จะเป็นถนนคนเดินเล็กๆ ดูออกแนวเด็กสยามบ้านเราดี Smiley


สุดท้าย..18.00 น. เราก็นั่งรถแท็กซี่กลับไปนั่งรอต่อเครื่องที่สนามบิน
จริงๆยังมีเวลาเหลือนะ เพราะเครื่องจะออกตั้งเที่ยงคืนครึ่ง แต่..ไม่มีอะไรจะเดินแล้ว Smiley

มาถึงที่สนามบิน เรายังมาจบมื้อเย็นที่ Burger King 555
เรียกว่าแผนที่จะมาสัมผัสอาหารพื้นเมืองที่นี่เลยไม่สำเร็จเลย แหะๆ แต่อย่างน้อย วันนี้เราก็ได้สัมผัสการใช้ชีวิต local life มาครึ่งวัน

ตบท้ายด้วยมิตรภาพของเด็กๆ ที่สนามบิน แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา แต่พวกเธอก็สามารถเล่นด้วยกันได้
ที่สำคัญ..สื่อสารกันได้ด้วยนะเออ น้องคนเวียดนามที่มาเล่นกับเด็กๆชื่อ "โจตัน"
ที่ตลกกว่านั้นคือ พอร์ชบอกโจตันให้ไปตามฮาร์เล่ย์มา โจตันก็เดินไปตามฮาร์เล่ย์มาด้วย 555






















Create Date : 27 พฤษภาคม 2559
Last Update : 27 พฤษภาคม 2559 12:38:55 น.
Counter : 565 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  

ด้วยรักและผูกพัน
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]