All Blog
2017 - ตะลุยถิ่นอีสานเหนือ (Part 1: ว่าด้วยเรื่องของรถไฟขบวนใหม่)


ที่มาที่ไป
ที่มาของทริปนี้เริ่มมาจาก "อยากพาเด็กๆเดินทางโดยรถไฟ" แต่จะไปที่ไหนยังไม่รู้ 555
เมื่อพ.ย. 59 ได้ลองพาพวกเธอนั่งรถไฟหวานเย็นไปฉะเชิงเทรา (เช้าไปเย็นกลับ)
พวกเธอตื่นตาตื่นใจกับเหล่าขบวนโทมัสที่หัวลำโพงมาก เลยคุยกันว่าจะพาพวกเธอลองขึ้นรถไฟตู้นอนกันดู

หลังจากที่เห็นข่าวว่าการรถไฟเพิ่งถอยตู้นอนตู้ใหม่มาให้บริการ เฮ้ย!! มันใช่เลย น่านั่งมากมาย


ตอนเราดูข้อมูล เค้าเพิ่งเปิดไป 2 เส้นทางคือ กทม.-เชียงใหม่ กับ กทม.-อุบลฯ (เปิดให้บริการ 11 พ.ย. 59)
ส่วนอีก 2 เส้านทางคือ กทม.-หนองคาย กับ กทม.-หาดใหญ่ จะเปิดให้บริการ 2 ธ.ค. 59


หลังจากที่ตั้งธงแล้วว่า "ฉันจะนั่งรถไฟตู้นอน" เราก็ค่อยมาหาจุดหมายปลายทางที่จะไป 555
อุบลฯ - ใกล้ไป (นั่งทั้งทีขอนานๆ 555)
เชียงใหม่ - ไปบ่อยแล้ว แล้วช่วงสิ้นปี 59 มีไปเชียงรายอยู่แล้วด้วย
หาดใหญ่ - น่าสน แต่เที่ยวทะเลหน้าหนาว น่าจะหนาวไป
หนองคาย - กลายเป็นจุดหมายที่เราเลือก เพราะอยากไปย้อนรอยทริปความหลังกับคุณฝา Smiley
หลังจากที่เคยขับรถไปเที่ยวอีสานตอนเหนือด้วยกันเมื่อ 7 ปีที่แล้ว + อยากพาเด็กๆไปดูไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์สิรินทร 

หลังจากได้จุดหมายปลายทาง ก็จัดการจองรร. และโทรไปจองที่กับการรถไฟ ช่วงวันที่ 10-13 ธค. 59 (รถไฟจองล่วงหน้าได้ 60 วัน)
ปรากฎว่า..รถไฟเต็มจ้าาาา Smiley เย้ย!! อะไรมันจะ hot ขนาดนั้น

เศร้าอยู่ได้ไม่นาน The Gang เพื่อนคุณลูกชายก็มีการนัดกันไปเที่ยว และได้ข้อสรุปเป็น ไปเที่ยวอุดรโดยรถไฟสายใหม่ 
โป๊ะเช๊ะมาก!! ได้ไปเที่ยวที่ๆอยากไป แถมเด็กๆได้ไปกับเพื่อนๆด้วย น่าจะสนุกน่าดู Smiley

ช่วงเวลาเดินทาง 
20-23/01/2017

แผนการเดินทาง
20/01/2017 - ออกเดินทางจากกทม.(20.00 น.) มุ่งหน้าสู่หนองคายโดยรถไฟสายอีสานมรรคา
21/01/2017 - พิพิธภัณฑ์สัตวน้ำ+วัดผาตากเสื้อ (หนองคาย) / ถนนคนเดิน (อุดร) / พักประจักตรา (อุดร)
22/01/2017 - อุทยานสัตว์โลกล้านปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร (กาฬสินธุิ์) / วัดพระธาตุพนม (นครพนม) / พักเดอะริเวอร์ (นครพนม)
23/01/2017 - ตลาดอินโดจีน+บ้านลุงโฮ / เดินทางกลับกทม. (บินไฟลท์ 20.45 น.)

Day I (20 ม.ค.)
คณะเดินทางมาเจอกันที่หัวลำโพง (ไปกัน 11 ครอบครัว) 
รถไฟอีสานมรรคาขบวนนี้จะเป็นรถไฟที่เฮฮา ฮาเฮ ที่สุด เพราะรวมพลแก๊งซ่ารุ่นจิ๋ว 17 คน!! Smiley


บนรถไฟ เราก็แยกกันนอนเป็นห้องๆ บ้านละห้องบ้าง สองห้องบ้าง (สุดท้ายทุกห้องก็ต้องเปิดประตูรับแก๊งค์ซ่าที่เดินตระเวนเข้าออกกันทุกห้อง Smiley)
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องเหมาตู้ 555


มีสลับบ้าน สลับลูก สลับพ่อแม่กันตลอดเวลา (เป็นขบวนที่ครึกครื้นมาก)

ว่าด้วยเรื่องของห้องโดยสาร
ห้องชั้น 1 ถ้าจำไม่ผิด จะมี 12 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องจะสามารถล็อคประตูห้องของตัวเองได้ (ทางเดินอยู่ด้านข้าง)


1 ห้องจะมีเตียง 2 ชั้น (ตอนเข้าไปจะเปิดเฉพาะชั้นล่าง เป็นเก้าอี้ให้นั่ง) พอเริ่มมืดจะมีเจ้าหน้าที่มาเปิดเตียงบน และปูที่นอนให้

ในห้องนอกจากจะมีเก้าอี้ (เตียง) แล้ว ก็ยังมีอ่างล้างหน้า มีน้ำดื่ม มีถังขยะให้ด้วย 

มีจอมอนิเตอร์ให้เราดูว่าตอนนี้รถไฟถึงไหนแล้ว หรือจะเปลี่ยนหน้าจอไปดูอย่างอื่นก็ได้ สามารถดูว่าห้องน้ำว่างหรือเปล่าจากจอนี้ได้ด้วย 
บนตู้ชั้น 1 จะมีห้องน้ำแบบชักโครก 2 ห้อง ห้องน้ำสำหรับผู้ชาย 1 ห้อง ห้องอาบน้ำมี 1 ห้อง


อ้อ..ในห้องยังไม่ที่เสียบ usb ด้วย ชาร์ตมือถือได้สบายๆ แล้วก็มี wifi (แต่เราหาสัญญาณไม่เจอ Smiley)

นอกจากนี้ เรามาสามารถเปิดประตูไปหาห้องข้างๆได้ คือจริงๆห้องมันเป็น 2 ที่นั่ง (4 เตียง) หันหน้าชนกัน แต่มีประตูกั้นน 
ซึ่งสามารถเปิดออกทำเป็นห้องเดียวกันได้ กรณีที่มากัน 4 คน

ส่วนของอาหาร เราสามารถโทรสั่งให้เอามาส่งให้ที่ห้องได้

ว่าด้วยเรื่องของการนอน ถามว่านอนสบายไหม ดูได้จากหน้าพ่อแม่ยามเช้าที่สะโหลสะเหล 555 คงเพราะนอนกับเด็กๆด้วยไง
เจอพวกเธอละเมอเตะต่อยบ้าง ก็หลับๆตื่นกันไป ที่นอนไม่ได้นิ่มสบายเหมือนเตียงจริงๆ (แต่ก็ดีกว่านั่งเก้าอี้หลับ Smiley)
แต่โดยรวมแล้วโอเคเลยนะ เตียงชั้นล่างนี่กว้างเลย (ชั้นบนแคบกว่าหน่อย) แต่ที่ทรมานมากคือ.. แอร์..หนาว..มากกกก
คือดึกๆต้องตื่นมาปิดรูแอร์ทุกรู 555

ส่วนห้องน้ำ ก็เหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน ห้องเล็กๆ พอเข้าไปปฎิบัติภารกิจได้ ชักโครกยังสะอาดสะอ้านอยู่ มีจำนวนสองห้อง 

พวกเราเริ่มทยอยตื่นกันตั้งแต่ตีห้าละ บางคนอาบน้ำ บางคนไม่อาบ (และแน่นอน เราอยู่ในกลุ่มหลัง 555) จึงไม่สามารถบรรยายถึงห้องอาบน้ำได้ Smiley

7.00 น. เราก็มาถึงจุดหมายปลายทางกันที่หนองคาย (ตอนแรกว่าจะลงกันที่อุดร แต่เปลี่ยนแผนใหม่ มาลงหนองคายกันแทน)

แสงอรุณแรกของเช้านี้เมื่อมองจากรถไฟ


ลูกชายยืนชมวิวหล่อๆยามเช้าที่หน้าต่างรถไฟ Smiley


ถึงสถานีรถไฟหนองคายละค้าบ


รวมพลคณะเดินทาง เด็กๆสดใจ ในขณะที่พ่อแม่ตาโหล 555 (สู้ตายฮับ Smiley)


ถ่ายกับป้ายปฐมฤกษ์ รถด่วนขบวนพิเศษเป็นที่ระลึก Smiley


จบ part แรกกับเรื่องราวการเดินทางโดยรถไฟสายใหม่ 
ส่วนความสนุกในทริป..กำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้....




Create Date : 10 มีนาคม 2560
Last Update : 11 มีนาคม 2560 8:26:45 น.
Counter : 455 Pageviews.

0 comment
2016 Japan Trip - Lake Villa Kawaguchiko อีกหนึ่งที่พักที่น่ารัก ใกล้ฟูจิซัง




ที่ Kawaguchiko มีที่พักที่น่าพักหลายที่มาก (เป็นสถานที่ๆเราใช้เวลาเลือกห้องนานที่สุด)
ด้วยความรักพี่เสียดายน้อง ที่นั่นก็ดี ที่นี่ก็วิวเทพ ฯลฯ

สุดท้าย..เราก็มาลงตัวที่ Lake Villa Kawaguchiko ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ
- รีวิวดีมาก 
- ใกล้ฟูจิซังมาก และไม่มีอะไรมาบล็อควิว
- ชอบบรรยากาศของที่นี ได้ฟิลลิ่งบ้านทุ่งดอกไม้โซนยุโรป 555
- มีบ่อออนเซ็นส่วนตัว (แม้จะเล็กๆก็ตาม)
- สนนราคาเป็นมิตร วันที่เราไปพักค่าห้อง 5,215 บาท ซึ่งวันที่ไปมีจ่ายเพิ่มหัวด้วยเนื่องจากมีเด็กสองคน (แต่จำไม่ได้ละว่าจ่ายไปเท่าไหร่)

สิ่งที่(ตอนนั้น)แอบเสียดายนิดหน่อยที่รร.นี้ไม่มี คือ
- ไม่มีชุดยูกาตะ 5555 
- ไม่มีอาหารเย็น (แต่ไม่เป็นไร ออกไปหาไรกินเองก็ได้)
- ไม่มีอาหารเช้า (อันนี้ไม่ซีเรียส ปกติกินกันไม่เยอะช่วงเช้า ซื้อจาก 7-11 มากินได้)
- ไม่เห็นวิวฟูจิซังจากในห้อง (เพราะมันเป็นบ้าน อารมณ์เหมือนบังกาโล ต้องเดินออกมาดู) แต่..จะบอกว่ามันคุ้มค่ากับการเดินออกไปดูมาก

12 พ.ค. 59 - เราไปถึง ก็เย็นละ เจ้าของ(หรือเปล่า??) ขอเรียกว่าเจ้าหน้าที่ละกัน ออกมาต้อนรับด้วยความยิ้มแย้มและเป็นกันเองมาก

เผลอแปบเดียว พวกเธอก็สนิทกับพี่เค้าแล้ว..


เหลือบมองเห็นป้าย Award จาก Booking.com


เสน่ห์ของที่นี่ ที่ทำให้ต่างกับการพักโรงแรมคือ ความอบอุ่นและเป็นกันเองของคนที่นี่
นอกจากจะเดินมาส่งเราที่บ้านพักและอธิบายสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในห้องแล้ว
เรายังนั่งคุยกันต่อถึงการใช้ชีวิตของคนที่นี่ ที่กินที่อร่อย ที่เที่ยวที่น่าไป กันอีกพักใหญ่เลย
(ตอนเรากลับมาเมืองไทยแล้ว ยังส่งเมลมาขอบคุณที่เข้าพัก ซึ่งไม่ใช่แค่ auto thank you email แต่เป็นอีเมลเหมือนเพื่อนส่งมาขอบคุณเราที่แวะมาเยี่ยมเยียน แล้วยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงสิ่งที่เราคุยกันเมื่อวันนั้นอีก) อ้อ..น้องคนที่ดูแลเรา เค้าชอบมาเที่ยวเมืองไทยด้วย Smiley

เราชอบบรรยากาศโดยรอบของที่นี่มาก


ทางเดินไปบ้านพัก เต็มไปด้วยสีสัน


บ้านพักมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องรับแขก / กินข้าว / ห้องน้ำ ที่ชั้นล่างมี heater เวลาเปิดแล้วจะอุ่นที่พื้น เดินแล้วสบายดี

ส่วนนอกบ้านมีอ่างออนเซ็นเล็กๆ (แต่ถ้าจะไปแช่อ่างใหญ่ เค้าก็มีอ่างออนเซ็นรวมอยู่ด้านหน้า)

จะบอกว่า ประทับใจเจ้าอ่างเล็กๆ outdoor นี้มาก คือมันร้อนได้ใจมาก เรียกว่าแช่ท่ามกลางอากาศหนาวๆลมเย็นๆนี่ฟินสุดๆ


ชั้นบนมี 2 ห้องนอน เป็นห้องนอนแบบตะวันตก กับห้องนอนแบบญี่ปุ่น
สารภาพว่าตอนดูรูปในเว็ปก่อนจองห้องพัก แอบรู้สึกว่าทำไมดูเก่าจัง 555 
ซึ่งจริงๆแล้วไม่นะ แต่ด้วยโทนสีมั้ง มันเลยดูเก่า แต่จะบอกว่ามันนอนสบายมาก และบ้านสะอาดมาก

ห้องนอนแบบตะวันตก

ห้องนอนแบบญี่ปุ่น ซึ่งพวกเรามารวมตัวกันอยู่ในห้องนี้ทั้งหมด 555


เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ออกไปดูภูเขาไฟฟูจิตอนตีห้า เราจะได้เห็น reflection ที่สวยมาก 
ตอนแรกเราก็..เฮ้ย..ตีห้ามืดติ๊ดตื๋อเนี่ยนะ
แต่..ราก็ทำตามที่เค้าบอก 555 ตั้งนาฬิกาปลุก 5.00 น. ตื่นมาปรากฎว่า สว่างแล้ว!!
เรารีบเดินออกไปที่ริมทะเลสาป

และนี่..คือสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า...


มันสวยจนเกินบรรยาย มันสวยเกินกว่าสิ่งที่เห็นจากรูปมาก
เรานั่งดื่มด่ำกับความสวยงามนั้นอยู่กว่าครึ่งชม. แล้วรีบกลับไปปลุกทุกคนให้ตื่นมาดู

นี่เป็นภาพฟูจิซังยามสาย reflection เริ่มหายไป แต่ยังคงความงดงามอยู่


เด็กๆช่วยกันเก็บภาพความงดงามตรงหน้าผ่านปลายปากกา


ทางเดินริมทะเลสาป ร่มรื่นมาก ให้ความรู้สึกสงบยามเช้า


ระหว่างทางเดินกลับที่พัก เราเดินผ่านสวนผักออแกนนิค
เราเห็นถึงความใส่ใจของคนญี่ปุ่น การจัดแปลงผักที่สวยงามและเป็นระเบียบ ความสะอาดของสองข้างทาง

ตบท้าย ด้วยร้านอาหารแสนอร่อยที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ชื่อตามป้ายเลย เนื่องจากอ่านไม่ออก 555


Highlight ของร้านนี้อยู่ที่เส้น Houtou อร่อยมากมาย คอนเฟริ์ม


นอกจากเมนูเส้น Houtou ก็ยังมีเมนูอื่นๆอีกด้วย


บรรยากาศในร้านเป็นแบบ Japanese style


สรุปว่า..เป็นที่พักที่เราชอบกันมาก ทั้งบรรยากาศ / สถานที่ / วิว / สิ่งอำนวยความสะดวก และที่สำคัญความเป็นกันเองของคนที่นี่







Create Date : 30 ธันวาคม 2559
Last Update : 30 ธันวาคม 2559 16:56:58 น.
Counter : 1031 Pageviews.

1 comment
2016 Japan Trip - เช่ารถขับจากโตเกียวไปชมภูเขาไฟฟูจิ




จริงๆก็เริ่มมาจากว่า จากโตเกียว เราจะไปนอนคาวากุจิโกะกัน 1 คืน
คำถามต่อมาคือ แล้วจะไปยังไงดีล่ะ

ซึ่งจริงๆแล้วก็มีวิธีเดินทางที่สะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

1. เดินทางโดยรถบัส โดยขึ้นจากสถานีชินจุกุ ไปลงที่สถานีคาวากุจิโกะ

   cr:mtfuji-jp.com

2. เดินทางโดยรถไฟ โดยขึ้นจากสถานี JR Shinjuku ไปลง JR Otsuki หลังจากนั้นเปลี่ยนสายรถไฟ ไปลงสถานี kawaguchiko 

3. ขับรถไปเอง ซึ่งเทียบแล้วทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ก็ไม่ได้ถูกและเร็วกว่า 2 วิธีแรกเท่าไหร่ แต่เพราะใจรักล้วนๆ (คุณพ่อชอบขับรถ คุณแม่ชอบการเดินทางแบบหาเส้นทางไปเอง ขับไปแวะไป ตามสไตล์ทัวร์นกขมิ้น) เราจึงเลือกวิธีนี้

ก่อนไป เราทำการจองรถจากเมืองไทย ซึ่งก็มีทั้งจองผ่าน //www2.tocoo.jp/ หรือจองผ่านผู้ให้บริการอย่าง Nippon/ Nissan/ Toyota

หลังจากที่เช็คราคาแล้ว เราเลือกจองกับ easy and save (ตัวแทนของโตโยต้า) เนื่องจากราคาแต่ละเจ้าที่เช็คมา ไม่ต่างกันมากนัก แต่ easy and save มีสาขาใกล้บ้านเลย (ซอยนราธิวาส 15) กะว่าจะแวะไปดูรถก่อนไปจริง (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป คุยกันทางเมลอย่างเดียว)

รถที่เลือกมาก็ขนาดน่ารัก จริงๆอยากได้ n-box แต่เครื่องมันแค่ 660 cc สรุปเลยมาได้ Sienta ซึ่งเครื่อง 1,500 cc 

ซึ่งหลังจากจองเสร็จ ทาง easy and save ก็จะส่ง voucher มาให้ โดยเรานำไปยื่นที่สาขาที่จะรับรถ ซึ่งเราเลือกไปรับที่สาขา Ueno Ekimae 

ส่วน option ที่ขอเพิ่มไปก็คือ GPS English/ Child Seat (ที่นั่งเด็กเล็ก)/ Booster Seat (ที่นั่งเด็กโต)

เวลาที่เราทำการเช่าคือ 24 ชม. (3,080 บาท) บวกเพิ่มอีก 2 ชม. (880 บาท) ซึ่งทำการจ่ายเงินกันที่ไทยเลย 


จริงๆที่นี่มีให้เช่า pocket wifi เหมือนกัน 249 บาท/วัน (มีค่ามัดจำเครื่อง 1,000 บาท) แต่เราเช่ากับเจ้านี้ //www.likehellojapan.com เนื่องจากมีโปร ลดราคาจาก 200 บาท/วัน เหลือ 170 บาท/วัน เป็นของค่าย softbank ให้ความเร็ว 10GB / 5วัน

กล้บมาเรื่องรถต่อ...
วันเดินทาง เราเดินจากโรงแรมไป Toyota สาขา Ueno Ekimae ซึ่งอยู่ไม่ไกล ไปถึงเจ้าหน้าที่ก็จะนำรถมาให้ แล้วอธิบายวิธีการใช้

นี่ไง..หน้าตายานพาหนะประจำทริปของเรา


สมาชิกพร้อม...


ผู้ช่วย driver พร้อม.. (มีตาขวางเบาๆ 555)


Let's go!!


ถนนในเมืองขับสบายๆ รถไม่ติด ที่รถมี ETC Card (บัตรทางด่วน) ติดมาอยู่แล้ว เราค่อยไปจ่ายค่าทางด่วนตอนคืนรถ
ส่วน GPS ก็ดูง่าย บอกชัดเจน มีแจ้งเตือนเป็นระยะว่าอีกกี่เมตร ต้องเลี้ยวหรือต้องเบี่ยงออก

ขับออกมาจากนอกเมือง เราได้เห็นธรรมชาติสีเขียวข้างทาง ได้แวะที่พักริมทาง ซื้อของกินและเข้าห้องน้ำ (ห้องน้ำริมทางยังสะอาดมากขอบอก!!) 


ขับต่อมาอีกนิด... ทันใดนั้น... เราก็เห็นเค้า "มิสเตอร์ฟูจิซัง"

ก่อนมา เราเฉยๆกับภูเขาไฟฟูจิมาก คิดว่ามันก็คือภูเขาที่มีหิมะคลุมอยู่ข้างบน
แต่พอได้เห็นของจริง คือขนลุกอ่ะ นึกภาพนะ ขณะที่เรากำลังขับรถ ชมวิว ซึ่งข้างทางก็จะมีภูเขาสีเขียวเรียงราว อยู่ดีๆก็มียอดเขาอันนึงโผล่ขึ้นมา มันใหญ่กว่าภูเขาทั่วไป แถมมีสีขาวด้วย คือแบบ..มันเหมือน "จักรพรรดิแห่งภูเขา" ยังไงอย่างงั้น เราแทบละสายตาไม่ได้เลย รู้สึกว่ามันช่างสง่างาม และดูยิ่งใหญ่มาก เด็กๆก็ต่างพากันตื่นเต้นที่ได้เห็นฟูจิซัง Smiley


พอขับมาถึงคาวากุจิโกะ เราแวะที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อมาเอาแผนที่
และหาอะไรกินกันที่ 7-11 (เซเว่นที่นี่ มีทั้งที่นั่งกินข้าวและมีห้องน้ำด้วย)


ส่วนนี่..ของฝากจาก 7-11 แค่อยากจะบอกว่าอร่อยมากก ไส้ถั่วแดงรสชาติกลมกล่อมจริงๆ


หลังจากท้องอิ่ม เราก็ขับรถขึ้นไปตามหาฟูจิซังชั้น 5
ณ จุดนี้ นอกจาก GPS ที่ติดมากับรถ เราต้องกลับไปพึ่ง Google map ที่เราคุ้นเคยกันด้วย (ชักเริ่มกลัวหลง 555)


ความพิเศษอย่างหนึ่งของถนนเส้นนี้คือ ช่วงหนึ่งถนนจะมีลูกคลื่น เวลาขับผ่าน ถ้าเราตั้งใจฟังดีๆ มันจะเป็นเสียงดนตรี!!!
(ดูความน่ารักมุ้งมิ้งของคนญี่ปุ่นสิ เค้าสามารถสร้างความสุนทรีได้แม้กระทั่งลูกคลื่นบนถนน) 
จริงๆเรื่องนี้เราไม่รู้ แต่ด้วยความหูเทพของพ่อเธอ ทักขึ้นมาว่า ฟังสิเสียงรถวิ่งบนถนนเหมือนเสียงดนตรีเลย
ตอนแรกเราคิดว่าพ่อเธอมโน 555 เลยลองหาอากู๋ดู ปรากฎาว่าจริง!! ข้าน้อยขอคาราวะงามๆ Smiley

วันนี้โชคดีฟ้าเป็นใจ ไม่มีเมฆฝนเลย ฟ้าเปิดด้วย ทำให้เราเห็นฟูจิซังกันแบบเต็มๆ
ระหว่างขับไป เราก็แวะชมวิวตามชั้นต่างๆไป


และในที่สุด..เราก็มาถึงที่หมาย ฟูจิซัง ชั้น 5
ลานจอดรถก็หลวมๆจอดได้สบายๆ แต่หิมะบนยอดเขา เริ่มจะหลอมละ 
ระหว่างขับรถขึ้นมา อากาศเย็นสบายดีมาก จนต้องขอปิดแอร์และเปิดหน้าต่างรับลมกัน
ผลก็คือ.. มีสมาชิกหลับไปหนึ่งคน เนื่องจากลมเย็นสบายเกินไป 555 พอถึงที่หมายหน้าตาเลยเป็นเยี่ยงนี้


มองออกไปด้านล่างเป็นลานจอดรถทัวร์ และเทือกเขาสวยงาม


หลังจากได้เห็นทิวทัศน์อันงดงาม สมาชิกก็สวมวิญญาณ tourist กันทันที 555



และนี่คือ..ไอติมเนื้อนุ่มแสนอร่อยบนภูเขาไฟฟูจิ ช่างเข้ากับอากาศเย็นสบายแบบนี้เหลือเกิน


หลังจากที่เดินชมวิวกันจนเต็มอิ่มแล้ว เราก็ขับรถลงมา
เป้าหมายต่อไปคือ Chureito Pogoda หรือเจดีย์แดง

ไม่น่าเชื่อว่า.. หา..ยาก..มาก..
คือขับรถหลงแล้วหลงอีก 555 แปลกมาก ทำไมเราใส่ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ทั้งชื่อ แต่เจ้า GPS ดันพาไปที่ไหนไม่รู้ 
ระหว่างนั้นก็ถามคนไปเรื่อย.. ในที่สุดเราก็ได้เจอ Chureito Pogoda Smiley

เอ่อ..ที่เกาะขาข้าพเจ้าอยู่ นี่ลูกหรือลิงคะเนี่ย..


วิญญาณ tourist เข้าสิงอีกแล้วคับท่าน


ด้านบนของเจดีย์ มีนักท่องเที่ยวมานั่งรอถ่ายรูปฟูจิซังกัน หนึ่งในนั้นก็คือนักท่องเที่ยวตัวจิ๋วจากไทยแลนด์ 
พวกนางคงกำลังช่วยกันปรับโฟกัสกันอยู่ Smiley


และนี่คือวิวงามๆของฟูจิซัง จากเจดีย์แดง
เชื่อไหมว่า เรานั่งดื่มด่ำกับวิวกันอยู่นาน ไม่อยากจะลงมาเลย มันสวยงามและคุ้มค่ากับการได้มาจริงๆ


สรุป..ค่าใช้จ่ายจากการเช่ารถขับในคาวา
ค่าเช่ารถ (24 + 2 ชม) 9,500 เยน
ค่าน้ำมัน 3,625 เยน
ค่าทางด่วน 7,134 เยน (โหดสุดก็คงเป็นค่าทางด่วนแหละ) 

เรื่องค่าใช้จ่ายอาจไม่ได้ถูกกว่านั่งรถไฟหรือรถบัสมา แต่มันได้ความสนุกตอนขับรถหาทางกัน ได้ขับรถออกมาหาอะไรอร่อยๆกินตอนกลางคืน ได้ขับรถชมเมืองระหว่างที่พักค้างอื่น

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆเราประทับใจ และจะหาโอกาสมาเยือนอีกแน่นอน Smiley



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 13:21:50 น.
Counter : 2631 Pageviews.

0 comment
2016 Japan Trip - หนึ่งวันในชิบุย่า / ฮาราจุกุ / ชินจุกุ






ชิบุย่า > ฮาราจุกุ > ชินจุกุ > Roppongi

นี่คือแผนที่วางไว้ ยัยแม่เปรี้ยวมาก คิดว่าสามารถเดินสี่ที่นี้จบได้ในหนึ่งวัน Smiley
จริงๆก็ทำได้นะ ถ้าเดินเฉยๆแบบไม่แวะ 5555
สรุปว่า ในความเป็นจริง เราไปได้แค่ 3 ที่แรก Roppongi ไปไม่ทัน

เราขึ้น JR Yamanote Line จาก Ueno มาลง Shibuya 

ชิบุยะ

พอออกจากรถไฟฟ้ามา ก็มาเจอห้างโตคิว ของกินในซุปเปอร์มาร์เก็ตช่างยั่วยวนเหลือเกิน เลยสอยแซนวิชมาหนึ่งชิ้น


ไฮไลท์ของชิบุยะที่อยากแวะมาคือ ห้าแยก landmark+เจ้าหมา Hachiko ผู้ซื่อสัตย์ และเราก็มาตามนั้น
ถ่ายรูปเสร็จแล้วเดินต่อไปฮาราจุกุ (จบการมาชิบุยะแต่เพียงเท่านี่ Smiley)




ความสนุกของเรามันอยู่ที่การเดินนี่แหละ ได้เดินดูทาง ดูบ้านเรือนเค้า
จากชิบุยะ เราเดินไปเรื่อยๆ ผ่านสถานที่ต่างๆทั้้งศิวิไลซ์ และค่อนข้างจะเป็นแหล่งเสื่อมโทรม (แถวใต้สะพานลอย)

ระหว่างทาง เดินไป เม้ามอยส์ไป ถ่ายรูปเล่นไป
ดูยัยแม่สิ... เธอช่างกล้า... Smiley


ฮาราจุกุ

เดินแปบๆ เราก็มาถึง Harajuku
ที่เห็นเป็นถนนเล็กๆฝั่งตรงข้ามคือถนนสายแฟชั่น Takeshita Dori แหล่งรวมตัวของวัยรุ่นที่แต่งชุดแนว cosplay 


แม้จะเป็นเพียงถนนเส้นเล็กๆ แต่เรากลับรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับความหลากหลายและความแหวกแนวของร้านและของคนที่มาเดิน


เด็กๆก็สนุกไปกับกิมมิคต่างๆบนถนนแห่งนี้


กลางวันนี้ ยัยแม่ขอเลือกกินที่ Pompompurin Cafe
ที่เลือกเพราะความน่ารักของเจ้า Pompompurin ล้วนๆ


ดูหน้าตาอาหารสิ น่ารักบาดใจยัยแม่ Smiley



หลังจากกินเสร็จ เอาคะแนนความน่ารักไปเลย 10/10 
แต่คะแนนความอร่อย 7/10 พอ T_T

ดูนางสิ..เข้าไปออเซาะพ่อ เกินหน้าเกินตาเรา เช๊อะ Smiley

หลังจากที่ได้เดินมาทั้งสองที่ คราวหน้าถ้าให้เลือกระหว่างชิบุย่ากับฮาราจุกุ
เราจะเลือกมาเดินฮาราจุกุ มันมีอะไรมากกว่าแค่แหล่งช็อปปิ้ง

จากฮาราจุกุ เราก็ไปที่ชินจุกุต่อ
หลังจากที่หนังท้องตึง ก็เริ่มขี้เกียจ ตอนแรกกะว่าจะเดินชมเมืองไปจนถึงชินจุกุ
เราเลยเปลี่ยนแผน ขึ้นรถไฟฟ้าไปละกัน ประหยัดเวลา 555

เมื่อพุงอิ่ม อากาศก็ดี ผู้ร่วมคณะของเราเลยกลายสภาพเป็นเช่นนี้


ชินจุกุ

จริงๆแล้วการมาชินจุกุของเรามีเป้าหมาย
ยัยพ่ออยากมาละลายทรัพย์ที่ร้าน Daikokuya

จากที่จดพิกัดมา เหมือนกับจะหาไม่ยาก แต่ปรากฎว่ามันหายากมาก!!
กว่าจะเจอ Daikokuya ก็มืดซะแล้ว นี่ไงเป้าหมายที่หากันอย่างยากเย็นแสนเข็น


ร้านมีภาษาไทยด้วยนะเออ คงเป็นที่นิยมของคนไทยจริงๆ
แต่เข้าไปดูแล้ว ไม่ค่อยมีของอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

จริงๆชินจุกุเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆน่าสนใจนะ คราวหน้าถ้ามาอีก คงเลือกมา ฮาราจุกุกับชินจุกุอีก

ส่วน Roppongi คงต้องยกยอดไว้มาคราวหน้าเช่นกัน เพราะเดินชินจุุกุเสร็จก็สามทุ่มแย้วว



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2559 15:35:33 น.
Counter : 681 Pageviews.

2 comment
2016 Japan Trip - Coco Grand อีกหนึ่งโรงแรมที่น่าพักย่าน Ueno


ทำไมต้องย่าน Ueno

1. สะดวกเรื่องของการเดินทาง

- มีสถานี Keisei ที่นั่งตรงไปสนามบินได้เลย (ขากลับเรากลับไฟลท์เช้า)
- มีทั้ง JR และใต้ดิน ผ่าน ซึ่งสะดวกต่อการเดินทางไปย่านต่างๆ


2. ใกล้แหล่งช็อป แหล่งชิม

- ใกล้ตลาดอะเมโยโกะ (Ameyoko Market) ที่เป็นทั้งแหล่งช็อป แหล่งของกิน มีร้านรวงตามตรอกซอกซอยให้เราเลือกเดินกันเพลิน (ให้ความรู้สึกเหมือนเดินตลาดเลย ทั้งของสด ของคาว มีหมด)
- ใกล้ตึกม่วง Target ของยัยแม่สำหรับทริปนี้ Smiley
- ใกล้อากิฮาบาระ (Akihabara) Target ของคุณพ่อสำหรับทริปนี้ (จริงๆก็ไม่ได้ใกล้มากนะ ถ้าจำไม่ผิดต้องนั่งรถไฟไป 2 สถานี แต่พวกเราเป็นพวกถึก เดินไปจ้าา ระหว่างเดินก็ชมร้านรวงข้างทาง ดูตรอกซอกซอยบ้านเค้าไป เพลินดี)

ตลาดอะเมโยโกะ - ทั้งเสื้อผ้า อาหาร ร้านขายยา (คสอ.ญี่ปุ่น) เดินกันได้เป็นวัน

cr: ytimg.com

บะหมี่หยอดเหรียญ - อีกหนึ่งไฮไลท์ ที่เราต้องลอง ชามเดียวกินอิ่มพุงกางเลย


ซุปเปอร์มาร์เก็ต ชั้นล่างของตึกม่วง สวรรค์ของเด็กน้อย สารพันขนมขบเคี้ยว


อากิฮาบาระ - คุณพ่อเหมือนถูกดูดเข้าไปเลย นี่ถ้าร้านไม่ปิดไม่กลับกันนะเนี่ย 555



3. ที่พักมีให้เลือกเยอะ และราคาไม่แรงเท่าแถวชินจุกุ


บทสรุป หลังจากที่ได้พักแถวย่านนี้

+ เดินทางสะดวก โดยเฉพาะไปสนามบิน
+ ของกินมีตลอดทาง และตลอดคืน (ร้านสะดวกซื้อ)
+ มีสวนสาธารณะ ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติ แม้จะอยู่ในเมืองใหญ่ เราชอบเดินเลาะถนนริมสวน มันสงบและคนไม่พลุกพล่านดี

- แอบรู้สึกว่าย่านนี้ค่อนข้างเป็นย่านเสื่อมโทรม เมื่อเทียบกับพวกชินจุุกุ ตอนกลางคืนเราเดินกลับมาจากอากิฮาบาระตอนเกือบ 5 ทุ่ม ผู้หญิง(หากิน) ยืนอยู่ตามซอกซอย มีแก๊งค์ยากุซ่ายืนคุมกันอยู่ เราต้องรีบเดินมุดตัวผ่านแบบไม่กล้าสบสายตาพวกท่านๆ 
- มีของปลอมหลายร้านในตลาดอะเมโยโกะ (พวกกระเป๋า,เสื้อผ้าแบรนด์ที่วางกองอยู่หน้าร้าน ไปจับดูนี่ ของจากจีนชัดๆ)
- ร้านบางร้านฟันราคา เข้าใจว่าเป็นย่านนักท่องเที่ยว ราคาเลยถูก up มาซะน่าตกใจ อย่างร้านของเล่นที่อยู่ตรงหัวมุมสี่แยก เป็นร้านใหญ่เลย มี 4 ชั้น ราคาแพงกว่าที่อากิฮาบาระเกือบเท่าตัว เช่น ชุดรางรถ Tomica ซื้อจากที่นี่มา 7,000 กว่าเยน ไปเจอที่อากิฮาบาระ 4,000 กว่าเยน Smiley Smiley (เอาน่ายังไงก็ยังถูกกว่าในไทย 555)


ทำไมต้อง โรงแรม Coco Grand Ueno Shinobazu

1. ทำเลสะดวก ใกล้ทั้งสถานี Keisei, JR และใต้ดิน
2. รร.อยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ (จินตนาการไว้ว่า จะซื้อข้าวกล่องไปนั่งปิคนิคกินข้าวในสวนกัน)
3. รร.มีห้องไซส์ใหญ่ (กว่าไซส์ปกติของรร.ญี่ปุ่น 555) เราไปกัน 4 คน พ่อแม่ลูกสอง แล้วไม่อยากแยกห้องไง
4. อ่าน review ทั้งใน tripadvisor, booking, agoda ส่วนใหญ่ให้ความเห็นเชิงบวก (เบเกอรี่ด้านล่างอร่อยด้วยนะเออ!!)
5. มีออนเซ็น!!!! กรี๊ดมาก 555 จะได้ไปแช่ตัวหลังจากเดินเมื่อยๆมาทั้งวัน

จริงๆ 2 ที่พักสุดท้ายที่เข้าวินคือ Mitsui Ueno กับ Coco Grand ซึ่ง Mitsui ได้เปรียบเรื่องของทำเล แต่ห้องขนาดเล็กกว่า (ไม่รู้มีห้องไซส์ใหญ่รึเปล่า แต่ตอนจองตอนนี้มีแต่ห้องไซส์เล็ก)

บทสรุป หลังจากที่ได้ไปพักมา

+ ทำเลของรร.โอเค ใกล้สถานีอูเอโนะ (เดินมาเล็กน้อย) / อยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ ได้ชมธรรมชาติเพลิน / คนไม่พลุกพล่าน ไม่ได้อยู่ติดถนนเมน

วิวจากหน้าต่างห้องพัก เห็นสระบัวของสวนสาธารณะ


+ ขนาดห้อง พอมีที่ให้ขยับตัวบ้าง 555 ห้องที่เราพัก ตอนจองระบุว่าเป็นห้อง Fantastic Double Room (มี 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น) ซึ่งคุณพ่อยอมเสียสละไปนอนโซฟาห้องนั่งเล่น ให้พวกเราสามแม่ลูกนอนในห้องนอนกัน ส่วนห้องน้ำ ก็ยังเล็กน่ารักจุ๋มจิ๋มตามสไตล์โรงแรมในญี่ปุ่น

ขนาดห้องที่เราพัก เทียบกับห้องอื่นใน floor เดียวกันแล้ว ก็ถือว่าใหญ่ละหล่ะ 

+ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้อง ถือว่าจัดมาให้ครบครัน

เปิดเข้ามาในห้องนอน มีชุดยูกาตะ (เรียกถูกป่าวหว่า??) วางใส่ถุงไว้ให้อย่างสวยงามบนเตียง (ในภาพคือแกะออกมาโชว์แล้ว 555)


ใส่ออกมาเป็นเช่นนี้แล.. (นายแบบ นางแบบ จำเป็น Smiley)


ถัดจากถุงใส่ชุดยูกาตะ ก็มีถุงแดง มาให้ 2 ถุง 


แกะออกมาปุ๊บ แต่น..แตน..แต๊น
Beauty Travel set จาก DHC และของใช้จุ๊กจิ๊กสำหรับคุณผู้หญิง Smiley


ยังๆ ยังไม่หมด
ถัดจากกิมมิคของพ่อแม่แล้ว ต่อไปก็เป็นกิมมิคของคุณลูก


เปิดออกมา แต่น..แตน..แต๊น..



ชุดพร้อม พร๊อพพร้อม เราก็จัดการไปแช่ออนเซ็นกันในทันใด


ชั้นของออนเซ็นไม่ได้ถ่ายมา แต่ห้องสะอาด อุปกรณ์พร้อม ทั้งครีมล้างเครื่องสำอาง โฟมล้างหน้า สบู่ ตอนเราลงไปเจอแม่ลูกชาวเกาหลีไปแช่ด้วยกันน่ารักดี ส่วนบ้านเรา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อพาเด็กๆไป ส่วนเราก็นอนแช่น้ำผ่อนคลายอย่างเพลิดเพลิน... I feel so peaceful... 5555

ที่ชั้นออนเซ็น มีตู้ซักผ้าหยอดเหรียญด้วย แต่เราไม่ได้บริการ

ถัดกลับมาที่ห้องต่อ จากห้องนอน เราไปที่ห้องนั่งเล่นกัน แม้เนื้อที่จะจุ๋มจิ๋ม แต่เค้าก็ยังอัด facilities เข้าไปให้เราแบบจัดเต็ม 

นี่เลย เก้าอี้นวด วางไปที เต็มห้องเลย 555


ถัดจากเก้าอี้นวด ก็จะเป็นโซฟา (ซึ่งเป็นที่นอนเฉพาะกิจของคุณพ่อ) และโต๊ะรับแขก

นอกจากนั้นก็มีเครื่องฟอกอากาศ, สายชาร์ต, wifi, ตู้เย็นขนาดจิ๋ว 

ส่วนห้องน้ำ แม้จะมีขนาดกะจิ๊ดริ๊ด แต่ก็เหมือนห้องอื่นๆคือ.. อุปกรณ์มาเต็ม สบู่, แชมพู, โฟมล้างหน้า, อุปกรณ์มาตรฐานต่างๆในห้องน้ำ และยังมี จุด beauty travel set for men ไว้ให้ด้วย


คืนนั้น หลังจากกลับมาถึงห้องพัก เด็กๆช่วยกันบรรจงจัดเรียงของเล่นของตัวเอง บนหัวเตียง แล้วพวกเธอก็นอนมองมันด้วยความอิ่มใจ Smiley


+ อาหารเช้า แล้วจะเป็นรร.เล็กๆ อาหารเช้าไลน์บุฟเฟ่ต์ไม่เยอะ แต่ก็น่าทาน โดยเฉพาะขนมหวาน Smiley





และนี่..คือชิ้นที่เข้าวิน ผู้ได้รับคัดเลือกมาอยู่ในพุงเรา 555


+ พนักงาน น่ารัก เฟรนลี่ ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี (สามารถฝากกระเป๋าไว้ได้ด้วยนะ อย่างเราจะไปค้างคาวา 1 คืน ก็ฝากกระเป๋าไว้ที่ lobby เค้าก็รับฝาก ไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย)

สรุป ประทับใจโรงแรมนี้ ให้ score 9/10 ละกัน (ตัด 1 คะแนน ตรงที่มีบรรยากาศกลางคืนระแวกนี้มันดูเป็นแหล่งโลกีย์ไปหน่อย)



Create Date : 07 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 10:22:00 น.
Counter : 1515 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  

Valentine's Month



ด้วยรักและผูกพัน
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]