Group Blog
 
All blogs
 
ตอบคำถามโดยนักจิตวิทยาการปรึกษา

มีคำถามหนึ่งนะครับ น่าสนใจ จาก thaimental.com เขาว่ามาว่า

หัวเรื่อง --> เป็นห่วงแฟนมากเกินไป ทำไงดีครับ เครียดมาก ๆ

คือผมชอบเป็นห่วง แบบว่า มันมากเกินไปอะครับ เช่นเวลาเค้าออกไปข้างนอกก็กังวลแล้ว จะมีอุบัติติเหตุไหมหรือจะเป็นอะไรไปรึเปล่า ต้องโทรเช็คอยู่บ่อย ๆ (เปลืองค่าโทรมาก ๆ) มันมากเกินไปจนตัวเองไม่มีความสุขอะครับ บางทีไม่มีกะจิตทำอะไรเลย โทรไปได้คุยกันก็จะสบายใจ ซักพักก็จะรูสึกจึ้นมาอีก อยู่ไกลกันด้วย ใครเป็นเหมือนกันบ้าง และพอจะมีวิธีคิด จะในแง่บวกยังไงบ้างครับ

โดย คุณ ทำไม
-----------------------------------------------------------

ตอบ คือก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนนะครับ ว่าโดยพื้นฐานแล้วนักจิตวิทยาการปรึกษานั้นไม่ใช่นักตอบคำถามหรือให้คำแนะนำอะไรกับใคร บทบาทหน้าที่ที่จะพึงทำได้อย่างมากที่สุดก็คือการนำพาใจที่เป็นทุกข์ของผู้ที่มาหาให้ได้คลายทุกข์ หรือได้หมดทุกข์ไป ให้มีจิตใจที่พร้อมจะเติบโตงอกงามไปตามวิถีของตนต่อไปนะครับ เปรียบเหมือนเพื่อนร่วมทางเดิน พาคนจากถ้ำที่มืดมิด ออกสู่ที่สว่าง ซึ่งดูแล้วในพื้นที่ตรงนี้คงอาศัยการสนทนาลำบากนะครับ การปรึกษาทางจิตวิทยาจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ที่จะทำได้คือการจำลองเอาตัวแบบของการปรึกษาทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการตอบคำถาม เผื่อว่าอาจจะพอเยียวยาอะไรได้บ้าง

ดูจากข้อความที่คุณทำไมบอกแล้ว ก็ทำให้เข้าใจได้ถึงความรู้สึกกังวลที่มีนะครับ แล้วก็ดูไม่พอใจกับสภาพที่ตนเองเป็นอยู่ คือรู้ตัวนะครับว่ากังวล แต่ก็ยังไม่สามารถตัดกังวลนั้นได้

ความกังวลกับความจริงนั้นแยกจากกันนะครับ กังวลนั้นก็คือคาดหวัง คาดหวังในสิ่งที่เป็นไปในทางลบจึงเกิดเป็นความกังวลขึ้นมา เมื่อไม่สอดคล้องกับความจริงที่เป็น ก็เป็นทุกข์ เมื่อใดที่ความคิดไม่สอดคล้องกับความจริง ก็เป็นทุกข์ครับ ไม่ว่าคิดบวกหรือคิดลบก็ล้วนเป็นทุกข์ทั้งหมด คือรากของทุกข์นั้นยังไม่สามารถถูกถอนออกจากใจ ดังที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้นะครับ ว่า "อย่าใช้ชีวิตด้วยความคาดหวัง ให้ใช้ชีวิตด้วยสติปัญญา" อย่างง่ายที่สุดคงต้องถามใจของคุณทำไม ว่าหากไม่กังวลจะได้ไหม ได้เห็นผลของความกังวลว่าเป็นอย่างไรแล้วบ้าง เมื่อเห็นแล้วใจที่กังวลนั้นเป็นสุขหรือเปล่า บางทีการปล่อยให้แฟนของคุณทำไมนั้นได้ใช้ชีวิตไปตามวิถีของเขาโดยเว้นระยะห่าง (เหมือนที่บอกว่า ได้แต่อยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ไม่มากไม่น้อย) เสมือนบ้านที่คงอยู่ได้ด้วยระยะห่างของเสานะครับ ถ้าเสาอยู่ติดกันหมดเป็นกระจุกเดียว บ้านก็คงไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ลองปล่อยให้แฟนของคุณทำไมได้เติบโต เหมือนอย่างต้นไม้ที่เติบโต คุณทำไมคอยดูแลบางครั้งบางคราว ไม่จำเป็นต้องดัดตลอดเวลา ก็สามารถโตได้นะครับ คุณทำไมจะลองเฝ้าดูต้นไม้โตโดยที่ไม่ไปดัดมัน ไม่ไปกังวลถึงมันว่าจะโตหรือไม่โตได้ไหม เพราะที่ผ่านมาแฟนของคุณทำไมก็อยู่รอดปลอดภัยดี หรือถ้าหากจะเกิดเหตุร้ายก็ด้วยเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งก็ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวคุณทำไมเพียงคนเดียวนะครับ

ขอให้คุณทำไมเป็นสุข ได้เรียนรู้จากสิ่งที่คุณทำไมมองเห็นนะครับ
....................................................................


Create Date : 23 มีนาคม 2549
Last Update : 23 มีนาคม 2549 1:22:54 น. 10 comments
Counter : 730 Pageviews.

 
เข้ามาอ่านครับ

อ่านสำนวนแล้วชัดเลย จิตปรึกษาจุฬาแหงมๆ 5555 (เรียนอยู่เหมือนกันครับ)


โดย: หมื่นทิพ TRAVOLTA (เทพบุตรตบะแตก Log in ไม่ได้จ้า) IP: 161.200.131.105 วันที่: 23 มีนาคม 2549 เวลา:12:23:28 น.  

 
ครับ ดูจากลิงค์ด้านขวาก็เปิดเผยสำนักไปในตัวอยู่แล้วนะครับ


โดย: konku IP: 58.8.58.49 วันที่: 24 มีนาคม 2549 เวลา:0:10:54 น.  

 
ประมาณว่า ปล่อยวางบ้าง.. น่าจะดี
อย่ายึดมั่น ถือมั่น..
ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ยั่งยืน


โดย: biggg วันที่: 3 เมษายน 2549 เวลา:14:10:25 น.  

 
หยุดความยึดมั่นถือมั่นเมื่อไหร่ จะหมดทุกข์เมื่อนั้น


โดย: นายน้ำ IP: 67.15.100.210 วันที่: 20 เมษายน 2549 เวลา:14:53:07 น.  

 
ถามบ้าง...

การฝืนหลายเรื่องทำให้เครียด

แต่ก็ต้องทำต่อไป

ต้องทำใจอย่างไร

.....สงสัยเราจะมาเป็นขาประจำแล้วนะนี่

อาการเราก็เอาการอยู่นะ

นักจิตวิทยาข้างตัวยังเอาไม่ค่อยอยู่เลย



โดย: ที่นี่มีนักจิตวิทยาอยู่หรือ ? (เจ้าแห่งโชคชะตา ) วันที่: 13 กันยายน 2549 เวลา:21:54:00 น.  

 
อาการแบบนี้คนพูดพูดได้เข้า แต่คนทำกลับทำยาก คนให้คำปรึกษาอาจจะให้คำปรึกษาได้ แต่คนทำอาจจะรู้สึกดีในตอนแรกแต่สุดท้ายสิ่งที่นิสัยเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคยมันก็จะตามมา...ลองใช้วิธีนี้ดูนะครับ สวดมนต์ เกิดอาการนี้ตอนไหนสวดอย่างเดียว พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พาหุงมหากา แล้วก็ชินบัญชร...คุณไม่ต้องคิดอะไรเลยสวด ๆๆ...กลุ้มมาตอนไหนสวดไปเลย แอบไปห้องน้ำก็ได้ถ้าทำงานอยู่จากนั้นก็สวดเลย ไม่ต้องคิดถึงเรื่องพิธีรีตองอะไรทั้งนั้น สวดอย่างเดียว...แล้วก็ไม่ต้องอธิษฐานอะไรด้วย

พอกลับถึงบ้านลองดู นั่งสมาธิวันละชั่วโมง มันจะทรมานมาก ๆ ในตอนแรกและอาจจะไม่ได้อะไรเลย แต่นั่งไปเถอะรับรองไม่เกิน 1 อาทิตย์เห็นผล ตอนเย็นอากาศหวิว ๆ นั่นแหละกำลังได้อารมณ์เลย

ไอ้ตัวปัญหามันคือไอ้ก้อนสมองขาว ๆ ที่อยู่ในหัวนั่นแหละ พอมันคิดเรื่องอะไรขึ้นมาแล้วมันจะส่งลงไปถึงหัวใจตอนนั้นแหละคุณจะทำอะไรไม่ได้....

ขอให้โชคดีครับ...(ผมไม่ใช่จิตแพทย์แต่ผมเป็นนักทดลอง)


โดย: Beyond IP: 203.116.234.242 วันที่: 11 ตุลาคม 2549 เวลา:12:19:48 น.  

 
การห่วงแฟนหรือคนที่ตนรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของหัวใจ ซึ่งการจะห้ามไม่ห่วงใยคนที่เรารักก็ดูเหมือนเป็นการฝืนธรรมชาติ โดยลำพังเพียงแค่ความห่วงใยจะไม่ทำให้ใจของเรานั้นรู้สึกทุกข์หรือเครียด แต่หากเมื่อไรที่ใจของเราห่วงไปพร้อมๆ กับการปรุงแต่เรื่องราวต่างๆ หรือการคิดไปเองล่วงหน้า ที่เราจินตนาการไปร้อยแปดพันเก้าแล้วย่อมพาให้ความห่วงใยของเรานั้นเป็นทุกข์ ลองให้หัวใจของเราห่วงใยด้วยความรู้สึกดีๆ ปราศจากความคิดปรุงแต่งใดๆ แล้วถ่ายทอดความห่วงใยนั้นให้แฟนได้รับรู้ ความห่วงใยนั้นก็จะค่อยๆ เป็นปุ๋ยให้ความรักนั้นมั่นคง เติบโตอย่างงอกงาม ความห่วงใยก็เหมือนการใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้ ซึ่งต้องรู้จักให้อย่างพอเหมาะพอดีกับช่วงเวลาและจังหวะ ไม่ใส่ปุ๋ยอย่างถี่ๆ และไม่ทอดทิ้งหรือละเลย แต่ให้อย่างพอดีไม่มากไป หรือน้อยไป เมื่อนั้นต้นไม้ก็จะงอกงามได้อย่างเต็มที่และสวยงามที่สุด ความห่วงใยของคุณก็เช่นกันห่วงใยแบบพอดี ไม่มากไปไม่น้อยไปเมื่อนั้นความรักของคุณก็จะงอกงาม และงดงามคะ


โดย: เพื่อนร่วมทาง IP: 202.5.84.1 วันที่: 11 เมษายน 2551 เวลา:20:19:10 น.  

 
อ่านแล้วชอบคำแนะนำ วิธีการคิดของคุณนักจิตวิทยาการปรึกษามากเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกทำให้ใจร่มเย็นๆ ประยุกต์เอาแนวคิดแบบศาสนาพุทธมาใช้ด้วย ภาษาง่าย ไม่ยาก อ่านแล้วตรงๆดี ชอบมากค่า


โดย: เด็กหญิงแพง IP: 58.8.246.105 วันที่: 17 สิงหาคม 2554 เวลา:16:02:44 น.  

 
เราเพิ่งเข้ามาดูโพส แต่ก้อไม่รู้ว่าจะมีใครมาดูอยู่รึเปล่า แต่เมก้อมีเรื่องที่ทำให้เมทุกข์ใจจนถึงทุกวันนี้ เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนที่เมกำลังเรียนอยู่มัธยม มีวันหนึ่งคุณตา ของเมเค้าไม่สบายนอน อยู่ที่บ้าน แต่ไม่มีใครไปดูแลท่านเลย แล้ววันนั้นเมก้อเข้าไปหาท่าน เห็นท่านลืมตาอยู่ทันใดนั้น ท่านก้อหลับตาลง แต่เมก้อไม่ได้เอะใจอะไร หลังจากนั้นเมก้อกลับมาที่บ้านอีกหลัง แล้วเมบอกให้แม่ไปดู แม่ก้อบอกว่า ตาเสียแล้ว หลังจากนั้น เมคิดมาตลอดว่าเมเป็นคนทำให้ตาของเมตาย เมไม่เคยนอนหลับเลย นี่ก้อ 5 ปีผ่านมาแล้ว เมก้อยังรู้สึกผิดมาตลอด ที่ดูแลท่านไม่ดี


โดย: เม IP: 49.49.12.4 วันที่: 8 กันยายน 2555 เวลา:0:04:16 น.  

 
เมไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ และเมก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุให้คุณตาเสียแต่อย่างใด คนเรานั้นมีเวรมีกรรมเป็นของตนเองทั้งนั้นแหละครับ ทั้งเวรกรรมในชาตินี้ และเวรกรรมในชาติปางก่อน บางคนทำบุญมาเยอะ เกิดมาสวยเกิดมางาม เกิดมาบนกองเงินกองทอง บางคนทำบาปมาเยอะ เกิดมาขี้ริ้วขี้เหร่ เกิดมาพิกลพิการ เกิดมาไม่มีข้าวจะกินไม่มีที่จะนอน ทุกคนในโลกนี้ต้องตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จะต่ำต้อยแค่ไหน หรือจะยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ต้องตาย จะตายช้าหรือตายเร็วก็ขึ้นอยู่กับเวรกรรมที่ได้สะสมมาในชาติปางก่อนๆ บวกกับเวรกรรมในชาตินี้ด้วย คุณตาของเม..ท่านก็มีเวรกรรมของท่าน ท่านหมดอายุขัยแค่นี้ก็เป็นเพราะเวรกรรมของท่าน แต่ท่านเองก็มีบุญอยู่มาโข ที่อายุยืนมาจนถึงขั้นนี้ แล้วก็ได้ไปอย่างสงบ บางคนตายเสียตั้งแต่ยังเด็กยังรุ่นก็มีมาก เมจงวางใจซะเถิดครับ เมทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครห้ามการตายของใครได้ ผมเชื่อว่าคุณตาท่านไม่โกรธเมหรอกครับ ท่านรักเมมากนะครับ ชาติหน้าฉันใด คงได้เกิดมาเป็นตาเป็นหลานกันอีก อย่างไรก็ตามผมก็อยากให้เมละเว้นบาปทุกประการ แล้วก็สะสมบุญสะสมกุศลเอาไว้เยอะๆ เพราะบุญจะช่วยให้ภายภาคหน้าเราไม่ต้องลำบาก ที่สำคัญอยากจะให้เมรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด ถ้าสามารถเลิกกินเนื้อสัตว์ได้ก็จะยิ่งดีมาก และอย่าลืมรักษาธรรมชาติด้วยนะครับ อย่าทำร้ายธรรมชาติ พยายามช่วยลดโลกร้อนอย่างทุกวิธี เท่านี้ก็จะทำให้เมมีความสุขและไม่ตกนรกอย่างแน่นอนครับ สุดท้ายนี้ผมอยากจะให้เมเลิกคิดมาก มีคนที่เป็นห่วงเมอยู่มากมายนะครับ..รวมถึงผมด้วย ต่อไปนี้เมคงนอนหลับฝันดี ฝันถึงคนที่รักเม..คนที่คอยเรียงร้อยและถักทอหัวใจไว้รอเมอยู่ในวิมาน


โดย: ศีลห้าแมน IP: 171.99.75.63 วันที่: 6 มกราคม 2556 เวลา:5:26:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

KruBomb Thatti
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]





Enlightened Blog แบ่งปันพื้นที่ เพื่อความตื่น ตระหนักรู้ และเบิกบาน
Friends' blogs
[Add KruBomb Thatti's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.