The Black Mages III : อนธกาล & ดาราพราย



The Black Mages คือวงร็อค-โพรเกรสซีฟ-เมทัล ที่ตั้งขึ้นโดยสมาชิกทีมงานผู้สรรรสร้างเกมตระกูล Final Fatasy ประกอบด้วยสมาชิกดังนี้

Tsuyoshi Sekito — Guitar
Michio Okamiya — Guitar
Nobuo Uematsu — Organ (คนนี้สาวกของไฟนอลฯ คงไม่มีใครไม่รู้จักนะครับ ^^)
Kenichiro Fukui — Keyboard
Keiji Kawamori — Bass
Arata Hanyuda - Drums and Percussion

เพลงที่นำมาเล่นก็จะเป็นเพลงจากในเกม Final Fantasy หลายๆภาค (โดยมากมักจะเป้นเพลงจากฉากต่อสู้) เอามาทำใหม่ในรูปแบบเพลงร็อคให้มันส์ขึ้น แฟนๆเกมนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด วะฮ่ะฮ่าๆๆ

ปัจจุบันทางวงออกอัลบั้มมาแล้วสามชุดคือ
(รูปประกอบจาก Wikipedia นะครับผม)


"The Black Mages" อัลบั้มแรกออกปี 2003



"The Skies Above" (เหนือเบื้องนภา) อัลบั้มที่สองออกปี 2004 มีการเพิ่มเพลงที่มีเนื้อร้อง 2 เพลง คือเพลง Other World และ The Skies Above



และอัลบั้มล่าสุดที่เพิ่งออกเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง(19 มีนาคม 2008) คืออัลบั้ม Darkness & Starlight (อนธกาล&ดาราพราย) ประกอบด้วย 11 เพลงดังนี้ครับ

1. Opening ~ Bombing Mission (from Final Fantasy VII)
* เพลงเปิดเกม Final Fantasy 7 สุดอัลงการณ์นั่นเอง
2. Neo EXDEATH (from Final Fantasy V)
* เพลงตอนปะทะบอสสุดท้าย Neo Exdeath ในภาคห้า เพลงนี้ผมว่ามันส์ที่สุดในบรรดาเพลงบอสสุดท้ายของทุกภาคแล้วล่ะ
3. The Extreme (from Final Fantasy VIII)
* ถ้าจำไม่ผิด เพลงนี้คือตอนสู้กับอัลติมิเซียบอสสุดท้ายของภาค 8 รึเปล่า? เพลงนี้ไลน์เบสสุดๆไปเลย
4. Assault of the Silver Dragons (from Final Fantasy IX)
5. KURAYAMINOKUMO (from Final Fantasy III)
6. Distant Worlds (from Final Fantasy XI)
7. Premonition (from Final Fantasy VIII)
8. Grand Cross (from Final Fantasy IX)
9. Darkness and Starlight (from Final Fantasy VI)
* มาแล้ว เพลงโปรด เพลงนี้ต่อยอดมาจากฉากโอเปร่าใน FF6 เนื้อหาเกี่ยวกับอัศวินที่ชื่อดราโก้ ต้องจากคนรักที่ชื่อมาเรียออกไปรบ ส่วนมาเรียก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับอัศวินจากอีกแคว้น โอ้ เรื่องมันช่างน้ำเน่าอะไรเช่นนี้ แต่ก็เป็นอีกฉากที่ตรึงความทรงจำของแฟนๆไว้ได้มาก โอ...มาเรีย
10. Life ~ in memory of KEITEN ~ (original composition)




 

Create Date : 05 เมษายน 2551    
Last Update : 5 เมษายน 2551 12:58:06 น.
Counter : 309 Pageviews.  

วันสุดท้ายของปี

วันสุดท้ายของปี คาราจิโอ้มีเงินอยู่ในกระเป๋า 40 บาทถ้วน

โชคดีที่ไม่มีใครชวนไปเที่ยวไหน ไม่งั้นคงต้องตอบไปแบบกร่อยๆว่า กูไม่มีตังว่ะ
(จริงๆมีคนถามเหมือนกัน ก็ตอบแบบเดียวกัน อิอิ)

ปีที่ผ่านๆมา ผมมักจะตุนเงินไว้วันสุดท้ายเสมอ เผื่อว่าจะออกไปนับดาวกะเค้าที่ไหนบ้าง (นับดาว = Count Down) ก็ได้ไปมั่ง ไม่ได้ไปมั่ง

ปีนี้ไม่รู้นึกยังไง ตอนแรกก็ชวนๆไว้สองสามคน บอกว่ายังไม่แน่ แต่อาจจะไป ว่างป่ะล่ะ ชวนทั้งๆที่ไม่มีตังนี่ล่ะ ไม่รู้จะเอาจากไหนด้วย จะขอตังแม่บอกว่าไปกินเหล้าก็ใช่ที่ อาจจะโดนตบส่งท้ายปีก็ได้

สุดท้ายก็ไม่ได้ไป แต่ผมก็ยังหวังไว้นิดๆว่า อาจจะมีคนโทรมาชวน แต่ก็นั่นแหละ ในกระเป่าก็ยังมีเงินอยู่ 40 บาทถ้วนเหมือนเดิม

สองทุ่ม แม่เรียกไปร้องคาราโอเกะในห้องนั่งเล่น ตอนแรกอิดๆออดๆไม่ยอม สักพักมีจับของขวัญ ก็มานั่งจับกะเค้า แล้วท่านแม่ก็ประกาศว่า ปีนี้จะมีรางวัลพิเศษ​เป้นเงินหนึ่งพันบาท จับสลากลดไปเรื่อยๆ

คือปกติผมจะเป้นคนไม่มีดวงด้านนี้อยู่แล้ว ไม่เคยได้อะไรแบบนี้กะเค้าเลย ทำนองว่าถ้ามีงานแบบนี้ที่ไหน กลับได้เลย ไม่มีทางได้

แต่ทว่า....ผมก็ประกาศออกไปเหมือนกัน แบบบ้าๆบอๆว่า แก๊ปจะเอาเงินพันนึงนะ ไม่เอาของขวัญอื่น พร้อมทั้งเต้นบ้าเต้นบอกิ๊วๆไปรอบๆบ้าน โดยที่พูดไปงั้นแหละ กะว่า ขำๆ สร้างเสียงหัวเราะ

และแล้วก็เริ่มจับสลากนับถอยหลัง....คือจับชื่อใครขึ้นมา แล้วตัดคนนั้นทิ้งไป คนอื่นนั่งุล้นกันเฮฮา คาราจิโอ้นอนเล่นเกม Nintendo DS แบบสงบๆ คิดในใจ ทำไมเสียงดังกันจัง

แล้วมันก็เริ่มน้อยลง แต่ไม่มีชื่อคาราจิโอ้ซักที จนเหลือแค่คาราจิโอ้กับแม่แค่สองคน ลุ้นกันอยู่ ก็เลยตกลงกับแม่ว่า แม่ ไม่ต้องจับแล้วเอาป่ะ พันนึงเนี่ย แบ่งกันคนละห้าร้อย ฮาๆๆ แม่ไม่ตกลง แม่บอกว่าชีวิตคือการเดิมพัน ชั้นจะต้องเอาพันมาให้ได้ (ปกติแม่ไม่ชอบเล่นการพนันนะจะบอกให้ หะหะ)

แล้วยายก็จับชื่อคนสุดท้ายที่ต้องออก ....เป็นชื่อแม่

คาราจิโอ้รับทรัพย์ถ้วน 1000 บาท

หลังจากนั้น ด้วยความอารมณ์ดีสุดขีด จับไมค์ร้องคาราโอเกะน็อนสต๊อบ ผ่านไปห้าหกเพลง ที่บ้านใจดีให้ค่าร้องเพลงอีกห้าร้อย

ร้องจบ แยกย้าย ได้ค่าขนมมาอีกสามพัน

สรุป ตอนนี้ในกระเป๋าคาราจิโอ้มีเงิน 4500 บาท

ภายในสามชั่วโมง

ชีวิตคนเราเปลี่ยนได้ด้วยคาราโอเกะจริงๆแฮะ!

ปล. ทิ้งความทุกข์ทุกอย่างไว้ในวันสุดท้ายของปีนะครับทุกท่าน
สวัสดีปีใหม่ครับ




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2550    
Last Update : 31 ธันวาคม 2550 23:02:47 น.
Counter : 230 Pageviews.  

นอนถึงอดีต

หลายวันมานี้ ฉันนอนบ่อยมาก คือนอนเป็นช่วงๆทั้งวัน ปกติฉันไม่ใช่คนติดนอนเท่าไหร่ (และมักจะสงสัยอยู่เสมอเวลาถามเพื่อนๆว่า ทำไรวะ แล้วเพื่อนตอบว่า นอน) แม่ฉันบอกว่า อย่านอนข้ามตะวัน (คืออย่านอนตอนเย็น แล้วตื่นตอนมืด) แต่ฉันชอบแฮะ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแวมไพร์ดี แล้วอีกอย่างคือหลับช่วงเย็นๆมักจะฝันแปลกๆ สนุกๆ ...คนอื่นเค้าจะกังวลกันเวลาฝันแปลกๆ แต่ฉันโคตรชอบ อย่างล่าสุดนี่ฝันว่าตัวเองเป็นปลาทองบินได้ ว่ายอยู่กลางอากาศในบ้านยักษ์ แล้วยักษ์ก็ไล่ตบฉัน ฉันต้องว่ายหนีไปหลบบนฝ้าเพดาน อะไรอย่างนี้เป็นต้น

จะว่าไปมันก็ทำให้นิสัยเสียนะ ฉันเริ่มเสพย์ติดการนอน กลับมาบ้านก็นอนราวๆห้าโมงเย็น ไปตื่นเอาทุ่มนึง มันรู้สึกแปลกๆดีนะเวลาตื่นมาแล้วงงว่าเราอยู่ที่ไหน วันนี้วันอะไร เหมือนกับความทรงจำหายไปชั่วขณะ บางทีก็จะมึนๆ นึกว่าเช้าแล้ว ไปเรียนได้แล้ว ดูนาฬิกา อ้อ ยังเพิ่งทุ่มครึ่ง ตื่นมาเล่นเน็ตต่อ

ไอ้แบบนี้แหละที่เค้าเรียกว่าชีวิตไม่เป็นระบบ ฉันก็พอจะรู้ แต่มันเลิกไม่ได้ โดยฉันอ้างว่าตัวเองเบื่อ เบื่อโลก เหงา อยากหลุดจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ใครบางคนบอกว่า การที่เราหนีความจริงแบบนี้ แปลว่าเราไม่มีความสุข อาจจะจริงก็ได้ จริงๆแล้วฉันรู้สึกว่าตัวเองก็มีความสุขดี แต่ฉันก็ยังโหยหาอดีต (แน่นอน ใครคนนั้นก็บอกไว้เช่นกันว่า คนที่โหยหาความสุขในอดีต แปลว่าไม่มีความสุขในปัจจุบัน)

อดีตของฉันคือจีแดง
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
ขอย้อนความอีกครั้ง จีแดงคือกลุ่มเพื่อนๆสมัยม.ปลายของฉันเอง ชื่อนี้มีที่มาจากการที่เราเอาปากกาสีแดงไปฝนตัวอักษร G บนชีทวิชาภาษาอังกฤษ สมาชิกในแก๊งค์เราคือกลุ่มเด็กหลังห้องเกือบทั้งหมด บางคนไม่อยากอยู่ แต่ดันมานั่งหลังห้อง พวกเราก็นับเป็นกลุ่มจีแดงไปโดยปริยาย

นอกจากเรื่องพิสิททำกระจกแตกและนาฬิกาปลุกดังไม่หยุดในคอนโดตั้มแล้ว (อ่านสองเรื่องนี้ได้ที่ //www.bloggang.com/viewblog.php?id=enchantmoon&date=14-04-2007&group=1&gblog=8 ) แก๊งค์จีแดง(และเพื่อนๆห้องม.6/12 คนอื่นๆ) ก็ยังก่อวีรกรรมไว้อีกมากมาย

ฉันรู้ว่ามันไม่เหมาะสมและไม่ควรอย่างแรง แต่หลายๆวีรกรรมของเรา เกี่ยวเนื่องไปถึงอาจารย์ที่รักและเคารพ หะหะ ถือว่าฉันเล่าให้ฟังสนุกๆละกัน ยังไงเราก็เคารพคุณครูทุกท่านนะครับ ยกเว้นเวลาที่ท่านขี้บ่น เราก็แอบแก้แค้น และนี่คือวีรกรรมบาปๆของเรา ที่พอจะรวบรวมมาเล่าให้ฟังได้ดังนี้

1.เรื่องปากระดาษใส่อาจารย์ไพจิตร
อาจารไพจิตรสอนวิชาภาษาอังกฤษ และยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเราด้วย(มันก็ครูประจำชั้นนั่นแหละ) ซึ่งแกก็ขี้บ่นอยู่ วันนึงเรียนคาบสุดท้ายแล้วง ภาษาอังกฤษตอนสามโมงครึ่ง พระเจ้า อยากกลับบ้านจะตายห่าน แต่แกไม่ปล่อยซะที สุดท้ายเกิดเรื่องอะไรไม่ทราบ ดันมีคนปากระดาษขยำๆกลมๆไปโดนอาจารย์ เป็นเรื่องเลย แกโมโหใหญ่ ถามว่าใครปา ซึ่งทุกคนไม่มีใครยอมรับ ไม่ใช่เพราะแค้นอาจารย์นะ แต่มันไม่มีใครทำจริงๆ ฉันก็ไม่รู้ คนอื่นก็ไม่รู้ คือพวกเราไม่ได้รวมหัวกันแกล้ง แต่เป็นอุบัติเหตุจริงๆเลย ก็คือไม่มีใครยอมรับ อาจารย์ไพจิตรหัวเสียมาก เค้นหาตัวผู้รับผิดชอบใหญ่ ในขณะที่ทุกคนเคร่งเครียดกันอยู่นั้น(เพราะไม่ได้กลับบ้านซะที) ฉันกลับนั่งหัวเราะคิกๆอยู่คนเดียว

ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนปาหรอกนะ แต่ชั่วโมงนั้นไปเรียนห้่องของน้องม.3 (เด็กม.4-ม.5 อย่างเราไม่มีห้องประจำ ต้องเดินวนไปเรียนตามห้องน้องๆ) แล้วฉันรู้สึกเบื่อที่ไม่ได้กลับบ้านซะที เลยเริ่มค้นโต๊ะน้อง ก็ไปเจอหนังสือการ์ตูนเครยอนชินจังเล่ม 6 เลยแอบอ่านมันใต้โต๊ะนั่นแหละ แล้วไอ้ชินจังนี่มันขำใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ ฮ่าๆๆๆ ขำจนเพื่อนข้างๆถาม มึงเป็นเหี้ยอะไร

เรื่องนี้จบลงตรงที่พวกเราทั้งห้องโดนพาไปห้องปกครอง ซึ่งอาจารย์อุดมฝ่ายปกครองไม่เห็นเป็นเรื่องซีเรียสตรงไหน ก็บอกว่าใครทำให้มาสารภาพกับครูวันรุ่งขึ้นก็แล้วกัน ไม่มีการลงโทษ แค่อยากเห็นลูกบดินทรตัวจริง (คนทำคือเพื่อนคนนึงของพวกเรานี่ล่ะ แต่ฉันขอไม่บอกว่าใครนะ ซึ่งมันบอกว่ามันไม่ได้ตั้งใจขว้าง มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนอาจารย์ เพราะมันจะขว้างลงถังขยะ แต่ชั่วโมงนั้นถ้าสารภาพมา อาจารย์ไม่เชื่อแน่ๆ)

2.เรื่องอาจารย์บรรทม
อาจารย์บรรทมสอนวิชาฟิสิกส์สมัย ม.5 ห้องที่เรียนเป็นห้องเล็กๆ พวกเรานั่งล้อมกันโต๊ะละ 4-5 คน แล้วชั่วโมงอาจารย์บรรทม ชวนให้บรรทมสมชื่อ แกไม่สนใจใครเลย มาถึงอ่านโจทย์ขึ้นกระดานแล้วให้ลอกตามอย่างเดียว คนที่ตั้งใจเรียนก็มีแต่กลุ่มหน้าห้อง แล้วพวกเราจะไปเหลืออะไร ก็นั่งคุยกันตามระเบียบสิ ฉันเองก็จำได้ว่าไม่เคยสนใจเรียนเลย ชวนไอ้ป๊อกคุยเร่ืองโจโจ้อย่างเดียว

เรื่องสนุกๆเรื่องนี้เป็นเรื่องของไอ้พิสิทและไอ้ก้วย (พิสิทมักจะเป็นหัวข้อเรื่องสนุกๆเสมอ ตัวละครนี้น่าสนใจ ฉันอาจจะรวมเรื่องมาเล่า(เผา)ให้ฟังในภายหลัง) คือตอนนั้นพิสิทกังวลเรื่องหัวล้านมาก แน่นอน เพื่อนที่ดีอย่างเราๆไม่ช่วยปลอบหรอก พวกเราช่วยกันแกล้ง ฮ่าๆๆ คือพิสิทเป็นพวกกังวลเกินเหตุ จนเพื่อนๆรำคาญ ช่วงนั้นมันแค่ผมร่วงมาเส้นสองเส้น ก็กลัวหัวจะล้านแล้ว พวกเราเลยเรียกกันวาไอ้ล้าน ไอ้ล้าน

เหตุเกิดคือชั่วโมงนั้น ไอ้ก้วยกับไอ้พิสิทนั่งหน้า แล้วดันไม่สนใจอาจารย์สอน ไอ้พิสิทก็บ่นเรื่องหัวล้าน ไอ้ก้วยได้ทีเลยแกล้งพูด ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ไอ้พิสิทก็ด่ากลับ มึงสิไอ้หัวล้าน ไอ้ก้วยก็ด่ามึงแหละไอ้ล้าน ด่าไปด่ามา ไอ้ทุ่งหมาหลง ไอ้ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ไอ้ถนนลื่นปรื๊ด ไอ้ท่าพระอาทิตย์ ฯลฯ

มันคงไม่เป็นเรื่องหรอก ถ้าไม่บังเอิญว่าอาจารย์บรรทมเป็นคนหัวล้าน ล้านแบบล้านไปเลย เถิกมีผมเหลืออยู่ด้านหลังนิดเดียว ไอ้สองคนนั้นก็เสือกลืม ด่ากันใกล้ๆอาจารย์ สุดท้ายอาจารย์งอนมาก เดินออกจากห้องไปเลย สองคนนั้นถึงเพิ่งรู้ตัว กูทำอะไรลงปายยยยย

พวกผมไม่ได้มีเจตนาจริงๆนะครับอาจารย์ ถ้าอาจารย์มาอ่านเจอ พวกผมต้องกราบขออภัย

3.คาบอาจารย์พูนทรัพย์
อาจารย์พูนทรัพย์สอนเคมี เป็นอาจารย์ที่ทำให้ฉันเกลียดวิชาเคมีมาจนทุกวันนี้ เรามีเรื่องเล่าในชั่วโมงอาจารย์พูนทรัพย์เยอะมาก เป็นต้นว่าไอ้เซนส์ ตั้มและหนูทองเสือกโดดเรียนคาบอาจารย์ ในวันสุดท้าย แล้วดันถูกจับได้พอดี คือวันก่อนๆหน้านั้นไม่เคยโดด อาจารย์ก็ไม่เคยเช็คชื่อ แกมาเช็คเอาวันนั้นล่ะ โดนเลย หรือเรื่องที่ไอ้กวินทำกรดซัลฟูริคหยดใส่โต๊ะอาจารย์เป็นรู หรือเรื่องที่ฉันท้านรกโดยการแอบเล่นการ์ดเมจิคเดอะเกตเตอริ่งกับไอ้ปฐมใต้โต๊ะระหว่างอาจารย์สอน

แต่ที่ฉันขำมากที่สุดคือไอ้พิสิท(อีกแล้ว) คืออาจารย์จะให้พวกเรานำชีทเคมีมาเย็บเล่มทุกๆเดือน แล้วทำปกด้วย ปกต้องห้ามเขียนมือ ให้พิมพ์เอา สมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังมีไม่ทุกบ้าน และบ้านพิสิทก็ไม่มี พิสิทจึงต้องหาทางออกโดยการไปยืมเอาเครื่องพิมพ์ดีดของเพื่อนในห้องที่เรียนวิชาเลือกเสรีพิมพ์ดีดมาใช้พิมพ์หน้าปกแทนคอมพิวเตอร์ แต่ดันไม่พิมพ์มาก่อน เลยต้องไปพิมพ์ในห้อง

แน่นอน ชั่วโมงอาจารย์พูนทรัพย์ไม่มีใครคุยกันเลย แต่โชคดีที่เป็นห้องแล็บ ห้องเลยกว้างหน่อย พิสิทคว้าพิมพ์ดีดไปนั่งหลบอยู่ในซอกหลังห้อง แล้วพิมพ์ปกเอา ปัญหาคือ พิมพ์ดีดนี่มันไม่เหมือนคอม พิมพ์ทีก็เสียงดังมาก แต๊กๆๆๆๆ มันเลยต้องค่อยๆพิมพ์ทีละตัว ตั้งแต่หัวข้อ ชื่ออาจารย์ ชื่อตัวเอง วิชา รหัสวิชา ฯลฯ พวกเรานั่งเรียนไปจะได้ยินเสียงดัง แต๊ก แต๊ก มาเป้นระยะ ซึ่งพิสิทเก่งมากในการพรางเสียงให้กลมกลืนไปกับเสียงภายนอก อาจารย์ไม่รู้ตัวเลย แต่พวกเรากลั้นหัวเราะกันแทบตาย สักพักก็แต๊ก .......แต๊ก...........แต๊กแต๊ก....

วันนั้นพิสิทไม่ได้เรียนเลย พิมพ์ปกอย่างเดียวใช้เวลา 100 นาทีพอดีเป๊ะ หมดคาบปุ๊บ ก็ได้ปกรวมเล่มมาส่งพอดี

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

ฉันโหยหาตัวเองสมัยม.ปลาย ซึ่งพอมองย้อนกลับไปดูแล้ว ฉันรู้สึกว่าตัวเองตลกมาก มีหลายๆเรื่องที่ขำตัวเองว่าทำไปได้อย่างไร แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จริง ฉันก็คงไม่ขอแก้อะไรทั้งนั้น จะขอนั่งดูแล้วก็ขำก๊ากไปอย่างเดียว เหมือนกับเวลานอน ฉันคงไม่ขอเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝันตลอดกาลหรอก ฉันขอแค่มีช่วงตื่นที่สนุกสนาน และช่วงฝันที่มีไร้ซึ่งความทุกข์ แบบนี้ฉันก็จะได้มีความสุขทั้งยามหลับยามตื่นเลยไง

ปล. เรื่องของจีแดงยังมีอีกมากมาย....




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2550    
Last Update : 27 ธันวาคม 2550 22:31:57 น.
Counter : 222 Pageviews.  

คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้เอาใจยาก

ปกติผมไม่ค่อยฟังแฟตฯเท่าไหร่ (Fat Radio) พอดีวันก่อนเปิดไปฟังเล่นๆ ได้ยินเพลงนี้ ถูกใจมากครับ

//www.myspace.com/hisotiddin
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้เอาใจยาก
โดย คุณ Sai
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้เอาใจยาก (ซ้ำ 3 ครั้ง)
ผมบอกว่า...
คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้น่ะ มันเอาใจยากกกกก

ทำไมน่ะเหรอ?
ก็เวลาที่พวกเขาทำอะไรให้เราสักอย่างนึง
แล้วเราก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
ว่าเขาไม่ใช่ญาติโกโหติกาอะไร
ที่เราไม่จำเป็นจะต้องหาทางตอบแทน

ก็เลยคิดจะลอง offer เงินให้กับเขา
แต่ใช่ว่าเราคิดจะดูถูกเขา (นะ)
คนเราไม่จำเป็นต้องกินต้องใช้หรือไง
พวกเราเป็นเทวดาอิ่มทิพย์อิ่มบุญกันหมดหรือไร

เขาจะตอบกลับมาทันทีทันใดว่าไม่เป็นไร
เรื่องเล็กๆแค่นี้ไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่
ให้คิดซะว่ายังไงพวกเราก็เป็นคนไทย
อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไปก็แล้วกัน

แต่พี่ครับ พี่ครับ ผมซึ้งมากแต่ไม่ได้อยากจะให้พี่ช่วย
ผมแค่อยากจะให้มันเป็นเหมือน professional
ไม่อยากให้มันตลกขำก๊ากเหมือนกับบางวงการ
ที่คนปากหนักและคนหน้าบางต้องทำงานฟรี

คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้เอาใจยาก (ซ้ำ 3 ครั้ง)
ผมบอกว่า...
คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้น่ะ มันเอาใจยากกกกก

โอ้ยไม่ต้องบอกก็รู้แล้วน่าว่าเงินไม่ใช่พระเจ้า
ไม่ต้องเป็นโสดาบันก็รู้ว่าเงินซื้อไม่ได้หมดทุกอย่าง
แต่ในโลกนี้ที่มันไม่มีออะไรได้มาฟรีๆ
เบิ่งตาดูนี้ดส์นึงจะรู้ว่าเงินซื้ออะไรได้บ้าง

สมมติว่าเราซื้อน้ำให้เพื่อนของเราสักขวดหนึ่ง
อ่ะตีซะนะว่าน้ำขวดนั้นราคาสิบบาท
พวกเราคงเป็นคนดีกันมากสินะที่ไม่ทวง
น้ำแค่ขวดเดียวเองเราซื้อให้เพื่อนของเราได้น่ะ

คราวนี้ลองคิดดูใหม่ถ้าน้ำขวดนั้นราคาสิบล้าน
ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าเราจะทวงไม่ทวง
เพราะไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นน้ำขวดเดียวกัน
สิบบาทหรือสิบล้านเราก็ซื้อให้เพื่อนของเราได้เนาะ

เอ๊ะแล้วคนแบบไหนกันนะที่จะถือว่าเอาใจง่าย
เขาต้องเป็นคนที่เงินซื้อได้ เล่นป้ายราคาติดหัวอย่างนั้นเหรอ
แล้วคนดีคนอื่นที่ทำอะไรด้วยความจริงใจ
เขาไม่ต้องการให้ใครเอาใจ เพื่อ....ไปแล้วใช่รึเปล่า?

คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้เอาใจยาก (ซ้ำ 3 ครั้ง)
ผมบอกว่า...
คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้น่ะ มันเอาใจยากกกกก

ลองคิดดูเล่นๆเวลาตอนเย็นที่พวกเขากลับบ้าน
ภรรยาที่บ้านเกิดถามพี่จ๋าอยากกินอะไร
ด้วยความมีสไตล์ปัจเจกส่วนตัว เขาจึงรีบตอบกลับไป
อาหารเย็นพี่ไม่ need เท่าไหร่ แต่ถ้าจะทำพี่ก็อยากกิน

ศักดิศรีผัดกะเพรา
ต้มยำจิตวิญญาณ
อุดมการณ์แดดเดียว
อีโก้ผัดน้ำมันหอย

ภรรยาที่เคารพได้ฟังดังนั้นก็เลยทำหน้างง
พี่จ๋าสิ่งที่พี่พูดมาหนูไม่รู้จริงๆจะหาซื้อที่ไหน
ถ้าเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่ของดาษๆทั่วไปก็ยังพอหาได้
แต่ถึงหนูจะหาให้ได้ พี่จะกินเข้าไปยังไงช่วยบอกหนูที

ดูก่อนสิจ๊ะน้องจ๋าอย่าเพิ่งใจร้อนนะจ๊ะน้องจ๋า
ของต่างๆที่พี่พูดมาถึงแม้ว่ามันจะกินไม่ได้
กินไม่ได้ กินไม่ได้ กินไม่ได้แต่เท่นะ
คงเหมือนความดีนั้นไซร้ที่ใครอยากซื้อก็ไม่มีขาย

แต่ถ้าหากว่าใครอยากได้
แต่ถ้าหากว่าใครอยากได้
แต่ถ้าหากว่าใครอยากได้
อยากได้ อยากได้ ต้องทำเอา!

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
ฟังจบบอกตามตรง พี่จะสือ่อะไรกับผมเหรอครับ (ฮา) แต่ว่าเนื้อเพลงนี้เจ๋งมาก มันดิบๆดี ผมว่าเพลงอินดี้มันต้องแบบนี้แหละครับ!




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2550    
Last Update : 19 ธันวาคม 2550 10:19:20 น.
Counter : 817 Pageviews.  

ยิ่งโตยิ่งเด็ก

ผมรู้สึกว่าตัวเอง ยิ่งโต ยิ่งนิสัยเด็กว่ะ

ไม่รู้มันจะเป้นข้อเสียรึเปล่านะครับ....แต่ถ้าถามตัวเอง คำว่านิสัยเด็กในที่นี้หมายถึง
- ไม่ค่อยซีเรียสกับอะไรเหมือนเมื่อก่อน
- รู้สึกชิวๆกับชีวิต
- มองโลกแบบง่ายๆ
- แต่งตัวไม่เปนทางการ
- ไม่ค่อยเก๊กหรือฟอร์มมาก
- ไม่พยายามหาข้อมุลเรื่องที่ตัวเองไม่สนใจ

คือ...มันรู้สึกเปลี่ยนไป เมื่อก่อน จะเป็นคนซีเรียส สมมติว่าได้งานออกแบบมาชิ้นนึง จะเริ่มเครียดละ เฮ้ยกูต้องเข้าห้องสมุด เฮ้ยกูต้องมานั่งสังเกตพฤติกรรมคน เฮ้ยกูต้องศึกษางานของแฟรงค์ ลอยด์ไรท์เป็น Case Study บลาบลาบลา

แต่สมัยนี้คือ ได้งานมา เฮ้ยชิวๆ ไปเดินเล่นไซท์ดีกว่า ไหนผู้คนเค้าทำอะไรมั่ง เออคนนนั้นน่าสนใจดีว่ะ เฮ้ยทำไมคนมันไม่เดินทางเท้าวะ ฯลฯ คือบางทีมันอาจจะเป็นมุมมองก็ได้ที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเครียดๆ เดี่ยวนี้ชิวๆ จะว่าไปก็ดีเหือนกันนะ มันทำให้เราเป้นธรรมชาตมากขึ้น ข้อมูลที่ได้ก็มาจากความสนใจจริงๆ แล้วชีวิตก็มีความสุข

มองโลกง่ายๆนี่ก็เหมือนกัน บางทีอาจเป็นเพราะเราเจออะไรมาเยอะขึ้น จนปล่อยวาง รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น คนบางคนทำตัวเป้นผู้ใหญ่ แต่ก็เหมือนให้ความเป้นผู้ใหญ่เข้ามาครอบงำ ต้องตั้งใจทำงาน ต้องวางแผนครอบครัว ต้องมีบัตรเครดิต ต้องมีเงินกู้ ....เฮ้ยชีวิตมันไม่ได้ยากขนาดนั้นมั้ง ผมคุยกับหลายคนในห้องสวนลุมก็ถูกหาว่าเป็นเด็ก

คือผมมองว่า...คุณเอาอะไรมาแบ่ง? การที่ผมเป็นผู้ใหญ่หมายความว่าไง หมายความว่า ผมต้องมีบัตรเครดิตเหรอ (ทุกวันนี้สารภาพว่าใช้บัตรเครดิตไม่เป้น จ่ายแต่เงินสด ไปซื้อไอพ็อดก็หอบเงินสดไปหมื่นกว่า!) หมายความว่า ผมต้องกู้เงินมาเป้นสินเชื่อทดแทนซื้อบ้าน...และอะไรก็ตามที่ชื่อมันเรียกยากๆเหรอ? (อันนี้ก็ไม่เข้าใจ ว่าไม่มีเงิน แล้วจะซื้อบ้านทำไมวะ?) บอกเพื่อนว่าไม่เข้าใจว่ะว่าไอ้สินเชื่อห่าไรนี่มันหมายความว่าไง เพื่อนมันก็อธิบายว่าคือมึงต้องมีสลิปเงินเดือนเพื่อไปยินยันสิ่นเชื่อที่จะทดแทนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าศูนย์จุดสองเปอร์เซนต์ ซึ่งจะทำให้มึงสามารถเพิ่มวงเงินกู้ยืมเป็นแบบฝากประจำ และได้รับการอนุมัติเครดิตทดแทนแบบสามสิบหกเดือน...โอ้ยห่าอะไรวะ กูไม่เข้าใจก็บอกว่า กูยังเด็ก สาดดด

หมายความว่าผมต้องแต่งตัวให้ดูภูมิฐาน? มีเพื่อนคนนึงบอกว่าไอ้แก๊ปทำไมมึงไม่แต่งตัวให้มันดูดีหน่อย? ผมไปงานเลี้ยงรุ่น แล้วเพื่อนบางคนแต่งตัวแบบนักธุรกิจน่ะครับ เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง บอกว่าจะทำให้ดูน่าเชื่อถือ คือผมทำไม่ได้ว่ะ ผมไม่สามารถบังคับตัวเองให้ใส่แบบนั้นได้ ไม่ใช่ว่าจะกระแดะเรียนติสท์แล้วต้องเสื้อยืดกางเกงยีนส์นะครับ แต่ผมเคยแต่งแล้วมองตัวเองเหมือนเสี่ยออฟเด็กมาก หุ่นอ้วนๆ เสื้อเข้ากางเกง โห ไม่ไหวว่ะครับ ทุกวันนี้ก็เลลยใส่เสื้อยืดที่ชอบ ดูดีๆหน่อย ไม่ถึงกับเสื้อยืดเก่าๆ ยีนส์เน่าๆ คือใส่แล้วมันมั่นใจน่ะครับ

ทุกวันนี้วางแผนอนาคตไว้ว่าจะเป้นนักออกแบบเกม แล้วไง? ก็ดันมีคนบอกว่าทำไมมึงไม่ทำอาชีพที่มันมีเกียรติหน่อย เฮ้ยออกแบบเกมมันไร้เกียรติยังไง? คือเข้าใจว่ามันอาจจะดูแล้วไม่เป้นหลักเป้นฐาน ดูเหมือนเด็กเล่นเกม ไม่ดูมีสาระแบบบอกคนอื่นว่าเป้นทนาย เป็นสถาปนิก เป็นวิศวกร แต่ถามว่า อาชีพนักออกแบบเกมกับผู้กำกับหนังมันต่างกันตรงไหนวะในแง่บทบาท มันก็งานบันเทิงเหมือนกัน แต่ทำไมบอกว่าเป็นผู้กำกับหนังแล้วคนชื่นชม?

จริงๆผมก็แอบเครียด เพราะเมื่อก่อนคาดหวังว่า ตัวเองจะเป้นสถาปนิก แต่เรียนๆไปแล้วมันไม่เชิง คือไมไ่ด้รังเกียจ แต่ผมว่าผมสามารถอยู่กับงานออกแบบเกมไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าจะมาศึกษาโครงสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อทำงาน เพราะงั้นผมขออยู่กับงานที่ผมทำแล้วมีความสุข มากกว่างานที่ได้เงินเดือนเยอะ แต่มานั่งสงสัยว่ากูมีความสุขจริงเหรอวะดีกว่านะครับ

ไม่รู้ว่าผมคิดผิดรึเปล่า เคยได้ยินมาว่า คนเราควรจะมีความเป้นเด็กอยู่ในตัวสัก 30% และความเป้นผู้ใหญ่ 70% ของผมมันอาจจะแบ่งกันครึ่งๆ ห้าสิบห้าสิบ เพราะตอนนี้ถามว่าผมรู้สึกยังไง ผมบอกเลยว่าผมใช้ชีวิตมีความสุขมากกว่าที่ผ่านๆมา

ผมเจอเรื่องเดือดร้อน ผมก็ไม่ทุกข์อะไร เพราะผมรู้ว่ามันเป้นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเอง

ผมเป็นโสด แต่ก็ไม่ได้เหงา ไม่ได้เดือนร้อนขวนขวาย ไม่ได้บอกว่าทำไมตูไม่มีแฟนซะที ผมอยู่คนเดียวผมก็หาความสุขจากความเป็นโสดได้

ผมอาจจะแต่งตัวสบายๆ แต่ผมก็รู้วิธีคุยกับคนใหญ่คนโต (และที่สำคัญ ไม่ใส่รองเท้าแตะไปงานสุภาพ)

หรือจริงๆคนเราต้องการแค่นี้? จริงๆคนเราอาจจะไม่ได้ต้องการความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้ต้องการกู้เงินมาให้ครอบครัว จริงๆคนเราอาจจะขอแค่มีความสุขในชีวิต

ใครจะว่าผมไม่โตก็ช่าง ตอนนี้ผมรู้วิธีดำเนินชีวิตแบบมีความสุข ก็คงพอแล้วมั้ง

หรือใครว่าไงครับ?




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 ธันวาคม 2550 1:08:39 น.
Counter : 210 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

CARAGIO
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด
คนฉลาดตกเป็นทาสของคนแกล้งโง่
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add CARAGIO's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.